|
หน้าแรก
|
เว็บบอร์ด
|
ทำเนียบรุ่น
|
ลงทะเบียน
|
โทร & อีเมล์
|
เว็บน่าสนใจ
ข้อความเว็บบอร์ด
ข้อความที่ 29594 ประเภท: กระทู้
เลือกทั้งหมด
เรื่อง
ทฤษฏีกระสุนปืน วิวัฒนาการของโฆษณาชวนเชื่อในยุคสารสนเทศ
ท่ามกลางความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าข่าวสารประเภทต่าง ๆ ได้แพร่กระจายในสังคมอย่างมากมายหลากหลาย บางครั้งก็จะสร้างความสับสน บางครั้งก็เป็นการปลุกระดมความคิดให้คล้อยตาม หรือจะเป็นการปล่อยข่าวลือเพื่อสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ ด้วยการไหลเวียนของสารสนเทศต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยเข้าสู่สังคมโดยผู้ส่งสารที่หวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นผลทางการเมือง ผลทางความมั่นคง ผลทางเศรษฐกิจ และ ผลทางสังคมเป็นต้น
การใช้การสื่อสารสร้างอิทธิพลต่อความคิดของผู้อื่นนั้นเราจะเรียกว่า การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ซึ่งเป็นวิธีการที่เก่าแก่ใช้กันมานาน โดยมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกที่ใช้ในทางศาสนา เพื่อสร้างความเชื่อร่วมกันในพระเจ้าองค์เดียวกัน จากนั้นเริ่มมีการนำมาใช้ในการสร้างความรู้สึกซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเกิด จวบจนกระทั่งใช้ในผลประโยชน์ทางการเมืองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต้องโน้มน้าวประชาชนพลเรือนนอกเหนือจากทหารให้เข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนการเข้าทำสงครามของประเทศตน
โฆษณาชวนเชื่อนั้นในการเรียนการสอนในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกจะให้ความหมายว่า รูปแบบของการติดต่อสื่อสารที่พยายามสร้างอิทธิพลเหนือความคิดเห็นและการกระทำของผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงในเนื้อหาของข่าวสารที่โฆษณา การโฆษณาชวนเชื่อมักถูกมองว่าเป็นการเผยแพร่ข่าวสารที่ขาดความสุจริตใจ อาจมีการบิดเบือนความจริง (distortion) หลอกลวง (deception) และปิดบังอำพรางบางสิ่งบางอย่างไว้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้โฆษณาชวนเชื่อ หรือเพื่อให้ได้ประโยชน์ บางประการตามที่ตนได้คาดการณ์หรือคาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว
สำหรับทางทหารนั้นจะมองว่าการโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือหรือวิธีการหลักของการปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychology Operations: PsyOps) เพื่อก่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาที่ต้องการ การโฆษณาชวนเชื่อสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ
1. การโฆษณาชวนเชื่อแบบเปิดเผย (White Propaganda): เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่มีการกำหนดหรือระบุผู้ที่รับผิดชอบต่อข่าวนั้น
2. การโฆษณาชวนเชื่อแบบคลุมเครือ (Gray Propaganda): เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่ระบุแหล่งข่าวใด ๆ โดยเฉพาะ
3. การโฆษณาชวนเชื่อแบบปกปิด (Black Propaganda): เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่อ้างถึงแหล่งข่าวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แหล่งข่าวที่แท้จริง เช่น การปลอมแปลงข่าวสารให้เข้าใจผิด
ในการโฆษณาชวนเชื่อนั้นนั้นจะมีหลักการที่สำคัญคือ ข่าวสารที่แพร่ออกไปนั้นอย่าให้ผู้รับข่าวเกิดความรู้สึกว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความกลมกลืนและสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายคือมุ่งกระทำต่อบุคคลสำคัญ และพยายามอย่าให้ถูกจับได้ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะจะไม่สามารถทำการโฆษณาชวนเชื่อต่อไปได้
นอกเหนือจากการโฆษณาชวนเชื่อที่ใช้ในการโน้มน้าวความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่เป็นเป้าหมายแล้ว ในทางทหารนั้นจะมี การต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ (Counter-Propaganda) โดยการต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งกระทำเพื่อลบล้างการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม โดยการต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อจะมีมาตรการที่สำคัญคือ (1) การป้องกัน (2) การตอบโต้ และ (3) การควบคุมข่าวลือ โดยมีเทคนิคที่ใช้ในการต่อต้านโฆษณาชวนเชื่อดังต่อไปนี้
* การชิงโฆษณาก่อน: เป็นการโฆษณาก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะทำการโฆษณาชวนเชื่อ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในกรณีของการขัดแย้งในเรื่อง ศาสนา การเมือง เชื้อชาติ หรือฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยจุดอ่อน หรือ การสร้างความแตกแยก
* การปฏิเสธโดยตรง: เป็นการตอบปฏิเสธหรือตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้ามเป็นข้อ ๆ โดยการตอบโต้วิธีนี้จะต้องมีข่าวสารในเรื่องนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามมีความผิดพลาด
* การนิ่งเฉย: เป็นการปฏิบัติโดยไม่ตอบโต้ใด ๆ เมื่อการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้ามไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องระวังเพราะการนิ่งเฉยสามารถตีความอีกด้านหนึ่งว่ายอมรับตามที่ฝ่ายตรงข้ามโฆษณา
* การปฏิเสธทางอ้อม: เป็นการปฏิบัติการโฆษณาโดยการนำหัวข้อใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อโดยทางอ้อมด้วยการสร้างความเชื่อมโยงและการสอดแทรก
* การเบี่ยงเบน: เป็นการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้ความพยายามที่จะที่จะบดบังสาระในการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม ด้วยการนำเสนอหัวข้อโฆษณาใหม่ที่สามารถดึงดูดความสนใจในเป้าหมายที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการ
* มาตรการจำกัด: เป็นมาตรการที่ใช้ในการจำกัดการเข้าถึงหรือการใช้การโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม โดยส่วนใหญ่แล้วฝ่ายที่สามารถควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ จะเป็นผู้ที่กำหนดมาตรการนี้
* การลวงเลียน: เป็นการปฏิบัติเพื่อลดความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อแบบคลุมเครือ และปกปิด โดยลักษณะของการดำเนินการ อาจจะเป็นการปลอมแปลงเนื้อหาในใบปลิว หรือ บทความในวิทยุเป็นต้น
* การลดความสำคัญ: เป็นการดำเนินการที่ยอมรับความสำคัญของฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่ให้ความสำคัญต่อการโฆษณาชวนเชื่อหรือเนื้อหาสาระของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการนี้สามารถดึงความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
* การสร้างข่าวลือ: การดำเนินการในลักษณะนี้เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวาย เช่น การตายหรือมรณกรรมของปนะมุขรัฐ หรือ การปฏิวัติ เป็นต้น
ในปัจจุบันถึงแม้นวัตกรรมต่าง ๆ ได้ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และหลายครั้งจะขาดความต่อเนื่องรวมถึงมีความซับซ้อนมากขึ้น การโฆษณาชวนเชื่อยังคงเป็นกระบวนการที่ได้ถูกนำมาใช้ในการโน้มน้าวความคิดของเป้าหมายให้เขาเชื่อในสิ่งผู้โฆษณาต้องการ และได้มีการพัฒนาแนวความของการโฆษณาชวนเชื่อไปใช้ในแนวคิดของศาสตร์ทางด้านการสื่อสารมวลชน ที่เรียกว่า ทฤษฏีกระสุนปืน (Magic Bullet Theory) หรือ ทฤษฏีเข็มฉีดยา (Hypodermic Needle Theory) โดยแนวความคิดของทฤษฏีกระสุนปืนนั้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การปล่อยหรือฉีดเนื้อหาของข่าวสารแบบใดแบบหนึ่ง เข้าไปยังผู้รับสารทุกกลุ่มที่เปิดรับสารด้วยวิธีเดียวกันและสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์โดยตรงและฉับพลัน เช่นเดียวกับลักษณะของเข็มฉีดยา หรือ การเปรียบเทียบว่าข่าวสารคือกระสุนปืน ที่ถูกยิงไปทะลุทะลวงเข้าสู่ความคิดและจิตใจของผู้รับสาร
การเกิดขึ้นของทฤษฏีกระสุนปืนนั้นจะได้รับอิทธิพลมาโดยตรงจากการโฆษณาชวนเชื่อ ที่นิยมใช้ในทางการเมืองโดยฝ่ายรัฐ และฝ่ายตรงข้าม หรือใช้ในทางทหารโดยมีเป้าหมายให้ฝ่ายเราเป็นฝ่ายได้เปรียบ ส่วนทฤษฏีกระสุนปืนนั้น จะถูกนำมาใช้โดยการสื่อสารมวลชน ดังจะพบได้ในปัจจุบันว่า พลังอำนาจที่สามารถชี้นำหรือโน้มน้าวสังคม ได้นั้นจะมีพลังอำนาจจากสองกลุ่มคือ นักวิชาการและสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีศาสตร์ทางด้าน การสื่อสารการตลาดแบบประสมประสาน (Integrated Market Communication: IMC) ที่ใช้สื่อทุกประเภทในการรณรงค์ต่าง ๆ และมีผลต่อมวลชนอย่างชัดเจน
ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันที่มีการนำ IMC มาใช้ในการดำเนินการทุกอย่าง เช่น ภาคเอกชนที่ใช้ IMC ในการสร้างแบรนด์ (Brand) หรือ ตอกย้ำในแบรนด์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในสินค้า นอกเหนือจากภาคเอกชนแล้ว ในภาครัฐก็มีการนำ IMC มาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การภาพลักษณ์ของการบริการที่ดีขึ้นของหน่วยงานราชการ หรือ การนำ IMC มาใช้ในทางการเมือง อย่างเช่น การสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดในลักษณะประชานิยมที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน หรือ การนำ IMC มาใช้หน่วยงานอิสระต่าง ๆ เช่น การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดย IMC จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งผ่านข่าวสารเข้าสู่มวลชนที่มีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ถ้าเราพยายามที่จะทำความเข้าใจแล้ว เราจะพบว่ามีความพยายามที่จะโน้มน้าวให้ประชาชน หันมาเชื่อข่าวสารตามที่ฝ่ายตนเองได้ปล่อยเข้าสู่สังคม โดยต่างฝ่ายต่างใช้ แนวความคิดของ IMC เป็นเครื่องมือในการส่งมอบข่าวสารเข้าสู่สังคม เราจะพบว่าต่างฝ่าย ต่างพยายามใช้สื่อทุกประเภทเพื่อให้สารที่ตนเองส่งไปนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองปัญหาอย่างเข้าใจแล้ว ผมคิดว่า การวิจารณญาณ ประกอบกับ การเลือกบริโภคข่าวสารแล้วจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กระบวนการคัดง้างทางอำนาจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในลักษณะทางโครงสร้างนั้นจะต้องมีการดำเนินการที่เหมาะ เพราะถ้าเลือกวิธีดำเนินการที่ไม่เหมาะสมผลเสียย่อมตกอยู่กับส่วนรวมและประเทศชาติ การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากนโยบายสาธารณะนั้น คงต้องเลือกแนวทางที่สันติน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด การแก้ปัญหานั้นหลายครั้งหลายคราจะต้องแลกด้วยเวลา การหักด้ามพร้าด้วยเข้าอาจจะไม่ส่งผลที่ดี อยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหาหัน อย่ายึดมั่นถือมั่นกันนัก อำนาจต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นหัวโขนวันหนึ่งเราต่างก็ต้องถอดมันออก ขึ้นอยู่กับว่าวันที่เราสวมหัวโขนอยู่นั้นเราทำอะไรไว้อย่างไร เวลาถอดมันออกจะมีคนแซ่ซ้องสรรเสริญ หรือ สาปแช่ง ทุก ๆ ท่านต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทำอะไรคงรู้อยู่แก่ใจ อย่างไรไม่ว่าปีนี้เป็นปีมงคลท่านทั้งหลายนึกถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว ฯ ของเราปวงชนชาวไทยกันหรือเปล่า ถ้านึกถึง พ่อหลวงของเราอย่างจริง ๆ แล้วทุกคนจะทราบดีว่าต้องทำอย่างไร อย่าจงรักภักดีกันแต่ปากสักแต่พ่นลมเท่านั้น ก่อนจะจบขอฝากเพลงพลังสามัคคีไว้เป็นการปิดท้ายครับ
พลังสามัคคี
คำร้อง-ทำนอง สุรพล โทณวณิก
นิ้วเดียวไหนเลยจะทำให้มือมีแรง
มดแดงช้างกลัวเพราะมันรวมตัวกันเป็นพลัง
จอมปลวกใหญ่โตด้วยมันพร้อมใจช่วยกันสร้างรัง
ชาติไทยของเราจะยืนอยู่ยั้ง ก็ด้วยพลังสามัคคีของไทย
คนเดียวสู้ตาย มักตายถ้ามันหมาหมู่
รวมกันเข้าสู้ สู้มันแล้วต้องมีชัย
กิ่งไผ่รวมกัน มันหักอย่างไรไม่ไหว
เราอยู่เป็นไทยก็เพราะไทยร่วมใจสามัคคี
ผึ้งยังรักรวงหวงรังเหมือนดังชีวิต
ใบหญ้าใบนิดฟั้นเชือกลากช้างยังมี
ก้อนอิฐรวมกันก่อกำแพงแข็งแรงอย่างดี
หยดน้ำร่วมสามัคคีกลายเป็นทะเลกว้างไกลสุดตา
อย่าเอาความคิดใดใด มาแบ่งแยกไทยให้แตกเป็นสอง
ถึงรักคู่รัก รักพี่รักน้องก็ยังเป็นรองรักชาติยิ่งกว่า
ไทยจะอยู่ได้ไหมถ้าไทยไม่รักกันมา
ถ้าอยากเป็นไทไม่เป็นขี้ข้า
อย่าลืมกันว่าพลังสามัคคี
ผู้ส่ง
เอามาฝากจากเวบพี่โอ๋
email
url
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com
ip
202.183.235.3:10.104.104.47
ส่งเมื่อ
30 มี.ค.49
เวลา
13:21
ความคิดเห็นที่ 1
คนเรามองแค่เอาตัวรอด และเห็นแก่ตัวกันเยอะ ข่าวสารไหน ช่วยให้เขาได้ประโยชน์ หรือตามกระแส ก็จาหันเหไปฟังทางนั้น ยากที่จะเปลี่ยนความคิด พิจารณาว่าข่าวไหนจริงว่าข่าวไหนปลอม ยิ่งคนเมืองหลวงต่างคนต่างอยู่ไม่มีการพึ่งพากัน พึ่งแต่สื่อ ก็เลยเป็นผู้เปิดรับฝ่ายเดียว กระแสไปยังงัย ก็เป็นไปตามนั้น ขนาดการประท้วง ยังเป็นแฟชั่นเลยซิเอ้า ไม่รู้คิดได้งัย เหมือนประหนึ่งว่าความวุ้นวายเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องธรรมดา อาจเพราะคนกรุงขาดความรู้สึกที่เป็นผู้ให้ จิตใจตกต่ำลง จนไม่ได้มองเห็นแท้ถึงความสงบ เห็นแต่ความวุ้นวายของสังคม
ที่แกร่งแย่งชิงดีกัน จนเคยชิน....
ผู้ส่ง
โตโร่
email
url
ip
58.9.123.2
ตอบเมื่อ
30 มี.ค.49
เวลา
22:51
ความคิดเห็นที่ 2
กระบวนการคัดง้างทางอำนาจหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในลักษณะทางโครงสร้างนั้นจะต้องมีการดำเนินการที่เหมาะ เพราะถ้าเลือกวิธีดำเนินการที่ไม่เหมาะสมผลเสียย่อมตกอยู่กับส่วนรวมและประเทศชาติ การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากนโยบายสาธารณะนั้น คงต้องเลือกแนวทางที่สันติน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด การแก้ปัญหานั้นหลายครั้งหลายคราจะต้องแลกด้วยเวลา การหักด้ามพร้าด้วยเข้าอาจจะไม่ส่งผลที่ดี
.................................
เห็นด้วยมากๆ
ผู้ส่ง
ผ่านมาเฉยๆ
email
url
ip
192.150.249.114
ตอบเมื่อ
31 มี.ค.49
เวลา
07:59
ความคิดเห็นที่ 3
ขณะนี้เำกิดสงครามข่าวบนสื่อ... ทุกคนควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดี...
ผู้ส่ง
กลด
email
url
ip
202.142.206.47
ตอบเมื่อ
31 มี.ค.49
เวลา
21:58
ความคิดเห็นที่ 4
ชื่นชอบข้อความนี้ที่หนุ่มน้อยทหารของเรามีความสนใจเรื่องนี้ การโฆษณาชวนเชื่อ มีอยู่รอบตัวเรา(อย่างแท้จริง) แม้กระทั่งในสังคมครอบครัว
สุดแต่ว่าจะนำมาใช้ให้เป็นทางการ โก้หรูสำหรับนักวิชาการ การเกลี้ยกล่อม และการโฆษณาชวนเชื่อเกือบแยกกันไม่ออก อย่าว่าแต่เขา เราก็ใช้พูดจากันอย่างนี้ทุกวันมิใช่หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "เจ้านาย" ที่บ้านของเรา ขุนคลังผู้ที่เราอ่อนใจทุกครั้งที่จะขอเบิกงบประมาณประจำวัน...
มันเป็นกลวิธีให้ผู้อยู่ในเป้าหมายเรารับสื่อที่เราประสงค์จะป้อนให้และหวังผลในทางตรงและอ้อม โดยพยายามขยายผลกระทบให้เกินกว่าความเป็นจริง ก็เท่านั้น เรื่องนี้ถามรัฐบาลและกระทรวงทบวงกรม แม้กระทั่งธุรกิจทุกประเภทก็นำเอาวิธีนี้มาใช้ จนรัฐ(จำเป็น หรือจำใจ) ต้องสร้างองค์กรมาคอยดูแล แต่เป็นการดูแลที่ปลายเหตุมากกว่า เมืองไหนก็เป็นอย่างนี้แหละ วิถีไทย
ผู้ส่ง
พิทักษ์สิน
email
naipond1946@hotmail.com
url
ip
124.157.148.192
ตอบเมื่อ
24 มิ.ย.50
เวลา
22:37
ความคิดเห็น
ชื่อผู้ส่ง
*
อีเมล์ :
เว็บไซต์ url :
ข้อความ
*
ตอบข้อความที่ :
ไฟล์รูปภาพ -->
(.jpg .gif หรือ .png ขนาดไม่เกิน 100 Kb)
Code :
*หมายเหตุ: ชื่อไฟล์รูปภาพที่เป็นภาษาไทยอาจไม่สามารถแสดงผลได้
[
เว็บบอร์ด
] [
หน้าแรก
]
© 2003-2005 นตท.26
info@precadet26.org