HOME
เว็บบอร์ด
ทำเนียบรุ่น
แก้ไขข้อมูล +32
โทร & อีเมล์
เว็บน่าสนใจ

ข้อความเว็บบอร์ด

 ข้อความที่ 4070  ประเภท: เรื่องทั่วไป    ลบทั้งหมด       

เรื่อง
  ทหารอากาศในยุคของการเปลี่ยนแปลง

?ซุ่นหวู่? ได้ให้ปรัชญาการวางแผนให้ได้ชัยชนะคู่ต่อสู้ไว้ใน ?ตำราพิชัยสงคราม? หรือ The Art of War เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้วว่า
?อันการสงครามนั้น เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือวิถีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของ ประเทศชาติ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพร่พลและราษฎร จะไม่พินิจพิเคราะห์หาได้ไม่
เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐานห้าประการเป็นปฐม แล้วเปรียบเทียบสภาพของเรากับข้าศึก เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะในการสงคราม ปัญหาพื้นฐานห้าประการได้แก่ หนึ่ง มรรค (เต้า) สอง ฟ้า (เทียน) สาม ดิน (ตี้) สี่ แม่ทัพ (เจียง) ห้า กฎ (ฝ่า)
มรรค หมายถึง ความเป็นธรรม สิ่งที่ทำให้ราษฎรมีเจตนาตรงกับฝ่ายปกครอง ยินดีร่วมเป็นร่วมตายกับฝ่ายปกครองโดยไม่หวั่นเกรงภยันตรายใด ๆ
ฟ้า หมายถึง ภูมิอากาศ กลางวัน กลางคืน ฤดูกาลและความผันแปร
ดิน หมายถึง ภูมิประเทศสูงต่ำ ใกล้หรือไกล คับขันหรือราบเรียบ กว้างใหญ่หรือ คับแคบ และปิดหรือเปิด
แม่ทัพ หมายถึง ผู้นำเหล่าทัพซึ่งเปี่ยมด้วยสติปัญญา รักษาสัจจะวาจา มีเมตตาธรรม มีความกล้าหาญ และเคร่งครัดเที่ยงธรรม
กฎ หมายถึง ระเบียบวินัยของกองทัพ ระบบการจัดอัตรากำลังพล และระบบการ จัดสรรอาวุธยุทโธปกรณ์
ปัญหาห้าประการนี้ แม่ทัพนายกองจะมีผู้ใดมิรู้ก็หาไม่ ทว่าผู้รู้แจ้งเท่านั้นจึงจะชนะ ผู้รู้มิแจ้งย่อมพ่ายแพ้?
ข้อความนี้เป็นสิ่งที่ยังคงมีความเป็น ?อมตะ? ที่นักบริหาร ทั้งทหาร พลเรือน และภาคธุรกิจ นำมาใช้ในการบริหารงานยุคใหม่ที่ต้องการ ?ทำงานให้สำเร็จ? หรือการบริหารงานแบบ ?มุ่งผลสัมฤทธิ์? (Result-based Management) ภายใต้ปรัชญา ?รู้เรา - รู้เขา?
เมื่อพิจารณาสิ่งที่ ?ซุนหวู่? กล่าวจะเห็นว่า ในการทำสงครามให้ได้ชัยชนะต่อข้าศึกนั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงการทำให้กำลังรบเหนือกว่าข้าศึกเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ คือ การวางแผน และสร้างให้องค์การของเรามีปัจจัยสำคัญห้าประการนี้ให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ?ซุ่นหวู่? ได้กำหนดให้ ?มรรค? หรือ ?คุณธรรม? ที่หมายถึง ?สิ่งที่ทำให้ทวยราษฎร์และเบื้องบนมีเจตนารมณ์ร่วมกัน? เป็นข้อแรก ซึ่งสื่อได้ว่ามีความสำคัญสูงสุดนั้น ตรงกับหลักประชาธิปไตยยุคใหม่ที่เน้น ?การมีส่วนร่วมของประชาชน? และ ?ความเป็นธรรม? ในระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance)
ถ้าลองนำปัจจัย 5 ประการที่ ?ซุ่นหวู่? ให้ไว้ มาเรียงลำดับใหม่ เป็น ?แม่ทัพ คุณธรรม กฎ ฟ้า ดิน?อาจสื่อความหมายได้ว่า ?ผู้นำ ขวัญกำลังใจของทหาร/ประชาชน หลักนิยม (Doctrine) ภูมิอากาศ และภูมิประเทศ? เป็นสิ่งที่แม่ทัพต้องสร้างให้เหนือกว่าข้าศึก และถ้าจัดกลุ่มใหม่ด้วยการ จัดกลุ่มตัวแปรได้เป็น ?คน (ผู้นำ-ขวัญของผู้ตาม) วิธีการบริหาร/ปกครอง (หลักนิยม) และสภาวะแวดล้อมในสถานการณ์นั้น (สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในการยุทธ์)? ก็อาจสรุปเป็นปรัชญาในการวางแผนได้ว่า
?คน? มีหน้าที่ศึกษาประเมินสภาวะแวดล้อม เพื่อเลือกทำการยุทธ์ในสภาวะแวดล้อมที่เรามีความเชี่ยวชาญ หรือเก่งกว่าข้าศึก (Engage Enemy in My Term) ก็จะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ โดยง่าย
?หลักนิยม? หมายถึง ?สิ่งที่หน่วยหรือหัวหน้าหน่วยงานเชื่อว่า เป็นหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจ หลักนิยมไม่ใช่คำสั่ง แต่ต้องมีการประยุกต์ ตีความใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของแนวคิดที่กำหนดนั้น? ซึ่งจะเป็นกรอบความคิดของ ?วิธีการทำงาน? ที่ใช้ในการบริหาร/ปกครอง กำหนดโครงสร้าง จัดสรรทรัพยากร และฝึกปฏิบัติจนมีความเชี่ยวชาญ
?สภาวะแวดล้อม? ในแต่ละสถานการณ์ต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และบางสถานการณ์อาจบีบบังคับให้เราไม่สามารถ ?เลือก" ได้ตามที่เรา ?ถนัด? จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับ ?หลักนิยม? ให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และมีการพัฒนา ?คน? ให้ สอดคล้องกับ ?หลักนิยม? ใหม่ โดยแม่ทัพจะต้องใช้ความเป็นผู้นำสร้าง ?ความเชื่อ? ให้กับผู้ตามเห็นคล้อยตาม และเต็มใจปฏิบัติตามวิธีการนั้น แล้วจึงจัดโครงสร้างกำลังรบให้สอดคล้องกับหลักนิยมใหม่ ทำการฝึก และประเมินผลเพื่อปรับหลักนิยมตามขีดความสามารถในการพัฒนาองค์การและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศไทยอาจพิจารณาได้ว่า มีสถานการณ์ที่พระประมุขของประเทศไทยอาจประยุกต์ใช้ปรัชญานี้ ปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศหรือปฏิรูประบบราชการภาครัฐตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ๒ ครั้ง คือ
ในครั้งแรก มีขึ้นในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถและพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๗๒ ซึ่งในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกโดยมีการติดต่อค้าขายระหว่างกัน การที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางการบริหารอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำการค้ากับต่างประเทศ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติ จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศเป็นการกระจายอำนาจไปส่วนภูมิภาค โดยจัดเป็นหัวเมืองต่าง ๆ และจัดการบริหารส่วนกลางเป็น ๔ กระทรวงในระบบจัตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการล่าเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก การกระจายอำนาจการปกครองให้กับหัวเมืองต่าง ๆ เป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย หากผู้ปกครองรัฐต่าง ๆ เห็นประโยชน์ส่วนตนไปสวามิภักดิ์กับชาวตะวันตก ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงนั้นกรุงรัตนโกสินทร์ ต้องส่งทหารไปปราบขบถของหัวเมืองต่าง ๆ หลายแห่ง เช่น ขบถพระยาละแวก ขบถเจ้าอนุวงศ์ และขบถฮ่อ เป็นต้น
ด้วยสภาวะแวดล้อมดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รัชกาลที่ ๕ จึงได้มีการปฏิรูประบบราชการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์การบริหารส่วนกลาง ด้วยการเปลี่ยนระบบการปกครองเป็น ?การรวมอำนาจ? โดยตั้งเป็น ๑๒ กระทรวงในปี พ.ศ.๒๔๓๐ และที่น่าสังเกต คือ มอบให้สมุหกลาโหม รับผิดชอบป้องกันประเทศทางด้านใต้ ซึ่งห่างไกลและในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะได้รับอิทธิพลจากอังกฤษมากด้วย นอกจากนั้น พระองค์ยังได้เลิกระบบไพร่สมที่เป็น ?ทหาร? ของชนชั้นปกครองตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอดีต โดยกำหนดให้มาเป็นไพร่หลวงหรือทหารของรัฐบาลกลางตามระยะเวลาที่กำหนดซึ่งเป็นรากฐานของการเกณฑ์ทหารในปัจจุบัน และได้จัดระบบทหารแบบตะวันตกด้วยการจัดตั้งโรงเรียนคะเด็ดทหารมหาดเล็กหรือโรงเรียนนายร้อยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระบบทหารอาชีพมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งส่งพระโอรสไปศึกษาในต่างประเทศเพื่อสร้างสัมพันธ์กับ ต่างประเทศ และต่อมาได้ขยายถึงสามัญชน เพื่อสร้างความทันสมัยและเกิดการยอมรับความเป็น อารยะชนของประเทศของประเทศตะวันตกมากขึ้น
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบราชการของประเทศไทยทั้งสองครั้ง สำเร็จได้ด้วยองค์พระประมุขของประเทศทรงเป็นผู้ริเริ่มและกำหนดยุทธศาสตร์เอง ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับทฤษฎีพัฒนาองค์การทุกเล่มที่กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ ความมุ่งมั่นผูกพันของ ผู้นำ (Leadership Commitment)
สำหรับในวงการทหารของเรา มีการปรับเปลี่ยนการจัดส่วนราชการอยู่เสมอตามสภาพปัญหาของหน่วยและแนวคิดในการรบที่ได้รับการพัฒนาโดยเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ มีการพัฒนาหลักนิยมตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมาก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์การตามหลักนิยมจึงไม่มี ทั้งนี้เพราะทหารเป็นหน่วยหนึ่งในระบบราชการที่ถูกฝังปรัชญาการทำงานมาจากแนวคิดของ Max Weber ที่ยึดมั่นในระบบรวมอำนาจ และมีโครงสร้างการทำงานตามสายการบังคับบัญชามากเกินไปโดยไม่มีความยืดหยุ่น เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน และไม่เห็นความสำคัญของเป้าหมายองค์การ กลับไปให้ความสำคัญกับ เป้าหมายในความเจริญก้าวหน้าของตนเองมากกว่า นอกจากนั้นระบบราชการยังให้ความมั่นคงในวิชาชีพของคน จึงทำให้ข้าราชการไม่นิยมการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงาน และหลีกเลี่ยงการพัฒนา องค์การ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่ออนาคตของตน
ในปัจจุบันคงต้องยอมรับกันว่า สภาวะแวดล้อมของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารหรือโลกาภิวัตน์ และพัฒนามาสู่ยุคสังคมแห่งความรู้และภูมิปัญญา บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนให้เห็นปัญหาในการบริหารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างชัดเจนขึ้น รัฐบาลทุกชุดได้กำหนดนโยบายการปฏิรูปราชการ แต่ยากที่จะเกิดหลักการที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
จนกระทั่งเมื่อ ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ได้เน้นนโยบายปฏิรูประบบราชการให้เป็นรูปธรรม จึงเร่งรัดออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เมื่อเดือน ต.ค.๔๕ ซึ่งรากฐานแนวคิดที่ผสมผสานกันระหว่างหลักการบริหารจัดการ ภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance)
รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๙ มีกรอบในการดำเนินงาน ๕ ด้าน คือ (๑) การปรับบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างหน่วยงานราชการ (๒) การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารงานใหม่ (๓) การปฏิรูปวิธีการงบประมาณ (๔) การปฏิรูประบบการบริหารบุคคล และ (๕) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ค่านิยมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และต่อมาได้ขยายกรอบความคิดเพิ่มอีก ๒ ประการ คือ การปฏิบัติงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน พร้อมกันนั้นได้จัดตั้งสำนักงาน ?คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ? (ก.พ.ร.) เพื่อรับผิดชอบการพัฒนาระบบราชการในภาพรวม
สำหรับกระทรวงกลาโหม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ ได้กำหนดให้กระทรวงกลาโหม เสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบส่วนราชการกระทรวงกลาโหมภายใน ก.ย.๔๗ ขณะเดียวกัน ก.พ.ร. ได้เร่งรัดให้ส่วนราชการใน กห.ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการทั้ง ๕ แผนงาน จึงมีความจำเป็นที่ทหารต้องเริ่มกลับมาทบทวนการบริหารงานของทหารในภาพรวม ตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบราชการ คือการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของระบบราชการ และการยกระดับการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
การแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบราชการในส่วนของทหารนั้น อาจเริ่มจากวิเคราะห์ปัญหาของระบบราชการไทย ๙ ประการที่สำนักงาน ก.พ.ได้ประเมินไว้ และวิเคราะห์ปัญหาในการปฏิบัติงานของทหารที่ผ่านมา โดยควรมองทั้งวัฒนธรรม ค่านิยม ในการปฏิบัติงานของคนในกองทัพ และภารกิจกับปรัชญาในการบริหารงาน เพื่อนำมากำหนดวิสัยทัศน์ ค่านิยมร่วม ยุทธศาสตร์ หลักนิยม และแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพ ซึ่งหลักนิยมจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้าง การจัดสรรทรัพยากร และการฝึกปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อปฏิบัติจริงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ในด้านการพัฒนาองค์การตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น คำถามสำคัญที่พวกเราต้องช่วยกันแสวงหาคำตอบ ได้แก่ (๑) มีสภาวะแวดล้อมอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง (๒) การเปลี่ยนแปลงนั้นมีผลกระทบต่อคนและการทำงานของ ทอ.อย่างไร (๓) เราต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ค่านิยม และปรัชญาการบริหารงานอะไรบ้าง (๔) ภารกิจใดที่ควรปฏิบัติต่อไปและภารกิจใดที่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้น (๕) เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติงานมีอะไรบ้างและมีดัชนีชี้วัดอย่างไร (๖) โครงสร้างและวิธีการปฏิบัติงานควรจะเป็นอย่างไรจึงจะมีประสิทธิผลและเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด (๗) คู่มือและแนวทางการปฏิบัติงานที่ต้องจัดทำมีอะไรบ้าง และจัดทำแผนพัฒนากองทัพอากาศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามหลักวิชาการเพื่อรวบรวมความคิดของเพื่อนข้าราชการทุกคนและนำมาประมวลเป็นวัฒนธรรม ค่านิยม และปรัชญาการบริหารงานของกองทัพอากาศที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้บริหาร เหล่าเสนาธิการและฝ่ายอำนวยการทั้งหลายของกองทัพอากาศจะต้องร่วมกันในการจัดทำแผนพัฒนากองทัพอากาศที่สมบูรณ์ต่อไป



ผู้ส่ง  Bigsu    email  suprom_t@yahoo.com    url     ip  202.47.247.130   ส่งเมื่อ 01 ก.ย.47 เวลา 15:42
 
 ความคิดเห็นที่  1

ดีจัง...ขอยืมไปใช้นอกหน่วยทหารได้เปล่าล่ะ...

ผู้ส่ง  G.I.    email  somsi@yahoo.com    url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 01 ก.ย.47 เวลา 17:30
 ความคิดเห็นที่  2

ยินดีครับ อย่างที่เรียนให้ทราบว่าทุกหน่วยงานต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลง

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 02 ก.ย.47 เวลา 07:53
 ความคิดเห็นที่  3

.....มายเฟร็นด์....เนี่ยขณะดริ๊งค์วันเว้นวัน เอ็งยังเล่าตำราพิชัยสงครามได้ถึงขะไหนหนาด....บางวันถึงบ้านตี 2 ...ถามจริง เอ็งเอาเวลาไหนไปอ่านหนังสือว๊ะ....

ผู้ส่ง  Mr.CHAN    email     url     ip  203.118.122.130   ตอบเมื่อ 04 ก.ย.47 เวลา 00:46
 ความคิดเห็นที่  4

สำหรับในวงการทหารของเรา มีการปรับเปลี่ยนการจัดส่วนราชการอยู่เสมอตามสภาพปัญหาของหน่วยและแนวคิดในการรบที่ได้รับการพัฒนาโดยเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ มีการพัฒนาหลักนิยมตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมาก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์การตามหลักนิยมจึงไม่มี ทั้งนี้เพราะทหารเป็นหน่วยหนึ่งในระบบราชการที่ถูกฝังปรัชญาการทำงานมาจากแนวคิดของ Max Weber ที่ยึดมั่นในระบบรวมอำนาจ และมีโครงสร้างการทำงานตามสายการบังคับบัญชามากเกินไปโดยไม่มีความยืดหยุ่น เป็นผลให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน และไม่เห็นความสำคัญของเป้าหมายองค์การ กลับไปให้ความสำคัญกับ เป้าหมายในความเจริญก้าวหน้าของตนเองมากกว่า..........

......................................................................................................................................................
นี่ล่ะครับ อนุรักษ์นิยมแท้จริง ระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber นั้นเป็นระบบที่เข้มแข็งมาก และเป็นที่สะสมของผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์การสูง จึงไม่มีระบบไหนกล้าเปลี่ยนแปลงระบบราชการได้ ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงมักจะออกจากระบบราชการไปสู่ระบบอื่น ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เพราะระบบราชการไม่สามารถหล่อเลี้ยงหรือตอบสนองความต้องการพวกเขาได้ ส่งผลให้คนนอกระบบราชการเริ่มมีความเข้มแข็งทัดเทียมระบบราชการ จนอาจจะเข้มแข็งกว่าซะด้วยซ้ำ และถ้าคนในระบบราชการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองละก้อ ...คนนอกระบบราชการเขาจะมาเปลี่ยนแปลงให้อย่างแน่นอน ...คุณจะยอมเปลี่ยนทางเดินด้วยตัวคุณเองหรือถูกจูงไป....เลือกเอา ทุกวันนี้คนในระบบราชการกำลังจะเป็นแบบหลังซะมากกว่า




ผู้ส่ง  Mos-Q    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 08 ก.ย.47 เวลา 11:29
 ความคิดเห็นที่  5

? ส่วนที่ยากในการทำงานก็คือ การที่จะต้องเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่คุณทำดีอยู่แล้ว ดังนั้นคุณจะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทันทีเมื่อคุณเริ่มสังเกตุเห็น แนวโน้มการพัฒนาการหรือการเจริญเติบโตที่ลดลง ?

คำกล่าวในบทความ "ยุทธการที่รัก we will be there" ผมขอแนะนำให้อ่านนะครับ น.อ.สมชาย นุชพงษ์ ท่านเขียนไว้ดีมาก ...เราต้องกล้าเปลี่ยนในขณะที่สิ่งแวดล้อมเริ่มจะเปลี่ยน ไม่ต้องรอให้สิ่งแวดล้อมภายนอกเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว เราจึงจะมาเริ่มคิด..หรือเริ่มทำการศึกษาวิจัย

บทความที่ น.ท.สุพรหม ฯ ทำให้เข้าใจภาพกว้างได้ดี และคิดว่าท่านผู้เขียนบทความได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานดังกล่าวเป็นอย่างดี เข้าใจปัญหาได้ดี โดยเฉพาะข้อเสนอแนะท้ายบทความน่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ...แต่ผมขอถามกลับนะครับ ดัชนีชี้วัดทางทหารที่เราตั้งไว้ในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้วหรือ? (ดูเหมือนจะไม่ดัชนีชี้วัดนะ) เราไม่เข้าใจ..หรือเจตนาให้คนอื่นไม่เข้าใจด้วย จึงได้กำหนดเช่นนั้น ปัจจุบันงบประมาณกองทัพลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากเราไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจในภารกิจของเรา และไม่มีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจน


ผู้ส่ง  Mos-Q    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 10 ก.ย.47 เวลา 16:45
 ความคิดเห็นที่  6

เคยมีคำกล่าวในอดีตว่า "รัฐศาสตร์ไร้น้ำยา" เนื่องมาจากความรู้รัฐศาสตร์ไม่สามารถอธิบายบริบทต่าง ๆ ของสังคม ให้ประชาชนเข้าได้ ประชาชนจึงเข้าใจว่าความรู้รัฐศาสตร์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้สังคมได้...จึงเป็นที่มาของคำว่า ไร้น้ำยา..ไงครับ

เช่นกัน การปฏิบัติของทหาร ซึ่งอาจจะดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากไม่มีสงคราม ประชาชนจึงไม่เห็นความสำคัญ หรือความจำเป็นที่จะต้องทุ่งงบประมาณให้เป็นจำนวนมาก แต่ทหารก็ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ เมื่อเกิดศึกก็ต้องกำชัยมาให้ได้ เมื่อยังไม่เกิดศึกจะทำอย่างไรให้กองทัพเข้มแข็งได้ ถ้าขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ถ้าประเมินไพร่พลให้ประเมินขวัญและกำลังใจ ถ้าจะประเมินผู้นำให้ประเมินคุณสมบัติและคุณธรรม การทุ่มงบประมาณให้กับยุทโธปกรณ์จนลืมเบี้ยเลี้ยงกำลังพล หรือจำเป็นต้องปรับลดเบี้ยเลี้ยงก็ตามแต่ ต้องช่างน้ำหนักให้ดี ไพร่พลยิ่งอยู่นานยิ่งมีความชำนาญมาก ยุทโธปกรณ์ยิ่งอยู่นานยิ่งเสื่อม
- ไพร่พลชำนาญ+อาวุธเสื่อม หรือ
- ไพร่พลเสื่อม+อาวุธยอดเยี่ยม หรือ
- ไพร่พลชำนาญ+อาวุธยอดเยี่ยม
หวังว่าคงจะเลือกได้ไม่ยากนะครับ อาวุธยอดเยี่ยมหาไม่ยาก..มีเงินก็ซื้อได้ แต่ไพร่พลที่ชำนาญ ไม่สามารถหากันได้ง่าย ๆ นะครับ เล่าปี่กว่าจะหาทหารเอกได้ก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนชีวิต ฉะนั้นการใช้จ่ายงบประมาณจะทุ่มเทไปด้านใด..จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้ประชาชนต้องกล่าวว่า ...ทหารไร้น้ำยา เลยครับ


ผู้ส่ง  Mos-Q    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 10 ก.ย.47 เวลา 16:49
 ความคิดเห็นที่  7

อ่านแล้วชอบมากครับ อยากจะร่วมคุยด้วยครับ

ทุกครั้งที่มีเรื่องเกี่ยวกับ SWOT ANALYSIS วิสัยทัศน์ การปรับโครงสร้างองค์กร การพัฒนาองค์กร ผมมักจะได้รับการไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นทำเสมอ ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้เรียนเสธ. ผมภูมิใจนะครับ แต่ทุกครั้งที่เข้าร่วมประชุมหรือสัมมนา ได้พูดคุยกับพี่ๆน้องๆที่มากับนาย ที่ร่วมงานนั้นๆ ก็ได้รับข้อมูลเช่นเดียวกันคือพี่ๆน้องๆเหล่านั้นเป็นคนจัดเตรียมข้อมูล สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือ บรรดานายไม่สามารถปรับตัวให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆของโลกภายนอกกองทัพได้ ท่านเหล่านั้นจึงขาดความมั่นใจในการแสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์

ผู้ส่ง  Daredevil    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 10 ก.ย.47 เวลา 16:54
 ความคิดเห็นที่  8

และด้ายเหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้ผมอยากรู้ว่าองค์กรอื่นๆ หรือองค์กรเอกชนนั้นแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร
ผมเริ่มหาเพื่อนคุยทั้ง เพื่อนเก่าที่เคนเรียนมัธยมด้วยกัน เพื่อนๆใหม่ในโลกInternet ได้ข้อมูลน่าสนใจมากครับ คือในองค์กรเอกชน บริษัท ต้องส่งผู้บริหารเก่าและผู้บริหารระดับกลางไปเรียนครับ หากใครรับได้ก็กลับมาทำงานตามเดิม แต่หากไม่สามารถทนแรงเสียดทานดังกล่าวได้ต้อง Early Retire กันไป จะเห็นได้หากใครได้ลองไปติดต่องานกับองค์กรเอกชน บริษัทต่างๆจะพบว่า CEO จะมีอายุน้อยกว่าของเรามาก 40ต้น 30ปลายๆก็เยอะ

จะว่านายๆของเรา ท่านเหล่านั้นไม่ได้มีความผิดนะครับที่ท่านไม่รู้ เพราะความรู้เรียนกันได้ จะผิดก็คือ Attitude (ทัศนคติ) ในการทำงานครับที่ควรปรับ คือถ้าท่านอยากให้องค์กรและลูกน้องเป็นอย่างไรท่านต้องเป็นก่อนครับ ท่านอยากให้ลูกน้องเก่ง ติดตามโลกทัน ท่านต้องทันก่อน เพราะไม่งั้นท่านจะรู้ได้อย่างไรว่างานที่ให้ลูกน้องทำนั้น มันจริง น่าเชื่อถือหรือไม่

ทีนี้จะบ่นโดยไม่บอกว่าจะแก้อย่างไร ก็ดูเหมือนใครๆก็เป็นอย่างนั้น ก็เลยขอขายความคิดพิสดารครับ
1.ส่งผู้ที่คาดว่าจะได้เป็นผู้บริหารไปฝึกงานองค์กรนอกหรือบริษัทที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน เช่นส่ง Candidates จก.ขว.ไปศึกษางาน The Nation , ITV. ไม่ได้ตลกนะครับ ลองดูข้อมูลของ 2 สำนักข่าวนี้เสนอสิครับ ลึกมาก หรือส่ง Candidates ผบ.รร.นอ. ไปศึกษางาน คณะบดีวิศวกรรม ม.ต่างๆ หรือส่ง Candidates จก.พธ. ไปศึกษางาน Logistic ดังๆ เช่น FEDEX

2. ปรับปรุงระบบการศึกษาของ ทอ. ทั้งๆที่เราเรียนกันแทบจะไม่ได้หยุดแต่ทำไมเราถึงรู้ไม่ทันโลก คงต้องมีอะไรสักอย่างที่ผิดปรกติ หลักสูตร, คุณครู หรือนักเรียน? บางทีมันต้องชัดเจนครับว่าเราต้องการอะไรจากการเรียน ความรู้หรือเครื่องหมาย บางครั้งการที่เข้าง่ายๆ จบง่ายๆ เรียนง่ายๆ มันจะทำให่คุณค่าของเครื่องหมายลดลงไปเยอะนะครับ

3. ปรับทัศนคติการทำงานครับ ถ้าท่านสามารถทนและทำให้ลูกน้องพูดความจริง เมื่อท่านถามความคิดเห็นได้ ทำให้ทุกคนแสดงความคิดในการประชุมได้บางทีเราอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ

4. อันนี้หนักหน่อยนะครับ คือผมดูจาก SCC ปูนซีเมนต์ไทยครับ ผู้บริหารเป็นวิศวกรล้วนๆครับ แต่งส่งไปเรียนบริหาร การตลาด (ที่ Harvard U., Stamford U.) แต่ละคน (ที่จริงทั้งคณะผู้บริหาร 5-6 คน) จะอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่อายุ 45-55 มันเห็นอะไรครับความต่อเนื่อง ความรับผิดชอบที่ยาวนาน ทำแล้วต้องรอดูผลงานตนเอง ที่เขียนมาจะอยากบอกว่าคนเราจะต้องรู้จริงๆในงานที่ตนทำ ถ้าท่านเป็น คนการเงิน ท่านต้องรู้ CPA, Financial ถ้าท่านเป็นจเร ท่านต้องรู้ Internal Audit ถ้าท่านเป็นประชาสัมพันธ์ ท่านต้องรู้ Marketing ผมว่าเรียนโรงเรียนทหารแล้วทำไม่ได้ทุกอย่างหลอกครับ แต่ละวิชาชีพมันมีแกน Core ของมันอยู่

ผมไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นนี้จะถูกลบหรือไม่ เพราะดูมันหนักๆ แต่อยากบอกว่าพูดคุยเพราะอยากให้ ทอ.อยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป



ผู้ส่ง  Daredevil    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 10 ก.ย.47 เวลา 16:56
 ความคิดเห็นที่  9

อย่าได้กังวลใดๆ ทหารกล้าอย่างเราจะปกป้องแผ่นดินไทย ให้พวกท่านได้อยู่อย่างเป็นสุข เหมือนที่เป็นมาเยี่ยงบรรพบุรุษนักรบกล้าของไทย จะมาลบหลู่เหยียดหยามมิได้เป็นอันขาด

หากอยากรู้เกี่ยวกับการทำสงครามและการรบในอนาคตว่าน่าสพึงกลัวมากขนาดไหน ผมแนะนำให้อ่าน "As The Future Catches You" / "เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ" มันน่าสพึงกลัวมากกว่าที่คุณจะจินตนาการได้เสียอีก

ผู้ส่ง  ทหารกล้า    email     url     ip  202.133.177.62   ตอบเมื่อ 12 ก.ย.47 เวลา 00:41
 ความคิดเห็นที่  10


โอ...พี่หนูอ่านแล้ว.. ไมเกรนขึ้นหัวเลย...หนูอยากชวนพี่ไปดำน้ำ..ที่เกาะสิมิรันนะคะ

ผู้ส่ง  โยโกะ    email     url     ip  203.150.217.115   ตอบเมื่อ 12 ก.ย.47 เวลา 11:26
 ความคิดเห็นที่  11

ชอบความเห็น Daredevil หวะ อยากให้กองทัพไทยเจริญต้องทำงั้นแหละ ไม่งั้นก็อยู่กับที่ยังงี้ไปเรื่อยๆ (ในขณะที่คนอื่นวิ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา) แต่คิดว่าคงอีกนาน กรูว่าแม้แต่คนที่อยู่ในรุ่นเราก็เหอะ ตอนนี้ก็สายไปซะแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง กรูว่าประมาณ 1/4 ของรุ่นเราอาจจะเห็นด้วย นอกนั้นก็จะบอกว่าปล่อยมันไปยังงี้แหละ ก็อยู่กันมาได้ตั้งนานแล้ว ก็ทนอยู่แม่งต่อไป อย่าไปดิ้นรนเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ทำนองนั้น...เอ็งว่ามั้ย...ไอ้ถัด อิอิ

ผู้ส่ง  Ticky.com    email     url     ip  61.90.59.206   ตอบเมื่อ 12 ก.ย.47 เวลา 15:50
 ความคิดเห็นที่  12

กองทัพ เป็นหน่วยงานราชการที่มีความพิเศษกว่าหน่วยงานราชการอื่นๆ นท.สุพรหม กล่าวไว้รับฟังได้ในระดับหนึ่ง อ่านแล้วก็ลุ้นอยู่เป็นนานสองนาน เจอแต่คำว่า วิสัยทัศน์ ค่านิยม หลักนิยม ยุทธศาสตร์ รอเห็นคำว่า ?อุดมการณ์? แต่กลับไม่มี ทั้งๆที่คำนี้มีความสำคัญที่สุดในอาชีพทหาร

ข้าราชการพลเรือนอื่นๆยกเว้นแพทย์และครู ไม่จำเป็นต้องทำงานด้วยอุดมการณ์ ขอเพียงแค่ทำงานด้วยจรรยาบรรณ ดิฉันก็ปลื้มเป็นนักหนาแล้ว ...หากกองทัพพัฒนาโดยไม่ตอกย้ำถึงอุดมการณ์ ดิฉันถือว่าผู้เขียนสอบตก

หลายท่านในที่นี้พยายามแสดงความคิดเห็นเพื่อแสวงหาหนทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกองทัพอากาศให้ดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่นายทหารอนาคตไกลทั้งหลาย ใช้คำว่าองค์การ องค์กร แทนคำว่าหน่วย / กองทัพ, ใช้คำว่า CEO แทนผู้บังคับบัญชา, ใช้คำว่า CREAMแทน KEY PERSONNEL ซึ่งควรจะหมายถึงหัวกะทิของกองทัพที่ไม่เลือกว่าเขาจะใส่ชุดบินหรือใส่เครื่องแบบสีเทาธรรมดา และท่านๆใช้คำว่าวิสัยทัศน์อย่างฟุ่มเฟือย โดยลืมพูดให้เต็มๆว่า ?วิสัยทัศน์ทางทหาร?

หรือเรากำลังจะถูกภาคเอกชนกลืน กำลังเอาธรรมเนียมของพลเรือนมาใช้กับกองทัพมากเกินไปจนสูญเสียเอกลักษณ์ทางทหาร หรือ เรากำลังมองสนามหญ้าข้างบ้านว่าเขียวกว่าสนามหญ้าบ้านเราเสมอคะ?

ได้โปรดอย่าลืมว่า หน่วยงานเอกชน ทุกอย่างพูดกันเป็นผลกำไร เป็นเม็ดเงิน เป็นตัวเลข มี goal ที่วัดผลโดยดรรชนีที่ชี้วัดผลงานได้ ในขณะที่กองทัพเรามีแต่การประเมินค่า evaluate เพราะ goal ของกองทัพคือการ maintain responsibility เราไม่ได้ค้ากำไรกับใคร ยกตัวอย่างเช่น ในทางยุทธการ เราอาจประเมินผลการเตรียมซ้อมรบในระยะเวลาอันสั้น เราจะปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ทำได้หรือไม่ได้

ระบบบริหารงานของเอกชนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาจากระบบคุณธรรม merit วัดกันที่ความสามารถของบุคคล ในขณะที่ระบบราชการ( รวมทั้งทหาร ) ในวัฒนธรรมไทยประกอบด้วย 2 ระบบ ทั้งคุณธรรม และระบบอุปถัมภ์ patronage อันนี้ต้องยอมรับ เป็นกันทั้งประเทศ

ดังนั้นภาคเอกชน จึงมีลักษณะ เข้ายาก-ออกง่าย คุณต้องมีความสามารถจริงๆ เขาถึงเอาคุณไว้ เมื่อคุณหมดประสิทธิภาพคุณก็ต้องไป ในขณะที่กองทัพกลับเป็นไปในทาง เข้าง่าย-ออกยาก เพราะเรามีระบบอุปถัมภ์เข้ามาพัวพัน ใครบางคนจึงมีโอกาสเหาะมาสวมเครื่องแบบ หรือครองตำแหน่งในลักษณะเทพอุ้มสม ยอมรับเสียเถิดว่าเป็นกันตั้งแต่เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร

ระบบอุปถัมภ์อาจแยกได้อีกเป็นสองแบบ คือระบบพวกพ้อง ( ญาติ,สถาบัน,เพื่อน,รุ่นพี่รุ่นน้อง,....) หรือแบบพันธสัญญา เช่น บิดาเสียชีวิตอย่างกล้าหาญในสนามรบ ลูกชายอาจได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการเข้ามาสู่กองทัพ เป็นต้น .....

และการกำจัดผู้ที่ด้อยประสิทธิภาพจากกองทัพ ไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบราชการอาจทำได้แค่ ลงโทษเมื่อกระทำผิด หรือดองไว้จนเกษียร ยกเว้นว่าเขาคนนั้นจะไปเดินสะดุดเท้าตัวเอง ไปก่อคดีความ ผิดอาญาบ้านเมือง


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:17
 ความคิดเห็นที่  13

มาพูดกันถึงเรื่องวิสัยทัศน์ ซึ่งใช้กันหนักหน่วงฟุ่มเฟือยมากใน webboard ทหาร

วิสัยทัศน์ คือมุมมองอันกว้างไกล ภาษาสถาปนิก คงไม่พ้น bird-eye?s view, worm-eye?s view และfish-eye?s view มองให้ถ่องทะลุถึงนรกสวรรค์ ประหนึ่งเง็กเซียนฮ่องเต้ อันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่เรารู้จักโผล่ออกไปนอกหน้าต่างบ้าน ดูซิว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันอยู่

แต่ทว่า จำเป็นมั้ย? ว่าเมื่อรู้แล้วต้องทำตาม ต้องเปลี่ยนให้ทันโลกภายนอก กรุณาอย่าพูดแบบเด็กๆว่า ?เค้าทำกันไปตั้งนานแล้วล่ะลุง? เราต้องนำวิสัยทัศน์ที่ได้มาประมวล กลั่นกรอง คิดแล้วคิดอีกว่า สิ่งเหล่านั้นนำมาใช้ประโยชน์กับกองทัพได้มั้ย คุ้มมั้ย เหมาะสมในเวลานี้มั้ย อะไรเร่งด่วน อะไรรอได้ กองทัพพร้อมมั้ย เทียบเคียงกับกองทัพต่างชาติแล้วพอยอมรับได้มั้ย ร่อนตะแกรงวิสัยทัศน์ที่ได้ ให้กลายเป็น ?วิสัยทัศน์ทางทหาร? ครับผม

ยกตัวอย่างเช่น กองทัพอากาศคือวงดนตรี F4 ทั้งดังทั้งหล่อ ขวัญใจสาวแก่แม่ม่าย ครองใจเด็กวัยรุ่นทั้งเมือง ภาคเอกชนคือลำตัด วันดีคืนดีมาเล่นประชันกัน คนดูแน่นทั้งสองเวที ค่าตั๋วลำตัดก็ถูกแสนถูก แต่ทำไปทำมาบวกลบคูณหาร ได้กำไรเท่ากัน

F 4 ส่งคนไปสืบดู ก็ต้องย้อนไปถึง เค้าโฆษณา ประชาสัมพันธ์ยังไง ขายตั๋วยังไง แสดงยังไง เก็บตังยังไง ไม่ใช่เล่นประจันหน้ากัน แล้วก็นึกเอาเท่าที่เห็นว่า อ๋อ.....ไม่ยาก ลำตัดเค้าเล่นให้สับประดี้สีประดน อย่ากระนั้นเลย ต่อไปนี้ F 4 ต้องแต่งเพลงให้มันลามก..ลามกมั่ง จังหวะขอเร่าร้อนนิดนึง หรือหนักข้อเข้า F 4 อาจจะหันมาเล่นลำตัดเสียเอง ......จะเอาอย่างนั้นหรือคะ....ไม่ได้ F 4 ต้องเป็น F4 สิ ฉันจะขอยืมวิธีการของเธอที่จะทำประโยชน์ให้แก่ฉัน โดยที่ฉันไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง มิเช่นนั้นในอนาคตอาจจะไม่มี RTAF นะคะ .....เราอาจกลายเป็น ?สำนักงานกองกำลังทางอากาศแห่งชาติ? รับได้มั้ยเอ่ย?

งั้นทำไงดี?

เราเอาแบบอย่างของเอกชนมาใช้ในการบริหารคนได้ในระดับหนึ่ง บริหารคนแบบ merit คุณธรรม แต่ขอความกรุณาคงโครงสร้างของกองทัพที่เป็นมาตรฐาน และสายงานบังคับบัญชาแบบ chain of command ไว้ ทุกอย่างมีเหตุและผลนะคะ

โครงสร้างหน่วยงานของกองทัพจะมาเปลี่ยนบ่อยๆ เดี๋ยวตั้งเดี๋ยวยุบตามกระแสลมปากมนุษย์นี่ตลก คนในหน่วยจะทำงานยังไง งงมากๆ กองทัพจะไม่มีวันจัดเสร็จ แล้วจะเอาน้ำยาอะไรไปรบกับใคร เรื่องในบ้านยังมั่วๆอยู่เลย คนในบ้านก็งง ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังดี และคนงง มักจะนั่งเฉยๆ กองทัพจะเจริญมั้ยคะคุณขา

ลองดูตัวอย่างหน่วยงานราชการพลเรือนบางที่ พยายามปรับองค์กรให้ลงตัว แต่ด้วยความบังเอิญ ความไม่รอบคอบ มักจะเกิดปัญหาในทางปฎิบัติทันที เช่นกรมป่าไม้ซึ่งเคยขึ้นกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันนี้โยกมาขึ้นกับทรัพยากรแห่งชาติ ป่าไม้ตอนนี้นิ่งเลย หรือกรมศาสนา เดี๋ยวขึ้นกับกระทรวงศึกษา มาวันนี้ขึ้นกับกระทรวงศิลปวัฒนธรรม หลายๆกรณีที่ต้องเช็คบิลกับวัด กับพระสงฆ์องค์เจ้า ก็ต้องชะลอ

ปรับเปลี่ยนน่ะ...ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องใคร่ครวญตรวจสอบ เทียบเคียงชำเลืองมองดูกองทัพของต่างประเทศเค้าด้วย เราจะไปประชุม ไปปฏิสัมพันธ์กับเค้า มาจากหน่วยไหน ตำแหน่งอะไร อย่าให้มันหวือหวา ผ่าเหล่ามาก เวลาเจอกันคุยกันจะได้ไม่ต้องงง เพราะเรายังต้อง refer ตำแหน่ง ยศ หน่วยกันอยู่ เช่น ข้าพเจ้าเป็น G 1, ข้าพเจ้าเป็น S 2 พูดกันสั้นๆแล้วรู้เรื่อง ต้องคิดสาระตะให้ดีจึงยื่นขอแก้พระราชกฤษฎีกา กองพลป.ต.อ ก็ยังสามารถเปลี่ยนมาเป็น กองบัญชาการต่อสู้อากาศยานได้ หากสมเหตุสมผล และถึงวาระอันควร ทำนองนี้เป็นต้น

สายงานบังคับบัญชาเช่นกัน โชคดีเพียงไรที่กองทัพมีฝ่ายอำนวยการคอยช่วยคิดช่วยกรองโจทย์ต่างๆ ดังนั้นเมื่อเกิดข้อสรุป ออกมาเป็นแผน เป็นคำสั่ง กรุณาอย่าเถียง ถ้ามันออกเป็น solution ทุกคนอย่าทำฉลาดตอนนั้นสายเสียแล้ว มีหน้าที่ปฏิบัติก็ช่วยๆกันทำให้ลุล่วงไป แต่เอกชนเค้าถียงได้ ไม่ใช่ว่าเถียงไม่ได้แล้วดี แต่เราจะรบได้ยังไงถ้าเถียงกันไม่มีวันจบสิ้น อย่างนี้ทหารก็แตกแถวสิ ถ้าคำพูดของผู้บังคับบัญชาไม่ศักดิ์สิทธิ์

ลองหันมามองกันและกันอย่าง positive สวมหัวใจเป็นนายบ้าง ผู้บังคับบัญชาบางท่าน ไม่ใช่ไม่มีวิสัยทัศน์ โง่เง่าเต่าตุ่น ตอนท่านเหล่านั้นยังเด็กๆ ท่านก็คงมีความคิดไม่หนีคุณ bacfact หรือคุณ altis หรอกค่ะ บางทีท่านอาจจะมีวิสัยทัศน์ทางทหารที่เยี่ยมมาก อยากจะ merit แต่ติด patronage มันมีอำนาจมืดมาครอบท่านอีกที, บางท่านไม่ต้องการอธิบายวิสัยทัศน์ทางทหารของท่าน เพราะลูกน้องอาจจะศีลไม่เสมอกันอธิบายไปก็งงเปล่าๆ, บางท่านรู้ ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้, บางท่านรู้ แต่ทำอย่างใจปรารถนาไม่ได้ ท่านไม่เสียฟอร์มมานั่งอธิบายหรอก


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:18
 ความคิดเห็นที่  14

ทหารเค้าพูดกันสั้นๆ เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างเช่น ?ให้รักษาช่องทางนี้ไว้ให้นานที่สุด หากเกินความสามารถให้ขอการสนับสนุนจากกองหนุนและการโจมตีทางอากาศ? แปลว่า ?ห้ามถอย?

ลองเป็นท่านนักการเมืองหรือพวกพลเรือนสิ ?เท่าที่เราได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจพบว่าพื้นที่แถวนั้นก่อให้เกิดความได้เปรียบทางทหาร....โปรดใช้วิสัยทัศน์ของท่านเข้าครองพื้นที่ดังกล่าว ด้วยกำลังคน อาวุธ ทรัพยากร
และความพร้อมตามความเหมาะสม....ขอให้คำนึงว่าหากเราเสียพื้นที่นั้นแก่ฝ่ายตรงข้าม นั่นเท่ากับเราจะสูญเสียอำนาจการต่อรองทางการเมือง และอาจก่อให้เกิดความเสียเปรียบในด้านอื่นๆตามมา ดังนั้นจึงขอให้ผู้บังคับบัญชาของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องโปรดจัดกองกำลังสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็น.........................?

ทหารไม่มีเวลามาอธิบาย ปลอบอกปลอบใจ โอ้โลมปฎิโลมอย่างชาวบ้านร้านช่อง คำพูดคำจามีความหมายแจ่มแจ้ง กองทัพเรือ ?ปิดอ่าว? หมายถึง เรือในห้ามออก เรือนอกห้ามเข้า แต่ถ้านายกสั่งปิดอ่าว อาจหมายถึง ปิดกองกำลังทางเรือของข้าศึก แต่อาจอนุญาตให้เรือพาณิชย์ เรือประมง ผ่านได้ ชอบเหรอคะ ชอบแบบ flexibility แบบพลเรือนเหรอ อย่างนี้คนไปรบ จะรบยังไง

ทำให้พลเรือนเข้าใจเรา อย่าไปกลายเป็นแบบเขา อย่าพูดยาวเรียกน้ำย่อย อย่ามีข้อแม้เยอะ อย่ามีข้อยกเว้นเยอะ
ก่อนที่คิดจะเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพ ก่อนจะพัฒนาระบบตามแผนการวิเคราะห์ปัญหาอะไรต่างๆ กล้ามั้ยที่จะล้างระบบอุปถัมภ์ให้หมดไป ทำยากจะตาย ท่านนายกยังทำไม่ได้เลย

ไม่ต้องไปสนใจซุนวูมาก เอาแต่แก่นๆพอ เพราะถ้าไป in มากอีกหน่อยอาจมี ตำราการรบแบบ หยิน-หยาง
และอื่นๆอีกร้อยแปดตำราพิชัยยุทธตามมา 555 ต่อให้สิบซุนวู สิบนโปเลียน มากรอกหูอยู่ทุกวัน เราก็ทำอะไรไม่ได้ ที่ซุนวูพูดน่ะ คือเรื่องอุดมคติ คนดี คนฉลาด เค้ารู้กันทั้งนั้น ในประวัติศาสตร์ไทย เราก็มีเหล่าแม่ทัพ ทหารหาญ ที่มีความกล้าหาญ เที่ยงธรรม นำขวัญกำลังใจทหารประชาชน เอามากล่าวบ้าง ซุนวูอย่ามาพูดถึงความเที่ยงธรรมอะไรเลย ลองมาอยู่ในกองทัพไทย มาคิดวิธีปั้นความเที่ยงธรรมดีกว่า ว่าจะปั้นอย่างไร เชื่อว่าซุนวูคงมึนเหมือนกัน


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:19
 ความคิดเห็นที่  15

ภาคเอกชน ที่ช่างหอมหวลชวนเอาอย่าง เพราะแก่นแท้ของเขาคือระบบอุปถัมภ์มันน้อยมากจนแทบไม่มี เราอย่ามาเหมาเอาว่าระบบโครงสร้างกองทัพเราห่วย คนไม่มีงานจะทำ คนโง่ได้ดีคนดีตกทุกข์ได้ยาก เราไม่กล้าแตะตรงนั้นใช่มั้ย? ถึงต้องไปแตะตรงอื่น ใส่ยาไม่ตรงแผลน่ะ ไม่มีวันหายหรอก หลอกตัวเองเปล่าๆ

ที่มาร่ำร้องกันเรื่อง ?นักบินไปคุมทุกหน่วย? ?นักบินได้ค่าปีก ค่าบังคับอากาศยาน....? ?นักวิจัยพัฒนาไม่ได้รับการสนับสนุน? ?put the man on the wrong job? ลองมาฟังนิทานเรื่องนี้

นวลบงกชจะลองตั้งกองทัพอากาศให้เจ้าหญิงแห่งสิกขิมนคร ที่เพิ่งเป็นรัฐอิระเล็กๆ สตุ้งสตางค์ก็ไม่ค่อยมี ทำไงดีคะ? ซื้อเครื่องบินรบพร้อมอาวุธ 3 ลำ แล้วนั่งคล้องพวงมาลัยบูชาตรงหัวเครื่องเฉยๆ เครื่องมันจะเหาะไปสู้กับใครมั้ยคะ? ไม่ด้าย..ย...ย นวลบงกชต้องหา ?นักบินรบ? ให้เจ้าหญิง

จบ.... เท่าเนี้ย...รบได้แล้ว จริง...จริ๊ง แต่ชนะรึเปล่าไม่รู้นะ เผอิญดันชนะ เลยต้องจัด air show เฉลิมฉลอง แสดงแสนยานุภาพของสิกขิมนครกันหน่อย ปรากฎว่าวันนั้น
เครื่องที่หนึ่ง start เท่าไหร่ก็ไม่ติด
เครื่องที่สอง บินอยู่ดีๆ พอถึงช่วงโชว์การใช้อาวุธ ทั้งปืนทั้งจรวดยิงไม่ออก ระเบิดปลดไม่ได้ หน้าแตกมากๆ
เครื่องที่สาม บินไปบินมา หลุดออกนอกแคว้น กลับบ้านไม่ถูก วิทยุติดต่อก็เสีย

Air show วันนั้นนวลบงกช โดนเรียกไปตำหนิ นวลบงกชทำไงดีคะ
1 หาช่างให้
2 หาสรรพาวุธให้
3 หาสื่อสารให้
หลังจากวันนั้น รัฐข้างๆได้ข่าวของสิกขิมนครว่า ปกครองโดยผู้หญิง จึงคิดจะมากินรวบ ทั้งเมืองทั้งเจ้าครองนคร นวลบงกชจะช่วยเจ้าหญิงยังไงดีคะ ที่จะเตรียมรับมือกับศึกครั้งนี้? นวลบงกชต้องหา
1 ฝ่ายยุทธการ มาคอยบอกนักบินว่ารบยังไงดี
2 ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ดูซิว่าสิกขิมนครมีอะไร เท่าไหร่ ที่จะลากมาเป็นประโยชน์ในการรบนี้ได้
3 ฝ่ายกำลังพล เรามีคนที่รบได้กันกี่คน จะจัดแบ่งกันยังไง ใครทำอะไร
4 ฝ่ายการข่าว คอยไปสืบดูซิ ข้าศึกอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่

แหละเท่านี้ เจ้าหญิงแห่งสิกขิมนครก็มี ?กำลังทางอากาศ? ซึ่งรบอย่างสบายใจ ที่ประกอบด้วย หน่วยรบ
( combat unit ) และหน่วยสนับสนุนการรบ ( combat support unit ) เป็นกองกำลังทางอากาศที่เล็กที่สุด แต่ก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้ครบถ้วนในระดับหนึ่ง

ในการครั้งนี้ มีหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง 8 ประการ นักบิน,ช่าง,สรรพาวุธ,สื่อสาร,ยุทธการ,ส่งกำลังบำรุง,กำลังพล และการข่าว แต่อย่างที่บอกในต้นเรื่อง ว่าการมีเครื่องบินกับนักบิน รบได้แล้ว แต่จะรบอย่างสุขุมมันก็ต้องมีหน่วยสนับสนุนการรบ

ชาวทัพฟ้าเห็น ?แก่น?ของกองทัพอากาศรึยังคะ ว่ามันมีเหตุ และที่มาที่ไปอย่างไร ขึ้นต้นก็ ?นักบิน? กับเครื่องบินเข้าไปแล้ว ไม่ให้ความสำคัญ ?นักบิน? นี่เข้าขั้นอาการหนัก แหละเอาเข้าจริงๆ ใน 8 ประการที่ดิฉันแจงมา
หันรีหันขวาง หาใครมาทำไม่ได้ เราก็ไปแคะนักบินนั่นแหละ มาช่วยดูแล ช่วยคุมได้ รู้ๆกันอยู่ ทำงานร่วมกันอยู่ เข้าใจนะคะ กระจ่าจิ้มอยู่ในหม้อแกงทุกวัน จะไม่รู้รสแกงได้อย่างไร


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:20
 ความคิดเห็นที่  16

หากสิกขิมนคร ปลอดสงคราม ร่ำรวยขึ้นมา เจ้าหญิงก็จะมานั่งคิดว่า ถ้าพวกทหารเหล่านี้ป่วย ไม่มีข้าวจะกิน จ่ายกับข้าวที่ไหน ไม่มีสถานที่ทำงาน บ้านช่อง จะให้เดินมาทำงานลูกเดียวหรือไร รับเงินเดือนที่ไหน ลูกเมียอยู่ยังไง เจ้าหญิงก็จะตั้งหน่วยต่างๆขึ้นมาอีกมากมาย เช่นกรมแพทย์ , พลาธิการ,โยธา,ขนส่ง,การเงิน,สวัสดิการ
เป็นต้น

อ้าว...แล้วถ้าที่มีอยู่เกิดตายตกไปตามกัน ทำไงล่ะ เราก็ต้องผลิตคนใหม่ๆเข้ามาแทน หรือเรามีรัฐเพื่อนบ้าน อยากแลกเปลี่ยนความรู้กัน ก็เกิด ?สถาบันการศึกษา?

หากสิกขิมนคร go inter ขึ้นมาก็ต้องมีการพัฒนาไปอีกเรื่อยๆ ก็จะเกิดหน่วยงานอีกหลายหน่วยฟูฟ่อง เลยเถิดไปถึง ?การวิจัยพัฒนา? อันนี้ไม่ว่ากัน

แหละหน่วยงานทั้งหลายที่กล่าวมาขอเรียกว่า ? หน่วยสนับสนุนการช่วยรบ? combat service support unit นะคะ การแบ่งแบบนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงจัดกระบวนไปเรื่อยๆ เพราะกองทัพอากาศมีมากี่ปีแล้วล่ะคะ
แต่ที่เรียนให้ทราบแบบนี้ มันจะเห็นกำเนิด เห็นแก่นแท้ เป็น step อย่ามาเถียงกัน ว่าที ?นักบิน? ทำไมอย่างนู้น อย่างนี้
นี่กองทัพอากาศ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แมลง...แมลงทุกตัวจึงจะสำคัญเท่ากันหมด เปิดโรงพยาบาล ไม่ง้อหมอได้ยังไง
เปิดอาบ อบ นวด ก็ต้องง้อ หมอนวด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะไปได้ไกล ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ ช่วยกันผลักดันภาพรวมให้เจริญเติบโต
ภารโรงในพยาบาล ก็ต้องปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาด พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลก็ต้องช่วยให้หมอทำงานง่ายขึ้น เภสัชกรก็แจกยาให้ถูกต้อง ว่องไว
ขอยกตัวอย่างญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ?จุมโพล่? ประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่ขนหน่วยบิน กามิกาเซ่ จะแอบสรรหาอาหารที่ดีที่สุดในเรือเท่าที่จะหาได้ มาทำให้นักบินกิน อาจจะเป็น แซลม่อนราดครีมโรยไข่กุ้ง ในขณะที่ตัวเองหรือพลปืนบนเรืออาจจะได้กินแค่หางปลาทู เขารักกัน...เขา respect กันค่ะ

ย้อนมาถึงเรื่องที่เอาคนเก่งๆจากองค์การนาซ่า หรือที่ไหนก็แล้วแต่ มาเป็นนักบิน เป็นความคิดที่ดี มาบินเพื่อ get the feeling เค้าจะได้พูดภาษาเดียวกับเรา แต่อย่าให้บินนาน ต้องลากคอกลับมาทำอะไรที่ตรงกว่า หรือถนัด
กว่า เอาหมอมาบิน จะได้รู้ว่าอาการ Hypoxia มันเป็นยังไง โอกาสเกิด Hyper-ventilation เวลานักบิน panic เป็นอย่างไร อานุภาพแรง G เป็นอย่างไร รู้แล้วก็ไปซะ

สำหรับนักวิชาการหัวกะทิทั้งหลาย ต้องเก็บเค้าไว้ ไม่ได้เอาไว้เพื่อคิดอะไรแปลกๆ แต่คนเหล่านี้ช่วยเราได้ เวลาเราเกิดปัญหา สงสัย เขาจะเป็นคนส่งข้อมูลประกอบการพิจารณา เช่น การประมูลซื้อของ เครื่องบิน, คอมพิวเตอร์,กล้องถ่ายภาพ ,การติดตั้งสถานีเรด้าห์ เป็นต้น มาช่วยดูในเรื่อง cost efficiency/effectiveness คุ้มมั้ย ทนมั้ย เหมาะมั้ย? หากเขาทำด้วยความสุจริต เขาคือสมองของผู้บังคับบัญชา จะช่วยกองทัพได้เยอะ ไม่ใช่นั่งประชุมกัน มองกันไปมองกันมา เพราะไม่มีใครรู้จริง แล้วอย่ารับเข้ามาเยอะ ว่างมาก...จะฟุ้งซ่าน


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:21
 ความคิดเห็นที่  17

คุณขา....เวลาเอกชนเค้าขยายองค์กร ไม่ใช่เพราะเขามีคนเยอะจึงขยายเพื่อหางานให้คนทำ เค้าขยายเพราะงานล้นมือ รายได้เยอะ คนจึงเยอะเป็นเงาตามตัว หากไม่มีงานเค้าก็ลอยแพดิบๆ กองทัพอากาศมีรายได้อะไรมิทราบถึงต้องมานั่งหางาน หาตำแหน่งให้ผู้คน เรามี base ที่ฟิลิปปินส์ หรือญี่ปุ่น รึไง คนถึงได้เยอะขนาดนี้ พอว่างมาก แย่งกันหาตำแหน่งลงไม่ได้ เริ่มตีกันเอง เขม่นกันเอง ท้อแท้ ห่อเหี่ยว คับแค้น แล้วยังจะดำเนินรอยตามวิธีผิดๆ คิดหาความก้าวหน้าให้นักวิจัยมั่งล่ะ นักบินมั่งล่ะ คนที่ไม่ใช่นักบินมั่งล่ะ ปัญหามันเริ่มจากรากเหง้าแล้ว

สมมุติร.ร.เรืออากาศรับเด็กรุ่นละ 100 คนทุกปี เอาเป็นนักบินรุ่นละ 20 คน ยี่สิบรุ่นมีทหาร 2000 คน มีนักบิน 400 คน การแก่งแย่งแข่งขันจะเกิดขึ้นประมาณ 3 รุ่นแรก ที่เข้าข่ายจะเป็น ผบ.ทอ. อีก 3 รุ่นต่อมา 4,5,6 รวมทั้ง 3 รุ่นแรกที่ผิดหวัง ก็มาชิงกันเป็นรองฯ รุ่นที่ 6,7,8 ก็รอชิงผู้ช่วยเสธฯ รวมทั้งที่ตกคลั่กจากรุ่นก่อนๆ รุ่นที่ 9,10,11 แย่งกันเป็นเจ้ากรม เหมือนส้วมเต็มแล้วเต็มอีก เพราะไม่มีการสูบออก

เขาแก้ไขโดย ขยายอัตรา โดยสร้างหน่วยให้มันใหญ่ขึ้น, ตั้งหน่วยอะไรพิลึกๆขึ้นมารองรับ โด่เด่ พิสดารประหนึ่งตั้งศาลให้สัมพเวสี, บางหน่วยอัตราพลตรี ขยายให้เป็นพลโทซะ บางทีลามไปถึงนอกกองทัพ อุตสาหกรรมทหารมั่งล่ะ ยัง...ยังไม่พอ จัดตั้งตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการ ......พอมาแก้กันอย่างนี้ เราก็ไปเจอปัญหาอื่น เพราะนอกจากคนล้น นักบินก็ล้นด้วย บางทีเอานักบินไปแปะไว้หน่วยงานที่มหัศจรรย์มาก

บางครั้งก็แก้โดยเลื่อนยศให้มันเร็วขึ้น บางครั้งทะลักเกินไป อยากให้ออกๆกันมั่ง ก็ให้ล่อให้ออกโดยเลื่อนยศ บางทีให้ยศไม่พอ เอ้า...ปูนบำเหน็จ ให้เป็นขั้น ให้กันเรื่อยๆจนขั้นทะลุ ก็กลับมาดิ้นรนอยากได้ยศอีก พอไม่ได้ก็เหนื่อยหน่าย ท้อแท้

สารพัดจะคิด ก็ถ้าเอาออกยาก เปลี่ยนเป็นผลิตน้อยๆได้มั้ย????? กล้ารึเปล่าคะ

โรงเรียนนายเรืออากาศลองรับนักเรียนปีเว้นสองปี ถ้ากลัวครูบาอาจารย์ไม่มีงานทำ เราก็อาจจะตั้งมหาวิทยาลัยทหารอากาศอีกแบบต่อจากเตรียมทหาร เรียนคล้ายๆกันกับนายเรืออากาศ เกณฑ์การสอบเข้าก็โหดเกือบใกล้เคียง เสียค่าเล่าเรียนด้วย แต่ไม่สัญญาว่าจะบรรจุเป็นทหารกินเงินเดือนราชการ นักเรียนที่จบออกมาจะได้ปริญญาตรีเทียบเท่ามหาวิทยาลัย เอาความรู้ไปสมัครภาคเอกชนได้ หรือย้อนสมัครกองทัพ เมื่อเราขาดกำลังพล พวกนี้สามารถไปอยู่บริษัทการบินเอกชนแบบตรง field มากๆ การ์ตูนมากไปรึเปล่าคะ แหม...คิดเล่นๆหนุกๆ
คล้ายๆวิทยาลัยแพทย์ของกองทัพบกนะคะ ทีเค้ายังตั้งวิทยาลัยแพทย์ได้เลย น่าคิด...น่าคิด

ทำกองทัพให้เล็ก แต่เข้มแข็งมีคุณภาพ คนจะได้ทำงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช้ทำงานหนึ่งคน ว่างงานสองคน เพราะความอู้ ความเฉื่อยชา ความไม่เอาไหน มันแพร่เร็วเหมือนเชื้อโรค ไม่เหมือนความดี ความดีเวลาดี มักดีคนเดียว จะไปชักชวนคนอื่นให้ดี ทำยาก... เหมือนผู้การกองบิน ปล่อยให้จ่า ก. ตั้งวงไฮโลในบ้าน เฮ้ย...ไม่เป็นไร เด็กมันเล่นกันหนุกๆ จากสมาชิกไฮโล 10 คน มันจะกลายเป็น 40 คนในชั่วพริบตา ในขณะที่จ่า ข. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า ทั้งปีทั้งชาติก็คงเห็นจ่าข. ยืนใส่บาตรคนเดียวเท่านั้น

ขอให้ดูตัวอย่างจากในสมัยก่อน ประมาณสงครามอินโดจีน นายร้อยทหารบกเรียน 3 ปี เกิดสงครามอินโดจีน ทหารไม่พอใช้ เอ้า...เร่งนักเรียนปี 2 ให้จบ จะได้ไปรบ เรียกนายทหารสำรอง ( นายดาบ) มาช่วยอีกแรง นี่คือความอ่อนตัว ที่ไม่ต้องรอให้เรียนสำเร็จ ก็รบจนได้แผ่นดินคืนมาตั้งเยอะ สะใจนวลบงกชจริง...จริ๊ง เก่ง!!!!มากๆค่ะ


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:22
 ความคิดเห็นที่  18

ในสมัยโบราณ การเลื่อนยศ ตำแหน่ง มันไม่ง่ายอย่างนี้ เกษียรพันเอกเรียก ?คุณพระ? , เกษียรพันโท เรียก ?คุณหลวง? , เกษียรพลตรี เรียก ?พระยา? เวลาดูละครย้อนยุคเป็นคุณหลวง นี่ก็เท่ห์ระเบิดแล้ว ชาวบ้านร้านช่องยกมือไหว้กันเกรียว เออ.....แล้วมันเป็นยังไง สมัยนี้ต้องเกษียรพลเอก ถ้ามาจากสถาบันหลัก ไม่งั้นเซ็งทั้งบ้าน

คนสมัยก่อนเค้านับถือทหาร มากกว่าพลเรือนด้วยซ้ำ ค่าที่ชาวบ้านร้านช่องจะไปติดต่ออะไรกับราชการ โดนเบี้ยรายทางตลอด เอกชนไม่ต้องพูดถึง...เงินทั้งนั้น เขารักทหารเพราะเราเป็นตัวอย่างที่ดีเหลือเกิน ความมีวินัย เสียสละ รักษาคำพูด สัญญาเป็นสัญญา ได้คือได้ ไม่คือไม่ ทหารทำถนน บอกหนึ่งเดือนเสร็จ นั่นคือเสร็จ ไม่โยกโย้งี่เง่า หนึ่งเดือนเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ แล้ววันนี้เราจะไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้วหรือคะ เราจะเป็นแบบพลเรือน แบบเอกชนหรือ

ทำไมไม่ดำรงความดีแบบทหารหาญของเราในประวัติศาสตร์ ทำไมพูดถึงแต่ ?ซุนวู? ?นโปเลียน? ?วอร์เดน? ไม่พูดถึงความจงรักภักดีต่อนายของ พระยาพิชัยดาบหัก , ทำไมไม่พูดถึงเหตุผลที่ทหารกรุงศรีฯ เกรงสมเด็จพระนเรศวรยิ่งกว่าความตาย , ทำไมไม่พูดถึงยุทธวิธีทุบหม้อข้าวตีเมืองจันท์ ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ฯลฯ หัดพูดบ่อยๆสิคะ จะได้สำนึกว่าสมัยก่อน ไม่มีค่าเสี่ยง ไม่มีสวัสดิการ มีแต่ตาย กับตาย แต่แผ่นดินต้องรอด

ทำไมไม่เอาใจของท่านทั้งหลายเป็นแบบอย่าง สมัยก่อนอาณาจักรเรารุ่งเรืองเพียงใด ลามเข้าไปถึงลาว กินมลายูทั้งแหลม แต่วันนี้เราเอาบริษัทยากันยุง หรือบริษัทผลิตยาสีฟัน, ผ้าอนามัย ฯลฯ ขนาดเท่ากระผีกริ้นเป็นตัวอย่างหรือคะ?

น้อยใจ น.ท.สุพรหม มากๆ ที่ลืมกล่าวถึงอุดมการณ์ในการพัฒนากองทัพ หรือว่าคุณ ARNO คัดลอกมาไม่หมด

อุดมการณ์อยู่เหนือจรรยาบรรณ อยู่เหนือค่านิยม อุดมการณ์คือพลังวิเศษที่บันดาลสิ่งอันเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้เสมอ

อุดมการณ์สามารถทำให้ทหารเวียดนามเหนือ ถอดปืนใหญ่เป็นชิ้นๆ ลากขึ้นไปประกอบใหม่บนยอดเขาได้

อุดมการณ์สามารถทำให้ทหารแบบพวกคุณของเวียดนาม ขุดรูอยู่เป็นเดือนเป็นปี เพราะบนพื้นดินโดนกระหน่ำจนยับเยิน เงียบเสียงระเบิดเมื่อไหร่ ฉันจะขึ้นมาทันที

อุดมการณ์ทำให้กองทัพเรือของเราทู่ซี้รบกับเรือฝรั่งเศส ที่ใหญ่กว่าเรา สามเท่าตัว

อุดมการณ์ทำให้แม่ค้าขายขนมจีน ฝ่าดงกระสุนมาส่งขนมจีนให้ทหารไทย วันที่ญี่ปุ่นถล่มอ่าวมะนาว ไม่ต้องมี vision , organization ใจล้วนๆ

อุดมการณ์ทำให้ครูการบิน เสียสละประคองเครื่องให้นักเรียน bail out ลงมาก่อน จนตัวตาย

ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:23
 ความคิดเห็นที่  19

หากจรรยาบรรณของทหารคือ ? เราจะซื่อสัตย์ สุจริต ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เต็มความสามารถ ตายแทนประชาชน?

ค่านิยมของทหารคือ ? we are proud to serve our country ? เราภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติ

อุดมการณ์ของทหารคืออะไร ให้ไปดูที่หน้าหมวกของทหารสมัยเก่านะคะ ตรงอุนาโลมจะเขียนว่า
?เสียชีพเพื่อชาติ?

ทหารต้องไม่โดนใครกลืน เพราะ ?ทุน? ของเรา ไม่ใช่เงิน เรามีทุน คือ ?ชีวิต? แล้วจะเทให้หมดกระเป๋า มีแต่คำว่า ?ขาดทุน? หรือ ?เท่าทุน? อยู่และตายอย่างมีประโยชน์เพื่อชาติเท่านั้น

จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.47.247.130   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 18:24
 ความคิดเห็นที่  20

"อย่าลุ่มหลงอยู่กับอดีตอันเกรียงไกร ไดโนเสาร์อันยิ่งใหญ่ยังสูญพันธุ์ไปเพราะไม่ปรับตัว"
แล้วแต่จะคิด
"ชีวิตอยู่ที่อนาคต ไม่ได้อยู่ที่อดีต"

ผู้ส่ง  Ticky    email     url     ip  61.90.87.185   ตอบเมื่อ 14 ก.ย.47 เวลา 23:04
 ความคิดเห็นที่  21

ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ

ผู้ส่ง  เว็บมาสเตอร์    email     url     ip  0.0.0.0   ตอบเมื่อ 15 ก.ย.47 เวลา 00:41
 ความคิดเห็นที่  22

คุณนวลบงกชคนนี้เป็นใตรกันหรือท่านเวปมาสเตอร์..ผมอยากเจอตัวจริงจัง..ว่าลูกเค้าหรือเมียใครหนา..จึงหาญกล้าเกินหญิง..

ผู้ส่ง  ดวง    email  duang_79@hotmail.com    url     ip  203.144.135.30   ตอบเมื่อ 15 ก.ย.47 เวลา 12:07
 ความคิดเห็นที่  23

ผมสรุปว่าใครใกล้นายก็ได้ดีไป ถึงมีฝีมือทำงานเก่งก็ใช่ว่าจะได้ดี ตัวอย่างมีเยอะแยะ

ผู้ส่ง  ขอแจม    email     url     ip  202.57.180.32   ตอบเมื่อ 15 ก.ย.47 เวลา 22:28
 ความคิดเห็นที่  24


ผมชอบตอนที่เขียนว่าเป็นคุณหลวงก็เท่ห์แล้วจังเลยครับ บังเอิญว่า บ้านเราเมืองเรามันก็เป็นอย่างที่หลายๆท่านออกความเห็นกันมาแล้ว ปลงบ้าง อยากบ้าง ก็เรามันคนธรรมด๊า ธรรมดา
จริง จริง แล้ว มีความสุขกับการ กิน ขี้ ขยี้ นอน ก็ดีเหมือนกันนะครับ อย่างผมนี่ มีโอสถ วิเศษ อย่างตัวอย่าง ข้างล่างนี่ ไม่ค่อยปวดหัวเลยครับ แต่บางครั้ง อาจจะ ปวดขา นิดหน่อยครับ

ผู้ส่ง  คุณหลวง โบราณ    email     url     ip  203.144.135.8   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 09:53
 ความคิดเห็นที่  25

ขอแสดงความนับถือคุณนวลบงกชมากๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าพลเรือนส่วนใหญ่มีความรู้สึกและเข้าใจกองทัพเหมือนกับที่คุณนวลบงกชเข้าใจคงจะดีไม่น้อย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชื่นชมในอุดมการณ์ หรือคนมีอุดมการณ์เท่าไรนัก แต่จะชื่นชมคนที่ทำตามอุดมการณ์มากกว่า
แต่ก็นั่นแหละคนที่ยึดมั่นและทำตามอุดมการณ์มักจะอยู่ในกองทัพไปได้ไม่ตลอด ตัวอย่างที่เห็นก็เช่น คุณทรงกรด เจ้าของปูเค็มออนไลด์เป็นต้น

ผู้ส่ง  ฉก.99    email     url     ip  203.144.135.18   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 11:39
 ความคิดเห็นที่  26

อืม ..ชอบนะ กระทู้สร้างสรรแบบนี้ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของทุกคน (ตามสไตล์ นร.เสธชั้นเยี่ยม-555 ) แต่ !!!!(ต้องมีแต่-สำคัญมาก อจ.จะได้เพิ่มคะแนน-555)

- ทำไมทุกคนชอบคิดแบบ macro เกิดประโยชน์อะไร????ตราบใดที่มิได้อยู่ในบทบาทที่มีส่วนในการแก้ไข-เปลี่ยนแปลงมากนัก ถูกปะ ยอมรับความจริงว่า อะไรที่ทำได้ ทำไม่ได้..

- อดีตหรืออนาคต ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไป ทำไมไม่ทำวันนี้ให้มีความสุขละ ความสุขในการทำงาน,ความสุขในการอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยไม่ anti ระบบ

- เคยกำหนดกรอบ concept ในตัวของเราเองกันบ้างหรือเปล่า?

ถ้ายังไม่เคย ผมจะเอาตัวอย่างที่ผมยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด / อาจดูตลกหรือไร้สาระ แต่!!!ผมก็มีความสุขในการทำงานมาโดยตลอด เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ มีสุขภาพจิตที่ดี ส่งผลให้หน้าตาดีไปด้วย 55555

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:12
 ความคิดเห็นที่  27

- หากไม่พอใจผู้บังคับบัญชาท่านใด ให้แก้ปัญหาโดยพยายามไต่ขึ้นไปเป็นตำแหน่งนั้น แล้ว จะทำอะไรก็ทำ (แต่ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยไม่พอใจผู้บังคับบัญชาท่านใดเลยเพราะผมเข้าใจดี-หรือแปลได้ว่าผมฉลาดพอนั้นเอง 555 )

- คำว่างาน เกิดขึ้นได้ 2 วิธีคือ 1. เบื้องบนคิด และสั่งการลงไป 2. เบื้องล่างคิด และเสนอแนะขึ้นมา สำหรับผมดู ๆ แล้วข้อ 2. น่าจะได้รับความร่วมมือ และบรรลุภารกิจมากกว่าถ้าเบื้องบนเปิดไฟเขียวให้เบื้องล่างคิด เพราะผมเป็นคนชอบ"คิด"

- ไม่หวังเป็นที่ 1 แต่อย่าบ๊วย ขอเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่เป็นอยู่นี้มีความสุขแล้ว จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ภารกิจต้องสำเร็จ และจะเป็นทุกข์มาก ถ้ามีคนไม่ชอบผม

- ? ทำไม่ได้ไม่มี ? สำเร็จหรือไม่ว่าใคร่ว่าอีกที แต่ต้องทำก่อน ไม่ใช่ ? ทำไม่ได้ครับ ? หรือ ? ผมมีปัญหาครับ ? ถามใครดูก็ได้ สำหรับผม "คับ"เสมอไม่มีหลวม

- ผมชอบเป็นพวกฝักใฝ่ทุกฝ่าย ในทุกสังคม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความแน่นแฟ้น ในการทำงาน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการบรรลุภารกิจของหน่วย งานมันจะได้จบ ๆ ไป ดังนั้นผมคบทุกคนเสมอกัน แต่รักใครชอบใครเก็บไว้ในใจ ดังคำที่ว่ามีเพื่อน 100 คน ไม่เท่ามีศัตรูคนเดียว


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:20
 ความคิดเห็นที่  28

- เมื่อมีปัญหา อย่ามัวแต่เสียใจ ให้รีบแก้ปัญหา โดยการแสวงข้อตกลงใจคือ
1) กำหนดว่าปัญหาคืออะไร และกำหนดเป้าหมาย
2) รวบรวมข้อมูลข่าวสารขั้นต้น
3) กำหนดภารกิจแถลงใหม่ คือ ค้นหาปัญหาที่แท้จริง และกำหนดเป้าหมายย่อยเพิ่มเติม เพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่ตามข้อ 1
4) ร่วมกับลูกน้อง ในการกำหนดหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้หลาย ๆ หนทาง
5) วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติและเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหนทางเดียว
6) ปฏิบัติ
7) กำกับดูแล ; หากทำไม่สำเร็จ ให้นำผลไปเป็นข้อมูลข่าวสารชั้นต้นใหม่ในข้อ 2 ของการแสวงข้อตกลงใจครั้งต่อไป

- ที่สำคัญที่สุดต้องคิดอย่างไม่เครียด เพราะได้ทำดีที่สุด และคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว แต่ส่วนใหญ่ ผมมักจะมีเรื่องกลุ้มอยู่เรื่องหนึ่งคือ "ไม่รู้จะกลุ้มเรื่องอะไร" เพราะปัญหาต่าง ๆ นั้น ผมได้คิดอย่างที่กล่าวแล้ว

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:26
 ความคิดเห็นที่  29

- ปัญหาส่วนมากเกิดขึ้นเพราะคนเรามักจะไม่คิดป้องกันเสียก่อน ซึ่งการป้องกันจะทำได้ง่ายกว่าการแก้ปัญหา ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อนด้วยการใช้สมองคิดล่วงหน้า คิดแผนเผชิญเหตุ คิดให้ยาวไกลว่าถ้าทำ จะมีผลอย่างไร

- เคยได้ยินลูกน้องพูดว่า ? เดี๋ยวท่านก็สูงขึ้นไป ผมเหมือนบันไดให้ท่านไต่ ผมก็คงเป็นจ่าไปจนเกษียณ ? แล้วผู้บังคับบัญชาของเราละ (โดยเฉพาะ จปร.) จะไปเอาอะไรกับเขามากมาย ผมเดินสายกลาง

- ถ้าไม่ใช้ผู้บังคับหน่วย พยายามอย่าแตะต้องเรื่อง คน น้ำมัน เงิน รถ ให้ขออนุญาตทุกครั้งก่อนแตะ ยิ่งไม่เข้าใกล้ยิ่งดี ยกเว้นผู้บังคับบัญชาสั่ง แต่ข้อนี้ทำไม่ค่อยได้ สมัยผมเป็นรองผบ.พันฯ พี่หนุ่ย(ผู้พัน)ชอบเรียกผมว่า เวฟ โอเว่อร์(เว่อร์เกินพี่เค้าตลอด) แต่นั้นหมายถึง ผมได้แสดงความเป็นตัวตนให้พี่เค้าเห็นมาโดยตลอด ว่าผมทำเพื่อหน่วย มิใช่ส่วนตัว ไม่มีเกณฑ์เสี่ยงในการทุจริต คิดมิชอบเด็ดขาด ก็โอเค แต่ทางที่ดีไม่ยุ่งเลยจะดีที่สุด

- พอผมมาเป็นฝ่ายอำนวยการ มีความคิดว่า ควรเข้าใจหน้าที่ของตนคือ ประสาน หาข้อมูล กำหนดหนทางปฏิบัติหลาย ๆ หนทาง และให้ข้อมูลเสนอแนะแก่ผู้บังคับบัญชา ที่สำคัญคือ ต้องเคารพต่อการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา เพราะนี่คือภารกิจหลักของฝ่ายอำนวยการ ส่วนหน่วยจะปฏิบัติได้ดีหรือล้มเหลวเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่จะตกลงใจ สั่งการ และรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติของหน่วย


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:42
 ความคิดเห็นที่  30

- ให้ลูกน้องทำงานได้เฉลี่ย 70 % ทุกคน ดีกว่าไม่กี่คนทำ 100% ที่เหลือทำ 50%

- ทหารเป็นเหมือนบริษัทที่ใหญ่มาก สามารถปฏิบัติบางภารกิจ ที่หน่วยงานอื่นไม่สามารถ ทำได้ จุดสำคัญคือ ต้องทำงานเป็นหน่วย (หน่วยแปลว่า หนึ่ง) หมายถึงต้องมีคนสั่งการคนเดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาก็ต้องซื่อสัตย์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และรวมกับความมีวินัยที่เหนือกว่า จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การประสานงานที่ดี
- ? ใครที่ไหนกันเล่า ก็พวกเจ้านี่แหละที่จะต้องเป็นผู้นำเหล่ทหารเข้าทำการสู้รบ ? (ร.5 ตรัสแก่นักเรียนนายร้อย) , ดังนั้นเวลาใดที่ผมจะอาสาทำงานที่คนอื่นเกี่ยงกัน ก็คิดเสียว่าให้นำเอาคติที่ ร.5 ทรงตรัสไว้นำมาใช้ สบายใจดี

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:48
 ความคิดเห็นที่  31

- การสอนผู้ใต้บังคับบัญชา หรือคนที่เรารัก ควรใช้คำพูดคำสอนที่ผู้ฟังจะระลึก และภูมิใจที่จะได้แก้ไข หรือปฏิบัติตาม ไม่ใช่สอนแบบสั่งให้ทำเหมือนลาโง่ตัวหนึ่ง และเมื่อเขาประพฤติดี ทำงานได้ดี ก็จะมีผลตอบกลับสู่งานของผู้บังคับบัญชาด้วย

- ยกเว้นเวลาคับขัน หรืออยู่ในสนามรบ ต้องทำตรงกันข้ามคือ ทำให้เขากล้าที่จะวิ่งฝ่าห่ากระสุนเหมือนลาโง่ ตามที่ได้รับการฝึกมา แม้บางครั้งผมอาจต้องเป็นลาโง่ตัวแรก

- บางครั้ง บางโอกาส การให้นโยบายลูกน้องว่า ? จะทำอะไรก็ทำ ขอให้งานในหน้าที่เรียบร้อย อย่าให้มีปัญหามาถึงผู้บังคับบัญชา ทั้งเรื่องงาน และความประพฤติ ? ฟังแล้วดูแปลกๆ แต่ผมมองเป็นว่าการให้เสรีในการปฏิบัติ และอาจเป็นหนทางที่เหมาะต่อการบรรลุภารกิจ
รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่ดี ลูกน้องมีความคิดริเริ่มในการกำหนดหนทางปฏิบัติ และทำให้ลูกน้องดูแลกันเองแทนผู้บังคับบัญชาอีกแรงหนึ่งด้วย


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 15:57
 ความคิดเห็นที่  32

- ผู้บังคับบัญชาจะรู้จักเราได้จากการสอบถาม ผู้บังคับบัญชาของเรา 1 ระดับ และผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา 1 ระดับ เพราะนั้นจะเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด ผู้บังคับบัญชาของเรา 1 ระดับ และผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา 1 ระดับ จะเป็นผู้ประกาศเรื่องของเรา โดยเราไม่ต้องประกาศด้วยตนเอง

- ผู้บังคับบัญชามักมี 2 แบบ คือ
1. ลูกน้องทำอย่างไรไม่สน ขอดูแต่ผลงาน
2. สนใจแต่วิธีทำ คือทำตามวิธีที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ไม่สนใจผลงาน
แต่ผม คือแบบที่ 3. ทำอย่างไร ผลงานอย่างไร ก็แล้วแต่ ขอดูเจตนาในการกระทำเป็นหลัก

- บางคนพูดว่าภายใน 10 ปีนี้ คงไม่มีสงครามแล้ว แต่มีนักการฑูตผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า ? การเจรจาจะได้ผล ต้องมีกำลังทหารยืนอยู่หลังนักการฑูต และกำลังทหารยิ่งเข้มแข็ง ยิ่งเพิ่มน้ำหนักในการเจรจา ? เห็นด้วยปะ


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 16:05
 ความคิดเห็นที่  33

- มองผู้บังคับบัญชาเหมือนพี่ ญาติผู้ใหญ่ เช่น มีน้ำใจช่วยท่านถือของ เป็นต้น ไม่น่าเกลียดหรอกถ้าทำด้วยใจบริสุทธิ์ และประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย ใคร ๆ ก็เป็นลุง ป้า น้า อา พ่อ แม่ พี่ น้อง ทั้งนั้น
- "จงประจบผู้บังคับบัญชาด้วยการทำงาน" ให้ลองนึกดูดีๆ คำว่าประจบไม่น่าเกียจหรอก (ไม่เหมือนคำว่าประแจง) ให้เพื่อนลองเปิดพจนานุกรมดู / กรณีนี้ผมเคยเถียง(ถกแถลง)กับพ.ต.วินัยมาแล้วอย่างเข้มข้น (และจนถึงบัดนี้ยังเคลียร์ไม่จบ) เพื่อนนัยอาจจะถูกก็ได้ แต่สำหรับผมขอยืนยันในการกระทำตลอดไป......

- เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดพลาด ก่อนที่จะว่ากล่าว ลงโทษเขา ให้นึกถึงตัวเองก่อนว่า 1. สั่งถูกไหม คือ คำสั่งควรประกอบด้วยว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร อาจมีทำไมด้วยก็ได้ , มอบงานแล้ว มอบอำนาจ หรือเครื่องมือ ให้เขาเพียงพอต่อการบรรลุภารกิจ ตามกำหนดเวลา หรือไม่
2. สื่อความหมายเข้าใจตรงกันไหม
3. ใช้คนเหมาะสมกับงานหรือไม่ ; พยายามหาเหตุที่แท้จริงว่า ตัวเรา หรือตัวเขาทำผิดกันแน่


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 16:19
 ความคิดเห็นที่  34

ดูนาฬิกาแล้ว ผมทำงานเกินเวลาราชการไปแล้ว และผมก็จะกลับบ้าน เพราะในเวลางานผมก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้ว..บาย เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่ออีก (ถ้ามีอารมณ์นะ) 55555

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.131.31   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 16:26
 ความคิดเห็นที่  35




ยกนิ้วให้กระทู้นี้ค่ะ(นิ้วหัวแม่มือนะคะ ไม่ใช่นิ้วอื่น :P)

ปรบมือให้ทุกท่านที่ตอบกระทู้ค่ะ

...และ...

ยกผลประโยชน์ให้คนอ่านค่ะ



ผู้ส่ง  จินตะหราวาตี    email     url     ip  203.151.39.157   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.47 เวลา 17:29
 ความคิดเห็นที่  36


เยี่ยมมากๆๆๆๆๆๆ

ผู้ส่ง  เว็บมาสเตอร์    email     url     ip  0.0.0.0   ตอบเมื่อ 17 ก.ย.47 เวลา 00:28
 ความคิดเห็นที่  37

ยังชื่นชมและเคารพมุมมองความเห็นของคุณนวลบงกชอยู่เช่นเดิม
แต่ก็อยากจะทักว่า เท่าที่ผมได้ศึกษามาบ้าง ระบบงานต่างๆขององค์กรเอกชนหลายอย่างก็มีรากฐานมาจากการทหารนะครับ อย่าลืมว่ากองทัพจัดได้ว่าเป็นองค์กร(หรือจะเรียกหน่วยก็แล้วแต่ครับ ในที่นี้ไม่ได้มีผลต่อความหมาย) แรกของโลกที่มีการนำคนไปทำงานในเชิงปฏิบัติ แต่เอกชนเขานำไปปรับใช้กับเขา กองทัพเราก็น่าจะนำมาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม วิชาอย่าง operational research กำเนิดมาจากกิจการทหาร ปัจจุบันเป็นวิชาที่ใช้กับธุรกิจไป ความรู้ไม่มีแบ่งว่าของใครนี่ครับ หากแต่ต้องรู้จักใช้อย่างเหมาะสม เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละแห่ง อย่างว่าล่ะครับ พูดมันง่ายทำจริงมันยาก ผมก็เข้าใจ
เรื่องว่านำนักบินมาทำทุกอย่างน่ะ ผมยอมรับว่านบ.ก็ย่อมเป็นพระเอกของกองทัพอากาศ เหมือน หมอเป็นพระเอกของโรงพยาบาล แต่ในบางหน้าที่เช่น อากาศโยธิน(อย.) ซึ่งจัดเป็นเหล่ารบเหมือนกันและที่สำคัญยุทธวิธีของ อย. ค่อนข้างจะแตกต่างจากนักบิน แต่มักมีนบ.มาเป็นผบ.ชาในระดับสูงของ อย. อยู่เสมอๆ แน่นอนครับ ผมเห็นด้วยที่ระดับหัวแถวสุดของทอ.สมควรจะต้องเป็นนักบิน แต่ในระดับย่อยที่ยังต้องดูแลงานเฉพาะส่วน เฉพาะวิชาชีพนั้น ผมยังคิดว่าน่าจะให้โอกาสกำลังพลในสายงานนั้นบ้าง (ถ้าหาดีไม่ได้แล้วจริงๆค่อยว่ากัน) ดูอย่างทร.สิครับ ระดับท๊อปเขาก็เป็นพรรคนาวิน แต่ในสายงานอย่าง นย.ก็ต้องเป็น นย. หรือ กบร.ก็ต้องเป็น นบ.ทร.มา คนไม่ได้อยู่เหล่าพระเอกก็พอเติบโตได้ในระดับนึง ความเหลื่อมล้ำน้อยลง
เรื่องระบบอุปถัมภ์ เป็นเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร พอดีราชการเป็นองค์กรใหญ่ แต่หากตั้งใจจะเปลี่ยนจริงๆย่อมทำได้ครับ อาจใช้เวลาหลายปี แต่สำคัญอยู่ที่จะมีผู้ใหญ่ท่านไหนตั้งใจจริงและกล้าเริ่มหรือเปล่า
โลกเปลี่ยน บ้านเมืองเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน จะมาเป็นกองทัพในยุคปราบคอมฯเหมือนสมัยก่อนไปตลอดคงไม่ได้หรอกครับ


ผู้ส่ง  อาร์ต    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 18:47
 ความคิดเห็นที่  38

ลืมไปหน่อยครับ เรื่องเป้าหมายขององค์กรธุรกิจกับของกองทัพต่างกัน แน่นอนครับมันต่างกันคนละเรื่อง แต่ประเด็นที่ผมเคยเสนอในกระทู้ก่อนนั้น เป็นเรื่องการนำความรู้ และการวางแผนงานในระดับองค์กรและระดับหน่วยงาน มันคือ methodology ซึ่งไม่ยึดติดกับเป้าหมายธุรกิจหรือเป้าหมายอะไร คุณจะตั้งยังไงก็ได้ เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเงินแบบธุรกิจนี่ครับ เช่น ทอ.อาจตั้งเป้าข้อหนึ่งไว้ว่าใน 5 ปีข้างหน้า ทอ.จะต้องรักษาอัตราพร้อมรบ 80% ของอากาศยานทั้งหมด เป้าก็ถูกถ่ายทอดตามลำดับลงไปจนถึงระดับฝูงบิน ทำอย่างไรจะรักษาอัตราการพร้อมรบให้ได้ 80% ก็อาจจะต้องดูแลการสั่ง การเบิกจ่าย เปลี่ยนชิ้นส่วนตามอายุ การตรวจสอบต่างๆต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ ทำอย่างนี้กันไป ปลายปีก็มาดูกัน ถ้าได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องปรับปรุงปีหน้า (อาจจะมีโทษทัณฑ์กันบ้างเล็กน้อย) เห็นไหมครับ เป้าของทอ.จะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าทางธุรกิจ เป้าประเภทการคงอัตราพร้อมรบนี่น่าจะตั้งเป็นเป้าไว้ทุกปี เพราะอย่างที่คุณนวลฯบอกว่าหน้าที่ทอ.คือ maintain responsibility
ปรับใช้ให้เหมาะสมครับ รัฐกับเอกชนก็ใช้หลักการเดียวกัน แค่ต่าง application
นับถือครับ


ผู้ส่ง  อาร์ต    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 18:48
 ความคิดเห็นที่  39

ดิฉันไม่ทราบว่าความคิด และการเขียนแรงไปหรือเปล่า เจ้าของกระทู้เลยหายไป เอาน่า...เราสะบัดมีดโกนแลกกันคนละที นี่คือวิถีทางของ "สุภาพบุรุษ" ที่สุภาพสตรีขอยืมมาใช้แลกหมัด
คุณ 22 คะ ดิฉันเป็นพลเรือนเต็มขั้น ไม่มีแฟนเป็นทหาร แต่เกิดมามีสายเลือด "นักรบ"อยู่ครึ่งนึง เกลียดวิถีทางการดำเนินชีวิต ธรรมเนียมทหาร ความคิดทหาร อย่างสุดกู่ ถ้าเกิดเร็วกว่านี้ อาจเข้าป่าไปเป็นพวก activist แหงๆ สรุปง่ายๆคือ นอกจากไม่รัก แล้วยังมีความเกลียดเป็นทุน

เมื่อทำงานทำการ ก็หาเงินได้มากพอสมควร ใช้ชีวิตไร้สาระ แบบ 30,000 ฟุต เหนือน้ำทะเล ( ไม่ติดดิน) และเกลียดทหารขึ้นทุกวี่ทุกวัน ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

วันดีคืนดีฟ้าส่งให้ได้มารู้จักกับ "นักบินชั้นดี" ของกองทัพอากาศ ที่ถูกยืมตัวไปการบินไทย เพราะความเป็นคนเก่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า ในการฝึกร่วม นักบินอเมริกันแข่งกับกองบินของท่าน โดยมีท่านเป็นตัวแทนในการแข่งยิงเป้าบนภูเขา เครื่องบินอเมริกันมีมาทั้งแบบเหนือชั้นและ full option กว่าเรามาก มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ตอนนั้นเราใช้ F-5 แข่งกับเขา ปรากฏว่าท่านชนะค่ะ...........

ขับรถกลับกรุงเทพด้วยหัวใจพองโตคับอก หวังว่าจะนำข่าวไปบอกภรรยาที่รักซึ่งทำงานเอกชน ว่าท่านดีใจและนำความปลื้มใจมาสู่กองทัพเพียงใด แต่กลับได้รับคำตอบว่า ชีวิตของทั้งสองท่านก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งท่านก็เซ็งๆ ค่าที่ภรรยาไม่เข้าใจ "หัวใจนักรบ"

ท่านถูกขอร้องแกมบังคับจากภรรยาให้ลองมาเป็นนักบินยืมตัว .....จากคนที่เคยนั่งบังคับเครื่อง F-5
เป็นครูสอนขับ เป็นตัวแทนกองบินชนะฝรั่งดั้งขอ ต้องมานั่งเป็น S.O ...คันบังคับอยู่แค่เอื้อมก็ไปแตะของเขาไม่ได้

วันดีคืนดี เครื่องโบอิ้งที่ท่านเป็น S.O จอดรอ T/O ที่สนามบินดอนเมือง เพียงแว่บเดียวที่เห็นเครื่องบินของกองทัพบินผ่าน เหลือแต่ควันเป็นสายปรากฏอยู่บนท้องฟ้า กัปตันเครื่องโบอิ้งซึ่งมาจากพลเรือนเต็มขั้น รำพึงขึ้นมาว่า "นั่นเครื่องอะไร...ทำไมมันบินเร็วซะขนาดนั้น" ท่านได้แต่ตอบในใจว่า " F-5 ที่ผมเคยขับ...เคยสอนรุ่นน้อง...เคยเอาไปแข่งกับไอ้กันจนชนะสิครับ" ความรู้สึกตอนนั้นท่านอยากจะ terminate ตัวเองจากการเป็นนักบินยืมตัวมากที่สุด และสงสัยตัวเองว่า มาทำอะไรอยู่ที่นี่

เมื่อท่านบินไปสักพัก ท่านแอบพกความไม่พอใจส่วนตัว ที่กัปตันอนุญาตให้นักบินสายการบินอื่นเข้ามานั่งใน cockpit ทั้งๆที่ธรรมเนียมปฏิบัติของสายการบินพาณิชย์มักจะต้อนรับและให้เกียรตินักบินสายการบินอื่นด้วยการเชิญมานั่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า " วิธีการบิน ควรจะเป็นความลับ" ฟังแล้วทำให้นึกถึงคุณ ท. มากๆนะคะ ขออนุญาตแอบอมยิ้ม ...นี่คือความแตกต่างของธรรมเนียมทหาร กับพลเรือน

เมื่อดิฉันได้ฟังเรื่องราวอันมีค่านี้จากปากของท่าน ดิฉันและเพื่อนๆอดน้ำตาซึมไม่ได้ เหมือนดูหนัง DRAMA ชั้นดี จากความคิดเดิมที่พวกเราลงความเห็นว่าท่านเสี่ยว...เชย..ทห๊าร...ทหาร เราซูฮกท่านประหนึ่ง ทอม ครูซ ดีๆนี่เอง เศร้าแทน

ท่านได้กรุณาอบรมดิฉันเป็นพิเศษว่า ดิฉันมีคุณพ่อซึ่งเคยได้ออกรบ เป็นสุดยอดปรารถนาของนักบินไทยที่อยากจะมีโอกาสดีเช่นนั้นบ้าง เราก็ไม่มีสงคราม และเหตุไฉนดิฉันจึงดูถูกพ่อตัวเอง ดูถูกทหารมาเกือบตลอดชีวิต คำน้อยท่านก็ไม่เคยอธิบายกับลูกสาว ว่าทำไม? ถึงทนอยู่กองทัพอากาศ ไม่รีบออกไปเสียตั้งแต่ตอนหนุ่มๆ ปล่อยให้ดิฉันอยู่กินแบบฝืดๆ เลี้ยงดูแบบซาดิสม์ ห้ามมีคำว่า "เดี๋ยวก่อน" ห้ามร้องไห้ดังๆ อยากร้องไปแอบร้องคนเดียว ลูกทหารต้องรู้จักคำว่า "กลืนเลือด"
หลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอม ให้ดิฉันหาเงินได้มากเลี้ยงดูตัวเองได้ มันมาจากความมีวินัย ทำอะไรเต็มที่แบบทหาร และดิฉันก็ยังไง่ประกาศปาวๆ ว่าเกลียดวิถีทางแบบนี้

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ดิฉันอยากจะพิสูจน์ตัวเอง โดยการค้นคว้าเรื่องที่ตนเองเกลียดเข้าไส้ เริ่มจากศูนย์ เครื่องบินบินยังไงก็ไม่รู้ เหมือนนกมั้ง?....เห็นมีปีก 555 ก็เหลวไหลมาโดยตลอดนี่คะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเดี๋ยวนี้ทหารเค้ามี website กันแล้ว เผลอเข้าไปใน web นักบินพาณิชย์เพื่อไปขอความรู้ในการเขียนหนังสือเกี่ยวกับการรบที่ลาว ถูกเขาโห่ฮาป่ามา ขึ้นต้น wingman คืออะไรยังงงเลย ก็สมควรแล้ว เคยคุยกับครูการบินหนุ่มๆที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน ก็ถูกด่าเปิง หาว่าดิฉันถามมาก ไม่รู้ก็ฟังแล้วค่อยถาม....แต่พลเรือนเค้าต้องฟังไปถามไป งานนี้เลยพังไม่เป็นท่า

พักหลังค้นคว้าเอง อ่านหนังสือ....ที่สำคัญ ดิฉันได้ครูที่เยี่ยมที่สุด ที่มีความอดทนกับเพศหญิงมากๆซึ่งเป็นทหารทั้งคู่ คุณพ่อให้ความรู้เรื่องการบินและยุทธศาสตร์แบบเก่า อีกท่านนึงให้ความรู้ในเรื่องการบินและยุทธศาสตร์แบบใหม่ ดิฉันเลยได้สองเด้ง 555

การเข้ามาแสดงความคิดเห็นในนี้ ดิฉันเหมือนมาลองวิชาค่ะ ทดสอบตัวเองว่าจะปล่อยไก่อะไรออกไป ดังนั้นท่านที่จับผิดดิฉันได้ กรุณาอย่าเกรงใจที่จะเข้ามาแก้ไข ทุกท่านคือครูนะคะ กรุณาช่วยทำความฝันดิฉันให้เป็นจริงด้วย

คุณดาริกามณีเป็นแรงใจที่ดีของดิฉัน อยากจะให้สุภาพสตรีที่มีความฉลาดหลักแหลม และมีความคมคาย ใจกว้างอย่างเธอ มาช่วยมองทหารในความเป็นจริง และถ่ายทอดต่อๆกันไปในความเสียสละ อดทน เพราะความเป็นผู้ชาย ความเป็นทหาร หลายอย่างมันท่วมปากอยู่

ดิฉันอาจจะเป็นหญิงที่ดูหนังโป๊ 555 เฉยๆกับผู้นำหญิงของบางประเทศ เขียนอะไรก็สองแง่สองง่าม
อาจฟังดูแล้วเหมือนผู้ชาย แต่ถ้ายึดแนววิชาการ หรือพูดแบบทหาร มันจะไม่มีใครฟังเรื่องราวเหล่านี้ ขอให้เข้าใจนะคะ


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 18:55
 ความคิดเห็นที่  40

คุณอาร์ตคะ หัดเรียกให้มันถูกๆ

ผู้บังคับบัญชา หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจบังคับ และ สั่งการ
CEO หมายถึง หัวหน้าผู้บริหาร ห้ามบังคับ ทำได้เพียง ขอร้อง โน้มน้าว ล่อหลอก ไพ่หมดใบแล้วค่อยสั่ง มันฟังดูอ่อนแอ ตุ๊ดแต๋ว ไม่เหมาะนำมาใช้ในกองทัพจริงๆค่ะ

ใช้คำให้เป็น จะได้ไม่เสียความรู้สึกเวลาโดนบังคับ หรือ สั่ง!!!!!

เราควรจะเอาเยี่ยงเอกชน คือ ผู้บังคับบัญชาที่เป็นนักบริหารที่ดี บังคับ สั่งการ บริหารอย่างมีวิสัยทัศน์ทางทหาร และ เลี่ยงการอุปถัมภ์เมื่อเลี่ยงได้ แค่นี้ถือว่าหรูมาก

คุณอาร์ตบอกว่า ?ความรู้ไม่มีแบ่งว่าของใครเป็นของใคร? ก็บอกแล้วไงคะ การสร้างวิสัยทัศน์ ต้องใส่ตะแกรงร่อน ออกมาเป็น ?วิสัยทัศน์ทางทหาร? ไม่งั้นจะเข้าข่าย ?ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด?

ครั้งที่แล้วดิฉัน ปลุกใจเสือป่า โดยการเอา Goal ในภาพรวมของเอกชน คือเม็ดเงิน/ผลกำไร มาเปรียบเทียบกับ Goal ของกองทัพ คือ การปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง รักษาหน้าที่ เพื่อที่จะให้พวกฟันน้ำนม เข้าใจ ใครฟันแท้ขึ้นแล้ว ไม่ต้อง serious

แน่นอน อย่างที่คุณอาร์ตว่าไว้ ในการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละหน่วย แต่ละทีมจะสร้าง Goal เล็ก Goal น้อย ได้เสมอ ไอ้เรื่อง ?เอานักบินมาทำทุกอย่าง? ก็เหมือนกัน ก็บอกแล้ว ส้วมมันเต็ม เกาให้มันถูกที่คันนะคุณอาร์ตนะ

ทำไมไม่ลอง set goal เพื่อจะลดความแออัดในกองทัพบ้างล่ะ ใจจริงไม่อยากใช้วิธีเอาคนออกแบบภาคเอกชน กลัวทหารดีๆตกงาน เอ้า!! จริงๆนะ เขาเสกให้ใครเหาะมาได้ ก็เสกให้ใครหายไปได้เหมือนกัน เสี่ยงๆ

?ยุทธวิธีเพิ่มบ่อพักส้วม? อย่างที่ทำๆมา ไม่ work หรอกค่ะ ก่อนขุดบ่อเกรอะบ่อซึม ช่างเค้าต้องถามว่ามีสมาชิกในบ้านกี่คน เพราะเขาต้องเลือก spec บ่อ ถ้าสมาชิกในบ้านแออัด จะไปขุดบ่อเพิ่ม...ขุดบ่อเพิ่ม บ้านก็ไม่เป็นบ้านแล้ว มีแต่บ่ออุจจาระ

สมาชิกใหม่ๆให้ลองแบ่งไปเช่าบ้านข้างๆอยู่มั่งดิ ความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มาอุจจาระที่ส้วมเดียวกัน เอกชนน่ะเขามีถังส้วมแบบถังแซ่ด ในนั้นมันมีจุลินทรีย์ย่อยสลายอุจจาระ ส้วมจึงไม่เต็ม

ลองคิดยุทธวิธีแบบใหม่ๆบ้าง ครั้งที่แล้วมึนๆ เพราะไม่ได้หลับไม่ได้นอน คราวนี้เปลี่ยนใหม่ เป็น มีเรืออากาศ 5 ปี เว้น 4 ปี สี่ปีที่เว้นสอนพลเรือนของกองทัพอากาศ สถานที่ คณาจารย์ ตำราเหมือนเดิม ต่างกันที่เนื้อหา เรืออากาศเรียนวิชาทหาร 40% วิชาเทคนิค 60% พลเรือนเรียนวิชาทหาร 20% เรียนเทคนิค 80% นายทหารจะไม่แน่น ปกครองง่าย ไม่เทียบรุ่น อายุไขก็ไม่ห่างมาก กำลังสวยเชียว


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 18:58
 ความคิดเห็นที่  41

ผลประโยชน์ของชาติไม่เคยนิ่งนะคะ เราไม่ไปเอาของใคร แต่ใครอาจมาเอาของเรา ถ้าเขาเริ่มเคลื่อนไหว เราก็ต้องมียุทธศาสตร์รับมือ ตั้งยุทธศาสตร์แล้วนิ่งไม่ได้ บางทีต้องปรับตามสถานการณ์

คุณ ?์Bigsu ? ผังแม่บทของกองทัพ มาจากใครคะ? มาจาก ?รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม? มาจาก ?ยุทธศาสตร์ของชาติ? จริงๆน่ะป็นอย่างนี้ ลากมาตั้งแต่ ?national goal? ลงมาเป็น ?national interest? ลากลงมาเป็น ?national strategy? แล้วค่อยแตกมาให้พลังอำนาจทั้ง 5 สาขาไม่ว่าจะเป็น การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ จิตสังคม และ เทคโนโลยี โดยทั้ง 5 สาขาก็ไปคิดยุทธศาสตร์ของฝ่ายตนให้มัน serve กับ national strategy ไม่ใช่ผบ.ทอ.นึกเล่นๆเองได้

National goal เหมือนกันทุกชาติ คือ ?มั่นคง และ มั่งคั่ง?
National interest ผลประโยชน์ของชาติ อันนี้ของใครของมัน แต่ละประเทศชิงรักหักสวาทกันน่าดู
National strategy ยุทธศาสตร์ชาติ ก็มา serve เป้าหมายและผลประโยชน์นั่นแหละ ต่างกรรม ต่างวาระ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ขอร้องอย่าทำให้ผู้อ่านสับสนนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

National interest ของสิงคโปร์ ก็คือ เขาไม่อยากให้ไทยขุดคอคอดกระ หรือทำสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะแทนที่สิงคโปร์จะเป็น HUB ทางการค้า การคมนาคม ของภาคพื้นนี้ ก็ต้องเกิดคู่แข่ง รายได้ลดลง ส่วนเขาจะไปคิดยุทธศาสตร์ยังไง ดิฉันไม่ทราบ ของเราน่ะ ทำให้ดีๆก็แล้วกัน

ถ้าของไทย
National interest ของเราคือ เราไม่สามารถสูญเสีย 3 จังหวัดภาคใต้ไปได้ นั่นมันพลเมือง แผ่นดิน และทรัพยากร ที่เราไปสรรค์สร้างไว้ ทีนี้พลังอำนาจทั้ง 5 เราทำไง ใช้ยุทธศาสตร์อะไร

การเมือง : พยายามไกล่เกลี่ยความร้าวฉาน ทางด้านศาสนา ตั้งแต่จุฬาราชมนตรี ไปยังหน่วยราชการ พยายามส่งคนดีๆ มีคุณธรรมไปดูแล เรียกผู้นำชุมชนมาเจรจาต้าอวย ไม่ใช่เอะอะ...ข้าราชการคนไหนแย่ๆ ย้ายไปใต้หมดเหมือนเมื่อก่อน
จิตสังคม : เราไม่อยากไปเริ่มต้น กับมุสลิมผู้ใหญ่แล้ว เอารุ่นเด็กเลย เอามุสลิมเด็กบินเหาะลัดฟ้ามาดูซิว่า โลก หรือ ประเทศไทย เป็นอย่างไร ไปถึงไหน .....ชีวิตไม่ใช่แค่ เรียนศาสนากับสวดมนตร์
เศรษฐกิจ : เราทุ่มไม่อั้นกับการบูรณะสถานที่ โรงเรียน หาอาชีพ นำความเจริญแบบเมืองใหญ่ ไปใส่ที่ภาคใต้
ทหาร : เอากองกำลัง ไปรักษาความปลอดภัย ช่วยเหลือตำรวจ และประชาชน ให้สถานการณ์ที่เลวร้ายคลี่คลาย จัดการไอ้พวกที่เป็นหัวโจก ก่อความไม่สงบเสีย
เทคโนโลยี : ยังไม่ปรากฏเด่นชัด หรืออาจจะยังไม่มี

ที่ลากยาวมาทั้งหมดนี่ จะชี้ให้เห็นว่า ?ยุทธศาสตร์ทางทหาร? เป็นแค่ 1 ใน 5 ของการใช้พลังอำนาจของประเทศ บางทีมันไม่สามารถต่อเนื่องได้...เข้าใจมั้ยคะ เพราะบางกรณีเขาไม่ต้องการใช้พลังอำนาจทางทหาร บางทีการเมืองเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ชาติก็เปลี่ยน แล้วเราเป็นใคร เราโดนแตกออกมาจากยุทธศาสตร์ทางทหารอีกต่อหนึ่ง เราเป็นเสี้ยวเดียวของ บก เรือ อากาศ


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 19:05
 ความคิดเห็นที่  42

อย่ามาบอกว่ากองทัพที่จน จะใช้วิธีสร้างมิตร หลีกเลี่ยงการเป็นศัตรู คือวิธีที่ถูกที่สุด ......สอบตก ตก ตก เราต้องดำเนินกิจการทางการทูต และดำรงกองกำลังทหารด้วย ทำไปพร้อมๆกัน หย่อนด้านไหนไม่ได้เลย คุณขา....การเจรจาระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องสมมติ แบบเด็กเล่นขายของ ไม่ใช่การที่เขาจะมาแย่งของรักของเราแต่เพียงอย่างเดียว

ของชิ้นเดียวในโลก คนก็แย่งกันเป็นเจ้าของ , ของที่ไม่มีเจ้าของ ถ้าเธอไม่เอา ฉันก็จะเอา ....เจรจากันง่ายๆ เหรอคะ คนฉลาดน่ะ เค้าแอบพกปืนไปเจรจาด้วย ประหนึ่งการทูต ต้องมี กำลังทหาร back up ไม่งั้นเจรจาทีไร โดนเขาเอาเปรียบหมด แล้วถ้า back up ไม่ดี มันก็เหมือนกองกำลังลิเก มีไว้เท่ห์ๆ ใครจะเกรง

เรื่องการเจรจา เป็นเรื่องทางการเมือง ทางการทูต ทางทหารน่ะ เจรจาเท่าที่จำเป็น กลัวเจรจามากความลับของเราอาจจะไหลออกหมด 555 อย่าไปบ้าจี้ ว่าเราจะไม่ใช้กำลังทางทหารแล้ว ไอ้ที่เห็นว่าท่านนายพลข้ามแดนไปเจรจากับเขา มันแค่ผิวนอก หรือถ้าหากเป็นเรื่องสำคัญ ก็อาจจะเป็นเพราะท่านมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ที่ต้องไปเจรจาด้วยเป็นอย่างดี อย่าไปคิดไกลว่าทหารเจรจาแล้วเขาจะฟัง จะได้ข้อตกลงที่แน่นอน 100% ไม่มีใคร confirm ได้ นอกจากรัฐบาลเท่านั้น(ไม่ใช่ทหาร) ยกเว้นว่ารัฐบาลอีกฝ่ายเป็นรัฐบาลทหาร

หลักการยุทธ END = WAY + MEANS มันค่อนข้างใสซื่อ ใช้กับระบบเมืองไทยต้องเพิ่มนิดนึง

END = PATRONAGE ( WAY + MEANS )
หากเราทำค่า patronage หรือระบบอุปถัมภ์ ให้เท่ากับ 1 ได้ มันก็จะ effective เหมือนที่ฝรั่งเขาเขียนไว้

จะไปรบให้ชนะ คิดหาวิธีแทบตาย ทุ่มทรัพยากรไม่อั้น ดันไปเจอคนโง่ที่เทพอุ้มสม มาช่วยรบ END จะเหลืออะไรคะ? คุณคนข้างสังเวียน บอกแล้ว อย่าเชื่อตำรามาก...ก....ก ให้เอามาคิดต่อ

ยกตัวอย่าง ?ยุทธการสูบส้วม? ของดิฉัน
END คือ การลดกำลังพลในระยะ ......ปีข้างหน้า
MEANS คือ เหล่าคณาจารย์ สถาบันกองทัพอากาศ ตำราเรียน ฯลฯ
WAY คือ โรงเรียนนายเรือผลิตนักเรียน 5 ปีเว้น 4 ปี 4 ปีที่ว่างเว้นใช้สถาบันผลิตพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญเหมือนนักเรียนนายเรือ แต่ไม่บรรจุเข้าเป็นทหาร

เผอิญคุณคนข้างสังเวียน นำไปเสนอที่ประชุม พวกผู้ใหญ่พยักหน้าหงึกหงัก ....โอ้โฮ คิดได้ยังไง นอ.ข้างสังเวียน? เข้าท่ามาก 555 เดี๋ยวต้องพิจารณาทางโรงเรียนนายเรือซิว่าเค้าทำได้มั้ย เค้าจะยอมมั้ย 15 นาทีต่อมา ใครบางคนในที่ประชุมอาจได้สติ ? เฮ้ย....ลูกชายฉัน อายุอานาม ตกห้วงที่นายเรืออากาศหยุดสอนพอดี แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พ่อมันใหญ่คับกองทัพ ไม่ได้ ไม่ได้ ? .อึ๊ย ไม่เอาดีกว่า ล้างไพ่ ไม่เอาแล้ว เลิกประชุม ปล่อยให้มันคลั่กต่อไป กลับมาใช้ ?ยุทธการบ่อพักส้วม? เหมือนเดิม ......นี่ไงคะ ระบบอุปถัมภ์ มันจะทำลายทุกอย่าง

ต่อให้ END ดี MEANS ดี WAY ดี ก็ไม่แน่ เอาดิ ไปปลุกผี ?ซุนวู? มาแก้ดิ



ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.221.241   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 19:09
 ความคิดเห็นที่  43

ไม่ว่าคุณจะเกลียดหรือชอบทหารหรือไม่ก็ตาม

แต่...........
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ตราไว้ ณ วันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐
เป็นปีที่ ๕๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
.............................
มาตรา ๖๙ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ์ ปกป้อง และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

คุณได้ทำหน้าที่ของคุณหรือยังล่ะจ๊ะ

ผู้ส่ง  ทหารกล้า    email     url     ip  203.118.103.55   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.47 เวลา 22:23
 ความคิดเห็นที่  44

เออหนอ ไม่น่าเชื่อว่าพวกขี้เหล้าเพื่อนผมจะไอเดียบรรเจิดขนาดนี้ ดื่มยี้ห้ออะไรว่ะจะได้หามาดื่มบ้าง 5555

ผู้ส่ง  สังคม    email     url     ip  202.133.143.56   ตอบเมื่อ 22 ก.ย.47 เวลา 22:49
 ความคิดเห็นที่  45

ดิฉันเด็กวิทย์นะคะ

End= Patronage ( Way + Means )

ถ้าสามารถทำ Patronage = 1

End = 1 X ( Way + Means )

จึงได้ผลลัพท์เป็นแบบสมการที่ฝรั่งเขามาสอนพวกคุณไงคะ

End = Way + Means

ว้า.... young men are disappointed.


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:31
 ความคิดเห็นที่  46

คุณเวฟโอเวอร์ คะ มาตอนตลาดวายรึเปล่า ที่เราคุยกันมันสืบเนื่องมาจากสภากาแฟสองที่ โดยลากดิฉันเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วย ก็ท่านๆเหล่านั้นมาถกกันเล่นๆ เหมือนกับอยากจะตั้ง spec เมียใหม่ยังไงดี เราก็ร่วมวิเคราะห์ วาดฝันกันต่างๆนานา โดยเนื้อแท้แล้วดิฉันก็พยายามจะบอกว่าอยู่กับเมียเก่าน่ะดีแล้ว...มีอะไรก็ค่อยๆพูดกัน จะไปเปลี่ยนเค้าชั่วข้ามคืนมันไม่ได้ เคยรักเขายังไง ก็ขอให้นึกถึงตอนจีบกันใหม่ๆ

ไม่ใช่ไปเห็นเมียชาวบ้าน แล้วก็อยากได้เมียแบบนั้น เพราะชาวบ้านก็อาจจ้องจะฟันเมียเราอยู่เหมือนกัน ลางเนื้อชอบลางยา คนเรามักไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ในใจก็แอบคิดเหมือนคุณเวฟ โอเวอร์นั่นแหละ

? ทำไมทุกคนชอบคิดแบบ macro เกิดประโยชน์อะไร????ตราบใดที่มิได้อยู่ในบทบาทที่มีส่วนในการแก้ไข-เปลี่ยนแปลงมากนัก ถูกปะ ยอมรับความจริงว่า อะไรที่ทำได้ ทำไม่ได้..

- อดีตหรืออนาคต ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไป ทำไมไม่ทำวันนี้ให้มีความสุขละ ความสุขในการทำงาน,ความสุขในการอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยไม่ anti ระบบ

- เคยกำหนดกรอบ concept ในตัวของเราเองกันบ้างหรือเปล่า??

ดังนั้น ไม่บอกก็คงจะรู้ ว่าดิฉันก็สวย ไม่แพ้ความหล่อของคุณเวฟนั่นแหละ อย่ามาคุยเล้ย เราน่ะเหมาะกันที่สุด เหมือน ?รัก ยม? ยังไงยังงั้น



ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:37
 ความคิดเห็นที่  47

- คำว่างาน เกิดขึ้นได้ 2 วิธีคือ 1. เบื้องบนคิด และสั่งการลงไป 2. เบื้องล่างคิด และเสนอแนะขึ้นมา สำหรับผมดู ๆ แล้วข้อ 2. น่าจะได้รับความร่วมมือ และบรรลุภารกิจมากกว่าถ้าเบื้องบนเปิดไฟเขียวให้เบื้องล่างคิด เพราะผมเป็นคนชอบ"คิด"

ไม่จริงง่ะ อยู่ที่ว่างานนั้นคืออะไร??????

- ไม่หวังเป็นที่ 1 แต่อย่าบ๊วย ขอเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่เป็นอยู่นี้มีความสุขแล้ว จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ภารกิจต้องสำเร็จ และจะเป็นทุกข์มาก ถ้ามีคนไม่ชอบผม

- ? ทำไม่ได้ไม่มี ? สำเร็จหรือไม่ว่าใคร่ว่าอีกที แต่ต้องทำก่อน ไม่ใช่ ? ทำไม่ได้ครับ ? หรือ ? ผมมีปัญหาครับ ? ถามใครดูก็ได้ สำหรับผม "คับ"เสมอไม่มีหลวม

- ผมชอบเป็นพวกฝักใฝ่ทุกฝ่าย ในทุกสังคม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความแน่นแฟ้น ในการทำงาน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการบรรลุภารกิจของหน่วย งานมันจะได้จบ ๆ ไป ดังนั้นผมคบทุกคนเสมอกัน แต่รักใครชอบใครเก็บไว้ในใจ ดังคำที่ว่ามีเพื่อน 100 คน ไม่เท่ามีศัตรูคนเดียว

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
โอ...ไม่ต้องโฆษณาขนาดน้าน...น...น แค่นี้ก็รักแล้ว มีใครเคยพูดว่าคนเราเหมือนกันเพื่อชอบกัน แต่ต่างกันเพื่อรักกัน ดังนั้นดิฉันจะต่างกับคุณเวฟ โอเวอร์มั่ง

นวลบงกช ไม่หวังเป็นที่ 1 แต่ต้องไม่ตกอยู่ที่ค่าเฉลี่ย ชอบติดชาร์ท ประมาณ TOP 20 หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่รู้สึกเป็นทุกข์หากมีคนหมั่นไส้ หรือเกลียด อ่านวิธีการเขียนของดิฉันแล้วก็น่าจะรู้ ขออย่างเดียวฉันมีศัตรูกี่คนก็ได้ บ่ย่านเด้อ....แต่ศัตรูต้อง respect ไม่ว่าศัตรูภายใน ภายนอกก็ตามแต่ .........เธอคว่ำฉันลง เธอเอาไป แลกกัน ประหนึ่งอะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัวแม่ทัพไทย ไม่ต้องบอกว่าใครนะ แพ้ชนะ เป็นเรื่องการต่อสู้ แต่เขาจะ respect เราหรือไม่ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่า อยู่ที่พิสูจน์ตัวเองได้มั้ย ไอ้เพื่อน 100 คนของคุณ มันไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์กันแล้ว ก็เพื่อนน่ะ


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:43
 ความคิดเห็นที่  48

ให้ลูกน้องทำงานได้เฉลี่ย 70 % ทุกคน ดีกว่าไม่กี่คนทำ 100% ที่เหลือทำ 50%

- ทหารเป็นเหมือนบริษัทที่ใหญ่มาก สามารถปฏิบัติบางภารกิจ ที่หน่วยงานอื่นไม่สามารถ ทำได้ จุดสำคัญคือ ต้องทำงานเป็นหน่วย (หน่วยแปลว่า หนึ่ง) หมายถึงต้องมีคนสั่งการคนเดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาก็ต้องซื่อสัตย์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และรวมกับความมีวินัยที่เหนือกว่า จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การประสานงานที่ดี
- ? ใครที่ไหนกันเล่า ก็พวกเจ้านี่แหละที่จะต้องเป็นผู้นำเหล่ทหารเข้าทำการสู้รบ ? (ร.5 ตรัสแก่นักเรียนนายร้อย) , ดังนั้นเวลาใดที่ผมจะอาสาทำงานที่คนอื่นเกี่ยงกัน ก็คิดเสียว่าให้นำเอาคติที่ ร.5 ทรงตรัสไว้นำมาใช้ สบายใจดี

รักตรงนี้แหละ.......NO ?ซุนวู? PLEASE....แมนแบบไทยๆ compromise มากๆ และไม่เสียจุดยืน


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:44
 ความคิดเห็นที่  49

การสอนผู้ใต้บังคับบัญชา หรือคนที่เรารัก ควรใช้คำพูดคำสอนที่ผู้ฟังจะระลึก และภูมิใจที่จะได้แก้ไข หรือปฏิบัติตาม ไม่ใช่สอนแบบสั่งให้ทำเหมือนลาโง่ตัวหนึ่ง และเมื่อเขาประพฤติดี ทำงานได้ดี ก็จะมีผลตอบกลับสู่งานของผู้บังคับบัญชาด้วย

- ยกเว้นเวลาคับขัน หรืออยู่ในสนามรบ ต้องทำตรงกันข้ามคือ ทำให้เขากล้าที่จะวิ่งฝ่าห่ากระสุนเหมือนลาโง่ ตามที่ได้รับการฝึกมา แม้บางครั้งผมอาจต้องเป็นลาโง่ตัวแรก
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหรอคะ....แต่ที่กองทัพอากาศเค้าสอนผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งไม้นวม และไม้แข็ง สอนกันด้วยชีวิต เราลูบหน้าลูบหลังให้กำลังใจ และพร้อมจะตบกะบาลให้เขาระลึกว่า คุณกำลัง handle ของแพง ที่มีค่ามหาศาล มีอานุภาพเหลือคณานัป คุณจะไปปฏิบัติงานในข้อกำหนดที่เป็นพิกัด เป็นเวลาตายตัว พวกคุณทั้งหลายต้องไม่เป็นลาโง่ไม่ว่าจะกรณีไหนทั้งสิ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางอากาศ โง่ไม่ได้เลย....ทั้งบนพื้น และในท้องฟ้า

ลักษณะการใช้กำลังทางอากาศไม่เหมือนทางภาคพื้นดิน เราเตรียมการมากมายมหาศาล เพื่อส่งคนจำนวนน้อยไปปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน แม้เวลาคับขัน

กองทัพอื่นอาจจะมีลาโง่ อย่างที่คุณเวฟ โอเวอร์ยกตัวอย่าง แต่กองทัพอากาศไทยไม่มีวันส่งลาโง่ เหาะไปข้างบนฟ้าพร้อมกับเครื่องบินแพงๆ จำนวนจำกัด เพราะตัวแทนของเราที่อยู่บนฟ้า กำลังรับผิดชอบภารกิจ เครื่องบิน และชีวิตตัวเองอยู่ ( โปรดสังเกตตามลำดับความสำคัญ ) มัน classic กว่ากันเยอะเลย....ย....ยพ่อคุณเอ๋ย I LOVE RTAF

ถ้าผู้บังคับบัญชาเป็นลักษณะแบบคุณ ดิฉันขอเดินลุยไฟตาย ?ทำอย่างไร ผลงานอย่างไร ขอดูเจตนาในการกระทำเป็นหลัก? โอ๊ย....อยากจะหัวเราะเป็นภาษา ?ฮีบรู? อย่าเป็นทหารเลย ไปเป็น GOD ของพวกคริสเตียนเถอะ พระเจ้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ หากท่านมีศรัทธา มิน่า นวลบงกชถึงไม่เกลียดยิว....อยากเจอนักคนฉลาด คนโกง....นวลบงกชกลัว ?คนโง่? ค่ะ ท่านทั้งหลาย เพราะไอ้เรื่องโง่มันจะฉลาดนัก อะ...มาฟังนิทาน

ฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง หวั่นถึงภยันต์อันตรายจากการปองร้ายของคนรอบตัว จึงสรรหาขันทีที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดีที่สุดในพระราชวัง มาเฝ้าหน้าที่บรรทมทุกค่ำคืน แม้ราชองครักษ์ก็ไม่ไว้ใจเท่าขันทีน้อยผู้นี้

ขันทีซื่อ เฝ้าปรนนิบัติพัดวี โดยไม่ห่างพระวรกายทั้งยามหลับและยามตื่น ฮ่องเต้ทรงเล็งเห็นความมานะ อดทน ไม่หลับไม่นอนของขันที เป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก จึงมอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ขันทีน้อยรักษาไว้ พร้อมกำชับว่า หากขันนีซื่อ เห็นถึงอันตรายที่จะมากร้ำกรายพระองค์ ก็ขอให้ใช้ดาบอาญาสิทธิ์นี้ปกป้องท่าน ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใคร

วันดีคืนดีขณะที่ฮ่องเต้เอนพระวรกายบรรทมเล่น แมงภู่เจ้ากรรมก็บินมาเกาะที่พระนลาฏ ขันทีไม่รอช้า เกรงว่าแมงภู่จะเป็นภัยต่อพระองค์ คว้าดาบอาญาสิทธิ์เฉาะไปกลางแสกหน้า ฮ่องเต้ก็เลยมาจุติใหม่เป็น เวฟ โอเวอร์

ตะแดน...ตะแดน...ตะแดน..ตะแดน...ต๊ะแด่น...แตน...แต๊น จบข่าวแต่เพียงเท่านี้


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:46
 ความคิดเห็นที่  50

- บางคนพูดว่าภายใน 10 ปีนี้ คงไม่มีสงครามแล้ว แต่มีนักการฑูตผู้หนึ่งกล่าวไว้ว่า ? การเจรจาจะได้ผล ต้องมีกำลังทหารยืนอยู่หลังนักการฑูต และกำลังทหารยิ่งเข้มแข็ง ยิ่งเพิ่มน้ำหนักในการเจรจา ? เห็นด้วยปะ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เห็นด้วยสุดขีด...สุดชีวิต...สุดกู่ ดิฉันพูดไปแล้ว ของชิ้นเดียวในโลก คนก็แย่งกันเป็นเจ้าของ , ของที่ไม่มีเจ้าของ ถ้าเธอไม่เอา ฉันก็จะเอา ....เจรจากันง่ายๆ เหรอคะ คนฉลาดน่ะ เค้าแอบพกปืนไปเจรจาด้วย ประหนึ่งการทูต ต้องมี กำลังทหาร back up ไม่งั้นเจรจาทีไร โดนเขาเอาเปรียบหมด แล้วถ้า back up ไม่ดี มันก็เหมือนกองกำลังลิเก มีไว้เท่ห์ๆ ใครจะเกรง



ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:47
 ความคิดเห็นที่  51

มองผู้บังคับบัญชาเหมือนพี่ ญาติผู้ใหญ่ เช่น มีน้ำใจช่วยท่านถือของ เป็นต้น ไม่น่าเกลียดหรอกถ้าทำด้วยใจบริสุทธิ์ และประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย ใคร ๆ ก็เป็นลุง ป้า น้า อา พ่อ แม่ พี่ น้อง ทั้งนั้น
- \"จงประจบผู้บังคับบัญชาด้วยการทำงาน\" ให้ลองนึกดูดีๆ คำว่าประจบไม่น่าเกียจหรอก (ไม่เหมือนคำว่าประแจง) ให้เพื่อนลองเปิดพจนานุกรมดู / กรณีนี้ผมเคยเถียง(ถกแถลง)กับพ.ต.วินัยมาแล้วอย่างเข้มข้น (และจนถึงบัดนี้ยังเคลียร์ไม่จบ) เพื่อนนัยอาจจะถูกก็ได้ แต่สำหรับผมขอยืนยันในการกระทำตลอดไป......

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อย่างที่บอก เหรียญมีสองด้าน แต่อย่าลืมด้านข้างด้วยค่ะ

ทหารชาติที่เจริญแล้วจะรับคำสั่งว่า ?YES SIR? แปลว่า ?ครับท่าน? หรือ ?ครับผม? แต่มีบางประเทศที่เน้นจารีตประเพณีของพลเรือน ?ครับพี่? และบางทีมีแถม ?ครับ..คุณพี่? (แยกตาม เพศ ของผู้ออกคำสั่ง ) 5555

เวลาปกติ ฟังดูก็อบอุ่นดี แต่มันแฝงอำนาจมืดยังไงพิกล เกรงว่าอีกหน่อยอาจมี ?ครับ..คุณหนู? คุณเวฟ โอเวอร์ น่าจะตามดิฉันทัน ไม่เป็นไร แซวเล่น...ขอให้เราปฏิบัติอย่างเจตนาบริสุทธิ์ เป็นน้ำใจที่เด็กจะทำให้ผู้ใหญ่ แต่ต้องแยกแยะว่างานหลวง งานราษฎร์

จงประจบท่านด้วยการทำงานที่เต็มที่ ทุ่มกายถวายชีวิตเพื่อภารกิจ และบริการท่าน ผ่อนแรงท่านเพื่อให้ผู้บังคับบัญชามีเวลาตริตรองในเรื่องงานที่สำคัญ เท่านี้ เราก็ได้ความภูมิใจแบบไทยแท้ และไม่เสียการใหญ่

เอ้า...พวกเรา ปรบมือต้อนรับคุณเวฟ โอเวอร์ ท่านแน่จริงๆ...กล้าพูด กล้าทำ ตายจริงดิฉันสร้างศัตรูไว้รอบด้านเลยค่ะ อิอิ

ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:49
 ความคิดเห็นที่  52

มารอบใหม่ หาว่าดิฉันพูดจาเหมือนเสธ.แดง 555 เข้าใจเขี่ยบอลนะคะ น่าเปลี่ยนชื่อเป็น "คุณบ่าง"
สมการคุณทำให้ดิฉันเถียงกันซะเหนื่อยเชียว กลับกรุงเทพคราวนี้พลอยลืมจ่ายค่าโทรศัพท์ที่บ้านไปสามเดือน โดนตัดไปเมื่อสองวันที่แล้ว ไปงานศพคุณแม่เพื่อน รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว นึกแล้ว...ว่าต้องโดนแซว

อันที่จริงการอยู่กันแบบคนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือที่ทำงาน มันมักจะมีคนอยู่ 3 ประเภท
1 รู้จักตัวเอง .....แบบเสธ.เวฟ โอเวอร์ เป็นต้น
2 หลงตัวเอง ....แบบใครดีล่ะ แบบนวลบงกชก็ได้
3 ดูถูกตัวเอง

แบบที่หนึ่ง....พวกนี้ไม่ต้องไปทำอะไรกับเค้า เพราะเค้าเก๋าเกมส์ รู้กินรู้อยู่ ไม่ค่อยก่อปัญหา

แบบที่สอง....พวกนี้ทำอะไร ก็นึกว่าตัวเองเจ๋ง ใหญ่คับฟ้า ขอเรียกว่า "กบในกะลา" โลกทรรศน์จะมีอยู่แค่สังคมของเขา ไม่เคยคิดจะดูโลกภายนอก ว่าเค้าไปกันถึงไหนแล้ว พวกนี้ต้องใช้วิธีเตือนสติ แบบที่คุณข้างสังเวียนแนะนำ คือ "จงมองกายภาพของบ้านจากภายนอกบ้าน แล้วจะเห็นว่าบ้านเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองจากภายในออกไป จะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย เพราะว่าจะมีความคิดเข้าข้างตนเอง "

พวกนี้น่าส่งไปเป็น "ผู้ช่วยทูต" ส่งไปอเมริกาเลยยิ่งดี เวลามี party อาจจะมีทูตทหารประเทศอื่นมาแลกเปลี่ยนทรรศนะ "โอ....ที่ประเทศไทยของท่านคงมีกองกำลังทางทหารที่ยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมากๆ" ......."แหมชมกันเกินไปครับ แต่ผมว่าก็ไม่เบาอย่างที่ท่านว่า แค่พอตัวครับ"......."อย่ามาหลอกกันเลย ผมเห็นนายพลของประเทศท่านมีเป็นร้อยเป็นพัน อย่างนี้เรียกพอตัวไม่ได้แล้วครับ"
เออ....เมื่อได้ฟังเช่นนี้ เค้าอาจจะหันกลับมามองที่บ้านของเขาจากอีกซีกโลกนึงว่า เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นการเปิดโลกทรรศน์...ไปในตัว ฮี่...ฮี่

แบบที่สาม ประเภทดูถูกตัวเอง ไอ้นู่นของฉันก็ไม่ดี ไอ้นี่ของฉันก็สู้คนอื่นไม่ได้ เหมือนที่คุณ MOS-Q มาช่วยเตือนสติ ในการบริหารกำลังพลและอาวุธ ว่าเรากำลังไปเน้นที่อาวุธโดยลืมเรื่องของกำลังพล
- ไพร่พลชำนาญ+อาวุธเสื่อม หรือ
- ไพร่พลเสื่อม+อาวุธยอดเยี่ยม หรือ
- ไพร่พลชำนาญ+อาวุธยอดเยี่ยม

ขอเพิ่มเติมนิดนึง คุณ MOS-Q อาจจะมีวิสัยทัศน์แบบทหาร ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ ขออนุญาตให้ทัศนวิสัยแบบเอกชนที่เรียกว่า just on time Theory หรือไม่ก็ striking the balance หยั่งใจให้ดีว่าเราต้องการอะไรที่เร่งด่วน ให้รีบทำซะ แล้วรักษาสมดุลย์ให้สมเหตุสมผล นวลว่า กองทัพอากาศไทยน่าจะเอาแค่

ไพร่พลชำนาญ + อาวุธพอประมาณ ( ไม่ต้องถึงขนาดยอดเยี่ยม )

เพราะถ้าไพร่พลชำนาญ อาวุธมันเสื่อมยาก มีการดัดแปลง ซ่อมแซมตามอัตภาพ ไม่ถึงกะทุเรศทุรัง..รบไม่ได้เลย เอาแค่นี้ แต่ถ้าปล่อยให้ไพร่พลเสื่อม ต่อให้อาวุธดีเด่แค่ไหน เชื่อว่าเดี๋ยวต้องมีเหตุ

นวลสังเกตว่า การที่เราบ่นๆกันไป บางครั้งเหมือนเราดูถูกตนเอง นวลจึงใช้วิธีตรงกันข้าม คือมาบอกว่า "สนามหญ้าข้างบ้านของเพื่อนบ้าน มันอาจจะไม่เขียวขจีอย่างที่เราเห็น" เอาแค่เรานั่งริมหน้าต่างบ้านเรา เฝ้าดูทุกฝีก้าว แล้วสังเกตให้ดี ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ว่า ที่เค้ามีสนามหญ้าที่เขียว เขาทำอะไร เราทำได้มั้ย

คนไม่มั่นใจในบ้านของตัวเอง จะให้เดินออกไปอย่างคุณข้างสังเวียนแนะนำ อาจไม่ work เพราะแค่เห็นขนาดบ้านที่ต่างกัน เห็นวัสดุมุงหลังคา พวกเราก็ถอดใจแล้ว เผลอๆอาจคิดกู้หนี้ยืมสินธนาคารมาถล่มบ้านตัวเอง เพื่อจะทำให้เหมือนเขาเด๊ะ

อย่าดูถูกตัวเอง....เมื่อเราท้อ เราถอดใจ คนอื่นเค้าไม่สงสารหรอก มีแต่จะมาช่วยดูถูกซ้ำ จงภูมิใจที่ขับรถญี่ปุ่นมือสอง ที่เวลาเสียก็เอาเข้าซ่อมตามอู่สังกะสีได้ เอาเงินที่เหลือเก็บเล็กผสมน้อย รอเวลาเปลี่ยนรถคันใหม่ ดีกว่าขับรถยุโรป brand new แต่เสียวไฟแน้นซ์มายึด นะคะ


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:53
 ความคิดเห็นที่  53

ก่อนจากขอฝากกลอนให้เสธเวฟ

น้องคือแก้ว แห่งดวงดาว พราวเด่นฟ้า
พี่ไร้ค่า ดุจปทุม ในกลุ่มใหญ่
แหงนมองเจ้า ทุกทุกวัน ให้หวั่นใจ
จะมีไหม ใครเอื้อมถึง ดึงลงดิน

สาดแสงส่อง ประโลมชน ให้ยลเจ้า
มายั่วเย้า ให้แหงนมอง จ้องถวิล
ทุกค่ำคืน คอยดาวเด่น เป็นอาจินต์
สิบเครื่องบิน สอยไม่ลง หลงจับเงา

พี่เป็นบัว ลอยกลางน้ำ ต่ำกว่าฟ้า
ปทุมมา สีซีดจาง กลางแดดเผา
จะมีใคร เหลียวมอง หมายปองเรา
มีแต่เต่า ที่รอตอด ลอดก้านใบ

ตอด...ทุกวัน ฉันก็ท้อ...พ่อคุณเอ๋ย
กระไรเลย บัวทั้งต้น จะทนไหว
ภุมรินทร์ แมลงปอ รอชอนไช
น่าเสียวไส้ ไม่เหมือนน้อง..ยังผ่องพรรณ

ดาวเจ้าเอ๋ย เคยเหงา บ้างไหมหนา?
เจ้าสูงค่า เกินมนุษย์ จะจุดฝัน
ให้ความสุข เพียงได้มอง จ้องทุกวัน
เคยอยากหัน มาเป็น"บัว" บ้างไหมดาว???

อยู่ข้างล่าง ลมโกรก โยกสะบัด
มีน้ำซัด เย็นสะเทิ้น เหมือนเหิรหาว
อยากเป็นบัว ที่ผุดผ่อง ต้องแพรวพราว
หลบพวกเต่า พวกแมลง ที่แย่งกัน

มิใคร่เป็น ของสูง รุ่งเหนือฟ้า
สุขแค่ตา แต่ท้อใจ ไกลเกินฝัน
ขอเป็นของ ที่ต่ำต้อย เพียงคอยวัน
เด็ดดอกฉัน ไปบูชา.....หน้าหิ้งทอง.....

ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.143.4   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 18:56
 ความคิดเห็นที่  54

คุณนวลบงกชครับ คุณทำให้พวกผมหลายคนอายใจเหลือเกินที่รู้เรื่องงานของตัวเองน้อยจริงๆ ยินดีรับทราบข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอีกครับ เปิดกระทู้ใหม่ก็ดีครับ กระทู้นี่มันยาวไปแล้ว หมั่นไส้เจ้าของกระทู้ด้วย!!

ผู้ส่ง  สังคม    email     url     ip  203.144.135.18   ตอบเมื่อ 24 ก.ย.47 เวลา 22:44
 ความคิดเห็นที่  55

กระทู้นี้ดีมากครับ มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย จากหลายๆคน และมีคั่นด้วยสิ่งบันเทิง มีความลงตัวดีมาก ผมขอยืมเนื้อหานี้ไปใช้ประโยชน์หน่อยนะครับ

ผู้ส่ง  i    email     url     ip  61.90.62.247   ตอบเมื่อ 25 ก.ย.47 เวลา 12:24
 ความคิดเห็นที่  56

น้องนวลขา...เบาๆหน่อย(เลือดพี่ออก ซิบๆเลย)
เพิ่งกลับจาก ตปท. เข้าบ้าน-นุ่งผ้าเช็ดตัว กะว่าจะอาบน้ำ เลยเข้า เช็คเมล์หน่อย แล้วแวะมาอ่านบอร์ด ระหว่างรอโหลด ....อ่านน้องนวลแล้วนั้งยิ้มไปด้วย
ผ้าที่นุ่งอยู่ ไม่หลุด ก็เหมือนหลุด
น้องเล่นเปลือยพี่ แบบ บรรทัด เว้นบรรทัดเลย!!!!
เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเคลียร์นะ วันนี้ เหนื่อยละ555
อ้อ ...ชอบกลอนนะ เพราะพี่ ทำ AIR DEFENCE ของทบ. สักวันจะยิง "แก้ว แห่งดวงดาว"ให้ร่วงลงมา ให้คอย หลบพวกเต่า พวกแมลง ที่แย่งกัน .......เอย

ผู้ส่ง  ส.ว    email     url     ip  203.118.102.243   ตอบเมื่อ 26 ก.ย.47 เวลา 20:54
 ความคิดเห็นที่  57

......มาตอนตลาดวายรึเปล่า .............ดิฉันก็พยายามจะบอกว่าอยู่กับเมียเก่าน่ะดีแล้ว...มีอะไรก็ค่อยๆพูดกัน จะไปเปลี่ยนเค้าชั่วข้ามคืนมันไม่ได้ เคยรักเขายังไง ก็ขอให้นึกถึงตอนจีบกันใหม่ๆ.................. ในใจก็แอบคิดเหมือนคุณ..นั่นแหละ

- คุณนวลนี่ปากคอร้ายกาจมาก เปรียบไปถึงนู้น คิดได้ไงคับ เก็บกดอะไร อะป่าว มีใครจะเปลี่ยนสถานภาพบางอย่างของคุณหรอ 55555 แต่ไม่serious คับ น่ารักดี (แล้วผมก็ไม่ได้ชื่อ เวฟ โอเวอร์นะคับ คุณ นวล เนคกาทีฟ!!!)

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.233   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 11:10
 ความคิดเห็นที่  58

............ดังนั้น ไม่บอกก็คงจะรู้ ว่าดิฉันก็สวย ไม่แพ้ความหล่อของคุณเวฟนั่นแหละ อย่ามาคุยเล้ย เราน่ะเหมาะกันที่สุด เหมือน ?รัก ยม? ยังไงยังงั้น ........
- น่าเสียดายคับ ผมประเภท "หมี คอมมาโด" ทั้งกายและใจ มอบให้ครอบครัว

....คำว่างาน เกิดขึ้นได้ 2 วิธี.......ไม่จริงง่ะ อยู่ที่ว่างานนั้นคืออะไร??????
- ถูกต้อง แต่ผมหมายถึงตัวผม เพราะผมเป็นคนชอบ"คิด" แล้วการที่คิดตามโจทย์ กะกำหนดโจทย์ด้วยคิดด้วย อย่างไหนจะบรรลุภารกิจ"ง่าย"กว่ากันคับที่รัก ได้คำตอบก็ดี ไม่ได้ก็ทำให้ใกล้เคียง ไม่เห็นเป็นไรเลย ชนธงเต็มๆด้วย "ไว้เป็นคนกำหนดโจทย์ได้เองแล้วจะเปลี่ยน concept ใหม่ก็ได้นี่ ไม่ใช่เรื่องยาก...


ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.233   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 11:28
 ความคิดเห็นที่  59

นวลบงกช ไม่หวังเป็นที่ 1 แต่ต้องไม่ตกอยู่ที่ค่าเฉลี่ย ชอบติดชาร์ท ........ขออย่างเดียวฉันมีศัตรูกี่คนก็ได้ บ่ย่านเด้อ....แต่ศัตรูต้อง respect ไม่ว่าศัตรูภายใน ภายนอกก็ตามแต่ .........เธอคว่ำฉันลง เธอเอาไป แลกกัน ........ไอ้เพื่อน 100 คนของคุณ มันไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์กันแล้ว ก็เพื่อนน่ะ

- อันนี้ก็นานาจิตตังคับ แล้วก็ขอนับถือแม่นางด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง / แต่ที่ว่า "เธอคว่ำฉันลง เธอเอาไป " อืม เอาอะไรหรอคับ???? แล้วอีกอย่าง ชีวิตคุณมีความสุขดีหรอคับ ทุกวันนี้
"บ่ย่านเด้อ" ทำไมไม่พิจารณาที่ต้นเหตุละ มีทิฏฐิ มากไปอะป่าว

- ทิฏฐิแปลว่า ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน, ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ ถือความคิดเห็นเป็นความจริง....ปล่อยวางบ้างนะที่รัก....

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.233   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 11:47
 ความคิดเห็นที่  60

........รักตรงนี้แหละ.......NO ?ซุนวู? PLEASE....แมนแบบไทยๆ compromise มากๆ และไม่เสียจุดยืน
- ขอบคุณคับ

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.233   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 11:49
 ความคิดเห็นที่  61

.........เหรอคะ....แต่ที่กองทัพอากาศเค้าสอนผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งไม้นวม และไม้แข็ง สอนกันด้วยชีวิต .......ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางอากาศ โง่ไม่ได้เลย....ทั้งบนพื้น และในท้องฟ้า ...ลักษณะการใช้กำลังทางอากาศไม่เหมือนทางภาคพื้นดิน

- ก็ถูกอีกแหละ เก่งจังเลย น่าภูมิใจแทนชาวทัพฟ้าจัง..เอะแต่ว่า ทหารอากาศมีเป็น นรม./ผบ.สส./รมต./หรือแม้แต่ องคมนตรี กี่ท่านคับ?ผมว่า ทบ.มากกว่านะ(มัน classic กว่ากันเยอะเลย....ย....อิอิ)

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.233   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 12:14
 ความคิดเห็นที่  62

...ทำอย่างไร ผลงานอย่างไร ขอดูเจตนาในการกระทำเป็นหลัก? โอ๊ย....อยากจะหัวเราะเป็นภาษา ?ฮีบรู? อย่าเป็นทหารเลย ไปเป็น GOD ของพวกคริสเตียนเถอะ ......

- พวกผมถูกปลูกฝังมาแบบนี้จิงๆ รู้ว่าคำสั่งให้เดินไปตาย-ก็จะไป นั้นเป็นผลให้ชาติไทยอยู่รอดมา ตราบทุกวันนี้..
...ฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง .......ฮ่องเต้ก็เลยมาจุติใหม่เป็น เวฟ โอเวอร์

- non sense คับ ถ้าเปลี่ยนเป็น...ให้คุณนวลเฝ้าปรนนิบัติพัดวี โดยไม่ห่างพระวรกายทั้งยามหลับและยามตื่น ฮ่องเต้ก็จะไม่ตาย เพราะจะขยับร่างกายไปเป็นจังหวะ อยู่ตลอดเวลา55555 แมงภู่เจ้ากรรมก็จะไม่บินมาเกาะที่พระนลาฏ ไม่ต้องจุติใหม่มาเป็น พันโทหนุ่มรูปงามแห่งกองทัพสยาม จิงปะ(5555อีกที)

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.141   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 12:26
 ความคิดเห็นที่  63

......อย่างที่บอก เหรียญมีสองด้าน แต่อย่าลืมด้านข้างด้วยค่ะ

- คุณนั้นแหละอย่าลืม รู้จักคำว่าไตรลักษณ์ ปะ (ลักษณะ 3 ประการ แห่งสังขารธรรมทั้งหลาย) the Three Characteristics
1. อนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง) impermanence; transiency
2. ทุกขตา (ความเป็นทุกข์) state of suffering
3. อนัตตตา (ความเป็นของไม่ใช่ตน) soullessness; not-self

- แถมให้อีกก็ได้ อิทธิบาท 4 (basis for success)
1. ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป) will; aspiration
2. วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็งอดทน เอาธุระไม่ท้อถอย) energy; effort; exertion
3. จิตตะ (ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป) thoughtfulness
4. วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น) investigation; examination; reasoning; testing

- ตบท้ายด้วย อคติ 4 สาธุ.....
1. ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ) prejudice caused by love or desire
2. โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง) prejudice caused by hatred
3. โมหาคติ (ลำเอียงเพราะหลง, พลาดผิดเพราะเขลา) prejudice caused by delusion or stupidity
4. ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว) prejudice caused by fear-อันนี้ คล้ายๆภรรยาคติมั้ง?

ขอผลบุญกุศลที่ได้แนะนำ พุทธภาสิตแก่เพื่อนร่วมโลก ได้โปรดดลบัลดาลให้ข้าพเจ้าเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ด้วยเทอญ...สาธุ

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.141   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 12:37
 ความคิดเห็นที่  64

- ส่วนที่เหลือ เห็นด้วยทั้งหมดอย่างยิ่งคับ
- ยอมคุณนวลจิงๆผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ เก่ง-กล้า-สามารถมาก เหมาะที่จะเป็นแม่พันธ์ (ในการขยายผล-อย่าคิดมาก)ปลูกฝังความคิดความอ่าน ที่มีประโยชน์ เน้น!!!เฉพาะที่มีประโยชนเท่านั้นนะ)

- ก็กะว่าจะแต่งกลอนให้บ้างเหมือนกัน แต่ไม่ไหว ไม่มีหัวทางนี้เลย / เอาเป็นว่าวันหลังให้ผมร้องคาราโอเกะให้ฟังดีก่า.......(ภาษา ทบ.เค้าเรียกว่า...หยอด......5555)

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.149.141   ตอบเมื่อ 27 ก.ย.47 เวลา 12:51
 ความคิดเห็นที่  65

น้องนวลขา...เบาๆหน่อย(เลือดพี่ออก ซิบๆเลย)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนไทยนี่แหละนะ เอะอะ...ก็นับญาติกันไม่เข้าเรื่อง เริ่มตั้งแต่น้องอร นางสาวไทย จนไปถึงน้องแน็ต xxx มาน้องนง..น้องนวล พ่อชั้นมีแต่ลูกสาวย่ะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
............ดังนั้น ไม่บอกก็คงจะรู้ ว่าดิฉันก็สวย ไม่แพ้ความหล่อของคุณเวฟนั่นแหละ อย่ามาคุยเล้ย เราน่ะเหมาะกันที่สุด เหมือน ?รัก ยม? ยังไงยังงั้น ........
- น่าเสียดายคับ ผมประเภท "หมี คอมมาโด" ทั้งกายและใจ มอบให้ครอบครัว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอโทษนะคะคุณส.ว. ในฐานะที่ดิฉันจบปริญญาตรีด้านไสยศาสตร์บัณฑิต ไม่เคยได้ยินว่า รัก-ยม มีความสัมพันธ์ทางเพศกันนะคะ อย่าหลงตัวเองให้มากไป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

- อันนี้ก็นานาจิตตังคับ แล้วก็ขอนับถือแม่นางด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง / แต่ที่ว่า "เธอคว่ำฉันลง เธอเอาไป " อืม เอาอะไรหรอคับ???? แล้วอีกอย่าง ชีวิตคุณมีความสุขดีหรอคับ ทุกวันนี้
"บ่ย่านเด้อ" ทำไมไม่พิจารณาที่ต้นเหตุละ มีทิฏฐิ มากไปอะป่าว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อธิบายเป็นภาษานักบินก็แล้วกัน

การนำเครื่องบินออกไปทำภารกิจ จะให้ได้ผลดีมันต้องเป็นไปในเชิงรุก หรือจะเป็นการป้องปราม สกัดกั้นก็แล้วแต่ มันต่างจากหลักของทหารราบ ที่การตั้งรับมักจะเป็นการได้เปรียบหากเทียบจำนวนกำลังพลที่เท่ากัน พูดง่ายๆ มาบุกเขา 1 กองร้อย เดินมาก็เหนื่อยแล้ว เทียบกับคน 1 กองร้อยที่ตั้งรับอยู่ มีที่มั่น มีปราการปกป้องอย่างดี

ทีนี้การปฏิบัติภารกิจทางอากาศ เราเล่นกันเป็น sortie หมาหมู่....อุ๊ยขอโทษ...หมู่มากเป็นกองพัน กองพลไม่ได้เลย เวลาดวลก็เดี่ยวๆไม่งั้นมันจะซัดกันเอง ดังนั้นคนเป็นนักบินรบ มันต้องห้าวหาญนิดนึง ต้องเล่นเขาก่อนจึงจะได้เปรียบ ถามว่าเค้ากลัวตายมั้ย ใครบ้างจะไม่กลัว ถามว่าแล้วไปทำไม? ไม่กลัวเหรอ ข้างล่างยิงมา ข้างบนยิงสู้ ? ทุกคนที่ดิฉันไปคุยด้วย ท่านบอกว่า "ก็แลกกัน...มันสอยเราได้...เราก็ตาย..ถ้าเราไม่ตาย..มันก็อาจตาย"

จะไปโกรธไปแค้นเค้าได้มั้ย? ที่เค้ามายิงโดนเรา? นี่เป็นวิธีคิดแบบสุภาพบุรุษ ที่สตรีอย่างดิฉันนับถือ และอยากจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ดิฉันไม่ได้พูดถึง"ทิฐิ" แต่กำลังพูดถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

บางครั้งเราเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีศัตรู บางทีหน้าตาดีเกินหน้าก็หมั่นไส้ เด่นเกินไปก็ก่นด่า ฉลาดกว่าก็โดนดอง อะไรทำนองนี้ ไอ้ครั้นจะไม่ให้เขาเกลียด เอาน้ำกรดสาดหน้าตัวเอง หรือเลิกกินข้าวหันมากินหญ้า เพื่อให้เขารัก ดิฉันก็ทำไม่เป็น เพราะดิฉันเลียมือเลียเท้าศัตรูไม่ได้ จะเลียให้สำหรับคนที่รักเท่านั้นค่ะ..... ก็เลยไม่รู้สึกเป็นทุกขเวทนาที่จะต้องมีศัตรูบ้าง

ไม่ต้องห่วง..ถ้าดิฉันโดนแย่งของรัก...โดยที่ของรักของดิฉันเต็มใจจะให้คนอื่นสอยไปกิน ดิฉันจะเริงร่าเป็นปลากระดี่ได้น้ำ เพราะดิฉันทำดีที่สุดแล้ว เป็น his lost ....not my lost POSITIVE สุดขีด ไม่ต้องเป็นห่วง ดี!!!!จะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปหากิ๊กใหม่ๆ

หัดอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีบ้างนะที่รัก!!!! ตายไปจะได้ไม่เหมือนศรีธนญชัย ที่นางสนมกำนัลมาปัสสาวะรด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การเรียนรู้ของดิฉัน ใช้ สุ จิ ปุ ลิ (สุตตะ จิตตะ ปุจฉา และ ลิขิต) แปลเป็นฝรั่งว่า

listen carefully (โสต เลือกฟัง เลือกเชื่อ)
concentrate ( เอาใจจดจ่อ )
ask question ( ถามแบบไม่กลัวเสียฟอร์ม )
memorize ( จำใส่กบาลไว้ )

มีความรู้เพื่อมาถ่ายทอดต่อ เผื่อเป็นเจ้าคนนายคน เมื่อถึงวันนั้นก็จะใช้ พรหมวิหาร 4

เมตตา เวลาเขาตกยากมาก็เห็นอกเห็นใจ รับฟังความทุกข์
กรุณา อาจไม่เก็บค่าเช่าบ้านเค้า ให้อยู่ไปจนกว่าลืมตาอ้าปากได้
มุทิตา ยินดีเมื่อเขาถูกหวย
อุเบกขา เมื่อถูกหวยแล้วไม่มาเคลียหนี้เก่า ดิฉันก็ต้องตัดใจ ไล่เขาออกไปจากบ้านเช่า

ไม่ต้องการเป็นคนดีแบบ "ในฝัน" แต่เป็นคนธรรมดาที่ realistic
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

- non sense คับ ถ้าเปลี่ยนเป็น...ให้คุณนวลเฝ้าปรนนิบัติพัดวี โดยไม่ห่างพระวรกายทั้งยามหลับและยามตื่น ฮ่องเต้ก็จะไม่ตาย เพราะจะขยับร่างกายไปเป็นจังหวะ อยู่ตลอดเวลา55555 แมงภู่เจ้ากรรมก็จะไม่บินมาเกาะที่พระนลาฏ ไม่ต้องจุติใหม่มาเป็น พันโทหนุ่มรูปงามแห่งกองทัพสยาม จิงปะ(5555อีกที)
......อย่างที่บอก เหรียญมีสองด้าน แต่อย่าลืมด้านข้างด้วยค่ะ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แม้ดิฉันจะทำหน้าที่แทนขันทีน้อย แม้ฮ่องเต้จะขยับพระวรกายเป็นจังหวะเนิบนาบ หรือกระแทกกระทั้น มีท่าทางในการบินแปลกๆ จนแมงภู่มิอาจเกาะพระนลาฎ หากเป็นเช่นกระนั้นพันโทหนุ่มรูปงามก็คงจะต้องครองชาติภพเดิม เป็น"ตัวโลน" คอยแทะเล็มเป็นกาฝาก รอดสายตานวลบงกชซึ่งมิอาจจะแลเห็นด้วยตาเปล่า เกินความสามารถที่จะไปเข่นฆ่า เพราะไม่ได้พก"หวีเสนียด"เป็นอาวุธ..........คุณส.ว.คุณเปลี่ยนประวัติศาสตร์จุดเดียว ปัจจุบันก็ย่อมเปลี่ยนไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ก็ถูกอีกแหละ เก่งจังเลย น่าภูมิใจแทนชาวทัพฟ้าจัง..เอะแต่ว่า ทหารอากาศมีเป็น นรม./ผบ.สส./รมต./หรือแม้แต่ องคมนตรี กี่ท่านคับ?ผมว่า ทบ.มากกว่านะ(มัน classic กว่ากันเยอะเลย....ย....อิอิ)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหรอคะ...แต่ถ้าท่านทั้งหลายที่คุณกล่าวมา ปราศจากกองทัพอากาศค้ำจุน ก็คือเสือกระดาษดีๆนี่เอง
ชาวทัพฟ้าไม่เคยคิดกบฏ ปฏิวัติรัฐประหาร เพียงแค่ขยับเข้าข้างใคร ทำมั้ย....ชนะทุกที ไปดู "เมษาฮาวาย" หรือ study "ร.ส.ช" นิดนึง แล้วจะรู้ว่าความ classic ที่แท้จริงเป็นอย่างไร

END = RTAF ( WAY + MEANS ) อันนี้ ฉ.ก. มากๆ อย่าไปใช้มั่วซั่ว 5555

เอาเข้าจริงๆภารกิจเจ๋งๆที่ตรงบทบาทของเราก็คือ counter air เพื่อจะครองอากาศ ที่เหลือน่ะ ช่วยพรรคพวกคุณพี่ส.ว.ทั้งน้าน..น

interdiction,close air support,airlift,reconnaisance ด้วยไม่อยากเห็นพลพรรคของคุณพี่โดนถล่ม หรือโยกย้ายกำลังพล รวมทั้งหาข่าว แบบฝรั่งตรอกข้าวสาร แบกเป้ ตัวมอมเชียว มาวันนี้แค่นจะคุย
......เหม็นขี้ฟันเปล่าๆน่ะคุณพี่



ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.222.213   ตอบเมื่อ 28 ก.ย.47 เวลา 19:40
 ความคิดเห็นที่  66

หากจะอ่อน ก็จงอ่อน ดังเส้นไหม
เพื่อเอาไว้ ผูกพยัคฆ์ ขึ้นโยงเฆี่ยน
หากจะแข็ง ก็จงแข็ง ดังวิเชียร
เอาไว้เจียร แก้วเพชร เก็จมณี

กลอนบทนี้ อาจารย์สอนมาตั้งแต่ ป. 6 ไม่โหดหรอกค่ะ สำหรับดิฉัน คุณส.ว. คือพยัคฆ์ คือเพชร
( ไม่ใช่สุนัขหรือพลอยหุง) ผลัดกันยิง แฟร์จะตาย สมศักดิ์ศรีมาก แลกกันคนล่ะหมัด สอยชั้นร่วง
เอาไปลย ...


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  210.86.222.213   ตอบเมื่อ 28 ก.ย.47 เวลา 19:43
 ความคิดเห็นที่  67

เพิ่งจะได้มาอ่านการวิวาทะระหว่างคุณนวลบงกช กับบรรดาเสือโหยทั้งหลาย.....ก็น่าจะเป็นการดีที่ได้อ่านแนวความคิดของทุกคน.....ความหลากหลายของแนวความคิดนั้นจะนำไปสู่การแตกฉานทางปัญญา.....คุณนวลบงกชน่าเขียนมาหยิกนิดหยอกหน่อย....สนุกดีนะ

ผู้ส่ง  ประเสริฐ    email     url     ip  203.144.135.18   ตอบเมื่อ 28 ก.ย.47 เวลา 23:29
 ความคิดเห็นที่  68

ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องแน่ แต่ต้องดี

...
ก้าวเดินเท่าที่ยังมีแรง
ตะวันแดงแดงยังไม่ล้า
ยังขึ้นทุกทียามทิวา
แล้วลับหลับตายามราตรี

ไม่พล่าม ไม่ท้อเหนื่อยก็หยุด
ตะวัน มนุษย์ก็อย่างนี้
ไม่ต้อง "เก่ง" ไม่ต้อง "แน่" แต่ต้อง "ดี"
ดีเท่าที่ยังมีลมหายใจ

แบมือดูบ้างตรงกลางมือ
หากถือทุกทีว่าดีไหม
ไม่ยอมปล่อยเลย, เป็นอย่างไร?
จึงหนักต่อไปเพราะไม่วาง

วางตนบนตั่งบัลลังก์ทอง
เมียงมองลงมานัยน์ตาขวาง
เปล่งรัศมีทุกที่ทาง
ว่าดีไร้ด่างจะได้ ฤา

อวดแน่ อวดเก่ง อวดเบ่งบ้า
ไม่นานไม่ช้าเหลือแต่ชื่อ
มีเพียงเรื่องร้ายให้คนลือ
พลันลมกระพือก็ลอยพ้น!

ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องแน่ แต่ต้องดี
หนึ่งชีวี หนึ่งชื่อ คือหนึ่งหน
หากตะวันยิ่งใหญ่ในตัวตน
ขอให้คนยิ่งใหญ่ในตัวเอง

กลอนบทนี้ผมไม่ได้แต่งเองหรอก-แต่ความหมายดีนะครับ..(ว่าแล้วก็เดินยิ้มลงเวที อย่างมีความสุข)

ผู้ส่ง  ส.ว.    email     url     ip  203.121.153.46   ตอบเมื่อ 29 ก.ย.47 เวลา 14:38
 ความคิดเห็นที่  69

ก้าวเท้าเดินเท่าที่ยังมีแรง ต้องก้าวเดิน ไม่มีลด..แม้หมดแรง
ตะวันแดงๆยังไม่ล้า เจ้าตะวันแดงๆยังแกล้งล้า
ยังขึ้นทุกทียามทิวา อาจขึ้นทุกทียามทิวา
แล้วลับหลับตายามราตรี หากจันทราเข้ามาแทนยามราตรี

ไม่พล่ามไม่ท้อ เหนื่อยก็หยุด ไม่พล่าม ไม่ท้อ ระย่อหยุด
ตะวัน มนุษย์ ก็อย่างนี้ เป็นมนุษย์..ใจทหาร ต้องปานนี้
ไม่ต้องเก่ง ต้องแน่ แต่ต้องดี ต้องเก่ง..ต้องแน่..และต้องดี
ดีเท่าที่ยีงมีลมหายใจ มอบชีวี..เท่าที่มี..ลมหายใจ

แบมือดูบ้างตรงกลางมือ แบมือดูแล้วปลง..ตรงกลางมือ
หากถือ..ทุกที..ว่าดีไหม กัดฟัน..กำถือ..กำปั้นใหม่
ไม่ยอมปล่อยเลยเป็นอย่างไร ไม่ยอมปล่อย..จะกำมือ..เพื่อกำชัย
จึงหนักต่อไปเพราะไม่วาง หนัก..กว่า..หนัก อย่างไร จักไม่วาง

วางตนบนตั่งบัลลังก์ทอง วางตนบนปฐพี..ที่ขวานทอง
เมียงมองลงมาในตาขวาง แหงนหน้ามองทอดไป..ให้กวาดกว้าง
เปล่งรัศมีทุกที่ทาง นภานุภาพ..แผ่รัศมี..ทุกที่ทาง
ว่าดี ไร้ด่าง จะได้ฤา จะปล่อยวาง..ภาระไซร้..นั้นได้ฤา

อวดแน่ อวดเก่ง อวดเบ่งบ้า "เก็บตะวัน" อวดเก่ง อวดเบ่งบ้า
ไม่นานไม่ช้าเหลือแต่ชื่อ ไม่นาน ไม่ช้า เหลือแต่ชื่อ
มีเพียงเรื่องร้ายให้คนลือ มีเพียง "ร่มเกล้า"ร้าย..ให้คนลือ
พลันลมกระพือก็ลอยพ้น พลันลมกระพือก็ลอยพ้น (555...)

ไม่ต้องเก่ง ต้องแน่ แต่ต้องดี ต้องเก่ง..ต้องแน่..และต้องดี!!!
หนึ่งชีวี หนึ่งชื่อ คือหนึ่งหน เพราะศักดิ์ศรี ของปฐพี มี 1 หน
หากตะวันยิ่งใหญ่ในตัวตน มิอาจพลาด..อาจแพ้ อริชน
ขอให้คนยิ่งใหญ่ในตัวเอง "ทัพฟ้า" ทน!!! อย่าหลบเร้น เช่น"ตะวัน"


ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.166.160   ตอบเมื่อ 01 ต.ค.47 เวลา 10:49
 ความคิดเห็นที่  70

ถอดรหัสออกมาเป็นคำสั่งยุทธการได้ดังนี้
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ต้องก้าวเดิน ไม่มีลด แม้หมดแรง
เจ้าตะวันแดงๆ..ยังแกล้งล้า
อาจขึ้นทุกทียามทิวา
หากจันทรา เข้ามาแทนยามราตรี

ไม่พล่าม ไม่ท้อ..ระย่อหยุด
เป็นมนุษย์ใจทหาร...ต้องปานนี้
ต้องเก่ง..ต้องแน่!!!..และต้องดี
มอบชีวี...เท่าที่มี..ลมหายใจ

แบมือ..ดูแล้วปลง..ตรงกลางมือ
กัดฟัน..กำถือ...กำปั้นใหม่
ไม่ยอมปล่อย..จะกำมือ..เพื่อกำชัย
หนัก..กว่า..หนัก อย่างไร จักไม่วาง

วางตนบนปฐพี...ที่ขวานทอง
แหงนหน้ามอง ทอดไป ให้กวาดกว้าง
นภานุภาพ แผ่รัศมี ทุกที่ทาง
จะปล่อยวาง..ภาระไซร้ นั้นได้ฤา

"เก็บตะวัน" อวดเก่ง อวดเบ่งบ้า
ไม่นานไม่ช้าเหลือแต่ชื่อ
มีเพียงเรื่อง"ร่มเกล้า"ร้าย..ให้เขาลือ
พลันลมกระพือ ก็ลอยพ้น

ต้องเก่ง ต้องแน่!!! และต้องดี!!!!
เพราะศักดิ์ศรี ของปฐพี มี 1 หน
มิอาจพลาด..อาจแพ้..อริชน
"ทัพฟ้า" ทน!!!!! อย่าหลบเร้น เช่น "ตะวัน"

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
TO SIR WITH LOVE



ผู้ส่ง  นวลบงกช    email     url     ip  202.133.166.160   ตอบเมื่อ 01 ต.ค.47 เวลา 10:51
 ความคิดเห็นที่  71

ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ทำไมเพื่อน สว.ของผม ถึงเงียบหายไป เหมือนกับว่าจะยอมแพ้ คุณ นวล บงกช งามอย่างมีคุณค่า ไปง่ายๆ แบบนั้น มันไม่ใช่ลักษณะนิสัยของนายเลยนี่เพื่อน เสียชื่อรุ่น นตท.26 หมด ? สู้เขาเราเชียร์อยู่


ผู้ส่ง  Arno    email     url     ip  202.133.166.160   ตอบเมื่อ 01 ต.ค.47 เวลา 10:52
 ความคิดเห็นที่  72

ของแท้ หากมีของเทียม(ปลอม) บ่งบอกถึงความคลาสิก (ขายได้ และมีคนอยากก๊อปปี้) ครับน่าจะภูมิใจนะ

ผู้ส่ง  เว็บมาสเตอร์    email     url     ip  0.0.0.0   ตอบเมื่อ 08 ต.ค.47 เวลา 23:11
 ความคิดเห็นที่  73

ผมว่ากระทู้นี้สร้างสรรดีออก จะอย่างไร ใครเป็นใคร ก็แสดงถึงภูมิความรู้และแนวความคิดที่แปลกแยก อาจจะเป็นประโยชน์กับผมที่เกี่ยวข้อง น่าจะหัวข้ออื่น ๆ บ้างนะครับ

ผู้ส่ง  คนผ่านทาง    email     url     ip  202.133.143.194   ตอบเมื่อ 17 ต.ค.47 เวลา 20:38
 ความคิดเห็นที่  74

เปิดมาก็ขี้เกียจอ่านแล้วหละเยอะแยะไปหมดเยย.. อะไรกันหนักหนาเนอะ

ผู้ส่ง  ส.ช.    email     url     ip  202.57.179.226   ตอบเมื่อ 17 ต.ค.47 เวลา 22:44
 ความคิดเห็นที่  75

สมน้ำหน้า...ซ่าส์นัก เข้ามาป่วนชัดๆ

ผู้ส่ง  อาย่าจัง    email     url     ip  61.90.86.27   ตอบเมื่อ 19 ต.ค.47 เวลา 19:41
 ความคิดเห็นที่  76

สวัสดีครับ ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมเป็นเด็กหน้าใหม่สำหรับกระทู้นี้ครับ แล้วก็เป็นเด็กจริงๆ ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ฉะนั้นหากข้อความส่วนหนึ่งส่วนใดมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขอให้ทุกท่านที่เป็นเจ้าของกระทู้ได้กรุณาให้อภัยเนื่องด้วยผมยังอ่อนวัยประสบการณ์ อ่านแล้วช่วยให้โลกทัศน์ของผมกว้างขวางขึ้น มีหลากหลายด้านของแนวความคิดซึ้งล้วนนำไปประยุกต์ใช้ในทั้งสิ้น

ผมชื่นชอบข้อคิดเห็นของคุณนวลบงกชอย่างยิ่ง มีหลายๆ ข้อคิดเห็นที่ผมมองข้ามไป และอีกหลายๆ ความคิดเห็นที่ผมไม่เคยนึกถึงเลย และที่ถูกใจยิ่งอีกอย่างของคุณนวลบงกช คือ ขณะนี้ผมคือสิ่งสมมุติรวมทั้งตัวของท่านที่กำลังอ่านอยู่นี้ก็เช่นกัน "ถูกใจก็อยู่ต่อ..." เยี่ยมครับ

ถ้าสามารถปรับการดำเนินงานของ รร.นายเรืออากาศให้เป็นอย่างที่คุณบงกชแสดงความคิดเห็นไว้ได้น่าจะดีนะครับ แต่ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดนะครับเพราะอาจารย์ที่สอน รร.นายเรืออากาศก็ยังคงมียศ มีตำแหน่ง ธรรมชาติมนุษย์ครับย่อมต้องการความมั่นคงในชีวิตของตน ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเรียกร้องสิทธิทั้งที่พึงได้และไม่พึงได้ต่างๆ นาๆ มากมาย (ผมเคยได้ยินมาบ้างจากเพื่อนที่เป็นทหารครับ)

ถ้าจะให้นายทหารอากาศที่มีความรู้ดีและต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทหรือเอก ให้ ทอ.มอบทุนให้เขาไปเรียนอย่างเต็มที่และเมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วก็ให้เป็นลูกจ้างกลาโหม (ไม่ทราบว่าเรียกถูกไหม) มีหน้าที่ในการหาความรู้ให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอและสอนหนังสือใน รร.นายเรืออากาศอย่างอื่นไม่ต้องทำเลยแล้วปรับเปลี่ยนให้ รร.นายเรืออากาศเป็นอย่างที่คุณนวลบงกชแสดงความคิดเห็นไว้จะดีไหมครับ

ส่วนเรื่องเงินตอบแทนก็ปรับเปลี่ยนเสียใหม่โดยให้คงรับเงินเดือนจาก ทอ.ดังเดิม ส่วนเงินบริหารสถาบันเมื่อปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างที่คุณนวลบงกชให้ข้อคิดเห็นไว้ ก็ให้อาจารย์บริหารรายได้ตรงนี้เองโดย ทอ.ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีไหมครับ

ส่วน นร.นายเรืออากาศ ก่อนเข้ารับการศึกษาน่าจะทำสัญญากับ ทอ.ไว้ให้ชัดเจนว่าภายหลังเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วควรต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น

1.ต้องรับราชการ ทอ.ในตำแหน่ง หน้าที่ ที่ ทอ.มอบหมายเป็นเวลา.......ปี
2.ผู้ที่ได้เป็นนักบินต้องรับราชการ ทอ.ในตำแหน่ง หน้าที่ ที่ ทอ.มอบหมายเป็นเวลา.......ปี
3.สืทธิของที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักบินจะได้รับ คือ......
4.สิทธิของผู้ที่เป็นนักบินที่จะได้รับ คือ ............
5.ถ้าครองยศชั้นต่างๆ เกิน.......5 ปี แล้วไม่สามารถเลื่อนยศสูงขึ้นได้ให้ปลดออก
6.ภายหลังเข้ารับราชการแล้ว ถ้านักบินต้องเรียนหลักสูตรอะไรบ้างถ้าไม่ใช่ต้องเรียนหลักสูตรอะไรบ้าง

อย่างนี้เป็นต้น เพราะเท่าที่ผมได้ทราบมา ทอ.มีปัญหาเรื่องการแบ่งพวกระหว่างทหารอากาศธรรมดา กับนักบินรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างความเห็นของ "กระทู้โดนเด้ง" น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าสิ่งที่ผมได้รับทราบมานั้นมีเคล้าความจริงอยู่บ้างเพราะเมื่ออ่านแล้วผมคิดว่าท่านนี้มีความรู้สึกที่อัดอั้นมากพอควร (ถ้าผมเข้าใจผิดต้องขออภัยครับ)

และใครพอจะเล่าเรื่องสงครามเก้าทัพให้ได้บ้างครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง



ผู้ส่ง  เด็กน้อย    email     url     ip  202.133.143.205   ตอบเมื่อ 03 มี.ค.48 เวลา 20:11
 ความคิดเห็นที่  77


มาซะสายเลยนะครับเด็กน้อย อย่างไรก็ยินดีต้อนรับ และเห็นด้วยกับหลายประเด็นที่กล่าวมา
และขณะนี้ก็กำลังดำเนินการอยู่หลายประการ เอาไว้ให้เจ้นวลท่านมาตอบก่อน แล้วจะเว้าให้ฟังจักเทื่อครับ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.220.3:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 04 มี.ค.48 เวลา 11:06
 ความคิดเห็นที่  78

..... ผ่านมา ๑๘ ปีหลังจากที่ไทยเป็นเอกราช ในปีพศ. ๒๓๒๘ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พม่าคิดจะตีไทย(อีกแล้ว)โดยมีพระเจ้าปดุงซึ่ง เป็นกษัตริย์ได้ ๓ ปีสั่งให้ยกกองทัพมาถึง ๙ ทัพรวมไพร่พลได้ ๑๔๔,๐๐๐ คน หวังจะตีไทยให้จงได้ ทางฝ่ายไทยรวบรวมกำลังพลได้เพียง ๗๐,๐๐๐ คนซึ่งจะเห็นว่าน้อยกว่าพม่าครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงให้กองทัพไปตั้งรบอยู่บริเวณทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ทรงให้นำปืนใหญ่และปืนปากกว้างอย่างยิงด้วยท่อนไม้เป็นกระสุนไปตั้งเรียงยิงใส่หอรบพม่าหักและพังลงมา ทำให้พม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ทรงจัดตั้งกองโจรโดยมีพระยาสีหราชเดโชชัย พระยาท้ายน้ำและพระยาเพชรบุรี คุมทหารไปซุ่มดักตัดเสบียงพม่า แต่ว่าพระยาทั้งสามทำการอ่อนแอไม่มีใจสู้ศึก กรมพระราชวังบวรฯจึงทรงดำรัสให้ประหารชีวิตทั้ง ๓ คนเสีย แล้วตั้งให้พระองค์เจ้าขุนเณรคุมทหารจำนวน ๑๘,๐๐๐ คนไปเป็นกองโจรซุ่มอยู่ที่ลำน้ำแควไทรโยค ด้วยความฉลาดของกรมพระราชวังบวรฯ จึงคิดอุบายให้แบ่งกองทัพทหารออกไปนอกค่ายในเวลากลางคืน พอรุ่งเช้าให้ถือธงทิวเดินทัพเข้ามาในค่าย ได้สร้างความครั่นคร้ามให้พม่าอย่างยิ่งเพราะคิดว่าไทยมีกำลังมากมาย รอเวลาจนเห็นว่าพม่าเริ่มอ่อนแอ-อดอยากกองทัพไทยจึงเข้าตีทัพที่ ๔และ ๕ ของพม่าจนพ่าย ยับหนีกลับไป ทางพระเจ้าปดุงทราบข่าวการพ่ายแพ้ของทัพทั้งสองจึงถอยทัพไป ยังเมืองเมาะตะมะ ส่วนทัพที่เหลือของพม่าก็ถูกกองทัพไทยตีแตกจนหมดสิ้น ( แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะมีกำลังคนมากมาย แต่ไร้ซึ่งสติปัญญาก็พบกับความ พ่ายแพ้ได้เช่นกัน )
หลังจากนั้น ๑ ปี พศ.๒๓๒๙ พม่าก็ยกทัพมาแสนกว่าคนตั้งค่ายที่ท่าดินแดง และสามสบ จ.กาญจนบุรี (นี่คือสันดานของผู้รุกราน) สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงให้จัดกองทัพหกหมื่นคนไปตีพม่า รบกันอยู่ ๓ วันไทยตีค่ายพม่าได้ พม่าก็แตกพ่ายหนีกลับไป



ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.118.120.53   ตอบเมื่อ 12 มี.ค.48 เวลา 03:02
 ความคิดเห็นที่  79

อันนี้ฝากให้คุณ"เด็กน้อย"นะคะ ดีใจที่ยังมีคนสนใจประวัติศาสตร์ไทยอยู่ จริงๆแล้ว "คุณกลด" น่าจะเป็นท่านที่ตอบคำถามของสงครามเก้าทัพได้ดีกว่าดิฉัน ผิดถูกไม่รู้นะคะ จะขอแค่แสดงความคิดเห็นจากบทความข้างต้น..........

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เดิมท่านเป็นทหารในยุคกรุงศรีอยุธยา ทรงทราบถึงความยากเข็ญ ความบอบช้ำ ของการสูญเสียแผ่นดิน ทรงเคยเป็นทหารเอกคู่ใจของพระเจ้าตากสินในสมัยกรุงธนบุรี ทรงเป็นกำลังในการกอบกู้บ้านเมืองนะคะ

ภายหลังได้ปราบดาภิเษกเป็นบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี แน่นอน เมืองหลวงเปลี่ยน ชัยภูมิเปลี่ยน แต่ภัยคุกคามก็ยังเป็น"พม่า"....คาดว่าท่านคงทรงรู้จริตพม่าได้เป็นอย่างดี จากประสบการณ์ในการกอบกู้ชาติ และเห็นตัวอย่างของยุทธวิธีสมัยกรุงแตกครั้งที่ 2 คือ

จัดแม่ทัพออกไปรบ ทีละทัพ...ถ้าไม่สำเร็จแตกพ่ายมา....ก็ปิดกำแพงเมือง ยิงต่อสู้...รอน้ำท่วมคูคลองรอบกำแพงเมือง หรือ รอให้ข้าศึกเสบียงหมดแล้วถอยทัพกลับไปเอง

ถามว่า คราวนั้น เมื่อพม่ายกมาถึง 9 ทัพ ในขณะที่เรามีกำลังพลอยู่เพียงครึ่งหนึ่งที่จะสู้ หากเรา"ถอดใจ" ก็คงมีสภาพเฉกเช่น "จูงลูกขึ้นเขา..หนีไปตายเอาดาบหน้า" ตายห่าไปก็คงไม่มีแผ่นดินจะฝัง

ยุทธวิธีในสงครามเก้าทัพ ก็คือ...แต่งทัพออกไปยันยังหัวเมืองต่างๆตามจุดยุทธศาสตร์ น่าจะเทียบได้กับการ "รบนอกประเทศ" (ในยุคปัจจุบัน) ผนวกกับยุทธวิธีกองโจรสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ซึ่งมีกำลังพลประมาณ 1 ต่อ 3 ของพม่าในแทบทุกครั้ง )

เท่านี้พอนะคะ...

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.118.120.53   ตอบเมื่อ 12 มี.ค.48 เวลา 03:27
 ความคิดเห็นที่  80

1.ต้องรับราชการ ทอ.ในตำแหน่ง หน้าที่ ที่ ทอ.มอบหมายเป็นเวลา.......ปี
2.ผู้ที่ได้เป็นนักบินต้องรับราชการ ทอ.ในตำแหน่ง หน้าที่ ที่ ทอ.มอบหมายเป็นเวลา.......ปี
3.สืทธิของที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักบินจะได้รับ คือ......
4.สิทธิของผู้ที่เป็นนักบินที่จะได้รับ คือ ............
----------------------------------------------------------------------------------------------

อันนี้ ทอ. ทำอยู่แล้วค่ะ แต่คาดว่า "ทำใจไม่ได้" กันไปเอง เพราะการเป็นนักเรียนทหารสายหลัก เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าสอบคัดเลือกเป็นนักบิน อยู่ที่ว่าคุณจะ qualify หรือไม่ ทั้งทางด้านกายภาพ และ ความถนัด รวมถึง ความเหมาะสม ( aptitude test ) แล้วจะเจ็บปวดรวดร้าวกันไปใย?
-----------------------------------------------------------------------------------------------
5.ถ้าครองยศชั้นต่างๆ เกิน.......5 ปี แล้วไม่สามารถเลื่อนยศสูงขึ้นได้ให้ปลดออก
-----------------------------------------------------------------------------------------------
อันนี้ sensitive นะคะ ประเทศชาติจะไม่เหลือ "ทหาร" มาปกป้องประชาชนอย่างเราๆ อย่าลืมว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ไม่พึงปรารถนา ...เป็นการรับใช้เพื่อไปตายในราคาคนกันเอง...ยศ ตำแหน่ง ไม่สามารถพิสูจน์ความสามารถที่แท้จริง อุดมการณ์ที่แท้จริง โรงเรียนนายทหารสร้างทหารที่ดีมามาก บางครั้งมากเกินกว่าจะสนองคุณได้ทันท่วงที เราจะขจัดทหารที่ดีเหล่านั้นไปโดยเอาระยะเวลา 5 ปี มาตัดสิน ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือคะ

----------------------------------------------------------------------------------------------- 6.ภายหลังเข้ารับราชการแล้ว ถ้านักบินต้องเรียนหลักสูตรอะไรบ้างถ้าไม่ใช่ต้องเรียนหลักสูตรอะไรบ้าง

ทำยากค่ะ หลักสูตรในการเป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย แตกต่างกันไปตามยศ ตำแหน่ง และหน้าที่ที่ปฏิบัติอยู่ รวมถึงความสนใจของแต่ละท่าน การทำงานของนักบิน และทหารอากาศที่ไม่ใช่นักบิน มัน rotate ไปจนยากจะหยั่งถึง ไม่ทราบว่าตุลาของทุกปี ชะตากรรมกูจะไปตกอยู่หม่องไหน อยู่นานเท่าไร

หากไปกำหนดหลักสูตรตายตัว จะเกิดอาการตึงมือทันที flexible ไม่ได้เลย rotate ลำบาก ขาดความอ่อนตัว...."อ่อนตัว" นี่หัวใจของกองทัพอากาศเลยนะคะ 5555




ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.118.120.53   ตอบเมื่อ 12 มี.ค.48 เวลา 03:46
 ความคิดเห็นที่  81

ลองดู vision ของอิสราเอลบ้างมั้ยคะ น่าสนใจมาก ฟังเฉยๆ ห้ามลอกเลียนแบบ เพราะแต่ละประเทศ "ลูกพี่" ของกองทัพ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตามภูมิประเทศ

อิสราเอล ถือว่ากองทัพอากาศคือ "ลูกพี่" ไม่ใช่กองทัพบก เช่นประเทศไทย แน่นอนของอิสราเอลยุทธศาสตร์ทางทหารไม่สามารถที่จะตั้งรับ มันต้องรุกลูกเดียวเพราะรอบๆน่ะ ศัตรูทั้งนั้น ขืนตั้งรับก็หมดประเทศกันพอดี

กองทัพอากาศของอิสราเอล smart และ small แต่โคตรจะ powerful

ยุคเก่า นักเรียนเตรียมทหารทั้งหมดเมื่อเรียนจบแล้ว แม้นจะเลือกเหล่าเรียบร้อย แต่กองทัพทั้งหมดจะเอาทุกคนมา test "การเป็นนักบินรบ" ถ้าใครเข้าตากรรมการ สอบผ่าน และใจถึงพอ มึงต้องมาเป็นนักบินรบให้กองทัพอากาศ กูไม่สนว่ามึงอยู่เหล่าไหน ดังนั้นนักบินที่ได้มา จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในกองทัพ และมีวิชาของเหล่าทัพอื่นติดปลายนวมหากไม่ได้เลือกเป็นทหารอากาศตั้งแต่ต้น

ยุคปัจจุบัน รู้สึกจะหนักข้อไปกว่าเก่า คราวนี้ไม่จำกัดอยู่แค่นักเรียนเตรียมทหารแล้ว พลเรือนก็ไม่เว้น มึงเป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ ถ้าคิดว่าแน่ ก็เข้ามาลองสอบแข่งกันดู สอบได้มึงเอาไป มึงเป็นนักบินรบของกองทัพอากาศ กินเงินเดือนรัฐ

ถ้าดูข่าวบ่อยๆ เวลาอิสราเอลตีกับใคร ไม่ว่าจะเป็นสงครามยัมคิปเปอร์ ฯลฯ ชิงเล่นเค้าก่อนทั้งนั้น ถ้าเทียบกับนักบินอเมริกัน พวกนั้น launch อาวุธกันอย่างเมามัน ใส่กันไม่อั้น แต่ของอิสราเอลแม่งเหมือน พี่แอ็ด คาราบาว คือแม่งยิงกันแบบประดิษฐ์สุดๆ รถถัง เครื่องบิน ของคู่กรณีจอดอยู่ในฐานทัพเฉยๆ โดนซัดแบบ "จับวาง" เอากันแบบไม่ต้องติดเครื่องยนตร์ ไม่ต้องนำความร้อนให้กู...มึงจอดอยู่นิ่งๆแกก็เล่นซะ แม่นชิบหาย...ขออนุญาตครับ ชอบจริงๆ

ดังนั้นนักบินรบของอิสราเอลที่บินอยู่ เค้ามีความรู้หลากหลายมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าเค้าเป็นประเทศเล็ก จะมาเสียเวลาหล่อหลอม หรือเลือกคนผิดไม่ได้เด็ดขาด คนเค้าน้อย เข้าเป้าไปเลย...5555

เมื่อเกษียณแล้ว พวกนักบินรบก็จะถูกอัญเชิญตัวไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัทใหญ่ๆ เพราะเค้าถือว่า นักบินรบ ของประเทศเค้าทำได้ทุกอย่าง เป็นยอดคน เข้าตำรา "คิดอะไรไม่ออก บอกทหารอากาศ" 555555

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.118.120.53   ตอบเมื่อ 12 มี.ค.48 เวลา 04:13
 ความคิดเห็นที่  82


แหมคุณนวลวัยทองน๊ะหมายถึงวัยที่สวยงามเหมือนทอง และผมไม่ได้เป็นคนว่าคุณสักหน่อย หายไปเลย อิอิ

ผู้ส่ง  tuktik    email     url     ip  210.86.221.207   ตอบเมื่อ 01 พ.ค.48 เวลา 19:43
 ความคิดเห็นที่  83


วันนี้เข้าร่วมสัมมนา ผชท.ทหาร มีการบรรยายโดย กต.ทำให้ทราบสิ่งที่เราคิดว่าจะเกิดมันถึงเวลาแล้ว
ที่จะต้องทำอย่างจริงจัง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วย

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 03 พ.ค.48 เวลา 16:39
 ความคิดเห็นที่  84



ที่มา : ยุทธบทความ
โดย สุรชาติ บำรุงสุข

พ.ร.บ.กลาโหม : ถึงเวลาปฏิรูปแล้ว !

"ข้าพเจ้ามิได้เข้ามาเพื่อพบกับความยากลำบาก

แต่เข้ามาเพื่อขจัดมันออกไปต่างหาก"

พลเรือเอก เนลสัน

แม่ทัพเรืออังกฤษในยุทธนาวีที่ทัลฟัลการ์



ปัญหา

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของฝ่ายทหาร ซึ่งจะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นในกรอบเวลา 2 ปี หลังจากการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินพลเรือนได้เกิดขึ้นแล้ว ก็คือการจัดทำร่างพระราชบัญญัติของกระทรวงกลาโหมใหม่แทนพระราชบัญญัติเดิมที่ออกในปี พ.ศ.2503

แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววของความสำเร็จในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้จะเกินระยะเวลา 2 ปีที่ได้กำหนดไว้แล้วก็ตาม

ตัวอย่างของร่างนี้บางส่วน เช่น ให้ยุบกองบัญชาการทหารสูงสุด (กองบัญชาการกองทัพไทย) และให้เหล่าทัพทั้งสามเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม เป็นหนึ่งตัวอย่างของความไม่เข้าใจระบบการบริหารกระทรวงกลาโหมสมัยใหม่ เพราะร่างในลักษณะเช่นนั้นอาจจะเหมาะกับยุคสมัยของการก่อตั้งกระทรวง ซึ่งระบบบริหารจัดการยังไม่มีความซับซ้อนมาก เว้นแต่จะแก้ตัวว่าจะผลักดันให้เหล่าทัพแบบของไทย กลายเป็นทบวง ซึ่งว่าไปแล้วเหล่าทัพไทยก็ไม่ได้ใหญ่และขยายตัวมาก จนต้องผลักดันให้เป็นทบวงเหล่าทัพเช่นตัวแบบของสหรัฐอเมริกา

บางร่างก็ไปไกลถึงให้กระทรวงกลาโหมในทัศนะของพวกเขามีถึง 3 สภา อันได้แก่ สภายุทธศาสตร์ สภากลาโหม และสภาที่ปรึกษากลาโหม ซึ่งก็ตอบได้ทันทีว่า กลุ่มผู้ร่างไม่มีความเข้าใจระบบ และโครงสร้างงานยุทธศาสตร์ชาติเพียงพอ และไม่มีความรู้พอที่จะเข้าใจถึงส่วนงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยิ่งถึงกับเสนอแนวคิดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานยุทธศาสตร์ ที่สังกัดอยู่ในกระทรวงกลาโหม ก็ยิ่งสะท้อนอย่างชัดเจนถึงความไม่เข้าใจในเรื่องของฐานะและบทบาทของกระทรวง

และไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีกในเรื่องของสถานะของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ใช่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง



ทิศทาง

ฉะนั้น สิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติใหม่ของกระทรวงกลาโหมควรจะเป็นก็คือ ควรมีความกระชับในเนื้อหาและมีความชัดเจนในการแบ่งหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่องของภาระงานระหว่างเหล่าทัพกับกองบัญชาการทหารสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญก่อนที่จะมีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติใหม่ของกระทรวงกลาโหมก็คือ การกำหนดทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล ว่ารัฐบาลต้องการเห็นอะไรและต้องการให้กระทรวงกลาโหมใหม่มีหน้าตาเป็นเช่นไร และทั้งในอนาคตรัฐบาลคาดหวังอะไรจากกระทรวงกลาโหม (ซึ่งรวมถึงเหล่าทัพด้วย) และกระทรวงจะเดินไปในทิศทางใด

ประเด็นเช่นนี้เป็นตัวอย่างของคำชี้นำจากรัฐบาล เพราะรัฐบาลโดยฐานะก็คือ ผู้กำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ และปัญหาการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมก็เป็นเรื่องในระดับชาติ ที่จะต้องมีคำชี้นำมาจากรัฐบาลในลักษณะ "บนลงล่าง" เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูป มิใช่การปล่อยให้เกิดอาการแบบ "ปฏิรูปตามใจชอบ" ที่ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากรัฐบาล และปล่อยให้คนภายนอกในองค์กรคิดเอง ซึ่งผลก็มักจะเป็นแบบ "เสนอปฏิรูป เพื่อไม่ปฏิรูป"

เพราะโครงร่างข้อเสนอที่เกิดขึ้น ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพได้จริง เป็นต้น



สาระสำคัญ

ดังนั้น สิ่งที่ควรรีบเร่งในเบื้องต้นก็คือ การกระตุ้นให้รัฐบาลกำหนดทิศทางการปฏิรูปกองทัพ/กระทรวงกลาโหมให้ชัดเจน ว่าจะดำเนินการตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ระบุไว้หรือไม่ และถ้าจะต้องดำเนินการแล้ว จะกระทำเช่นไร

แต่ถ้าคิดว่า รัฐบาลได้สื่อกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้นำเหล่าทัพเข้าใจกันแล้วว่า จะต้องปฏิรูปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย และจะต้องเริ่มด้วยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติใหม่ของกระทรวง ร่างกฎหมายนี้ก็ควรจะต้องถูกกำหนดกรอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

1) ประเภทของข้าราชการ

จะต้องยอมรับว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องแบ่งข้าราชการในกระทรวงกลาโหมออกเป็น 2 ประเภท คือ ทหารประจำการและข้าราชการพลเรือนกลาโหม และการจัดตำแหน่งใดเป็นข้าราชการแบบใดนั้น ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะรวมถึงการบรรจุ การแต่งตั้ง การดำเนินการทางวินัย การบังคับบัญชา การย้ายจากข้าราชการแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง การปรับอัตราและการบำเหน็จความชอบ

2) หน้าที่

กำหนดให้กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการป้องกันและรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยจัดให้มีและใช้กำลังทหารตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

3) การแบ่งส่วนราชการ

การแบ่งส่วนราชการของกระทรวง ซึ่งแต่เดิมมี 4 องค์กรที่มีฐานะเป็นหน่วยขึ้นตรง ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมราชองครักษ์ และกองบัญชาการกองทัพไทยนั้น ควรจะต้องเพิ่มให้ที่สำนักงานจเรทหาร ซึ่งจะรับผิดชอบในเรื่องของการตรวจสอบภายในและงานธรรมาภิบาลทหาร ทั้งในส่วนของกองทัพและในส่วนของกระทรวง

นอกจากนี้ สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีเดิม ก็คงจะต้องเปลี่ยนเป็นสำนักงานรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับแบบแผนของกระทรวงอื่น ซึ่งเรื่องเช่นนี้ แม้ว่าจะมีบรรจุอยู่ในแผนถึงการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่มีกำหนดเวลาไว้ว่าจะกระทำเมื่อใด

4) การเตรียมกำลัง/ใช้กำลัง

อาจจะต้องยอมรับว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดภาระงานระหว่างการเตรียมกำลัง/และใช้กำลังให้ชัดเจนถ้าจะต้องคิดถึงกรอบงานแบบการบริหารจัดการสงครามสมัยใหม่ ก็อาจจะต้องถือว่า เหล่าทัพมีหน้าที่ในการเตรียมกำลัง และ กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นผู้ใช้กำลัง เพราะด้วยการจัดในลักษณะเช่นนี้จะเป็นหนทางที่ทำให้/การยุทธเป็น "joint" หรือเป็นการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพได้

นอกจากนี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่เหล่าทัพจะเป็นทั้งผู้เตรียมกำลังและใช้กำลัง และกองบัญชาการกองทัพไทยจะเป็นผู้ใช้กำลังควบคู่กันไปด้วย ซึ่งก็จะหมายถึงว่า เราจะมีองค์กรที่เป็นผู้ใช้กำลังถึง 4 ส่วนงานหลักพร้อมๆ กันไป สภาพเช่นนี้ก็คือความซ้ำซ้อนของการบังคับบัญชาสำหรับสงครามสมัยใหม่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อการดำเนินการสงครามของรัฐในอนาคตแต่อย่างใด

ประเด็นที่สำคัญก็คือ จะต้องทำให้กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นกองบัญชาการจริงๆ ทั้งในยามสันติและยามสงคราม มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดอาการที่ได้ยินกันเสมอว่า ไม่มีใครอยากเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครอยากไปประจำที่กองบัญชาการทหารสูงสุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กองบัญชาการในระดับสูงเช่นนี้มีความสำคัญต่อการยุทธ์ในยามสงครามและการดำเนินภารกิจของทหารในยามสันติภายใต้กรอบของการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากการสงคราม (MOOTW) เช่นที่เป็นแนวทางของกองทัพประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก

5) สถานะการเป็นนิติบุคคล

ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญของการต่อสู้ในเรื่องของทรัพยากรทหารว่า สถานะนิติบุคคลควรหยุดอยู่แต่เพียงในระดับของหน่วยขึ้นตรงกระทรวง (ดูข้อ 3) หรือจะให้สถานะนี้ลงมาถึงระดับเหล่าทัพด้วย หรือว่าสถานะนิติบุคคลเช่นนี้จะไม่มีโดยตรงในระดับเหล่าทัพ โดยให้เหล่าทัพเป็นเพียงผู้รับมอบสถานะดังกล่าวผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย

ประเด็นนิติบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะย่อมจะเกี่ยวโยงกับเรื่องของการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์โดยตรง ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่จะต้องคิดมากขึ้น เช่น การขยายบทบาทของสำนักงานทรัพยากรทหารในลักษณะของ "Defense Resources Board" ให้มีส่วนในการทำข้อพิจารณาเสนอรัฐมนตรีในเรื่องของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ เป็นต้น

แต่ถ้าเราสามารถสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการกระทรวงกลาโหมได้อย่างเป็นจริงแล้ว สถานะนิติบุคคลก็ควรจะอยู่แต่เพียงในระดับของหน่วยขึ้นตรง ส่วนการจัดซื้อจัดหาก็สามารถแแก้ด้วยการจัดระบบคานและตรวจสอบภายใน เช่น การเพิ่มบทบาทของสำนักงานทรัพยากรทหาร เป็นต้น

6) สกากลาโหม

สกากลาโหมควรจะเป็นสภาของผู้แทนจากองค์กร โดยให้สภานี้มีหน้าที่ในเรื่องต่อไปนี้

- นโยบายและยุทธศาสตร์ทหาร

- พิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการทหาร

ดังนั้น สกากลาโหมก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบเป็นจำนวนมากเช่นปัจจุบัน เพราะใช้จากสถานะการเป็นผู้แทนขององค์กร ซึ่งน่าจะประกอบด้วยบุคคลในตำแหน่งต่างๆ 10 ตำแหน่ง ดังนี้

(1) รัฐมนตรี เป็นประธาน

(2) รัฐมนตรีช่วย เป็นรองประธาน (ถ้ามี)

(3) ปลัดกระทรวง เป็นเลขาฯ

(4) รองปลัดฯ เป็นรองเลขาฯ

(5) สมุหราชองค์รักษ์

(6) จเรทหาร

(7) ผู้บัญชาการกองทัพไทย (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดิม)

(8) ผู้บัญชาการทหารบก

(9) ผู้บัญชาการทหารเรือ

(10) ผู้บัญชาการทหารอากาศ

นอกจากนี้ หากผู้บัญชาการเหล่าทัพจะนำเสนาธิการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ก็เข้าในฐานะของผู้เข้ารับฟังการประชุม แต่ไม่ใช่ในฐานะสมาชิกของสภากลาโหมโดยตรง

7) ส่วนประกอบอื่นๆ

เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลทหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บทบาทของทหารในการประกาศภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนอื่นๆ นั้น ไม่ควรนำเอามาไว้ในพระราชบัญญัตินี้ น่าจะแยกออกเป็นกฎหมายลูกออกไปต่างหาก เพราะอาจจะแก้ไขและเพิ่มเติมอะไรได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องนำมาใช้ใส่ พ.ร.บ. นี้ เพราะอำนาจดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐบาล ที่จะต้องออกประกาศให้สถานะแก่องค์กรที่จะถูกใช้ แต่ไม่ใช่ฝ่ายทหารจะนำเอาอำนาจนั้นมาไว้กับตนเอง

การนำเอาเรื่องอื่นๆ มาใส่ไว้จนเต็มไปหมดสะท้อนว่ากลุ่มผู้ร่างน่าจะขาดความเข้าใจทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการองค์กรทหารสมัยใหม่ พร้อมๆ กับไปรู้เรื่องของความสัมพันธ์พลเรือน-ทหาร และสถานะขององค์กรทหารในการเมืองไทยปัจจุบัน

8) บทเฉพาะกาล

ถ้ากองบัญชาการทหารสูงสุดจะต้องเปลี่ยนเป็นกองบัญชาการกองทัพไทย (The Royal Thai Armed Forces Command) ก็จะต้องออกกฎหมายให้มีการโอนทรัพย์สินและหนี้สินในกรณีนี้ด้วย



อนาคต

ข้อสรุปที่ต้องการชี้ให้เห็นในบทนี้ก็คือ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางการปฏิรูปกองทัพ/กระทรวงกลาโหมจริงๆ แล้ว เพื่อก่อให้เกิดการเดินไปสู่ทิศทางดังกล่าว และถ้าเริ่มต้นด้วยการทำร่างพระราชบัญญัติใหม่ของกระทรวง ก็ควรจะเป็นกฎหมายที่มีความกระชับ และครอบคลุมประเด็นหลักที่สำคัญ คือ อำนาจ และหน้าที่ การแบ่งส่วนราชการองค์ประกอบและหน้าที่ของสกากลาโหม ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นก็นำไปออกเป็นกฎหมายลูกคู่ขนานกันไป

มิใช่ทำ พ.ร.บ.กลาโหม ให้เป็น "เอ็นไซโคลพีเดีย" ที่มีทุกอย่างทุกเรื่องอยู่ในกฎหมายนี้ !


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.154.13   ตอบเมื่อ 14 พ.ค.48 เวลา 16:32
 ความคิดเห็นที่  85



เมื่อไหร่จะมีบทความดี ๆ มาให้อ่านอีกครับพี่ เห็นมีแต่กลอนอ้อนสาว 5555

ผู้ส่ง  น้อง 30    email     url     ip  221.128.96.236   ตอบเมื่อ 01 ก.ค.48 เวลา 12:55
 ความคิดเห็นที่  86



จริงด้วยแฮะ เอ้าพี่อาโนว่างัย!

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  221.128.109.70   ตอบเมื่อ 08 ก.ค.48 เวลา 14:45
 ความคิดเห็นที่  87

นายเริ่มก่อน เดี๋ยวเราตามเอง

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  203.209.121.59   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.48 เวลา 21:50
 ความคิดเห็นที่  88



จากเวป http://www.thaiaircadet.com โดยน้องถ้ำ นตท.๓๐

การปรับทัศนคติของบุคลากร ทอ.มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด นนอ.หนุ่มไฟแรงทั้งหลายที่มีความมุ่งมั่นจะสร้างประโยชน์ให้กับกองทัพส่วนใหญ่ไม่มีเป้าหมายในการทำงานที่จะยังประโยชน์ให้กับ ทอ.โดยรวม ทั้งหมดจะคิดสร้างประโยชน์ให้กับหน่วยย่อยของตนเท่านั้นไม่ได้มุ่งกระทำเพื่อก้าวไปสู่จุดหมายอันเดียวกันที่แท้จริงตามวิสัยทัศน์ของ ทอ. การกระทำดังกล่าวดูเสมือนเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่ในความเป็นจริงแล้วในบางส่วนเป็นการสร้างปัญหาให้หมักหมมทับถมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การสร้างกระบวนทัศน์ทางความคิดเชิงสร้างสรรค์จึงมีความจำเป็นสำหรับ นนอ.ทั้งหลายก่อนสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหาร การสร้างกระบวนทัศน์ดังกล่าวสร้างได้จากการทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกที่แท้จริง ต้องมองให้ออกถึงแก่นปัญหาจริงๆ เพื่อให้ นนอ.เข้าใจบทบาทตัวเองและรู้ว่าต้องรับราชการอย่างไรจึงจะไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเองและกองทัพโดยไม่รู้ตัว เพราะคนส่วนใหญ่ที่รับราชการล้วนต้องการความก้าวหน้าแต่เมื่อตั้งใจรับราชการแล้วไม่ได้ผลดังหวังก็จะสร้างปัญหาขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถ้า นนอ.สามารถเข้าใจความเป็นไปสภาวะของโลกได้อย่างแจ่มชัดจนสามารถค้นหาจุดยืนของตัวเองได้จะทำให้มีจุดหมายในการทำงานที่ชัดเจนขึ้นปัญหาเรื่องการลาออกหรือการเรียกร้องสิทธิ์อันเกินควรก็จะเบาบางลงได้

น้องๆ นนอ.ทั้งหลายเรามาหาจุดยืนของตัวเองกัน บทความต่อไปนี้คือตัวอย่างสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นบอร์ดสาธารณะจึงไม่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนได้ขอให้น้องๆ นนอ.อ่านอย่างพิจารณาและทำความเข้าใจเพื่อหาจุดยืนในการทำงานของตัวเองให้ได้เพื่อกองทัพอากาศและประเทศชาติของเรา กุญแจสำคัญเพื่อทำความเข้าใจคือ ขณะที่อ่านให้นึกถึงผลประโยชน์โดยรวมของชาติเป็นสำคัญแล้วจะเข้าใจบทความนี้ได้โดยง่าย

ปัญหาความมั่นคงในลักษณะ Non Traditional Security นั้น ไม่ได้หมดไป สังคมไทยยังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ ที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม สภาวะที่ท้าทายให้กองทัพอากาศต้องปรับตัวที่นอกเหนือจากการปรับองค์กรโครงสร้างจึงมีน้อยมาก หลายสถานการณ์นำพากองทัพอากาศไปสู่คำตอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Peace Keeping หรือ Military Operations Other Than War แต่วันนี้นอกเหนือจากสิ่งที่คู่ขนานกับ Peace Keeping และ Mootw กองทัพอากาศยังต้องพิจารณาสิ่งที่คู่ขนานกับ Counter Insurgency หรือ COIN อีกด้วย แต่บุคคลากรในกองทัพอากาศยังคงเคยชินกับยุคสงครามเย็นในขณะที่ความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่มีอะไรเหมือนเดิม ไม่สามารถคิดแบบเก่าได้ ขบวนการคิด ขบวนการวางทักษะให้กับบุคลากรของกองทัพอากาศในการมองปัญหาแบบเก่านั้น ไม่เอื้อให้แก้ปัญหาในอนาคตได้อีกต่อไป การปล่อยให้สถานการณ์มีโอกาสนำพากองทัพอากาศไปสู่คำตอบชี้ให้เห็นถึงความล้าสมัยของกระบวนการคิดแบบเก่า ฉะนั้นนักการทหารของกองทัพอากาศต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ให้สามารถเดินทะลุกำแพงแนวคิดเก่าไปให้ได้ เพื่อให้กองทัพอากาศสามารถเข้าไปหมุนอยู่ในวงรอบการดำเนินไปของสถานการณ์โดยการ Observes Orients Decides Acts (OODA Loop) ได้อย่างรู้ทันหรือเหนือกว่าจนสามารถปรับเปลี่ยนหรือควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามที่ต้องการ

โลกข้างหน้าท้าทายกองทัพอากาศอยู่ตลอดเวลา ความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในยุคหลังสงครามเย็นสงครามไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังทางอุดมการณ์แบบเก่า หากแต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซึ่งรุนแรงกว่า ที่มุ่งสู่การครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติด้วยวิธีการต่างๆทุกรูปแบบ อีกด้านหนึ่งสงครามถูกผลักดันด้วยเรื่องของเชื้อชาติและเรื่องของชาตินิยม สงครามในยุคหลังสงครามเย็นกำลังถูกผลักดันด้วยเรื่องของ Nationalism มีลักษณะที่เป็น Non Traditional ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ สงครามที่เป็นจริงในยุคหลังสงครามเย็นนั้น เกิดในลักษณะคู่ขนาน คือสงครามที่มีทั้งมิติของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และสงครามทีไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สงครามไม่ได้มีลักษณะของสงครามในลักษณะที่กองทัพได้ถูกสร้าง และถูกเตรียมไว้ แผนการทัพสำหรับยุคสงครามเย็นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายหลังจากที่สงครามเย็นยุติ กองทัพจะต้องเรียนรู้ทั้ง ๒ มิติ มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถเห็นสภาพที่เป็นจริงของสงครามได้

สิ่งที่ท้าทายกองทัพอากาศ คือ การทำให้ Generation ต่อไปของกองทัพอากาศที่จะนำพากองทัพอากาศก้าวไปสู่ภาวะความเป็น Digital Air Force มีขบวนการคิดและทักษะที่เป็นดิจิตอลจนสามารถเห็นสภาพที่เป็นจริงของสงครามได้ ซึ่งการมี Platform ที่เป็นดิจิตอลไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ขบวนการคิดเป็นดิจิตอล ดิจิตอลเกิดขึ้นได้ด้วยความเป็นจริงกล่าวคือ เกิดขึ้นจากขบวนการคิดและการปรับทักษะ กระบวนการคิดและทักษะที่แตกแยกคืออุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหา ภาพสะท้อนของปัญหาทางความคิดที่ชัดเจนก็คือ เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้มีการถกเถียงที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า อะไรคือขบวนการคิดที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหา ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขด้วยมาตรการของการใช้กำลังได้หรือไม่ อะไรคือยุทธศาสตร์ที่ดีกว่า อะไรคือยุทธวิธีที่ดีกว่า ฯลฯ จะเห็นว่าในการต่อสู้กับปัญหาความมั่นคงใหม่ ๆ ในอนาคต ไม่มีอะไรเหมือนเก่า ไม่สามารถคิดได้แบบเดิมอีกต่อไป การเพิ่มความรู้ มุมมอง และวิสัยทัศน์ ในมิติเชิงสร้างสรรค์ให้กับกำลังพลในกองทัพอากาศในการคิดถึงอนาคตความมั่นคงของชาติรวมถึงความมั่นคงที่เกิดขึ้นรอบๆประเทศด้วยการสร้างความคิดใหม่เพื่อเดินทะลุกำแพงความคิดเก่าๆเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเกิดขึ้น



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.145   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.48 เวลา 21:58
 ความคิดเห็นที่  89

เป็นบทความที่ดีครับ ?

ผมมองว่าหนทางในการใช้กำลังแก้ไขปัญหา เช่นการทำสงครามทางทหาร คงไม่หมดไปจากสังคมโลก และแน่นอนกระบวนการคิดในการทำสงครามคงไม่ทิ้ง \"ตำราพิชัยสงคราม? หรือ The Art of War เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้วว่า ?อันการสงครามนั้น เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ คือวิถีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของ ประเทศชาติ เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพร่พลและราษฎร จะไม่พินิจพิเคราะห์หาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐานห้าประการเป็นปฐม แล้วเปรียบเทียบสภาพของเรากับข้าศึก เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะในการสงคราม ปัญหาพื้นฐานห้าประการได้แก่ หนึ่ง มรรค (เต้า) สอง ฟ้า (เทียน) สาม ดิน (ตี้) สี่ แม่ทัพ (เจียง) ห้า กฎ (ฝ่า)
มรรค หมายถึง ความเป็นธรรม สิ่งที่ทำให้ราษฎรมีเจตนาตรงกับฝ่ายปกครอง ยินดีร่วมเป็นร่วมตายกับฝ่ายปกครองโดยไม่หวั่นเกรงภยันตรายใด ๆ
ฟ้า หมายถึง ภูมิอากาศ กลางวัน กลางคืน ฤดูกาลและความผันแปร
ดิน หมายถึง ภูมิประเทศสูงต่ำ ใกล้หรือไกล คับขันหรือราบเรียบ กว้างใหญ่หรือ คับแคบ และปิดหรือเปิด
แม่ทัพ หมายถึง ผู้นำเหล่าทัพซึ่งเปี่ยมด้วยสติปัญญา รักษาสัจจะวาจา มีเมตตาธรรม มีความกล้าหาญ และเคร่งครัดเที่ยงธรรม
กฎ หมายถึง ระเบียบวินัยของกองทัพ ระบบการจัดอัตรากำลังพล และระบบการ จัดสรรอาวุธยุทโธปกรณ์
ปัญหาห้าประการนี้ แม่ทัพนายกองจะมีผู้ใดมิรู้ก็หาไม่ ทว่าผู้รู้แจ้งเท่านั้นจึงจะชนะ ผู้รู้มิแจ้งย่อมพ่ายแพ้?
ข้อความนี้เป็นสิ่งที่ยังคงมีความเป็น ?อมตะ? ที่นักบริหาร ทั้งทหาร พลเรือน และภาคธุรกิจ นำมาใช้ในการบริหารงานยุคใหม่ที่ต้องการ ?ทำงานให้สำเร็จ? หรือการบริหารงานแบบ ?มุ่งผลสัมฤทธิ์? (Result-based Management) ภายใต้ปรัชญา ?รู้เรา - รู้เขา?
เมื่อพิจารณาสิ่งที่ ?ซุนหวู่? กล่าวจะเห็นว่า ในการทำสงครามให้ได้ชัยชนะต่อข้าศึกนั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงการทำให้กำลังรบเหนือกว่าข้าศึกเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ คือ การวางแผน และสร้างให้องค์การของเรามีปัจจัยสำคัญห้าประการนี้ให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขัน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ?ซุ่นหวู่? ได้กำหนดให้ ?มรรค? หรือ ?คุณธรรม? ที่หมายถึง ?สิ่งที่ทำให้ทวยราษฎร์และเบื้องบนมีเจตนารมณ์ร่วมกัน? เป็นข้อแรก ซึ่งสื่อได้ว่ามีความสำคัญสูงสุด

.........................................................................................
ที่น้องถ้ำพูดมาเน้นในเรื่องของกฎ หมายถึง ระเบียบวินัยของกองทัพ ระบบการจัดอัตรากำลังพล และระบบการ \"จัดสรรอาวุธยุทโธปกรณ์ \"

ซึ่งแน่นอนกองทัพอากาศมีศักยภาพเมื่อใช้ในเชิงรุกค่อนข้างสูง และการจะชนะสงครามนั้น หลักนิยมเชื่อว่าเราต้องครองอากาศให้ได้เสียก่อน นั่นคงเป็นสงครามตามรูปแบบที่เรารู้ๆกัน ในนามของวิธีการบีบบังคับด้วยกำลังเพื่อให้ได้มา แต่ปัจจุบัน วิธีการทำสงครามมิใช่มีแต่เพียงการใช้กำลัง การทำสงครามทางด้านเศรษฐกิจ การทำสงครามแทรกแซงกิจการภายใน การบ่อนทำลายด้วยสงครามก่อการร้าย Terrorist ทำให้การทำสงครามมีลักษณะที่เป็น Non Traditional และบางทีรู้ก็ต้องแกล้งไม่รู้ กระบวนทรรศน์ในการทำสงครามจึงกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และแยกออกได้ยากว่าควรแก้ไขด้วยกำลังหรือสันติวิธี หรือควรใช้ควบคู่กัน

การทำสงครามกับการก่อการร้ายในภาคใต้นั้นผมมองว่ามีการแทรกแซงจากภายนอกโดยอาศัยปัจจัยภายในของเรา เชื้อชาติ ศาสนา ยาเสพติด อิทธิพล ฯลฯ ดังน้นเราต้องแก้ไขปัญหาภายในของเราอย่างสันติสมานฉันท์ ส่วนผู้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่สร้างสถานการณ์ ฆ่ารายวัน วางระเบิด ปล้นปืน เผา ต้องใช้วิธีการปราบปรามอย่างจริงจัง อาจจะด้วยกำลงหรือไม่ก็ได้ ขอให้มุ่งเน้นกำจัดการทำให้ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่ปัญหาหมดไป การปราบปรามต้องใช้ฐานการข่าวที่ถูกต้องของเราเองรับใช้ผลประโยชน์ของชาติไทย อย่าให้เหมือนกรณี CITIC ที่ผ่านมา ใช้สงครามด้านการข่าวลดความถูกต้องชอบธรรมของผู้ก่อความไม่สงบ อย่าให้ปัจจัยภายนอกแทรกแซงจนสามารถสร้างเงื่อนไขเข้าแทรกแซงเราได้ โดยผ่านองค์กรเหนือรัฐ ไม่งั้นอาจถูกแบ่งประเทศเหมือนอาเจ๊ ติมอร์ เราต้องอาศัยพลังอำนาจในทุกๆด้านของเราสร้างอำนาจต่อรองเพื่อคานอำนาจปัจจัยภายนอกที่แทรกแซงเราไม่ให้เขามีเอกภาพในการแทรกแซงเราอย่างเพียงพอ ยิ่งสถานการณ์โลกเลวร้ายมากขึ้น ผมมองว่าวิกฤติในบ้านเราน่าจะดีขึ้น เพราะประเทศไทยมีที่ตั้งของเราจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับทั้งโลก แก้ปัญหาการผลิตล้นเกิน Over supply ให้กับสังคมโลก เราต้องกล้าที่จะต่อจิกซอต่อไปในการสร้างให้เรามีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งแน่นอนจุดแข็งนั้นคือการลดต้นทุนด้าน Logistic ให้กับประเทศไทย การทำสงครามทางทหารก็เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการเมือง ที่จะสร้างอำนาจต่อรองให้กับเรา เช่นในปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี แต่การลงทุนในเมกกะโปรเจ็ก ในด้านลดต้นทุนการผลิตด้าน Logistic น่ากระทำมากที่สุด เพราะมันจะต่อจิกซอจุดแข็งของเราให้สมบูรณ์แบบ และเมื่อโอกาสมาถึงเราจะฟื้นเร็ว ดังนั้นการใช้พลังอำนาจของชาติในทุกด้านในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติตรงนี้มีความจำเป็น แน่นอนการใช้กำลังทหารยังมีความจำเป็น แต่ผู้เลือกใช้ต้องรู้เท่าทันเหตุการณ์ มันจึงจะประสบผลสำเร็จตามที่เราต้องการ...ไม่เช่นนั้น...มันอาจเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหามีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม......อิอิ


ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  203.209.121.12   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.48 เวลา 00:05
 ความคิดเห็นที่  90

ที่น่ากลัวคือเขาจะใช้วิธี "ชนะโดยไม่ต้องรบ" หาเหตุจับผิดโจมตีทางการเมืองรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำที่ดำเนินนโยบายไม่คล้อยตามเขา เป็นตัวของตัวเองเชิงนโยบายสูง
พยายามลดอำนาจต่อรองของไทยลงไป "ในการทำสงครามเราจะชนะได้ ก็คือสามารถบีบบังคับให้คู่กรณีทำตามวัตถุประสงค์ของเรา" สุมาอี้รู้ว่าสงครามป้อมค่าย หากตั้งมั่นก็ยากที่จะหักหาญเอาได้โดยง่าย แม้ขงเบ้งจะเก่งกว่าตนเองก็ตาม จึงตั้งมั่นไม่รบด้วยโดยใช้กำลังทางทหาร แต่แต่งอุบายให้คนของตนไปติดสินบนขันที ให้เป่าหูเล่าเซียนเรียกทัพขงเบ้งกลับไป ขงเบ้งยกทัพกลับไม่สามารถทำได้ตาม Endstate ที่ตนเองกำหนดไว้ แต่สุมาอี้รบไม่เก่งเท่าขงเบ้งแต่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ สามารถขับไล่ทัพขงเบ้งกลับไปโดยที่ ชนะแบบไม่ต้องรบ แน่ยิ่งกว่ารบร้อยครั้งชนะท้งร้อยครั้ง

ถ้าผู้ที่แทรกแซงเราสามารถทำสงครามข่าวสารจนลดความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยประชาชนลดการสนับสนุนลง ที่รัฐบาลน้นดำเนินนโยบายให้ไทยเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาเขาได้ แล้วเขาผลักดันกลุ่มที่สามารถเชิดได้ขึ้นมาแทน คนไทยเราก็จะเสียเปรียบไม่สามารถทำโครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในด้าน logistic ให้กับประเทศไทย เมื่อโอกาสมาถึงเราก็ไม่พร้อม สูญเสียอำนาจต่อรองในที่สุด

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  203.209.121.12   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.48 เวลา 01:27
 ความคิดเห็นที่  91

บางทีสื่ออาจถูกหลอกใช้จากปัญหาคอรัปชั่น ช่วยเหลือพวกพ้อง ฯลฯ ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ตามทีให้ทำหน้าที่เป็นคนเป่าหูเล่าเซี่ยน(เล่าเซี่ยนเปรียบเหมือนประชาชนผู้มีอำนาจที่แท้จริงว่าจะให้อำนาจดำเนินนโยบายแก่รัฐบาลหรือไม่) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลปัจจุบัน(ขงเบ้ง) ลงจากบทบาทผู้นำในการดำเนินนโยบายที่ขัดแย้งกับปจจัยภายนอกที่ต้องการแทรกแซงก็ได้(นโยบายที่สร้างอำนาจต่อรองให้คนไทยขัดแย้งกับเขาเพราะเขาไม่ต้องการให้เราพึ่งพาตนเองได้)

ดังนั้นสื่อจะยอมเป็นคนเป่าหูเล่าเซี่ยนหรือไม่
ประชาชนจะทำตัวให้เป็นอย่างเล่าเซี่ยนหรือไม่
รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ดีแค่ไหน
เพื่อรักษาบทบาทนำในการดำเนินนโยบายอยู่ได้ต่อไป

ผมว่ามันขึ้นอยู่กบคนไทยทุกคนที่จะต้องตัดสินใจให้ดีครับ......อิอิ

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  203.209.121.12   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.48 เวลา 02:03
 ความคิดเห็นที่  92

อ่านจบแล้ว งงวะ ไปหาหมอดีกว่า

ผู้ส่ง  ยังไม่เข้าใจ    email     url     ip  203.144.187.18   ตอบเมื่อ 23 เม.ย.49 เวลา 15:11
 ความคิดเห็นที่  93





ใครหนอชอบมาปั่นกระทู้นี้
ยังไงหารูปที่มันเข้ากันหน่อยนะครับ
วานเวปมาสเตอร์ลบภาพไม่เหมาะสมด้วยครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.7.185:10.107.6.23   ตอบเมื่อ 02 พ.ค.49 เวลา 09:14
 ความคิดเห็นที่  94

เกลียดนักบิน!!!

ผู้ส่ง  สายน้ำ    email     url     ip  202.129.59.146   ตอบเมื่อ 15 พ.ค.49 เวลา 11:34
 ความคิดเห็นที่  95


คำจำกัดความที่ง่ายที่สุดของ"หลักนิยม" ก็คือ สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นหนทางที่ "ดีที่สุด" ในการทำกิจกรรมใด ๆ
๒. "หลักนิยม(Doctrine)" มาจากคำว่า "Doctrina" ในภาษาลาติน ซึ่งแปลว่า คำสั่งสอน, คำแนะนำ หลักนิยมนั้นสืบทอดมาจากรากฐานความเชื่อตามคำสอน ที่สั่งสอนกันมา จึงสรุปได้ว่าหลักนิยม คือ "สิ่งที่เราเชื่อ" (What We Believe)
๓. หลักนิยม คือ แนวทางการปฏิบัติ อันมีรากฐานมาจากอดีต ถูกบัญญัติขึ้นในปัจจุบัน เพื่อการกระทำหรือการปฏิบัติในอนาคต แต่การจะกำหนดหลักนิยมจะต้องไม่ทำตนให้อยู่ในอดีตแล้วมองออกไปข้างหน้าสู่อนาคต หรือแม้แต่จะมองย้อนกลับไปสู่อดีต (Lord Arther W.Tedder)
๔. หลักนิยม คือ ทฤษฎีที่มีรากฐานมาจากประสบการณ์ หรือหลักเกณฑ์ที่คิดค้นขึ้นมา และได้รับ
การพิจารณามาอย่างถ่องแท้แล้ว นำมาสั่งสอนจนเป็นที่ยอมรับปฏิบัติจากผู้ร่วมงานร่วมอาชีพ
๕. หลักนิยม เป็นความเชื่อและคำสอนจากหลักการที่มีเหตุผล นำไปสู่หลักการสนับสนุนอื่นอันเป็น
ที่ยอมรับ ดังนั้นจึงเป็นการปรุงแต่ง หลักปฏิบัติพื้นฐานในการประสานงานการปฏิบัติภายใต้สภาวะคับขัน
อันเกิดจากแรงกดดันของข้าศึก (Edward Scott Johnson)
๖. สำหรับในทางการทหารแล้ว "หลักนิยมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของสงคราม เปรียบเสมือนหัวใจของการรบ เพราะเป็นศูนย์รวมแห่งชัยชนะ เป็นความเชื่อมโยงของจิตวิญญาณกับความเชื่อถือ ความศรัทธา ความรู้ และประสบการณ์ในการทำสงคราม หลักนิยมจึงเป็นพื้นฐานที่ใช้พิจารณาวางแผนบริหารทรัพยากรบุคคล ยุทธภัณฑ์ และปฏิบัติการทางยุทธวิธีในสมรภูมิ ให้ได้รับความสำเร็จ"
๗. หลักนิยมที่ดีจะต้องมีวิธีการ แนวความคิดในการปฏิบัติทีดี และมีความอ่อนตัว
๘. หลักนิยมจะบอกกับเราว่า "จะทำอไร" ในการปฏิบัติ ไม่ใช่ "ทำอย่างไร"
๙. การนำหลักนิยมไปใช้ควรนำไปใช้ด้วยการพิจารณา และวินิจฉัยที่ดี ต้องไม่เพิกเฉยต่อหลักการต่าง ๆ คำนึงถึงภารกิจ และสถานการณ์


ผู้ส่ง  ทหารผ่านศึก    email     url     ip  203.113.71.71   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.49 เวลา 00:34
 ความคิดเห็นที่  96


อือม์ ถือว่าครบรอบ ๒ ปี ๑ เดือน กระทู้นี้ก็แล้วกันครับผม 5555

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.246.10:10.107.6.103   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.49 เวลา 13:39
 ความคิดเห็นที่  97

สวัสดีค่ะ กะว่าจะหารูปอย่างหนึ่ง แต่ link ที่นี่ แปลกดี เหมือนคนละสังคมที่เคยอยู่
บ๊ายบาย

ผู้ส่ง  eve    email     url     ip  125.25.189.229   ตอบเมื่อ 02 มี.ค.51 เวลา 18:28