HOME
เว็บบอร์ด
ทำเนียบรุ่น
แก้ไขข้อมูล +14
โทร & อีเมล์
เว็บน่าสนใจ

ข้อความเว็บบอร์ด

 ข้อความที่ 1082384  ประเภท: เรื่องทั่วไป    ลบทั้งหมด       

เรื่อง
  อีกกี่ชาติ จะโชคดีอย่างนี้ ..

เมื่อวานนี้วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ตรงกับวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหก วันวิสาขบูชา วันสำคัญสามเหตุการณ์ ของพระพุทธศาสนา คือ วันประสูติ ตรัสรู้ และ เสด็จปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันสำคัญแบบนี้ คนไทยก็มีวิธีการที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ก็คือ ทุกคนจะเน้นว่า
วันนี้ต้องทำบุญ ที่ทำกันมากๆ คือ การใส่บาตรพระในตอนเช้า

ตอนค่ำก็จะไปเวียนเทียนที่วัด บางคนอาจทำทั้งสองอย่าง

ในกรุงเทพฯ คงไม่สะดวกที่จะไปทำทั้งสองอย่าง เพราะจำนวนคนที่หนาแน่นมาก
ต่อให้กระจายอย่างไร ก็ยังเต็มพื้นที่อยู่ดี

เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ มีการอุปสมบทพระเป็นแสนรูป คือรวมตั้งแต่ต้นปี สำหรับวัดทั้งหลาย
ไม่ได้บวชเฉพาะวันสำคัญเท่านั้น แต่ว่าสำหรับวัดสำคัญ แบบวันวิสาขฯ ก็คงมีผู้มีจิตศรัทธาอยากจะอุปสมบท มากกว่าช่วงอื่น เพราะเป็นวันสำคัญ

ดังนั้น ในช่วงนี้จึงมีพระบวชใหม่มากๆ และจะเห็นว่าในตอนเช้าๆ มักจะมีพระที่ออกรับบาตร เป็นคณะ ลักษณะเรียงแถวยาว

บางคนกลัวว่า ตามเทศกาลสำคัญมักจะมีคนใส่บาตรมาก เกินจำนวนพระ ก็คงไม่ต้องกังวล
เนื่องจากว่า ปีนี้มีพระมากกว่าจำนวนญาตโยมที่มาใส่บาตร (ซึ่งพวกเราไม่ทราบจริงๆว่าจะมีพระมากขนาดนี้ )

วันที่ ๒๘ เตรียมของไปใส่บาตร จำนวนหนึ่ง การใส่บาตรอย่างต่อเนื่องกับพระสงฆ์หลายรูป ทำให้รู้สึกดีมากๆ เหมือนกับความคิดที่เป็นกุศล กำลังไหลเวียนต่อเนื่องในใจของเราเอง

เมื่อเช้านี้ ได้ไปใส่บาตรอีก เพราะตั้งใจว่าจะใส่บาตรต่อเนื่อง ๓ วัน

พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็คิดว่าจะไปใส่บาตรต่ออีกวันหนึ่ง

ใครยังไม่เคยลอง แนะนำให้ลองดูก็ได้ สิ่งที่จะไปใส่บาตร เป็นแนวนิยมของแต่ละบุคคลจริงๆ หากกังวลเรื่องอาหารสด จะเป็นพวกเครื่องดื่ม แบบนมกล่อง โอวัลติน ไมโล น้ำผลไม้ ฯลฯ ก็สุดแท้แต่ กำลังของตนเอง และ ความสามารถในการตื่น

บอกกับตัวเองเสมอว่า โชคดีที่เราเกิดมาบนแผ่นดินไทย แผ่นดินพุทธศาสนา
ได้มีโอกาสเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้เป็นพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลปัจจุบัน การได้พบกับสองสิ่งนี้ในชีวิตหนึ่งถือว่า
ตัวเองโชคดีอย่างมากมาย กว่าคนอื่นๆ ในโลกนี้ไม่รู้จักกี่เท่า

หากเรารู้จักรับ รู้จักคิด รู้ปฏิบัติ ตามแนวทางปฏิบัติทางพระพุทธศาศนา ในทางโลกตามแนวพระราชดำริ ฯ ก็จะรู้สึกจริงๆ ว่าเราโชคดี

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.249   ส่งเมื่อ 29 พ.ค.53 เวลา 11:04
 
 ความคิดเห็นที่  1

ในหนังสือเล่มหนึ่ง เล่าเกี่ยวกับ คำถามของคนต่างประเทศคนหนึ่งที่เข้ามาเพื่อศึกษา
พระพุทธศาสนาในเมืองไทย

(คิดแล้วก็ตลกมากที่ว่า คนไทยพยายามเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ว่าเป็นวิทยาการสมัยใหม่ แต่คนต่างชาติ พยายามจะเดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาในเมืองไทย )

เขามีโอกาสเดินทางพบหลวงพ่อชา แล้วก็ถามท่านว่า
" เราจะศึกษาพระพุทธศาสนาไปทำไม "
หลวงพ่อชาไม่ได้ตอบคำถาม แต่ถามเขาว่า
" แล้วทุกวันที่กินข้าว กินทำไมล่ะ "


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.249   ตอบเมื่อ 29 พ.ค.53 เวลา 11:35
 ความคิดเห็นที่  2

หนังชุด จิ๋นซีฮ่องเต้ มีอยู่ฉบับหนึ่ง ที่คัดเลือกผู้แสดงได้เหมาะที่สุด

นักแสดงคนนั้นชื่อ หลิวหย่ง

แค่เสียงหัวเราะซึ่งเป็นช่วงปิด และ เปิด ตอนของหนัง ก็กินขาดทุกเวอร์ชั่นแล้ว

ตอนสุดท้าย จิ๋นซี รู้ตัวว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามา เขาไม่ชอบกลางวัน
เพราะพระอาทิตย์ขึ้น แสดงถึงวันที่จะเพิ่มขึ้นอีกวัน วันของเขาก็จะหมดไปอีกวัน

ชิงชังพระอาทิตย์ขนาดตะโกนสั่งว่า

" ดวงตะวัน ข้าสั่งให้เจ้าหยุด ได้ยินไหม "

เหมือนกับชายผู้หนึ่งในนิทานธรรมะ เขาเกลียดแสงแดด เป็นที่สุด
มันร้อนแรงมากจริงๆ ยิ่งวิ่งหนีเท่าไหร่ ก็ยังพบว่าหนีไม่พ้นแดด และเงาของตัวเอง

วิ่งจนมาถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาหมดแรงแล้วก็นั่งพิงใต้ต้นไม้นั้น

แล้วก็คิดได้ว่า ทำไมโง่อย่างนี้ วิ่งมาได้เป็นนาน แค่หยุด แล้วก็หาที่บังเงาเท่านั้นเอง
ก็แก้ปัญหาได้แล้ว มันง่ายกว่าที่คิดตั้งเยอะ


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.249   ตอบเมื่อ 29 พ.ค.53 เวลา 13:10
 ความคิดเห็นที่  3



อยากให้ จขกท.แนะนำให้สมาชิกที่เป็นชาวพุทธได้ทราบว่า"การทำบุญ"คืออะไร ?

เป้าหมายของ"การทำบุญ"ตามที่พระพุทธองค์ท่านต้องการคืออะไร ?

ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรรู้และประกาศให้ชาวพุทธด้วยกันได้ทราบอย่างยิ่ง

สำหรับการไปใส่บาตรนั้นเป็นเพียงแค่ติ่งหนึ่งในบริบทของการทำบุญเท่านั้น

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.174.118.155:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 08:26
 ความคิดเห็นที่  4



โทสะ ก็คือกิเลสตัวหนึ่ง
การรักษาศีล ข้อ ๑ ก็เพื่อละกิเลสตัวนี้

ถึงแม้จะรักษาศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ได้ แต่ถ้าจิตของเรา ยังละโทสะไม่ได้ก็ไม่เกิดผลนัก

เราจะละได้ก็ต้องมองให้เห็นโทสะ รู้สภาวะ รู้ทันว่าโทสะเกิดแล้ว

ผมไม่ใช้คำว่า "กำจัดโทสะ" นะเพราะมันกำจัดไม่ได้หรอก โทสะมันอยู่ในใจคนทุกคนนั่นละ

เพียงแต่เราจะรู้ทันมันได้หรือไม่เท่านั้น เมื่อ"จิตรู้ทันโทสะ" โทสะก็จัดดับไปเอง.....

ข้อ ๒ ก็เช่นกัน ไม่ลักทรัพย์ ถึงทำได้แต่ถ้ายังมี"ความโลภ"อยู่เต็มหัวใจก็ไม่มีประโยชน์หรอก

....อยากจะเขียนต่อนะ..เดี๋ยวเพื่อนๆจะหาว่า หน.ดม แม่งบ้าไปแล้ว.....555

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.104:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 11:36
 ความคิดเห็นที่  5



จิต : มีคุณสมบัติการทำงานอยู่ในมิติต่างๆอยู่สี่มิติ คือ ความจำ การรับรู้อารมณ์ ความคิด และความรู้สึกทางอารมณ์

โทสะคือความขัดแย้ง เป็น ๑ ใน ๗๘ ของเจตสิก(อาการแสดงออกของจิต) ที่มีอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกๆคน โทสะ เกิดขึ้นในขณะที่ จิตไม่พอใจอารมณ์ขณะนั้น ซึ่งสิ่งที่จิตรับรู้มาใหม่แต่กับขัดแย้งกับทัศนะคติหรือความรู้สึกที่มีอยู่เดิม เกิดก่อนที่จะส่งผ่านไปทำหน้าที่ในมิติของ"ความคิด" ด้วยนะ ฉะนั้นคนเราถ้าโกรธ แล้วไม่รู้ตัวว่าโกรธ จะปรุงแต่งความโกรธนั้นอย่างไร้ความคิดได้ง่าย สภาวะเช่นนี้เรียกว่า"โกรธจนสิ้นคิด" ครับผม

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.155:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 14:51
 ความคิดเห็นที่  6



ทำไมถึงแนะนำเรื่อง "จิต" ?

ก็เพราะว่า "จิต" เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่คนเราส่วนใหญ่มักละเลยที่จะเรียนรู้กระบวนการทำงานของมัน

พอเริ่มจำความได้ก็ ออกวิ่งตาม"เงานั้น"จนหมดแรง

หันกลับมาถาม จิตตนเองเถอะครับว่า * * * * ต้องการอะไร ?

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.60:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 15:23
 ความคิดเห็นที่  7

ให้แนะนำยากขนาดนั้น (ตาม คห ที่ ๓) คงจะไม่ไหว แต่คิดว่าไปหาอ่านได้ตามหนังสือ
ธรรมะ ซึ่งตอนนี้ (น่าสังเกตว่า) มีจัดพิมพ์ออกมามากมาย

เอาทัศนะของตัวเองดีกว่า แบบนั้นพอจะเขียนได้

เป็นชาวพุทธที่รู้ตื้นเขินมาก จำได้สามประการ คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว
และ ทำใจให้ผ่องใส ท่องศึล ๕ ได้ แล้วคิดว่า โดยมากจะรักษาศีล ๕ ได้ในระดับหนึ่ง
ในบางวันถ้าใจนิ่งๆ ก็ควรรักษาถึงเจตนาของศีลได้ด้วย

การทำบุญ หรือ ทำทาน ไม่ได้ทำเพราะอยากไปสวรรค์ เรื่องใส่บาตร ต้องบอกว่า
เป็นเพราะทางบ้านทำมาตั้งแต่สมัยก่อน พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็คิดว่าทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่
ตนเองจะทำได้ในฐานะที่เป็นชาวพุทธ

กรณีที่เป็นเทศกาล และ มีพระบวชมากๆ คิดว่าต้องใส่บาตรให้มากขึ้น ไม่ใช่ยึดว่าจะได้บุญมากกว่าปกติ แต่ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมพระพุทธศาสนา ให้มีผู้สนใจมาศึกษา
ตัวเองบวชไม่ได้ก็ทำหน้าที่ในส่วนที่ทำได้

แต่การจะทำก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองเดือดร้อน หรือ สร้างภาระแต่อย่างไร
เป็นรู้สึกดีที่ได้ทำ จากนั้นเมื่อทำบ่อยๆ เข้าเลยกลายเป็นติด อาจเกิดสัญญาขึ้นมา
โดยไม่ตั้งใจ

การทำบุญให้ทาน สำหรับตัวเองนับว่าเป็นการปฏิบัติทีง่ายที่สุดแล้ว เพราะว่าไม่ต้องฝึกส่วนของจิตใจ การวิปัสสนา กรรมฐาน ซึ่งตรงนั้นต่างหากที่จะได้รับกุศลสูงกว่า และ เป็นข้อควรปฏิบัติมากกว่า (ตรงนี้อยู่ที่วาสนาด้วยละมั้ง )

ส่วนเรื่องของจิต ก็อยากจะรู้เท่าทันจิตของตนเอง และ มีจิตที่วางจากความทุกข์
สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ ก็คือ พยายามให้ตัวเองมีสติมากๆ เสียก่อน จะได้เท่าทันความรู้สึก
ไม่ยอมให้จิตปรุงแต่ง ไปตามสิ่งเร้า ภายนอก มากเกินไป

ที่เกิดบ่อย คืออาการลืมตัว เผลอเต้นไปตามสิ่งที่มากระทบ เรื่องที่ร้ายแรงคือ โทสะ
อาการนี้อันตราย และเป็นเรื่อง ถ้ากำลังปรี๊ด แล้วเกิดหมดลมในตอนนั้น หมดสิทธิเป็นคนในชาติต่อไปได้ทีเดียว

อาการลืมตัวนี่ สำคัญมาก เหมือนกับเราเดินอยู่ดีๆ แล้วมีคนขว้างค้อนมาใส่ แทนที่จะหลบ
ดันไปรับ ดังพลั่ก ถ้ามีสติเราจะต้องหลบ ไม่ไปยินดียินร้าย

ก็พยายามปฏิบัติตามนี้ ส่วนเรื่องการเจริญสติ หรือ วิปัสสนากรรมฐาน ตามหลัก สติปัฏฐานสี่ ยังเป็นสิ่งที่คิดอยู่นั่นแล้วว่า คงจะได้ทำ แต่บางทีตัวอวิชาทำให้หวาดๆ ว่าถ้าเราปฏิบัติผิด
อาจจะแย่กว่าเดิม





ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  203.151.230.156   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 18:49
 ความคิดเห็นที่  8

ส่วนที่ ท่าน หน.ดม. เขียนความเห็น แล้วเกิดลังเล ต้องเรียนรบกวนให้เขียนต่อ
เพื่อจะได้รับความรู้ไปด้วย

เมื่อลงมือแล้วก็ต้อง ทำให้เต็มที่ อุปมาดั่ง เกาทัณฑ์ที่วางลูกศรไว้แล้ว แต่กลับชะงัก ครึ่งๆ กลางๆ ได้ไง

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  203.151.230.156   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 19:02
 ความคิดเห็นที่  9



ต้องเข้าใจก่อนว่าในการใช้ชิวิตเยี่ยงฆารวาสนั้นสามารถเข้าใจธรรมของพระพุทธองค์ได้ระดับหนึ่ง ฆารวาสบางคนที่ปฏิบัติได้ถูกต้องก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้สูงกว่าพระสงฆ์(ที่ไม่ได้เรื่อง)อีกหลายองค์

เมื่อพูดถึงธรรมมีทั้งในธรรมเชิงลึก(แนวปฏิบัติ) และธรรมเชิงสังคม(สำหรับสอนคนหมู่มาก) แต่ที่จะกล่าวถึงนั้นส่วนใหญ่เป็นธรรมเชิงลึกมากกว่าเชิงสังคม

โดยหลักปฏิบัติ(ที่ถูกต้อง)ของสงฆ์ตามที่ หน.ดม ทราบนั้นเกื้อกูลต่อการบรรลุธรรมได้สูงกว่า เพราะกิจวัฒน์ในแต่ละวันล้วนแต่ดำเนินไปอย่างสำรวมมีสติเกือบตลอดเวลา เมื่อฝึกบ่อยเข้าจิตจะจำสภาวะได้แม่นยำกว่า ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระสงฆ์จะดื่มน้ำไม่ใช่ว่าจะเดินไปหยิบน้ำจากตู้เย็นมาดื่มได้เลย หมายถึงเมื่ออยากดื่มน้ำจะต้องหาลูกศิษย์มาประเคน เมื่อรับประเคนแล้วต้องหาที่นั่งอันเหมาะสม พิจารณาให้เห็นถึง"ความกระหายดื่มน้ำ"ในกายตนเองจนรู้แจ้งว่าความรู้สึกเช่นนี้เองหนอคือ"ความกระหายน้ำ" รู้ถึงระดับของความกระหายน้ำ แล้วก็ตั้งจิตให้แน่วแน่ยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำนั้น พิจารณาว่านี่คือ"น้ำที่เรากระหายนั่นเอง" แล้วจึงดื่มลงไป ในขณะที่ดื่มก็ให้พิจารณาว่า ความกระหายน้ำนั้นดับลงไปได้อย่างไร แล้ววันหนึ่งๆพระสงฆ์ต้องทำเช่นนี้กี่ครั้ง ลักษณะของการปฏิบัติเช่นนี้ละคือ "วิปัสสนา" การปฏิบัติเช่นนี้หากลองปฏิบัติอย่างต่อเนื่องได้สักระยะเวลาหนึ่งจะเริ่มเห็นผล อารมณ์ชนิดอื่นก็เช่นเดียวกัน มีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วดับไป ด้วยเหตุปัจจัยนั้นๆต่างกันออกไป แต่ที่สำคัญอยู่ที่ว่าให้มีสติรู้ทันอารมณ์ต่างๆนั้นนั่นเอง....

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.41.15   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 20:24
 ความคิดเห็นที่  10



อยากทำความเข้าใจประการต่อไปว่า "วิปัสสนา" กับ "กรรมฐาน" นั้นต่างกันทั้งเป้าหมาย และวิธีการในการปฏิบัติ

ชาวพุทธหลายคนไม่รู้ว่า วิปัสสนาคืออะไร และกรรมฐานคืออะไร ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็นพื้นฐานของพุทธศาสนาเราเอง ส่วนใหญ่จะใช้ปนกันจนมั่วไปหมด นี่คือจุดอ่อนของชาวพุทธเวลาไปสนทนากับศาสนิกอื่น เราก็เอาเปลือกของพุทธไปสนทนากับเขา

สมถกรรมฐาน ก็คือ การฝึกจิตให้สงบโดยการหางานให้จิตทำ หาสิ่งยึดเหนี่ยวให้จิต(จะเรียกว่าวิหารธรรมก็ได้) ทำให้จิตสงบ ประณีต ขึ้นโดยลำดับ ซึ่งมีวิธีการฝึก อยู่หลายวิธี (๔๐) แต่ที่นิยมกันมากคืออาณาปานสติ (กำหนดที่ลมหายใจเข้า-ออก) ทำจิตให้ว่าง หรือเอาจิตไปวางไว้ในความว่าง เมื่อเข้าถึงสภาวะหนึ่งลมหายใจทั้งเข้าและออกจะสะอาด ละเอียด ใส เหมือนจิตเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นสุข โล่ง สบาย (อธิบายสภาวะนั้นได้ยากครับ และเมื่อเข้าถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องพะวงกับการอธิบายสภาวะนั้นนะครับ เพราะว่าเมื่อคิดจะอธิบายสภาวะเมื่อไรสภาวะนั้นจะหายไปทันที)เรียกว่าได้ฌาน แต่ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ฝึกจะเข้าไปถึงสภาวะนั้นได้เสมอนะ ไม่ทุกครั้งหรอก ซึ่งฝึกสมถกรรมฐานนี้จะทำให้จิตมีพลัง มีเอฟเฟ็คข้างเคียงมาก ดังนั้นในการฝึกควรมีผู้แนะนำ คนจำนวนมากฝึกแล้วหลงทาง หลงในฌาน บางคนก็คิดไปว่าตัวเองบรรลุแล้วซึ่งไม่จริง ข้อดีประการสำคัญคือทำให้จิตมีพลังสามารถนำจิตที่ฝึกแล้วไปปฏิบัติวิปัสสนาต่อได้ เมื่อออกจากฌานแล้วจิตก็กลับสู่สภาพดังเดิมครับ

วิปัสสนาภาวนา คือการปฏิบัติให้จิตรู้สภาวะตามความเป็นจริงลงในปัจจุบัน เหมาะกับพวกหัวดื่อเชื่ออะไรยาก การปฏิบัติวิปัสสนานั้นจะเห็นผลช้า ปลายทางของการปฏิบัติจะทำให้จิตเห็นสภาวะของความเป็นจริงจนคลายความยึดมั่นถือมั่นในการมีตัวตน ฝึกแล้วจะทำให้เกิดปัญญา หน.ดม ก็ปฏิบัติในแนวทางนี้ แต่ยังไม่ถึงขั้นเห็นสภาวะตามความเป็นจริงได้ อาจารย์ของหน.ดม บอกว่าการบรรมรรคผลนั้นก็ด้วยวิปัสสนาเท่านั้น (ซึ่งไม่มีศาสนาอื่นใดสอนเช่นนี้ ความแตกต่างระหว่างศาสนาอื่นกับศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้)

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.41.15   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 21:45
 ความคิดเห็นที่  11


การลืมตัวหรือเผลอ สติเผลอเป็นช่วงๆ ก็เป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติเพราะตัวของสติเองก็เป็นสภาวะธรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน มันจึงไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลาหรอก มีเกิด มีดับ มีเผลอบ้างเป็นธรรมดาของมันเช่นนั้นเอง ขอให้ฝึกบ่อยๆจิตจะจำสภาวะได้มากขึ้นเอง....

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.41.15   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.53 เวลา 21:59
 ความคิดเห็นที่  12

อาจจะดูเกินเลย หากจะบอกว่า ความพยายามที่จะจับจิตให้อยู่ ไม่ปรุงแต่งง่ายๆ ไปตามภาวะภายนอก เพราะไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว

การไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว เป็นเป้าหมาย ที่ตั้งขึ้นมาก่อน แล้วก็ย้อนกลับมาหาวิธีการ

การตั้งสติให้กำกับจิตใจอยู่เสมอ เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามเริ่มต้น ซึ่งจะต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อาการวูบตามสิ่งเร้า ก็จะเกิดน้อยลง หากทำบ่อยๆ เข้า แต่การฝึกสติให้รู้ถึงความไวของจิต คนธรรมดาอย่างเราคงทำได้ยากมาก เพราะจิตมีความไวสูงมาก

พยายามที่จะควบคุมตนเองมิให้ไปตามสิ่งเร้า เพราะไม่อยากจะไปเกิดภาระผูกพันใดๆ เพิ่มขึ้น กรรมที่มากับเราจะได้ลดน้อยลงไป ที่สุดการไม่กลับมาเกิดอีก ก็จะเป็นไปได้

ทุกครั้งที่สร้างกุศล ก็จะอธิษฐานด้วย สองประการ ก็คือ ส่วนหนึ่งก็ขอให้พุทธศาสนาอยู่คู่กับแผ่นดินไทย ให้เป็นประเทศที่ร่มเย็น ตกไม่แตกใครคิดร้ายให้ทำไม่สำเร็จ ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ก็สำหรับตัวเองมีดวงตาเห็นธรรม ไม่ทุกข์ รวมทั้งไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด

การอธิษฐานสำหรับบ้านเกิดเมืองนอน นั่นก็เท่ากับอธิฐานเพื่อตัวเองด้วย เพราะว่าหากประเทศที่เราอยู่อาศัย ปราศจากความสงบสุข ตัวเราก็ทุกข์ไปด้วย ความทุกข์อันนี้ค่อนข้างจะวางได้ยาก แม้จะพยายามคิดว่า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง อย่าไปยึดติดมากก็ตาม

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.143   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 07:02
 ความคิดเห็นที่  13

การทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ครบสิบประการ ผู้ปฏิบัติล้วนได้บุญ (มากน้อยตามข้อที่ทำ) และ หากมีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ๓ ระยะ คือ ก่อนทำ ขณะทำ และ หลังจากที่ทำบุญแล้ว ก็จะเป็นการดีต่อตนเองเท่านั้น

สิบประการ มีอะไรบ้าง

๑ ทานมัย ทำด้วยการบริจาคทาน สละทรัพย์ต่างๆ ในลักษณะ
วัตถุทานที่บริสุทธิ์ ได้มาถูกต้อง เจตนาบริสุทธิ์ไม่มีวาระซ่อนเร้น บุคคลผู้รับบริสุทธิ์

** ข้อนี้ข้อเดียวที่ใช้ทรัพย์ **

๒ สีลมัย การรักษาศีล

๓ ภาวนามัย อบรมจิตใจละกิเลส ตั้งแต่หยาบจนละเอียด ภาวนาให้จิตตื่นรู้ มีปัญญาไม่หลับใหลในความมืด กองกิเลส

๔ อปจายนมัย อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ พ่อแม่ ญาติผู้อาวุโส ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ ผู้มีชาตวุฒิ (พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ฯลฯ) และผู้มีพระคุณต่อเรา

๕ ไวยยาวัจจมัย คือ ขวนขวายในกิจที่ชอบ ทำคุณความดี สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม

๖ ปัตติทานมัย การอุทิศส่วนบุญให้ สรรพสัตว์ มนุษย์ อมนุษย์ ในบุญที่เราทำไป

๗ ปัตตานุโมทนามัย การร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้อื่น

๘ ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรมตามกาล เช่น ทุกวันพระ หากไม่ได้ไปวัด เดี๋ยวนี้ก็มีการกระจายเสียงพระเทศน์ ทุกเช้าวันอาทิตย์ หรือ วันสำคัญทางศาสนา

๙ ธัมมเทสนามัย การแสดงธรรม รวมทั้งการประพฤติปฏิบัติ กาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ เป็นตัวอย่างบุคคลอื่น ก็ได้บุญ

๑๐ ทิฏฐชุกรรม ด้วยการทำความเห็นให้ตรง เข้าใจบาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นสาระ แยกเนื้อออกจากกาก คือสิ่งไร้สาระ รวมถึงการให้อภัยทานด้วย

จะเห็นว่า หลายๆ ข้อ เราอาจปฏบัติกันมาแล้วทั้งนั้นในชีวิตประจำวัน



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.143   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 07:19
 ความคิดเห็นที่  14


คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีมาก ทุกคำสอนล้วนมีคุณค่าต่อผู้ปฏิบัติอย่างมหาศาล

ผมขอเน้นตรงนี้นะว่า "ผู้ปฏิบัติ" ถ้าเป็นการรู้และเข้าใจด้วยวิธี"การอ่าน" จะไม่เกิดคุณค่านัก

บทบูชาพระธรรมตอนหนึ่งจึงกล่าวว่า " สันทิฏฐิโก" ซึ่งหมายถึง "ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง"

ด้วยตนเองเท่านั้นนะครับ เห็นแทนกันไม่ได้

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.13:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 11:16
 ความคิดเห็นที่  15


ต่อจาก คห.ที่ ๑๐

ข้อแตกต่างประเด็นสำคัญของ กรรมฐานและวิปัสสนา อีกประการหนึ่งคือ

กรรมฐานนั้นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่สงบ ปลีกวิเวก ไร้สิ่งรบกวนใจ ยึดให้จิตนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ส่วนวิปัสสนานั้น คือการรู้ลงในปัจจุบัน(ด้วยใจที่เป็นกลางไม่ปรุงแต่ง)ตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริง (เน้นว่าในปัจจุบัน) ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่อันสงบ สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้เกือบทุกที่(ยกเว้นเฉพาะในเวลาที่จิตใช้ความคิดจะไม่สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้นอกนั้นสามารถปฏิบัติได้หมด) การปฏิบัติวิปัสสนานั้นไม่มี side effect แต่ประการใด

การรู้ที่ว่านั้นเป็นการรู้ตาม......ไม่ใช่กำหนดรู้

รู้ในปัจจุบัน.....อดีต และอนาคตไม่เกี่ยว

ไม่จำเป็นต้องนั่ง ไม่จำเป็นต้องหลับตา

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.50.43   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 14:32
 ความคิดเห็นที่  16


สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมดูได้จากเว็ปนี้....ครับผม

เดินตามรอยเท้าพระพุทธเจ้า ตามทางที่พระพุทธองค์ทรงบอกทาง




ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.192:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 15:13
 ความคิดเห็นที่  17


เอามาให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง....


พระบวชใหม่รูปหนึ่ง เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ ขณะเดินก้มหน้าแต่พอประมาณเพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั่นเอง อยู่ๆก็มีชายวัยกลางคนแต่งกายสุภาพคนหนึ่งใส่สูท ผูกเน็คไทสวมแว่นตาเดินเข้ามาหาท่าน พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย
พระรูปนั้นตกตะลึงรีบเดินหนี
แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว แต่เสียงด่าของเขายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อกลับถึงวัดก็ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน ก็ยิ่งรู้สึกโกรธจนหน้าตาแดงก่ำ ยิ่งคิดไปว่าตั้งแต่บวชมาตนเองก็ไม่เคยกระทำความผิดอันใดก็ยิ่งโกรธหนักเข้าไปอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ถูกด่าวันศุกร์ เช้าวันจันทร์ก็ยังไม่หายโกรธ

เช้าวันจันทร์พระบวชใหม่ก็ประคองบาตรเดินผ่านจุดเดิมอีก นึกในใจว่าวันนี้ถ้าได้เจอจะต้องถามให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ว่ามาชี้หน้าด่าตนด้วยเรื่องอันใด
ระหว่างทางเดินกลับวัด โดยไม่คาดฝัน พระหนุ่มก็ทอดตาไปพบชายคนนั้นเข้าจนได้
ท่านพยายามเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ชายผู้นั้นหาจำท่านได้ไม่
แต่กลับรำพึงรำพันว่า " ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า....บัดนี้พระองค์ ทรงกลับมาครองกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ..." ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเฉิบๆ......

พระบวชใหม่ได้เห็นดังนั้น...ท่านก็ได้รู้ว่าที่แท้..ชายผู้นี้เป็นคนบ้าในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง

ความโกรธในจิตใจที่ก่อตัวมา ๓ วัน ๓ คืน พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดาย....

ความรู้สึกนั้นหายไปได้อย่างไร..?

ทำไมเราจึงปล่อยวางกับคนบ้าได้ง่ายดายนัก....แต่ทำไมกับคนปกติเราปล่อยวางไม่ได้.....?


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.100:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 31 พ.ค.53 เวลา 20:52
 ความคิดเห็นที่  18

เพราะเราไม่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาคิด
รวมทั้งมักจะคิดว่าทำไมเขาไม่คิดเหมือนกับเรา

บางครั้งแค่ความคิดของเรา สังเกตว่าจะมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ "ของเรา"
เราก็บอกว่าเราเป็นเจ้าของความคิดอันนี้

ท้ายที่สุด เรากลับเป็นของมัน เพราะบางคนสามารถทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้คนอื่น
คล้อยตาม ความคิดของตนเอง

เมื่อคืนนี้ และ คงจะวันนี้ทั้งวัน คงจะได้เห็นละครชีวิตฉากใหญ่อย่างต่อเนื่อง
ชนิดที่ว่า ละครน้ำเน่า ต้องกลายเป็นน้ำดีไปเลย

กลิ่นเน่าของลมปาก มันโชยออกมา อย่างต่อเนื่อง และคงวันนี้อีก ทั้งวันที่
สลับกันมาปล่อยอากาศเสีย (ประหนึ่งเป็นการผายลมทางปาก) อย่าไม่เกรงใจ
คนดู


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.83   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 07:02
 ความคิดเห็นที่  19


คนปกติ : เมื่อได้รับฟังการอภิปราย ใจของเขาก็คิดถึงข้อเท็จจริงหรือความเป็นไปได้ของเนื้อหาตามที่ผู้อภิปรายกล่าวถึงมุ่งไปที่สิ่งนั้นขัดแย้งหรือสอดคล้องกับสิ่งที่เขารับรู้มา คิดเลยไปถึงอนาคต แนวโน้มอันน่าห่วงใยในภายภาคหน้า สุดท้ายอาจไม่ได้คำตอบอันใดที่ชัดเจน

คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา : เมื่อได้รับฟังการอภิปราย ภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงรูปอย่างหนึ่งที่ตาได้เห็นและหูได้ยิน เมื่อได้เห็น เมื่อได้ยินแล้ว จิตมีสภาวะเช่นไร จิตเกิดอารมณ์(เวทนา)เช่นไร แล้วรู้ตามจิตในปัจจุบัน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.38:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 07:58
 ความคิดเห็นที่  20

ปุจฉาเลยค่ะ....

สำหรับคนทำงาน แต่ปรากฎว่า เวลามีผลงานดี ก็ฉวยเอาไป
ครั้นมีเรื่องร้าย กลับโบ้ยให้เรา

หากเราไม่มีโอกาสไปแก้ตัว แล้วจะทำอย่างไรดี ?

คนปกติทำไง ?
คนที่ปฏิบัติทำไง ?

ตอบก็ได้ ไม่ตอบก็ได้ ค่ะ ตามสะดวก




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.83   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 12:15
 ความคิดเห็นที่  21


พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า "คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก"

ในสมัยก่อนการปล้น การขโมย ก็มีให้เห็นกันบ่อย แต่เป็นการปล้น การลัก ขโมยกันแต่เฉพาะสิ่งของ เงินทอง เท่านั้น ซึ่งในทางพุทธศาสนาเราเรียกว่าเป็นการลักทรัพย์ ผิดศีลข้อ ๒ คนที่ลักทรัพย์กระทำไปเพราะความโลภ

สมัยนี้คนเราพัฒนาการปล้นไปสู้ระดับการปล้นเชิงนโยบาย ปล้นกันแม้กระทั่งผลงาน (ตามที่พลเรือนได้ปุจฉา) ซึ่งก็มีเหตุมาจากกิเลสตัวเดียวกันนั่นเอง

คนปกติ : เมื่อถูกปล้น(ผลงาน)ก็จะคุ่นคิดเสียดายสิ่งที่ตนเองได้สู้อุตสาห์สร้างมาด้วยความยากลำบาก มานะอดทน แต่กลับถูกโจรมาปล้นเอาไป นอกจากไม่ได้รับชื่อเสียงจากผลงานนั้นแล้ว(โดยทางตรง) ยังต้องเสียความรู้สึก ถ้าปรุงแต่งความเสียดายรุนแรงมากอาจถึงกับเป็นโรคประสาทได้

คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา : จะทราบว่าคุณความดีที่เราสร้างไว้นั้น ไม่มีใครสามารถเอาไปได้อย่างแน่นอน กรรมใดเป็นของใครผู้นั้นก็ต้องได้รับ ท่านคิดว่าโดยปกติ จิตของเราเสพรับ เกียรติยศชื่อเสียง การยอมรับทางสังคม และคำสรรเสริญเยินยอ ได้อย่างไร ความรู้สึกปราบปลื้มนั้น มีมูลเหตุที่เกิด ดำรงค์อยู่ แล้วดับไป
:ผู้ปฏิบัติแล้ว เป็นสุขกับความดีที่ตนได้กระทำ มิได้มีความสุขจากการปรุงแต่งตามคำสรรเสริญเยินยอเหล่านั้น และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงความดีของตนเองโดยไม่ต้องให้ใครพูดถึง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.215:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 13:28
 ความคิดเห็นที่  22


ต่อจาก คห.๒๑ ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ.-

คนปกติ : สุดท้ายจะเกียดชังคนที่มาปล้นผลงานของตนไป สร้างจิตที่เป็นโทสะต่อไป

คนที่ปฏิบัติวิปัสสนา : จะสงสารในเคราะห์กรรมที่โจรจะต้องได้รับในภายหน้า และมุ่งหวังให้โจรผู้นั้นได้รู้ถึงหายนะของกิเลสเช่นเดียวกับตัวเขาเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.215:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 13:35
 ความคิดเห็นที่  23

จิตของเราจะปรุงแต่ง โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้ครั้งละ ๑ อย่าง (แต่มันไวมากจนบางคนนึกว่า เกิดพร้อมกัน )

การให้อภัยจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าเรามีความรู้สึกเมตตา เห็นใจผู้ที่ทำให้เราทุกข์ใจ
ก็ด้วยการมองให้เห็นในข้อด้อยของเขา บางคนมีปัญหาทางจิตใจมาแต่วัยเด็ก
บางคนก็เก็บกด โดยคนดูถูกเหยียดหยามมานาน พอเริ่มมีฐานะขึ้นเขาก็อาจทำไป
โดยไม่รู้ตัว บางคนสร้างสัญชาตญาณการป้องกันตัวเองไว้สูงมาก เพราะไม่อยากโดนทำร้ายอีก เราไม่ทราบว่าชีวิตของเขาผ่านอะไรมาบ้าง

แต่จะมีสักกี่คนที่มีแผลใจมาแล้ว จะรู้สึกและสำนึกว่า สิ่งที่ตนเองได้รับมา
อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้นั้น เมื่อลืมตาอ้าปากได้แล้ว จะไม่ทำแบบนั้น
กับคนอื่นอีกต่อไป การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือสรรพสัตว์ เป็นสิ่งที่สมควรทำ ถ้าเรามีความพร้อม และ ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน

หากพบความทุกข์หนักๆ สาหัส มากๆ ถ้าเราผ่านมันไปได้ ก็มักจะปลง และ วางได้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยพบความทุกข์มาเลย

เวลามีความทุกข์มากๆ อย่าได้คิดเสียใจว่าทำไมเรามีกรรมหนักขนาดนี้ แต่จะต้องคิดใหม่ว่า โชคดีแล้วที่เรามีโอกาสได้ชดใช้กรรมเสียให้หมดไปโดยเร็ว แล้วก็ไม่เสียศูนย์ที่จะไปคิดว่า ทำดีไม่ได้ดีหรอก หันไปทำเลวจะสะใจกว่า



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.83   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 17:45
 ความคิดเห็นที่  24

สงสัยอีกแล้ว (ช่วงนี้โง่งมจริงๆ เพราะดูละครก่อนนอนมากไปหน่อย แบบว่ามาตอนตีหนึ่ง ตีสองอย่างงี้)

ปุจฉา

ถ้าเกิดหน่วยงานของเราโดนคนใส่ร้าย เราจะทำยังไง


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.83   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 17:47
 ความคิดเห็นที่  25

นั่งอ่านหัวข้อ น่าจะตั้งว่า อีกกี่ชาติ จะพ้นจาก สส แบบนี้ รวม สว ด้วย
บางคนเขาบอกว่า เขาเป็นคนรักษาคำพุดมาก เป็นพวกสัจจะจะ เอ๊ย พิมพ์เกินไปตัวนึง

พวกเขาช่างมีคุณภาพพอๆ กันทั้งสองฝ่ายเลยจริงๆ





ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.83   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 19:50
 ความคิดเห็นที่  26


ถ้า"จิต"เป็นเหมือน Program ตัวหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติหลายประการ

อย่างไรมันต้อง Run อยู่บน Application ตัวใดตัวหนึ่ง มันจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้

นอกจากนั้นยังหาสามารถ Search หา Application ที่เหมาะสมได้เองด้วย (ตามความเคยชินของมัน)

และ Application ตัวนั้นที่มัน Run อยู่ก็คือ เจตสิกทั้ง ๗๘ นั่นเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.157.72   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.53 เวลา 22:37
 ความคิดเห็นที่  27


การดำเนินการกิจกรรมทางการเมือง ก็ต้องใช้เงินนะ ต้องลงทุนกว่าจะได้มา ทุนที่ใช้ก็สูง

ในสังคมไทยเวลานี้ ต้นทุนทางความดีอย่างเดียวไม่พอ ที่จะแจ้งเกิดทางการเมืองได้

หลากหลายอาชีพก็ทะยานอยากเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าขัดใจฝ่ายการเมือง

แต่ก็พอมีช่องทางที่จะแก้ไขได้ ถ้าทุกคนช่วยกันหยุดพฤติกรรมที่จะสร้างความแตกแยกใดๆ และไม่ท้อถอยซะก่อน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.22.219   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 00:17
 ความคิดเห็นที่  28


ขอเริ่มจาก แต่ละคน เน้นว่าแต่ละตัวคนเลย ทุกระดับ ทุกภาคส่วน
ที่จะต้องคิดว่า ทำหน้าที่ เพราะมีหน้าที่เสียก่อน
โดยไม่คำนึงถึงว่า

ทำแล้วใครจะรู้ ทำแล้วจะได้อะไร
ทำแล้วค่าเหนื่อยเท่าไหร่
ทำแล้วได้เป็นอะไร ในอนาคต

นึกภาพเสมอว่า หากมีการลงคะแนนแบบ ไม่เลือกใครเลย
ไม่มีใครได้คะแนนพอที่จะมาทำงาน แล้วมันจะทำให้อะไรดีขึ้นหรือไม่

นึกภาพต่อไปว่า การมีกฎหมายที่ละเอียดจุกจิกมาก ท้ายที่สุดแล้วได้อะไรขึ้นมา
นอกจากว่า กระดิกตัวอะไรก็ผิดไปหมด แต่เมื่อพบว่าผิดแล้วกลายเป็นว่า
ไม่อาจลงโทษได้ กฎหมายสำหรับการเมืองไม่ต้องมีจะดีกว่า เอาแค่กฏหมายปกติ
ไม่ต้องดูต่างประเทศ แต่ดูจากที่ปฏบัติตามแนว กม.ใหม่ ตั้งแต่ปี ๔๐ จนถึงปีนี้

ดูเหมือนกับว่ามีการเปิดกว้างสำหรับการตรวจสอบ การมีส่วนร่วมในภาคประชาชน
แต่ที่สุดกลับกลายเป็นว่า ต้องอาศัยแกนนำอยู่นั่นเอง แกนนำกลุ่ม ทุกชนิด

ความต้องการที่คนบอกว่า อยากจะมีความทัดเทียมและหนึ่งมาตรฐาน มันคงเป็นไปได้ยาก
ตราบใดที่เรายังมีคำว่า แกนนำ แกนนำกับ ผู้ตาม ความทัดเทียมกันก็ยังไม่เกิดเลย
(แกนนำทุกกลุ่ม)

ความทัดเทียมเท่าเทียมกันในโลกนี้ไม่มี หากจะมีก็คือความสมดุลลงตัว ความไม่เหมือนกันไม่ได้แปลว่าใครดีกว่าใคร แต่เพราะว่าจะมีการทดแทนชดเชยกันในส่วนที่ต่างกันนั้น
ทำให้แต่ละคน แต่ละสิ่งบนโลกนี้อยู่กันได้ ในภาวะสมดุล

ปลาการ์ตูนในท้องทะเล สามารถอาศัยดอกไม้ทะเลในการอำพรางศัตรู มันสามารถอยู่ร่วมกันได้ ดอกไม้ทะเลไม่ได้อะไรจากปลาการ์ตูน อยู่ร่วมกันบนความเกื้อกูลกัน
โดยไม่ได้มุ่งหวังว่า จะต้องการอะไรตอบแทนแบบเท่าเทียม

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.183   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 06:48
 ความคิดเห็นที่  29

ความดีไม่มีต้นทุน ขอบอก

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.183   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 06:49
 ความคิดเห็นที่  30

แนวคิดการทำงานด้วยจิตว่าง (ดึงตัวเองออกมาจากงาน และไม่คำนึงผลได้เสียของตัวเองในงานนั้นแต่มุ่งที่เนื้องานเป็นสำคัญ) แบบนี้ควรเป็นการมีอิสระทางความคิดและการทำงานอย่างแท้จริง โดยต้องเริ่มต้นก่อน แบบที่ท่าน ว่าใน คห ก่อนๆ ว่า ถ้าคนทำไม่ท้อเสียก่อน เพราะคนในสังคมจะมองว่าเราบ้า และ ประหลาด รวมทั้งอาจมีปัญหาชีวิตในวัยเด็ก
เลยมีอาการเป็นแกะขาวเช่นนี้

หากสูญญากาศทางการเมืองมีจริง แบบที่ฝันไว้ ก็คือ ไม่มีใครได้คะแนนพอที่จะทำงานได้
อะไรมันจะดีปานนั้นก็ไม่รู้ แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว

เรื่องแบบนั้นเราไม่เคยเจอ ก็เลยอาจมีปัญหาน่าตกใจ และคิดว่า แล้วจะทำยังไงดี
ก็ต้องให้ถึงเวลานั้นก่อน ความปรองดอง คงจะบังเกิด และจะได้หันหน้ามาคิดกันได้ว่า
จะทำอย่างไรดี

หากไปออกแบบสำรวจถามความเห็นของประชาชนทั่วไป ด้วยคำถามสั้น ๆง่ายๆ ว่า

ท่านคิดว่าคนในอาชีพใดที่มีความประพฤติไม่ชอบที่สุด มีการทุจริตสูงสุด ? และโกหกเก่งที่สุด

ครั้นพอถึงเวลาลงคะแนน เราก็ต้องกลืนเลือด ไปทำเครื่องหมาย เพื่อเฟ้นหาคนที่
ไม่ดีน้อยที่สุด ? จากนั้นเราก็กลับเข้าสู่วิถีชีวิตแบบเดิมๆ

คือต้องดูละครน้ำเน่า กับ ฟังคำโกหกซ้ำซากหลายคืนติดต่อกัน

เสียค่าโฆษณาให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสหาเสียงโดยไม่ต้องจ่ายเงิน
ให้เวลากับคนเหล่านั้น ปั้นแต่ง " คณะบุคคลผู้ไม่เคยมี " มาหลอกเราไปวันๆ

ว่างๆ ก็ปั่นหัวเราเหมือนจิ้งหรีดให้ทะเลาะกัน ทั้งๆ ที่สองฝ่ายต่างต้องการเหมือนๆ กัน
คือ ความสงบสุขให้เกิดในชาติบ้านเมืองของตนเอง

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.183   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 07:10
 ความคิดเห็นที่  31


ความดีไม่มีต้นทุน ?

คนที่ทำความดี ต้องใช้แรงกาย สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ใช้เวลา ใช้ปัจจัย ๔ ฯลฯ ตรงนี้เรียกว่า ?

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.175:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 08:50
 ความคิดเห็นที่  32

ไม่ได้ทำการค้า จะเป็นต้นทุนได้ไง

อีกประการ ในเมื่อทุกอย่างไม่มีจริง เป็นของสมมติ ของพวกนี้ก็ไม่ใช่ของเรา
เป็นสมบัติผลัดกันชม

ไม่ใช่ของเรา การใช้ออกไป ก็ไม่ถือเป็นต้นทุน (ทางบัญชี)

แต่ถ้าไม่ทำดี สิเสียหายหนัก เข้าข่ายต้องมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.241   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 12:37
 ความคิดเห็นที่  33


ในเพศฆารวาส บางครั้งบนเส้นทางของการสร้างความดีก็แปะเปลื้อนความเลวอยู่บ้าง

ยกตัวอย่างเช่นตอน"โจโฉสังหารแป๊ะเฉีย" ทั้งๆที่แป๊ะเฉียเป็นคนดีมีน้ำใจแท้ๆและก็ไม่ได้มีความผิดเลยแม้แต่น้อย หากปล่อยให้กลับไปพบสภาพลูกเมียที่โดนฆ่าคงไม่ปล่อยโจโฉไปได้ง่ายๆ ภารกิจของโจโฉนั้นสำหรับการกอบกู้บ้านเมืองนับว่าใหญ่หลวงนัก ทำให้ความเลวของโจถูกบันทึกไว้ในใจของตันก๋ง(อดีตนายอำเภอที่ตามมาด้วย)ตลอดเวลา

การกระทำของโจโฉก็คล้ายกับกรณีของหันซิ่นซึ่งได้สังหารผู้บอกทางหนีให้กับเขาเอง เขาจำเป็นต้องสังหารเพราะชายผู้นั้นเป็นคนซื่อเกินไป หากเขาปล่อยไว้ การหนีครั้งสำคัญเพื่อไปกอบกู้บ้านเมืองจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน และสุดท้ายหันซิ่นก็ได้สถาปณาตนเองเป็น พระเจ้าหั่นโจโก ปฐมกษัตริย์ของราชวงหั่นผู้สร้างความเจริญรุ่งเรือง นำความสุขมาสู่ประชาชนอย่างเอนกอนันต์ในเวลาต่อมา

จะเห็นว่าในการสร้างประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรือง บางครั้งก็มีความเลวเจือปนอยู่บ้าง ผมทราบว่าบางท่านอาจยอมรับเรื่องเช่นนี้ไม่ได้แต่ก็อยากนำมาเสนอให้ได้ทราบเพื่อเป็นความรู้อิงประวัติศาสตร์ครับผม

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.72.244   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 21:35
 ความคิดเห็นที่  34


มีข้อผิดพลาดใน คห.ที่ ๓๓ ช่างเลอะเลือนจริงๆ

ขอแก้ไข ชื่อเดิมของ พระเจ้าฮั่นโจโก ไม่ใช่ หันซิ่น แต่เป็น เล่าปัง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.72.244   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 21:43
 ความคิดเห็นที่  35


ขอให้พลเรือนมั่นใจเถอะว่า "กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ....ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั้นเป็นความจริงที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างแน่นอน ผมขอยืนยันด้วยชีวิตว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.72.244   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.53 เวลา 21:56
 ความคิดเห็นที่  36

เชื่อเรื่องความดี ความชั่ว และ เรื่องของกรรม เหมือนกันค่ะ

แม้ว่าบางครั้งการตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งที่เรายึดมั่นว่าถูกต้อง จะไม่ส่งผลดีในชาตินี้
ใครจะรับรู้ หรือไม่ก็ตาม ยังคงทำไม่ดีไม่ได้จริงๆ

มันไม่ใช่เพราะเป็นคนดีหรอกนะ แต่ว่าหากเราทำสิ่งที่ผิดๆ มันจะติดอยู่ในใจเราไปนานมาก
บางเรื่อง ที่เผลอไปโดยไม่เจตนา ก็รู้สึกว่าไม่สบายใจไปนานมากๆ

เรื่องแบบนี้เหมือนกับการใช้ชีวิตในเรื่องอื่น การกินอาหาร พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หากเราเคยชินกับสิ่งใด ก็จะติดกับสิ่งนั้นโดยไม่รู้ตัว ครั้นไปเปลี่ยนวิถีทางเข้า
เราจะไม่คุ้นเคย และ ทำไม่ได้กับสิ่งที่คิดจะเปลี่ยน

แต่คนที่คิดแบบนี้ มักจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมชมชื่นของคนทั่วไปเท่าไหร่นัก
เพราะเหมือนขวางโลก ซึ่งตอนหลังก็พยายามจะไม่ทำตัวติดดีมากไป รับได้กับสิ่งที่บิดๆ ไปบ้าง ไม่วิจารณ์แบบแรงๆ แต่เราก็จะไม่ทำตามเท่านั้น

และ คนที่คิดแบบนี้ ไม่รวยหรอกค่ะ บางคนเขาว่าเป็นหัวสี่เหลี่ยมด้วย
เพราะคิดอยู่ในกรอบตลอดเวลา

การที่ไม่สนใจสิ่งที่ได้รับในชาตินี้ (ผลจากการทำดี) เพียงหวังว่า ต้องการสะสมกรรมดี
ในยามที่มีชีวิต เพื่อนำไปใช้ในยามที่เราจำเป็น ในช่วงที่จิต จรจากร่างกายไป เราจะได้ไปสู่ภพที่ดีๆ กว่าเดิม มากกว่า


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.98   ตอบเมื่อ 03 มิ.ย.53 เวลา 12:33
 ความคิดเห็นที่  37

ชาวพุทธจำนวนมากคิดว่า แต่ละคนนั้นมีจิตอยู่ดวงหนึ่ง
และเมื่อคนเราตายไปแล้วจิตดวงนี้ก็จะออกจากร่าง
แล้วสามารถไปเกิดใหม่โดยเข้าไปอยู่ในอีกร่างหนึ่งตอนปฏิสนธิ
ความคิดเช่นนี้ ผิดอย่างสิ้นเชิงตามหลักพุทธศาสนา เป็นมิจฉาทิฐิ
ปกติผู้ที่สามารถเห็นเช่นนั้นได้ก็คือพระอรหันต์
ซึ่ง หน.ดม ก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มากด้วยกิเลสคนหนึ่ง
ดังนั้นยังไม่สามารถเห็นเช่นนั้นได้
จึงขอยกบทความที่เกี่ยวกับ"จิต" ในแง่มุมนี้มาให้อ่านครับ
เผื่อใครจะสามารถมีบุญเห็นตามนี้ได้

จิตเกิดและดับ

จิตนั้นมีลักษณะรู้อารมณ์ที่มากระทบ
อารมณ์ใดเกิดขึ้นการรู้อารมณ์นั้นเรียกว่าจิต
เช่นรูปกระทบจักขุปสาทเกิดการเห็น การเห็นนั้นคือจิต
แล้วจิตหรือการเห็นนั้นก็ดับไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็มิได้มีสภาพตั้งทรงอยู่
หากแต่มีการเกิดดับตามนามรูปอยู่ทุกขณะ

และก็มิใช่เป็นจิตดวงเดียวกัน กล่าวคือ เมื่ออารมณ์มากระทบ
จิตดวงแรกก็เกิดขึ้นรับอารมณ์นั้นแล้วก็ดับไป
และในการดับไปนี้ ยังมีอำนาจที่ช่วยอุดหนุนเป็นปัจจัยให้ธรรมที่เป็นพวกเดียวกัน
อันได้แก่จิตดวงที่ ๒ให้เกิดขึ้นรับช่วงสืบต่อไป
แล้วจิตดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นรับช่วงสืบต่อไป และดับลงเช่นเดียวกัน
จิตดวงที่ ๔ ก็เกิดขึ้นสืบต่อไป เป็นอยู่อย่างนี้ไปหมดวิถีของจิต

เหมือนอย่างน้ำนิ่งที่อยู่ในสระ เมื่อเอาก้อนหินโยนลงไปกลางสระ
คลื่นลูกแรกเกิดขึ้นแล้วจางหายไป คลื่นลูกที่ ๒ ก็เกิดสืบเนื่องต่อ
และเมื่อคลื่นจางหายไป คลื่นลูกที่ ๓ ก็เกิดขึ้นสืบเนื่องต่อไปอีก
เป็นดังนี้จนกว่าจะเลือนหายไปหมด

การเกิดดับของจิตเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยากที่จะหาอะไรมาเปรียบเทียบได้
แม้กระแสไฟฟ้าที่เกิดดับอยู่ในหลอดไฟ อันมีความรวดเร็วอย่างไม่อาจมองเห็น
ความเกิดดับด้วยสายตานั้น ก็ยังมีความเร็วห่างไกลจากความเกิดดับของจิตอยู่มาก

ขณะที่อารมณ์มากระทบอันเป็นปัจจุบันนั้น จิตมีการเกิดดับ ๑๗ ครั้ง
จึงเป็นเหตุให้บุคคลไม่น้อยเข้าใจผิดว่าจิตมีอยู่เพียงดวงเดียว
ปรากฏอยู่ทรงอยู่ไม่สูญสลาย
ทั้งนี้เพราะสันตติ คือความเกิดดับของจิตเกิดดับสืบเนื่องติดต่อกันเร็วมาก
พระคัมภีร์มหาปัฏฐานกล่าวว่า จิตดวงแรกเกิดขึ้นและดับไปนั้นเป็นอนันตรปัจจัย (เหตุ)
แก่จิตดวงที่ ๒ ให้เกิดขึ้นและจิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจยุบ(ผล) นั้น
ในขณเดียวกันก็เป็นอนันตรปัจจัย(เหตุ) ให้เกิดจิตดวงที่ ๓ ต่อไปอีก
สืบต่อกันไปเช่นนี้ โดยไม่มีเวลาหยุดหย่อนหรือเว้นว่างเลย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า
วิญญาณํอนิจฺจํ วิญญาณ คือจิตไม่เที่ยงเกิดดับอยู่เสมอ

จิตเป็นนามธรรม มีเกิดดับเป็นสันตติอยู่เมื่อยังเป็นสังขตธรรม
ไม่ใช่ Soul หรือดวงวิญญาณอย่างที่บุคคลโดยมากเข้าใจ
ว่า เป็นอัตตาตัวตนทรงสภาพอยู่ชั่วนิรันดรไม่เปลี่ยนแปลง
นอกจากมีการเกิดดับเป็นสันตติแล้ว จิตแต่ละดวงยังมีสภาวะรู้อารมณ์แต่ละขณะอารมณ์เดียว
จะรู้มากกว่าอารมณ์หนึ่งในขณะจิตหนึ่งหาได้ไม่

เช่นการนึกถึงเด็กที่โรงเรียน อารมณ์เด็กกระทบจิตก็รู้เฉพาะเด็ก
การที่เข้าใจว่าจิตนึกถึงเด็กและนึกถึงโรงเรียนด้วยในคราวเดียวพร้อมกัน
และเป็นจิตดวงเดียวกันนั้นหาใช่ความจริงไม่ ขอให้พิจารณาดูง่ายๆ
จะเห็นว่า สัญญาความจำเด็กคนนั้นอย่างหนึ่ง
สัญญาความจำโรงเรียนนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ลักษณะของอารมณ์ต่างกันอยู่ จะซ้อนอยู่เป็นสองอยู่ในขณะจิตเดียวกันไม่ได้

เหตุที่ทำให้เข้าใจว่า จิตดวงเดียวนึกคิดในอารมณ์ทั้งสองได้ในคราวเดียวกันนั้น
เป็นเพราะจิต มีสันตติเกิดดับสืบต่อกันเร็วมากจึงทำให้เห็นไปว่าเป็นจิตดวงเดียว
ซึ่งความจริงนั้นในอารมณ์ที่นึกถึงโรงเรียนและเด็กดังกล่าวแล้ว ตามสภาวะมีจิตดวงอื่นๆ เกิดดับคั่นอยู่อีกมาก

ที่มา: พระอิธรรมสังเขปฯ: พระนิติเกษตรสุนทร: ๒๕๐๕:๙๒-๙๔

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.235:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 03 มิ.ย.53 เวลา 21:15
 ความคิดเห็นที่  38


ผมมีโอกาสได้มาปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม เขาค่อนข้างเคร่งครัดการปฏิบัติตามหลักศาสนา มีกลุ่มคนที่นับถืออิสลามที่นี้มีการพูดถึง"อัลกุรอาน" กันบ่อยมาก และเขาศึกษาตามนั้นจริงๆ โดยเฉพาะหลักปฏิบัติ ๕ ประการ

ชาวพุทธก็มี ?พระไตรปิฎก? ไว้เป็นหลักคำสอนที่สำคัญที่สุด คือตัวแทนของพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ?ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป? แต่ที่เห็นโดยทั่วไปชาวพุทธจะเก็บ พระไตรปิฎก ไว้ในตู้หนังสือ สิ่งที่เอามาปฏิบัติกันผิดเพี้ยนไปมาก

สำหรับชาวพุทธที่ยังไม่รู้ สาระในพระไตรปิฎกนั้น แยกออกเป็น ๓ ตอนคือ .-
(๑) วินัยปิฎก - ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี
(๒) สุตตันตปิฎก - ว่าด้วยพระธรรม เทศนาทั่วๆ ไป
(๓) อภิธัมมปิฎก - ว่าด้วยธรรมะล้วนๆ หรือธรรมะที่สำคัญ
ภายในจารึกไว้เช่นไรลองไปศึกษา และอย่าลืมนำไปปฏิบัติดูนะครับให้สมกับที่ในทะเบียนบ้านระบุไว้ว่าเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ ครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.34:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 04 มิ.ย.53 เวลา 11:20
 ความคิดเห็นที่  39


ตามที่ได้อธิบายกับพลเรือนไปแล้วถึงความแตกต่างของสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนา
แต่อย่างไรก็ตาม สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนาก็มีส่วนที่ต้องอิงอาศัยการปฏิบัติต่อกัน

กล่าวคือในบางครั้งนักปฏิบัติหลายคนจะมีปัญหาว่า
ไม่สามารถเข้าสู่สภาวะความว่างในการทำสมถะกรรมฐานได้
เพราะจิตทำหน้าที่คิดถึงเรื่องต่างๆไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำให้นิ่งอยู่ได้
จะต้องใช้วิปัสสนาเข้าช่วย คือผู้ปฏิบัติจะต้องรู้ตามเรื่องที่คิดนั้นอย่างเป็นกลาง
เมื่อจิตถูกรู้ตัวคิด จิตจะหยุดคิด และเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่นอีก ก็ให้รู้ตามเรื่องที่คิดใหม่ต่อไปอีก
ทำเช่นนี้ต่อไปสักระยะเวลาหนึ่ง จิตจะหยุดคิด หรือชะลอความเร็วในการคิดได้
ต้องลองปฏิบัตินะครับ ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้

สมถะกรรมฐานก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทำให้จิตมีพลัง ที่จะไปปฏิบัติวิปัสสนาได้
แต่อาจจะทำให้จิต ผ่อนคลาย เป็นสุขหรือ มีอิทธิฤทธิ์บางประการได้
ผู้ปฏิบัติต้องไม่หลงประเด็นนะ ไม่ไปติดหรือพึงพอใจอยู่กับฤทธิ์นั้น
เพราะเมื่อออกจากกรรมฐานจิตก็จะกลับเป็นเช่นเดิม ไม่ทำให้เกิดปัญญา
ปัญญาจะเกิดในขั้นของการปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น ครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.25:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 04 มิ.ย.53 เวลา 16:37
 ความคิดเห็นที่  40


เมื่อนำธรรมที่แท้จริงของพระพุทธองค์ไปปฏิบัติ
จะทำให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานของจิต
เราจะเข้าใจในเหตุและผลของสิ่งต่างๆรอบตัวเรา
เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราจะเข้าใจในสรรพสิ่ง
ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ในยุทธภพได้อย่างสบายใจ

การดำเนินชีวิตของเราจะง่ายขึ้น
อุปมาเหมือน พ่อครัวที่ใช้มีดซำแหละวัว
หากมิรู้ในโครงสร้างกระดูดและข้อต่อของวัว
เอาแต่กำลังหวดซ้ายป้ายขวา ก็มีแต่จะสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ไม่นานมีดก็บิ่น
การใช้ชีวิตของคนก็เช่นกัน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.25:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 04 มิ.ย.53 เวลา 19:31
 ความคิดเห็นที่  41

จะเขียนว่า อิจฉา ที่ท่าน หน ดม ช่างมีวาสนาเสียจริงๆ คือ สามารถปฏิบัติได้
ก็กลายเป็นใจไม่ว่างไปเสียแล้ว มีความรู้สึกอิจฉา

ต้องกลับมาฮึดสู้ว่า เราก็ต้องทำได้ เพราะนี่คือการฝึกใจ ฝึกตนที่แท้จริง

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ไม่มีการบังคับ หากเป็นการสอน ชี้นำ เพราะเป้าหมายคือให้คนพ้นทุกข์ การเกิดมาเป็นคนในชาติหนึ่ง เป็นความโชคดี โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนที่มีร่างกายครบ ๓๒ (เว้นบางคนเขามี ๓๓ เลยไม่อาจปรับ ย้ายคนบางคนได้ น่าอนาถ)

ศักดิ์ศรีความเป็นคน เป็นมนุษย์ ก็คือ การสร้างกุศลกรรม ยึดมั่นคำว่า ทำดีได้ดี
อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องไม่ท้อถอยในการสร้างความดีต่อไป

วันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสาม วันมาฆบูชา พระพุทธองค์ได้แสดงคาถาบทแรกแก่ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งเขียนเป็นภาษาไทยว่า

" ขันติ ความอดทน อดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง "

ทรงแสดงถึงคุณธรรม คือ ขันติ ว่าเป็นเหตุที่ทำให้บุคคลละบาปอกุศลได้


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.123   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 08:07
 ความคิดเห็นที่  42


555 ท่านพลเรือนใกล้จะเ้ข้าใจแล้ว
เมื่อ "อิจฉา" ก็สามารถรู้สึกได้ว่าตนเอง "อิจฉา"
รู้ถึงอารมณ์ "อิจฉา" ที่เกิดขึ้นนั้นด้วยใจเป็นกลางไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่ปรุงแต่งมัน
หลักการของวิปัสสนาอยู่ตรงนี้เอง......อารมณ์ "อิจฉา" นั้นจะหยุดลงเมื่อมัน "ถูกตามรู้"
ไม่ใช่เพราะเราไป "กำจัดมัน" เพราะไม่มีทางที่เราจะกำจัดมันไม่ได้
มันเป็น "เจตสิก" อย่างหนึ่งที่มีอยู่ในจิตใจมนุษย์ทุกคน
ทุกคนมีสิ่งนี้เหมือนกัน...เพียงแต่ "ไม่กล้ายอมรับ" เท่านั้น

อารมณ์ชนิดอื่นอีก ๗๗ อย่างก็เช่นกัน(ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี)เช่น โกรธ หงุดหงิด เสียใจ รัก หลง ฯลฯ
มีอยู่ในทุกคน และสามารถหยุดลงได้ด้วยการ "ถูกตามรู้" ไม่ใช่หยุดด้วยการกดข่ม หรือเอาชนะด้วยวิธีการอื่นใด
เมื่อหยุดไปแล้วก็อาจจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้ ถ้าไปคิดถึงหรือไปปรุงแต่งมันอีก
ถ้าฝึกเช่นนี้อยู่ประจำ หรือทุกครั้งที่มีสติรู้อารมณ์ตัวเอง จิตจะเคยชิน และมีเสถียรภาพมากขึ้น(อธิบายปรากฏการณ์ตรงนี้ไม่ถูก แต่คุณพลเรือนลองทำดูเถอะ ดีแน่นอนและไม่มีผลกระทบใดๆ)
การตามรู้นั้นทำได้โดยมองย้อนกลับมา..ให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของจิตใจเราเองขณะนั้น
นักปฏิบัติเรียกการทำเช่นนี้ว่า "ไม่ส่งจิตออกนอก"

ถ้าอ่านแล้วรู้สึกเบื่อ ก็ให้ใช้ "ขันติ" นะ 555

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.36:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 08:59
 ความคิดเห็นที่  43


เอานิทานมาเล่าให้ฟังอีกรอบเป็นครั้งที่สอง(ขออภัยที่ต้องเล่าซ้ำ)

ครั้งหนึ่งมีพระธุดงค์ 2 รูปเดินอยู่ริมชายป่า

พระรูปที่อ่อนพรรษากว่าชื่อ อันจัน และพระรูปที่แก่พรรษากว่าชื่อ นันดา

เมื่อเดินมาถึงลำธาร ทั้งสองได้พบหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ริมฝั่งน้ำด้วยความทุกข์ใจ ที่ไม่รู้ว่าจะข้ามธารน้ำที่ไหลแรงไปอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างไร

เมื่อพระนันดาทราบความ จึงได้เข้าไปอุ้มเธอ และนำเธอไปส่งยังฝั่งตรงข้ามอย่างไม่มีความลังเลใดๆ

เมื่อเธอถึงฝั่ง ได้ขอบคุณพระ และเดินจากไป

ขณะที่พระทั้งสองเดินทางต่อ อันจันสังเกตพระนันดาเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในขณะที่พระอันจันรู้สึกสับสนและลังเลใจในการกระทำของพระนันดา จึงได้เอ่ยปากถามพระนันดาว่า

"เราเป็นพระไม่สมควรที่จะพูดคุยและแตะต้องสีกา แต่ท่านอุ้มเธอดูท่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านไม่มีความรู้สึกผิดศีลหรือ"

พระนันดาจึงตอบว่า "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะช่วยเหลือผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มันไม่ผิด และเราก็ได้วางนางลงเมื่อถึงฝั่งแล้ว แต่ท่านยังอุ้มนางมาถึงนี่อีกหรือ..."

หลักปฏิบัติของพระธุดงค์ คือ ไปหาที่สงัดเพื่อปฏิบัติละกิเลส ไม่ใช่ไปแสวงหากิเลส
ไม่รับเงิน ไม่ให้หวย ไม่แจกของขลัง ไม่มีเงินทองติดตัว


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.249:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 11:01
 ความคิดเห็นที่  44

มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ต่อต้านการถวายปัจจัย (เงิน) ให้กับพระสงฆ์มาก เขามีความเห็นว่า
เงินเป็นสิ่งที่ก่อกิเลสได้ง่ายๆ แล้วหากมีเงินจำนวนมาก จะกระทบกับพระวินัยของพระสงฆ์ได้

อันนี้แล้วแต่ความคิด แต่ก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเขานัก

ปกติไม่ค่อยจะไปวัดบ่อยนัก เวลาที่ไปก็มักจะเป็นเวลาที่ตื่นสาย แล้วก็ใส่บาตรไม่ทันจริงๆ
ต้องไปถวายที่วัด เลือกวัดที่ใกล้บ้าน แต่ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นพระสงฆ์รูปใด

ยังไม่เคยไปวัดเพื่อขอฤกษ์ หรือ รบกวนพระภิกษุ ในกิจที่เป็นของฆราวาส

แต่การที่ญาติโยมไปวัดเพื่อบรรเทาทุกข์ ในรูปแบบต่างๆ ก็รู้สึกว่าน่าเห็นใจ
แม้อาจจะไม่ถูกต้องนัก ในแง่การปฏิบัติ แต่อย่างน้อยก็คิดว่ายังเป็นส่วนที่ดีและยังมีหวัง
เนื่องจากว่า ประชาชนยังไม่ทิ้งหนีจากวัดไปไหน เวลามีทุกข์ร้อนยังคิดว่าสามารถมีพระสงฆ์
มีวัด เป็นที่พึ่งพาทางใจได้บ้าง

ก็ต้องหวังว่าจะมีทรัพยากรบุคคลทางพระพุทธศาสนาที่ปวารณาตนเองเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะสอนคนให้รู้และเข้าใจหลักธรรมมากขึ้น


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.123   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 12:13
 ความคิดเห็นที่  45



เพื่อป้องกันไม่ให้พลเรือนสับสนนะครับ.....ขอเพิ่มเติมว่า
ธรรมดาจิตคนเรานั้นมีมิติของการรับรู้อารมณ์ และปรุงแต่งอารมณ์ โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว
การมีสติระลึกรู้ในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่รู้อย่างอื่นนะครับ เป็นการรู้อารมณ์ที่จิตรับมานั่นละ
แล้วไอ้ที่ว่า"ไม่ปรุงแต่ง"นั้นก็มิใช่ไปบังคับจิตไม่ให้ปรุงแต่งนะครับ มันปรุงแต่งอยู่แล้วบังคับไม่ได้ ถ้าบังคับตรงนี้ผิดทันที (สำคัญมาก)
ให้รู้ตามไปว่าจิตมันปรุงแต่งอย่างไร ด้วยใจเป็นกลางนะครับ ไม่ต้องแทรกแซงการปรุงแต่งของจิต ให้รู้ตามไปอย่างเดียวเท่านั้นครับ

คนที่มาถึงตรงนี้ได้แต่...ไม่รู้จริง..ทำผิดก็ไม่เกิดผล...เสียเวลา...และก็ถ่ายทอดกันไปผิดๆ มีแยะมาก

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.82:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 13:04
 ความคิดเห็นที่  46



เพิ่มเติมอีกนิดคือ...
ในขณะที่จิตทำหน้าที่ในมิติของ"การคิด" การคิด ก็คือคุณสมบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งของจิตเช่นกัน
ในระหว่าที่จิตทำหน้าที่ "คิด" ในขณะที่ปฏิบัติงานต้องปล่อยให้ "คิดโดยอิสระ"

เวลานั้นจะทำวิปัสสนาไม่ได้ ไม่ต้องพยายามทำวิปัสสนาในเวลานั้น

หากนอกเวลาที่ต้องใช้ความคิดในการปฏิบัติงานให้ทำตามคำแนะนำใน คห.๓๙ ครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.103:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 13:17
 ความคิดเห็นที่  47


คติธรรมคําสอน ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ ทั้งสิ้น-----เป็นสมุทัย.........(สนองอารมณ์-เวทนา)
ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว-------เป็นทุกข์...........(หวั่นไหว-คิดปรุงแต่ง,ตัณหา)
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง -------------------------เป็นมรรค..........(สติเห็นจิตสังขารในขันธ์๕)
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง-----------เป็นนิโรธ


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.203:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 15:27
 ความคิดเห็นที่  48


หลวงปู่บอกว่า.....
"การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าศึกษาจากตํารานั้น ไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติทําวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสัยก็หมดไปโดยสิ้นเชิง"

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.246:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 16:00
 ความคิดเห็นที่  49

ต้องบอกว่า นับเป็นโชคจริงๆ ซึ่งมีผู้ที่กรุณาชี้แนะ ในแง่ปฏิบัติได้โดยละเอียด

ขอบคุณๆๆๆๆๆ จริงๆ


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.123   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 16:50
 ความคิดเห็นที่  50


ใช่แล้ว

ไม่ว่าจะไปเข้าวัด หรือสำนักที่ขึ้นชื่อที่ไหน

ไม่ว่าจะไปได้ตำรา หรือคำสอน ที่ดี ที่ตรง ขนาดไหน

หรือมีผู้แนะนำได้ดีขนาดไหนก็ตาม

ถ้าคุณไม่ "ปฏิบัติ" ..... ทุกอย่างก็ "จบ"

ผมก็ได้แต่หวังว่าคุณคงมี"บุญบารมี"พอที่จะรับไปปฏิบัติในขั้นต้นได้
เมื่อเห็นผลบ้างแล้ว...คุณจะรู้เองว่า...จะต้องทำอย่างไรต่อไป

ศาสนาอิสลาม เขาบังคับให้ละหมาดวันละ ๕ ครั้ง
การทำละหมาดใกล้เคียงกับการเจริญสติวิปัสสนาของชาวพุทธนั่นเอง
ดังนั้นหากอิสลามที่ปฏิบัติดีแล้วหากเปิดใจกว้างเจริญวิปัสสนาต่อก็จะสามารถถึงนิพพานได้

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.177:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 มิ.ย.53 เวลา 21:52
 ความคิดเห็นที่  51



ตัวละครภายใต้ปลายปากกาของโกวเล้งมี ลี้คิมฮวง เท่านั้นที่มีสติรู้อารมณ์ตนเองได้
ลี้คิมฮวงมีสติรู้ว่าตนเองรู้สึกเช่นไร ถึงแม้ว่ามันจะไม่เคยฝึกวิปัสสนาโดยตรงแต่ผลที่เกิดนับว่าใช่
ที่น่าเสียดายก็คือ..ลี้คิมฮวงมีสติรู้..แต่คนที่อ่านลี้คิมฮวงหลายคนกลับไม่มีสติรู้เช่นเดียวกับมัน
ถ้าเข้าใจถึงสภาวะเช่นนั้นได้เท่าเทียมกัน ..ก็ จักเข้าใจ ความรู้สึกของลี้คิมฮวงเพิ่มขึ้น

ตัวละครตัวอื่น ไม่ว่าจะเป็นซอลิ้วเฮียง เอี๊ยบไค เซียวฮือยี้ ฯลฯ ไม่มีใครมีสติรู้อารมณ์ตัวเอง
ช่วงแรกๆที่อ่านเซียวฮือยี้นึกว่าอี่น่ำเทียนจะเป็นพระเอกของเรื่อง
แต่พออ่านไป...ที่ไหนได้ กลายเป็น ไอ้เด็กแสบวรยุทธต้อยต่ำแต่เจ้าเล่ผู้นี้เองที่เป็นตัวเอก
นอกเรื่องอีกแล้ว

ละครน้ำเน่าหลายเรื่องมุ่งไปที่การสะกิด ให้เกิดการปรุงแต่งทางอารมณ์ ความรู้สึก
โกรธ เกียด รัก หลง ชอบ สะใจ ฯ ยิ่งหลากหลายเท่าใดยิ่งดี

สถานบันเทิง ต้องกระตุ้นลูกค้าทั้งสายตา เน้นสีสัน สาวสวยน่ารัก สะอาด ดูดีมีระดับ
เสียงดนตรีต้องสอดคล้องกับอารมณ์ลูกค้า..ไม่ใช่..ดังสนั่นเข้าว่า กลิ่นต้องหอม
สัมผัสจากเด็กนั่งดิ้งที่คอยเอาใจ ไม่งี่เง่า ดูดเงินลูกค้าจนเกินเลยไปนัก
สำผัสทางลิ้น หมายถึงรสชาติอาหารนะครับ ต้องกลมกล่อม หรือแซบ เผ็ดร้อนตามความต้องการของลูกค้า
นี่ละสถานที่ซึ่งดึงจิตมนุษย์ให้เกิดความปรุงแต่ง สนุกสนาน หลงไปกับเครื่องล่อ
วิปัสสนาจะทำให้เครื่องล่อเหล่านั้นไร้ค่า...
สุดท้ายไม่ต้องบอกดอกว่า นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑน
วิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(เว้นจากการดูการละเล่นฯ) ผู้ปฏิบัติเขาจะรู้ได้เอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.253:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 06 มิ.ย.53 เวลา 08:20
 ความคิดเห็นที่  52


อารมณ์โกรธ นับเป็นอารมณ์ที่หยาบเห็นง่าย และง่ายต่อการพิจารณาที่สุด

กามารมณ์ นับเป็นอารมณ์ที่ละเอียดสร้างความพึงพอใจ และยากต่อการตัดให้ขาดที่สุด

ผู้ที่ปฏิบัติใหม่ๆควรเลือกอารมณ์ที่หยาบและเห็นได้ง่ายมาพิจารณา

ในการปฏิบัติใหม่ๆ จะมี Contrast สูงทำให้รู้สึกว่าเห็นผลมาก

แต่พอปฏิบัติต่อไปอีกสักระยะจะรู้สึกคล้ายกับว่าการปฏิบัติไม่คืบหน้าไปไหน ตรงนี้ละคือ "มาร"

หลายคนมาถึงจุดนี้แล้วแต่รู้สึกหมดกำลังใจจนละเลยการปฏิบัติ กิเลสก็จะแอบก่อตัวขึ้นมาอีก

สิ่งที่ผมได้อธิบายมาแล้วนั้นหาก พลเรือน (หรือท่านที่สนใจท่านอื่นๆ)ไม่เข้าใจ ผมยินดีจะตอบและอธิบายซ้ำครับผม

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.235:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 06 มิ.ย.53 เวลา 13:48
 ความคิดเห็นที่  53



หากสมาชิกท่านใดมีข้อแนะนำเพิ่มเติม...หรือคิดเห็นขัดแย้งประการใด...

ขอความเมตตาสละเวลาอันมีค่าให้ข้อแนะนำเพิ่มเติม

ยินดีน้อมรับด้วยความยินดียิ่งนะครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.251:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 06 มิ.ย.53 เวลา 14:11
 ความคิดเห็นที่  54




การที่พระภิกษุจะฉันท์เนื้อสัตว์นั้นให้คิดเปรียบเทียบสามีภรรยากินเนื้อบุตร

กล่าวคือมีสองผัวเมีย พากันอุ้มบุตรเดินทางกันดาร แสนไกลโดยระหว่างทาง
เสบียงได้หมดลง.
เขาทั้ง ๒ กระสับกระส่ายเพราะความหิวกระหายพากันนั่งใต้ร่มเงาของต้นไม้
จากนั้นฝ่ายชายได้พูดกับภรรยาว่า "น้องนางเอ๋ยในระยะที่จะเดินทางข้ามไปนั้น
ไม่มีบ้านหรือนิคมเลย เพราะฉะนั้น พี่ไม่สามารถจะทำงานตั้งมากมายที่ผู้ชายจะพึงทำได้
มีการทำนาและเลี้ยงโคเป็นต้น น้องจงฆ่าพี่แล้ว กินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง
เอาเป็นเสบียงเดินข้ามทางกันดารไปกับลูกเถิด.
ฝ่ายนางได้พูดกับสามีว่า"พี่ขา บัดนี้น้องไม่สามารถจะทำงานที่หญิงจะต้องทำ
มีการปั่นด้ายเป็นต้น พี่จงฆ่าน้องแล้วกินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเอาเป็นเสบียงเดินทาง
ข้ามทางกันดารไปกับลูกเถิด.
ฝ่ายชายจึงพูดกับภรรยาอีกว่า"น้องเอ๋ยหากเจ้าตายไปเราทั้ง ๒ พ่อลูก ก็จะต้องสิ้นไป
ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทางรอดมีอยู่สถานเดียวคือ เราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่ แล้วฆ่าลูก
เอาเนื้อกินเป็นอาหาร ให้ข้ามทางกันดารไปแล้วจึงคิดอ่านมีลูกขึ้นใหม่.

จากนั้น แม่ได้พูดกับลูกว่า ลูกเอ๋ย จงไปหาพ่อเถอะ.
ลูกก็ได้ไป(หาพ่อ). ถัดนั้นพ่อของลูกพูดว่า พี่ได้บากบั่นทุกข์ยากมาไม่น้อยก็เพราะ
ด้วยหวังว่าจะอุ้มชูเลี้ยงลูก พี่จึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้ ดังนี้แล้วได้บอกลูกว่า ลูกเอ๋ยเจ้าจงไปหาแม่เถิด.
ลูกก็ได้ไป (หาแม่ ) แม่ของลูกก็ได้พูดว่า ฉันเมื่ออยากได้ลูก จึงยอมทุกข์ทรมานมิใช่น้อย
ด้วยการประพฤติตนอ้อนวอนขอต่อเทวดา ประคับประคองท้อง จึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้
แล้วได้บอกลูกว่า ลูกเอ๋ยเจ้าจงไปหาพ่อเถิด.
ลูกนั้นเมื่อเดินไปมาในระหว่างพ่อแม่ทั้ง ๒ อยู่อย่างนี้จนตายลง.

สองผัวเมียนั้นถึงแม้นจะเศร้าสลดปานใด ก็จำต้องเอาเนื้อ ( ลูก) มากินเป็นอาหาร
แล้วเดินทางต่อไป ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ต้น.

เขาทั้ง ๒ นั้นกินเนื้อลูกด้วยความจำเป็นอย่างที่สุด ไม่ได้กินเนื้อ(ลูก)ด้วยความเอร็ดอร่อย
ไม่ได้กินเล่น ไม่ได้กินเพราะความเมามันในรสชาติอาหาร ไม่ใช่เพื่อประดับประดาหรือตกแต่ง
แต่กินเพื่อต้องการข้ามพันทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้นเอง

ฉะนั้น ภิกษุใดจะฉันท์เนื้อ (....) ให้พึงทำใจเสมือนพ่อแม่กินเนื้อลูกคู่นี้เถิด
อย่างนี้ เธอจะครอบงำ (คลาย) ความใคร่ ในการฉันท์เนื้อ(....) นั้นได้.
จงฉันท์ด้วยความจำเป็นเพื่อให้ร่างกายนี้สามารถอยู่ได้และข้ามวัฏสงสารนี้ไปได้
นี้เป็นตัวอย่างข้ออุปมาในการกินเนื้อ (....) ต่อท่านทั้งหลาย.


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.201:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 06 มิ.ย.53 เวลา 16:17
 ความคิดเห็นที่  55

ศาสนาพุทธ ท่านสอนแบบประชาธิปไตย เพราะแม้แต่ความเชื่อ ท่านยังบอกว่าให้
ใช้ปัญญาไคร่ครวญก่อนจะเชื่อ อย่าเชื่อตามหลัก ๑๐ ประการ

จึงตกหนักที่พุทธศาสนิกชนว่า สามารถเข้าถึงแก่นกลางของพระศาสนาได้หรือไม่

เพราะไม่มีการบังคับด้วยกฏระเบียบของพระศาสนา เนื่องจากว่าสรรพชีวิตต่างอยู่ใต้กฏแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฏหลักที่ใช้ควบคุมอยู่แล้ว ปฏิบัติตนเยี่ยงไรก็ได้รับตามนั้น

ผลของกรรมอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด บางคนยังไม่เห็นผล เพราะมีบุญที่สะสมมา
หรือยังไม่ได้เวลาของเขา ก็ไม่ได้ตระหนัก ในกฏธรรมชาติอันนี้

ดังนั้น ความย่อหย่อนในการนับถือพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนจึงเกิดขึ้นได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว

คห. ที่ ๕๑ ถึง ๕๔ คงต้องค่อยๆ อ่าน จึงจะเกิด คำถาม หรือ ข้อเขียนเพิ่มเติมได้ค่ะ


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.149   ตอบเมื่อ 07 มิ.ย.53 เวลา 06:20
 ความคิดเห็นที่  56


จอมยุทธยากจักผ่านด่านสาวงาม
มนุษย์ ยากจักผ่านด่านความทุกข์

จะเห็นว่าการไม่แยแสกับความสุข ทำได้ง่ายกว่าการรับมือกับความทุกข์

ในนิยายแทบจะทุกเรื่อง จะเน้นผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ ทำดีได้ดี
ตัวเอกในบทละครมักจะโดนความทุกข์เคี่ยวกรำ มาตลอดเรื่อง
และจบตรงที่ผู้ร้าย ได้รับกรรมที่ตัวเองก่อ

แต่ไม่ได้มีการลงในรายละเอียดถึงกระบวนการทางความคิด เมื่อได้รับทุกข์
เน้น ในเรื่องความอดทน มีขันติธรรมมากกว่า (ทนกับผู้ร้าย ) ก็ต้องถือว่า
เป็นการสอนคนในเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดก็ต้องไปศึกษาและปฏิบัติเอง

แม้แต่คำสอนเบื้องต้น ก็ยังมีคนคิดและทำตามไม่มากเลย จะมีผู้ชมสักกี่คน
ที่ดูแล้วรู้สึกตามคำสอน บางครั้งอาจมุ่งที่ความบันเทิงมากกว่าจะนึกถึง
คำสอนที่สอดแทรก

ลี้คิมฮวง อาจมีสติรับรู้ทุกข์สุข แต่ไม่รู้ว่ามันสามารถวิเคราะห์เข้าถึง
ตัวปัญหาหรือไม่ ว่ามันเองก็เป็นหนึ่งในเหตุที่ก่อปัญหาขึ้นมา
แต่ที่เป็นต้นตอจริงๆ ก็คือ กรรมที่ก่อขึ้นในอดีตชาติ และตามมาทันในชาตินี้
การกลับมาบ้าน หลังจากที่ห่างหายไปนาน เป็นการเปิดทางให้เจ้ากรรมนายเวร
ตามมาทัน ถ้ามันไม่กลับมาอีก ปล่อยวางทุกเรื่องราวได้จริง ฤทธิ์มีดสั้น
ก็คงไม่มีให้เราได้อ่านกันเป็นแน่

แต่ถ้านึกถึงตัวละครที่น่าชื่นชมในความแกร่งของจิต ต้องมอบรางวัลนี้ให้เซียวฮื่อยี้

ต้องบอกว่า มันมียีนคุณธรรมอยู่ในตัวเอง แม้ว่าจะต้องไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีแต่
คนวิปริตทางความคิด อย่าง หุบเขาคนโฉด ไม่ได้อยู่เปล่าๆ แต่เซียวฮื่อยี้ ถูกปลูกฝัง
ความวิปริตมาตั้งแต่ยังเด็กๆ ในวัยที่พร้อมสำหรับปลูกฝังดี และ เลว

แต่ที่สุดแล้ว ยีนดีก็ส่งผลเหนือความเลวร้ายที่ได้รับมาโดยสิ้นเชิง
เซียวฮื่อยี้อาจมีเล่ห์กระเท่ห์สำหรับต่อกรกับคนมีเหลี่ยมคู แต่เป็นในเชิงการเอาตัวรอด
เหมือนกับการกินเนื้อเพื่อให้ดำรงอยู่ ไม่ได้กินเพราะอยากกินแต่อย่างไร

เซียวฮื่อยี้ใช้ความทุกข์ให้เป็นปัญญา และยังอาจถึงระดับปล่อยวางได้ด้วย
เนื่องจากมันมิได้นำพาลาภยศ ชื่อเสียง และ คำชมของคนในฝ่ายธรรมะนัก
ไม่ได้คิดจะแก่งแย่งใดๆ กับ พี่น้องฝาแฝด ฮวยบ่อข่วย ที่ดูดีกว่ามันในแง่ภาพลักษณ์

เพียงแต่มันยังมิได้ฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง และ ขาดครูผู้ชี้แนะนำให้เท่านั้น
มันจึงยังดูเริงร่า กับ ความสุขในทางโลกอยู่ แบบที่คนอ่าน และ คนสร้างหนัง
มักจะสร้างภาพมันขึ้นมา

(ภาพที่ประกอบ คือ ภาพลี้คิมฮวง ในทีวีชุดแรกๆ ตัวละครคนนี้หน้าตาอมทุกข์
เหมือนลี้คิมฮวง มากที่สุด กว่าชุดอื่นๆ เลยแหละ)


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.149   ตอบเมื่อ 07 มิ.ย.53 เวลา 07:09
 ความคิดเห็นที่  57


ขอเพิ่มเติมจาก คห.ที่ ๕๕ ในประเด็นที่ว่า....
"......ให้ใช้ปัญญาไคร่ครวญก่อนจะเชื่อ อย่าเชื่อตามหลัก ๑๐ ประการ"

กาลามะสูตร
ผมสังเกตเห็นว่ามีผู้รู้หลายๆท่านพยายามจะเอากาลามะสูตรของพระพุทธองค์ไปอ้างถึง
เพื่อประโยชน์ส่วนตนในการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขทางสังคมบ้างประการ บางครั้งนำไปอ้างอิง
กันอย่างผิดๆ ถูกๆ ไปจากหลักคำสอนอันแท้จริง จึงขอนำมาโพสในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อเป็นทำความเข้าใจในการใช้อ้างอิงของผู้สนใจทั่วไปดังนี้.-

๑ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆกันมา (มา อนุสฺส เวน)
๒ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันมา (มา ปรมฺ ปราย)
๓ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติ กิราย)
๔ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฎกสมฺปทาเน)
๕ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างเหตุผลทางตรรก (มา ตกฺเหตุ)
๖ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน( มา นยเหตุ)
๗ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองเอาตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
๘ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรงกับความเห็นหรือทฤษฎีของตนที่คิดไว้ (มา ทิฎฐินิชฺฌานกชฺนติยา)
๙ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะว่าน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพ รูปตาย)
๑๐ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูเรา (มา สมโณ โน ครูติ))

ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย แต่เมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ ประจักษ์ด้วยตนเองว่าธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นอกุศล ผิดพลาด ชั่วร้าย มีโทษ เป็นทางให้เกิดทุกข์ทั้งแก่ตน และผู้อื่นโดยส่วนเดียว เมื่อนั้นท่านจงละทิ้งธรรมเหล่านั้นเสีย
และเมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ ประจักษ์ด้วยตนเองว่าธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นกุศล ดีงาม ไม่มีโทษ เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข และความเจริญทั้งแก่ตน และผู้อื่นโดยส่วนเดียว เมื่อนั้นท่านจงยอมรับเอาและปฏิบัติตามธรรมเหล่านั้นเถิด

ผมเห็นด้วยกับท่านผู้รู้ที่แปรว่า " อย่าปลงใจเชื่อ " มากกว่าที่จะแปรว่า " อย่าเชื่อ"
เพราะคำว่า "อย่าเชื่อ" กับคำว่า "อย่าปลงใจเชื่อ" นั้นถึงจะดูคล้ายกันแต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วเป็นคนละความหมายครับ


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.194.66:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 07 มิ.ย.53 เวลา 11:55
 ความคิดเห็นที่  58


อธิบายใหม่

"เมื่อลงมือแล้วก็ต้อง ทำให้เต็มที่ อุปมาดั่ง เกาทัณฑ์ที่วางลูกศรไว้แล้ว แต่กลับชะงัก ครึ่งๆ กลางๆ ได้ไง"

คงเคยได้ยินมาบ้าง เรื่อง รูป - นาม
เมื่อก่อนผมก็งง อะไร"รูป" อะไร"นาม"กันวะ
ใครมาพล่ามถึงเรื่องนี้ให้ได้ยินเป็นต้องหงุดหงิดลำคาญ
คาดไม่ถึงที่วันนี้กลับต้องเป็นคนเอาเรื่องนี้มาสาทะยายให้คนอื่นฟัง

การเรียนรู้ธรรมไม่ใช่สิ่งที่ยาก และต้องเรียนรู้มากมายนัก
เพียงแต่ขอให้ทราบว่าขณะนี้ผู้ศึกษาอยู่ขั้นไหน ต้องการรู้ในสิ่งใด
Join ให้ตรง channel ระหว่างภาคส่งและภาครับในปริมาณ และคุณค่าที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ
การรู้มากแต่ไม่ตรง channel ก็ไม่เกิดประโยชน์นัก

อยากกล่าวถึง เวทนา (ความรู้สึกทางอารมณ์) ซึ่งเป็นเครื่องปิดกันตัวสำคัญ
กล่าวเช่นนี้อาจจะงง ไม่เข้าใจ จะไปหาอ่านที่ไหนก็ไม่เคลียร์(คือไม่เคลียร์สำหรับคนที่เรียนรู้ใหม่ๆ)

ตรงนี้ก็คือ : เมื่อมีรูปเกิดขึ้น(เช่นสิ่งที่เราเห็นเราสัมผัสได้เช่นตาเห็น หูได้ยิน)
อธิบายให้ง่ายก็คือตัวเรา ภาครับของเราคือ"นาม" เมื่อนามรับรูปนั้นได้แล้ว
สัญญาคือ ความจำได้ (จำไม่ได้) จะทำหน้าที่ต่ออย่างทันทีทันใด แล้วส่งต่อไปยัง"เวทนา"
เวทนา คือ ความรู้สึกทางอารมณ์
ทุกตำราจะบอกเหมือนกันหมดว่า "ผัสสะ ทำให้เกิด เวทนา และเวทนาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ตัญหา"
จากนั้นจะพยายามกล่าวถึง "วงจรปฏิจจสมุปบาท" ซื่งตรงนี้ทำให้ยากต่อความเข้าใจของผู้ศึกษาใหม่

เป็นความจริงว่าเราสามารถหลีกเลี่ยง ผัสสะ ด้วยการรักษาศีล
ด้วยการเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเกิดผัสสะได้
แต่ในเพศฆราวาสก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เสมอไป

แต่ไม่ว่าอยู่ในสภาวะใดก็ตาม เวทนานั้น เราสามารถ ควบคุมได้
ขอให้เราเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุม เวทนา อย่างหยาบให้ได้
จะทำให้เราเห็นผลอันเกิดจากการควบคุมเวทนาอย่างหยาบๆนั้นก่อน
เมื่อเราเห็นผลแล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น

วิธีฝึกอย่างง่ายที่สุดอาจกระทำด้วย :
๑. ตั้งกายตรง
๒. ดำรงสติ เฉพาะที่ปรากฏเบื้องหน้า(เท่านั้น)
หายใจออกยาวให้รู้ว่า...หายใจออกยาว
หายใจเข้ายาวให้รู้ว่า...หายใจเข้ายาว
จะอยู่ในท่านั่งหรือเดินก็ได้ ขอให้ร่างกายตั้งตรง ตามแนวแรงดึงดูดของโลก (ห้ามนอนนะครับ)
จะลืมตาหรือหลับตาก็ได้ ขอให้พยายามมีสติรู้ในข้อที่ ๒ อย่างครบถ้วน
แต่โดยปกติของผู้ปฏิบัติใหม่มันจะไม่รู้ตลอดเวลา อันนั้นเป็นธรรมดานะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องฝืนนะ
ผมจงใจใช้คำว่า "พยายามมีสติรู้ในข้อ ๒ ..." คือขอให้พยายามแต่"อย่าบังคับ" ถ้าไปบังคับผิดทันที
ตรงนี้เขาเรียกว่า "คู้บัลลังก์" ซึ่งรายละเอียดมีอีกมากนะ แต่ว่ารู้เท่านี้ไปก่อน
เอาไว้ให้แก่กล้าค่อยไปเก็ยรายละเอียดเอาอีกที


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.86:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 07 มิ.ย.53 เวลา 15:42
 ความคิดเห็นที่  59


เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ผู้คนขาดโอกาสที่จะเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นดี และเหมาะสมอยู่แล้ว

การปฏิบัติวิปัสสนา และสมถะกรรมฐาน เป็นเรื่องที่เกินเลยความจำเป็นและขัดกับวิถีชีวิตโดยปกติของมนุษย์

ยิ่งในปัจจุบันมีการสอนที่ผิดเพี้ยน(มุ่งทางปลุกเสกคาถาอาคม)
พอกพูนกิเลส (แฝงไปด้วยการหวังได้โน่น หวังได้นี่)
เยิ่นเย้อ (สะเปะสะปะ อธิบายไม่กระจ่าง)
ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติไม่เกิดผลจริง สังคมรอบข้างที่เฝ้าดูอยู่หมดศรัทธาและเห็นเป็นเรื่องงมงาย

ประกอบกับมีความเชื่อมั่นว่า คนเรามีความฉลาดพอที่จะวางหลักการหรือควบคุมพฤติกรรมต่างๆ
เพื่อให้ตนเองและครอบครัวสามารถดำรงอยู่ในสังคมและชุมชนได้อย่างมีความสุข

ถ้าเมื่อไรความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นก็จะทำให้โอกาสในการศึกษาปฏิบัติตามหลักคำสอนเกิดขึ้นได้ยาก

ทางที่ผิดนั้นมีให้เลือกเดินมากมายเหลือเกิน

น่าเสียดายต่อผู้ที่ละโอกาสในทุกกรณี และน่ายินดีกับผู้ที่เข้ามาโดยไม่ตั้งใจ...


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.18:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 08 มิ.ย.53 เวลา 10:04
 ความคิดเห็นที่  60



พระฝรั่งสอนพุทธศาสนาให้คนไทยฟัง

ท่านชยสาโร ภิกขุ



นามเดิม ฌอน ชิเวอร์ตัน ( Shaun Chiverton )

เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ บวชเป็นพระเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓
ปัจจุบัน จำพรรษา ณ สถานพำนักสงฆ์ จังหวัดนครราชสีมา

วันนี้พวกเราทั้งหลาย ได้มีโอกาสมาประกอบพิธีทำบุญฟังธรรม อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ตามประเพณีอันงดงามที่ชาวพุทธเราได้สืบต่อกันมาตั้งหลายชั่วอายุคน อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เราควรเตือนสติตัวเองตั้งแต่แรก นั่นคือข้อที่พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาจะประสบผลสำเร็จอย่างเต็มที่ ก็ด้วยความตั้งอกตั้งใจของผู้ประกอบพิธี การน้อมจิตใจของเราให้เป็นบุญเป็นกุศล จึงนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานทีเดียว เราแต่ดำเรียบร้อยแล้ว แต่เอาแต่กายมาอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะถึงแม้ว่า ?การอุทิศส่วนกุศล? นั้น เป็นคำพูดที่คนหลายคนใช้เหมือนเป็นแค่ชื่อของงาน ที่แม้มันหมายถึง การกระทำที่เป็นจริง ที่มีความหมายทั้งแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และแก่ผู้กระทำทั้งหลาย

บุญและกุศลไม่ใช่แค่ทฤษฎีทางพุทธศาสนา แต่เป็นชื่อเรียกพลัง สิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็น แต่มีจริงเมือสักครู่นี้ ทางเจ้าภาพได้เปิดทีวีให้แขกดูภาพชีวิต พอจบแล้ว เต้าหน้าที่เก็บทีวีเพื่อเตรียมการเริมพิธีทางศาสนา ก่อนเก็บทีวีเขาถอดปลั๊กโทรทัศน์ ถอดปลั๊กแล้วกดปุ่มเปิดก็เปิดไม่ได้ เปิดเครื่องข้างหลังหาที่เก็บภาพก็ไม่เจอ ทำอะไรไม่ได้เพราะไฟไม่เข้า ไฟคือพลัง เครื่องอุปกรณ์เรียบร้อย แต่ไฟดัง หรือไฟไม่เข้าเครื่อง ภาพต่าง ๆ ปรากฏไม่ได้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนจอ เพราะไม่มีไฟ กระแสไฟฟ้าไม่เคยมีใครเห็น ไม่มีใครรู้จักตัวไฟฟ้า เรารู้จักได้เพราะมีเครื่องรับ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า มันจึงได้รู้ว่าไฟฟ้าคืออะไร หรือว่าไฟฟ้าทำอะไรได้ ทำให้เกิดความร้อนได้ ทำให้เกิดความเย็นได้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ ตัวไฟฟ้าไม่มีรูปให้เห็น แต่ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ เราสามารถผลิตเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดประโยชน์ เอาพลังที่เรามองไม่เห็นให้เกิดประโยชน์ที่มองเห็นได้

ชีวิตของเรานี้มีร่างกาย ซึ่งทางพระสอนว่า ประกอบด้วยธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือธาตุหก คือ บวก อากาศ และ วิญญาณ กายเทียบได้กับเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ถ้าหากว่าไม่มีพลังของบุญของกุศล หรือของสิ่งที่เป็นบาปหรืออกุศล ซึ่งเหมือนกระแสไฟฟ้า ส่วนที่เป็นรูปธรรมก็ไม่มีความหมาย

เราเปิด เราปิดเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า เปิดแล้วก็มีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏให้เราเห็น ปิดแล้วทุกอย่างก็หาย พอร่างกายของเราปราศจากกระแสที่เป็นฝ่ายนามธรรม ก้เป็นอันว่า หมด หรือดับ พูดภาษาง่าย ๆ เรียกว่าตาย อย่างไรก็ตาม ในเมื่อธาตุสี่บางส่วนยังเหลืออยู่ ผู้ที่เป็นลูกเป็นหลานของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการกับธาตุนั้นในรูปแบบที่เหมาะสมเรียบร้อย ส่วนกระแสที่มองไม่เห็นก็ไหลไปสู่ที่ใหม่ ไปปรากฏในเครื่องอุปกรณ์ใหม่

ชาวพุทธเราเชื่อกันว่า ตายแล้วไม่สูญ สิ่งที่สูญไปไม่มี แม้แต่ร่างกายก็ไม่สูญ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนสภาพ สรุปว่า บุญกุศลเรามองไม่เห็น เหมือนไฟฟ้าเรามองไม่เห็น แต่มันก็ปรากฏในรูปแบบที่เราเห็นได้

ร่างกายเป็นของเสื่อม บางร่างเสื่อมเร็ว บ่างร่างเสื่อมช้า แต่จะเร็วหรือช้าก็ตาม จะสู้ทุกวิถีทางเพื่อชะลอความเสื่อมก็ตาม ร่างกายนี้ย่อมค่อยเสื่อมไปเป็นธรรมดา

ทางพุทธศาสนาของเราไม่ได้วัดคุณภาพชีวิตคนด้วยเวลา ไม่ได้ถือว่า คุณภาพชีวิตอยู่ที่อายุร่างกาย ยิ่งกว่านั้น ยังไม่ถือว่า คุณภาพชีวิตอยู่ที่ยศ หรืออำนาจ ไม่เห็นว่าอยู่ที่ชื่อเสียง อยู่ทีทรัพย์สมบัติ อยู่ที่วัตถุ แต่ถือว่าคุณภาพชีวิตของคน อยู่ที่คุณธรรมของคน
ชีวิตของเราจะเจริญด้วยการสร้างคุณธรรม ทำให้คุณธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สิ่งเศร้าหมองอยู่ในใจลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าเราเป็นนักบวช หรือว่าเป็นฆราวาส แนวทางปฏิบัติมีทางเดียว นั่นก็คือการพยายามละสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม บำเพ็ญสิ่งที่ดีงาม ชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์

พระพุทธองค์เคยตรัสสรุปคำสั่งสอนในพุทธธรรมไว้ง่าย ๆ ว่า พระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ข้อนั้น รวมอยู่ในคำเดียว คือคำว่า ?วิมุตติ? คือความหลุดพ้น ฟังคำว่าหลุดพ้นแล้ว เรามักรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสูง แต่พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า ต้องมีความหลุดพ้นในชีวิตของเราตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ต้องมีความหลุดพ้นในทุกระดับของชีวิต

ถ้าเราคำนึงถึงคำนี้ พิจารณาความหมายของคำนี้บ่อย ๆ จะทำให้เราเข้าใจหน้าที่ของเรา และวิถีชีวิตที่ดีงามของเราได้ชัดเจนขึ้น เช่นเราให้ทานก็ไตร่ตรองว่า เราให้ทานเพื่ออะไร คำตอบที่ถูกที่สุดคือ เราให้ทานเพื่อหลุดพ้น หลุดพ้นอย่างไร หลุดพ้นจากอะไร ก็หลุดพ้นจากความตระหนี่ หลุดพ้นจากความยึดติดในวัตถุ

ฉะนั้น เราทบทวนการให้ทานของเรา การทำบุญของเราเป็นระยะ ๆ โดยเอาความหลุดพ้นเป็นเครื่องวัด เครื่องตัดสินว่า เราทำบุญแล้ว ความตระหนี่ของเราน้อยลงไหม ความยึดติดในวัตถุน้อยลงไหม ถ้ารู้สึกว่าน้อยลง และความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเป็นห่วงความหวังดีต่อคนรอบข้าง ต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น หลุดพ้นจากความหมกมุ่นแต่ในเรื่องของตน ผลประโยชน์ของตนแสดงว่าการให้ทานของเราได้หลักแล้ว ถูกต้องแล้ว

การรักษาศีลของเราก็เช่นเดียวกัน เราควรรู้จักการหลุดพ้นด้วยศีลบ้าง คือหลุดพ้นจากเจตนาจะเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น วิธีปฏิบัติคือ ใช้พลังแห่งเจตนางดเว้น ค่อยปราบเจตนาในทางล่วงละเมิด มนุษย์มีดีตรงที่สามารถไม่ทำในสิ่งที่อยากทำเพราะเห็นโทษของมัน

คนเราคิดเรื่องอะไรบ่อย ๆ จิตใจของเราจะชินกับความคิดอย่างนั้น และคล่องในการคิดเช่นนั้น กลายเป็นนิสัย ถ้าเราคิดไปในทางอิจฉาพยาบาทบ่อย ๆ เราก็จะกลายไปเป็นคนอิจฉาพยาบาท ถ้าเราคิดไปในทางให้อภัย เราก็จะกลายเป็นผู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร ความเคยชินเป็นพลังสำคัญในชีวิตของเรา และเมื่อเราเข้าใจอำนาจของความเคยชิน เราก็ต้องพยายามป้องกันภัยไม่ให้ชินในสิ่งเสื่อมเสีย และพยายามสร้างความเคยชินในสิ่งดีงาม ถึงแม้ว่าไม่ใช่ความหลุดพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามาก
พอเราคิดในทางไม่เบียดเบียนบ่อย ๆ ระลึกอยู่ในความงดงามของการไม่เบียดเบียน นึกในความงดงามของการให้อภัยบ่อย ๆ เราค่อย ๆ สร้างพลังตอบสนองสิ่งที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะไม่เบียดเบียนให้อภัย เพราะในชีวิตประจำวันของเรา มักจะมีเรื่องยุ่ง ๆ หลายประการ ปละหลาย ๆ ครั้งเราก็จะตอบสนองโดยอัตโนมัติ ด้วยความเคยชิน โดยไม่มีเวลาคิดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรดีกับเรื่องนี้ เพราะสิ่งท้าทายชอบมาเร็วมาก เกิดขึ้นโดยยังไม่คาดคิด

ทำไมสิ่ิ่งที่เป็นอัตโนมัติของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำไมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีมันไม่เหมือนกัน จะว่าผลกรรมเก่าก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า กรรมเก่าไม่ใช่เรื่องของชาติก่อนเสมอไป สิ่งที่เราเคยคิด สิ่งที่เราเคยพูด สิ่งที่เราเคยทำในอดีต เริ่มตั้งแต่วินาทีที่แล้ว ก็เรียกว่ากรรมเก่า เช่นเราเคยคิดในทางเบียดเบียนก้าวร้าวบ่อย ๆ เคยมีการกระทำในทางนี้แล้ว พอมีการกระทบขึ้นมา ก็มักจะตอบโต้ออกไปตามกระแสนั้นที่เราเคยสร้างขึ้นมา แล้วเคยบำรุงมาหลายปีแล้ว หรืออาจจะเป็นหลายชาติก็ได้

ทำอย่างไรเราจึงหลุดพ้นจากนิสัย จากความเคยชิน เครื่องมือก็คือ ศีล เจตนาที่จะงดเว้นจากการกระทำบางอย่าง จากการพูดบางอย่าง ขอให้สังเกตเอกลักษณ์ของศีลธรรมในพระพุทธศาสนา คือ บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนศีลธรรมในศาสนาอื่น ถึงแม้ว่าหลายสิ่งที่งดเว้นก็เหมือนกัน หรือคล้ายกับที่ศาสนาอื่นให้งดเว้น แต่ว่ามันต่างกันอยู่ที่ว่า ศาสนาส่วนใหญ่ถือว่า หลักศีลธรรมเป็นคำสั่งมาจากข้างบน ซึ่งเรามีหน้าที่เชื่อฟัง มีระบบล่อด้วยรางวัล และขู่ด้วยโทษ ศาสนิกชนมักงดเว้นจากการกระทำบางอย่างเพราะกลัวถูกลงโทษ หรือเพราะหวังจะได้รางวัล

ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น อย่างเช่นที่ยุโรปเป็นต้นคือ ในร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมา จำนวนผู้คนที่ไม่เชื่อในหลักศาสนาประจำชาติ ไม่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้ามีจริง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และในเมื่อหลักศีลธรรมถือกันว่ามาจากพระผู้เป็นเจ้า พอไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ดูเหมือนกับว่า ระบบศีลธรรมไม่มีพื้นฐานที่มั่นคง ถ้าหากว่าเราต้องงดเว้นจากการกระทำที่เราอยากทำเพราะยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า แต่เราไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ไม่รู้จะงดเว้นทำไม อันนี้ก็เป็นปัญหาในระบบศีลธรรมของชาวตะวันตกมานานแล้ว

ทางพุทธศาสนาของเราไม่ได้มองศีลธรรมอย่างนั้น เรามีความเชื่อมั่นในสติปัญญาของมนุษย์ เรามีความเชื่อมั่นว่า เราฉลาดพอที่จะวางหลักการ และควบคุมพฤติกรรม เพื่อให้การอยู่เป็นชุมชนมีความสุขได้ ลองสมมติดูก็แล้วกัน ถ้าเราสามารถเนรมิตชุมชนในอุดมการณ์ ชุมชนที่น่าอยู่ที่สุด เราจะให้เป็นอย่างไร อาตมาขอตอบแทนว่า น่าจะเป็นชุมชนที่ไม่ต้องหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ต้องกลัวว่า ใครจะมาทำร้ายเรา ใครจะมาเบียดเบียนเรา มีความรู้สึกปลอดภัย มีความรู้สึกว่า เรากับคนรอบข้างเป็นมิตรกัน ไม่ต้องกลัวว่า วางของส่วนตัวไว้ตรงไหน เดี๋ยวคนจะเอาไป ต้องคอยเครียดว่า จะเอาของเราไป ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งสามี ภรรยาของเราไป รู้สึกว่าพูดกับใครแล้ว ไม่ต้องสงสัยว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า หรือเขาหลอกเราหรือเปล่า

เมื่อเรากำหนดชุมชนในอุดมการณ์แล้วอย่างนี้ ซึ่งอาตมาว่า ทุกคนไม่ว่าศาสนาไหนก็คงจะยอมรับได้ว่า น่าจะดี ทางพุทธศาสนาถือว่า ปัญหาต่อไปคือ การพัฒนาความเป็นอยู่ของเรา จากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ให้เป็นอย่างนั้นบ้าง พระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำว่า คนเรานี้มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง มีความสามารถที่จะไม่ทำบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำ สัตว์เดรัจฉานทำไม่ได้ ถ้าจะหัดแมวไม่ให้จับหนูคงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสัตว์เดรัจฉานต้องทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณ

มนุษย์เรามีสัญชาตญาณอยู่เหมือนกัน ในบางเรื่องเรายังเป็นสัตว์อยู่ แต่ในบางเรื่องเราอาจใช้ความสามารถพิเศษซึ่งอยู่เหนือสัญชาตญาณ ชาวพุทธเราจึงถือว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะเรามีจิตสำนึกว่า สิ่งที่กำลังจะทำอยากทำจริง แต่ว่าทำแล้วไม่ดีหรอก เรายังไวต่อความถูกต้อง ความไม่ถูกต้อง ความดีงาม ความน่าเกลียด เรายังสามารถนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ผลในระยะสั้น ระยะยาว นี่คือความสามารถพิเศษของมนุษย์ที่ทำให้เราไม่จำเป็นต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างตามความอยากที่เป็นสัญชาตญาณ

เพราะฉะนั้น เราอิงความสามารถพิเศษข้อนี้มาตกลงกันไหมว่า เราจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เวลาเกิดไม่พอใจใคร บางทีอยากจะไปด่าเขา ยากจะไปตีเขา อยากจะไปฆ่าเขา ความอยากนี้บังคับไม่ให้มันเกิดนั้นมันยาก แต่ที่เราบังคับได้ก็คือ ไม่ทำ ไม่พูด ตามที่อยากทำ อยากพูด เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า ศีลคือเจตนา ศีลจะมั่นคง ศีลจะบริสุทธิ์ ต่อเมื่อเราหันมาสนใจพัฒนาเจตนาของเรา
ศีลธรรมจะหนักแน่นก็เมื่อเรารู้เท่าทันเจตนาของตน พอเราตั้งใจว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ แล้วคิดในเรื่องนี้บ่อย ๆ เจตนาที่จะไม่ฆ่าสัตว์ก็เกิดบ่อย อยู่ไปอยู่มากลายเป็นความเคยชิน ทีแรกเจตนาทำบาปอาจจะแรงกว่าเจตนาจะงดเว้น แต่ถ้าเราจริงใจ นาน ๆ เข้าจะรู้สึกว่า เจตนาจะไม่ทำจะแรงกว่าเจตนาจะทำเร็วกว่า จนกระทั่งคุณธรรมข้ออื่น ๆ จะค่อย ๆ ผุดขึ้นมา อย่างเช่นเริ่มต้นมีแต่เจตนาจะไม่ฆ่าสัตว์ ตั้งใจว่า แม้จะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย จะเป็นสัตว์ที่เรารู้สึกว่าน่าเกลียด น่าขยะแขยง จะเป็นตุ๊กแก จิ้งจก ตะขาบ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ถึงเราจะอดรังเกียจมันไม่ได้ เราจะไม่ทำร้ายมัน

ถ้าเรารักษาศีลข้อนี้ไว้โดยทะนุถนอม เจตนาไม่เบียดเบียนเป็นหลักนาน ๆ เข้า ความเมตตาอารีก็เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ วันใดวันหนึ่ง โอ้...จิ้งจกตัวนี้มันน่ารักดี ตะขาบนี่ที่จริงมันไม่น่าเกลียด ก็ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นเอง ยั้วเยี้ยอย่างนี้น่าเอ็นดู

ฉะนั้น แค่การรักษาศีล แค่เจตนาจะงดเว้นจากการกระทำ การพูดบางอย่างก็มีส่วนในการชำระจิตใจ เป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งดีงามหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น ท่านว่า การรักษาศีลเป็นบุญ การทำบุญนี้ ไม่ต้องไปใส่บาตร ไม่ต้องไปถวายสังฆทาน รักษาศีล ๕ คือการทำบุญ ในชีวิตประจำวัน เรามีโอกาสทำบุญได้ทุกวันด้วยการรักษาศีล รักษาศีลด้วยการรักษาเจตนาจะงดเว้นจากการกระทำบางอย่าง

นอกจากแง่ของการไม่เบียดเบียนแล้ว เรื่องของศีลมีอีกข้อหนึ่งที่ไม่ควรลืม จะเห็นได้ว่า ศีลข้อที่ ๕ บางคนหรือหลายคนบอกว่า กินเหล้าบ้างเล็กน้อยไม่ถึงกับเมา ก็ไม่ได้เบียดเบียนใคร เป็นเพื่อการผ่อนคลายความเครียด หรือเพื่อความครึกครื้นก็ไม่น่าเป็นการเบียดเบียน ในข้อนี้ก็ไม่ปฏิเสธเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าเรารักษาศีล ๕ ได้ทุกข้อ พอเราฟังพระเทศน์เรื่องอานิสงส์ของศีล หรือว่าเราอ่านพระไตรปิฎก หรือว่าศึกษาธรรมะในขั้นลึกซึ้งหน่อย พอเราอ่านเรื่องเหล่านี้ ฟังเรื่องเหล่านี้ ปีติความปลาบปลื้มเกิดขึ้น และปีติและความปลาบปลื้มในศีลของตนนั้นก็เป็นพลังสำคัญที่จะนำไปสู่สมาธิและปัญยา และจะชำระจิตใจในระดับสูงขึ้นไป

การรักษาศีลเป็นบุญ เพราะเป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนที่ดีงามที่สันติสุข เป็นการหลุดพ้นจากความไม่เคารพนับถือตัวเอง เป็นการหลุดพ้นจากการกระทำที่เป็นบาปกรรม ที่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่เพื่อนมนุษย์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย และเป็นการหลุดพ้นจากสิ่งเศร้าหมองที่อยู่ในใจบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรมะในชั้นสูง โดยเฉพาะความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี

เราเจริญจิตภาวนาเพื่ออะไร เพราะถึงจะเป็นคนดี ใจบุญ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทานและศีลมีอำนาจชำระจิตใจในระดับต้น ๆ เท่านั้น กิเลสส่วนใหญ่ยังไม่กลัว ถ้าเราจะหลุดพ้นจากความคิดหมกมุ่นหลงใหล ความอิจฉาพยาบาท ความซึมเศร้า ความเบื่อหน่ายชีวิต ความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ความวิตกกังวล ความตึงเครียด ความเหงา วาเหว่ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้พลังสมาธิช่วย นอกจากนั้นไม่หาย

สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ ถ้าต้องการจะหลุดพ้นจากนิวรณ์ เราต้องฝึกจิตให้มีพลัง ให้สามารถอยู่กังสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความต้องการของเรา เราต้องสามารถบริหารควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ต้องมีสติรู้ตัวเป็นที่พึ่ง ถ้าจิตใจของเรายังวิ่งตามอารมณ์อยู่ตลอดเวลา มันไม่เข้มแข็ง ไม่สดชื่น และไร้ที่พึ่งที่ปลอดภัยแท้ ถึงจะอ่านหนังสือ จะฟังเทศน์ฟังธรรม ถึงจะมีปรัชญาชีวิตที่บึกซึ้ง ถึงเวลาวิกฤติ มีสิ่งกดดันบีบคั้น หรือรับทุกขเวทนามาก ๆ ความรู้ลืมหมดเลย เพราะเราขาดพลังจิต นิวรณ์เข้าครอบงำเสียแล้ว

พระพุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาที่มีคำสอนในด้านการบริหารจิตที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งไม่ว่าเป็นชาวตะวันตก เป็นชาวตะวันออก เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง ทุกคนสามารถเอาหลักการพุทธศาสนาไปใช้ได้ผล เป็น อกาลิโกธรรม คือทำได้ทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ว่าต้องตั้งอกตั้งใจทำ ไม่ตั้งใจจริง ทำเหลาะ ๆ แหละ ๆ ก็จะเหมือนนักรบรู้กับรถถังด้วยธนู

การฝึกทางจิตเพื่อหลุดพ้นจากสิ่งเศร้าหมองนี้ไม่ได้อยู่ที่การนั่งหลับตาเพียงอย่างเดียว สาระสำคัญคือการมีสติรู้ตัวอยู่ในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรม ในทุกเวลา ในทุกสถานที่ เราทำอะไรก็ตาม ต้องคิดพิจารณาว่า ทำอย่างไรเราถึงจะ ทำหน้าที่ของเราให้ดี นี่คือข้อที่หนึ่ง ทำหน้าที่แต่ละหน้าที่ หน้าที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง เป็นอะไร ๆ ทำอย่างไรจะทำหน้าที่ทั้งหลายของเราให้ดีที่สุด

ข้อที่สอง ทำอย่างไรเราถึงจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนั้นด้วย จิตใจที่ปกติ ไม่ให้ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นยึดจิตไว้ ไม่ให้โกรธ กลัว ฟุ้งซ่าน ถ้าเราทำหน้าที่ของเราดี แต่จิตใจเราเศร้าหมอง ก็ยังไม่ผ่าน ยังสอบตกอยู่ ต้องให้ได้ทั้งสอง คือทำหน้าที่ให้ดี ขยันหมั่นเพียร คอยคิดพัฒนาการทำงานของเราให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรักษาจิตใจของเราไม่ให้เสียศูนย์ ไม่ให้เกิดความว้าวุ่นขุ่นมัว ไม่วิ่งตามโลกธรรม เช่น สรรเสริญ นินทา เป็นต้น อย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่า มีการหลุดพ้นในชีวิตประจำวัน

คุณธรรมสุดยอดในพุทธธรรมคือ ปัญญา ปัญญาเท่นั้นที่จะทำให้เราได้หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ถือว่าปัญญาเป็นคุณธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา ชาวพุทธเราบางคนว่า พุทธศาสนาของเราดีนะ มีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าเชื่อเรื่องงมงายเหมือนศาสนาอื่น ๆ ภูมิใจว่า ศาสนาของตนเป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่ในชีวิตประจำวันแทบจะไม่ได้ใช้ปัญญาเลย ใช้แต่อารมณ์ คือเอาชื่อของปัญญาไปใช้ แต่ไม่ได้เอาตังปัญญาไปใช้สักที

ฉะนั้น ทำอย่างไรเราจึงจะได้ใช้ปัญญาทันเหตุการณ์ สติเป็นเงื่อนไขสำคัญ สติคือปัญญาทัน อะไรคือเครื่องตัดสินว่าเรากำลังมีสติ ไม่ใช่การอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่า ปัญญาความรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควรจะเกิดขึ้น ทันเหตุการณ์ เรียกว่ามีสติ

ความจริงของชีวิตในแง่ที่เป็นเครื่องกำหนดของปัญญา คือ ไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอน การเกดดับของสิ่งทั้งหลายตามเหตุตามปัจจัย ความบกพร่องของสิ่งทั้งหลายที่มีธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตงอดเวลา ตั้งแต่ความเจ็บปวดทางกาย จนกระทั่งความไม่สมปรารถนาในการตอบสนองความต้องการที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ คือความสุขที่เที่ยงแท้ถาวร ความไม่มีแก่นสารสาระ ไม่มีเจ้าของ ของสิ่งทั้งหลายที่ย่อมเกิดและดับตามเหตุตามปัจจัย

พอจิตใจเราคอยปล่อยวางความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ความคิดที่เป็นขยะอยู่ในสมองที่ทำให้สมองเรารกรุงรังอยู่ตลอดเวลา พอความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ความคิดที่ทำให้ชีวิตเราหม่นหมองน้อยลง เราควบคุมการบริหารได้มากขึ้น ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ความคิดอีกประเภทหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าสงบแล้วจบ ความนิ่งสว่างเป็นขั้นตอนหนึ่ง สิ่งที่ต้องการคือความเก่ง ถึงขนาดคิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ ถึงเวลาควรคิดก็คิดอย่างแยบคาย ตรงต่อประเด็น สุขุมรอบคอบ เวลาไม่ควรคิดก็ไม่ต้องคิดอะไร

ฉะนั้น ความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยง จะว่าธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าลึกซึ้งก็ลึกซึ้ง มองในหลักธรรมดา มันก็ธรรมดา ครูบาอาจารย์ที่ฝึกจิตดีแล้ว ก็ยืนยันกันว่า ไม่มีสิ่งใดจะลึกซึ้งเท่าความเปลี่ยนแปลง ถ้าเข้าใจตรงนี้ เราจะปล่อยวางกิเลสและหลุดพ้นได้ในชีวิตของเรา ขอให้เข้าใจว่า เรื่องความหลุดพ้นไม่ใช่ธรรมะระดับสูงสุดอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของเราทุกคน ไม่ว่าเราเป็นนักบวชหรือฆราวาส สิ่งท้าทายคือ ทำอย่างไร เราจึงจะทำหน้าที่ของเราในชีวิต สร้างความสุข สร้างประโยชน์แก่ชีวิตตัวเอง สร้างความสุขสร้างประโยชน์แก่ครอบครัว สร้างความสุขสร้างประโยชน์แก่ชุมชน สร้างความสุขสร้างประโยชน์แก่สังคม ทำอย่างไรเราจึงจะได้ทำอย่างนี้ ให้มีความรู้สึกว่ามีการหลุดพ้นอยู่ทุกวัน

ทำอย่างไร การทำบุญสร้างประโยชน์นี้จะทำให้รู้สึกว่าหลุดพ้นได้ การรักษาศีลนี่รู้สึกว่าดีขึ้น การฝึกจิตให้มีคุณธรรม ทำอย่างไรเราจึงจะมีการหลุดพ้นได้ การเจริญปัญญา ทำอย่างไรเราจึงจะมีการหลุดพ้นได้ อย่างนี้เรื่องบุญเรื่องกุศล เราไม่ต้องสงสัย มันต้องเกิดแน่ หากจิตใจเราไม่คิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ไม่เข้าข้างตัวเอง ความคิดในหลายเรื่องหลายอย่างมันก็จะเปลี่ยนไป เราจะสำนึกว่า เราปล่อยให้จิตใจเราวุ่นวายด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอยู่เรื่อย เอาละ ถึงเวลาแก้ไขแล้ว เช่น เราอาจพิจารณาเห็นว่า เราอยู่ด้วยกัน ทำไมเราจึงปล่อยให้จิตใจของเราเศร้าหมองด้วยการเพ่งโทษ จับผิดคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เรารักมากที่สุดมักจะเป็นคนที่เราชอบจับผิดมากที่สุด เพ่งโทษมากที่สุด

คนเราเปลี่ยนเสียไม่ดีหรือ แทนที่จะเพ่งโทษ ลองเพ่งคุณ แทนที่จะจับผิด ก็จับถูก นี่เราจะเปลี่ยนจากเป็นคนเพ่งโทษ จับผิด เป็นคนเพ่งคุณ จับถูก ขอให้ทบทวน ขอให้ไตรตรองความดีความงามของคนรอบข้าง นั่นไม่ใช่หลับหูหลับตาต่อข้อบกพร่องของซึ่งกันและกันหรอก ในการทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ต้องช่วยชี้ให้คนที่เรารักเห็นจุดบอดตัวเอง และพร้อมที่รับข้อมูลจากเขา เพื่อเราจะได้รู้เรื่องจุดบอดของตัวเอง การหัดการสื่อสารและการรับฟังเป็นหน้าที่ของกัลยาณมิตรโดยตรง
อย่างไรก็ตาม พอจิตใจเราไม่ต้องไปโกรธ ไปหงุดหงิด ไปรำคาญ เรามีเวลาและกำลังฝึกความคิดใหม่ คือการเพ่งคุณของผู้อื่น หัดยินดีในคุณความดีของคนอื่น ยอมทำไม่นาน จะรู้สึกว่า เราเข้าถึงแหล่งความสุขที่ไม่มีวันเหี่ยวแห้งเลย เพราะว่าเราทุกคนมีความดีให้คนอื่นเห็นอยู่ตลอดเวลา ไม่มากก็น้อย ถ้าเราฉลาดและเก่งในการจับถูก สิ่งที่ถูกที่ดีของคนอื่น เพ่งคุณของคนอื่นเหมือนที่เราเคยจับผิดเก่ง ที่เราเคยเพ่งโทษคนอื่นอย่างไม่รู้เบื่อ เราจะรู้สึกว่า มีความแช่มชื่นอยู่ในจิตใจอยู่ตลอดเวลา ผ่อนคลายไม่เครียด ตาก็ไม่ร้อน จิตใจเป็นบุญเป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา

ถ้าอย่างนี้ ถือได้ว่า เป็นศิลปะชีวิตที่งดงาม ซึ่งจะขอฝากไว้วันนี้ เพื่อผู้ฟังจะได้ลองไปสานต่อ เพราะว่าจิตใจของเรานี่เป็นบุญแล้ว จิตใจของเรามีความแช่มชื่นเบิกบานแล้ว ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว เมื่อจิตใจของเราดีงามแล้ว มันมีความสุข แล้วความสุขนั้นมันจะล้น มันไม่อยู่ มันก็จะแผ่ออกไปสู่คนอื่น คนรอบข้าง ถ้าจิตใจของเราดี จิตใจเรามีความสุข เราก็พร้อมที่จะทำอะไรให้คนอื่นใช่ไหม

เอาง่าย ๆ วันไหนเรารู้สึกโกรธ หงุดหงิด รำคาญ ใครมาขออะไรเรา เราก็ไม่ค่อยอยากจะให้ แต่วันไหนที่เรารู้สึกดี มีความสุขความสบาย ใครมาขอ เราก็ให้ง่าย ยินดี เพราะว่าจิตใจที่มีความสุขส่วนตัวพอกิน จึงยินดีที่จะให้ความสุขแก่คนอื่น แต่คนที่ไม่มีความสุขอยู่ในใจ เหมือนคนจนนะ ไม่มีอะไรจะให้ มีน้อย ต้องหวงเอาไว้ คิดว่าแค่นี้ก็ยังไม่ค่อยจะพอใช้ จะแบ่งให้คนอื่นก็ไม่ไหว แต่ผู้ที่หมั่นสร้างความสุขอยู่ในใจ ก็พร้อมที่จะให้อยู่ตลอดเวลา หลุดพ้นจากความมืดหม่น หลุดพ้นจากความตึงเครียด เป็นประโยชน์ตนด้วย เป็นประโยชน์คนอื่นด้วย

วันนี้อาตมาจึงขอฝากข้อคิดบ้างเล็กน้อย ในการที่จะทำให้เรามีความรู้สึกว่า ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องดีงาม ตามหลักพุทธศาสนา นำคำสอนพระพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตจริง มีความรู้สึกว่า มีการหลุดพ้นทั้งในระดับทาน ในระดับศีล ในระดับภาวนา ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของตน เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ของคนอื่น

และในวันนี้ เราได้ฟังธรรมะ เราได้ฟังข้อคิดเรื่องชีวิตของเราแล้ว หวังว่าจิตของผู้ที่ตั้งอกตั้งใจฟังอยู่ในสภาพที่สงบพอสมควร พอใจกับธรรมะของพระพุทธเจาพอสมควร ความรู้สึกสงบ ความแช่มชื่น ความรู้สึกสะอาดอยู่ในใจ คือ ตัวบุญและตัวบุญนั้นขอให้เราอุทิศให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ขอให้ท่านได้รับ ถ้าท่านอยู่ในภพภูมิ อยู่ในที่ไหนที่ท่านรับได้ ขอให้ท่านอนุโมทนา ขอให้ท่านได้รับเป็นของฝาก เป็นของขวัญจากพวกเราทั้งหลายที่เป็นลูกเป็นหลาน เป็นญาติเป็นมิตร ผู้ซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน ที่เรารพรัก คิดถึงท่าน เราก็ไม่มีอะไรจะให้ท่านแล้ว สิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ไม่ได้แล้ว แต่เรามีสิ่งที่เลิศ ที่ประเสริฐที่จะให้ท่านได้ อันนั้นก็คือตัวบุญ พลังบุญที่อยู่ในใจของเรา ตั้งอกตั้งใจอุทิศให้ท่าน

ในขณะที่พระท่านสวด ตั้งอกตั้งใจให้จิตใจรักษาความดีความงาม ความสะอาดเอาไว้ นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำให้ท่านเป็นสิ่งที่เราทำได้ และควรทำ ทำแล้วเราก็รู้สึกปลาบปลื้มใจว่า เราได้แสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที เราได้ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ขอให้เราน้อมจิตน้อมใจเพื่อประโยชน์และความสุขให้แก่ท่านต่อไป

อ่านแล้วเป็นไงบ้างครับ ต้นตำหรับของพุทธศาสนา แบบนี้ก้มกราบท่านได้อย่างสนิทใจจริงๆครับ




ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.94:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 08 มิ.ย.53 เวลา 12:37
 ความคิดเห็นที่  61


"นิโรธ" คืออะไร คำ ๆ นี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก
อธิบายแต่เพียงว่า...นิโรธ คือ
ความดับทุกข์ หมายถึงสภาพใจที่หมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิงทำให้หมดตัณหา
จึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่งสงบตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายมีความสุขล้วนๆ
ไม่ได้อธิบายต่อ

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ได้ให้คำจำกัดไว้อย่างน่าฟังที่สุดว่า "ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ"

ในทัศนะของผม
นิโรธ ควรจัดไว้เป็น "ระดับแห่งนิโรธ"
อาจหมายถึง สภาพวะที่จิตเข้าใจเหตุ-ผล ของธรรมชาติจิตยังได้
อาจหมายถึง จิตรู้สภาวะของการเกิด ดับ ของ รูป - นาม
ซึ่งที่สุดแห่งนิโรธ ก็คือ นิพพาน
สภาพแห่งนิโรธ ควรถูกจัดให้เป็นระดับ
การจัดเป็นระดับจะทำให้ผู้ปฏิบัติทราบถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติของตนเองได้
เพราะแต่ละระดับย่อมเกิดสิ้นทุกข์ได้ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่ไม่เท่ากัน
ในการเริ่มต้นของการปฏิบัติ...ยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิงได้
ยากที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเข้าถึง ที่สุดแห่งนิโรธได้ ก็คือ นิพพาน



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.61.73   ตอบเมื่อ 11 มิ.ย.53 เวลา 07:40
 ความคิดเห็นที่  62


ขยายความต่อจาก คห.61

การที่จิตจะเห็นจิตได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ขอแนะนำว่า

การปฏิบัติในเริ่มแรกนั้นจิตของเราอาจยังขุ่นมัวเหลือเกิน เราดูอะไรก็ไม่เห็นทั้งนั้น

สิ่งแรกที่เราจะเห็นได้ก็คือ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีรูปมากระทบ (ในปัจจุบัน)

ก็ตามรู้อารมณ์นั้น และหากจิตมีการปรุงแต่งก็ตามรู้การปรุงแต่งนั้นไป

เมื่อจิตสามารถรู้(เห็น)อารมณ์ที่เกิดได้ อาจจะรู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร (เพราะมันเป็นธรรมดาของจิตเอง) อย่าไปคิดมากหรือกังวลว่าปฏิบัติผิด เกือบทุกคนก็ผ่านตรงนี้มาเช่นกันครับ ให้ปฏิบัติต่อไป ๆ จิตจะจำสภาวะได้แม่นยำขึ้นเอง

การปฏิบัติอาจไม่คืบหน้า หรือไม่สามารถรู้อะไรได้เลยถ้าไม่รักษาศีลไปด้วย เพราะศีลนั้นพื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ

ตรงนี้ถ้าไม่เห็นความคืบหน้าอย่าท้อแท้นะครับ อย่าฝืน อย่าดันทุรัง ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็น(รู้)ก็เป็นเพราะจิตเรายังขุ่นอยู่ บางท่านเรียกว่าจิตไม่ควรแก่การงาน

สำหรับจิตที่ควรแก่การงาน ถ้าไปหาอ่านจากที่อื่นกว่าจะเข้าใจได้ก็จะเบื่อซะก่อน
ผมจะอธิบายง่ายๆจิตที่ควรแก่การงาน ก็คือ เป็นจิตใจที่อ่อนโยน เป็นจิตที่พอจะสามารถปล่อยวางจากกิเลสบางตัวได้บ้างแล้ว

มีพุทธสุภาษิตที่กล่าวไว้อย่างน่าฟังตรงนี้ว่า " จิตที่คุ้มครองดีแล้ว จะนำสุขมาให้ " ภาษาบาลีว่า " จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ "

หากท่านผู้ใดเจอปัญหาตรงนี้ให้กลับไปที่การรักษาศีลทันที
ให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) คือหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ ให้เริ่มต้นจากตรงนี้จึงจะถูกต้อง

และอย่าลืมว่าปลายทางของการปฏิบัติทั้งหมดก็คือ ให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในความมีตัวตน เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเห็นทั้ง ๓ หรือเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้นะครับ ขอให้เห็นจริงๆ ไม่ใช่ท่องได้นะครับ การท่องได้ไม่มีประโยชน์นะ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  112.142.89.11:11.0.102.210   ตอบเมื่อ 12 มิ.ย.53 เวลา 21:43
 ความคิดเห็นที่  63


บางวันเราจะรู้สึกว่าจิตของเราเบิกบาน แจ่มใส เบาสบาย มองอะไรก็สดใสไปหมด

แต่บางวันก็ขุ่นมัว หงุดหงิด รำคาญ ใครพูดอะไร ทำอะไร ก็ขัดหูขัดตาไปหมด

เหตุการณ์ทั้ง ๒ นั้นเรามักอธิบายกับตัวเองว่ามันมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น

และมักโทษว่ามันเป็น "เหตุปัจจัยจากภายนอก"

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเกิดจาก "เหตุปัจจัยภายใน" ด้วย

กรณี "แอบรัก" ก็เช่นกัน (ทั่วๆไปนะครับ) เหตุปัจจัยภายในมันก่อตัวเพื่อรอเหตุปัจจัยจากภายนอกมากระตุ้นอยู่ก่อนแล้ว

อารมณ์ของคนเราเกิดจากปัจจัยภายนอกกระทบกับ ข้อคิดเห็น ความเชื่อความรู้สึกที่มีอยู่เดิม ข้างใน

ถ้ากระทบกันแล้ว "สอดคล้อง" ก็ทำให้ Happy

ถ้ากระทบกันแล้ว "ขัดแย้ง" ก็ทำให้ รู้สึกโกรธ แค้น ไม่สบอารมณ์ Bad

จิตที่ รู้ ตื่น เบิกบาน นั้นละ คือที่เขาเรียกว่า "จิตที่ควรแก่การงาน"

" จิตที่คุ้มครองดีแล้ว จะนำสุขมาให้ " ก็เป็นเช่นเดียวกันนี้

จิตที่น้อมเอา พรหมเข้ามาไว้ข้างในก็คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้โลกสดสวยขึ้น

แต่ต้องทำด้วยความเข้า้ใจในเหตุและผลของมันนะ ไม่ใช่ทำด้วยความอยาก....

จิตที่ฝึกแล้วจะอยู่ตรงนี้ได้นาน และพัฒนาต่อไปได้....

ถ้าไม่ฝึกนะ ก็จะเป็นชีวิตที่ิวิ่งไล่อะไรสักอย่าง ที่เราก็ไม่รู้ว่าเรากำลังวิ่งไล่อะไรอยู่


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  112.142.95.226:11.0.101.232   ตอบเมื่อ 16 มิ.ย.53 เวลา 09:16
 ความคิดเห็นที่  64

ตอนนั้นเคยอ่านนิทานเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายจะหาที่ซ่อนปัญญาของมนุษย์
เพราะว่ากลัวว่า ถ้าปลอ่ยให้คน เหลิงอำนาจไปเรื่อยๆ ที่สุดแล้วโลกต้องพินาศ

อันที่จริง จำไม่ได้แม่นหรอกว่า เป็นอะไร แต่ปมสำคัญมันอยู่ตรงที่ซ่อนปัญญาของคน

สัตว์ทั้งหลายคิดไม่ออก แต่ที่สุดก็มีหนู หนูที่มีสี่ขา ซึ่งเป็นสัตว์ที่เขาว่ากันว่า
มันกับแมลงสาบจะมีชีวิตรอดได้ แม้จะมีระเบิดนิวเคลียร์

หนูเสนอให้ซ่อนปัญญาไว้ในใจคนนั่นแหละ



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.48   ตอบเมื่อ 16 มิ.ย.53 เวลา 19:12
 ความคิดเห็นที่  65


.

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.8.242   ตอบเมื่อ 17 มิ.ย.53 เวลา 09:44
 ความคิดเห็นที่  66

ท่ามกลางความวุ่นวาย ก็ยังมีธรรมะในจิตใจ
นับถือๆ ทั้งสองท่านเลย

บรรลุเมื่อไหร่ บอกบุญกันด้วยนะครับ พี่ หน.ดม

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.236   ตอบเมื่อ 17 มิ.ย.53 เวลา 13:56
 ความคิดเห็นที่  67

กราบถวายพระพรใน คห. ที่ ๖๕

กราบถวายอัญชุลีลงแทบพื้น
บนแผ่นผืนดินอุดมสมผสาน
ทรัพยากรหลายหลากแลละลาน
ชนชาวบ้านอยู่สำราญแสนสุขใจ

ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดมี "ในหลวง"
ทรงประดุจดวงรัตน มณีฉาย
ทรงเป็นนักพัฒนา นักประชาธิปไตย
ทรงเป็นหลักรวมดวงใจไทยทุกคน

"ราชประชาฯ " อนุเคราะห์ เสดาะทุกข์
" ชัยพัฒนา" บุกเบิกงาน เพื่อเพิ่มผล
พระราชกรณี มีหลากหลาย ในชุมชน
ทรงสอนให้ รู้ใช้ทรัพยา ค่าอนันต์

หกสิบกว่าปีที่ทรงตรำทำเพื่อไทย
ร้อน..หนาว..แล้ง..ฝน..เพียงใด ไม่ผ่อนผัน
ด้วยสำนึกในพระกรุณา องค์ราชันย์
ขอทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ด้วยพระพลามัย

๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 11:25
 ความคิดเห็นที่  68

กราบถวายพระพรใน คห. ที่ ๖๕

กราบถวายอัญชุลีลงแทบพื้น
บนแผ่นผืนดินอุดมสมผสาน
ทรัพยากรหลายหลากแลละลาน
ชนชาวบ้านอยู่สำราญแสนสุขใจ

ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดมี "ในหลวง"
ทรงประดุจดวงรัตน มณีฉาย
ทรงเป็นนักพัฒนา นักประชาธิปไตย
ทรงเป็นหลักรวมดวงใจไทยทุกคน

"ราชประชาฯ " อนุเคราะห์ เสดาะทุกข์
" ชัยพัฒนา" บุกเบิกงาน เพื่อเพิ่มผล
พระราชกรณี มีหลากหลาย ในชุมชน
มุ่งให้คน รู้ใช้ทรัพยา ค่าอนันต์ ** ( แก้ไขบรรทัดนี้)

หกสิบกว่าปีที่ทรงตรำทำเพื่อไทย
ร้อน..หนาว..แล้ง..ฝน..เพียงใด ไม่ผ่อนผัน
ด้วยสำนึกในพระกรุณา องค์ราชันย์
ขอทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ด้วยพระพลามัย

๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 11:28
 ความคิดเห็นที่  69

คำถาม บอกว่า ถ้าบรรลุเมื่อไหร่ บอกด้วย

ตอบว่า ดูง่ายนิดเดียว ถ้าไม่เห็นมาเวียนว่ายตายเกิดในกระดานสนทนา
ก็เป็นอันว่า มีโอกาสจะวางได้แล้วจริงๆ

สำหรับตัวเองนั้นยังเป็นอะไรที่แสนจะทางโลกมาก เรื่องพวกความบันเทิงนี่ละได้ไม่ยาก (ก็ตอนนี้หนังฝรัง หนังจีน สร้างได้คุณภาพแย่มากๆ จึงไม่คิดจะดู) การไปนอกบ้านยามวิกาลนี่ก็ไม่ไหวอยู่แล้ว ( วัยเป็นอุปสรรค แต่อันที่จริงต้องโทษสังขารมากกว่า )

การรู้ประมาณในการบริโภค นี่ก็ไม่ยากมาก แต่ว่าจะต้องกินเป็นเวลา เช่น ก่อนเที่ยงหิวมากก็ต้องกิน แล้วกินเร็วมาก บางทีอิ่มก่อนที่จะรู้ตัวกลายเป็นจุก

การไม่โลภอยากได้ของคนอื่น อันนี้ไม่ยาก เพราะว่าเป็นพวกหน้าบาง แล้วก็อัตตา เน้นย้ำ
อัตตาสูง อย่างไรหรือคะ ?

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 11:45
 ความคิดเห็นที่  70

อัตตาสูงก็คือ รักษาฟอร์มตัวเองมากๆๆๆๆ เช่น สมมติทำงานแล้วเขาให้เงินเดือนเราน้อยกว่าที่เราคิด หรือ คาดหวัง ก็จะไม่ไปเรียกร้อง เพราะมันจะกลายเป็นว่า เราด้อยค่าแต่ยังมีหน้าไปทวงสิทธิ

แบบนี้แหละพวกอัตตาสูง (แต่มักจะคิดว่าอัตตาไม่สูง)

แล้วก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเราเห็นแก่เงิน (ซึ่งไม่เห็นแก่เงินจริงๆ) เพราะมันแสดงว่า
เราไม่เจ๋งพอ ถ้าเราเจ๋งพอ ก็ไม่ต้องเรียกร้อง ต้องได้มากตามคุณภาพเอง

แต่ทั้งหลายทั้งปวงไม่เกี่ยวกับว่าจะแสดงว่าเป็นคนดีนะ เพราะมันคนละกรณีกัน
คนละเรื่องเลยด้วยซ้ำ

ทีนี้ที่ยากที่สุดก็คือ เรื่องความโกรธ นี่แหละ ไวมากๆ เคยพยายามจะฝึกระงับโกรธ
ตอนที่อยู่บนถนน เมื่อใดที่ไม่เคยจะเอ่ยปากว่า " ไอ้...." แค่คำนำก็พอ
เพราะเมื่อมีคำแรก มักจะมีคำสองต่อมาแบบไวจริงๆ

สองวันก่อนก็เกือบจะสำเร็จ แต่ตอนนี้รถบนถนนมันติดที่สุด เลย เวลาไหนก็ติด
ก็รอดมาได้ เกือบจะถึงบ้านอยู่แล้ว มาตบะแตกตอนที่จะขึ้นทางด่วนด่านประชาชื่น

สรุปว่ายังคงพยายามต่อไป

บอกแล้วว่าไม่ได้ต้องการดีอะไร แต่ต้องการแค่ไม่เวียนว่ายตายเกิด (ขอมากไปไหม)


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 11:52
 ความคิดเห็นที่  71

พูดเรื่องถนน ก็นึกขึ้นมาได้ว่า บนท้องถนนกรุงเทพฯ นี่แหละ เป็นเวทีประชาธิปไตยจริงๆ
บนนี้เรามีสิทธิเท่ากัน พูดแบบเจ็บปวด อาจได้อีกแนวคิดว่า คนจนอาจมีสิทธิไปได้ดีกว่า
(นิยามคนจน ในที่นี้ ที่วัดจาก มูลค่ายานพาหนะ ) คนขี้มอเตอร์ไซด์ จักรยาน ไปได้เร็วกว่า ทำให้คนขับอื่นปวดหัว ปวดใจ แล้วก็มีสิทธิตกชั้นไปเกิดภพต่ำลงไปได้หากระงับใจไม่อยู่ คนขับซาเล้งก็สามารถขับรถช้าได้ โดยที่คนหลังต้องอดทนรออย่างใจเย็น (เพราะไม่อาจแซงไปได้) คนขับรถแท็กซี่สามารถจะจอด เดี๋ยวชิดซ้าย หรือออกขวาทันทีที่มีผู้โดยสาร

เมื่อรถติด เราจะต้องรอตามลำดับ มีบ้างเหมือนกันพวกที่ชอบแทรกทางที่เป็นคอขวด

นอกจากถนนกรุงเทพฯ จะเป็นสถานที่สำหรับฝึกประชาธิปไตยแล้ว ยังเป็นที่ฝึกบ่ม
ความเยือกเย็นของใจด้วย โดยเฉพาะในศุกร์เย็น จันทร์เช้า ทุกวันเสาร์


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 12:16
 ความคิดเห็นที่  72

ลืมบอกไปว่า มอเตอร์ไซด์ที่ว่า เป็นพวกยี่ห้อพื้นๆ ไม่ใช่พวกคันใหญ่โต แล้วขับเร็วไม่ได้ (เพราะกะจะโชว์หน้าคนขับ ) ส่วนรถที่ตามหลังก็ รู้สึกอยากเหลือเกินที่จะ..... กลางหลังเข้าให้ เพราะบางคันกวนมากจริงๆ



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.11   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 13:08
 ความคิดเห็นที่  73


"ทีนี้ที่ยากที่สุดก็คือ เรื่องความโกรธ นี่แหละ ไวมากๆ เคยพยายามจะฝึกระงับโกรธ"

ลองฝึกแบบนี้ดู ดีมากนะครับ


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.171.12   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 13:36
 ความคิดเห็นที่  74


ขอให้โชคดีครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.171.12   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 13:39
 ความคิดเห็นที่  75


อารมณ์โกรธ เป็นอารมณ์ที่ ง่ายต่อการ ฝึกวิปัสสนา (ในชีวิตประจำวัน) ที่สุด

แต่วิธีที่ถูก ไม่ใช่ไป ระงับ กด หรือข่ม อารมณ์นั้นเอาไว้ ถึงแม้วิธีดังกล่าวจะเห็นผลดีในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ละอารมณ์โกรธไม่ได้ ...ไม่ใช่ว่าฝึกแล้วจะไม่โกรธนะ...อารมณ์โกรธเป็น เจตสิกอย่างหนึ่ง อยู่แนบกับจิตของทุกคน(ที่ยังไม่บรรลุ) คนที่บอกว่าไม่โกรธแล้ว เอาชนะความโกรธได้แล้ว นั่นคือ "โกหกตัวเอง" ที่ทำได้คือ "ละ" อาการก็คืออารมณ์โกรธจะฟุ้งขึ้นได้ยาก..หรือเมื่อฟุ้งขึ้นก็จะมีสติรู้ตามอารมณ์โกรธได้อย่างทันทีทันใดเป็นอัตโนมัติ อารมณ์ทุกชนิดเมื่อถูกรู้มันจะหยุด มันจะหมดฤทธิ์ลงตามลำดับ ถ้าไม่มีสติรู้ทัน มันจะก่อตัวใหญ่ขึ้นๆ แต่อย่างไรในที่สุดจะ หยุดได้เอง เพราะจิตจะวิ่งไปแสวงอารมณ์ตัวอื่นอีก แต่อาจจะวกกลับมาปรุงแต่งเรื่องเดิมได้อีก (ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะ ทุกคนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน)

โดยปกติ..คนที่เห็นอารมณ์โกรธของตัวเองแล้ว...จะรู้สึกสงสารคนที่ยังไม่เห็นอารมณ์โกรธของตัวเอง จะรู้สึกว่าถึงเขาจะรู้เรื่องอื่นๆดี แต่เขากลับ"ไม่รู้" อารมณ์ตนเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  124.120.200.74   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 18:12
 ความคิดเห็นที่  76


ยินดีกับท่าน ถ.ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่หลอวงพ่อเทียนได้สั่งสอน

เป็นการเจริญสติตามรู้ความเคลื่อนไหวทางกาย และตามรู้ความเคลื่อนไหวทางจิต

การที่กายจะเคลื่อนไหว หรือจิตจะเคลื่อนไหว ก็ไม่ยากที่จะมีสติรู้ได้

การฝึกเช่นนี้จะทำให้ สติเกิดบ่อยขึ้น

ส่วนผลของการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องยากที่ผู้ไม่เคยปฏิบัติจะใช้ความคิดเท่าที่มีอยู่ไปหยั่งรู้ได้นั่นเอง



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.2.71   ตอบเมื่อ 19 มิ.ย.53 เวลา 23:23
 ความคิดเห็นที่  77

การที่จะไม่โกรธ ก็คือ มีความเมตตา และสงสาร คู่กรณี แบบนั้นก็คิดบ่อย
แต่มันเกิดหลังจากหวีดไปแล้ว

ตอนหลังพยายามนึกเรื่อง จิตจรจากร่าง ณ เวลามีโทสะ โมหะ แล้วตกชั้นเป็น
หมูหมากาไก่ อมีบา ฯลฯ

ก็จะหวีดน้อยลง เว้นแต่เวลามีเรื่องสะสม เช่น ยุ่งหลายๆ เรื่อง ปัญหามาทีเดียว ห้าเรื่อง
แต่ละเรื่องงานช้าง วันๆ หนึ่งมีเรื่องที่เป็นขยะเข้ามามากมาย

การรับเรื่องขยะมาก ก็ทำให้กลายเป็นคนอดทนมากๆ คิดว่าเป็นระดับต้นๆ ของประเทศก็ว่าได้ เวลาเจอเรื่องมากๆ แบบไม่เกรงใจกันเล้ย ก็จะใช้วิธีกลืนลงไปในท้อง จะหวีดเรื่องหนึ่ง ก็กลืนลงไป แล้วก็ใช้ปัญหาคิดว่า ปัญหามาเพื่อสร้างปัญญา หากไม่อาจผ่านด่านเล็กๆ เหล่านี้ แปลว่าเป็นบัวใต้น้ำ สอนไม่ได้แล้ว พระก็ไม่โปรด and so on .... อิอิ ยืมคำฮิตมาใช้

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ติดไวรัส (มาตอนไหนไม่แจ้ง สงสัยเป็นเจ้ากรรมนายเวร)
ใช้อะไรก็ไม่มีปัญหา แต่อย่าปิดเครื่องนะ เมื่อปิดเครื่องจะต้องใช้เวลา ๑๗ นาที
เลยได้แนวฝึกใหม่ เพราะยังแก้ไม่ได้ (ไม่อยากลงอะไรใหม่ทุกอย่าง) มันก็ทนได้จริงๆ เพราะสิบเจ็ดนาที ไม่นานเลย



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  203.151.230.201   ตอบเมื่อ 20 มิ.ย.53 เวลา 09:24
 ความคิดเห็นที่  78


นั่นละคุณพลเรือน ถูกต้องแล้ว
เมื่อรูปซึ่งเป็นเงื่อนไขใหม่ เข้ามากระทบกับนาม ซึ่งก่อตัวจนเกิดเป็น Paradigm เดิมๆ(สันดานเดิม) อยู่แล้วและขัดแย้งกันตรงนี้ละคือ "เหตุแห่งความโกรธ"

ทันทีที่นามรับได้จะถูกส่งไปยังส่วนประมวนผลที่เรียกว่า"สัญญา" หรือ "ความจำได้" ก่อนเพื่อเปรียบเที่ยบคุณสมบัติบางประการระหว่าง Paradigm กับ New Paradigm ถ้าขัดแย้งกันอารมณ์โกรธจะปะทุขึ้น หนักเบาแล้วแต่จริตของแต่ละบุคคล..."ตัวรู้ทันอารมณ์โกรธ" จะเกิดได้เร็วหรือช้ากว่า"การปรุงแต่ง" ก็อยู่ในเสี้ยววินาทีนี้

พุทธทาสท่านกล่าวถึงลักษณะอาการที่คุณพลเรือนประสบอยู่นั้นว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง" เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นไม่ต้องไปเสียเวลาคิด

ธรรมดาของคนเรา จิตก็มักจะพันอยู่กับปัญหา ความยุ่งเหยิงหลากหลาย จนไม่รู้จะแก้เรื่องไหนก่อนดี แบกรับภาระต่างๆไว้มากมาย จนไม่มีเวลาดูแลจิตตัวเองแม้แต่วินาทีเดียว ไม่เคยรู้เลยว่ามันทำงานอย่างไร ทั้งๆที่บอกว่าตนเองนับถือศาสนาพุทธ แต่กลับไม่เชื่อถือพระพุทธเจ้า ซ้ำยังคิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำนั้นใช้ไม่ได้ในเวลานี้ เวลานี้ไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่เรากำลังประสบอยู่ นี่แหละไทยพุทธผู้น่าสงสาร หารู้ไม่เวลาที่เหมาะสำหรับฝึกวิปัสสนาของเขาก็คือเวลานั้นนั่นเอง ผมก็เคยเป็นผู้น่าสงสารผู้นั้นมาก่อน และตอนนี้ก็ยังน่าสงสารในสายตาของชาวพุทธท่านอื่น

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  58.8.166.229   ตอบเมื่อ 20 มิ.ย.53 เวลา 15:38
 ความคิดเห็นที่  79



ทำแผนภาพจำลองกระบวนการเกิดอารมณ์โกรธให้ดู เพื่อให้พลเรือนได้ทราบขั้นตอน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.52.71.222:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 09:46
 ความคิดเห็นที่  80


จาก คห.๒๓ เมื่อทราบแล้วว่า "จิตของเราจะปรุงแต่ง โลภะ โทสะ และ โมหะ ได้ครั้งละ ๑ อย่าง (แต่มันไวมากจนบางคนนึกว่า เกิดพร้อมกัน )" ก็จะสามารถอธิบายต่อได้ง่ายขึ้นมาก

ขอเสริมตรงนี้ว่าให้กำหนดที่ "ตัวรู้" (รู้ลงในปัจจุบันเท่านั้นนะ อดีตกับอนาคตไม่เกี่ยวนะ)
ผมขอใช้คำว่า "กำหนดรู้" ไปก่อนนะ
แม้การ "กำหนดรู้"จะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกนัก และพัฒนาต่อไม่ได้
ตัวที่ถูกและพัฒนาต่อได้คือการ "ตามรู้"
แต่สำหรับผู้ฝึกใหม่การ "ตามรู้" จะยากไปสำหรับเขา ไม่สามารถ"รู้ตามได้"
ก็ให้กำหนดรู้ไปก่อน เผื่อจะ "เห็น" ได้บ้าง
จากนั้นค่อยเปลี่ยนแบบมาเป็น "ตามรู้" นะครับ

" ตัวรู้" นี้ละที่จะทำให้คุณสามารถแยกอารมณ์ที่เกิดได้
แรกๆคุณจะคิดไม่ถึงหรอกว่ามันจะแยกออกจากกันได้แต่เมื่อฝึกบ่อยๆคุณจะรู้ได้ด้วยตัวของคุณเอง (เป็นการรู้ในความเป็นจริง คือรู้ในสัจจะ ไม่ใช่ Knowledge นะครับ)

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.52.71.222:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 11:15
 ความคิดเห็นที่  81

ขอเสริมตรงนี้ว่าให้กำหนดที่ "ตัวรู้" (รู้ลงในปัจจุบันเท่านั้นนะ อดีตกับอนาคตไม่เกี่ยวนะ)
ผมขอใช้คำว่า "กำหนดรู้" ไปก่อนนะ
แม้การ "กำหนดรู้"จะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกนัก และพัฒนาต่อไม่ได้
ตัวที่ถูกและพัฒนาต่อได้คือการ "ตามรู้"
แต่สำหรับผู้ฝึกใหม่การ "ตามรู้" จะยากไปสำหรับเขา ไม่สามารถ"รู้ตามได้"
ก็ให้กำหนดรู้ไปก่อน เผื่อจะ "เห็น" ได้บ้าง
จากนั้นค่อยเปลี่ยนแบบมาเป็น "ตามรู้" นะครับ




ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.52.71.222:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 11:19
 ความคิดเห็นที่  82

ทำไมเขียนตัวหนังสือแบบ คห ของ ท่าน หน.ดม. ไม่ได้ ?

วันอาทิตย์ ฟังรายการที่พระเทศน์ มีสอนนั่งสมาธิ ว่าเป็นการปฏิบัติ ธรรมบูชา (ต่างจากการทำบุญด้วยสิ่งของ ว่าคืออามิสบูชา) เพราะเราปฏิบัติในแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงปฏิบัติมา เลยเป็นสิ่งที่คิดว่าควรทำให้ได้

พระท่านสอนตั้งแต่ท่านั่ง การค่อยๆ รวบรวมใจ ...... จนกระทั่ง เริ่มนับลมหายใจเข้าออก
ท่านให้นับจาก ๑ ไป เรื่อย ถึง ๑๐ แล้ว นับถอยหลัง ย้อนกลับมาถึงหนึ่ง แล้วนับเพิ่มจำนวนไปเป็น ๒๐ ครั้นพอพระท่านหยุดพูด เพื่อให้ปฏิบัติกันเอง ปรากฎว่าสามารถหลับได้เลย แต่พอรู้สึกตัวก็เลยหายง่วง

เวลามีเรื่องร้ายแรง หรือ เรื่องที่ตัดสินใจยากๆ คอขาดบาดตาย ก็มักจะค่อยๆ คิด แล้วนึกถึง พระพุทธเจ้า อธิษฐานว่า ไม่มีวันที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายต่อส่วนรวมเป็นอันขาด ดังนั้นขอให้เรามีสติปัญญาในการแก้ปัญหา ไปได้ด้วยดี

แบบนี้หลายคนอาจบอกว่า เหลวไหลและเป็นไสยศาสตร์ แต่คิดว่าไม่ใช่
เรื่องนี้เหมือนกับเราพูดกับจิตใต้สำนึกของเราเอง เขาว่าจะส่งผลเป็นกระแสพลังงาน
ความคิดออกไป เมื่อเรามีสติ แล้วก็ค่อยๆ คิด ถึงที่สุดว่า โลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดหรอก ท้ายที่สุดแล้วมันก็ผ่านไปเอง ต่อให้โลกถล่มตรงหน้าวันนี้ก็ยังไม่เป็นปัญหาเลย

คิดแบบนี้แล้วจะทำให้ดีขึ้น แล้วก็แก้ไขปัญหาตามสติปัญญา แบบไม่กังวล

เวลามีเรื่องเครียดๆ มาก คิดไม่ตก การหัวเราะ เป็นตัวหักมุม
แบบนี้ต้องแนะนำให้ลองดู เพราะเมื่อเราหัวเราะ ก็จะผ่อนคลายทันที

การประชุมที่กะว่าจะต้องเลือดสาด เพราะมาฟาดกันเต็มที่ เขาก็บอกว่าให้วางขนม ลูกอมไว้กลางโต๊ะ แจกจ่ายให้อมก่อน ประชุม เจ้าขนมเต็มปากนีจะช่วยลดความร้อนลงได้
เป็นการเปลี่ยนจุดสนใจให้คนไปดูขนมแทนที่จะ หาจุดอ่อนของเพื่อนร่วมงาน


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.192   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 19:04
 ความคิดเห็นที่  83




ลองดูนะพิมพ์แบบนี้
ตัวเลขสูงขึ้นตัวอักษรจะใหญ่ขึ้นครับ

แบบตัวอักษร


แบบตัวอักษร




ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.232:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 21:14
 ความคิดเห็นที่  84



คห.๘๓ ในบรรทัดล่าง ผม พยายามจะใส่ code color ให้มันเป็นตัวอักษรขนาด h2 สีน้ำเงิน แต่ปรากฏเป็นไงมันไม่ work งง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.85:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.53 เวลา 21:36
 ความคิดเห็นที่  85

เคยอธิบายไว้ใน คห.ที่ ๕๘ ว่า
"ผัสสะ ทำให้เกิด เวทนา และเวทนาเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ตัญหา"


ซึ่งเป็นคำอธิบายช่วงหนึ่งใน วงจรปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องแห่งปัจจัย เหตุ และผลของสรรพสิ่งในโลก
ที่ผมยกเฉพาะตรงนี้มาเพราะว่ามันเป็น"เวทนา" เดียวกับเวทนาที่ได้อธิบายไว้ในการทำงานของจิต (ตามใน คห.๗๙)

คุณพลเรือนน่าจะทราบแล้วว่าเวทนาคืออะไร

การปฏิบัติในลักษณะ ตามรู้.....ลงในปัจจุบันของกาย ของจิต ซึ่งยังผลสุดท้ายให้เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขํ อนัตตา) คลายความยึดมั่นถือมั่นในการมีตัวตน ตรงเนี้ยคือ การปฏิบัติวิปัสสนา
ไม่ใช่กรรมฐาน นะตรงนี้ขอให้แยกให้ได้



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.150:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 08:38
 ความคิดเห็นที่  86


การปฏิบัติสมถะกรรมฐานนั้นเป็นการฝึกจิตให้สงบโดยการหางานให้จิตทำ หาสิ่งยึดเหนี่ยวให้จิต ซึ่งโดยทั่วไปมักปฏิบัติกันโดยนั่งหลับตาแล้วกำหนดที่ลมหายใจเข้า-ออก ภาวนาพุท-โธ ทำจิตให้ว่าง หรือเอาจิตไปวางไว้ในความว่าง การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้จิตมีพลังเกิดความสบาย(เฉพาะในขณะปฏิบัติ) ไม่ทำให้เกิด"ตัวรู้" แต่ประการใด ไม่ทำให้เกิดปัญญาได้เลย เมื่อออกจากการนั่งจิตจะกลับเข้าสู่สภาพเดิมคือยังไม่รู้จริง

นักปฏิบัติหลายคนที่อยู่ๆก็โดดเข้าไปฝึกกรรมฐาน โดยไม่รู้จริงเรื่องในเรื่องการปฏิบัติ สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนา ไม่รู้ว่าปฏิบัติอย่างไรแล้วได้ผลอย่างไรทำให้ไม่เกิดผลจริง หลงเข้าใจว่าในขณะที่จิตเกิดความสบาย หรือเกิดนิมิตบางอย่างในขณะปฏิบัติบ้าง ตรงนี้ผู้ปฏิบัติส่วนมากมักสำคัญผิดว่าตนเองบรรลุธรรมอยู่ในระดับนั้นระดับนี้ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ มันผิดมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แถมยังพยายามสร้างภาพของการเป็นนักปฏิบัติขึ้นมาอีก เป็นการสร้างภพ สร้างชาติ (หาอ่านได้ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท) เพิ่มอวิชชาเข้าไปอีกอย่างน่าเสียดายจริงๆ

คุณพลเรือนต้องระวังไม่เดินไปเส้นทางนั้น

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.48:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 10:36
 ความคิดเห็นที่  87


วิสัยทัศน์ = ทำให้มองไปข้างหน้าและคาดการณ์อย่างเป็นเหตุเป็นผล
ทัศนคติที่ดี = ทำให้มีความสุขและสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆที่อาจไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา
คุณภาพของการดำรงชีวิต = ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแรงบันดาลใจ (กำลังใจ) ที่ดี
พลังที่แท้จริงของชีวิต = เริ่มต้นจากแรงผลักดันภานในเสมอ



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.5:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 11:36
 ความคิดเห็นที่  88

เพราะกลัวที่จะทำผิดวิธี แล้วก็กลายเป็นเอ๋อไป จึงทำให้ขยาดการฝึกปฏิบัติ
อีกประการหนึ่งรู้สึกได้เลยว่า จับใจไม่ค่อยอยู่ ความคิดวิ่งเร็วอีกต่างหาก

ตอนนี้พยายามฝึกการจับใจ จับความคิดไปก่อน เริ่มต้นจากอิริยาบถประจำวัน
เวลาเดิน ก็พยายามอยู่ที่ซ้ายขวา ไม่ได้เดินลักษณะจงกรม เพราะชาวบ้านอาจจะ
กลัวว่า เมื่อวานยังดีๆ อยู่แท้ๆ วันนี้เพี้ยนไปแล้ว

ฝึกเบื้องต้นคือเรื่องการควบคุมอารมณ์ ความโกรธ เมื่อมีเรื่องไม่เป็นดังที่เราคิด
ยังไม่เก่งเข้าขั้นของสองท่านที่กรุณาเขียนแนะนำมา

ทุกครั้งที่เรื่องไม่เป็นแบบที่เราคิด ก็มักจะรู้สึกไม่พอใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราคิดแต่มุมของตนเองว่า การผิดแผน ทำให้เราต้องเสียเวลาในการปรับลักษณะงานให้เป็นตามนั้น

มองตัวเองเป็นหลักเต็ม ๆ เลย ซึ่งใช้ไม่ได้ เนื่องจาก มันไม่เป็นการมองในลักษณะที่
พระสอนว่า เป็นจิตว่าง ดึงตัว อัตตาตัวออกมา เลิกพิจารณาเข้าข้างตัวเอง

คงต้องค่อยๆ ไปก่อน ไว้นิ่งกว่านี้เมื่อไหร่ อาจค่อยๆ ฝึกปฏิบัติต่อไป

เคยคิดแบบข้ามช็อตว่า การที่ท่านสอนให้เรานั่งสมาธิ พิจารณากาย เป็นลำดับไปเรื่อยๆ
จนถึงขั้นเกิดปัญญา นั่นเพราะต้องการให้เราเข้าถึงสิ่งที่ว่าละตัวตนอย่างแท้จริง

แต่ถ้าเราสามารถนิ่งได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามแนวนั้น มันจะเหมือนกันหรือไม่
ซึ่งก็ยังกังวลว่า จะกลายเป็นอวดอุตริ แล้วก็อวดรู้ดีเกินปัญญาไป

ระยะหลังอ่านหนังสือธรรมะ มากๆ เข้า โดยเฉพาะพวกที่เป็นแนวปรัชญา มักจะเกิดความรู้สึก ถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างจริงจัง แบบที่ไม่เคยคิดมาก่อนสมัยที่ยัง
อายุน้อยกว่านี้

บุญคุณที่ว่าก็คือ ท่านสอนให้มนุษย์ พ้นทุกข์ เพราะต้องการให้เราไม่ทุกข์
ต้องการเท่านั้น ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดตอบแทน แบบนี้มีใครในโลก จะให้แก่กันได้บ้าง



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.242   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 17:29
 ความคิดเห็นที่  89


ในขั้นต้น...ผมต้องการให้คุณหาอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นในใจให้เจอ...
แล้วใช้สติหันกลับมาสังเกตที่อารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นนั้น
โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่โกรธ ไม่ต้องสนใจว่าใครทำให้เราโกรธ ฯลฯ
ให้คุณกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้ยาวขึ้นกว่าเดิม
แล้วหันมาสนใจที่ตัวของความโกรธที่อยู่ในใจ...ณ ปัจจุบันเท่านั้น
เฝ้าดูจนกระทั่งมันหายไป...แต่ถ้าคุณเผลอมันจะฟุ้งขึ้นมาอีก...คุณก็สังเกตมันอีก...
ถ้าคุณโกรธจัด...มันจะฟุ้งขึ้นมาหลายรอบ...ก็ทำเช่นนี้ซ้ำๆ..นี่คือโอกาสที่ได้ฝึก
การฝึกเช่นนี้ละเป็นการฝึกตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ..แล้วนำมาบอกต่อ..นับเป็นวาสนาของคุณจริงๆ ที่ได้ฝึก
การปฏิบัติเช่นนี้ละที่เรียกว่า "ดูเวทนา" คือดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ฝึกได้ทุกที่..โดยไม่ต้องแต่งชุดขาวไปนั่งหลับตาที่วัด

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.19:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 21:03
 ความคิดเห็นที่  90


เรื่องความคิดที่ไว(เปลี่ยนเรื่องที่คิดไว) บางครั้งเปลี่ยนไปคิดเรื่องใหม่ทั้งๆที่เรื่องเก่ายังไม่ได้คำตอบ..
ก็เป็นธรรมดาในกระบวนการทำงานของจิต..มันเป็นเช่นนั้นเอง..ใครก็เป็นกันทั้งนั้น
แนวทางปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์สอนไว้ก็คือหาเครื่องอยู่ให้จิต...ที่เรียกว่า "วิหารธรรม"
เอาคำว่า "วิหารธรรม" ไปถามกูเกิลดูก็ได้ว่าคืออะไร
วิหารธรรมก็คืออะไรสักอย่างที่จะยึดจิตใจเราไว้กับมันได้นานๆ
วิหารธรรมที่เหมาะกับแต่ละคนนั้นอาจไม่เหมือนกัน(เป็นเฉพาะตัว)
เอาเป็นว่าเมื่อคุณคิดถึงมันแล้วคุณเกิดความสบายใจ..รู้สึกดี..
ยกตัวอย่างเช่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระคุณของแม่ก็ยังได้
ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นสาระให้เราต้องคิด...ก็ดึงความคิดมาจดจ่ออยู่กับเรื่องนี้...
ลองค้นหาดูก็ได้ว่าวิหารธรรมอะไรที่เหมาะกับเรา......

การมีวิหารธรรม และฝึกให้จิตอยู่ในวิหารธรรมได้นานๆ จะทำให้จิตเราเข้มแข็ง..มีพลัง
ไม่ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ..ถ้าฝึกอยู่เสมอในที่สุดเราจะควบคุมมันได้มากขึ้น
เมื่อคุณควบคุมมันได้คุณจะเข้าใจคำว่า "จิตตํ คุตตํ สุขาวหํ" ด้วยตัวของคุณเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.19:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 21:36
 ความคิดเห็นที่  91


เมื่อ...."คิดเข้าข้างตนเอง"....ก็รู้ว่า...."คิดเข้าข้างตนเอง"

ตรงนี้ละที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

คุณเชื่อมั้ยมีคนหลายคนที่ "คิดเข้าข้างตนเอง" แล้วยังไม่รู้เลยว่า "คิดเข้าข้างตนเอง"

ยิ่งไม่เห็นอัตตา ก็หมดสิทธิ์ที่จะมองโลกมนุษย์ในมิติอื่นอย่างสิ้นเชิง ความคิดก็จะวนอยู่อย่างนั้น

ยิ่งคิดในเรื่องที่จิตหลงไหลได้ง่าย เช่น เรื่องรักใคร่ เรื่องกามารมณ์ ด้วยแล้วยิ่งยากจะมองเห็นอย่างอื่นได้


การที่เราสามารถนิ่งได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามแนวนั้นก็มี
พระพุทธเจ้าเคยสอนพระสงฆ์ให้ปฏิบัติต่อมาตุคาม(สตรี)ว่า
๑.พึงไม่เห็น
๒.ถ้าจำเป็นต้องเห็นก็พึงไม่เจรจาด้วย
๓.ถ้าจำเป็นต้องเจรจาด้วยก็พึงตั้งสติไว้
สรุปแล้วให้หลีกเลี่ยงไว้ก่อน และ "สัมมาสติ" คือด่านสุดท้ายของความนิ่งนั่นเอง
แล้วที่คุณว่าแนวทางอื่นนั้น ใช่ความหมายเดียวกับการมี "สัมมาสติ" หรือไม่ครับ
ถ้าใช่ก็แสดงว่า คุณปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้สอนไว้แล้วโดยที่คุณไม่รู้ตัวนั่นเองครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.19:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.53 เวลา 22:02
 ความคิดเห็นที่  92


ความหมายก็คือ พยายามหลีกเลื่ยงไม่ให้เกิด ผัสสะ เพราะผัสสะ ทำให้เกิด เวทนา(อารมณ์)
เวทนา เป็นปัจจัยทำให้เกิด ตัญหา ซึ่งตัญหาก็สามารถหยุดได้ด้วยการ ถูกรู้ นั่นเอง

โกณฑัญญะ ก็เคยสอนเกี่ยวกับ การย้ายจิตไปคิด หรือไปในเรื่องที่ถูก-ที่ควรแทน
ซึ่งการคิดในเรื่องอื่นนั้น ก็ขอให้ทราบว่ามันคือ ผัสสะตัวใหม่นั่นเอง
ทุกอย่างไม่อาจพ้นวงจรของปฏิจจสมุปบาทได้ เพราะปฏิจจสมุปบาท คือความแท้จริงของโลกครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.19:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 24 มิ.ย.53 เวลา 05:53
 ความคิดเห็นที่  93

การทำผิดศีลข้อที่ ๓ ห้ามประพฤติผิดในกาม มักจะนำไปสู่การผิดศีลข้ออื่นด้วย

เช่น หากมีคู่สมรสอยู่แล้ว แต่ไปมีสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็ต้องมีเหตุให้พูดปดกับคู่ของตน
ข้อ ๔

การมีสัมพันธ์ผิดๆ ก็เหมือนกับการมีชีวิตที่ออกนอกทาง เป็นชีวิตที่ไม่ปกติ ดังนั้นโอกาสเกิดความเครียดมีสูงมาก ขั้นแรกก็ทำร้ายตัวเองก่อน เบียดเบียนตนเอง เข้าข่ายข้อ ๑

เครียดมาก หาทางออกแบบฉาบฉวย ก็คือ ดื่มสุราเป็นอาจิน ผิดข้อ ๕ ดื่มมาก ร่างกายเป็นโรค ชนิดที่ไม่ควรเป็น วนกลับมาข้อ ๑ เบียดเบียนตนเอง

บางครั้งต้องการหาสิ่งของเพื่อกำนัลแก่กิ๊ก ถึงขนาดละโมบ อยากได้ทรัพย์แบบผิดวิธี
ผิดศีลข้อ ๒ ขโมย ทั้งแบบสามัญ และ พิสดาร แบบสามัญก็ปล้นต่อหน้าต่อตา แบบพิสดารก็ใช้กลวิธีต่างๆ เรียบง่าย จนถึงขั้นเชิงนโยบาย

ขาดข้อไหนเอ่ย ...... ตกลงผิดข้อเดียวมีแนวโน้มจะทำให้รักษาศ๊ล ๕ ไม่ได้เลย

ศีล ๕ ซึ่งนับเป็นแค่กฎพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ธรรมดา เท่านั้น

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.40   ตอบเมื่อ 24 มิ.ย.53 เวลา 06:44
 ความคิดเห็นที่  94

ผู้ชายมีตัวกำหนดพฤติกรรมภายใน (คือทางชีววิทยา) สุ่มเสี่ยงจะผิดศีลข้อ ๓ ได้มากกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มจะผิดศีลข้ออื่นๆ ได้มากกว่า เช่น ข้อ ๔ การพูดจา

ดังนั้นจะเห็นว่า ข้อปฏิบัติ ข้อเตือนใจ ภิกษุ ในกรณีที่จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสตรี จึงมีขึ้นมานั่นเอง

เมื่อเราทราบถึงธรรมชาติของเพศตนเองแบบนี้แล้ว ก็ควรจะระมัดระวังใจ อย่าได้ไปหลงผิด

เพราะการผิดในกาม ทำให้เกิดผลกระทบอย่างอื่น อีกมากมาย บางคนถึงขนาดเอาดีไม่ได้เลยในชีวิตนี้ก็มี เคยเห็นตัวจริงๆ ของคนที่ไม่เลือกลูกเมียชาวบ้าน ทำมาค้าไม่ขึ้นเลย
ส่วนหนึ่งอาจเป็น บุญ หรือ กรรมที่เขาสะสมมา

แต่เหตุผลที่พอมองออกได้ก็คือ ในเมื่อความจดจ่อไม่ได้มุ่งที่งานอย่างเดียว
มีเรื่องอื่นให้สนใจด้วย และบางคนมีอาการหลงลึกเสียอีก จึงทำให้เสียไปทั้งชีวิต

นักรักหลายคน มักจะบอกว่า ไม่อาจขาดเธอ หรือ เขาได้เลย
อยากให้ลองดู ระหว่างการไม่พบหน้าใครคนนั้น กับการอดข้าวอดน้ำ ในเวลาเท่าๆ กัน
ลองสัก ๗ วัน พอวันที่ ๘ ระหว่างให้พบหน้าเขา หรือ หล่อน กับ กินน้ำสักหนึ่งแก้ว
หรือ อาหารโปรดสักหนึ่งจาน จะเลือกอะไร ?

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.40   ตอบเมื่อ 24 มิ.ย.53 เวลา 06:56
 ความคิดเห็นที่  95


หลังจากผมได้เขียนถึงศีลมา ๒ ข้อ ใน คห.ที่ ๔ แล้วก็ยังไม่ได้กล่าวถึงศีลในข้อต่อๆ ไปเลย

สำหรับศีลข้อ ๓ นี้อาจเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับบางท่าน แต่ยากมากๆ สำหรับบางคน

ลำพังการไม่ไปประพฤติผิดทางกามต่อลูกเมียผู้อื่นนั้นคงไม่ยากเท่าไร แต่การจะตัดเรื่องกามนั้นยากจริงๆ

ในขณะที่กามารมณ์เกิดขึ้นแล้วจะมีสติตามรู้เกิดขึ้นจนกระทั่งสามารถดับลงได้ด้วยการตามรู้นั้นเป็นเรื่องยากสุดๆ
มีแต่การมีสติรู้เท่านั้นจึงจะดับได้ จึงจะเป็นชัยชนะที่ใสสะอาด
กิเลสแต่ละตัวมีลักษณะการเกิดที่แตกต่างกัน มีเหตุปัจจัยในการเกิดต่างกัน มีผลต่อจิตต่างกัน

กามารมณ์เป็นตัวที่ฝังอยู่ลึกและระเอียดมาก เพราะมันสอดคล้องกับสัญชาติญาณความต้องการของมนุษย์
กามารมณ์ เป็นของเร่าร้อน บีบ เค้น ปรวนแปร ก่อตัวขึ้นและหดหายไปได้อย่างแปลกประหลาด
กามจึงเป็นเหตุนำความเสื่อมเสียมาสู่ชีวิตจิตใจมากทีเดียว
บางคนต้องยอมสูญเสียเงินทอง สิ่งมีค่ามากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งกามารมณ์
บางคนก็ยอมสูญเสีย เวลา ชื่อเสียง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี เพื่อให้ได้มาซึ่งกามารมณ์เพียงนิดเดียวเท่านั้น
กามารมณ์ทำให้ สังคมยุ่งเหยิง สำส่อนสับสน เศร้าโศกเจ็บแค้น ปวดร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตคู่
ซึ่งมักมาจากความมักมากในกามารมณ์เป็นเหตุสำคัญ ตามที่ท่านพลเรือนได้กล่าวไว้

กามารมณ์จึงเป็นเหมือนกับดัก หรือเหยื่ออันโอชะที่จักดักมนุษย์ สัตว์ และเทวดาให้ตกลงไปสู่วังวนแห่งการเวียนว่าย ไม่รู้จักจบจักสิ้น



เกือบลืมไปในระดับเทวดาก็ยังมีเพศอยู่นะ
สำหรับในระดับพรหมขึ้นไปจะไม่มีเพศแล้ว
ยิ่งฝึกจิตให้อยู่ในระดับวิวัฒนาการที่สูงขึ้นกามารมณ์ก็ยิ่งน้อยลง และสูงที่สุดจะไร้กามารมณ์
ซึ่งได้แก่ในระดับพรหมขึ้นไป

*****ทั้งหมดนี้ฟังเขาเล่ามานะ หน.ดม ยังไปไม่ถึงครับ*****

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.201:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 25 มิ.ย.53 เวลา 00:29
 ความคิดเห็นที่  96

สองเรื่องเท่านั้นที่ทำให้โลกป่วน

เงิน กับ เซ็กส์

อันนี้เราไม่ได้ว่าเอง แต่คนแต่งเรื่อง เดอะ ก็อด ฟาเธอร์ เป็นคนบอก

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.170   ตอบเมื่อ 25 มิ.ย.53 เวลา 06:41
 ความคิดเห็นที่  97



ความโกรธ ความพยาบาท....ทำให้จิตเราร้อนรน
ความโลภ.........................ทำให้จิตเราขุ่น
กามารมณ์........................ทำให้จิตเราตกต่ำ
โกหก..พูดปด...................ทำให้จิตเรายุ่ง

ถ้าเราเลิกโกหกเสียอย่างจิตของเราจะคลายตัว คลายตัวจากเงื่อนปมที่เราผูกเอาไว้
ทำให้รู้สึกโล่งสบาย แจ่มใส

ต้องตั้งใจนะว่าจะไม่พูดปด ไม่โกหกใคร แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆก็ตาม ไม่นานนักจะเห็นผล
แล้วจะรู้ด้วยตนเองเลยว่าจิตใจเราดีขึ้น โล่งขึ้นมาก
นอกจากนั้นควรละเว้นการ คำหยาบ พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อไปพร้อมกันเลย
สำหรับคนที่พูดจนติดเป็นนิสัยต้องหมั่นสังเกตตนเองและบังคับตนเองให้ได้
แรกๆอาจรู้สึกขาดรสชาติอะไรบางอย่างไปบ้าง แต่นานไปจะรู้สึกว่าดี ดีต่อชีวิตเราเอง เกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเราเองและสังคม


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.28:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 25 มิ.ย.53 เวลา 16:33
 ความคิดเห็นที่  98

เมื่อวานได้ฟังพระชยสาโร ภิกขุ ตอบข้อปุจฉาของญาติโยม (รายการวิทยุแห่งหนึ่ง ซึ่งบันทึกเทปมา) ก็เลยได้ทราบประวัติว่า เป็นชาวอังกฤษ ไม่ได้ปฏิบัติในแนวของศาสนาเดิมของท่านเอง เพราะคิดว่ามันไม่ให้คำตอบที่สงสัย ต่อมาอ่านหนังสือแนวปรัชญาต่างๆ และได้มีโอกาสอ่านหนังสือในพระพุทธศาสนา พอถึงตอนที่จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ท่านก็ไม่ได้เข้าเรียนต่อ เดินทางไปประเทศอื่นๆ เพื่อหาประสบการณ์ก่อน (แปลกจริงๆ ) หลายประเทศ มีอินเดีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ฯลฯ

ในระหว่างการเดินทาง มีช่วงที่ลำบาก มีช่วงที่จะทดสอบตัวเองว่าหากไม่ใช้เงินเลยจะเดินทางกลับอังกฤษได้หรือไม่ ระหว่างนั้นทราบว่า ศาสนาพุทธ อนุญาตให้คนตะวันตกบวชได้ ก็เลยบวช และ เคยบวชกับพระที่อินเดีย ต่อมาพระที่ท่านบวชอยู่เดินทางไปธุดงค์ที่ภูเขาหิมาลัย แต่ไม่อนุญาตให้ท่านติดตามไปด้วย ท่านก็เสียใจมาก จนที่สุดได้เดินทาง
มาประเทศไทย และได้มาบวชสมัยของหลวงพ่อชา มาจนทุกวันนี้

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.95   ตอบเมื่อ 26 มิ.ย.53 เวลา 09:49
 ความคิดเห็นที่  99


ตอนปลายปีก่อน หรือ ต้นปี้นี้แหละ ที่มีพระฝรั่งมาบวช จำพรรษาที่วัดใกล้บ้าน
ตอนแรกออกไปใส่บาตร ท่านก็ยังส่วดไม่ได้ แต่ไม่กี่เดือนต่อมา ท่านสวดได้คล่องแล้วก็ยาวมาก และยังมีฝรั่งใส่ชุดขาว (เขาอาจเป็นพวกผ้าขาว เตรียมจะบวช) ตามมาเป็นลูกศิษย์วัดด้วย ฝรั่งที่เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาแบบเอาจริง ค่อนข้างจะสำรวม

ฟังพระฝรั่งสวดมนต์ได้คล่องแล้ว ตัวเองอายจริงๆ เนื่องจากบทเดียว ที่สวดมาตั้งแต่ต้นปี จนป่านนี้ยังไม่ได้เลย เพราะไม่ได้สวดต่อเนื่อง และอีกอย่าง ความจำเริ่มถดถอย

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.95   ตอบเมื่อ 26 มิ.ย.53 เวลา 09:54
 ความคิดเห็นที่  100


ปกติผมไม่เคยสนใจพระองค์ไหนเป็นใครมากนัก
แต่ประทับใจที่ท่านอธิบายได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอื่น
ในประเด็นเรื่องศีลธรรมที่มนุษย์เรายึดถืออยู่ในเวลานี้พอจับใจความได้ย่อๆ ดังนี้.-

ศาสนาอื่นนั้น สอนให้เกิดศรัทธาในพระเจ้า และศีลธรรมคือสิ่งที่ถูกสั่งลงมาจากพระเจ้า

แต่ศาสนาพุทธ สอนให้พิสูจน์ว่าทุกอย่างล้วนเป็นไตรลักษณ์
ดังนั้นศีลธรรมจึงเกิดจากการมีมนุษย์สติรู้ชัดว่าอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไร

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.55.25   ตอบเมื่อ 26 มิ.ย.53 เวลา 11:41
 ความคิดเห็นที่  101


หากความสำเร็จทางศาสนาเปรียบเสมือนของมีค่าที่จมอยู่ในตุ่มน้ำอันขุ่นมัวด้วยตะกอน
ตุ่มใบนี้แกว่งไกวไปมาตามปริมาณกิเลสที่อยู่ในจิตใจผู้คน
กิเลสมากก็แกว่งไกวมาก กิเลสน้อยก็แกว่งไกวน้อย

ผมจะเปรียบเทียบว่า
ศาสนาอื่นเพียงแต่บอกกับท่านว่าภายในตุ่มมีของมีค่าสิ่งหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำอันขุ่นมัวนั้น
ท่านต้องใช้ความศรัทธาต่อคำสั่งสอนนั้นเอื้อมมืองมลงไปก็สามารถหาเจอได้

แต่พุทธศาสนาจะสอนให้ท่านใช้ สติ สัมมาสมาธิ และปัญญา เอาชนะแรงแกว่งไกวของกิเลสเสียก่อนอันเป็นเหตุให้น้ำขุ่นก่อน
เมื่อเอาชนะได้ตุ่มใบนั้นก็จะนิ่ง น้ำในตุ่มก็จะค่อยๆใสขึ้นๆ จนกระทั่งท่านมองเห็นของมีค่านั้นว่ามีอยู่จริง และมีค่าจริงๆ แล้วท่านจึงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา

ซึ่งคำสอนทั้งสองนี้เป็นจริงและที่สุดแล้วก็ได้ของมีค่าสิ่งนั้นเหมือนกัน



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.106:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 26 มิ.ย.53 เวลา 16:08
 ความคิดเห็นที่  102

แล้วถ้าเราจะมองแบบนี้ได้ไหมว่า สำหรับพระพุทธศาสนา ตุ่มใบนั้นมันอยู่ในใจของทุกคน เมื่อเข้าถึงแล้ว จะได้รับเองโดยมิต้องไขว่คว้า จะได้มาต้องพึ่งตนเอง มิอาจสร้างได้
ด้วยศรัทธา หรือ เพียงความเชื่อใดๆ

เมื่อเช้านี้ ไหว้พระ แล้วก็กราบลงกับพื้น อธิษฐานและสวดบูชาพระพุทธเจ้า แบบย่อๆ
ในท่านั้น จากนั้นก็อธิษฐานไปเรื่อยๆ คิดว่าท่านี้ค่อนข้างจะเหมาะกับตัวเอง (อีกแล้ว) ทั้งๆ ที่เป็นท่าซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่ามันไม่สบาย คงจะเป็นท่าที่กดใจไว้ก็ได้ รู้สึกว่า
ไม่ฟุ้งเท่ากับเวลานั่งขัดสมาธิ แบบที่เป็นท่ามาตรฐาน ท่านี้ทำให้ไม่ง่วงอีกด้วย



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.93.147   ตอบเมื่อ 27 มิ.ย.53 เวลา 07:32
 ความคิดเห็นที่  103


ใช่แล้ว!!!
ตุ่มใบนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย...มันอยู่ในใจเรานี่เอง..มันคือจิตของเราเอง
ของมีค่านั้นก็คือ นิพพาน...นิพานก็อยู่ในใจเรานี่ละ...แต่เราไม่เห็นมัน
เราไม่เห็นมันเพราะตุ่มใบนั้นมันสั่นไหวอยู่ตลอด...มันสั่นไหวด้วยแรงกิเลสโหมกระหน่ำ
น้ำในตุ่ม..ไม่มีโอกาสที่จะตกตะกอน ใสสะอาด มองเห็นปุโปร่งได้

จิตจะนิ่งโดยการผูกเอาไว้กับวิหารธรรมอย่างหนึ่งที่เราถนัด ที่เป็นแบบฉบับของเรา ที่เราออกแบบเอง
มือที่เอื้อมไปหยิบสิ่งมีค่านั้นคือ "จิตผู้รู้" นั่นเอง
เป็นจิตที่คลายตัวจากความยึดมั่นถือมั่น คลายตัวจากกิเลส เป็นอิสระจากกิเลส (บางตำราเรียกการสำรอก)
"จิตผู้รู้" เป็นจุดเริ่มต้นแห่ง "สัมมาสติ"

ผู้ที่รู้แล้วบอกว่านิพพานก็อยู่ในใจเราเอง...
แต่เรากลับมุ่งไปเที่ยวหาจากที่อื่นแล้วเมื่อไรจะเจอ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.17:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 27 มิ.ย.53 เวลา 11:52
 ความคิดเห็นที่  104


บางส่วนของคำสอนของท่าน อ.ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แห่งสวนสันติธรรม ศรีราชา ชลบุรี





ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.172:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 27 มิ.ย.53 เวลา 16:24
 ความคิดเห็นที่  105

เราเรียกเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนว่าเป็นยุคโบราณ

แล้วเราก็เรียกตัวเราว่าเป็นคนสมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราสบายขึ้นมาก
มีหลายอย่างที่เราบอกว่า คนสมัยก่อนทำไม่ได้ เรามีการติดต่อได้ยินเสียงกัน
แบบที่คนรุ่นก่อนไม่สามารถ

แต่ถ้าคิดในมุมกลับ แบบนี้คงไม่มีใครเคยคิด เพราะมันดูแปลกๆ

เริ่มต้นคิดแบบนี้ว่า ในสมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงเป็นสัพพัญญู
เป็นยุคแห่งคนที่รู้จริงในโลกนี้ มีพระอรหันต์มากมาย แล้วก็บรรลุได้ไม่ยากด้วย
ทำไมเราไม่คิดว่า ตอนนั้นแหละ คือยุคที่มีความเจริญเป็นที่สุด มีอารยะที่สุด
แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ความเสื่อมก็ค่อย ๆ บังเกิดขึ้น จึงครึ่งทางของ ห้าพันปี ที่เป็นช่วงเวลาของพระพุทธศาสนาในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้

คนสมัยพทธกาล อาจทำอะไรได้หล่ายอย่าง เหาะเหินเดินอากาศ หายตัว (การหายตัวก็คือการเดินทางที่รวดเร็วเทียบเท่าความเร็วแสง อย่างน้อยก็ใกล้เคียง) ซึ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ แบบที่เราคนสมัยนี้เรียก หรือ เรามองว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เนื่องจากว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้ ยังมีอีกมากมายในโลกนี้ แล้วก็ทึกทักว่าสิ่งที่เกินกว่าที่เรารู้ หรือ พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งไม่จริง



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.247   ตอบเมื่อ 29 มิ.ย.53 เวลา 17:30
 ความคิดเห็นที่  106


วันเวลาที่เปลี่ยนแปรไป มนุษย์เรายิ่งเรียนรู้ที่จะสร้างเปลือกที่ละเอียดอ่อนและงดงามให้กับจิตใจของตนเอง
เปลือกอันงดงามนั้นยิ่งทำให้มนุษย์เราห่างไกลจากความเป็นจริงไปเรื่อยๆ
หลายคนที่หลงทางไปกับมัน ยิ่งพยายามสร้างเปลือกให้สวยงามเท่าไร ยิ่งห่างไกล

"ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้" ย่อมเป็นผู้ที่มีบุญบารมีมาในระดับหนึ่งแล้ว
เพียงแต่น่าเสียดายที่ควรปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ "พุทธภาวะ"อีกระดับหนึ่งให้ได้และจะเข้าใจอะไรต่างๆอีกมากมาย
แต่มิใช่เข้าไปแล้ว หลงประเด็นนะ
ต้องไม่ลืมนะว่าปลายทางสุดท้ายคือเพื่อให้เห็นทุกอย่างเป็นไตยลักษณ์

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.103:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 30 มิ.ย.53 เวลา 10:34
 ความคิดเห็นที่  107


มาตราฐานของคนดีที่โลกต้องการ อย่างน้อยๆต้องมีคุณสมบัติ ๓ ประการคือ ไม่แสบ ไม่โง่

ไม่แล้งนําใจ หมายถึง ความมบริสุทธิ์ใจ มีปัญญา และมีความกรุณาตามลําดับนั่นเอง

โลกใบนี้ไม่มีอะไรที่จะได้มาฟรีๆ ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลทั้งสิ้น คนจะรวยได้ก็เพราะมีบุญมาจากการทําทานติดตัวมา

ปล.หน.ดมจากการที่ได้อ่านบทความในธรรมะมาเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงกับศีลธรรมจรรยาอย่างน่าจะถวายตาลปัตรใบลานให้เป็นเกียรติ (ฮา)

ผู้ส่ง  คุณโรส    email     url     ip  115.67.23.124   ตอบเมื่อ 02 ก.ค.53 เวลา 09:23
 ความคิดเห็นที่  108


มันอยู่ที่ใจ.....

สตรีวัยอาวุโสท่านหนึ่ง เขาเรียกเธอว่ายาย เดินออกจากบ้านไปในตอนดึก
ใกล้ๆ บ้านมีเสาไฟฟ้า เธอก็ด้อมๆ มอง ๆ แถวนั้น

บุรุษวัยฉกรรจ์ ตับกำลังดีไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป เธอเรียกเขาว่า หลาน

เขากลับมาเห็นยาย ก็เลยถามว่า " ยายหาอะไร "
" หาเข็ม "
" ยายทำตกแถวไหนล่ะ จะช่วยหา "
" อ๋อ ทำตกในบ้าน "
" อ้าว แล้วทำไมมาหาตรงนี้ล่ะ "
" ข้าทำอย่างเอ็งไง เพราะไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ ดีใจ ไม่ดีใจ ก็ออก
ไปหาเหล้ากินได้ทุกคืน..." เอื๋อก หลานแทบหายเมาเลย ...

เรื่องนี้ได้จากฟังพระเทศน์ ทางวิทยุ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.90.125   ตอบเมื่อ 04 ก.ค.53 เวลา 13:38
 ความคิดเห็นที่  109

ภาพข้างบนคือรูปเข็ม ในอีกแบบหนึ่ง

วันนั้นฟัง พระปราโมทย์ ปราโมชฺโช (แบบแห้ง คือ จาก อินเตอร์เน็ต)
เขาอัดเทปจากการบรรยาย ธรรม ที่วัดซึ่งท่านจำพรรษาอยู่

ท่าทางจะเป็นพระที่ใจดี มากๆ แล้วก็มีวิธีการสอนที่ทำให้ ผู้ไปศึกษาไม่เบื่อหน่าย
เป็นกันเองจนกล้าที่จะซักถาม เพราะผู้ปฏิบัติต่าง ก็มีพื้นฐานไม่เท่ากัน

ตอนท้ายของการบรรยาย รู้สึกว่าจะมีการส่งการบ้าน นั่นก็คือ ผู้ปฏิบัติไปศึกษามา
แล้วก็มีปัญหามาถาม หรือ มาเล่าว่าที่ตนไปฝึกต่อนั้น ก้าวหน้าอย่างไร

ท่านเล่าเรื่องให้ฟังสมัยเด็กๆ ว่า ตอนเด็กๆ มีการเล่นไล่จับกับเพื่อนๆ
ครั้นเมื่อเพื่อนมาจับท่านได้ บอกว่าจับตัวได้แล้ว ท่านก็เถียงว่า จะจับตัวได้ยังไง
เพราะนั่นเพื่อจับหลังอยู่ ตัวอยู่ที่ไหนล่ะ ท่านบอกว่า ' เราก็เถียงเป็นปรมัตถ์ ไปเสียเลย
เพื่อนเลยตอบไม่ถูก ' เป็นการเล่าเปรียบเทียบกับที่บรรยายเพื่อให้ผู้ฟัง เข้าใจมากขึ้น

ก็คงเป็นแนวการสอนของอาจารย์แต่ละท่านที่ต่างกันไป

ทาง ช่อง ๑๑ ตอนเช้าๆ ก่อนตีห้า หรือแถวนั้น บางวันก็เคยเห็นมีรายการธรรมะเหมือนกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นการสอนธรรมะ ทางทีวี มีวิทยากรมาพูด สี่ห้าคน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้รู้ทั้งสิ้น

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.178   ตอบเมื่อ 05 ก.ค.53 เวลา 17:53
 ความคิดเห็นที่  110

ผู้รู้ โดยตำแหน่งทางโลกละค่ะ เพราะเขาเรียกกันว่า อาจารย์ ทั้งน้าน ....
แต่ทั้งหมดเป็นฆราวาส ทั้งสิ้น ไม่มีพระภิกษุ

เมื่อบรรยายแล้วก็ให้ผู้ฟังซักถาม

และแล้วความเครียดก็เกิดขึ้นทันที เมื่อผู้ฟังคนหนึ่งถาม ปัญหาเกี่ยวกับ ปรมัตถ์ และ บัญญัติ .... ผู้ฟังพยายามยกตัวอย่างขึ้นมาตามที่เขาคิดว่ามันน่าจะใช่

คนตอบก็ไม่ยอมตอบ แต่กลับซักกลับ และดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจผู้ถาม
ทำนองว่า แค่ปรมัตถ์ กับ บัญญัติ ยังแยกโดยนิยามไม่ออก

ผู้ถาม น่าสงสารสุดๆ เพราะท้ายที่สุด เขาขอร้องให้วิทยากรท่านอื่นช่วย

ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่ดุน้อยกว่าคนแรก

จากนั้นคนที่ทนไม่ได้ ก็คือ ข้าพเจ้าเอง ปิดเลย

อะไรจะขนาดนั้น(วะ) การสอนธรรมะ ไม่ใช่แบบนี้นี่นา
การที่ผู้ฟังไม่เข้าใจ ไม่ได้แปลว่าเขาโง่สักนิดนึง เพียงแต่บางอย่างมันอธิบายลำบาก

เหมือนการปฏิบัตินี่แหละค่ะ เป็นการที่ทำแล้วตัวเองจะได้รับความรู้สึก หรือ ไม่รู้สึกนั้น
เองในตัว เหมือนกับ ความอิ่มเมื่อกินข้าว ต่อให้ใครอธิบายให้เราฟังว่า อิ่มมันเป็นอย่างนั้น
อย่างนี้ ก็ไม่เหมือนกับที่เรารับรู้ได้เอง อาจจะง่าย แค่คลิกเดียวก็ได้ เพียงแต่ว่า
กว่าจะถึงตรงนั้น คงต้องผ่านกระบวนการหลายชั้น หรือ อาจต้องฝ่าด่านกรรมเก่า
จนกว่าจะทะลุไปถึงจุดนั้นๆ ได้

พอเห็น วิทยากรคนนั้นแล้วก็อดนึกถึงตัวเองไม่ได้ว่า ชั้นจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบเดิมๆ อีกแล้ว
เวลาพูดแล้วคนไม่เข้าใจ ลำพังหน้าปกติก็อุบาทว์พอแรงแล้ว ยิ่งเติมหน้ายักษ์เข้าไปอีก มันดูไม่จืดเลยจริงๆ

ตอนนี้กรี๊ดน้อยลง สงบลงมากแล้ว หลังจากอ่าน ข้อความต่างๆ ในกระทู้นี้


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.178   ตอบเมื่อ 05 ก.ค.53 เวลา 18:04
 ความคิดเห็นที่  111


นั่นละคุณพลเรือน...มีความรู้สึกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจคุณ..ก่อนที่คุณจะเอื้อมมือไปปิด TV
ถ้าคุณตามรู้อารมณ์นั้นได้ละก็ถูกต้องที่สุด
อารมณ์ตรงนั่นละคือ อาจารย์ของคุณเลยทีเดียว
คำสนทนาในทีวีนั้นเป็น"รูป"ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อที่คุณคิดอยู่เดิม
หลังจากที่อารมณ์นั้นเกิดขึ้น...ผมไม่ต้องการให้ละจากเรื่องที่เขาโต้ตอบกัน แล้วมีสติตามรู้ที่อารมณ์ที่เกิด
ถ้าในขณะนั้นคุณบอกกับตัวคุณเองว่ามันเป็นอย่างไร ปรุงแต่งอย่างไร
(รู้ในปัจจุบันตอนนั้นนะ ไม่ใช่เพิ่งมานึกเอาตอนนี้แล้วย้อนกลับไปถึงตอนนั้นนะครับ)
อารมณ์เช่นนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน..คนที่ปฏิบัติวิปัสสนาก็มีเช่นกัน
แต่สามารถมีสติตามรู้ได้ไวขึ้นเท่านั้น
และก็มีนักปฏิบัติ(ผิดๆ)หลายคนที่พยายามสร้างภาพของการเป็นนักปฏิบัติ
รังเกียดอารมณ์นั้น พยายามจะเอาชนะอารมณ์ประเภทนั้นด้วยการกดข่มผิดอย่างมากนะครับ
ตรงนี้พระพุทธเจ้าสอนว่า "ให้มีสติรู้ลงในปัจจุบัน" รู้เวทนาที่เกิด ถ้าปรุงแต่ง ก็มีสติรู้ว่าปรุงแต่ง

และใน คห.110 ทั้ง คห.คุณพลเรือน ยังปรุงแต่งอยู่หรือป่าว.....รู้ตัวมั้ยครับ ?

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.32:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 05 ก.ค.53 เวลา 22:34
 ความคิดเห็นที่  112

ที่ปิดไม่ได้เพราะทนไม่ได้ในสาระ แต่ปิดเพราะฟังต่อไปไม่เกิดประโยชน์
เหมือนกับ คนทะเลาะกัน เราห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟัง เราคิดว่า มีอย่างอื่นที่น่าทำกว่า
จะพยายามยืนกรานให้เขาหยุดทะเลาะ กัน โดยเฉพาะการถกเถียงในประเด็นที่
ต่างคนต่างไม่คิดจะฟังอีกฝ่ายหนึ่ง (เหมือนกับเราทำอยู่ในขณะนี้หรือเปล่าหนอ)

การเลี่ยงที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมลภาวะทางอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
มันอยู่ที่เหตุผลของเราในการตัดสินใจต่างหาก




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.92.17   ตอบเมื่อ 06 ก.ค.53 เวลา 03:51
 ความคิดเห็นที่  113


ลองย้อนกลับไปอ่านใน คห.ที่ 91 - 92 ดูว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่
แต่ใช่หรือไม่ก็มิใช่สาระสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่มีสติรู้ลงในปัจจุบันในอารมณ์ที่เกิดขณะนั้นได้หรือไม่ครับ

บางคนเวลาถกเถียงกันจิตก็ไปอิงแนบอยู่ในเรื่องที่ถกเถียง ใช้ความคิดทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อหาทางเอาชนะในเรื่องที่ถกเถียง
(บางคนก็ตั้งใจเถียงซะจนลืมเป้าหมายการสนทนาของตนเอง)
และมีบางคนให้ความสำคัญต่อการควบคุมอารมณ์ของตนเองในขณะที่ถกเถียง แต่มิใช่เพราะยอมอ่อนข้อในเรื่องที่ถกเถียงนะ
วิธีการและเทคนิคในการควบคุมอารมณ์ตรงนี้มีมากมาย ตามแต่ละบุคคลจะถนัด

วิธีการตามที่พระพุทธองค์ท่านสอนคือ "เวทนานุปัสสนา" ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในสติปัฎฐาน ๔
นอกจากนั้นผลของ "เวทนานุปัสสนา" ยังเรื่องธรรมดาๆที่ ลึกซึ้งสุดหยั่งคาด อยู่ในใจเรานี่เองแต่เรากลับไม่รู้จัก
ผู้ที่รู้แล้วมักรู้สึกเหมือนๆกันว่า "ที่ผ่านมา..ทำไมกูถึงได้โง่อย่างนี้" รู้สึกยินดีและจะเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.194.198:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 06 ก.ค.53 เวลา 08:43
 ความคิดเห็นที่  114


การเลี่ยงที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมลภาวะทางอารมณ์
นอกจากไม่ผิดปกติแล้วยังตรงกับข้อแรกของการปฏิบัติคือ
เป็นส่วนหนึ่งของการลดผัสสะ(พึงไม่เห็น)ซึ่งเป็นมูลเหตุของเวทนานั่นเอง
แต่ที่เราลดมลภาวะทางอารมณ์นั้นเพราะเรามีเหตุมีผลของเรา
แต่ในทางวิปัสสนานั้น ต้องไม่ลดจนมีค่าเป็นศูนย์นะ
เพราะถ้าเป็นศูนย์จะไม่เหลืออะไรให้ตามรู้ได้เลย 555

....พูดเล่นนะ...การเป็นศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ......
................................................................................



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.89:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 07 ก.ค.53 เวลา 09:53
 ความคิดเห็นที่  115


ยังมีนักปฏิบัติหลายคนไปมุ่งที่ผลของการปฏิบัติมากไป
เช่นมุ่งผลไปที่นิพพาน อยากให้กาย-ใจสงบเป็นสุข

ในการปฏิบัติที่ถูกต้องมุ่งสู่การรู้กระบวนการทำงานที่แท้จริงของกาย ของจิต
โดยการมีสิต มีสัมมาสมาธิ ตามรู้สภาวะที่เกิดขึ้นของกาย - จิต
ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นนั้นจิตจะรู้เอง มิใช่เราพยายามจงใจไปรู้


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.89:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 07 ก.ค.53 เวลา 09:54
 ความคิดเห็นที่  116



แด่เธอผู้มาใหม่ จัดเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งซึ่งอยากเอามานำเสนอให้เพื่อนสมาชิกเว็ป ๒๖ ได้ศึกษาครับ
ไม่ยาวมากแต่ได้สาระตรงๆลองอ่านดูนะครับ

แด่เธอผู้มาใหม่ : เรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่เรียกว่า ธรรมะ
เนื้อความ :
เป็นการยากที่เราจะเห็นได้ว่า ธรรมะเป็นเรื่องเรียบง่ายและธรรมดาที่สุด
เพราะภาพลักษณ์ของศาสนา หรือของธรรมะ ที่เรารู้จักนั้น ดูอย่างไรก็ไม่ธรรมดาเลย
เริ่มตั้งแต่ภาษาที่ใช้ เต็มไปด้วยภาษาบาลี มีศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะมากมาย
แค่ทำความเข้าใจศัพท์ก็ยากนักหนาแล้ว พอรู้ศัพท์แล้วลงมือศึกษาตำราจริงๆ ก็พบความยากอีก
คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีมากเหลือเกิน และตำราที่พระรุ่นหลังลงมาท่านเขียนไว้ ก็มีอีกมากมาย
บางท่านพอใจที่จะลงมือปฏิบัติ ก็มีปัญหาอีกว่า สำนักปฏิบัติมีมากมาย ทุกสำนักบอกว่าแนวทางของตน ถูกตรงที่สุดตามหลักมหาสติปัฏฐาน
บางทีก็ทับถมสำนักอื่นหน่อยๆ ว่า สอนไม่ตรงทาง ความยากลำบากนี้ พบกันทุกคนครับ ทำให้ผมต้องนั่งถามตนเองว่า เป็นไปได้หรือไม่
ที่เราจะศึกษาธรรมได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้ศัพท์บาลี หรือไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือเข้าสำนักปฏิบัติใดๆ เลย
*****************************************************

ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ เป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดาๆ ดังที่ผู้ได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์
มักจะอุทานว่า "แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า ธรรมที่ทรงแสดงเหมือนดังเปิดของคว่ำให้หงาย"

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก ที่ผู้ฟังจะรู้สึกเช่นนั้น ก็เพราะผู้ฟังเอง เกิดมากับธรรม อยู่กับธรรม จนตายไปกับธรรม
เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่มองไม่เห็นว่า ธรรมได้แสดงตัวอยู่ที่ไหน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้แนะ ก็สามารถรู้เห็นตามได้โดยง่าย
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยความรอบรู้ สามารถอธิบายธรรมอันยุ่งยากซับซ้อนให้ย่นย่อเข้าใจง่าย
สามารถขยายความธรรมอันย่นย่อให้กว้างขวางพอเหมาะแก่ผู้ฟัง ทรงปราศจากอุปสรรคทางภาษา คือสามารถสื่อธรรมด้วยภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ
ไม่เหมือนผู้ศึกษาและสอนธรรมจำนวนมากในรุ่นหลัง ที่ทำธรรมะซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและแสนธรรมดา ให้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน
และไกลตัวเสียเหลือประมาณ จนเกินความจำเป็นเพื่อความพ้นทุกข์ และสั่งสอนด้วยภาษา ที่ผู้ฟังไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย
***********************************************

แท้จริงแล้ว ธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้จนถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวเราเอง และขอบเขตของธรรมะก็มีเพียงนิดเดียวคือ
ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดความทุกข์ ถ้าจะศึกษาธรรมะ ก็ศึกษาลงไปเลยว่า "ความทุกข์อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับไปได้อย่างไร"
และความสำเร็จของการศึกษาธรรมะอยู่ที่ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์
ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง หรือเพื่อความสามารถในการอธิบายแจกแจงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร
แท้จริงแล้ว ความทุกข์ของคนเราอยู่ในกายในจิตของตนนั่นเอง สนามศึกษาธรรมะของเรา จึงอยู่ที่กายที่จิตนี้แหละ
แทนที่เราจะเที่ยวเรียนรู้ออกไปภายนอก ก็ให้เราย้อนเข้ามาศึกษาอยู่ในกายในจิตของเรานี้แหละ วิธีการก็ไม่มีอะไรมาก
ขอเพียงให้หัดสังเกตกายและจิตของเราเองให้ดี เริ่มต้นง่ายๆ จากการสังเกตร่างกายก่อนก็ได้
ขั้นแรก ทำใจให้สบายๆ อย่าเคร่งเครียด อย่าไปคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรม แต่ให้คิดเพียงว่า เราจะสังเกตดูร่างกายของเราเองเท่านั้น
สังเกตแล้วจะรู้ได้แค่ไหนก็ไม่เป็นไร เอาแค่ว่าจะเฝ้าสังเกตให้ได้เท่าที่ทำได้ก็พอ เมื่อทำใจสบายๆ แล้ว ลองนึกถึงร่างกายของเรา
นึกถึงให้รู้พร้อมทั้งตัวเลยก็ได้ เหมือนเรากำลังดูหุ่นยนต์อยู่สักตัวหนึ่ง
ที่มันเดินได้ เคลื่อนไหวได้ ขยับปากได้ กลืนอาหารอันเป็นวัตถุเข้าไปในร่างกาย ขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกาย
ถ้าเราเห็นหุ่นยนต์ที่ชื่อว่าตัวเรา มันทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ เราเป็นคนดูเฉยๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะเห็นแจ้งประจักษ์ใจเองว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา
มันเป็นวัตถุก้อนหนึ่งเท่านั้น มีความไม่หยุดนิ่ง ไม่คงที่ แม้แต่วัตถุที่ประกอบเป็นเจ้าหุ่นตัวนี้ ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไหลเข้าไหลออกอยู่ตลอดเวลา
เช่นหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก กินอาหารและน้ำแล้วขับถ่ายออก ไม่ใช่สิ่งที่เป็นก้อนธาตุที่คงที่ถาวร
ความยึดถือด้วยความหลงผิดว่า กายเป็นเรา ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้ แล้วก็จะเห็นอีกว่า ยังมีธรรมชาติที่เป็นผู้รู้ร่างกาย อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เอง
เมื่อเห็นชัดแล้วว่า กายนี้เป็นแค่ก้อนธาตุ ไม่คงที่ ไม่ใช่ตัวเรา คราวนี้ก็ลองมาสังเกตสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้ต่อไป
เป็นการเรียนรู้เรื่องของเราเองให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายที่เห็นได้ง่ายๆ คือความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง
เช่นเมื่อเราเห็นหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไหวไปมา ไม่นานก็จะเห็นความเมื่อยปวด ความหิวกระหาย หรือความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ
พอความทุกข์นั้นผ่านไปทีหนึ่ง ก็จะรู้สึกสบายไปอีกช่วงหนึ่ง(รู้สึกเป็นสุข) เช่นกระหายน้ำ เกิดเป็นความทุกข์ขึ้น พอได้ดื่มน้ำ
ความทุกข์เพราะความกระหายน้ำก็ดับไป หรือนั่งนานๆ เกิดความปวดเมื่อย รู้สึกเป็นทุกข์ พอขยับตัวเสีย ก็หายปวดเมื่อย รู้สึกว่าทุกข์หายไป(รู้สึกเป็นสุข)
บางคราวมีความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะรู้ความทุกข์ทางกายได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น เช่นเกิดปวดฟันติดต่อกันนานๆ เป็นวันๆ
ถ้าคอยสังเกตรู้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็จะเห็นชัดว่า ความปวดนั้นเป็น สิ่งที่แทรก อยู่กับเหงือกและฟัน แต่ตัวเหงือกและฟัน มันไม่ได้เจ็บปวดด้วยเลย
กายเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีความเจ็บปวด เพียงแต่มีความเจ็บปวด เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่ในกาย เราก็จะรู้ชัดว่า ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ
ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกอยู่ในร่างกาย และที่สำคัญ เจ้าความรู้สึกเหล่านั้น ก็เป็นสิ่งที่กำลังถูกรู้ ถูกดูอยู่ เช่นเดียวกับร่างกายนั้นเอง

ถัดจากนั้น เรามาเรียนรู้เรื่องราวของตัวเองให้ละเอียดมากขึ้น คือคอยสังเกตให้ดีว่า เวลาที่เกิดความทุกข์ขึ้นนั้น
จิตใจของเรามันจะเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจตามมาด้วย
เช่นหิวข้าวแล้วจะโมโหง่าย เหนื่อยก็โมโหง่าย เจ็บไข้ก็โมโหง่าย เกิดความใคร่แล้วไม่ได้รับการตอบสนองก็โมโหง่าย
ให้เราหัดรู้ให้เท่าทันความโกรธที่เกิดขึ้น ในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์ ในทางกลับกัน
เมื่อเราได้เห็นของสวยงาม ได้ยินเสียงที่ถูกใจ ได้กลิ่นหอมถูกใจ ได้ลิ้มรสที่อร่อย
ได้รับสิ่งสัมผัสร่างกายที่นุ่มนวล มีอุณหภูมิพอเหมาะ
ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ได้คิดถึงสิ่งที่พอใจ เราจะเกิดความรักใคร่พึงพอใจในสิ่งที่ ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส และได้คิดนึกนั้น
ก็ให้เรารู้เท่าทันความรักใคร่พอใจที่เกิดขึ้นนั้น พอเรารู้จักความโกรธ หรือความรักใคร่พอใจแล้ว
เราก็สามารถรู้จักกับอารมณ์อย่างอื่นๆ ได้ด้วย เช่นความลังเลสงสัย ความอาฆาตพยาบาท ความหดหู่ใจ
ความอิจฉาริษยา ความคิดลบหลู่ผู้อื่น ความผ่องใสอิ่มเอิบของจิตใจ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ เมื่อเราเรียนรู้อารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้มากขึ้นๆ
เราก็จะเริ่มรู้ว่า ความจริงแล้วอารมณ์ทุกอย่างนั้นไม่คงที่ เช่นเมื่อโกรธ และเราก็รู้อยู่ที่ความโกรธนั้น
ก็จะเห็นระดับของความโกรธเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อยู่ไปๆ ความโกรธก็ดับไปเอง และไม่ว่าความโกรธจะดับหรือไม่ก็ตาม
ความโกรธก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราอยู่ในความโกรธ แม้อารมณ์อื่นๆ ก็จะเห็นในลักษณะเดียวกับความโกรธนี้ด้วย

ถึงตอนนี้ เราจะรู้ชัดว่า ร่างกายก็เป็นแค่หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ความรู้สึกสุขทุกข์ และอารมณ์ทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อหัดสังเกตเรียนรู้จิตใจตนเองมากขึ้น คราวนี้ก็จะเห็นการทำงานของจิตใจได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
จนรู้ความจริงว่า ความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้นเป็นคราวๆ เท่านั้น
เราจะพบพลังงานหรือแรงผลักดันบางอย่างในจิตใจของเรา เช่นพอเห็นผู้หญิงสวยถูกใจ
พอจิตใจเกิดความรู้สึกรักใคร่พอใจแล้ว มันจะเกิดแรงผลักดันจิตใจของเรา
ให้เคลื่อนออกไปยึดเกาะที่ผู้หญิงคนนั้น ทำให้เราลืมดูตัวเอง เห็นแต่ผู้หญิงคนนั้นเท่านั้น
(เรื่องจิตเคลื่อนไปได้นี่ ถ้าเป็นคนที่เรียนตำราอาจจะงงๆ
แต่ถ้าลงมือปฏิบัติจริง จะเห็นว่า ความรับรู้มันเคลื่อนไปได้จริงๆ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเที่ยวไปได้ไกล ไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่คำเดียว)
หรือเมื่อเราเกิดความสงสัยในธรรม ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไร ก็จะเห็นแรงผลักดันที่บังคับให้เราคิดหาคำตอบ
จิตใจของเราเคลื่อนเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด ตอนนั้น เราลืมดูตัวเราเอง เจ้าหุ่นยนต์นั้นก็ยังอยู่
แต่เราลืมนึกถึงมันก็เหมือนกับว่ามันหายไปจากโลก ความรู้สึกต่างๆ ในจิตใจเราเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้
เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัยอยู่นั่นเอง หัดรู้ทันจิตใจตนเองมากเข้า
ไม่นานก็จะทราบด้วยตนเองว่า ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ความพ้นทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร
สภาพที่ไม่ทุกข์ เป็นอย่างไร สภาพจิตใจมันจะพัฒนาของมันไปเองทุกอย่าง
ไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาน เรื่องญาณ หรือเรื่องมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น
ถึงตรงนี้ อาจจะพูดธรรมะไม่ได้สักคำ แปลศัพท์บาลีไม่ได้สักตัว
แต่จิตใจพ้นจากความทุกข์ หรือมีความทุกข์ ก็ทุกข์ไม่มากและไม่นาน
**********************************************

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นเป็นของฝากสำหรับผู้เริ่มสนใจจะศึกษาธรรมะ
เพื่อบอกว่า ธรรมะ เป็นเรื่องธรรมดาๆ เป็นเรื่องของตัวเราเอง และสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก ด้วยตนเอง
อย่าพากันท้อถอยเสีย เมื่อได้ยินคนอื่นพูดธรรมะแล้วเราฟังเขาไม่รู้เรื่อง
เราไม่ต้องรู้อะไรเลยก็ได้
รู้แค่ว่า ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ก็พอแล้ว เพราะนั่นคือใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งจำเป็นที่คนๆ หนึ่งควรจะเรียนรู้ไว้

จากคุณ : สันตินันท์ [ 31 ส.ค. 2542 / 14:07:29 น. ]



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.19:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.53 เวลา 14:35
 ความคิดเห็นที่  117

แถมอีกนิด

การดูจิต : ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ

เนื้อความ :
เพื่อนใหม่ที่เข้ามาสู่ลานธรรม มักจะมีคำถามเสมอว่า การดูจิตคืออะไร ทำอย่างไร ดูแล้วมีผลอย่างไร
คำตอบที่ได้รับจากหลายๆ ท่าน ค่อนข้างแยกเป็นส่วนๆ วันนี้ผมขอโอกาสเล่าถึง การดูจิตในภาพรวม สักครั้งนะครับ

ความหมายของการดูจิต
คำว่า การดูจิต เป็นคำที่นักปฏิบัติกลุ่มหนึ่ง บัญญัติขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมายกันเองภายในกลุ่มหมายถึง
การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทุกบรรพ)
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทุกบรรพ) รวมถึง
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน(บางอย่างที่เป็นฝ่ายนามธรรม)
กล่าวอย่างย่อ ก็คือการเจริญวิปัสสนาด้วยอารมณ์ฝ่ายนามธรรม ได้แก่การรู้จิตและเจตสิกนั่นเอง

วิธีการเจริญวิปัสสนา(ดูจิต)
การเจริญวิปัสสนาทุกประเภท รวมทั้งการดูจิต ไม่มีอะไรมาก
เพียงแต่ให้ผู้ปฏิบัติ "รู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้น"
แต่จะรู้ได้ถูกต้อง ก็ต้อง
(1) มีจิตที่มีคุณภาพ และ
(2) มีอารมณ์กรรมฐานที่ถูกต้อง เท่านั้น

ซึ่งจิตที่มีคุณภาพสำหรับการทำสติปัฏฐานหรือวิปัสสนา ได้แก่จิตที่มีสติ(สัมมาสติ) สัมปชัญญะ(สัมมาทิฏฐิ) และสัมมาสมาธิ

ส่วนอารมณ์กรรมฐานที่ถูกต้อง คืออารมณ์ที่มีตัวจริงที่สามารถแสดงไตรลักษณ์ได้ หรือที่นักปฏิบัติมักจะเรียกว่าสภาวะ
และนักปริยัติเรียกว่าอารมณ์ปรมัตถ์ เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็ให้
(1) มีสติเฝ้ารู้ให้ทัน (มีสัมมาสติ)
(2) ถึงอารมณ์หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ (มีอารมณ์ปรมัตถ์)
(3) ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ไม่เผลอส่งส่ายไปที่อื่น และไม่เพ่งจ้องบังคับจิต (มีสัมมาสมาธิ) แล้ว
(4) จิตจะรู้สภาวธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง (มีสัมปชัญญะ/สัมมาทิฏฐิ)

การมีสติเฝ้ารู้ให้ทัน หมายถึงสิ่งใดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป ก็ให้รู้เท่าทัน
เช่นขณะนั้นรู้สึกมีความสุข ก็ให้รู้ว่ามีความสุข เมื่อความสุขดับไป ก็ให้รู้ว่าความสุขดับไป
มีความโกรธก็รู้ว่ามีความโกรธ เมื่อความโกรธดับไปก็รู้ว่าความโกรธดับไป
เมื่อจิตมีความทะยานอยากอันเป็นแรงผลักดัน ให้ออกยึดอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ให้รู้ว่ามีแรงทะยานอยาก เป็นต้น
อารมณ์หรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ ต้องเป็นอารมณ์ของจริง ไม่ใช่ของสมมุติ

โดยผู้ปฏิบัติจะต้องจำแนกให้ออกว่า อันใดเป็นของจริง หรือปรมัตถธรรม
อันใดเป็นของสมมุติ หรือบัญญัติธรรม เช่นเมื่อจิตมีความสุข ก็ต้องมีสติรู้ตรงเข้าไปที่ความรู้สึกสุขจริงๆ
เมื่อจิตมีความโกรธ ก็ต้องรู้ตรงเข้าไปที่สภาวะของความโกรธจริงๆ เมื่อมีความลังเลสงสัย ก็ต้องรู้ตรงเข้าไปที่สภาวะของความลังเลสงสัยจริงๆ ฯลฯ
และเมื่อหัดรู้มากเข้าจะพบว่า นามธรรมจำนวนมากผุดขึ้นที่อก หรือหทยรูป
แต่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องเที่ยวควานหาหทยรูป หากกิเลสเกิดที่ไหน และดับลงที่ไหน ก็รู้ที่นั้นก็แล้วกันครับ
ถ้าเอาสติไปตั้งจ่อดูผิดที่เกิด ก็จะไม่เห็นของจริง เช่นเอาสติไปจ่ออยู่เหนือสะดือสองนิ้ว
จะไม่เห็นกิเลสอะไร นอกจากเห็นนิมิต เป็นต้น
และการมีสติรู้ของจริง ก็ไม่ใช่การคิดถามตนเอง หรือคะเนเอาว่า ตอนนี้สุขหรือทุกข์ โกรธหรือไม่โกรธ สงสัยหรือไม่สงสัย อยากหรือไม่อยาก
ตรงจุดนี้สำคัญมากนะครับ ที่จะต้องรู้สภาวธรรม หรือปรมัตถธรรมให้ได้
เพราะมันคือ พยานหรือแบบเรียนที่จิตจะได้เรียนรู้ ถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของมัน
จริงๆ ไม่ใช่แค่คิดๆ เอาว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อมีสติรู้สภาวธรรมหรือปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏแล้ว
ผู้ปฏิบัติจะต้องมีจิตที่รู้ตัว ตั้งมั่น ไม่เผลอไปตามความคิดซึ่งจะเกิดตามหลังการรู้สภาวธรรม
เช่นเมื่อเกิดสภาวะบางอย่างขึ้นในจิต อันนี้เป็นปรมัตถธรรม ถัดจากนั้นก็จะเกิดสมมุติบัญญัติว่า นี้เรียกว่าราคะ
สมมุติตรงนี้ห้ามไม่ได้ เพราะจิตเขามีธรรมชาติเป็นนักจำและนักคิด ผู้ปฏิบัติจึงไม่ต้องไปห้ามหรือปฏิเสธสมมุติบัญญัติ

เพียงรู้ให้ทัน อย่าได้เผลอหรือหลงเพลินไปตามความคิดนึกปรุงแต่งนั้น หรือแม้แต่การหลงไปคิดนึกเรื่องอื่นๆ ด้วย
แล้วให้เฝ้ารู้สภาวะ(ที่สมมุติเรียกว่าราคะนั้น)ต่อไป ในฐานะผู้สังเกตการณ์ จึงจะเห็นไตรลักษณ์ของสภาวะอันนั้นได้
ในทางกลับกัน ผู้ปฏิบัติที่ไปรู้สภาวะที่กำลังปรากฏ จะต้องไม่เพ่งใส่สภาวะนั้นด้วย เพราะถ้าเพ่ง จิตจะกระด้างและเจริญปัญญาไม่ได้
แต่จิตจะ "จำ และจับ" สภาวะอันนั้นมาเป็นอารมณ์นิ่งๆ แทนการรู้สภาวะจริงๆ พึงให้จิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
เหมือนคนดูละคร ที่ไม่โดดเข้าไปเล่นละครเสียเอง จิตที่ทรงตัวตั้งมั่น นุ่มนวล อ่อนโยน ควรแก่การงาน
โดยไม่เผลอและไม่เพ่งนี้แหละ คือสัมมาสมาธิ เป็นจิตที่พร้อมที่จะเปิดทางให้แก่การเจริญปัญญาอย่างแท้จริง
คือเมื่อจิตมีสติ รู้ปรมัตถธรรม ด้วยความตั้งมั่น ไม่เผลอและไม่เพ่ง จิตจะได้เรียนรู้ความจริงของปรมัตถธรรมอันนั้นๆ 4 ประการ คือ
(1) รู้สภาวะของมันที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (รู้ตัวสภาวะ)
(2) รู้ว่าเมื่อสภาวะอันนั้นเกิดขึ้นแล้ว มันมีบทบาทและหน้าที่อย่างไร (รู้บทบาทของสภาวะ)
(3) รู้ว่าถ้ามันแสดงบทบาทของมันแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น (รู้ผลของสภาวะ) และเมื่อชำนาญมากเข้า เห็นสภาวะอันนั้นบ่อยครั้งเข้า ก็จะ
(4) รู้ว่า เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว จึงกระตุ้นให้สภาวะอันนั้นเกิดตามมา (รู้เหตุใกล้ของสภาวะ)

การที่จิตเป็นผู้สังเกตการณ์และเรียนรู้ หรือวิจัยธรรม (ธรรมวิจัย)
อันนี้เองคือการเจริญปัญญาของจิต หรือสัมปชัญญะ หรือสัมมาทิฏฐิ ตัวอย่างเช่นในขณะที่มองไปเห็นภาพๆ หนึ่งปรากฏตรงหน้า
จิตเกิดจำได้หมายรู้ว่า นั่นเป็นภาพสาวงาม แล้วสภาวธรรมบางอย่างก็เกิดขึ้นในจิต (ซึ่งเมื่อบัญญัติทีหลังก็เรียกว่า ราคะ)
การรู้สภาวะที่แปลกปลอมขึ้นในจิตนั่นแหละคือการรู้ตัวสภาวะของมัน แล้วก็รู้ว่ามันมีบทบาทหรืออิทธิพลดึงดูด ให้จิตหลงเพลินพอใจไปกับภาพที่เห็นนั้น
ผลก็คือ จิตถูกราคะครอบงำ ให้คิด ให้ทำ ให้อยาก ไปตามอำนาจบงการของราคะ
และเมื่อรู้ทันราคะมากเข้า ก็จะรู้ว่า การเห็นภาพที่สวยงาม เป็นเหตุใกล้ให้เกิดราคะ
จึงจำเป็นจะต้องคอยเฝ้าระวังสังเกต ขณะที่ตากระทบรูปให้มากขึ้น เป็นต้น
ในส่วนตัวสภาวะของราคะเอง เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติรู้อยู่นั้น มันจะแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นทันที
คือระดับความเข้มของราคะจะไม่คงที่ มันตั้งอยู่ไม่นาน เมื่อหมดกำลังเพราะเราไม่ได้หาเหตุใหม่มาเพิ่มให้มัน (ย้อนไปมองสาว) มันก็ดับไป
แสดงถึงความเป็นทุกข์ของมัน และมันจะเกิดขึ้นก็ตาม ตั้งอยู่ก็ตาม ดับไปก็ตาม ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยกำหนด
ไม่ใช่ตามที่เราอยากจะให้เป็น นอกจากนี้ มันยังเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา เหล่านี้ล้วนแสดงความเป็นอนัตตาของสภาวะราคะทั้งสิ้น

ผลของการดูจิต และข้อสรุป
จิตที่อบรมปัญญามากเข้าๆ ถึงจุดหนึ่งก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจิต เจตสิก กระทั่งรูป ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปทั้งสิ้น
ถ้าจิตเข้าไปอยาก เข้าไปยึด จิตจะต้องเป็นทุกข์ ปัญญาเช่นนี้แหละ จะทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูลง
ความทุกข์ก็จะเบาบางลงจากจิต เพราะจิตฉลาด ไม่ไปส่ายแส่หาความทุกข์มาใส่ตัวเอง (แต่ลำพังคิดๆ เอา
ในเรื่องความไม่มีตัวกูของกูย่อมไม่สามารถดับ ความเห็นและความยึด ว่าจิตเป็นตัวกูของกูได้
จะทำได้ก็แค่ "กู ไม่ใช่ตัวกูของกู" คือจิตยังยึดอยู่ ส่วนการที่จะลดละได้จริง ต้องเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เท่านั้นครับ)
สรุปแล้ว การดูจิตที่ชาวลานธรรมพูดถึงกันนั้น ไม่ใช่การดูจิตจริงๆ เพราะจิตนั้นแหละ คือผู้รู้ ผู้ดู ผู้ยึดถือ อารมณ์
แต่การดูจิต หมายถึงการเจริญวิปัสสนา โดยเริ่มต้นจากการรู้นามธรรม ซึ่งเมื่อชำนิชำนาญแล้ว ก็จะรู้ครบสติปัฏฐานทั้งสี่นั่นเอง
ดังนั้น ถ้าไม่ชอบคำว่า ดูจิต ซึ่งนักปฏิบัติส่วนหนึ่งชอบใช้คำนี้เพราะรู้เรื่องกันเอง
จะใช้คำว่าการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน + การเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน + การเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ได้ครับ
แต่การที่นักปฏิบัติบางส่วนชอบพูดถึงคำว่า "การดูจิต" ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน
คือเป็นการเน้นให้ทราบว่า จิตใจนั้นเป็นใหญ่ เป็นประธานในธรรมทั้งปวง และเป็นการกระตุ้นเตือนให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของจิต
เมื่อมันไปรู้อารมณ์เข้า เพราะถ้ารู้จิตชัด ก็จะรู้รูปชัด รู้เวทนาชัด รู้กิเลสตัณหาชัดไปด้วย
เนื่องจากจิตจะตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ทั้งปวง
ในทางกลับกัน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือไม่มีสัมมาสมาธิ สัมมาสติ และสัมมาทิฏฐิ
แม้จะพยายามไปรู้ปรมัตถ์ ก็ไม่สามารถจะรู้ปรมัตถ์ตัวจริงได้ นอกจากจะเป็นเพียงการคิดถึงปรมัตถ์เท่านั้น
ถ้าเข้าใจจิตใจตนเองให้กระจ่างชัดแล้ว การเจริญสติปัฏฐานก็จะทำได้ง่าย ถ้าไม่เข้าใจจิตใจตนเอง
ก็อาจจะเกิดความหลงผิดได้หลายอย่างในระหว่างการปฏิบัติ เช่นหลงเพ่ง โดยไม่รู้ว่าเพ่ง
อันเป็นการหลงทำสมถะ แล้วคิดว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่ พอเกิดนิมิตต่างๆ ก็เลยหลงว่าเกิดวิปัสสนาญาณ หรือหลงเผลอ ไปตามอารมณ์
โดยไม่รู้ว่ากำลังเผลอ หรือหลงยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ หรือหลงคิดนึกปรุงแต่ง
อันเป็นเรื่องสมมุติบัญญัติ แล้วคิดว่ากำลังรู้ปรมัตถ์หรือสภาวะที่กำลังปรากฏ เป็นต้น
ถ้าเข้าใจจิตตนเองได้ดีพอประมาณ ก็จะไม่เกิดความหลงผิดเหล่านี้ขึ้น

ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการดูจิตก็คือ การดูจิตเป็นวิปัสสนาชนิดเดียวที่ทำได้ทั้ง 3 โลก คือ
ในกาม(สุคติ)ภูมิ
รูปภูมิ(ส่วนมาก) และ
อรูปภูมิ
แม้แต่ในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ อันเป็นภวัคคภูมิหรือสุดยอดภูมิของอรูปภูมิ ก็ต้องอาศัยการดูจิตนี้เอง
เป็นเครื่องเจริญวิปัสสนาต่อไปได้จนถึงนิพพาน
อันที่จริงสิ่งที่เรียกว่าการดูจิตนั้น แม้จะเริ่มจากการรู้นามธรรมก็จริง
แต่เมื่อลงมือทำไปสักระยะหนึ่ง ก็จะสามารถเจริญสติปัฏฐานได้ทั้ง 4 อย่าง
โดยจิตจะมีสติสัมปชัญญะต่อเนื่องอยู่ในชีวิตประจำวันนี่เอง เพียงก้าวเดินก้าวเดียว ก็เกิดการเจริญสติปัฏฐานได้ตั้งหลายอย่างแล้ว
คือเมื่อเท้ากระทบพื้น ก็จะรู้รูป ได้แก่ธาตุดินคือความแข็งภายในกาย (รูปภายใน) และธาตุดินคือความแข็งของพื้นที่เท้าเหยียบลงไป (รูปภายนอก)
อันนี้ก็คือการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว และรู้ถึงความเย็น ความร้อนคือธาตุไฟของพื้นที่เท้าเหยียบลงไป เป็นต้น
ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถ้าสติรู้เข้าไปที่ความรู้สึกอันเกิดจากการที่เท้ากระทบพื้น เช่นความเจ็บเท้า ความสบายเท้า
ก็คือการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว ขณะที่เหยียบพื้นนั้น ถ้าพื้นขรุขระ เจ็บเท้า
ก็สังเกตเห็นความขัดใจ ไม่ชอบใจ หรือถ้าเหยียบไปบนพรมนุ่มๆ สบายๆ เท้า ก็สังเกตเห็น
ความพอใจ อันนี้ก็เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว
ขณะที่เหยียบนั้น ถ้ารู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ ก็จะเห็นกายเป็นส่วนหนึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นแต่ละส่วนๆ
หรือรู้ถึงความทะยานอยากของจิตที่ส่งหลงเข้าไปที่เท้า หรือรู้อาการส่งส่ายของจิต ตามแรงผลักของตัณหาคือความอยาก
แล้วหนีไปเที่ยวทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือรู้ถึงความเป็นตัวกูของกูที่เกิดขึ้นในจิต หรือรู้ถึงนิวรณ์ที่กำลังปรากฏขึ้น
แต่ยังไม่พัฒนาไปเป็นกิเลสเข้ามาครอบงำจิต หรือรู้ชัดถึงความมีสติ มีสัมปชัญญะ มีความเพียร มีปีติ มีความสงบระงับฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้งสิ้น ที่เล่ามายืดยาวนี้ เพื่อนใหม่ที่ไม่เคยลงมือเจริญสติสัมปชัญญะจริงๆ มาก่อน
อาจจะเข้าใจยากสักหน่อยครับ ดังนั้น ถ้าอ่านแล้วเกิดความสงสัยมากขึ้น ก็ลองย้อนมารู้เข้าไปที่ ความรู้สึกสงสัยในจิต เลยทีเดียว
ก็จะทราบได้ว่า ความสงสัยมันมีสภาวะของมันอยู่ (ไม่ใช่ไปรู้เรื่องที่สงสัยนะครับ แต่ให้รู้สภาวะหรือปรมัตถธรรมของความสงสัย)
เมื่อรู้แล้วก็จะเห็นว่า เมื่อความสงสัยเกิดขึ้น มันจะยั่วจิตให้คิดหาคำตอบ แล้วลืมที่จะรู้เข้าไปที่สภาวะความสงสัยนั้น
เอาแต่หลงคิดหาเหตุหาผลฟุ้งซ่านไปเลย พอรู้ทันมากเข้าๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ความสงสัยนั้นมันตามหลังความคิดมา
เป็นการรู้เท่าทันถึงเหตุใกล้ หรือสาเหตุที่ยั่วยุให้เกิดความสงสัยนั่นเอง เมื่อรู้ที่ สภาวะของความสงสัย
ก็จะเห็นสภาวะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันเกิดขึ้นเพราะความคิด พอรู้โดยไม่คิด มันก็ดับไปเอง
หัดรู้อยู่ในจิตใจตนเองอย่างนี้ก็ได้ครับ แล้วต่อไปก็จะทำสติปัฏฐาน 4 ได้ในที่สุด
เพราะจะสามารถจำแนกได้ชัดว่า อะไรเป็นจิต อะไรเป็นอารมณ์ อะไรเป็นอารมณ์ของจริง
และอะไรเป็นเพียงความคิดนึกปรุงแต่งหรือสมมุติบัญญัติที่แปลกปลอมเข้ามา
รวมทั้งจำแนกได้ด้วยว่า อันใดเป็นรูป อันใดเป็นจิต อันใดเป็นเจตสิก

ขอย้ำแถมท้ายอีกนิดหนึ่งนะครับว่า การดูจิต ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดเสมอไป
เพราะในความเป็นจริง ไม่มีวิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดในโลก มีแต่ "วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด" เฉพาะของแต่ละบุคคลเท่านั้น ดังนั้น
ถ้าถนัดจะเจริญสติปัฏฐาน อย่างใดก่อน ก็ทำไปเถิดครับ ถ้าทำถูกแล้ว ในที่สุดก็จะทำสติปัฏฐานหมวดอื่นๆ ได้ด้วย

********************************************

หมายเหตุ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้ามาที่ลานธรรมน้อยมาก หากเพื่อนท่านใดสงสัยในประเด็นใดเพิ่มเติม
ผมคงไม่มีโอกาสเข้ามาตอบ ต้องขอรบกวนคุณดังตฤณ คุณสุรวัฒน์ คุณพัลวัน คุณหมอ Lee แมว ป๋อง บิ๊ก ชิ้ง แมน ฯลฯ
ช่วยชี้แจงในเรื่องการปฏิบัติด้วยนะครับ ส่วนคำถามในภาคปริยัติ ขอรบกวน คุณประสงค์ ช่วยอนุเคราะห์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 19 ต.ค. 2543 / 11:13:47 น. ]


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.64:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.53 เวลา 15:11
 ความคิดเห็นที่  118

ตามไปดูความรู้สึก ณ ขณะที่โกรธ ไม่พอใจ ก็จะพบว่า เป็นเพราะไม่ได้ดังใจทั้งสิ้น

นั่งทำงานแล้วมีคนนั่งเคาะขา เป็นจังหวะ ก็ทนไม่ได้
พระก็สอนบอกว่าให้นำใจไปทางอื่น ขาเขาอยู่ของเขาดีๆ เราไปยุ่งเอง

งานไม่เป็นตามคาด อารมณ์เสีย มันเพราะว่าจะทำให้เราต้องเป็นผู้รับภาระ
แก้ปัญหา ในจุดนั้น กระทบเราเต็มๆ ก็เป็นเพราะเราอีกแล้ว

หากคิดว่าจะให้จิตว่าง ก็คงจะต้องทำให้ได้แบบนี้เสียก่อนว่า

ทุกปัญหาที่มากระทบ ไม่ต้องมีอารมณ์ ให้มันเสียเวลา แต่มองตัวปัญหาเป็นหลัก
แล้วก็แก้ไข

เวลาที่ว่ามานี้ มิใช่เวลาในการทำอะไร หากแต่เป็นเวลาในการที่จะทำให้เราต้อง
พัวพัน ในวงเวียนกรรม กับผู้อื่น แล้วที่สุดก็ต้องมาเกิดอีก แทนที่จะลดเวลา
การเกิดลงไป

คำถามที่เหมือนกับว่าเป็นที่สงสัยของคนจำนวนมาก นั่นคือ เราเกิดมาทำไม

คงมีหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นก็คือ การเกิดเพื่อลดลำดับการเกิด เพื่อให้เราพัฒนา
จิตใจให้ก้าวไปสู่การไม่เกิดขึ้นมาอีก นั่นเอง

มีความรู้สึกว่า เจ้าความว่างนี่อยู่นกึ่งกลางของตัวคน หากวางจิตไว้ตรงนั้นได้เมื่อไหร่
น่าจะเข้าใกล้ความจริง ไปได้แล้ว

ความคิดนี้คิดขึ้นมาจากลักษณะของ อะตอม ซึ่งจะมีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง
ตรงกลางจะมีตัวนิวตรอน ซึ่งเป็นตัวไม่มีประจุ ทำหน้าที่รักษาสมดุลของ โปรตรอน ประจุบวก และ อีเลคตรอน ประจุลบ

สิ่งเหล่านี้พระพุทธองค์ ท่านทราบก่อน นักวิทยาศาสตร์ อะตอม = อัตตา ตัวตน
แกนกลางของเรานั่นเอง ?

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.129   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.53 เวลา 17:23
 ความคิดเห็นที่  119


ท่านพลเรือนนี่ดื้อสุดๆ เหมือน หน.ดม ไม่มีผิดเล้ย
บอกแล้วไงว่าทุกอย่างมันเกิดจากเหตุปัจจัยเมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็เกิด เมื่อหมดเหตุปัจจัยมันก็ดับ

พูดได้ไงว่า " ทุกปัญหาที่มากระทบ ไม่ต้องมีอารมณ์ .. " ตรงนี้ผิดนะเป็นไปไม่ได้หรอกครับ

เป็นกฎของธรรมชาติ..เมื่อมี"ผัสสะ"ย่อมต้องเกิด"เวทนา" เป็นวงจรในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกที่เราต้องยอมรับ
(ผัสสะก็คือปัญหาต่างๆที่ว่า เวทนาก็คืออารมณ์โกรธนั้น)
โดยธรรมชาติของจิตจะวิ่งรับอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
ถ้าพิจารณาได้ระเอียดจะทราบว่าในทุกขณะจิตต้องมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ต้องคิดอะไรอยู่สักอย่าง จะว่างอยู่เฉยๆนั้นไม่ได้

จุดสำคัญที่เราทำได้ก็คือมีสิตรู้ ขณะที่มีความโกรธก็มีสติรู้ชัดว่ามีความโกรธ โดยรู้ตรงเข้าไปที่สภาวะของความโกรธจริงๆ เมื่อความโกรธดับไปก็รู้ว่าความโกรธดับไป
การทำเช่นนี้ละที่เรียกว่า การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

แต่ต้องแยกให้ออกนะระหว่าง "รู้อารมณ์โกรธ" กับ "การปรุงแต่งเรื่องที่โกรธ"
ถ้ายิ่งรู้ไวเท่าไรอารมณ์โกรธก็จะดับลงได้ไวเท่านั้น

และถามต่ออีกว่า "เป็นไปได้มั้ยว่าจิตจะปรุงแต่งต่อไปอีก"..
บอกได้เลยว่าจิตต้องปรุงแต่งเรื่องที่โกรธต่อไปอีกแน่นอน....
จุดสำคัญตรงนี้ก็คือ เมื่อจิตปรุงแต่ง ก็มีสติรู้ชัดว่าปรุงแต่ง โดยรู้ว่าจิตมีการปรุงแต่ง แต่ไม่ใช่ไปช่วยจิตให้ปรุงแต่งต่อไปนะ...


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.154:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.53 เวลา 20:22
 ความคิดเห็นที่  120



ผมได้จัดทำแบบจำลองการทำงานของจิตขึ้นมา
หวังว่าจะทำให้คุณพลเรือนเข้าใจได้ดีขึ้น
แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตตามเวลาที่เปลีี่ยนไปตั้งแต่เมื่อมีรูปเข้ามากระทบจนกระทั้งจิตหยุดการปรุงแต่ง

ขยายให้ดู...แต่ในความจริงมันสั้นมากกกกกกก.......จนเราไม่อาจแยกออกได้

จากภาพ
ระยะเวลาจาก ๑. - ๒. นั้นสั้นมาก
แต่ ระยะเวลาจาก ๒. - ๓. นั้นยาวกว่า ถ้ายิ่งฝึกมากระยะเวลาช่วงนี้จะสั้นขึ้น(ยิ่งสั้นยิ่งดีนะ)
แต่โดยปกติมนุษย์เราจะข้ามขั้นตอนที่ ๓. และ ข้อ ๕.ไป นั่นหมายถึงไม่สามารถมีสติรู้เวทนา(ไม่มีสติรู้อารมณ์โกรธของตัวเอง)
ผู้ที่ไม่รู้ในวิปัสสนาจะไม่ทราบการทำงานในข้อ ๓. และ ข้อ ๕. ซึ่งไม่มีศาสนาใดในโลกที่สอนให้รู้ในข้อ ๓. และ ข้อ ๕.

ระยะเวลาจากข้อ ๔. มาถึงข้อ ๕. ก็เช่นกัน จะยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับการฝึกวิปัสสนา


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.105:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 13:24
 ความคิดเห็นที่  121

จิตว่างก็จะไร้อารมณ์ เพราะอารมณ์เกิดเมื่อนำตัวตนเข้าไปอยู่ในวงจรต่างหาก
เมื่อมีปัญหา มองว่าเป็นเหตุการณ์อย่างหนึ่ง แล้วก็ปฏิบัติไปตามสามัญสำนึก
ที่ไม่ต้องนำตัวเองไปผูกติด มีความคิดว่า ผู้ที่ฝึกปฏิบัติ ในระดับสูงขึ้นไป จะทำสิ่งนี้ได้
(จิตว่าง) แต่ท่าน หน ดม ก็อาจจะบอกตามที่เขียนในรูปของ คห. ก่อน คือ จริงๆ แล้วไม่ได้ว่าง แต่เป็นเพราะช่วงเวลามันสั้นมาก จนเหมือนไร้ซึ่งอารมณ์

ยืนยันตามนั้น ไม่ได้เเพราะอาการดื้อด้าน หรือ ดื้อตาใส แต่มันคิดด้วยเหตุผลแล้ว
จักต้องเป็นเช่นที่บอกไปแล้ว

การยืนกรานทางความคิด ก็เป็นเรื่องหนึ่ง สำหรับตัวเองเป็นพวกสอนยาก
และเข้าใจอะไรยาก แบบว่ามีอวิชาครอบงำอยู่มาก (อัตตาสูงอีกต่างหาก)
ตรงนี้พูดจริงๆ มิได้ประชด เพราะการประชดเป็นเรื่องในละครหลังข่าว
ซึ่งในเรื่องจะเต็มไปด้วยการพูดจาแบบตะโกนตลอดเวลา มีอารมณ์ทั้งเรื่องเลย
ทั้งๆ ที่มันไม่เห็นต้องใสอารมณ์

ในชีวิตจริงของการทำงาน แม้จะต่างทางความคิด ก็ยังต้องปฏิบัติตามนโยบาย
แบบเต็มที่ เพราะคิดว่า การมีวินัยในการทำงาน คือ คุณสมบัติขั้นพื้นฐาน
ที่คนทำงานทุกคน พึงมี



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.122.239.152   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 14:44
 ความคิดเห็นที่  122

แผงหนังสือในตอนนี้ มีหนังสือเกี่ยวกับธรรมะออกมามากมาย
มีผู้เขียนบางท่าน อายุยังไม่มาก เป็นสมมติสงฆ์ และกลายเป็นผู้มีชื่อเสียง
ด้วยการสอนธรรมะ แบบแหวกแนว เหมือนเอาใจตลาดวัยรุ่น

เขียนแบบล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงมาก ได้ยินคนพูดมาว่า
หากเขาเกิดในสมัยนั้น อาจไม่มีพระพุทธเจ้า (ทำนองนี้แต่ไม่เห็นข้อความ)

เหมือนกับคนเข้ามาเรียนในโรงเรียน แล้วก็ท้าดวลกับผู้ก่อตั้งโรงเรียนเฉยเลย

อาจดูเหมิอนใจแคบก็ได้ที่ยังคิดอยู่เสมอว่า คนที่จะรู้จริง พอที่จะมาสอนศาสนา
สอนธรรมะให้คนอื่นได้ ควรจะผ่านประสบการณ์ในชีวิยตมามากพอ และต้องเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส

และเมื่อเขาสามารถยืนหยัดมาได้จนวันนี้ จึงพอจะเชื่อถือได้ว่า เขารู้จริงพอที่จะบอกต่อคนอื่นได้

ทุกเรื่องในเวลานี้กลายเป็นเรื่องกระแส แม้แต่เรื่องธรรมะ ก็ยังไม่เว้น

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.122.239.152   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 14:52
 ความคิดเห็นที่  123


การปฏิบัติเป็นเรื่องของเราล้วนๆ
เราต้องรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนเป็นสำคัญ
คนอื่นเขาจะเขียนหนังสือขึ้นมาอีกร้อยล้านเล่มก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการปฏิบัติของเราในเวลานี้
ลองไปดูที่สวนสันติธรรม หนังสือธรรมมะจัดทำอย่างดีเยี่ยม มีแจกให้อ่านกันฟรีๆ
ค่าจัดพิมพ์หนังสือมหาศาลมาจากความศรัทธาที่มีต่อสาระภายใน
รู้สึกได้ถึงเมตตาที่ผู้ปฏิบัติพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ผมรู้ว่าตอนนี้คุณพลเรือนมุ่งไปที่การหาสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับตัวเอง
ไม่ได้มุ่งที่การฝึกจิตตนเอง หรือเรียนรู้กระบวนการทำงานของจิต
แต่ หน.ดม ยังตั้งใจเขียนเรื่องราวในกระทู้นี้โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดอย่างไร

หน.ดม ก็เป็นคนสอนยาก ผมไม่ทราบว่าคุณพลเรือนหรือ หน.ดม ใครมีอัตตาสูงกว่ากัน
ที่สำคัญอย่าเรียนรู้ธรรมมะด้วยการฟัง หรือการอ่าน แล้วนึกคิดเอา จะไม่ได้อะไร

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.50.123   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 16:55
 ความคิดเห็นที่  124

มุ่งหมายที่การไม่กลับมาเกิดอีก โปรดสังเกตุว่า ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะ เนื่องจาก
เกรงว่าจะผิดหลัก จึงจะเขียนแบบที่ตัวเองเข้าใจ ในลักษณะภาษาพูดทุกครั้ง

วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้น ต่างหาก ที่อาจมองต่างกัน

อยากได้สภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับตัวเอง แต่มันเป็นไปได้ยาก หรือแทบจะไม่ได้
เลยในชีวิตจริง เนื่องจากว่า โลกนี้วุ่นวายหนอ

เมื่อเป็นดังนั้นจึงพยายามจะมองสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องปกติ พยายามที่จะอยู่ได้
โดยไม่รำคาญใจกับสภาพแวดล้อม

การที่จะคิดให้ได้แบบนั้นก็คือ ทำอย่างไรให้มองว่า สรรพสิ่งไม่จีรัง
ความได้ ความไม่ได้สิ่งที่พึงประสงค์ มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า ของเทียม
ที่เราไม่อาจยึดไว้ได้ เพราะตัวเราเองก็ยังต้องเป็นภาระ คนข้างหลังในการจัดการ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมในยามมีชีวิตจะต้องไปยึดติด ทุกเรื่องราวด้วยเล่า

สิ่งที่พูดมานี้ ทางพระพุทธศาสนา ท่านมีวิธีการฝึกฝนให้เข้าไปถึงจุดนี้ได้
แต่ว่าบุคคลจะมีวิธีการเฉพาะที่จะไปถึงจุดนั้นด้วยตนเอง เหมือนกับเราเรียนวิชาใด
วิชาหนึ่ง เรามีอุบายที่จะทำความเข้าใจในแบบฉบับของเรา คนอื่นก็มีวิธีของเขา
จะเข้าถึงได้มากน้อย อยู่ที่กำลังสติ ปัญญาของแต่ละคน

การที่ ท่าน หน.ดม. กรุณาอธิบายหลักให้ฟัง หรือ คำแนะนำทั้งหลาย ก็คือการถ่ายทอด
สิ่งที่ท่านเข้าใจ และ นำไปใช้ปฏิบัติได้ผล ในส่วนตัว เพื่อให้ผู้อื่นรับทราบและนำไป
ใช้ปฏิบัติด้วย แบบนี้ไม่ควรเป็นอัตตา เพราะคนละกรณีกับการที่คนเรามักจะยึดความคิด
ของตนเอง แบบไม่ได้คิดจะให้คนอื่นได้อะไร นอกจากคิดเหมือนกับเรา

ส่วนคนที่มีวิธีการของตนเอง หรือพยายามหาวิธีการ ของตนเอง ก็ไม่น่าเป็นอัตตา
เขาต้องพึ่งพาตนเองในการไปสู่จุดที่ต้องการของชีวิต (การหลุดพ้น) การที่ยังหาวิธีไม่พบ
เพราะคิดว่า มันน่าจะมีทางอื่นสำหรับตนเอง ก็ไม่ควรนับเป็นอัตตา เช่นกัน เพราะว่า
เขาไม่ได้จำกัดว่า ผู้อื่นจะต้องใช้วิธีเดียวกัน

ไม่ยึดติดวิธีการ ไม่มุ่งหวังผลสำเร็จ แค่ขอให้ได้ในระดับที่ว่า ไม่ยึดในทุกข์มากไป
ความทุกข์ลดน้อยลงในแต่ละเรื่องราว ระยะเวลาของความทุกข์มันสั้นลงเรื่อยๆ
จนที่สุดมองทุกเรื่องเป็นเรื่องธรรมดา คิดว่ามุ่งเพียงแค่นี้ก่อนในเบื้องต้น
ก็คงไม่เลวเกินไปนัก ...... จริงไหมคะ ?


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.122.239.152   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 19:11
 ความคิดเห็นที่  125


บางช่วงบางตอนของชีวิตที่มีปัญหานานับประการรุมเร้า ถาโถมเข้ามาชนิดตั้งตัวไม่ติด
ก็ยากที่จะทำใจรับสถานการณ์ได้...

อาจต้องปลีกวิเวก เพื่อให้กาลเวลาช่วยบรรเทาให้อะไรต่อมิอะไรดีขึ้น โดยเฉพาะความรู้สึกของปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา

เมื่อก่อน หน.ดม เคยเชื่อว่าศาสนาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แต่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเองเลย

อาจเป็นเพราะเรามีความมั่นใจว่าสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาในระบบของเราได้

ผมรู้ว่าวิธีการศึกษาเรียนรู้นั้นเหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่เหมือนกัน (เพราะถ้าผมไม่รู้ตรงนี้ก็แย่แล้ว)

แต่ผมวิเคราะแล้วสำหรับคนที่ความคิดกระจาย ความโกรธวิ่งจี๊ดดดอย่างคุณพลเรือนนั้น ต้องด้วยวิธีนี้จึงจะเหมาะที่สุด

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.184:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.53 เวลา 22:46
 ความคิดเห็นที่  126

ติดตามอ่านอยู่ตลอดครับ เป็นการสนทนาธรรมที่น่าสนใจมาก ขอโมทนาด้วยครับ

พี่หน.ดม เรียนกับพระอาจารย์ปราโมทย์ มานานแล้วหรือครับ
เท่าที่ทราบ สันตินันท์ คือนามปากกาของพระอาจารย์ปราโมทย์ เมื่อครั้งเป็นฆารวาส
ผมได้มีโอกาสอ่านประวัติของท่านอาจารย์ปราโมทย์ เมื่อไปที่วัดป่ามญีกาญจน์ ที่บางกรวย
นนทบุรี ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่สาคร ลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น เป็นผู้สร้าง ไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ม.ค.53
ครั้งหลังไปทำบุญอีก ก็ได้หนังสือธรรมะของ กฟน. ซึ่งมีประวัติและ "บันเทิงธรรม" ของ
พระอาจารย์ปราโมทย์ด้วย อ่านแล้วน่าสนใจมาก ท่านเรียนกับหลวงปู่ลี วัดอโศการามตั้งแต่
อายุ 7 ปีได้อานาปานะสติแล้ว ทำให้เห็นอะไรๆแปลกมาตลอด แล้วมีโอกาสได้เรียนธรรมะ
กับหลวงปูดุลย์น่าสนใจมาก

ผมเองไม่เคยไปนมัสการท่าน อยากไป จะพยายามหาโอกาสไปครับ


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 12:58
 ความคิดเห็นที่  127

คุณพลเรือนกล่าวถึงการไม่อยากกลับมาเกิดไว้ถึง 2 ครั้ง

1."...การไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว เป็นเป้าหมาย ที่ตั้งขึ้นมาก่อน แล้วก็ย้อนกลับมาหาวิธีการ..."
2."มุ่งหมายที่การไม่กลับมาเกิดอีก โปรดสังเกตุว่า ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะ เนื่องจาก..."

แสดงให้เห็นว่ามีความมุ่งหมายที่ชัดเจน มุ่งมั่นอย่างยิ่ง จึงอยากจะแชร์ประสบการณ์
อย่าหาว่าสอนเลยนะครับ หากสิ่งนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างก็ถึงว่าได้บุญแล้วครับ

การจะไปยังจุดมุ่งหมายนั้น ก็ต้องรู้ก่อนว่าเราอยู่ที่ไหน อันนี้มาจากหลักการทหารปืนใหญ่ครับ
เราต้องรู้พิกัดที่ตั้งปืนเสียก่อนจึงจะยิงถูกเป้า ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะปรับอย่างไรให้เข้าเป้า

ถ้าพูดถึงหลักธรรมะ (ตามที่ผมเข้าใจ) ก็ต้องพูดถึง สติ ต้องรู้ตัวเองเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร
อยู่ตรงไหน มิฉะนั้นจะไม่รู้ว่าจะปรับการยิง ปรับวิธีคิดวิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะเข้าเป้าได้

อันนี้มาจาก โพชฌงค์ 7 คือ 1.สติ (ความรู้สึกตัว) 2.ธัมมวิจยะ (ความสอดส่องสืบค้นธรรม)
3.วิริยะ (ความเพียร) 4.ปีติ (ความอิ่มใจ) 5.ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) 6.สมาธิ (ความมีใจตั้ง
มั่น จิตแน่วในอารมณ์) 7.อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง)
ซึ่งธรรมะนี้เป็นหนึ่งใน มหาสติปัฏฐานสูตร ฟังดูแล้วยากหน่อย เอาง่ายๆดีกว่า

ยกตัวอย่าง

"ตามไปดูความรู้สึก ณ ขณะที่โกรธ ไม่พอใจ ก็จะพบว่า เป็นเพราะไม่ได้ดังใจทั้งสิ้น
นั่งทำงานแล้วมีคนนั่งเคาะขา เป็นจังหวะ ก็ทนไม่ได้
พระก็สอนบอกว่าให้นำใจไปทางอื่น ขาเขาอยู่ของเขาดีๆ เราไปยุ่งเอง"

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ คือมีสติรู้ให้ได้เสียก่อน (สติ)

โดยปกติเมื่อมีสิ่งกระทบ (การเคาะขา) เราก็จะตัดสินใจทันที ตามประสบการณ์ที่เรามีอยู่ใน
สมอง คือโกรธ แล้วก็ขณะเดียวกันก็หาทางที่จะหยุด สิ่งกระทบนั้นให้ได้ (ไปเอาปืนมายิงมัน
ดีไหมเนี่ย) หากตัดสินใจผิดพลาด อันนี้ทำให้เกิดกรรมตามมา จะไม่สามารถ ไม่กลับมาเกิด
อีกได้

ทางที่ดีคือ อย่าเพิ่งตัดสินใจทันที ให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อน (ธัมมวิจัย) เพราะว่าการเคาะขา
นั้นอาจจะ เป็นการกระตุ้นไม่ให้ตัวเขาหลับ (ขณะนั้นเขาง่วงมากๆ) เพื่อให้สามารถทำงานเสร็จ
ทันเวลา และงานนั้นก็อาจจะส่งผลดีต่องานของคุณพลเรือนให้ดีขึ้นก็ได้

เริ่มต้นจากการมีสติรู้เสียก่อน หากไม่มีสติรู้ ก็จะไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
ชัดเจน ฉะนั้นจึงต้องตอบสนองสิ่งกระทบนั้นไปตามกรรมเวร วนเวียน โกรธกันไปโกรธกันมา
เรื่อยไป จองเวรจองกรรม เกิดภพเกิดชาติ แล้วก็ถูกบังคับให้กลับมาเกิดใหม่ตามเวรกรรม
ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ คือ การไม่กลับมาเกิดอีกได้

เริ่มต้นง่ายๆ ที่การมีสติรู้ อยู่ตลอดเสียก่อนนะครับ แล้วทุกอย่างจะง่ายเอง




ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 13:41
 ความคิดเห็นที่  128

ถ้าจะเริ่มต้น ก็ให้ฝึกสติกันก่อน

คือจะฝึก อานาปานะสติ เหมือนพระอาจารย์ปราโมทย์ ก็ได้ครับ
หรือจะฝึก เจริญสติ ตามสายหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ก็ได้ครับ
จากนั้นก็จะสามารถพัฒนาไปสู่การฝึกขั้นสูง ยิ่งๆขึ้นไป

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 13:52
 ความคิดเห็นที่  129

หนังสือ แด่เธอผู้รู้สึกตัว นี้ผมเคยซื้อมาอ่านตั้งแต่ปี 28 ก่อนเข้าเตรียมทหาร
สนใจและฝึกปฏิบัติบ้าง แต่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก ตอนได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศก็เอา
ไปด้วย แต่เอาไปทำหายที่ต่างประเทศ เสียดายมาก

กลับมาเมืองไทยก็ตามหาหนังสือเล่มนี้อีก แต่ก็ไม่เคยเห็นในร้านหนังสืออีกเลย
จนกระทั่งไปเสาะหาที่วัดสนามใน บางกรวย นนทบุรี เมื่อปี 50 เสียดายที่หลวงพ่อ
ท่านมรณภาพไปแล้ว ผมไม่ได้มีโอกาสกราบท่าน ก็ได้หนังสือเล่มนี้มา
แล้วก็ฝึกมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อมีเวลา เมื่อต้นปี 53 ก็รูสึกว่าได้ผลดี เหมือนดั่งที่
หลวงพ่อได้กรุณาสั่งสอนไว้ในหนังสือครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:06
 ความคิดเห็นที่  130


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:08
 ความคิดเห็นที่  131


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:09
 ความคิดเห็นที่  132


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:10
 ความคิดเห็นที่  133


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:11
 ความคิดเห็นที่  134


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:12
 ความคิดเห็นที่  135


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:13
 ความคิดเห็นที่  136


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:14
 ความคิดเห็นที่  137


หลวงพ่อเทียน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 14:15
 ความคิดเห็นที่  138

การมีสติรู้อยู่ตลอดเวลานั้น เริ่มต้นที่รู้กาย อิริยาบถ และการเคลื่อนไหว ของกายเราเสียก่อน
คือเป็นสติเริ่มต้น ของ มหาสติปัฎฐาน4 คือ กาย-เวทนา-จิต-ธรรม

คือให้รู้ทุกอย่างที่เราทำอยู่ ถ้าฝึกตามแบบหลวงพ่อเทียน ก็ให้รู้ทุกท่าที่เรากำลังฝึกอยู่ทั้ง 15 ท่า

รู้การเคลื่อนไหวคือยังไง ก็คือให้คิดตามเมื่อเกิดอิริยาบถนั้นขึ้น เช่น พลิกมือขวา ก็คิดตาม
ทันทีว่า "ขณะนี้เราพลิกมือขวาอยู่" เมื่อทำท่าต่อไปก็ให้คิด คิดนะครับคิดตามทุกๆอย่างที่เรา
กระทำ "ขณะนี้เรายกมือขวาสูงขึ้นข้างตัว" (เมื่อฝึกไปแล้ว ก็อาจไม่ละ คำว่า "ขณะนี้เรา")
คิดตามทุกอย่าง ไม่ว่าจะฝึกอยู่ เดินอยู่ ก็ให้คิดตามเท้าได้ คือ เมื่อก้าวเท้าซ้าย ก็คือตามว่า
ก้าวเท้าซ้าย เมื่อก้าวเท้าขวา ก็คิดตามว่า ก้าวเท้าขวา มือจับแก้ว ก็คิดตามว่ามือจับแก้วอยู่นะ
ทำอะไรอยู่ก็ให้คิดตาม สิ่งที่เราทำทุกอย่างให้ทัน มันอาจจะมีหลุดบ้าง ทำอะไรไปโดยไม่ได้
คิดตาม เขาเรียกว่าอาการหลง ไม่รู้สึกตัว เมื่อนึกขึ้นได้ก็ให้กลับมา คิดตามใหม่ทันที
จิดจะอยู่ มีสติรู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อรู้อยู่ตลอด สติจะเร็วขึ้น ความคิดจะเร็วขึ้น ทันกับการกระทำ
หรือความคิดอื่นๆ หรือทันสิ่งที่มากระทบ

ขับรถอยู่ก็ทำได้นะครับ พลิกมือไปเรื่อยๆ หรืออาจจะวางมือที่ตัก ก็ให้คิดตามว่าวางมือที่ตัก
พลิกมือขึ้น ก็ให้คิดตาม ว่า พลิกมือขึ้น แล้วก็ให้วางมือลง ไม่ต้องทำทั้ง 15 ท่า เดี๋ยวคนเขา
จะหาว่าบ้า แต่ถ้าเขาว่าก็ไม่เป็นไร เราปฏิบัติของเราไป ผลเราได้กับตัวเราเอง ไม่ต้องให้คนอื่น
มาบอก

เมื่อรู้กาย แล้วก็ฝึกต่อไป รู้เวทนา คือรู้อารมณ์ความรู้สึก ณ เวลานั้นๆของเรา เมื่อมีอารมณ์
ความรู้สึกเกิดขึ้นก็ให้รู้มันทันที (คิดตามทันที ว่า เราดีใจอยู่นะ เราเสียใจอยู่นะ)
เช่นถ้า เขาเคาะขา แล้วเราโกรธ ก็ให้รู้ตัวทันที ว่าขณะนี้เรารู้สึกโกรธอยู่นะ เมื่อฝึกบ่อยๆเข้า
มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติครับ แรกๆก็จะรู้ไม่ทันมัน โกรธไปแล้ววันหนึ่ง ถึงรู้ว่าเราโกรธ
ฝึกบ่อยๆเข้าจะรู้ทันที ณ เวลาที่เริ่มโกรธ เห็นอาการของกาย อาการของจิต ทันที เมื่อนั้น
เราก็จะใช้ ธัมมวิจัย คิดพิจารณาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะก่อกรรมก่อเวรต่อไปอีก

ต่อจากนั้นก็ รู้จิต แล้วก็รู้ธรรม ปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้น เพื่อผลอันพึงปรารถนาต่อไปครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.173.111   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 15:05
 ความคิดเห็นที่  139


ผมมีพื้นการปฏิบัติมาจาก อ.บุญเลิศ มาก่อน อ.บุญเลิศ สอนให้ดูเวทนาแต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร
ไม่ใช่ อ.บุญเลิศสอนไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะผมยังไม่สามารถเข้าใจที่ท่านสอนได้
ประกอบกับมีเวลาน้อยมาก(๑๓ วัน)ที่ได้เรียนรู้จาก อ.บุญเลิศ
จากคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยแม้แต่น้อยเป็นการรู้ใหม่ทั้งหมด
แต่ยังดีที่เป็นการสนทนาแบบสองต่อสอง มีอะไรสงสัยก็สอบถามได้ทันที
ก่อนที่จะลาสิกขาได้ปรารบกับท่านว่าชีวิตเราต่อจากนี้มุ่งไปถูกทางแล้วหรือ
ท่าน อ.บุญเลิศ แนะนำให้ผม"บวชใจ"ต่อไป ตอนนั้น ปี ๓๒
เกือบลืมบอกไปว่า อ.บุญเลิศ ท่านมุ่งสู่การบรรลุไม่ได้สอนในสำนักใดโดยเฉพาะ
ท่านอยู่ไม่เป็นที่เป็นทางหาตัวยากมาก (บางครั้งกลางวันท่านมาสอนเณรที่วัดกลางคืน
กลับไปนอนที่ป่าช้าบ้าง ปักกลดอยู่ตามป่าเขาบ้างไม่ค่อยมีใครรู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน)

ต่อจากนั้นมิได้ใส่ใจคำสอนจากอาจารย์ท่านอื่นอีกเลย
จนเมื่อปี ๕๑ เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ฟัง CD อ.ปราโมทย์ ผมได้ยินครั้งแรกนึกว่าเป็นเสียงท่าน อ.บุญเลิศ

ผมเคยไปที่สวนสันติธรรมมาแล้ว ๒ ครั้ง ส่วนใหญ่ใช้วิธี Download ไฟล์เสียงจากอินเตอร์เน็ตมาฟังจะสะดวกกว่า
และยังถึงเวลาที่จะไปส่งการบ้านเพราะปัจจุบันรู้ตัวเองอยู่ว่าเหตุผลการปฏิบัติของเรามันบกพร่องตรงไหน
และปัจจุบันก็มีนักปฏิบัติจอมปลอมมาส่งการบ้านโอ้อวดสรรพคุณของตัวเองกันแยะแล้ว

ที่ท่าน ถ.ได้แนะนำให้นั้นถูกที่สุดเลย ต้องทราบพิกัดที่ตั้งยิงที่ถูกต้องก่อนนะไม่งั้นยิงไม่ถูกเป้าหรอกครับ
มีสติรู้ในกาย รู้เวทนา ต่อไป ตรงนี้ละที่ท่านพลเรือนต้องปรับ อีกนิดเดียวเท่านั้นนะรู้ให้ได้จะเกิดประโยชน์ต่อไปอีกมหาศาล
หลังจากนั้นจะหมดหน้าที่ของ หน.ดม แล้ว 555


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.196.32:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 12 ก.ค.53 เวลา 21:00
 ความคิดเห็นที่  140

เครียดๆ ขำๆ ก็เป็นธรรมะ

กระทู้นี้นับว่าโชคดีที่มีผู้ให้ความสนใจ ถึงขั้นที่จะถ่ายทอดความรู้และ
ประสบการณ์ของท่านเอง มาเล่าสู่กันฟัง

หากไม่มีความเห็นของท่านๆ กระทู้นี้จะไร้สาระโดยสิ้นเชิง (เพราะข้าพเจ้าคงเขียนไป
เรื่อยเปื่อย มั่วซั่ว )

มีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ทางภาคเหนือ ตอนแรกมาทำงานมูลนิธิ ทางพระพุทธศาสนาที่ กท.
แต่ภายหลังต้องกลับไปช่วยงานทางบ้าน ก็เล่าให้ฟังว่า ที่หมู่บ้านเขามีวัดเล็กๆ
เดิมมีพระภิกษุ หนึ่งรูป มีสามเณร สอง หรือ สามรูป แล้วแต่โอกาส

ขณะนี้มีปัญหา เพราะพระรูปนั้นท่านไปศึกษาต่อ (ทางธรรม) ทีวัดก็เหลือสามเณร
๒ รูป อีกรูปหนึ่ง ก็คงจะอยู่ไม่นาน เพราะจะสึกไปเรียนต่อ (ทางโลก)
ก็จะเหลือสามเณรแค่ ๑ รูป ในวัดนั้น

ยังคุยกับเขาว่า น่าจะลองหาพระทางอินเตอร์เน็ตดู เผื่อว่ามีพระที่ท่านจะไปปฏิบัติที่นั่น
อบรมสั่งสอนสามเณร แล้วก็สอนชาวบ้านให้ ศึกษาธรรมะ ซึ่งยังคิดรูปแบบไม่ออก
สามเณร ท่านก็ต้องการหาอาจารย์เพื่อสั่งสอนท่านเหมือนกัน ตอนนี้ที่ทำไปบ้างแล้วก็คือ
ส่งหนังสือธรรมะ ไปหลายเล่ม โดยมากเป้นการเขียนเชิงนามธรรม เลือกที่เนื้อหา กลางๆ
ไม่เอนเอียงไปด้านที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด

ที่กำลังคิดจะทำต่อไปก็คือ อาจจะส่งหนังสือไปเพิ่ม คราวนี้จะส่งของท่านพุทธทาสไป
(พระบางรูปท่านบอกว่าอ่านเข้าใจยาก) พระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช
พวกพุทธประวัติที่อ่านไม่ยาก ฉบับการ์ตูน จัดทำเป็นโครงการห้องสมุดวัด
ที่คิดแบบนี้เพื่อให้ชุมชนให้ความสนใจที่วัด ลักษณะการสร้างกิจกรรม เพื่อก่อให้เกิด
สิ่งที่เรียกว่า ความเคลื่อนไหว หรือ ไดนามิคส์ นี้ ทางวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นการสร้างพลังงาน สร้างงาน หากทางฮวงจุ้ย ภูมิปัญญาโบราณ (มิใช่ไสยะ) คือการปรับ
ตัวตามสภาวะแวดล้อม ก็เป็นการสร้างกระแส หรือ ชี่ เรื่อยๆ จะก่อเกิดเป็นพลังกุศล
ดึงให้สิ่งดีๆ ไปสู่ที่นั่น และ ชุมชนได้

.... ลืมไป กำลังจะไปหาเทปสอนเรื่องการปฏิบัติ ของ อจ.ปราโมทย์ หรือ ส่งไปให้สามเณรด้วย ซึ่งจะอัดเสียงจาก ซีดี ลงเทป อีกทีหนึ่ง เพราะคิดว่าทางวัดอาจมีปัญหาเรื่องเครื่องเล่น ซีดี .... หนังสือบางเล่ม เช่น ของพระมิสซุโอ เควสโก (พระญี่ปุ่น แต่มาบวชเมืองไทยได้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ) ซึ่งจะเน้นเรื่องคำพูดง่าย ๆ และ สอนเรื่องการปฏิบัติเบื้องต้น
แบบไม่ซับซ้อน .....


ยังไงต้องขอบคุณทุกท่านที่กรุณาเข้ามาเขียนความเห็น ซึ่งเปิดรับทุกความเห็น
ทุกประเภท ทุกอารมณ์....
เพราะเชื่อมั่นว่า .... เครียด หรือ ขำ ก็เป็นธรรมะได้ค่ะ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 07:06
 ความคิดเห็นที่  141

เรื่องนี้เคยเล่ามาแล้ว ... แต่วันนี้มีภาคต่อ

เป็นเรื่องในสมัยโบราณ ของจีน ท่านขุนนางระดับสมุหนายก ออกบวช
เพราะรู้สึกว่า

ชีวีนี้มิพร่อง เติมเต็มแล้ว
พร้อมทั้งลูกแก้ว และมิ่งขวัญ
อีกยศศักดิ์สินทรัพย์นับอนันต์
ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็กลัวเกรง

บริวาร นับไป ไม่รู้จบ
มิตรสหายคบหาหลายล้านเข่ง
เสวยสุข สโมสร แสนสุดเซ็ง
จักขอเล็ง ความสุขใจ ในรสธรรม

ดังนั้นก็เลยออกบวช




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 08:10
 ความคิดเห็นที่  142


ส่งจิตไปทางภาคเหนืออีกแล้วนะ
จิตท่านพลเรือนท่องยุทธจักรไปเรื่อย
ท่าน ถ.กำลังพูดถึงพิกัดที่ตั้งยิงซึ่งหมายถึงให้มีสติรู้ที่จิตของท่านเองก่อน

เช่นกำลังอ่าน...มีสติรู้ว่า..มีรูปของตัวอักษรที่ท่านพลเรือนเห็นอยู่ภายหน้านี้
ตัวอักษรนี้เป็นเพียงรูปที่เข้ามากระทบทางสายตาของท่าน
ตอนนี้ท่านพลเรือนต้องมีสติรู้ให้ได้ว่า จิตของท่านทำงานในมิติไหนอยู่
เช่นรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำงานในมิติของการคิด
แต่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า"ตอนนี้ฉันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่"
และในขณะที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าคิดเรื่องอะไร จิตก็วิ่งไปคิดเรื่องอื่นต่อไปอีก(ตรงนี้คือธรรมดานะ เป็นธรรมดาของจิต)
ให้ดูแผนภาพใน คห.ที่ ๑๒๐ ประกอบนะ
แล้วพยายามรู้สึกให้ไวว่าหลังจากที่รูปเข้ามากระทบแล้ว อารมณ์อะไรเกิดตามมา
พยายามทำให้รู้ได้อย่างนี้บ่อย ๆ แต่มันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ได้ตลอดเวลานะ
ขอให้มีสติรู้ตรงนี้ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน
แรกๆอาจต้องจงใจที่จะรู้ แต่ฝึกบ่อยๆจิตจะจำสภาวะได้แม่นยำขึ้น
คำว่า "จำสภาวะได้" ก็คือ รู้หน้าที่ว่าเมื่อมีรูปเข้ามากระทบเขาต้องมาทำหน้าที่อยู่ตรงนี้(ประมาณนั้นนะ)

วัดจะเจริญหรือตกต่ำอยู่ที่ความศรัทธาต่อพุทธศาสนาของคนรอบๆวัด
หรือความศรัทธาที่มีต่อพระในวัดนั้นๆ ต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อน
ถ้าเขาไม่ศรัทธาต่อให้เราหาอะไรไปใส่ไว้ก็ไปไม่รอดหรอก
ได้แค่ความเคลื่อนไหว หรือ ไดนามิคส์ที่เป็นของเก๊ ไม่ยั่งยืน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.191.246:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 11:37
 ความคิดเห็นที่  143

อ้าว ก็ทีจิตของท่าน หน ดม ยังมาแถวๆ กระดานนี่ได้เลย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเครื่อง
ก็มาแล้ว จะให้จิตผู้อื่น สงบนิ่งอยู่ได้ยังไงกัน (ไม่เข้าใจ)

หลังจากที่ท่านสมุหนายก
เลี้ยวชีวิตวกสู่ธรรมสถาน
คิดว่าตน พ้นซึ่งกิเลสมาร
ตำแหน่งสมภารคงอยู่ใกล้ แค่ปลายมือ....

เอ้าไหนว่านิ่ง ทำไมห่วงตำแหน่งสมภารก็ไม่รู้.... ยังไม่จบ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 12:34
 ความคิดเห็นที่  144


5555555 ......โห...!!! มันย้อนกลับมาได้ไง....5555555

จิตสงบนิ่ง...................คือ........สมถะกรรมฐาน
จิตรู้สภาวะที่กำลังเกิด....คือ .......วิปัสสนา

สมถะกรรมฐานทำให้จิตสงบ......แต่ไม่ทำให้เกิดตัวรู้(ปัญญา)ได้ไงละครับ

เหตุผลที่ท่านพลเรือนถามมานั้น หน.ดม ได้อธิบายไว้ใน คห.ที่ ๑๐ อย่างแจ่มแจ้งแต่แรกแล้ว
( คห.ที่ ๑๐ สำคัญต้องเข้าใจก่อน อย่าอ่านผ่านๆ )

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.4:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 13:36
 ความคิดเห็นที่  145

พี่หน.ดม คุณพลเรือนเขาออกตัวซะขนาดนั้น ยังจะไปธรรมะอยู่ได้
เขาชวนพี่ไปเที่ยวภาคเหนือ ไปหาเพื่อนเขาที่กำลังจะช่วยวัดเล็กๆแห่งหนึ่ง
และ ลืมไป กำลังจะไปหาเทปสอนเรื่องการปฏิบัติ ของ อจ.ปราโมทย์ ด้วย
จะไม่ช่วยอนุเคราะห์เธอหน่อยหรือ ใจร้ายจัง 555

ผู้ส่ง  555    email     url     ip  124.121.175.43   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 14:14
 ความคิดเห็นที่  146

โห เจอคนเหมือนจะรู้จริงเข้าแล้ว ส่วนจะเป็นคนจริงหรือเปล่า ยังตอบไม่ได้
เพราะ ข้อมูลไม่เพียงพอ

ว่างไหมละคะ ถ้าว่างก็ไปด้วยกันเลยก็ได้ ชวนคนที่มีความพร้อมทางปัจจัยไปด้วย
เตรียมเงินไปเยอะๆ เตรียมของไปด้วย เพราะมีวัดอีกหลายแห่งที่จะสร้าง
บางแห่งยังไม่มีถนนขึ้นวัดเลย บางที่แทนที่จะมีคนไทยอยู่ กลายเป็นที่ของคนต่างชาติ
มายึดพื้นที่ และ ฯลฯ

พอเจอฝนตกก็ดินถล่ม ทางขาด เดินทางไปไม่ได้

ถ้ามีความพร้อมจะไปเมื่อไหร่ นัดมาด้วย จะได้ติดต่อกับทางวัดให้ เขาติดต่อ
ท่านมาเอง

ขอบคุณล่วงหน้า

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 15:46
 ความคิดเห็นที่  147


ผมว่าวัด - พระ - ชาวบ้านที่นับถือพุทธ ในภาคเหนือ
เมื่อเทียบกับไทยพุทธใน ๓ จชต. แล้วยังมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่ามากกกกก
อีกอย่าง..ถ้าคนแถวนี้รู้ว่าผมไปช่วยเหลือไทยพุทธทางภาคเหนือละก็เขาต้องคิดอะไรต่อไปอีกแน่

เอาเป็นว่าคุณพลเรือนชวนเพื่อนเปลี่ยนทิศลงใต้มาดูไทยพุทธในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนดีกว่า
เช้าๆก็ทำตัวเป็นเด็กวัดสวมเสื้อเกาะกันกระสุนเดินตามหลังหลวงพี่ออกไปบินฑบาตร
ได้บรรยากาศกว่าไปภาคเหนือเป็นไหนๆ

ถ้าพร้อมเมื่อไหร่...จะนัดหมายทางวัดให้

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.115:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 20:03
 ความคิดเห็นที่  148

ตั้งหลักใหม่ อะไรมันจะสับสนขนาดนี้
เลยสงสัยว่า เขียนอะไรไป จนกลายเป็นเรื่องของความลำบากของวัดทางเหนือ
กับทางอื่นไปได้

ปัญหาของวัดนั้น เกิดเพราะขาดพระ เหลือแต่สามเณร
ซึ่งชาวบ้านโดยทั่วไป มักจะเชื่อถือพระมากกว่า

จึงอาจส่งผลให้ชาวบ้าน ไม่ค่อยไปที่วัด มากเหมือนตอนที่พระอยู่

การส่งหนังสือ เป็นห้องสมุดวัด มุ่งหมายสองอย่าง
อย่างที่หนึ่ง อยากให้มีกิจกรรม ระหว่างชาวบ้านกับวัด ในขณะที่ยังไม่มีพระ
อย่างที่สอง เมื่อได้ผลจากอย่างแรก อาจทำให้ มีพระ (ตรงนี้ค่อนข้างคาดหวัง
เป็นนามธรรม หวังเรื่องกระแส และคลื่นความคิด อย่าขำ มันเป็นไปได้)

ไม่ได้พูดว่าวัดลำบากเรื่องความเป็นอยู่ เพียงแต่บอกว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องปากท้อง

ที่ห่วงวัดเพราะกลัวจะโดนยึด ที่สุดชาวบ้านจะไกลจากศาสนามากไปอีก

เพราะยังคิดอยู่ตลอดว่า การที่คนไทยมีใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ดีกว่าการไปฝักใฝ่คิดนอกทาง อย่างอื่น

ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า เขียนเพื่อมุ่งเรื่องอื่น .... อันที่จริง ชั้นนี่นับว่า
เป็นผู้หญิงที่กระแดะน้อยที่สุดแล้ว ยืนยันได้ด้วยการทำคะแนนในหัวข้อเรื่องที่เขา
เกี่ยวกับ อัตราความเป็นหญิง ชาย มากกว่ากัน ชั้นได้คะแนน ๖๕ คะแนนเอง

คิดในแง่ดีก็คือ แปลว่ามีคนพยายามอ่าน ข้อความที่เขียนแบบตั้งใจมาก จนเก็บรายละเอียดมาได้มากมาย แต่อาจตั้งใจมากไปนิด จิตอาจปรุงแต่งเกินจริงไปอีกหน่อย
เลยกลายเป็นแบบนี้

วันหนึ่งมี ๒๔ ชม. มีเวลาอยู่บ้านประมาณ ๖ ถึง ๘ ชม. ที่เหลือเดินทาง
กับอยู่ที่ทำงาน สัปดาห์ละ ๖ วัน วันอาทิตย์เป็นวันเดียวที่ทำงานอยู่ที่บ้านได้บ้าง
ดังนั้น ก็เลยไม่เคยคิดจะไปไหน ยกเว้นว่ามีความจำเป็นจริงๆ

กระทู้นี้ตั้งใจจะให้คนหันมาเห็นความสำคัญ และ ค่าของพระศาสนา และ แผ่นดินเกิด
แต่อาจเขียนไม่ชัดเจนพอ ความตั้งใจก็เลยถูกมองข้ามไป


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 20:39
 ความคิดเห็นที่  149

นิทานเรื่องนั้นยังไม่จบ .... แล้วในที่สุด ก็มีมารมากวน สมุหนายกจนได้
บรรยากาศมันช่างคล้ายกระทู้ไม่ผิด

บุตรชายของสมุห์ฯ มาบอกว่า

ท่านพ่อครับ เกิดเรื่องใหญ่ ที่ใกล้บ้าน
หมุดปักปัน มันมีเท้า ย้ายที่ได้
พ่อต้องมา ช่วยขบคิด เพื่อแก้ไข
ทำอย่างไร ไม่ต้องเสีย ที่ให้มัน

.... พ่อบอกว่า ไปบอกนายก เหอะ ....

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.58   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 20:44
 ความคิดเห็นที่  150


น่าสนใจเรื่อง " ตัวชี้วัดความกระแดะ "
เป็นเรื่องใหม่...เพิ่งเคยได้ยิน
ขยายความหน่อยจิ...55555

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.4:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 13 ก.ค.53 เวลา 21:07
 ความคิดเห็นที่  151

ตัวชี้วัดความกระแดะ เป็นนามธรรม
มิอาจนำ ค่าตัวเลข เศษสรรได้
ต้องอ่านแล้วจับความเองจึงเข้าใจ
เจาะถึงนัยแห่งข้อความ จะรู้เอง .. เข้าใจมั้ย

ปี ๔๙ เคยมีการจัดผ้าป่าของประชาชนไปที่วัดใน ๓ จว.ชายแดน
กองละ ๓๕,๐๐๐ บาท ผู้เป็นแกนนำคือ วัดสุทัศน์ เทพวราราม

เพราะตอนนั้นข่าววัดภาคใต้รุนแรงมาก บางวัดเป็นวัดร้าง
พระทีวัดจะต้องร่วมมือกับชาวบ้านในการต่อสู้ปกป้อง วัดกันเอง

แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไป การส่งหนังสือ หรือ สิ่งต่างๆ
ของประชาชนในภาคอื่น ที่จะไปถึง สถานที่ที่เสี่ยงภัย
ควรมีการประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง

แล้วนี่แฟนพันธ์แท้ของชั้นตื่นหรือยังเนี่ย (ตั้ง ท่าน ๕๕๕ เป็นแฟนพันธ์แท้ กิตติมศักดิ์)
ยังไงต้องเข้ามาอีกนะ ชั้นละช้อบๆ แบบนี้ มันทำให้โอกาสหลุดพ้นใกล้เข้าไปอีก


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.201   ตอบเมื่อ 14 ก.ค.53 เวลา 07:18
 ความคิดเห็นที่  152

ลูกพกแห้วยกไร่กลับไปบ้าน
คิดหาวิธีการเพื่อสึกท่านพ่อ
เรื่องทางบ้านวุ่นวายจนใจท้อ
นักก่อการ ก่อกรรมร้าย หลายขบวน

วันรุ่งขึ้นลูกกลับไปใหม่....

ท่านพ่อครับ แย่แล้ว ละครานี้
มีคนเก่า รุ่นใหญ่วัย "ลมหวล"
รวมตัวกัน เป็นกรรม การก่อกวน
นับจำนวนอายุรวม สามพันปี

อาสามารื้อค้น ปนเปลี่ยนแปลง
ดับร้อนแรง แดงพบเหลือง ให้ยุติ...
พ่อชิงบอก let it be...don't worry..
ตั้งสามปี คนพวกนี้ ฤาอยู่ถึง...

สรุป พ่อไม่สึก โคต.ตะ.ระ ดื้อด้าน เหมือนนายกเลย





ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.201   ตอบเมื่อ 14 ก.ค.53 เวลา 07:31
 ความคิดเห็นที่  153


ในยามที่บ้านเมืองเกิดศึกสงคราม เราจะได้เห็น ชาวบ้าน - พระ - ทหาร ยืนหยัดร่วมกันต่อสู้อย่างกล้าหาญมาหลายยุคหลายสมัย

นั่นคือเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของทหารไทย ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่ง..ท่านมีคำสั่งให้.." ทหารออกไปจากวัด "
(เข้าใจเอาเองว่า...เพื่อลดเงื่อนไขบางอย่าง แต่เข้าทางโจร เต็มๆ)

ตอนนั้นละส่ำระสายมาก..แต่ด้วยความมีวินัย ทุกคนก็ปฏิบัติตาม

ตอนนี้กลับมาอย่างเดิม..ซึ่งได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ทหารกับวัด ห่างกันไม่ได้จิงๆ.....

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.150:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 14 ก.ค.53 เวลา 14:36
 ความคิดเห็นที่  154

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าเพราะรู้ตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงหมายถึงรู้รูปนามนะ
รู้รูปนามตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงคือไตรลักษณ์นั่นเอง
รู้ว่ารูปนามตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ไม่ใช่ตัวเรา
.....................................................................................................................
แค่ให้รู้ถึงคำว่า "รู้ตามความเป็นจริง" ก็ยากแล้ว
เพราะแรกๆ จะรู้บ้างไม่รู้บ้าง
และการรู้ครั้งแรกนั้นก็ไม่ใช้รู้ "ไตรลักษณ์" ได้ชัดเจนซะด้วย


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.226:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 15 ก.ค.53 เวลา 07:40
 ความคิดเห็นที่  155


คุณเห็นได้หรือไม่ว่า "ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราเอง"
มันก่อตัวเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เห็นว่ามันตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้เข้ามาอย่างไร
เห็นชัดว่ามันดิ้นรนต่อไปอย่างไร...
เห็นว่ามันแสดงอิทธิฤทธิ์ได้หลายมิติ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.9:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 16 ก.ค.53 เวลา 10:20
 ความคิดเห็นที่  156

พระฝรั่ง บอกว่า ผู้ที่ฝึกปฏิบัติ จะส่งผลให้สมองของเขาเปลี่ยนแปลงไป
แล้วก็บอกว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธแบบที่เข้าใจจริงๆ เป็นพุทธแท้ จะไม่มีวัน
เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นได้ คนที่เปลี่ยนไป นั่นเป็นเพราะไม่ได้เข้าใจอย่างจริงจัง

พระฝรั่ง(ที่เป็นพระดี) สอนได้เข้าใจเพราะมักจะนำตัวอย่างมาเปรียบเทียบกับ
ชีวิตประจำวัน ด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่าย

และการที่จะปฏิบัติได้ตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นจิตว่าง หรือแค่สงบนิ่งก็ต้องเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาเอง
ไม่อาจเกิดได้เพราะความเข้าใจ หรือ ความพยายามคิด ให้เป็นตามนั้น

เหมือนกับที่บอกว่า อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

เรื่องแบบนี้เป็นบุญวาสนา และ อาศัยความเพียรพยายามด้วย แต่ว่าจะใจร้อนก็คงไม่ได้




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.155   ตอบเมื่อ 16 ก.ค.53 เวลา 17:57
 ความคิดเห็นที่  157

วันนี้สมุหนายก ตกใจตื่น
ฟ้าร้องครีน ครวญคราง ฟังแล้วหนาว
ชะรอยว่า ในวันนี้ มีเรื่องราว
ลูกชายคงคาบข่าวร้าย ให้ยลยิน

พ่อ : วันนี้มีข่าวอะไร
ลูก : เป็นเรื่องเล็กๆ ก็แค่เว็บเราโดนปิด
พ่อ : เนี่ยนะเรื่องเล็ก
ลูก : ก็เป็นแค่เว็บเท่านั้น ไม่มีตัวตนสักหน่อย
พ่อ : ใครบอกว่าเป็นแค่เว็บ มันเป็นจิตวิญญาณของพ่อเต็มๆ เลย
ไม่บวชแล้ว เพราะแค่เว็บพ่อยังรักษาไว้ไม่ได้ แล้วจะไปรักษาอะไร
อย่างอื่นอีกได้ไง

บางคนคิดว่า ตนเองสามารถปลงตกได้แล้วทุกอย่าง นั่นเพราะเขายังไม่เคยพบ
สิ่งที่เป็นมารอย่างแท้จริง ครั้นเมื่อพบสิ่งเร้าเพียงเล็กๆ กลายเป็นว่าที่ผ่านมา
ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

การที่มนุษย์ ยังต้องมีการเวียนว่ายตายเกิด เหมือนกับที่มักเป็นคำถามยอดฮิตว่า
คนเราเกิดมาทำไม

หากให้ตอบด้วยเหตุผลตามวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจคำสอนใน
พระพุทธศาสนาได้ดีขึ้น ก็คือ การมาเกิดเป็นหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้
การฝึกตน ให้พัฒนาไปในทางที่จะยุติวงจรชีวิต การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเอง

เป็นแค่กระบวนการหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะหยุดได้หรือไม่ได้ อยู่ที่พฤติกรรมของคนๆ นั้น
และหากมีการปฏิบัตอย่างถูกทาง จะทำให้เขาสามารถย่นย่อวงจรของตนเองได้มากขึ้น



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.155   ตอบเมื่อ 16 ก.ค.53 เวลา 18:15
 ความคิดเห็นที่  158

สองวันก่อน ช่อง ๑๑ มีรายการหนึ่ง วิทยากรเป็นพระดัง อายุน้อย
พูดเกี่ยวกับ การบริหารจัดการ ให้กับผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐบาล

เนื้อหาในการบรรยายเต็มไปด้วยการยกตัวอย่าง ที่เป็นเรื่องของฝรั่ง
เช่น ความสำเร็จของสตีฟ จ็อบ คนคิดไอโฟน (ใช่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ)
ความสำเร็จเกิดจาก การล้มเหลวต้องออกจากบริษัทเก่า (แอ๊ปเปิ้ล)

แล้วก็ยังมีตัวอย่างในด้านนวัตกรรมของฝรั่ง ให้ความสำคัญในเรื่อง
การก้าวหน้าทางความคิด ในวิทยาการสมัยใหม่มาก

สงสัยทำไมรายการแบบนี้ จัดให้พระมาพูด เพราะฟังตั้งนาน
ยังไม่มีการพูดถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา เลย

ทำไมไม่บอกว่า ให้นำหลักการทำงานด้วยจิตว่าง มาใช้
จิตว่างก็คือ ดึงตัวเองออกมาจากงาน อย่าพะวงว่าทำแล้วกระทบตัวหรือไม่
แต่ทำเพราะสิ่งนั้นควรจะทำ นั่นแหละจะสร้างความเจริญให้องค์กรได้
มากกว่าจะไปเน้นเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นไหนๆ




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.155   ตอบเมื่อ 16 ก.ค.53 เวลา 18:26
 ความคิดเห็นที่  159

เรียกว่าจิตว่างก็ไม่ค่อยถูกเท่าไร...ต้องเรียกว่าจิตสงบ
ซึ่งเป็นผลเนื่องจากการหางานให้จิตทำ ไม่ให้จิตวิ่งไปรับอารมณ์อันไม่พึงประสงค์อื่นๆ
จนเข้าสู่อาการอย่างหนึ่งที่เรียกว่า"อัปปนาสมาธิ" หรือ "ฌาน" ซึ่งมีหลายระดับ
การฝึกตรงนี้เป็นสมถะกรรมฐานนะ เป็นการหาอุบายให้จิตไปทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
และเมื่อพ้นจากการปฏิบัติหรือออกจากฌานมาแล้ว จิต ก็จะกลับมาเป็นเช่นเดิมนั่นละครับ

ผู้ปฏิบัติตามแนวทางนี้จะหลงทางได้ง่ายเพราะ
- เกิดปิติในขณะที่จิตเข้าสู่ความสงบ หลงอยู่กับความสงบนั้น
- มักคิดว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นสูงเกินเลยความเป็นจริง
- จิตจะเกิดพลัง ทำให้หลงในพลังที่เกิดขึ้นนั้น
สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่การบรรลุมรรคผลตามที่พระพุทธเจ้าต้องการ
ผลที่ต้องการสุดท้ายคือการเห็นไตรลักษณ์

คนที่ไม่สามารถ ปลงตกได้จริง นั้นมีแยะมากครับ
เป็นสิ่งที่น่าเสียดายนะ
เสียดายที่อยู่ในจุดที่มีโอกาสที่ดีแล้ว(ดีกว่าพวกเรามาก)แต่ไม่สามารถผ่านไปได้
กิเลส(มาร)จะเริ่มก่อตัวในลักษณะต่างๆซึ่งแยบยลมาก
และคนที่ผ่านไม่ได้นั้นบางครั้งก็เพราะสาเหตุธรรมดาตื้นๆนี่เองเสียด้วย
ทำให้บางครั้งต้องคิดว่า......ไม่รู้ว่าอะไรมาบังหู-บังตาได้

ส่วนพระที่ไปมุ่งในเรื่องธุรกิจต่างชาติ มุ่งความสำเร็จในทางโลกนั้นท่านหลงภารกิจของสงฆ์ไปแล้ว
แต่คาดว่าสักระยะหนึ่งท่านคงคิดได้ เพราะท่านอยู่ใกล้ธรรมมากกว่าเราอีก

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.13:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 16 ก.ค.53 เวลา 20:27
 ความคิดเห็นที่  160

อันตรายมากตรงที่ ท่านกำลังโดนคนยกให้เป็น ผู้รู้ทางพระพุทธศาสนา
ระดับที่กำหนดหลักสูตรการสอนพระพุทธศาสนา ของกท.ศึกษาด้วย

เขียนหนังสือเกี่ยวกับ ปัญหาความรัก ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ คล้ายกับว่าพยายาม
เขียนประสบการณ์สมัยเป็นฆราวาส เพื่อเป็นบทเรียนสอนคน โดยเฉพาะวัยรุ่น
กลัวว่าจะกลายเป็นดาบสองคม

เวลาพูด พูดไปยิ้มไป ต้องดูเอาเอง อธิบายไม่ถูก กลัวจะบาปแล้วตกนรก

สมญานามขึ้นต้นด้วย ตัว ว.

เอาเป็นว่าเป็นความเห็นส่วนตัวดีกว่า ท่านอื่นพิจารณากันเอง

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 08:35
 ความคิดเห็นที่  161

การทำงานด้วยจิตว่าง เป็นคำพูด และคำอธิบายที่ได้จากหนังสือ เล่มหนึ่ง
ของท่านพุทธทาส

หนังสือของพระที่อ่าน มีหลายท่าน เช่น พระไพศาล วิศาโล ท่านพุทธทาส ซึ่งมีหลายเล่ม
พระมิตซูโอะ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช และมีบางเล่มของ พระปยุทธ ปยตโต(นั่นคือ กรณีธรรมกาย )

โดยมากจะอ่านจากเนื้อหา ที่ทำความเข้าใจ และ ตรงกับสิ่งที่เราคิด ไม่ได้ติดในตัวบุคคล

เพราะพระที่เอ่ยนามมานั้น หลายท่าน เราเองก็ยังข้อง ในการทีท่านจะไปเกี่ยวพัน
กับบุคคลบางคน พระบางรูป เป็นอดีตสหายกับพวก บ้านเลขที่ ๑๑๑ นักการเมืองหลายคน
และ นักเขียนหนังสือ ดังทางด่า อีกด้วย

ตอนแรกไม่คิดจะอ่านในบางเล่ม เพราะว่าอคติที่แรงเกินไป ได้หนังสือมาแล้วยังไม่ยอมเปิดอ่าน (มีคนให้มาก่อนหนึ่งเล่ม) จนวันหนึ่ง เปิดดูโดยบังเอิญ ก็พบว่าเนื้อหาในนั้น
เป็นประโยชน์ ไม่ใช่การสอนในแง่ปฏิบัติ แต่เป็นแนวปรัชญามากกว่า เป็นการสอนให้มองโลกในแง่ดี แม้จะอยู่ท่ามกลางกองไฟ

ท่านพุทธทาสเองก็เคยมีความสัมพันธ์ กับ นักเขียนหัวเอียงซ้ายสมัยหนึ่ง มีช่วงหนึ่ง ไม่อ่านหนังสือท่านพุทธทาสเลย เพราะว่าเกิดความระแวงสงสัยขึ้นมา เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์นั้น

ตอนนี้เลิกสนใจเรื่องตัวบุคคล อ่านแต่เนื้อหา นำบางอย่างที่อ่านมาจากหนังสือ
มาปฏิบัติ ในชีวิตจริง ซึ่งบางอย่างให้ผลดีได้จริงๆ ด้วย

ยังติดที่จะมีอาจารย์จากการอ่านมากกว่าจะไปศึกษาหรือปฏิบัติ เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ เรื่องเวลา ติดที่ ติดนิสัยบางอย่าง จึงกลายเป็นไม่มีครูที่ไหนเป็นเรื่องเป็นราว
แต่ก็คิดว่า เรามีพระพุทธเจ้าเป็นครู และเป็นที่พึ่ง เวลาคับขันก็จะนึกถึงท้งๆ ที่รู้ว่าค่อนข้าง
จะห่างไกลมาก ก็ตาม

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 10:11
 ความคิดเห็นที่  162

พอดีเมื่อวันที่ ๓ ก.ค.๕๓ หน.ดม ได้มีโอกาสไปฟังเทปธรรมมะที่ท่าว ว.ได้แสดงไว้
ในหน้า Facebook ของคุณ Natee Paji เรื่อง สติปัฏฐาน (ตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
คุณพลเรือนลองเข้าไปฟังดูก็ได้ ว่าจะคิดเหมือน หน.ดม หรือไม่)
: ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้
: ความคิดเป็นของเราเองไม่ได้ไปขโมยใครมาต้องกล้าประกาศ
: ขอโทษกัลญาณมิตรทุกท่านที่ต้องเอ่ยนามในเวปนี้อีกครั้ง
........................................................................................

Natee Paji ฟังเพื่อพ้นทุกข์

สติปัฏฐาน
www.dhammatoday.com
รายละเอียด : ทางสายเอกที่พุทธองค์ค้นพบเพื่อการดับทุกข์
03 กรกฎาคมเวลา 11:11 น. · แสดงความคิดเห็น · ถูกใจ · แบ่งปัน
ทั้ง Martin Fibbe และวีระศักดิ์ ว่องกสิกรณ์ถูกใจสิ่งนี้

Martin Fibbe ขออนุโมทนาสาธุ
ขอบคุณมากครับที่แบ่งปัน
สมัยพุทธกาลบ่อยครั้ง
หลังที่พระพุทธเจ้าเทศนา
จะมีผู้บรรลุธรรมทันที

แต่ปัจจุบันเหลือทางเดียวคือ
การปฏิบัติธรรม
เจริญสติปัฏฐานสี่
ทางสายเอก
เป็นทางเดียว
เพื่อการทำ
พระนิพพานให้แจ้ง

ตถาคตตรัสไว้ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดก็ตามเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ ตลอด ๗ ปี ๗เดือน๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จะเป็นพระอนาคามี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔"
03 กรกฎาคมเวลา 12:48 น. · ถูกใจ · 1 คน


Martin Fibbe ถูกต้องที่สุด มีเพียงการปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐานสี่เท่านั้น เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง มีพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ที่แท้จริง พ่อแม่ครูบาอาจารย์คือผู้ชึ้แนะไม่ควรยึดติด แม้แต่ตถาคตเองกล่าวไว้ว่าตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวเท่านั้น ตัวเราต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง ตามดู ตามรู้ เพื่อเห็นความไม่เที่ยง ปราศจากการคาดหวังเป็นแค่ผู้ดู ผู้รู้ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเป็นวิปัสสนา ถูกของท่านว.วิชรเมธี

ขออนุโมทนา
สาธุสาธุสาธุอนุโมทามิ
03 กรกฎาคมเวลา 13:15 น. · ถูกใจ · 2 คน

หน. ดม ผมฟังแล้ว
กายานุปัสสยาตามที่ท่าน ว.กล่าวนั้นไม่ถูกต้องครับ
การตามรู้กาย ตามสติปัฏฐาน นั้นมิใช่ตามรู้ว่ากายนั้นเป็นเพียงก้อนธาตุทั้ง ๔ ที่มาประชุมกัน ที่ถูกคือให้ตามรู้แต่เพียงว่ากายนี้กำลังนั่ง กำลังยืน กำลังเดิน ฯ อยู่เท่านั้นเอง
สำหรับเวทนานุปัสสนา ท่าน ว.ก็อธิบายคลาดเคลื่อนไปอีกกล่าวคือ
ในความเป็นจริงเมื่อผัสสะเกิดขึ้น เวทนาจะตามมาทันที โดยไม่มีใครจักบังคับไม่ให้เวทนาเกิดได้ อย่างไรเสียเวทนาก็ต้องเกิด เพียงแต่เมื่อเกิดแล้วให้มีสติตามรู้เวทนานั้นครับ การปรุงแต่งก็เกิดขึ้นหลังจากที่เวทนาเกิดแล้ว (สังขารคือการคิดนึกปรุงแต่ง) และก็เช่นเดียวกันธรรมดาของจิตต้องคิดนึกปรุงแต่ง เพราะสังขารคือมิติหนึ่งในกระบวนการทำงานของจิต บังคับไม่ได้แต่ถ้ามีสติจักสามารถรู้เท่าทันได้ จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

และเท่าที่ผมฟังมาตรงนี้เป็นจุดที่ท่าน อ.ปราโมทย์ อธิบายได้กระจ่างชัดที่สุด
จงใช้สติปัญญาของท่านไตร่ตรองดูนะครับ

03 กรกฎาคมเวลา 14:23 น. · ถูกใจ · 2 คน


หน. ดม ถ้าเราไม่รู้กระบวนการทำงานของจิต...
เราก็จะไปดักรออยู่ร่ำไป
การตามรู้ลงในปัจจุบันก็เกิดขึ้นไม่ได้...
วิปัสสนาไม่เกิด
กรณีเห็นไตยลักษณ์ก็เช่นกัน ..ไม่ใช่รู้ด้วยการรู้สึกนึกคิดเอานะ
ต้องเห็นไตยลักษณ์ คือรู้ประจักษ์ใครบังคับไม่ได้นะจิตเขารู้ของเขาเองครับ
03 กรกฎาคมเวลา 14:46 น. · ถูกใจ · 2 คน


Martin Fibbe ทั้งท่านว.วชิรเมธี และ ท่าน หน.ดม กล่าวไว้ถูกต้องทั้งสองท่าน แต่ทั้งสองท่านได้กล่าวไว้ยังไม่ครบถ้วนเท่านั้นเอง ในหมวดกายานุปัสสนา

อย่าลืมว่าท่านว.วชิรเมธีบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณร จบป.๙ประโยค ไม่มีอะไรที่ท่านไม่รู้เพียงแต่การบรรยายธรรมในหัวข้อกายานุปัสสนาท่านเพียงแค่ยกตัวอย่างการพิจารณากายว่าเป็นแค่ธาตุสี่เท่านั้นเอง ควรเข้าใจด้วยว่า ท่านบรรยายที่นิวเดลลีอินเดีย อากาศมันร้อนมากและเวลาบรรยายมันจำกัด จึงไม่สามารถบรรยายได้หมดทุกหัวข้อในหมวดกายานุปัสสนา

สำหรับท่านหน.ดม กล่าวไว้ถูกต้อง ในส่วนการมีสติ เพียงแค่รู้ ในอีริยาบถใหญ่ ยืนรู้ว่ายืน เดินรู้ว่าเดิน นั่งรู้ว่านั่ง นอนรู้ว่านอน เป็นไปเพื่อเกิดสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ แค่รู้เท่านั้น อย่างมีสติสัมปชัญญะ

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การพิจารณากาย จำแนกโดยละเอียดมี ๑๔ อย่าง คือ

อัสสาสะปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าออก
อิริยาบถ ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน
อิริยาบถย่อย การก้าวไปข้างหน้า ถอยไปทางหลัง คู้ขาเข้า
เหยียดขาออก งอแขนเข้า เหยียดแขนออก การถ่ายหนัก ถ่ายเบา
การกิน การดื่ม การเคี้ยว ฯลฯ คือ การเคลื่อนไหวร่างกายต่าง ๆ
ความเป็นปฏิกูลของร่างกาย (อาการ ๓๒)
การกำหนดร่างกายเป็นธาตุ ๔
ป่าช้า ๙

จึงขอสรุปว่าธรรมที่ทั้งสองท่านได้แสดงไว้ดีแล้ว ถูกทั้งสองท่านครับ

03 กรกฎาคมเวลา 14:58 น. · ไม่ถูกใจ · 3 คน

Martin Fibbe ถูกของท่านหน.ดม คิดกับเห็น ไม่เหมือนกัน ต้องรู้ทันปัจจุบัน จึงเห็นทันปัจจุบันลงในกายและใจของตน

หลวงพ่อปราโมทย๋กล่าวถึงหลวงพ่อพุธเสมอว่า

ท่านกล่าวไว้ว่า"วิปัสสนาเริ่มเมื่อหยุดคิด"

การเฝ้าดู เฝ้ารู้ กายและใจของตนเรื่อยๆ จืตจะรู้ จิตจะเห็นเอง ถึงการเกิด การดับ เช่น อารมณ์โกรธ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เห็นเอง รู้เองว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อมีการเริ่มเขียน มีการเขียนต่อไป ย่อมมีการหยุดเขียน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

03 กรกฎาคมเวลา 15:10 น. · ไม่ถูกใจ · 3 คน

หน. ดม ‎"จิตตะ" แปลตรงตัวว่า "คิด"
หลวงตามหาบัวก็พูดถึงเรื่อง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ต้องการทราบจิตจำต้องพิจารณาสังขาร (เครื่องปรุงแต่งจิต)
ถ้ารู้เรื่องสังขารก็รู้เรื่องจิต และถ้ารู้เรื่องจิตก็ย่อมรู้เรื่องสังขาร
โดยให้รู้ความเคลื่อนไหวของสังขาร(เครื่องปรุงแต่งจิต)
ทุกๆขณะที่ปรุงแต่งขึ้นมาให้มีสติรู้ว่ามันเป็นเพียงจิตสังขารเท่านั้น
ตรงนี้ต่างจากการห้ามไปปรุงแต่งนะ ครับ
ถ้าเมื่อไรไปคิดว่า"ห้ามปรุงแต่งละก็ผิด"ทันที
03 กรกฎาคมเวลา 16:38 น. · ถูกใจ · 2 คน

วีระศักดิ์ ว่องกสิกรณ์ ‎^ ^ รู้จักผิด รู้จักถูก แค่รู้ใช่ป่าว พี่ หน.ดม
03 กรกฎาคมเวลา 16:53 น. · ถูกใจ · 1 คน

Natee Paji จะตามจิตให้ทันค่ะ
03 กรกฎาคมเวลา 17:10 น. · ถูกใจ · 1 คน

หน. ดม ใช่เลยครับ แค่รู้ (ในปัจจุบัน)เท่านั้น
แต่มีผิด มีถูกนั้นไม่ใช่ แสดงว่าจิต"คิด"ไปแล้ว
แต่ถ้า คิดแล้วมีสติรู้ลงในปัจจุบันว่าคิดก็กลับมาใช่อีกครับ
ซึ่งเป็นการรู้ความเคลื่อนไหวของสังขาร
จิตตานุปัสสนานี้ยากสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ๆนะครับ
แต่ถ้าท่านใดที่มีเรื่องไม่สบายใจ คิดมาก นอนไม่ค่อยหลับ
ลองทำจิตตานุปัสสนาดูนะรับรองดีขึ้นแน่นอน
03 กรกฎาคมเวลา 17:13 น. · ถูกใจ · 1 คน
·

หน. ดม ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม การศึกษาในพระสูตรต่างๆจะทำให้เราเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนดีขึ้น ยิ่งคนที่ยังไม่เกิดศรัทธายังมีความเชื่อเดิมๆอยู่ หากกัลยาณมิตรสามารถยกตัวอย่างในพระสูตรที่เหมาะสมมาอธิบายได้จักสามารถล้างฐิทิเดิมๆไปได้
การจับเอาสติปัฏฐาน(ซึ่งคิดว่าดีที่สุด ตรงที่สุด)มาอธิบายให้ผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ใหม่นั้นบางครั้งอาจไม่เหมาะกับการศึกษาของผู้มาใหม่เท่าใดนัก
03 กรกฎาคมเวลา 17:33 น. · ถูกใจ · 2 คน
·

Natee Paji ขอบคุณกัลยาณมิตรค่ะ
04 กรกฎาคมเวลา 3:49 น. · ถูกใจ · 1 คน

อาร์ต สระบุรี ได้ความรู้มากขึ้นเลยครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ได้แสดงไว้ครับ
05 กรกฎาคมเวลา 19:59 น. · ถูกใจ · 1 คน


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.8:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 13:55
 ความคิดเห็นที่  163

ก็อยากจะแสดงความเห็นในทำนองประกาศความคิดให้แจ้งอยู่เหมือนกัน

แต่ติดขัดตรงบางเรื่อง ไม่ใช่คนผู้รู้จริง โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิบัติ

ทีนี้ในเมื่อไม่รู้จริง แล้วใช้อะไรตัดสินคนที่เขาว่าเขาคือผู้ที่น่าจะรู้ดีกว่า เพราะเขาบวชแล้ว
ก็ใช้สามัญสำนึก ตามเหตุผล เท่าที่สติปัญญาเรามี พิจารณาร่วมกับ หลักคำสอน
ตามที่เคยอ่านมา

ไม่อยากจะบอกว่า คนในสังคม ที่เป็นที่ฮือฮา เป็นนั่นเป็นนี่ ในสายตาคนทั่วไปนั้น
เป็นคนที่เรามองว่าประหลาด อยู่ไม่น้อย

เริ่มจาก คนเขียนหนังสือ ดังทางด่า เขาชื่อ ส.ศิวรักษ์ คนนี้ดูจากหน้าก็พอเห็นอะไรบางอย่าง เริ่มจะเละแล้วไหมล่ะ

บางคนบอกว่าทำไมดูหน้าคนแล้วตัดสิน เชื่อสิว่ามันบอกอะไรพอได้อยู่
เพราะไม่ได้ดูหน้าอย่างเดียว อ่านจากที่เขาเขียน และ คำพูดที่เขาพูด

ราษฎรอาวุโส ผู้ดีรัตนโกสินทร์ นักวิชาการผู้นิยมแฮคเมียชาวบ้าน

อีกเยอะแยะ เขียนไป จะสร้างศัตรูเพิ่ม ตอนนี้จำนวนไม่ไหวอยู่แล้ว

เราเป็นคนที่ไม่เคยติดตัวบุคคลคนไหนเลย จึงบอกแล้วว่า
เป็นพวกสอนยากสอนเย็น เพราะหัวทึบ แล้วก็ยังอวดดีเสียด้วยว่า
คนที่เขายกย่องกันนั้น ชั้นมองแล้วก็งั้นๆ




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 14:25
 ความคิดเห็นที่  164

ใช่ครับทุกคนก็มีทั้งส่วนที่ดี และ ไม่ดี ปนกันอยู่
เราต้องเลือกในส่วนที่ดี และมีประโยชน์ และเหมาะกับสถานการณ์ของเราเท่านั้น

ผมเห็นว่า ท่าน ว.นั้นเก่งในเรื่องพุทธศาสนาเชิงสังคมมาก
ชี้แจงได้ชัดเจนมาก เป็นเพชรเม็ดงามในพุทธศาสนา หาตัวจับได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน

นักเขียนท่านอื่นๆ ก็น่ายกย่อง ที่ท่านได้กรุณาเขียนไว้
เพราะถ้าไม่เขียนเราก็ไม่รู้ กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้น
เรื่องถูก-ผิด สามารถแก้ไขได้
ผมก็มีโอกาสได้รับรู้ความคิดของหลวงวิจิตรวาทการก็เพราะงานเขียนของท่าน
ผมเกิดไม่ทันในยุคของท่าน หรือเกิดทันก็ไม่มีโอกาสได้สนทนากับท่าน
ทางเดียวที่ท่านกับผมจะรู้จักกันได้คือ "ตัวอักษร" นี่ละครับ

และหวังว่าผู้คนในยุค พ.ศ.๒๖xx จะมีโอกาสรู้ความคิดของ หน.ดม ได้ทางตัวอักษรด้วยเช่นกัน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.21:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 14:46
 ความคิดเห็นที่  165

ไม่ชอบ ว. วชิรเมธี

ถ้าจะพูดเชิงนี้ ต้องพูดในฐานะฆราวาส

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 14:51
 ความคิดเห็นที่  166

ประเทศของเรานั้น หากพยายามจะเสาะหาข้อมูล แบบสืบค้นไปเรื่อยๆ
ถึงสาเหตุ ก็มักจะมีเรื่องให้เจ็บปวดใจ ชนิดที่ว่า ซึมได้เป็นวันๆ

ในยุคนี้ สำนักพุทธ มีผู้หญิง เป็น ผอ. ในการกำกับดูแลพระ

นโยบายทั้งหลายแหล่ที่มีขึ้นมาพร้อมกับคำอธิบาย แบบสวยหรู
โดยเฉพาะในรัฐบาลที่นายก พูดโคตรเก่ง แบบนี้ ไฟท่วมหัวบอกว่า
นั่นแค่ไฟฟ้าสถิตย์ จนคนฟังเชื่อว่า จริงด้วยๆๆๆ

ประชาชนไม่มีวันรับรู้ข้อเท็จจริงได้เลย เพราะมีหน้าที่แค่รับผลกรรมที่เกิดขึ้น
จากพวก เวร หยาบคาย ....เปลี่ยนใหม่ จากพวกเค้า




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 14:56
 ความคิดเห็นที่  167

ลืมบอกข้อมูลว่า พระ ว. เคย พูดที่ไหนสักที่ แต่ยังไม่ได้รายละเอียดชัดๆ

เขาว่า หากเขาเกิดสมัยพุทธกาล อาจไม่มีพระพุทธเจ้า
(ไม่รับรองความถูกต้อง ) หากเป็นตามนั้นจริง ก็ยังไม่เข้าใจว่าจะสื่อความหมาย
อะไร จะสอนให้คนคิดอย่างไร

กท.ศึกษากำลัง โปรโมท พระ รูปนี้สุดๆ เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของนักสอนธรรมะรุ่นใหม่




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 15:01
 ความคิดเห็นที่  168

ตัวอย่างของ การทำตามกระแส ทำให้ประเทศย่ำแย่มาแล้วในปี ๔๐ ตอนนั้น รมต.คลังคนนี้ เป็นผู้จัดการ เจเอฟธนาคม หนึ่งในเครือของ กลุ่มเอก ของ ปิ่น จักกะพาก

เจเอฟ เป็นหนึ่งใน ๕๖ ไฟแนนซ์ที่พัง

ซีอีโอ ที่ว่าเป็นสุดยอด ทางการเงินในยุคนั้น ต่างก็สำเร็จการศึกษามาจากต่างประเทศ
จากสถาบันที่ เมื่อเอ่ยชื่อแล้วต้องฮือฮา (แต่ภายหลัง คงจะต้อง ฮา และ หวาด ไปพร้อมๆ กัน) แล้วคนไทยยุคใหม่ ก็ยังคิดฝันที่จะไปเรียนต่อที่นั่นกันทั้งนั้น ทุกคนตั้งเป้าว่าจะต้องจบนอก เพราะจบในนี้ ในเวลานี้และต่อๆ ไป จะหากินลำบาก ไม่มีโอกาสเผยอหน้า
เป็นระดับสูงได้

ในปี ๔๐ ทุกคนใช้สูตรเดียวกันทางการเงิน กู้เงินนอก ดอกเบี้ยต่ำ ลงทุนทุกอย่างที่ขวางหน้า เพิ่มทุน ออกหุ้นใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะไม่ใช่ความคิดของใคร

แต่เป็นบรรดา กูรูทางการเงิน ที่ว่ามาแล้วทั้งนั้น กูรูเหล่านี้มีชีวิตยืนยาวและคงเป็นอมตะ
ไม่แพ้แมว เพราะทุกวันนี้ยังวนเวียนในธุรกิจของประเทศไทย เป็นระดับสูงก็มาก

หลายคนต่างหมดคำถามที่จะถามว่า ทำไมพวกคุณเก่งจริง แล้วปล่ยอให้เกิดเหตุเมือปี ๔๐ ได้ล่ะ ทุกคนลืมไปหมดแล้ว

มีใครรอดตายบ้างไหมจาก ปี ๔๐

ตอบว่ามี คนที่รอดตาย เป็นคนที่หัวโบราณ ทำธุรกิจแบบปลอดภัยไว้ก่อน ยึดหลักอนุรักษ์
ไม่วิ่งตามกระแส ไม่หวังกำไรมาก ๆ จนมองข้ามความจริงว่า ยิ่งกำไรมาก ก็ยิงเสี่ยงมาก

ส่วนคนที่กล้า เขาคิดย้อนกลับ โดยคิดว่า อยากได้กำไรมาก ก็ต้องเสี่ยงมาก

หากตัวเองนั่งดูตัวเองในตอนนี้ เปรียบเหมือนกับว่าเป็นคนไข้อาการหนัก
กินยาแล้ว แต่ยายังไม่ออกฤทธิ์


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 15:50
 ความคิดเห็นที่  169


การตัดคำพูดบางช่วง-บางตอนมาพิจารณานั้นต้องระวัง
เพราะอาจทำให้เนื้อหาสาระที่นำเสนอถูกบิดเบือนไปได้

ท่าน ว.กำลังเป็นที่นิยมดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่จะถูกดึงเข้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ยิ่งท่านแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าท่านเลือกข้างไหนด้วยแล้ว ภาพที่สื่อออกมาก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญ อยู่ที่การปฏิบัติของเรา
สภาวะแวดล้อมล้วนต้องเป็นไปตามกระบวนการของธรรมชาติ
ตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีวันที่จะจบสิ้นได้
ตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจัดเป็นเรื่อง "อจินไตย" เพิ่มอีกเรื่องคือ "การเมืองไทย"
คือไม่ต้องไปคิดมันว่าอะไรจะเกิดขึ้น..ไม่ต้องกังวลกับมันเพาระถึงกังวลไปผลสุดท้ายก็ไม่แตกต่าง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.239:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 16:12
 ความคิดเห็นที่  170

คนแบบสมุห์นายกในนิทาน มีตัวจริงด้วย

ตอนนั้นเป็นการเลือกตั้งผู้ว่า ผู้สมัครคนหนึ่งมาแรงมาก เพราะเป็นเหมือนของใหม่
คน กทม ยังไม่เคยพบมาก่อน

แล้วในที่สุดก็ได้เป็น

ผู้ว่าท่านนั้น ลงเล่นการเมืองเป็นสมัยแรก อาชีพดั้งเดิมเป็น ขรก
ในเมื่อท่านลงเลือกตั้ง ก็เลยคิดว่า จะลาออกจาก การเป็น ขรก

วันที่จะลาออก มีผลไหม ? ต้องดูดวงหรือเปล่า ?

ก็แล้วแต่จะคิด

ท่านคิดยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่า ลาออก หลังจากที่รับตำแหน่ง ในวันรุ่งขึ้น
จากนายพัน เป็น นายพล

ประเด็นนี้ไม่มีใครพูดถึง แต่มันก็น่าคิด เพราะท่ามกลางอาการสมถะ
ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนใดๆ แต่ก็มีบางอย่างที่มีความหมายเช่นกัน

เหมือนกับสมุห์นายก ในนิทาน

ไม่ได้เป็นนักขุดคุ้ยนะ แต่บางมองคนในสังคม โดยเฉพาะคนระดับมีหน้ามีตา
ก็อดนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.58   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 17:48
 ความคิดเห็นที่  171


ขนาดเอาเห็ดมาทำเป็นอาหารมังสวิรัติยังแต่งรูปและกลิ่นไอซะเหมือนกินหมูเลย
เกิดปิติในรสชาติอาหารเช่นเดิม
ไม่ได้มุ่งไปที่การตามรู้อารมณ์ในขณะกิน
มุ่งไปที่การสร้างภาพว่าไม่เบียดเบียนเป็นผู้เคร่งในการกินยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก
อ.ของผมบอกว่าไม่มีคำสอนใดที่ระบุอย่างชัดเจนว่าต้องกินมังสวิรัติแล้วจึงบรรลุนิพพานได้
แล้วท่านก็ได้เล่นนิทานใน คห.ที่ 54 ให้ผมฟัง
สาระสำคัญในการกินจึงอยู่ที่การรู้อารมณ์ในขณะกิน..มากกว่าสิ่งที่กินเข้าไปเป็นอะไร
แต่ก็ห้ามกินไว้ 10 ชนิดนะพวกเนื้ออะไรแปลกๆ 10 อย่างจำไม่ได้แล้ว

ถ้าเรามัวไปสนใจต่อเรื่องประดานั้น (ซึ่งมีให้เห็นอยู่มากมาย)
จะทำให้เราต้องเสียเวลาไปมาก ต้องคิดว่าเวลาที่เหลืออยู่ของเรานั้นจำกัดลงแล้ว
ไม่มีทางที่จะศึกษาเรื่องราวบนโลกได้หมด
กับไม่สามารถสนองความต้องการของเราเองได้จบสิ้น
ดังนั้นจำเป็นต้องจัดลำดับความเร่งด่วนซะใหม่ให้สอดคล้องกับเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนั้น
หลายคนอาจจะขำนะ..แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องขำ..

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.72.235   ตอบเมื่อ 17 ก.ค.53 เวลา 21:22
 ความคิดเห็นที่  172

ไม่เคยคิดมาก่อนว่า เหตุการณ์ของบ้านเมืองจะส่งผลกระทบกับชีวิตมากขนาดนี้
อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้น เริ่มรู้จักเสียดายเวลาที่ผ่านไปแบบเห็นแก่ตัว

การเขียนลักษณะนี้ เหมือนกับจะเริ่มต้นบอกว่า ตัวเองดี แต่ที่จริงมันไม่ใช่
ความคิดเห็นแบบนี้ คือ สิ่งที่เป็นสามัญแท้ๆ สำหรับคนทั่วไป พึงจะมีได้

เพียงแต่ที่ผ่านมา มองเรื่องตัวเองมากเกินไป และก็คิดไม่ต่างกับคนอื่นๆ
คือว่า ประเทศไม่ใช่ของเรา คนเดียว เราไม่ใช่เจ้าของสังคมใดๆที่เราอยู่
เราเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ก็เลยเพลิดเพลินไปกับตัวตนและเห็นแก่ตัว
ไปวันๆ จนเวลามันเหลือน้อย จึงเพิ่งจะรู้จักคิด



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.100.6   ตอบเมื่อ 18 ก.ค.53 เวลา 08:27
 ความคิดเห็นที่  173

ที่ตั้งใจจะเล่าก็คือ ประสบการณ์การไม่กินเนื้อสัตว์ของตัวเอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจว่า จะกินเจเพื่อบุญกุศลต่างๆ ตามเทศกาล

ก่อนหน้านั้นเคยกินมังสวิรัติในเทศกาลกินเจ เพราะยังกินนม กินเนยอยู่

เนื้อวัวไม่ได้กินเกือบยี่สิบปี เพราะมีตอนหนึ่งกินแล้วรู้สึกเหม็นมาก เหมือนกับ
กินเนื้อคน !!! น่ากลัวมาก ความรู้สึกนั้น แล้วแตะต้องไม่ได้อีก ได้กลิ่นเนื้อเปื่อย
ตุ๋น ที่เคยกินสมัยก่อน ก็ยังไม่อยากกินเลย

ตอนช่วง เหลี่ยมวิกฤติ เครียดหนัก กินอาหารไม่ค่อยจะลง
หลังจากนั้นก็สังเกตว่าเมื่อกินเนื้อสัตว์แล้วเริ่มไม่สบายตัว ปวดท้อง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจ
เลิกเด็ดขาด แต่ร่างกายคนเรา มีคุณสมบัติหนึ่ง ที่ธรรมชาติให้มา นั่นคือการปรับตัว

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.100.6   ตอบเมื่อ 18 ก.ค.53 เวลา 08:43
 ความคิดเห็นที่  174

การงดเนื้อสัตว์ การงดอาหารเย็น มันฝึกได้ทั้งสิ้น โดยไม่ต้องทรมาน
หาก ใจของเราเอาด้วย และ ไม่ใช่การฝืนเพื่อปฏิบัติ ความเครียดที่
ครอบคลุมใจ ซึ่งเกิดเมื่อมีการแข็งขืน จะส่งผลกระทบกับร่างกายโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นการกระทำที่ใจ และ กายมีความพร้อมร่วมกัน จึงทำให้ปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ได้อย่างดี

ในที่สุดก็เลยค่อยๆ กินเนื้อสัตว์ไม่ได้ไปเลย และไม่รู้สึกอยากจะกลับไปกินอีก
แม้แต่ปลา รวมทั้งไม่คิดจะกินบ้างเพื่อเพิ่มสารอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์ให้แก่ตัวเอง
เพราะเราสามารถหาจากแหล่งอื่นได้ รวมทั้งเป็นการไม่ยุติธรรมและเอาเปรียบกันเกินไป
นาน เข้าแม้แต่อาหารเย็นก็ยังกินไม่ลงเลย (สงสัยจะเป็นโรคซึมเศร้า) เรื่องอาหารเย็นนี่
อาจเป็นเพราะพยายามอธิษฐานขออยู่เสมอว่าให้สามารถฝึกปฏิบัติได้ และยุติการ
กลับมาเกิดใหม่ เลยกลายเป็นได้รับการส่งเสริมให้ค่อยๆ เข้าสู่แนวทางที่จะทำได้
รอให้ใจเอาด้วยเท่านั้น

ในชีวิตไม่เคยคิดว่าจะไม่กินข้าวเย็นได้ เพราะที่ผ่านมาต้องกินครบสองมือ มื้อเย็น
เป็นมื้อที่ต้องกิน ขาดไม่ได้ จนมาวันนี้ยังไม่อยากเชื่อเลย

ทีนี้เมื่อไม่กินเนื้อสัตว์นานๆ แล้วก็เลยไม่ยอมมากินอีก ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้น
มาแบบไม่ได้กระแดะ คือ สงสารสัตว์พวกนี้ อาการขี้สงสารนี่ก็คงมาพร้อมกับ
วัย ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยจะคิดอะไรประมาณนี้มากนัก อย่างดีก็ไม่ไปแกล้งสัตว์
หรือทำให้มันเดือดรอ้น แต่ลึกขนาดนี้ไม่เคยคิด

ทั้งหมดมันค่อยๆ พัฒนาการขึ้นมาเอง ยังม่เรื่องอื่นอีกที่ก่อนหน้าไม่เคยคิดถึง
แต่ตอนนี้คิดแล้วก็ค่อนข้างจะเสียดาย และ เสียใจ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.100.6   ตอบเมื่อ 18 ก.ค.53 เวลา 08:53
 ความคิดเห็นที่  175


ทุกคนมักกำหนดชีวิตในอุดมคติของตนไว้
แต่ชีวิตในอุดมคติที่ได้กำหนดขึ้นนั้นไม่สามารถบรรลุผลได้ง่ายนัก
อุดมคติโดยส่วนตัวบางเรื่องก็ไม่สอดคล้องกับอุดมคติของคนส่วนใหญ่

เป้าหมายส่วนใหญ่ของมนุษย์ในที่สุดต้องมุ่งไปสู่การทำความดีด้วยกันทั้งนั้น
แต่มาตราฐานของความดีนั้นช่างละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ยากตรงที่ "ใครจะเป็นผู้ตัดสิน"
มีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มาก พอหาอ่านกันได้คับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.195.187:172.1.3.37   ตอบเมื่อ 18 ก.ค.53 เวลา 10:57
 ความคิดเห็นที่  176

เนื้อสัตว์สิบชนิดที่ห้ามตามพุทธบัญญัติ ได้แก่

เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือดาว
เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อสุนัข เนื้องู

ส่วนการทานเนื้ออื่นจะบาปเมื่อ ได้เห็น ได้ยิน หรือสงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อถวายตน

ข้อสังเกต สัตว์จะมีประเภทกินเนื้อ และ กินพืช
สัตว์ทั้งสิบประเภท เข้าข่ายสัตว์กินเนื้อ การกินสัตว์กินเนื้อ
ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการฆ่า (กระมัง)

ไม่ใช่สัตว์ที่เป็นอาหารเลย และยังเป็นสัตว์ใหญ่ ซึ่งตายยาก การฆ่า
จึงเป็นการแสดงเจตจำนงค์จริงๆ เพื่อนำมากิน

ฟังคำถามคนถามพระทางวิทยุ ถามว่า ตอนจะตายควรจะคิดอย่างไร
พระก็ตอบว่า ไม่ต้องรอตอนตายก็ได้ ตั้งแต่ตอนนี้ให้มีสติกำกับอยู่ทุกขณะ
คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศล .... บางทีฟังแล้วก็ฮาเหมือนกัน

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.98.64   ตอบเมื่อ 18 ก.ค.53 เวลา 19:05
 ความคิดเห็นที่  177

ยังอ่านอยู่ แต่ไม่ค่อยมีเวลา โพสต์เท่าไร งานเยอะมาก

พี่หน.ดม และคุณพลเรือน สนทนาธรรมได้อย่าง ธัมมวิจัย (ความสอดส่องสืบค้นธรรม) จริงๆครับ
ท่านอื่นๆอาจเรียกว่าเถียงกัน (แรงไปเปล่า) แต่ผมเรียกกว่า ธัมมวิจัย ครับ เพราะว่าเป็นไป
เพื่อสืบค้นธรรมให้กระจ่าง

ก็ต้องขอบคุณพี่หน.ดม ด้วยที่ได้กรุณาอธิบาย ธรรมหลายอย่าง ให้ได้ความกระจ่างครับ
อย่างเช่น สมถะกรรมฐานนี่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ก็ได้เข้าใจดขึ้นครับ ในหลายประเด็น
ก็จะได้นำไปธรรมวิจัยกันต่อไป เป็นการเจริญธรรมวิจัย ให้บริบูรณ์ต่อไปครับ

คุณพลเรือน ก็ยังคงมุ่งมั่น ไปยังเป้าหมายอยู่เช่นเดิมครับ เพราะบอกว่า
"พยายามอธิษฐานขออยู่เสมอว่าให้สามารถฝึกปฏิบัติได้ และยุติการกลับมาเกิดใหม่"
อันนี้ก็เป็นการเจริญสติอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ถ้าระลึกอยู่บ่อยก็จะมีผลดีครับ
ส่วนการไม่กินเนื้อสัตว์นั้น ก็ถือว่าเป็นการ ดำริชอบ อย่างหนึ่ง (สัมมาสังกัปปะ ของ มรรค 8)คือดำริที่จะไม่เบียดเบียน (จริงๆมีอีก 2 อย่างคือดำริที่จะออกจากกาม=ออกบวช และดำริที่จะ
ไม่พยาบาท) หากเจริญสติอย่างอยู่ตลอดเวลาก็จะได้ผลดีด้วยครับ รู้สึกว่าคุณพลเรือนก็ทำได้
ไปหลายข้อแล้วนะครับ หากทำให้ครบถ้วน ก็จะได้ผลอันพึงปรารถนา ตามวัตถุประสงค์ครับ


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 11:38
 ความคิดเห็นที่  178

การที่ยังคงมั่งมั่น ไปยังเป้าหมาย ถ้าเป็นหลักการทางทหารเขาเรียกว่า ดำรงความมุ่งหมาย
หรือ perseverance

อันนี้ก็เป็น ธรรม 1 ในมรรค 8 แห่งมหาสติปัฏฐาน 4 ด้วยเช่นกันคือ สัมมาวายามะ จริงๆแล้ว
สัมมาวายามะสามารถขยายออกเป็น อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
และในโพชฌงค์ 7 ก็มีด้วยเช่นกัน คือ วิริยะ (1.สติ (ความรู้สึกตัว) 2.ธัมมวิจยะ (ความสอด
ส่องสืบค้นธรรม) 3.วิริยะ (ความเพียร) 4.ปีติ (ความอิ่มใจ) 5.ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) 6.
สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์) 7.อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง))

เห็นไหมว่าคุณพลเรือนก็มีธรรมและกำลังปฏิบัติธรรมหลายข้อจาก สติปัฏฐาน4 อยู่แล้ว
ก็ขอให้เจริญธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 11:57
 ความคิดเห็นที่  179

บางท่านอาจจะว่ามันยากไปหรือเปล่า ทำแล้วจะได้อะไร ฉันไม่อยากเป็นพระอรหันต์
เพราะยังมีภาระที่ต้องทำ ต้องเลี้ยงลูก (ลูกก็เยอะ เมียไม่ต้องพูดถึง 5555 ล้อเล่น)

จริงครับ อาจจะไม่ต้องถึงพระอรหันต์ แต่สิ่งที่ควรจะมุ่งหน้าไปคือกับบรรลุ พระโสดาบัน
เป็นอย่างน้อยครับ เพราะอะไร อธิบายจากพระไตรปิฎก (ลอกมาครับ)

"อุบาสิกานามว่า สุชาดา เพราะสังโยชน์ 3 สิ้นไป เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้ในภายหน้า"
ที่มา พระสุตตันตปิฎก เล่ม 2

ก็คือเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่ตกต่ำลงอบายภูมิแน่ ไม่ตกนรกแน่ และในภายภาคหน้าจะ
ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่แน่ คือตรัสรู้แน่ครับ

แล้วนางสุชาดาเป็นอย่างไร คือเป็นมหาเศรษฐี และได้คู่ครองเป็นมหาเศรษฐีด้วย คือรวยแน่
ไม่จนแน่ๆ และมีลูกๆ ก็ยังเป็นพระอรหันต์อีกด้วย เพราะฉะนั้นพระโสดาบัน มีคู่ครองได้
มีลูกได้ ทำการงานได้เป็นปกติ และดีกว่าคนธรรมดาอย่างมากด้วย ไม่ตกต่ำแน่นอน
อันนี้ผมได้ยืนยันเองนะครับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยืนยันครับ

แล้วจะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร ก็ต้องละสังโยชน์ 3 ข้อแรกให้ได้ก่อน คือ
1.สักกายทิฎฐิ ถือว่ากายนี้เป็นของเรา เมื่อละแล้วก็ถือว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงขันธ์ 5
เป็นที่อาศัยระลึกอยู่เท่านั้น
2.วิจิกิจฉา - ความเคลือบแคลงสงสัยใน พระรัตนตรัย - พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์
บุญ บาป มันจริงหรือ
3.สีลัพพตปรามาส คือความไม่เต็มใจในการปฏิบัติศีลให้ครบถ้วนทุกประการ
ดังนั้นถ้าปฏิบัติได้คือ คิดว่า
1.ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ 5 นี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา
2.เชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
3.รักษาศีล อย่างน้อยก็ศีล 5 ให้ครบ

หากปฏิบัติอย่างนี้ ท่านว่าเป็นพระโสดาบัน หรือพระโสดาบันปฏิผล ส่วนผู้ที่กำลังมุ่งหน้าไปยัง
พระโสดาบันคือ พระโสดาบันปฏิมรรค

พระโสดาบันปฏิมรรคนั้นเมื่อปฏิบัติได้จนถึงญาณหนึ่ง เรียกว่า โคตรภูญาณ แล้วท่านเรียกว่า
ได้โคตรภูญาณ คือยังเป็นและเห็นความเป็นปุถุชน แล้วยัง เห็นความเป็นพระอริยะเจ้าด้วย

"โครภูญาณ จิตมันอยู่ระหว่าง โลกีย์ กับ โลกุตตระ คือ ความเป็นคนกับความเป็นพระอริยเจ้า ท่านเปรียบเหมือนกับ ลำรางเล็ก ๆ น่ะ คือ ขาหนึ่งยืนอยู่นี่ โลกุตตระ อีกขาหนึ่งฝ่ายโลกีย์ "
ที่มา หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ)

เมื่อไปถึงตรงนั้นท่านก็สามารถเลือกได้เองว่าจะกลับไปนั่งกินเหล้ากับเพื่อนๆ หรือจะไปสู่
กระแสพระนิพพาน


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 12:34
 ความคิดเห็นที่  180

ขออภัยผิดพลาดนิดนึงครับ ขอแก้ไข
..อันนี้ผมได้ยืนยันเองนะครับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยืนยันครับ..

เป็น
..อันนี้ผม<ไม่>ได้ยืนยันเองนะครับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยืนยันครับ..


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 12:44
 ความคิดเห็นที่  181

บางท่านอาจจะบอกว่ายังยากไป ง่ายๆ กว่านี้มีอีกไหม มีครับ

การทำความรู้สึกตัว
จากหนังสือคู่มือการทำความรู้สึกตัว หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว)
โดย..มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว) และ วัดสนามใน

"เมื่อมาทำความรู้สึกตัว...ตื่นตัว รู้สึกใจ...นึกคิด...รู้ เป็นปกติ มันสามารถพาให้เราเดินมาถึง
จุดนี้ได้ นี้เรียกว่า ทางเดินไป คนเดียว เป็นทางเอก ทางๆนี้ไม่ซ้ำรอยใคร
เรื่องรูป-นามนี่ หลวงพ่อ(ว่า)บ่เกิน ๕ มื้อ(วัน)หรอก ภายใน ๑๐ มื้ออย่างนาน-รู้ ถ้าตั้งใจทำ
แล้ว รู้จริงๆ...
จะทำให้จิตใจเปลี่ยนไปนี่ อยู่ในเกณฑ์เดือนหนึ่ง ผู้ทำจริงทำจังนี่ เดือนหนึ่งหรือสามเดือนนี่
แหละ-รู้ ในเกณฑ์ทำให้จิตใจเปลี่ยน แปลงสภาพหนึ่ง เรียกว่า ขั้นต้น อันนี้
จะทำให้มันถึงที่สุดของทุกข์นั้น หลวงพ่อคิดว่าบ่เกิน ๓ ปี ถ้าเป็นคนจริงนะ ครั้นเป็นคนบ่จริง
๑๐ ปีก็บ่รู้ เป็นอย่างนั้น
หลวงพ่อเคยท้าทายคนมา บ่มากก็น้อย ต้องรู้"

คือการปฏิบัติ 15 ท่า ดั่งที่หลวงพ่อเทียนท่านได้สั่งสอนไว้ครับ
http://www.fungdham.com/download/book/article/tien/001.pdf

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 17:03
 ความคิดเห็นที่  182

จะว่าเป็นธัมมวิจัย ก็ไม่ได้เพราะว่า ท่าน หน. ดม กับ ท่าน ถ. ต่างก็เป็นผู้ศึกษา
และยังปฏิบัติมาด้วย

ส่วนดิฉันนี่แค่เป็นนักอ่าน เท่านั้น บางทีอ่านแล้วก็คิดไปเรื่อยเปื่อย
บ่อยครั้งที่โต้แย้งในแบบ ข้างๆ คูๆ เหมือนกับ ใช้กำลังล้มกระดานเอาดื้อๆ

ท่วงท่า และ ลีลา ในการปฏิบัติของศาสนาพุทธของเรานั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน
และไม่จำกัดจริงๆ อย่าท่าที่พระอานนท์ บรรลุพระอรหันต์ เป็นท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน

กว่าจะได้ท่านั้น ท่านเคร่งปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ให้ครบจำนวนองค์ที่ ๕๐๐
ให้ได้ ก็ไม่ได้ จนเมื่อเริ่มผ่อนคลาย ล้มตัวลงนอน ก็บรรลุได้เลย

การปฏิบัติได้แล้ว ต้องใช้คำว่า เป็น ไม่ใช่ ใช้คำว่า คิด หรือ นึก
(ไม่รู้จะอธิบายยังไง)

เหมือนกับกรณีที่เคยเขียนไปแล้วว่า ครูสอนนักเรียนให้รู้จัก หยก ไม่เคยสอนอะไรเลย
ทุกวันให้นักเรียน จับหยก จับทุกวัน จนวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น นักเรียนก็แย้งว่า
นี่ไม่ใช่หยกนี่นา




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.253   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 17:46
 ความคิดเห็นที่  183

ตรงประโยคว่า เป็น ไม่ใช่ นึก ไม่ได้เขียนโต้แย้งอะไร
เพียงแต่เป็นสิ่งที่ตัวเองค่อยๆ พยายามทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติ
เท่านั้น


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.253   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 18:04
 ความคิดเห็นที่  184

ขอบคุณครับ ที่กรุณายกตัวอย่างพระอานนท์สำเร็จพระอรหันต์

" พระอานนท์สำเร็จพระอรหัต
[๖๑๗] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์คิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันประชุม ข้อที่เรายัง
เป็นเสกขบุคคลอยู่จะพึงไปสู่ที่ประชุมนั้น ไม่ควรแก่เรา จึงยังราตรีเป็นส่วนมากให้
ล่วงไปด้วยกายคตาสติ ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีจึงเอนกายด้วยตั้งใจว่า จักนอน แต่
ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนและเท้ายังไม่ทันพ้นจากพื้น ในระหว่างนั้น จิตได้หลุดพ้น
จากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เป็นพระอรหันต์ได้ไปสู่
ที่ประชุม ฯ"
ที่มา พระวินัยปิฎก เล่ม 7

ผมตั้งใจจะยกตัวอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้เขียนลงไป คุณพลเรือนก็ได้ยกตัวอย่างนี้ขึ้น
มาด้วยโดยมิได้นัดหมาย

พระอานนท์รอบรู้อย่างมากในพระธรรม ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง เนื่อง
จากเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด แต่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เคยนึกน้อยใจตนเองอยู่มาก

แต่ต่อมาด้วยกายคตาสติ มีสติรู้เฉพาะกาย พิจารณากายของตน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์
ในเวลาใกล้รุ่งนั้นด้วย ก็รู้สึกว่าง่ายมากๆ (แต่เข้าใจยากมากๆด้วย)

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 18:38
 ความคิดเห็นที่  185

แต่จะนำไปเทียบกับพระอานนท์ท่านไม่ได้ เพราะท่านได้บรรลุอรหันต์ ส่วนที่ผมอธิบาย เพื่อ
ให้ไปถึงพระโสดาบันนั้น ยังห่างมาก ทางยังอีกไกลครับ อาจจะเรียกว่าดวงตาเห็นธรรม
มากกว่าหรือเปล่า คือมองเห็นอยู่รำไรๆ ไปได้แน่ แต่ต้องธรรมวิจัย และมีความเพียรมาก
หน่อย ต้องปฏิบัติและเจริญการปฏิบติให้บริบูรณ์ต่อไปครับ



ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.192   ตอบเมื่อ 19 ก.ค.53 เวลา 18:52
 ความคิดเห็นที่  186


ตอนที่กำลังมุ่งมั่นมักจิตจะมีอาการ"ตื่อ" ตัว"รู้" ที่แท้จริงจะเกิดยาก

ปัญญาหรือตัว"รู้"ที่แท้จริงมักเกิดตอนที่จิต"คลายตัว"

กาลิเลโอ ก็"รู้" ตอนที่เลิกคิดและลงมานอนแช่น้ำ

ตามที่ทราบมาสงฆ์หลายรูปก็บรรลุอรหันต์ช่วงเช้าตรู่เช่นกัน


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.8.196   ตอบเมื่อ 20 ก.ค.53 เวลา 09:40
 ความคิดเห็นที่  187


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
14 ก.ย. 51

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  125.25.39.246   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.53 เวลา 14:06
 ความคิดเห็นที่  188


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  125.25.39.246   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.53 เวลา 14:07
 ความคิดเห็นที่  189


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  125.25.39.246   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.53 เวลา 14:08
 ความคิดเห็นที่  190


ขอบคุณพี่หน.ดม ที่แนะนำให้ศึกษาหลวงพ่อปราโมทย์


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  125.25.39.246   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.53 เวลา 14:09
 ความคิดเห็นที่  191

นักวิทยาศาสตร์หลายคนใช้วิธีทางพระพุทธศาสนา แบบที่ตัวเขาไม่รู้จัก
ส่วนอาคิมีดิส แว่วว่า นับถือพุทธ (ฟังอาจารย์บอกมาอีกทีหนึ่ง)

อาคิมิดีส เป็นนักคิดที่ค่อนข้างจะจมดิ่งในสมาธิ จดจ่อในสิ่งที่เขาคิดอยู่
บางทีคิดสูตร แล้วก็ลืมถึงทุกอย่าง แม้แต่อันตราย เรื่องเล่าว่า ในตอนที่ทหารฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามา ในบ้าน ทหารเหยียบสูตรที่เขาเขียนไว้บนพื้น เป็นสูตรที่ยังไม่จบ

สมการยังไม่ลงตัว อาคิมีดิส ไล่ทหารผู้นั้น ว่า เจ้ากำลังย่ำบนสูตรของข้าอยู่
ทหารคิดว่าอาคิมิดีส ติงต๊อง ก็เลย ใช้มีดแทนคำตอบ เป็นเรื่องเล่าที่ไม่ยืนยัน

ลองนึกภาพดูว่า สมมติ อาคิมิดีส ซึ่งยังตีปริศนาเรื่อง การหาความหนาแน่นไม่ออก
ความหนาแน่น คือ .... ค่าคำนวณ ที่ได้จาก การนำ น้ำหนักของวัตถุอย่างหนึ่ง หารด้วย ปริมาตรของตัวมันเอง คำถามก็คือว่า หากเป็นวัตถุที่ไม่มี รูปร่างแน่นอน คำนวณสูตรไม่ได้ จะหาปริมาตรได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เขายังคิดไม่ออกในตอนแรก


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.82   ตอบเมื่อ 29 ก.ค.53 เวลา 07:29
 ความคิดเห็นที่  192


การคร่ำเคร่งในปัญหาใดนานเกินไป เหมือนกับ คนที่ว่ายอยู่ในวังวน ความไม่รู้จะค่อยๆ ครอบงำโดยไม่รู้ตัว แล้วเราก็จะคิดซ้ำๆ ในแนวเดิม เหมือนกับ คอมพิวเตอร์ ที่เขียนด้วยภาษาฟอร์แทรน ในสมัยก่อน ให้ทำซ้ำ วน do loop อยู่ร่ำไป

คิดไม่ออกก็เลยตัดสินใจ ลงอ่าง อาบน้ำดีกว่า แก้เซ็ง

โชคดีที่เปิดน้ำไว้เต็มอ่าง เมื่อเขาก้าวลงไปก็พบว่า น้ำมันล้นออกจากอ่าง
ตอนแรกก็ยังไม่สนใจ พอลงไปนั่งทั้งตัว ก็สังเกตว่าระดับน้ำสูงขึ้น

ปิ๊งงงงงงง !!!! เขาก็เลยรู้ว่า ปริมาตรของวัตถุที่มีรูปร่างไม่แน่นอนหาได้ด้วยการแทนที่น้ำนั่นเอง

พอคิดได้ก็เลยรีบวิ่งไป บอกกิ๊ก ปากก็ตะโกนว่า ยูเรคา ๆๆๆ ไปตลอด

พอไปถึง พบว่า กิ๊กกำลัง หาปริมาตรเหมือนกัน แต่เป็นวัตถุสองอย่าง คือ กิ๊ก กับ กิ๊ก ของกิ๊ก อีกทีหนึ่ง เรียกว่ากิ๊กกันระนาวเลย

(กระทู้ศาสนาเนี่ยนะ ....แต่ว่าถือคติ เครียด ขำ เป็นธรรมะได้ เลยให้อภัยตัวเองเป็นกรณีพิเศษ)

ทั้ง กิ๊ก และ กิ๊ก's กิ๊ก หน้าซีดทั้งคู่ คิดว่าตายแน่งานนี้ แต่อาคิมีดิส มองไม่เห็นอะไร
นอกจากสูตร คำนวณ ความหนาแน่น คือ D = M / V


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.82   ตอบเมื่อ 29 ก.ค.53 เวลา 07:44
 ความคิดเห็นที่  193

ท่านเจ้าคุณอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ทำไมต้องให้
ในนั้นเล่าถึงการทำงาน ที่วัดพระบาทน้ำพุ ในการรักษาผู้ป่วยเอดส์

มีการเลาถึงเกร็ดชีวิตคนในนั้น ตอนหนึ่งบอกว่า ในนั้น การตายเป็นเรื่องปกติมาก การพลัดพรากเป็นเหมือนกับเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตประจำวัน

ซึ่งที่จริงมันก็เป็นแบบนั้น แต่เราคนข้างนอกมักจะลืมเลือน

บางครั้งเวลามีคนตาย คนในนั้นบางคน จะร้องเพลงฉลองให้ว่า Happy Deadday To You..

สุขสันต์วันตาย เป็นเรื่องปกติ สำหรับคนป่วยขั้นสุดท้าย ที่อาจคิดว่า การตายถือว่าได้พ้นไปจากความทรมานกาย และ ใจที่โดนคนที่เคยอยู่ด้วยกันนำมาทิ้งที่วัด




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.82   ตอบเมื่อ 29 ก.ค.53 เวลา 08:10
 ความคิดเห็นที่  194

นึกถึงสมัยเรียนหนังสือ เรื่องเลขฐาน เลขฐานสอง จะมีตัวเลขแค่ ๐ และ ๑
เลขฐาน ๑๐ คือ เลขที่เราใช้กันอยู่ มีตั้งแต่ ๐ ถึง ๙

เลขฐานสองเป็นที่มาในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ แค่เลข ๒ ตัวก็พิสดารปานนี้แล้ว

๐ กับ ๑ เขาเปรียบเทียบให้เห็นอาการ เปิด ปิด ของหลอดไฟ

พอมาคิดเกี่ยวกับจิต กับคำว่า จิตมีเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลา ไวมากจนเราจับไม่ทัน
ก็เหมือนกับระบบเลขฐาน ๒ ที่เป็นจุดกำเนิดการพัฒนาคอมพิวเตอร์นั่นเอง

มีความภาคภูมิใจในพระพุทธศาสนา และ รู้สึกนับถือและศรัทธาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่ง


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.20   ตอบเมื่อ 06 ส.ค.53 เวลา 12:09
 ความคิดเห็นที่  195


แม่ในศาสนา
วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

แม่เป็นบุคคลที่ศาสนายกย่องเชิดชูมากเป็นพิเศษ เพราะความรักของแม่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากจนเกินกว่าที่จะตอบแทนได้ ความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณธรรมที่ศาสนาสอนให้ผู้เป็นลูกมีอยู่ทั้งในใจและในการกระทำ ลูกที่มีความกตัญญูรู้คุณแม่เป็นตัวอย่างของคนดีในศาสนา คำสอนทางศาสนาจึงเน้นความสำคัญของแม่ ความรักของแม่ และวิธีตอบแทนพระคุณแม่อย่างสูงยิ่ง

ในทัศนะของพระพุทธเจ้า แม่คือพรหม ผู้ให้ชีวิต เป็นพระอรหันต์ผู้มีความรักบริสุทธิ์เป็นครูคนแรกที่สอน ให้ความรู้ คำแนะนำและคำตักเตือนที่มีคุณประโยชน์ เป็นเทวดาผู้ให้ความคุ้มครองปกปักรักษาในทุกเมื่อ และเป็นผู้ที่เมื่อเคารพบูชาแล้วได้บุญกุศลเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อแม่เป็นพระอรหันต์ในครัวเรือนอยู่ใกล้เรา จึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปแสวงหาพระอรหันต์ที่อยู่ห่างไกลสำหรับกราบไหว้ บูชาให้ได้กุศลผลบุญ

สำหรับความรักของแม่นั้น พระพุทธเจ้าทรงถือว่า ความรักของแม่สูงส่งเหนือความรักใดเพราะเป็นความรักที่มีคุณธรรมของ พรหมวิหาร ๔ ครบถ้วน คือมีเมตตา ความปรารถนาดีต่อลูกตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ กรุณาช่วยเหลือให้ลูกให้พ้นทุกข์ มุทิตายินดีเมื่อลูกได้ดี และอุเบกขารู้จักวางเฉยในเรื่องและในเวลาที่สมควร

ในพุทธศาสนาแม่ที่กล่าวถึงกันมากได้แก่พระนางมัทรี พระชายาของพระโพธิสัตว์เวสสันดรในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะถือกำเนิดเป็นพระ พุทธเจ้า ?กัณฑ์มัทรี? ในวรรณกรรมพุทธศาสนา เรื่อง เวสสันดรชาดก วรรณกรรมเรื่องนี้พรรณนาความรักของพระนางที่มีต่อพระกัณหาและพระชาลีได้ อย่างน่าจับใจ เป็นตัวอย่างความรักของแม่ที่เต็มไปด้วยความอาลัยรักและเป็นห่วงเป็นใยใน ความทุกข์สุขของลูกจนไม่คำนึงถึงตัวเอง พระนางสิริมหามายาพระพุทธมารดาเป็นแบบอย่างของแม่ที่มีบุญคุณต่อโลกอย่างล้น เหลือในข้อที่ ได้ให้กำเนิดแก่พระพุทธเจ้าผู้ช่วยมวลมนุษย์ให้พ้นทุกข์และพบความสุขที่สูง ส่งกว่าความสุขทั้งหลายจนหาที่เปรียบไม่ได้

พุทธศาสนามหายานถือว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา ในงานปฏิมากรรมและจิตรกรรม พระโพธิสัตว์องค์นี้มีรูปลักษณ์ต่างๆ ในบางปางมีพระพักตร์พันพระพักตร์และมีพระหัตถ์เป็นจำนวนพัน แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะสอดส่องมองเห็นความทุกข์สุขของสัตว์โลกได้ ทั่วถึง พร้อมทั้งทรงมีอานุภาพที่จะช่วยเหลือ ให้พ้นทุกข์ได้ มีเรื่องเล่าว่าน้ำในมหาสมุทรในโลกของเรานี้ เกิดจากน้ำพระเนตรของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเมื่อครั้งที่ท่านประทับอยู่ใน สวรรค์ชั้นดุสิต และทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ของสัตว์โลกทั่วจักรวาล จึงมีพระทัยมุ่งมั่นที่จะไม่เข้านิพพานจนกว่าจะช่วยเหลือสัตว์โลกทุกชีวิต ให้ข้ามห้วงมหรรณพไปได้

พระโพธิสัตว์องค์นี้มีปางต่างๆที่เป็นสตรีหลายปางด้วยกัน ปางที่รู้จักกันมากคือปางที่เป็นเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีหลายรูปลักษณ์เช่นกัน เช่นภาพที่ประทับนั่งบนดอกบัวแสดงให้เห็นความรักความเมตตาอันบริสุทธิ์ที่ทรงมีต่อสัตว์โลก ภาพที่ถือหม้อน้ำมนต์สำหรับรักษาเยียวยาผู้มีความทุกข์ทั้งกายและใจ ภาพที่ประทับบนก้อนเมฆที่ปลิวไปทุกสารทิศพาพระองค์ไปช่วยเหลือคนในที่ต่างๆ รูปเจ้าแม่กวนอิมอีกรูปหนึ่งที่รู้จักกันมากมีพระพักตร์งามพิเศษ แสดงว่าพระองค์ทรงเป็นเทพมารดาแห่งสันติภาพและความดีงาม ผู้ที่เคารพบูชาเจ้าแม่กวนอิมจึงจะได้รับพลังบริสุทธิ์จากพระองค์ที่จะช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ และความทุกข์นานาประการ พร้อมทั้งมีพลังมากพอที่จะสร้างสันติภาพความดีงามให้เกิดขึ้น ในโลกได้

ในเรื่องของความกตัญญูกตเวทีนั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างที่ดี ได้เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาที่จุติเป็นเทวบุตรถึงในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงเทศน์สั่งสอนเป็นเวลา ๓ เดือนจึงเสด็จกลับ

พระพุทธเจ้าทรงมีความกตัญญูรู้คุณตั้งแต่ในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระ โพธิสัตว์ดังที่เล่าไว้ในชาดกต่างๆ เช่น ชาดกเรื่อง พระสุวรรณสามผู้เลี้ยงดูบิดามารดา ตาบอดในป่าด้วยความกตัญญูรู้คุณ แม้เมื่อเสวยพระชาติเป็นสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็มีคุณธรรมของความกตัญญูกตเวทีอยู่เช่นกัน พระชาติที่เป็นช้างเผือกดูแลแม่ช้างตาบอดเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

โดยเหตุที่ความกตัญญูกตเวทีเป็นคุณธรรมที่มีความสำคัญเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์นำบิดามารดาของตนมาเลี้ยงดูที่วัดได้โดย ไม่ถือว่าเป็นการทำผิดพระธรรมวินัย และทรงสอนวิธีต่างๆที่ลูกจะตอบแทนบุญคุณแม่เช่นเชื่อฟังคำสั่งสอนและคำตัก เตือนของท่านไม่ประพฤติตนเหลวไหลให้แม่เสียใจไม่สบายใจ รักษาชื่อเสียงของ วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่านให้สบายทั้งทางกายและทางใจ และทำบุญอุทิศกุศลให้เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว การสนองคุณพ่อแม่ที่พุทธศาสนาเน้นเป็นพิเศษคือการช่วยให้พ่อแม่รู้ธรรมจะได้ มีโอกาสมีความสุขที่สูงส่งกว่าความสุขทั่วไป และสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด

ในศาสนาคริสต์ แม่ได้รับการยกย่องเชิดชูเช่นกัน ศาสนาคริสต์ใช้ความรักของพระมารดาของพระเยซูเป็นตัวอย่างของความรักของแม่ ที่มีต่อลูกที่เริ่มมีตั้งแต่ ยังทรงครรภ์จนถึงเมื่อพระเยซูสิ้นชีพลง จิตรกรและปฏิมากรที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคนได้นำความรักนี้มาแสดงให้เห็นใน เรื่องราวต่างๆในประวัติของพระเยซู เช่นตอนพระนางอุ้มพระเยซูที่เป็นทารกพร้อมกับการทำงานอาชีพซึ่งได้แก่การทอ ผ้าไปด้วย และตอนที่พระเยซูถูกตรึง ไม้กางเขน พระนางก็ไปเฝ้าดูทุกวันด้วยความอาลัยรักและห่วงใย นอกจากนั้นเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วพระนางก็เป็นผู้รับพระเยซูลงจากไม้ กางเขน ภาพความรักที่พระนางมีต่อพระเยซูเป็นตัวอย่างความรักของแม่ในศาสนาคริสต์ ภาพที่คุ้นตากินใจชาวคริสเตียนทั่วโลก คือภาพของพระนางอุ้มพระเยซูที่เป็นทารกและ เรียกภาพนี้ว่ามาดอนนาหรือ ?แม่พระ? ศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิคให้ความสำคัญแก่ ?แม่พระ? มากเป็นพิเศษ ในโบสถ์ของชาวคริสตังมักมีรูปมาดอนนาแม่พระประดิษฐานอยู่พร้อมเครื่องบูชา ในประเทศสเปน ฝรั่งเศสและอิตาลีมีพิธีแห่แม่พระเป็นประจำปีเพื่อให้คนทั่วไปได้แสดงความ เคารพนับถือ

ศาสนาอิสลามเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่ยกย่องเชิดชูผู้เป็นแม่อย่างสูงส่ง วจนะของ ท่านนบีมุฮัมมัดที่ว่า ?สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา? แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้เป็นลูกจะขึ้นสวรรค์หรือตกนรกนั้น อยู่ที่การปฏิบัติต่อมารดาบังเกิดเกล้า เพราะแม่เป็นผู้มีบุญคุณล้นเหลือเริ่มตั้งแต่ที่อุ้มครรภ์ แม่ก็มีภาระหนักโดยกล้ำกลืนอาหารเข้าไปเจือจานทำนุบำรุงทารกในครรภ์ ภาระอันหนักนี้บางคราวบางครั้งถึงกับทำให้แม่เป็นลมหน้ามืดหรือถึงกับล้มลง สิ้นสติและในขณะที่คลอดลูก แม่ก็ต้องเสี่ยงชีวิต ต้องเสียเลือดจำนวนมากกับการคลอดลูก แม่ที่เสียชีวิตจากการคลอดลูกมีอยู่หลายราย และเมื่อคลอดลูกแล้ว แม่ก็ต้องทำนุบำรุงเลี้ยงดูลูกแบบที่เรียกว่า ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเป็นเวลาหลายปีกว่าลูกจะเติบโต ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงบัญญัติให้ลูกทุกคนรู้คุณของแม่และรู้จักตอบแทนบุญคุณนั้นให้ถูก ต้องเหมาะสมดังคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า ?และเราได้สั่งการแก่มนุษย์เกี่ยวกับบิดามารดาของเขา โดยที่ มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาอ่อนเพลียลงครั้งแล้วครั้งเล่า และการหย่านมของเขา ในระยะเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณข้า และบิดามารดาของเจ้า.........และจงอดทนอยู่กับเขา ทั้งสองในโลกนี้ด้วยการทำความดี? ความรักของแม่นอกจากเป็นการฟูมฟักเลี้ยงดูลูกตามธรรมชาติของความเป็นแม่แล้ว ยังประกอบด้วยการทำหน้าที่ตามพระบัญชาของอัลลอฮฺด้วย หน้าที่นี้ได้แก่การสั่งสอนอบรมลูกให้เป็นมุสลิมที่ดี ดังนั้นในทัศนะของศาสนาอิสลามแม่จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อลูกทั้งในฐานะผู้ให้ ชีวิต ผู้อุปการคุณและผู้ช่วยเหลือในการพัฒนาตนให้เป็นคนดีตามคำสอนของศาสนา การปฏิบัติต่อแม่อย่างรู้คุณเป็นความดีที่จะทำให้อัลลอฮฺเมตตาและส่งผลให้ ผู้นั้นได้รับความสุขนิรันดร์ในสวรรค์หลังสิ้นชีวิต

อาจสรุปได้ว่าในทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลามต่างถือว่าแม่เป็นบุคคลสำคัญที่ควรได้รับการยกย่องเชิดชู ความรักของแม่เป็นความรักที่ทดแทนได้ยากหรือแทบไม่ได้เลย บุญคุณของแม่เริ่มจากการให้กำเนิดชีวิตลูก ตามด้วยการรับภาระหนักในการอุ้มครรภ์ ความเจ็บปวดในการคลอดลูกการทะนุบำรุงดูแลลูกที่ยังเป็นทารกแบบไม่ให้ริ้นยุง ถูกเนื้อถูกตัวไปจนถึงการสอนอบรมลูกให้เป็นคนดี ถึงแม้ว่าการแพทย์สมัยใหม่จะช่วยให้การอุ้มครรภ์และการคลอดลูกมีอันตรายต่อ แม่น้อยลง แต่ในการมีลูกแต่ละคนนั้นแม่ก็ยังต้องเสี่ยงชีวิตอยู่นั่นเอง ดังนั้นบุญคุณของแม่ยังคงมีอยู่ผู้เป็น ?แม่อุ้มท้อง? ผู้อุ้มครรภ์แทนแม่เกิดจึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อเราเช่นเดียวกับ ?แม่เลี้ยง? ผู้เลี้ยงดูอุปถัมย์เราแทนแม่ในสายเลือดที่ตายไปก่อน การเลี้ยงลูกเป็นงานละเอียดอ่อนและซับซ้อน แม่ทำงานนี้โดยไม่หวังการตอบแทนประโยชน์ให้แก่ตน แต่ทำด้วยความเสียสละทั้งเวลา แรงกายแรงใจ และทุนทรัพย์ดังนั้นศาสนาจึงสอนลูกให้รู้บุญคุณแม่และรู้จักตอบแทนบุญคุณนี้ ให้เหมาะสม การมีความกตัญญูกตเวทีต่อแม่จึงเป็นหน้าที่สำคัญของลูกทุกคน การปฏิบัติหน้าที่นี้ได้สำเร็จจะมีผลดีต่อลูกทั้งในโลกนี้และในสัมปรายภพ

ของขวัญวันแม่ที่ดีที่สุดคือ การทำความดีต่อแม่เดี๋ยวนี้เวลานี้ ก่อนที่แม่จะแก่ชราและล่วงลับจากไป


ที่มา : วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
Tel. (02)800-2630-39 Fax. (02)800-2659
Email: crwww@mahidol.ac.th, or atcrsmu@gmail.com

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.223:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 12 ส.ค.53 เวลา 07:56
 ความคิดเห็นที่  196

ปกติคนที่ไม่มีลูกจะไม่รู้ถึงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก จะรู้ก็เมื่อตนเองมีลูกแล้ว

ธรรมเนียมไทยไม่เหมือนกับธรรมเนียมฝรั่ง การแสดงออกต่อกันระหว่างบุคคลก็ต่างกัน
แม้จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

การโอบกอด หรือแสดงความรักต่อพ่อแม่ในวันสำคัญของคนรุ่นเก่า อาจไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อความรู้สึกได้ดีเท่ากับการกระทำของลูก

ลูกอาจไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่พ่อแม่คงจะยินดีที่ลูกรู้จักเอาตัวรอดได้ มีชีวิตที่เป็นปกติสุข
ไม่เป็นคนไม่ดี ให้คนประนามทั้งบ้านทั้งเมือง แต่หากลูกเป็นแบบนั้น พ่อแม่ก็ได้แต่
เจ็บช้ำอยู่ภายใน

ดังนั้น ลูกๆ ทุกคน ควรระวังความประพฤติของตนเองให้ดี เพราะในการทำผิดพลั้งใดๆ
ไม่ได้เป็นการก่อกรรมต่อคนอื่นๆ เท่านั้น สิ่งสำคัญก็คือ ได้ทำบาปกรรมต่อบุพการี
ไปด้วย เป็นการก่อกรรมซ้ำซ้อน



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.97.136   ตอบเมื่อ 12 ส.ค.53 เวลา 18:43
 ความคิดเห็นที่  197

ผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๖๕ ปีแล้ว เป็นแม่เหมือนกัน ทำงานหนัก แล้วก็มีคนไม่อยากให้เธอทำงานต่อ เป็นคนกันเอง เป็นลูกน้อง งัดกฎหมาย มาเล่นงาน ส่งเรื่องให้ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
ที่เป็นฐานะของ ฝ่ายบริหาร ตีความ

โดยผลีผลาม ก็ลืมไปว่า ตีความในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบ

ที่เขาไม่อยากให้เธอทำงานต่อ เพราะมีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง

แต่วันนี้เธอยังคงทำงานต่อไปตามหน้าที่ เพราะตามข้อกฎหมาย ยังคงปฏิบัติงานต่อไปจนกว่าจะมีผู้ดำรงหน้าที่คนใหม่

ซึ่งยังตั้งไม่ได้ เพราะการเมืองยังวุ่นวายกันอยู่ องค์ประกอบทางการเมืองไม่ลงตัว เพราะมีเรื่องใหญ่กว่าที่คาปากอยู่

แม่คนนี้ชื่อ คุณหญิงจารุวรรณ และเชื่อว่า ยังมีผู้หญิงที่เป็นแม่อีกมาก ยังต้องทำงานหนัก
และต้องต่อสู้ ตามลำพัง และไม่เป็นข่าว

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.97.136   ตอบเมื่อ 12 ส.ค.53 เวลา 19:05
 ความคิดเห็นที่  198


คุณหญิงก็ทำงานต่อสู้กับกลุ่มอำนาจหลากหลาย

มีกำลังใจทำอยู่ได้เพราะเป็นคนเก่ง คนเก่งมักจะเชื่อมั่นในตัวเองสูง และกล้ากว่าปกติ

ประกอบกับมีความตั้งใจที่จะทำงานถวายแด่พระเจ้าอยู่หัว

มีเพื่อนเป็นนายทหารผู้ใหญ่หลายท่านทั้งตอนเรียน วปอ. และสถาบันพระปกเกล้า
ซึ่งจะทำให้ท่านกล้าที่จะทำอะไรได้มากขึ้น

ขอเป็นรุ่นลูกที่ ชื่นชมและเป็นกำลังใจในความแข็งแกร่งของคุณหญิง ....

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.123:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 14 ส.ค.53 เวลา 17:09
 ความคิดเห็นที่  199

ถ้าจะให้ทำงานได้แบบที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ก็จะต้องเริ่มต้นที่ปัจจัยพื้นฐานก่อน

ตั้งแต่เป็นตัวของตัวเอง มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะมีกองหลังหรือไม่ก็ตาม

ไม่มีแผลให้เปิด

ที่สำคัญก็คือ กันเรื่องงานออกจากครอบครัว (ถ้ามี) อย่าให้คนข้างนอกไปยุ่มย่ามกับคนในครอบครัว และ ขณะเดียวกันก็อย่าให้คนในมาวุ่นที่ทำงาน

ระมัดระวังตัวในการรับของขวัญ จากทุกระดับ ติดป้ายไว้เลยว่า งดรับของขวัญทุกเทศกาล
เพราะที่ทำงานเป็นหน้าที่ แล้วก็ได้รับเงินเดือนตอบแทนอยู่แล้ว

ย่อหน้าหลังนี่ มีสิทธิที่คนจะครหาว่า ทำไมกวน teen แบบนี้

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.91   ตอบเมื่อ 14 ส.ค.53 เวลา 18:00
 ความคิดเห็นที่  200

การตีค่าของเวลา ในแต่ละคนต่างกันไป อาจขึ้นกับวัย นิสัย หรือ อาชีพ
แบบทนายความหลายคนที่มีนาฬิกา เล็กๆ พกพาไปทุกที่ เมื่อลูกความปรึกษา
ก็กดปุ่ม จับเวลา บางคนค่าของเวลาแพงมาก

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการไม่ยอมให้เวลาเสียเปล่า .....

อย่างทนายความคนนี้ ระหว่างนั่งว่างๆ บนเครื่องบิน ก็รู้สึกว่าหากปล่อยว่างจะเสียเปล่า
อย่ากระนั้นเลย ต้องหาอะไรทำ แล้วเขาก็ชวนเพื่อนร่วมเดินทาง ดูคล้ายกับเป็น
คนแก่ขี้เหงา เล่นเกมส์ทายปัญหา

เขาบอกว่าผู้ชราว่า...

" ระหว่างรอเครื่องลง เรามาเล่นทายคำถามกันสนุกๆ ดีไหม ผลัดกันถาม ถ้าคุณตอบไม่ถูก ผมคิด ๕๐ บาท แต่ถ้าผมตอบไม่ถูก ผมจ่ายให้ ๕๐๐ บาท "
ชายชราขมวดคิ้วนิดนึง แต่แล้วก็ตอบตกลง

" ระยะทางระหว่างกรุงเทพ ไป พนมเปญ คิดเป็นกี่กิโลเมตร "

ชายชราหยิบเงิน ๕๐ บาทให้ หมอความ โดยไม่ต้องตอบให้เสียเวลา
แล้วตั้งคำถามบ้าง

" อะไรเอ่ย เวลาขึ้นมามีสามขา เวลาลงไปมีสี่ขา "

หมอความ เปิด laptop แล้วก็เริ่มค้นหาจากกูเกิล แชตกับเพื่อน ดูในเฟซบุค แต่ก็ยังไม่พบคำตอบ ค้นอยู่เป็นนาน แล้วก็ยอมแพ้ เอ่ยถามว่า... " มันคืออะไรหรือลุง "
ลุงบอก " จ่ายมาก่อนดิ " ทนาย หยิบเงินให้ ๕๐๐ บาท


ส่วน"ลุง" หยิบเงินให้ ๕๐ บาท.... แล้วก็ นอนต่อ

เรื่องนี้บอกว่า ความรู้หรือจะสู้ประสบการณ์


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.69   ตอบเมื่อ 20 ส.ค.53 เวลา 07:31
 ความคิดเห็นที่  201




จะเอาแก่นไม้ ก็ต้องอาศัยเปลือกไม้ด้วย

หลวงพ่อปราโมทย์ : ไม่มีใครสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้นะ
จิตบรรลุของมันเอง เมื่อศีล สมาธิ ปัญญานี้แก่รอบพอ จะต้องสะสมนะ
ท่านบอกว่า ไม่เอาศีลเป็นเป้าหมาย ไม่เอาสมาธิ ไม่เอาปัญญา
แต่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่เอาเลย เพียงแต่ว่าไม่เอามาเป็นเป้าหมาย
บางคนฟังหลวงพ่อบอกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสะเก็ดไม้ เป็นเปลือกไม้ เป็นกระพี้ไม้
นั้นแสดงว่าไม่ต้องเอา จะเอาวิมุติ อยากหลุดพ้นอย่างเดียวไม่หลุดหรอก
ต้นไม้จะมีแก่นขึ้นมาได้ ต้องมีใบใช่ไหม มีกิ่ง มีเปลือก มีกระพี้
ไม่อย่างนั้นจะมีแก่นขึ้นมาได้อย่างไร เราจะภาวนาให้เกิดวิมุติ
เราก็ต้องมีเปลือกพวกนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องอบรมไปเรื่อย ให้แก่รอบนะ
แต่ไม่ใช่เป้าหมาย มันคือเครื่องมือ เครื่องมือกับเป้าหมายไม่เหมือนกันนะ
อย่างเป้าหมายของหมอต้องรักษาโรคให้ได้ แต่หมอมีเครื่องมือเยอะแยะเลย
ถ้าหมอคนนี้เป็นหมอพิกลพิการทางจิตใจ จะซื้อเครื่องมือมาเยอะเลย
แต่คนไข้จะอยู่หรือจะตายไม่สนหรอก ขอให้ได้ใช้เครื่องมือ
อย่างนี้ก็ไม่ไหวใช่ไหม เรียกว่าผิดเป้าหมายแล้ว อย่างนั้นเป้าหมายเราจริง ๆ
การหลุดพ้นนะ แต่เครื่องมือต้องสะสม ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องสะสมไปเรื่อย

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.180.84.242   ตอบเมื่อ 22 ส.ค.53 เวลา 20:27
 ความคิดเห็นที่  202



ความทุกข์เกิดขึ้นจริง ๆ เพียงครั้งเดียว
แต่ความคิดเกิดวนเวียนซ้ำซากนับพันครั้ง



โดย : ว.วชิรเมธี

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.58.217   ตอบเมื่อ 23 ส.ค.53 เวลา 07:54
 ความคิดเห็นที่  203

ผิดแล้ว

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.116   ตอบเมื่อ 23 ส.ค.53 เวลา 12:52
 ความคิดเห็นที่  204



เป็นเช่นนั้นเอง หรือ ตถตา เป็นคำสรุปรวมของเรื่องปฏิจจสมุปบาท
ซึ่งครอบโลกให้เหลืออยู่เพียงว่า : ตถตา - เป็นเช่นนั้นเอง
ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นดังนี้
อวิตถตา - ไม่ผิดไปจากนั้น
อนัญญถตา - ไม่เป็นไปอย่างอื่น
ธัมมัฏฐิตตา - เป็นธรรมดาของธรรมชาติ
ธัมมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวของชาติ
หากรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดมันยุ่งยากลำบากมากเรื่อง
ไม่ต้องคิดให้มากความ
จงจำคำว่า "ตถตา" ไว้คำเดียวพอ แปลว่า "เป็นเช่นนั้นเอง"
แล้วจะเข้าใจทุกอย่างดีขึ้นได้เอง
.................

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  61.47.10.76   ตอบเมื่อ 25 ส.ค.53 เวลา 05:55
 ความคิดเห็นที่  205

โพชฌงค์ หรือ โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่เป็นองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ หรือเป็นสภาวะแวดล้อมทางจิตใจของผู้ตรัสรู้ มีเจ็ดอย่างคือ
สติ (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง
โพ ชฌงค์ 7 เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม 37 (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 และมรรคมีองค์ 8)


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  125.27.4.197   ตอบเมื่อ 30 ส.ค.53 เวลา 07:59
 ความคิดเห็นที่  206

พี่ดมเก่งจริงๆรู้จริงทุกเรื่องสงใสว่าเป็นคนที่อยู่วางไม่เป็นต้องอ่านนังสือตลอดเวล่า

ผู้ส่ง  ฟ้าใส    email     url     ip  125.27.125.166   ตอบเมื่อ 31 ส.ค.53 เวลา 09:59
 ความคิดเห็นที่  207

พี่หม.ดมถามจริงๆทำอยางไรถึงเก่งหนูอยากเก่งแบบพี่บ้างหนูตามอ่านทุกเรื่องสนุกมาก

ผู้ส่ง  ฟ้าใส    email     url     ip  125.27.125.58   ตอบเมื่อ 31 ส.ค.53 เวลา 19:38
 ความคิดเห็นที่  208


เมื่อโพชฌงค์ คือสภาวะแวดล้อมในการบรรลุธรรมขั้นสูงมี 7 องค์ประกอบ
ควรมีให้ครบทั้ง 7 แต่เมื่อปฏบัติในอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วปัจจัยอื่นๆมันจะเกื้อกูลกันเอง
.................................................................................................................

ส่วนวิธีการปฏิบัติ(เพื่อรู้แจ้ง) ต้องใช้ สติปัฏฐาน 4
สำหรับ สติปัฏฐาน 4 นั้น ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ (ขึ้นกับจริตของแต่ละคน)

สติปัฏฐาน 4


สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ

สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม



คำว่าสติปัฏฐานนั้นมาจาก (สร ธาตุ + ติ ปัจจัย + ป อุปสัคค์ + ฐา ธาตุ)



แปล ว่า สติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลึก, การมีสัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ แต่เกิดจากจิตจำสภาวะได้ แล้วระลึกรู้โดยอัตโนมัติ โดยคำว่า สติ หมายถึงความระลึกรู้ เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ส่วนปัฏฐาน แปลได้หลายอย่าง แต่ใน มหาสติปัฏฐานสูตร และ สติปัฏฐานสูตร หมายถึง ความตั้งมั่น, ความแน่วแน่, ความมุ่งมั่น

โดย รวมคือเข้าไปรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ตามมุ่งมองของไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะ โดยไม่มีความยึดติดด้วยอำนาจกิเลสทั้งปวง ได้แก่

1. กา ยานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิกหรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
4. ธรรม มานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

มติอาจารย์บางพวก

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า .-

"กา ยานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การพิจารณารูปขันธ์ อานิสงค์ คือ ทำลายสุภวิปลาส (สำคัญความไม่งามว่างาม) เหมาะสมกับนักปฏิบัติที่เป็นตัณหาจริตทั้ง 3 คือราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต และเป็นสมถยานิก คือมีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เหนือกว่า ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ซึ่งต้องเพิ่มการพิจารณาให้สมดุลกับสมาธิที่มีมากกว่า

เวท นานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การพิจารณาเวทนาขันธ์ อานิสงค์ คือ ทำลายสุขวิปลาส (สำคัญความทุกข์ว่าสุข) เหมาะสมกับนักปฏิบัติที่เป็นตัณหาจริตทั้ง 3 คือราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต และเป็นวิปัสสนายานิก คือมธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ เหนือกว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ซึ่งต้องเพิ่มสมาธิให้สมดุลกับปัญญาที่มีมากกว่า

จิต ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การพิจารณาวิญญาณขันธ์ อานิสงค์ คือ ทำลายอนิจจวิปลาส (สำคัญความไม่แน่นอนว่าแน่นอน) เหมาะสมกับนักปฏิบัติที่เป็นทิฏฐิจริตทั้ง 3 คือศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต และเป็นสมถยานิก คือมีวิริยะพละ สมาธิพละ เหนือกว่าศรัทธาพละ ปัญญาพละ ด้วยการเพิ่มกำลังวิริยะพละ สมาธิพละ ให้สมบูรณ์

ธรรม มานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การพิจารณาสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ อานิสงค์ คือ ทำลายอนัตตวิปลาส (ความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน) เหมาะสมกับนักปฏิบัติที่เป็นทิฏฐิจริตทั้ง 3 คือศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต และเป็นวิปัสสนายานิก คือมีศรัทธาพละ ปัญญาพละเหนือกว่าวิริยะพละ สมาธิพละ ด้วยการเพิ่มกำลังศรัทธาพละ ปัญญาพละให้สมบูรณ์ "ดังนี้

ข้อ นั้น ไม่สมกับพระไตรปิฎก เพราะคำว่า สมถะยานิก ไม่ได้หมายถึง ความมีสมาธิมากหรือน้อย แต่กล่าวถึง ผู้ที่ใช้สมถะนำเพราะเหมาะแก่ตน ซึ่งบุคคลคนๆนั้น อาจมีสมาธิมาก หรือน้อยก็ได้ มีมากก็เช่นในทิฏฐิวิสุทธินิทเทส มีน้อยก็ตามเนตติปกรณ์และสติปัฏฐานสูตร. จริงอย่างนั้น ในทิฏฐิวิสุทธินิทเทส ท่านกล่าวสมถะยานิกไว้ในฐานะที่มีสมาธิมาก, ส่วนในเนตติปกรณ์และสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ในฐานะที่เหมาะกับตัณหาจริต เพราะเป็นสภาพที่เป็นปฏิปักษ์กัน จึงเหมาะแก่การกำจัดจริตฝ่ายชั่วนั้นๆ. แต่ท่านไม่ได้หมายถึง การที่พระสมถะยานิก มีโพชฌงค์ฝ่ายสมาธิมากในที่นั้นเลย มีแต่ในวิสุทธิมรรค ซึ่งคนละนัยยะกับสติปัฏฐานสูตร มตินั้น จึงเป็นเพียงแต่อาจารย์นั้นๆคิดขึ้นเท่านั้น เทียบเนตติหามิได้

........................................................................................................................

เพื่มเติม...

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการมีสติระลึกรู้ลงในปัจจุบันถึงระบบการทำงานของจิต

ส่วนธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการมีสติระลึกรู้ในสภาวะธรรมที่กำลังปรากฎอยู่ว่า มีการเกิดขึ้น และดับไป ไม่มีอันใดที่เที่ยงแท้แน่นอน...
รู้เข้าไปที่สภาวะที่กำลังปรากฏนะ(ไม่ใช่อดีตหรืออนาคต)



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.174.118.44:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 31 ส.ค.53 เวลา 19:46
 ความคิดเห็นที่  209

เรื่องของ "สติ"



เมื่อ "สติ" หมายถึงความระลึกรู้ และเป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง
ดังนั้น สติ จึงมีเกิดขึ้น และดับไปเช่นกันด้วย
ไม่มีใครสามารถมี สติ อยู่ได้ตลอดเวลา
พระองค์ไหนที่สอนว่า "ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา" จึงเป็นคำสอนที่ผิด ไม่รู้จริง เป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างหนึ่ง

การที่คนเรามีสติบ้าง ลืมสติบ้าง นั่นละถือว่าปกติแล้ว


แต่จะทำอย่างไรให้ สติเกิดให้บ่อยที่สุด...พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีการ "เจริญสติ"
เมื่อมีเวลาจะกล่าวถึง "การเจริญสติ" ต่อไปครับ

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.174.118.44:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 31 ส.ค.53 เวลา 19:58
 ความคิดเห็นที่  210


ตอบน้องฟ้าใส
หน.ดม ม่ายได้เก่งแต่ประการใด
การที่เราชอบงานเขียนจะทำให้เราต้องค้นคว้ามากขึ้น
บางครั้งเรื่องที่เราสามารถนำมาเขียนได้เพียงน้อยนิด แต่เรากลับต้องอ่าน ต้องศึกษาในเรื่องนั้นๆอย่างมาก
และต้องหาวิธีในการสื่อให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจตามที่เราต้องการได้ (ซึ่งตรงนี้ หน.ดม ยังทำไม่ดีเลย ต้องปรับปรุง)

สาเหตุที่ชอบการเขียนเพราะมีแรงบันดาลใจจาก การอ่านเรื่องของหลวงวิจิตรวาทการ
ท่านมักแทรกแนวความคิดอันเป็นคติของท่านในงานเขียนเสมอ และแต่ละเรื่องไม่มีซ้ำแบบกันเลย
แนวคิดที่เป็นประโยชน์และคติที่แตกต่างกันทั้งนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ตาย
ผมประทับใจกับเรื่องที่ท่านเขียนหลายเรื่อง จึงทำให้คิดว่าถ้าท่านไม่ได้เขียนไว้ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่
เราก็คงไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวดีๆเหล่านั้นได้
เราเองก็ประมาทไม่ได้เพราะไม่รู้ความตายจะมาเยือนเข้าวันไหน
ผมเลยต้องเขียนไปเรื่อยๆตามเรื่องตามราว เผื่อจะมีประโยชน์กับใครสักคนในอนาคต
แต่ว่าทำไม่ได้ ๑๐ % ของท่านหรอกนะ....แต่อยากทำครับ


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.52.71.5:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 31 ส.ค.53 เวลา 21:15
 ความคิดเห็นที่  211




ท่านพลเรือนลองฟังดูนะครับ

การรู้สึกกาย รู้สึกใจคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.225:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 04 ก.ย.53 เวลา 16:13
 ความคิดเห็นที่  212

ยังไม่เคยได้ยินพระสอนปฏิบัติในแบบที่ สอนด้วยคำพูดกับความรู้สึกและความเข้าใจของ
ชาวบ้านผู้ยังไม่เคยปฏิบัติ

เช่น คำว่าให้ตามดูจิต ตามดูกิเลส ตามดูกาย กายไม่ใช่ของเรา อย่าไปเพ่ง ฯลฯ

แต่ชาวบ้านผู้ไม่เคยฝึก จะไม่เข้าใจแน่ว่า อะไรคือเพ่ง อะไรคือกายไม่ใช่ของเรา

คำว่าตั้งใจ ที่พระสอน หมายถึงอะไร มันมีความตรงๆ ตัว ไม่ใช่ว่าเป็นการพูดในทำนองให้สำรวม เป็นต้น คำว่า คน กับ มนุษย์ ก็ยังมีนัยสำคัญที่ต่างกัน ไม่ใช่เป็นการเล่นคำ
ในแบบทางโลก

วันก่อนไปยืนใส่บาตรหน้าวัดใกล้บ้าน ปรากฎว่า มีคนเดินผ่านหน้าแล้วก็มาถามเฉยเลยว่า
" ไม่ทราบว่า ชอบเล่นหวยบ้างไหม " ก็ตอบว่าเปล่า ไม่เล่นหรอก
เขาก็บอกว่า เขาได้เลขมาจากหลวงพ่อ..... ถูกมาสิบแปดงวดแล้ว
ก็เลยอยากจะแบ่งกัน แต่ก็ตามใจนะ แล้วแต่ เขามีเลขมา
คิดเงินห้าสิบบาท เอง

เราบอกว่า ไม่มีดวงในการได้เงินง่ายๆ หรอก ไม่เล่น
เขาบอกว่า ไม่ได้อยู่ที่ดวง แต่อยู่ที่หลวงพ่อจะให้หรือไม่
เราก็เลยช่วยซื้อ ๑ ซอง จะไปให้คนที่ทำงาน
ด้วยการให้เงินไป ๖๐ บาท (เพราะไม่มีเงินพอดี) บอกว่าไม่ต้องทอน

ใจดีซะอีก

กลับมาบ้าน เล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง เลยโดนวิจารณ์ นี่แหละคือการส่งเสริม
ให้คนทำผิดไม่เลิก

เราก็บอกว่า คิดว่าเขาคงไม่มีทางหาเงิน และคงต้องใช้เงิน แต่ไม่รู้จะทำอาชีพอะไร
เราก็คิดว่า เขาคงจะไม่มาผูกขาดขายกับเราอีก เพราะว่าเมื่อไม่มีการถูกรางวัล
ใครจะซื้ออีก

ผู้ใหญ่ก็เลยบอกว่า คิดแบบนั้นแหละ สิบแปดมงกุฏจึงมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
เพราะเขาคิดว่ามันง่ายในการหาเงิน


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.3   ตอบเมื่อ 13 ก.ย.53 เวลา 07:13
 ความคิดเห็นที่  213


"กายไม่ใช่ของเรา"


การที่สามารถเข้าใจได้ว่า กายไม่ใช่ของเรา คือจุดเริ่มที่สำคัญของการปฏิบัติ

เมื่อมีผัสสะมากระทบทางกาย แต่ไม่กระเทือนถึงใจ

มนุษย์ทุกคนเมื่อกระทบทางกาย กายก็เจ็บด้วยกันทั้งนั้นเป็นธรรมดา

แต่ผู้ที่เห็นแล้ว..เมื่อผัสสะมากระทบทางกายจะเจ็บเฉพาะทางกายเท่านั้น ส่วนใจจะไม่ได้เจ็บตามไปด้วย
แต่ใหม่ๆก็เจ็บไปด้วยกันนะทั้งกายทั้งใจนั่นละ แต่เมื่อฝึกไป..
กายก็รู้ว่านี่คือเจ็บกาย เจ็บที่ใจก็รู้ทันว่าเจ็บที่ใจ แยกออกว่า นี่คือเจ็บที่กาย นี่คือเจ็บที่ใจ
แต่ต้องเกิดจากการรู้นะ ไม่ใช่การนึกคิดเอา

แต่ยังหาคำอธิบายไม่ได้นะว่าทำไมต้อง ให้รู้ว่า กายไม่ใช่ตัวเรา
การเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรามันดีอย่างไร..จำเป็นต่อชีวิตของเราอย่างไร

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.194.114:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 13 ก.ย.53 เวลา 08:15
 ความคิดเห็นที่  214


เรื่องหวยก็เช่นกัน

เมื่อเรื่องหวยมากระทบที่หู ก็ให้รู้ว่ามีเรื่องหวยมากระทบที่หู

ขอให้เจ็บที่หูเท่านั้น..แต่เรื่องหวยไม่ได้กระทบถึงใจ


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.194.114:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 13 ก.ย.53 เวลา 08:20
 ความคิดเห็นที่  215

ตอนแรกก็ลังเลว่าจะทิ้งซองนั้นไปดีไหม กลัวทำให้คนอื่นเสียเงิน

แต่สุดท้ายก็เลยให้แม่บ้าน พร้อมทั้งเล่าที่มา

แม่บ้านบอกว่า แบบนี้หลอกชัวร์ แต่ก็รับไปนะ (เพราะเขาต้องหาเลขกันอยู่แล้ว)
เราเลยบอกว่า ขอให้ถูกก็แล้วกัน แต่ว่าอย่าไปเล่นจนเสียหาย เกินตัว
และถ้าจะไปบอกต่อคนอื่น ต้องเล่าที่มาด้วย

วันก่อน อ่านข่าวเขาบอกว่า ตอนนี้พระมีปัญหาเรื่องน้ำตาล กับ ความดันโลหิต
เพราะอาหารที่ทำกันในปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยห่วงเรื่องสุขภาพมากนัก

อะไรก็หวานไว้ก่อน

ดังนั้นเวลาจะใส่บาตร หากมีเวลาควรปรุงอาหารเอง หรือเลือกซื้อที่มีคุณภาพ

เนื่องจากไม่ถนัดในการทำอาหารเลย ดังนั้นจึงทำได้แต่พวกต้มเป็นหลัก
อาหารที่ใส่บาตร จัดเป็นจำพวกของแปลก

เช่น ของหวานก็จะไม่หวานมากนัก เพราะใช้น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลปึก
เลี่ยงการใส่น้ำตาลทราย

ของผัดก็จะไม่เน้นน้ำมันมากๆ ซึ่งทั่วไป เขาจะต้องใส่น้ำมันมากๆในตอนผัดผัก
ใส่ซีอิ๊วขาว แทนน้ำปลา แล้วก็ไม่ใส่ผงชูรส หรือ น้ำตาลในอาหารคาว
เด็ดขาด แต่ก็รู้สึกว่าอาหารที่ปรุง ไม่อร่อยอยู่ดี อย่างผัดผักนี่แหละ จะต้องผัดจนแน่ใจว่า
ผักสุก ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ เขาบอกว่า ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ แต่เรารู้สึกว่าถ้าไม่สุกมันจะเหม็นเขียว

เวลาปรุงอาหารใช้ไม่มาก แต่ที่มากและทำให้เสียเวลาจนจะไปใส่บาตรไม่ทัน
หลายครั้งก็คือ การเก็บล้างภาชนะ

การปรุงอาหารก็เป็นการฝึกสมาธิได้อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่มีฝีมือ
ในการทำ

ดังนั้น หากท่านที่มาอ่านเป็นผู้มีความชำนาญในการทำอาหาร ทางที่ดี
ท่านควรปรุงไปใส่บาตรเอง แล้วก็ไม่ควรใส่น้ำอัดลม อาจเป็นพวกนม ไมโล
หรืออื่นๆ ที่เน้นผู้ผลิตคุณภาพ และถ้าไม่ว่าอะไรก็ขอให้เป็นบริษัท ที่เป็นของคนไทย
เช่น หนองโพ กาแฟเขาช่อง (ตอนนี้มีหลากหลายมาก) เพื่อช่วยผู้ผลิตรายย่อย
ให้อยู่ได้

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.64   ตอบเมื่อ 13 ก.ย.53 เวลา 16:42
 ความคิดเห็นที่  216



เรื่องนี้เคยโพสมาแล้วครั้งหนึ่ง เอากลับมาให้ทบทวนดูอีกครั้ง
.............................................................................
เป็นเรื่องของความโกรธที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งและดำรงอยู่ในใจอยู่ระยะเวลาหนึ่งแล้วดับลงด้วยอีกเหตุปัจจัยหนึ่ง
.............................................................................
พระบวชใหม่รูปหนึ่ง เดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ ขณะเดินก้มหน้าแต่พอประมาณเพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ นั่นเอง อยู่ๆก็มีชายวัยกลางคนแต่งกายสุภาพคนหนึ่งใส่สูท ผูกเน็คไทสวมแว่นตาเดินเข้ามาหาท่าน พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย
พระรูปนั้นตกตะลึงรีบเดินหนี

แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว แต่เสียงด่าของเขายังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อกลับถึงวัดก็ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน ก็ยิ่งรู้สึกโกรธจนหน้าตาแดงก่ำ ยิ่งคิดไปว่าตั้งแต่บวชมาตนเองก็ไม่เคยกระทำความผิดอันใดก็ยิ่งโกรธหนักเข้า ไปอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ถูกด่าวันศุกร์ เช้าวันจันทร์ก็ยังไม่หายโกรธ ลืมแม้นกระทั่งถูกด่ามา ๓ วันแล้ว

เช้าวันจันทร์พระบวชใหม่ก็ประคองบาตรเดินผ่านจุดเดิมอีก นึกในใจว่าวันนี้ถ้าได้เจอจะต้องถามให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ว่ามาชี้หน้าด่าตนด้วยเรื่องอันใด

ระหว่างทางเดินกลับวัด โดยไม่คาดฝัน พระหนุ่มก็ทอดตาไปพบชายคนนั้นเข้าจนได้
ท่านพยายามเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่ชายผู้นั้นหาจำท่านได้ไม่

แต่กลับรำพึงรำพันว่า " ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า....บัดนี้พระองค์ ทรงกลับมาครองกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ..." ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเฉิบๆ......

พระบวชใหม่ได้เห็นดังนั้น...ท่านก็ได้รู้ว่าที่แท้..ชายผู้นี้เป็นคนบ้าในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง

ความโกรธในจิตใจที่ก่อตัวมา ๓ วัน ๓ คืน พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดาย....

ความรู้สึกนั้นหายไปได้อย่างไร..?

ทำไมเราจึงปล่อยวางกับคนบ้าได้ง่ายดายนัก....แต่ทำไมกับคนปกติเราปล่อยวางไม่ได้.....?
.............................................................................................

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.190.225:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 19 ก.ย.53 เวลา 07:57
 ความคิดเห็นที่  217

เพราะเราติดอยู่ตรงเรื่อง เจตนา คนบ้าไม่มีสติ จึงมิได้เจตนา แบบนั้นจึงเป็นผิดโดยสุจริตใจ

แต่คนปกติที่สติสมประกอบ หากทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมกับผู้อื่น เราจึงมองว่าเขามีเจตนา
ที่จะกระทำ ส่วนผิดหรือถูกต้องพิจารณาเป็นลำดับต่อไป



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  124.121.94.113   ตอบเมื่อ 19 ก.ย.53 เวลา 14:15
 ความคิดเห็นที่  218

การทำใจในยามประสบเหตุที่ไม่พึงประสงค์

๑. ถ้าโดนโกงทรัพย์ ก็ต้องบอกว่า ยังดีที่เราเป็นฝ่ายโดนโกง มิใช่เป็นฝ่ายโกง
เพราะว่า ไม่งั้นจะต้องไปใช้หนี้เขา เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ แล้วต้องอโหสิกรรม
ให้เขาทันที จะได้ไม่จองเวรอีกต่อไป

๒. โดนนินทาว่าร้าย ก็ต้องบอกว่า ดีแล้วที่เราไม่ได้เป็นคนก่ออกุศลกรรมนั้น
มิได้ก่อวจีกรรม ซึ่งอาจสร้างกรรมต่อเนื่อง เป็นกายกรรมในภายภาคหน้า แล้วต้อง
สงสารผู้ที่นินทาว่าร้ายว่าเขาน่าสงสาร และคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง ที่กดดันให้ต้อง
ประพฤติเช่นนั้น

๓ ได้รับความลำเอียง ก็ต้องภูมิใจ เพราะแปลว่าเรามีศักยภาพ และมีความสามารถ
เนื่องจากคนที่ลำเอียง เขาคิดว่าเรามีโอกาสกับอนาคตอีกต่อไปอย่างยาวนาน จึงได้
มอบโอกาสนี้ให้คนอื่นที่ด้อยความสามารถไปก่อน



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.249   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.53 เวลา 07:34
 ความคิดเห็นที่  219

สามเรื่องใน คห.ก่อนนั้น เขียนได้อย่างเข้าใจ เพราะโดนมาหมดแล้ว
โดยเฉพาะข้อ ๑ และ ข้อ ๓

รวมทั้งยังเข้าใจว่า การไปเรียกหาคำว่ายุติธรรม หรือประนามสังคมว่า หลายมาตรฐาน
นั้นบางทีมันไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะมันเป็นการร้องขอภายนอกตัวเอง

สู้ปรับสภาพใจของเราเอง เตือนตัวเองให้เห็นคำว่าหน้าที่ที่เราต้องทำ
งานที่เราต้องทำ มันมีประโยชน์กว่า เพราะไม่ว่าเราจะเรียกร้องยังไง
ตำหนิสังคมอย่างไร เราก็ยังต้องมีชีวิตแบบที่เราเป็น อยู่ดี


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.249   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.53 เวลา 11:52
 ความคิดเห็นที่  220

นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔

เป็นนโยบายระดับชาติที่มีเป้าหมายมุ่งสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่สันติสุข มีภูมิคุ้มกันปัญหาต่างๆ ที่สามารถ คัดกรองสิ่งที่เป็นคุณและโทษที่จะเข้ามากระทบต่อความมั่นคงของรัฐและประชาชน รวมทั้งสามารถแก้ไขสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของภัยคุกคาม เพื่อให้เกิดความมั่นคงที่ยั่งยืนและให้การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ให้ความสำคัญในการนำไปเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนงานและโครงการในขอบเขตภารกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถสนองผลประโยชน์แห่งชาติในทิศทางที่สอดคล้องกันและเป็นเอกภาพ
......................................................................

ซึ่งความหมายรวมๆแล้วก็คือการไล่ล่า คู่แข่งทางการเมืองให้กับรัฐบาลนั่นเอง



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.199.146:172.1.8.195   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.53 เวลา 13:08
 ความคิดเห็นที่  221

สงสัยว่าอาจจะตอบในกระทู้หุ้น

หากนักโต้วาทีมาเห็น ความเห็นข้างบนนี้ ก็คงจะบอกว่า ไม่ใช่ผลงานของเขาในการไล่ล่า
เพราะนโยบายนี้เกิดตั้งแต่ปี 2550 รู้สึกว่าเป็นรัฐบาลขิง ซึ่งจะออกเพื่อใครก็ไม่ทราบได้

หรือจะกลายเป็นวิชาของมู่หยงป๋อ มู่หยงฟู่ในเรื่อง แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ?



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.249   ตอบเมื่อ 20 ก.ย.53 เวลา 16:50
 ความคิดเห็นที่  222

พื้นฐานแนวความคิดทางพระพุทธศาสนา
โดยหน. ดมณ วันที่ 30 กันยายน 2010 เวลา 22:52 น.
พุทธศาสนา คืออะไร
***************************
พื้นฐานแนวความคิดทางพระพุทธศาสนา

พุทธศาสนา คืออะไร
***************************

คำว่า พุทธศาสนา มี ๒ ศัพท์ คือ พุทธศาสนา
พุทธ แปลว่า ผู้รู้แจ้ง ในที่นี้หมายถึง พระพุทธเจ้า
ศาสนา แปลว่า คำสอน ซึ่งหมายถึง ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งการอบรมสั่งสอนมวลมนุษย์, เทวดา และพรหม
ฉะนั้น คำว่า พุทธศาสนา จึงหมายถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนเหล่ามนุษย์, เทวดา และพรหม ทั้งหลาย
ความหมายของ พุทธศาสนา เพียงแค่นี้ก็คงยังให้ความเข้าใจได้ไม่ที่สอนเหล่ามนุษย์, เทวดา และพรหม ทั้งหลาย

พุทธศาสนาอยู่ที่ไหน
พุทธศาสนา อยู่ที่วัดวาอารามหรือ, อยู่ที่พระไตรปิฏกหรือ, หรือว่าอยู่ที่พระภิกษุ สามเณร

พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองนั้น อะไรเจริญ
มีวัดวาอารามมาก มีโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญที่สวยงาม, สร้างพระไตรปิฏก หรือแต่งหนังสือธรรมะกันมาก ๆ มีพระภิกษุ สามเณรมาก, มีการแสดงธรรมกันเป็นหมื่น เป็นแสน บ่อย ๆ นั่นแสดงว่า พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองใช่ไหม
การทะนุบำรุงพุทธศาสนานั้น บำรุงอะไร
การสร้างวัดวาอาราม, สร้างโบสถ์, วิหาร, ศาลาการเปรียญ, กุฏิ ให้สวยงาม อุปสมบท พระภิกษุ และสามเณร ให้มาก ๆ อย่างนั้นหรือ


การพิทักษ์พุทธศาสนานั้น พิทักษ์อย่างไร
บูรณะปฏิสังขรณ์โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ กำแพงวัด ตลอดจนทำความสะอาดถนนหนทางภายในบริเวณวัด และตั้งกองทุนนิธิอุดหนุนพระภิกษุ สามเณร ใช่ไหม

พุทธศาสนาเสื่อมนั้น อะไรเสื่อม
วัดร้างกันมาก โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ชำรุดทรุดโทรม, พระไตรปิฏกเก่าผุพัง, พระภิกษุ สามเณร พากันสึกหาลาเพศไปหมด นี่แสดงว่าพุทธศาสนาเสื่อมโทรม ใช่ไหม

การทำลายพุทธศาสนานั้น ทำลายอะไร
การทำลายวัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ จับพระสึก, จับเณรสึก, ตัดเศียรพระพุทธรูป, ลักขโมยของสงฆ์ เป็นการทำลายพุทธศาสนาใช่ไหม เมื่อทดลองตอบคำถามเหล่านี้แล้ว ก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจให้ชัดเจนได้ ลองพิจารณาโดยธรรมดูบ้างว่าพุทธศาสนาเป็นข้าศึกกับกิเลส
เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นคำสอนเพื่อให้รู้ความจริง เมื่อรู้ความจริงของธรรมชาติ กิเลส คือ ความไม่รู้ และความเห็นผิด ก็เกิดไม่ได้
แต่ถ้ากิเลสฟูขึ้นภายในจิตใจเมื่อใด พุทธศาสนาก็เสื่อมคลายไปเมื่อนั้น

ใครเป็นผู้ละกิเลส
ผู้ละกิเลส อันเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ได้แน่นอนนั้น ก็คือ ความเห็นถูกหรือสัมมาทิฏฐิ, โดยสภาวธรรม ได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ชื่อว่า วิปัสสนาปัญญา และ ปัญญาในมัคคจิต
ฉะนั้น พุทธศาสนา เมื่อว่าโดยนัยต่าง ๆ แล้ว ได้ดังนี้ คือ
โดยความหมาย หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยสภาวธรรม ได้แก่ ปัญญา ที่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือปัญญาที่แจ้งพระนิพพาน
โดยหลักฐาน ได้แก่ พระไตรปิฏก คือ
พระวินัยปิฏก
พระสุตตันตปิฏก
พระอภิธรรมปิฏก
โดยธุระ หมายถึง หน้าที่ของพุทธบริษัท มี ๒ ประการ คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ
โดยการเข้าถึง คือ การรู้พุทธศาสนาด้วยปัญญา ๓ ขั้น รู้โดย
ปริยัติ หมายถึง รู้ด้วยการศึกษาพระไตรปิฏก จนเข้าใจ
ปฏิบัติ หมายถึง รู้ด้วยการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา
ปฏิเวธ หมายถึง รู้แจ้งแทงตลอด มรรค ผล นิพพาน

อาศัยอะไรบัญญัติพุทธศาสนา
พระพุทธองค์ได้คำสอนจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทรงค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติ จนพบความจริงเหล่านั้นว่า ธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลมาแต่เหตุ และย่อมดับไปเพราะเหตุนั้น หมายความว่า ธรรมชาติทั้งหลายเกิดขึ้นได้ เพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อหมดเหตุปัจจัยนั้นแล้วก็ดับสิ้นไปดังนี้ ธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนี้ เรียกว่า สังขตธรรม
พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอุปปาทสูตร อังคุตรนิกายติกนิบาตยว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะภถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ นั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเองตถาคตตรัสรู้บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุ คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตรัสรู้บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้นเองตถาคตตรัสรู้บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ครั้นแล้ว จึงบอกแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธองค์ จึงได้มาจากความตรัสรู้ธรรมชาติ ตามความเป็นจริง มิใช่ได้มาด้วยการคิดนึก คาดคะเนเอาเอง ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าองค์ใดบัญชา และไม่มีพระพรหมประกาศิตใด ๆ ทั้งสิ้น

พุทธศาสนาเป็นสากลศาสนา
พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้จักความจริงของธรรมชาติ พร้อมทั้งเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และเสื่อมไป จึงเป็นคำสอนที่ผู้มีปัญญาทั้งหลาย จะพึงเรียนรู้ได้
มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ก็สามารถจะเรียนรู้ และพิสูจน์คำสอนที่เป็นสัจธรรมนั้นได้ จึงไม่หวงห้าม และไม่บังคับที่จะให้ผู้ใดนับถือ เช่น สอนว่า
ธาตุดิน มีลักษณะแข็ง หรืออ่อน พิสูจน์ได้ด้วยกายสัมผัส
ธาตุไฟ มีลักษณะร้อน หรือเย็น ก็พิสูจน์ได้ด้วยกายสัมผัส หรือ
จิตใจ เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ มีรู้เห็น, รู้ได้ยิน, รู้กลิ่น, รู้รส, รู้ถูกต้อง, รู้คิดนึก
ความโลภ คือ ความยินดีติดใจในอารมณ์
ความโกรธ คือ ความไม่พอใจในอารมณ์ หรือความประทุษร้ายอารมณ์
ความเมตตา คือ ความปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายมีสุข
ความกรุณา คือ ความคิดช่วยเหลือให้สัตว์พ้นทุกข์
ธรรมชาติต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ เป็นต้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีอยู่กับมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ท้าทายให้ทุกคนพิสูจน์ได้ ว่า-
ธาตุดิน ของชาติใด ภาษาใด ที่ไม่แข็ง หรืออ่อน
ธาตุไฟ ของชาติใด ภาษาใด ที่ไม่ร้อน หรือเย็น
จิตใจ ของใครบ้าง ที่ไม่รู้อารมณ์
ความโลภ ของใคร ที่ไม่ยินดีติดใจในอารมณ์
ความโกรธ ของใคร ที่ไม่ประทุษร้ายอารมณ์
ความเมตตา ของใคร ที่ไม่ปรารถนาให้สัตว์มีสุข
ความกรุณา ของคนไหนที่ไม่คิดช่วยเหลือให้สัตว์พ้นทุกข์

ด้วยเหตุนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงสอนให้รู้จักความจริงของธรรมชาติที่ใคร ๆ ก็พิสูจน์ได้ จึงเป็นคำสอนที่เป็นสาธารณะแก่มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา และไม่เฉพาะแต่เป็นคำสอนของมนุษย์เท่านั้น แม้เทวดา, มาร, พรหม, ผู้มีปัญญาก็ศึกษาได้ พระพุทธองค์จึงได้สมญาว่า สตฺถาเทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา เป็นพระบรมศาสดาเอกของโลก คือ ของมนุษย์ เทวดา มาร พรหม ที่มีปัญญา ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร
พระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นในโลกได้ด้วยพุทธคุณ ๓ ประการ คือ
1. พระปัญญาคุณ
2. พระมหากรุณาคุณ
3. พระบริสุทธิคุณ
ในพุทธคุณ ๓ ประการนั้น
๑. พระปัญญาคุณ ประกอบด้วยพระปัญญา อันมีโดยเฉพาะพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ
๑. สัพพัญญุตญาณ คือ ปัญญาที่รู้ทั่วถึงธรรมทั้งหมดทั้งปวงอันไม่มีอะไรปกปิดได้
๒. อาสยานุสสยญาณ คือ ปัญญาที่รู้อนุสัยกิเลส และรู้อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ที่เคยอบรมมาแล้วแต่อดีต
๓. อินทรยปโรปริยัติญาณ คือ ปัญญา ที่รู้การเจริญภาวนาของเวไนยสัตว์ว่า อินทรีย์แก่อ่อนยิ่งหย่อนอย่างไร
ปัญญาเหล่านี้ มีได้แต่เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยพระปัญญาสามารถดังกล่าว จึงได้นำออกมาประกาศโปรดสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ล้วนเป็นหนี้พระปัญญาคุณของพระองค์ยากยิ่งที่จะหาสิ่งทดแทนพระคุณนี้ได้

๒. พระมหากรุณาคุณ เป็นความกรุณาที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่จำกัดบุคคล, ไม่จำกัดกาล และไม่จำกัดสถานที่ ถ้าจะทรงโปรดให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้แล้ว เป็นต้องโปรด แม้จะลำบากยากเข็ญอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มแรกที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณโดยโปรดแก่พระปัญจวัคคีย์ ด้วยธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา และแสดงธรรมประกาศพระศาสนา ตลอดเวลา ๔๕ พรรษา แม้ใกล้เวลาจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ยังอุตส่าห์เสด็จไปประทานเทศนา โปรดแก่ สุภททปริพาชก ให้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้าย นี้เป็นพระมหากรุณาคุณ ที่มุ่งแต่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้พ้นจากวัฏฏภัย ทรงเห็นว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ต้องถูกกักขังอยู่ในสังสารวัฏฏ์มาเป็นเวลานาน จนหาเบื้อต้นมิได้
๓. พระบริสุทธิคุณ พระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นในโลก ด้วยพระบริสุทธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่ทรงประกาศพระศาสนา มิได้หวังเพื่ออามิสบูชาใด ๆ ทรงโปรดสัตว์ มิได้เลือกชั้น วรรณะ ไม่ว่า คนมี, คนจน จะมีอำนาจวาสนาหรือไม่ก็ตาม เมื่อเห็นว่า จะโปรดได้เป็นต้องโปรดเสมอ และมิใช่จะโปรดโดยเห็นแก่ ลาภ สักการะสรรเสริญ สุข แต่อย่างใด เพราะพระองค์หมดจดจากกิเลสโดยบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว คำสอนของพระองค์จึงมีรสเดียว คือ วิมุตติรส อันเป็นกิจที่จะให้สัตว์หมดจดกิเลส ส่วนเหตุไกล ที่ทำให้พุทธศาสนาเกิดขึ้นนั้น อาจกล่าวได้ว่า เพราะ กิเลส เป็นเหตุให้ ศาสนา เกิดขึ้น มี อวิชชา และ ตัณหา เป็นประการสำคัญ
ด้วยอำนาจของ อวิชชา คือ ความไม่รู้ ในความเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ที่เป็นความสงสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนว่า ทำไมสัตว์ทั้งหลาย จึงต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อตายแล้ว เกิดอีกหรือไม่ ถ้าเกิด เกิดขึ้นได้อย่างไรและถ้าไม่เกิดอีก ตายแล้วจะไปไหน พระองค์ใช้เวลาในการค้าคว้าหาความจริงเหล่านี้ โดยต้องสร้างปัญญาบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนมหากัปป์ ดังปฐมพุทธพจน์ที่ตรัสอุทานว่า
เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือน คือ อัตภาพอยู่ เมื่อไม่พบ ก็ได้แต่ท่องเที่ยวไปแล้ว สิ้นสงสาร นับด้วยชาติมิใช่น้อย ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ ดูก่อน นายช่างผู้ทำเรือน คือ อัตตภาพ ท่านจักทำเรือน คือ อัตภาพของเราไม่ได้อีกต่อไป โครงบ้านทั้งหลายทั้งปวงของท่าน เราได้ทำลายแล้ว ยอดแห่งเรือน คือ อวิชชา เรารื้อแล้ว จิตของเราถึงพระนิพพานแล้ว ประกอบกันเราได้บรรลุอรัหัตตผลแล้วอันเป็นที่สิ้นไปแห่ง ตัณหา ทั้งหลาย

พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ เพราะเหตุใด
พระพุทธเจ้า ฝากพระศาสนาไว้กับ พุทธบริษัท คือ ผู้รู้เหตุผลในคำสอนที่ถูกต้องของพระองค์ ไม่ได้ฝากไว้กับพระราชามหากษัตริย์, ผู้มีอำนาจ หรือมหาเศรษฐี แต่ฝากไว้กับ ผู้มีปัญญา สามารถเข้าใจเหตุผลในพระศาสนา
ฉะนั้น การรักษาพระพุทธศาสนานั้น ต้องมี ปัญญา เข้าถึงเหตุผลในคำสอนที่ถูกต้องด้วย จะรักษาไว้แต่เพียงมี ศรัทธา กราบไหว้บูชาพระพุทธศาสนาด้วยการสวดมนต์ไหว้พระ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ อย่างเดียวนั้นไม่ได้
พระพุทธศาสนา จึงดำรงอยู่ได้ ด้วยการช่วยกันทำธุระในพระพุทธศาสนา ๒ ประการ คือ-
คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนพระสัทธรรมให้เข้าใจ
วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การปฏิบัติตามความเข้าใจ ที่ได้ศึกษามาอย่างถูกต้อง จนเข้าถึงเหตุผลตามความจริงของธรรมชาติ
ฉะนั้น ปัญญา ของพุทธบริษัทเท่านั้น ที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ ด้วยการทำธุระในพุทธศาสนาทั้ง ๒ ประการนั้น

พระพุทธศาสนาจะเสื่อมไป เพราะเหตุใด
พระสัทธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะประเสริฐเลิศล้ำปานใดก็ตามก็หาได้พ้นจากความเป็นไปตามกฏธรรมชาติไม่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ, สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ, สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง, สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์, ธรรมทั้งหลายเป็น อนัตตา
แต่กระนั้นก็ตาม พุทธศาสนิกชน ผู้ยังมีฉันทาคติอยู่ ก็อดที่จะลำเอียงโต้เถียงไม่ได้ว่า พุทธศาสนานั้น ไม่มีวันเสื่อม, จิตใจของมนุษย์ ผู้นับถือพุทธศาสนานั้นต่างหาก ที่เสื่อมทรามลงไป แต่พุทธศาสนานั้น หาได้เสื่อมตามจิตใจลงไปไม่
ผู้กล่าวมองข้ามปัญญาที่จะเข้าถึงพุทธศาสนา ๓ ประการไป คือ ปัญญาขั้นปริยัติศาสนา, ปฏิบัติศาสนา และปฏิเวธศาสนา
ความสมบูรณ์ของพุทธศาสนาที่จะดำรงอยู่ได้ ต้องประกอบพร้อมด้วยปัญญาที่เข้าถึงพุทธศาสนาทั้ง ๓ ประการ จะขาดตกบกพร่องไป อย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ เพราะศาสนาทั้ง ๓ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน
ถ้าขาดปริยัติ คือ การเรียนธรรม และขาดปฏิบัติ คือ การปฏิบัติธรรมแล้วปฏิเวธ คือ ผลจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หรือจะมีแต่ปฏิบัติโดยไม่มีปริยัติก็ไม่ได้ ปฏิเวธ คือ ผลจากการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็มีไม่ได้เช่นกัน
ฉะนั้น ความเสื่อมทำลายของพุทธศาสนา จึงอยู่ที่ความเสื่อมไปจากความเข้าใจในเหตุผลที่ถูกต้องของธรรมชาติ
ถ้าไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับเรายังไม่รู้เหตุผลตามความจริงของธรรมชาติ ทำให้เราเห็นไม่ตรงกับธรรมชาติ ชื่อว่า เห็นผิด และไม่ใช่เห็นผิดจากความเห็นของพระพุทธเจ้า หรือของใคร ๆ ทั้งหมด แต่เห็นผิดไปจากความจริงของธรรมชาติ นั่นเอง
ฉะนั้น มิจฉาทิฏฐิ นี้เอง เป็นข้าศึกอันสำคัญในพระพุทธศาสนา แต่มิจฉาทิฏฐินี้ ก็ไม่ใช่ว่า จะอยู่นอกคำสอนของพุทธศาสนา มิจฉาทิฏฐินี้ ก็อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน โดยสอนว่า ผู้เห็นผิด
ย่อมยึดถืออยู่ในสภาวะที่ไม่เป็นความจริง เป็นลักษณะ
ถือเอาสภาวะที่ผิดจากความเป็นจริง เป็นกิจ
ยึดถือความเห็นผิด เป็นผล
ไม่อยากเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

ความเห็นผิดนี้ ถ้าเกิดกับผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้นเพียงใด พุทธศาสนาก็เสื่อมทำลายลงไปเพียงนั้น ยิ่งในปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนไม่สนใจในการเรียนปริยัติ และปฏิบัติ มากขึ้นแล้ว มิจฉาทิฏฐิ จะเกิดขึ้นพร้อมกับสัมมาทิฏฐิไม่ได้เหมือนบาปกับบุญ จะเกิดพร้อมกันไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนาจะเสื่อมทำลาย ก็เสื่อมที่ ความเข้าใจผิด ของบุคคลผู้เป็นพุทธบริษัทโดยสภาวะก็ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก นั่นเอง
สรุปว่า พระพุทธศาสนา นี้ เสื่อมได้ เพราะ ความเห็นผิด และ ตัณหา ของพุทธบริษัทที่ทอดทิ้งธุระในพุทธศาสนา ไปปรารภ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข กันนั่นเอง

พุทธศาสนาอันตรธานไปอย่างไร ?
พระพุทธศาสนาจะอันตรธานไปนั้น ย่อมอันตรธานจากปลายไปหาต้น พระพุทธองค์แสดงอันตรธานแห่งพุทธศาสนาไว้ ๕ ประการ ตามลำดับดังนี้คือ
๑) ปฏิเวธอันตรธาน หมายถึง มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นผลจากการปฏิบัติ เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ จะอันตรธานก่อน
๒) ปฏิบัติอันตรธาน คือ การเจริญสติปัฏฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน จะหมดสิ้นไป เพราะไม่มีใครปฏิเวธได้ ดังเช่นปัจจุบัน จะมีก็แต่การทำสมาธิกันเป็นส่วนมาก และสมาธิก็ย่อหย่อนไม่เข้าถึงอัปปนาฌาน พอที่จะยกขึ้นเป็นบาทของวิปัสสนากรรมฐานได้ ยิ่งวิปัสสนาด้วยแล้ว หาผู้เข้าใจได้ยากยิ่ง
๓.) ปริยัติอันตรธาน คือ การเรียนพระไตรปิฎกจะค่อย ๆ เสื่อมในกาลต่อมา โดยจะเสื่อมจากพระอภิธรรมปิฎกก่อน และจะเสื่อมจากคัมภีร์มหาปัฏฐานลงมาโดยลำดับ จนถึงธัมมสังคนีปกรณ์
๔) ลิงคอันตรธาน คือ สภาวะที่ภิกษุสงฆ์จะทรงบาตร และครองผ้ากาสาวพัตรสาบสูญไปในลำดับต่อมา เมื่อปริยัติเสื่อมถึงพระวินัยเสื่อม พระสงฆ์จะมีเพียงผ้าเหลืองน้อยห้อยหู นี้คือ ลิงคอันตรธาน
๕) ธาตุอันตรธาน คือ เมื่อถึงกาลที่พระพุทธศาสนาจะสูญสิ้น พระบรมสารีริกธาตุองค์ จะมาประชุมกันปรากฎเปลวไฟลุกไหม้ เป็นการประชุมเพลิงครั้งสุดท้าย และถึงกาลอันตรธานสูญสลายไป ของพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นการอวสานของพระพุทธศาสนา

คนไทยกับการนับถือพุทธศาสนาในปัจจุบัน
คนไทยในปัจจุบัน ส่วนมากนับถือพุทธศาสนากันด้วย ศรัทธา ซึ่งอาจแบ่งแรงศรัทธา อันเนื่องมาจากสาเหตุ ๓ ประการ คือ
๑) ศรัทธาในตัวบุคคล
๒) ศรัทธาในวัตถุ มีปูชนียสถาน และวัตถุมงคลต่างๆ เป็นต้น
๓) ศรัทธาในพิธีกรรมต่าง ๆ
ความศรัทธาในสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วนั้น เพราะยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในเหตุผลตามความจริงของธรรมชาติด้วย สติปัญญา
ทั้งนี้ เพราะไม่ค่อยสนใจในการศึกษาเล่าเรียนธรรม หรือปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านกับฟื้นฟูให้ มิจฉาทิฏฐิ เจริญงอกงามขน ส่วนสัมมาทิฏฐิค่อย ๆ อันตรธานไป แล้วพระพุทธศาสนาจะเจริญอยู่ได้อย่างไร กับผู้ที่ไม่เข้าใจเหตุผลในความจริงของธรรมชาติ

หลักฐานของพระพุทธศาสนา

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎก คืออะไร?
พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดย พระอรหันต์สาวก มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน และพระอานนท์เถระเป็นองค์สำคัญในการทำสังคายนา รวมไว้เป็น ๓ ปิฎกได้แก่
๑. พระวินัยปิฎก เป็นระเบียบข้อบังคับควบคุม กาย วาจา ใจ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มี ๕ คัมภีร์ โดยธรรมขันธ์มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
๒. พระสุตตันตปิฎก เรียกสั้น ๆ ว่า พระสูตร เป็นการแสดงธรรมโดยเทศนาโวหาร ตามที่โลกสมมุติ ยกสัตว์บุคคลขึ้นแสดง ให้เหมาะสมแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ ว่าโดยนิกาย มี ๕ นิกาย มีทีฆนิกาย เป็นต้น ว่าโดยธรรมขันธ์ มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
๓. พระอภิธรรมปิฎก แสดงธรรมเป็นปรมัตถสัจจะ คือ เนื้อความตามความเป็นจริง โดยสภาวะปฏิเสธสัตว์และชีวิต เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงอย่างถูกต้อง มี ๗ คัมภีร์ ว่าโดยธรรมขันธ์ มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
การเรียนปริยัติในครั้งพุทธกาล เรียนด้วยการฟังจากพระโอษฐ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเรียกคำสอนทั้งหมดนั้นว่า พุทธพจน์

พุทธพจน์ ๖ ประการ
๑. พุทธพจน์ มี ๑ ได้แก่ อัปปมาทธรรม (ความเป็นผู้มีสติ)
๒. พุทธพจน์ มี ๒ ได้แก่ พระธรรมวินัย
๓. พุทธพจน์ มี ๓ ได้แก่ พระไตรปิฏก
๔. พุทธพจน์ มี ๕ ได้แก่ นิกาย ๕ คือ
๑) ทีฆนิกาย
๒) มัชฌิมนิกาย
๓) สังยุตตนิกาย
๔) อังคุตรนิกาย
๕) ขุททกนิกาย
๕. พุทธพจน์ มี ๙ ได้แก่ นวังคสัตถุศาสน์ ศาสนามีองค์ ๙ คือ-
๑) สุตตะ ๒) เคยยะ ๓) ไวยากรณะ
๔) คาถา ๕) อุทาน ๖) อิติวุตตกะ
๗) ชาตกะ ๘) อัพภูตธรรม ๙) เวทัลละ
๖. พุทธพจน์ มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จำแนกเป็น
พระวินัยปิฏก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระสุตตันตปิฏก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระอภิธรรมปิฏก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

พระไตรปิฎกมีอยู่ที่ตัวเรา
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำสอน จากสภาธรรมที่ปรากฏในสัตว์บุคคลทั้งหลาย มีจิต เจตสิก และรูป โดยประเภทต่าง ๆ พระไตรปิฎก จึงมีอยู่ที่ตัวเราโดยแท้จริง คือ พระวินัย สอนคนให้เป็นคนดี พระสูตร สอนเรื่องราวของคนและ พระอภิธรรม สอนให้รู้จักธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวคน, เมื่อว่าโดยธรรมแล้วพระไตรปิฎก ได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน นั่นเอง

การเรียนพระไตรปิฎก ที่เรียกว่า ปริยัติ นั้น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เพียงแต่เรียนธรรมะหมวดใดหมวดหนึ่งให้เข้าใจให้ดีจนสามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็นับว่า พอที่จะรักษาพระศาสนาได้ เช่น เรียนเรื่อง อริยสัจ ๔ ให้เข้าใจ และอาศัยกัลยาณมิตร ก็พอจะเป็นพื้นฐาน นำสู่การปฏิบัติได้

การเรียนปริยัติมี ๓ อย่าง
๑) อลคทูปมาปริยัติ การเรียนเสมือนจับงูข้างหาง ย่อมจะต้องแว้งขบกัดเอา หมายถึงการเรียนแล้วยิ่งเกิดกิเลส
๒) นิสสรณัตถปริยัติ การเรียนเพื่อจะนำไปปฏิบัติให้พ้นจากทุกข์
๓) ภัณฑษคาริกปริยัติ การเรียนของพระอรหันต์ที่จะรักษาพระสัทธรรมไว้
การเรียนธรรมะที่ถูกต้องนั้น ต้องเรียนไปปฏิบัติให้พ้นทุกข์ ที่เรียกว่า นิสสรณัตถปริยัติ นั่นเถิด

พุทธศาสนากับประโยชน์ชีวิต
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปวง ล้วนเป็นคำสอนที่จะทำให้ผู้ศึกษาและปฏิบัติตาม ได้รับประโยชน์ตามสมควรทั้งสิ้น ประโยชน์จากคำสอนในพระพุทธศาสนา มีผลอยู่ ๓ ประการคือ
๑. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในโลกนี้ หมายถึงประโยชน์ที่จะพึงได้รับในอัตรภาพนี้ หรือในชาตินี้ ได้แก่ ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เรียกกันว่า มนุษยสมบัติ

เหตุที่จะให้ได้รับประโยชน์ในโลกนี้
๑) ฐานสัมปทาอุฏ ความเป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยการขยันหาทรัพย์
๒) อารักขสัมปทา ความเป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยการรักษาทรัพย์ที่หามาได้
๓) กัลยาณมิตตา ความเป็นผู้มีมิตรที่ดีงาม
๔) สมชีวิตา ความเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่พอดีกับทรัพย์ที่มาได้
๒. สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์โลกหน้า หมายถึงประโยชน์ที่จะพึงได้รับในชาติหน้า หรือภพหน้า ได้แก่ การเสวยความสุข อันประนีตจาก รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐพพะ และเรื่องบันเทิงใจทั้งหลาย อันเป็นทิพย์ สิ่งที่เป็นทิพย์ เหล่านี้ มีอุดมสมบูรณ์ในสรวงสวรรค์ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกสิ่ง ที่เป็นทิพย์เหล่านั้นว่า สวรรค์สมบัติ ซึ่งทุกคนปราถนาจะได้รับภายหลังความตายจึงเชื่อว่า สมบัติอันเป็นทิพย์เหล่านี้ สามารถเกื้อกูลชีวิต ที่จะต้องเกิดขึ้นอีกในโลกหน้า ให้อยู่ดีมีสุข

เหตุที่จะให้ได้รับประโยชน์ในโลกหน้า
๑) สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วย ความเชื่อ ในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อเรื่องกรรม, ผลของกรรม และความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น
๒) สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล คือ มีศีลบริสุทธิ์
๓) จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือ สละสมบัติ และกิเลสได้
๔) ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญาความรู้ ในเหตุแห่งความเสื่อม และความเจริญของชีวิต

๓. ปรมัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์อย่างยิ่ง หมายถึงประโยชน์ ยิ่งกว่าโลกนี้ และโลกหน้า บางทีเรียกว่า ประโยชน์เหนือโลก หรือสมบัตินอกโลก ได้แก่ นิพพานสมบัติ อันเป็นบรมสุข ไม่ต้องกลับไปมีทุกข์ ต้อง เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย อีก

เหตุที่จะให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง
เหตุที่จะทำให้ถึงพระนิพพาน ได้แก่ การปฏิบัติในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์สติปัฏฐาน ๔ มีกาย เวทนา จิต และธรรม โดยย่อแล้ว ก็ได้แก่ รูปธรรม และนามธรรม
ไตรสิกขานี้ เมื่อแยกออกไป ก็ได้แก่ องค์มรรค ๘ นั่นเอง

ประโยชน์จากการเรียนรู้พระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาคือตัวปัญญา ที่เห็นถูกต่อเหตุผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติ การที่จะเข้าถึงเหตุผลของธรรมชาติที่แท้จริงได้ ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์เหตุผลจากคำสอน

ฉะนั้น พระพุทธศาสนา จึงเป็นคำสอนที่มีจุดประสงค์เพื่อ
--- ทำคนให้เป็นคนดี
--- ทำคนลุ่มหลงให้หายจากความลุ่มหลง
--- ทำคนเห็นผิดให้กลับเป็นคนเห็นถูก
--- ทำคนโง่ให้เป็นคนฉลาด
--- ทำคนพาลให้เป็นบัณฑิต
--- ทำคนที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏทุกข์ ให้พ้นจากวัฏฏทุกข์
ด้วยอำนาจของปัญญา ที่จะได้มาจากคำสอนในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ธรรมที่เป็นพื้นฐานพุทธศาสนา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ธรรมโดยชอบด้วยพระองค์เอง ตรัสรู้สัจธรรม คือ ธรรมชาติที่เป็นความจริงแท้ ไม่วิปริตผิดพลาดคลาดเคลื่อน เรียกว่า อริยสัจธรรม ๔ ประการ คือ
ทุกขสัจจะ ความจริง คือ ธรรมชาติที่ถูกเบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์ ได้แก่ รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลาย
สมุทัยสัจจะ ความจริง คือ ธรรมชาติ ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา (โลภเจตสิก)
นิโรธสัจจะ ความจริง คือ ธรรมชาติ อันเป็นที่ดับทุกข์ และเป็นที่ดับกิเลส ได้แก่ พระนิพพาน
มัคคสัจจะ ความจริง คือ ธรรมชาติ ที่เป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘
อริยสัจ ๔ นี้ เมื่อสงเคราะห์ในปรมัตถธรรมแล้ว ก็ได้แก่ ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต, เจตสิก, รูป และนิพพาน นั่นเอง

พระพุทธเจ้าสอนอะไร ?
พระพุทธองค์ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็ทรงนำเอาอรัยสัจ ๔ มาสอน
อริยสัจ ๔ สอนเรื่องอะไร ? ก็สอนเรื่องของชีวิตนั่นเอง ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงทุกขสัจจะในธัมมจักัปปวัตตนสูตรว่า
ความเกิด เป็นทุกข์, ความแก่เป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์, ความเศร้าโศก, ร่ำไห้, ความทุกข์กาย, ทุกข์ใจ และความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์โดยย่อแล้ว รูปนามขันธ์ ๕ นั่นแหละเป็นทุกข์

พระพุทธเจ้าเอาคำสอนมาจากไหน ?
ธรรมชาติ หรือสภาวธรรม ที่พระองค์นำมาสอน ก็นำมาจากธรรมชาติที่มีอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย และธรรมชาติแวดล้อมสัตว์ทั้งหลายอยู่ภายนอก
คำสอนของพระองค์ จึงมุ่งสอนให้รู้เหตุผล ตามความเป็นจริงของธรรมชาติที่สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในโลก กับทั้งสอนให้รู้จักเหตุผลตามความจริงของธรรมชาติ ที่จะทำให้พ้นจากโลก คือ ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายในโลกอีกต่อไป จำง่าย คือ สอนธรรมที่เป็นไปเพื่อทุกข์ กับ ธรรมที่ทำให้พ้นทุกข์
การสอนให้รู้ความจริง คือ สัจธรรม อันจะทำให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสแล้วจะเป็นเหตุให้พ้นจากวัฏฏทุกข์นั้น
จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สัจธรรม หรือธรรมะ ตามคำสอนของพระองค์

ธรรมะ คืออะไร ?
คำว่า ธรรมมะ มีความหมายใช้กันอยู่ ๔ อย่าง คือ
๑. ปริยัติธรรม หมายถึง คำสอนของพระพุทธองค์ ที่รวบรวมเป็นบทเรียน คือ พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฏกรวมทั้ง อรรถกถา ฏีกา เรียกว่า ปริยัติธรรม
๒. เหตุธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดผลทั้งปวง เรียกผู้ที่มีความรู้แตกฉานในธรรม ที่เป็นเหตุนี้ว่า ธรรมปฏิสัมภิทา
๓. คุณธรรม ใช้ในความหมายว่า คุณธรรมและมิใช่คุณธรรม ให้เกิดผลเสมอกันหามิได้ กุศลให้ผลเป็นความสุข อกุศลให้ผลเป็นทุกข์ คุณธรรมนี้ หมายเอากุศลกรรม คือ ความดี ที่ให้ผลเป็นความสุข
๔. นิสสัตตนิชชีวธรรม ใช้ในความหมาย ที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์, บุคคล, ตัวตน, เรา, เขา, ในโลกนี้ ไม่มีสัตว์, บุคคล, ตัวตน มีแต่ธรรมชาติที่เรียกว่า นามธรรม กับ รูปธรรม เท่านั้น

ความจริง ๒ ประการ
สัจจะ แปลว่า ความจริง หมายถึง ความเป็นของจริง ของแท้ ไม่วิปริตผันแปร
สัจจะ มี ๒ อย่าง คือ
๑. ปรมัตถสัจจะ มี ๒ อย่าง คือ ความจริงของธรรมชาติ ที่ทรงสภาวะลักษณะของตนไว้ ไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธความเป็นสัตว์ และอัตตาตัวตน ได้แก่ สภาวธรรม ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน
๒. สมมุติสัจจะ คือ ความจริง ที่มนุษย์เราบัญญัติถ้อยคำ ตั้งชื่อ ขึ้นมาเรียก ขานกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายซึ่งกันและกัน ได้แก่ บัญญัติธรรม ๒ ประการ คือ อัตตถบัญญัติ และ สัททบัญญัติ ของจริงมีอยู่ คือ ปรมัตถสัจจะ แต่เมื่อจะเรียนรู้ของจริงนั้น ต้องอาศัย สมมุติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ได้แก่ สภาวธรรม ๔ ประการ คือ

๑. จิต คือ ธรรมชาติรู้อารมณ์
๒. เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต โดยเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์อันเดียวกับจิต มีที่อาศัยแห่งเดียวกับจิต และปรุงแต่ง จิตให้เป็นไปในการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ
๓. รูป คือ ธรรมชาติที่ต้องย่อยยับ เพราะความร้อน และเย็น เป็นต้น
๔. นิพพาน คือ อารมณ์ อันเป็นที่ดับกิเลส และดับทุกข์

ประมัตถธรรม มีอยู่ที่ตัวเรา
จิต ธรรมชาติรู้อารมณ์ คือ สิ่งที่เห็นได้, ได้ยินได้, รู้กลิ่นได้ รู้รสได้ รู้ถูกต้องสัมผัสได้, รู้คิดนึกได้
เจตสิก ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต มีความโลภ, ความโกรธ, ความ-หลง หรือความไม่โลภ, ไม่โกรธ, ไม้หลง เป็นต้น
รูป มีรูป, ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม, ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, เพศชาย, เพศหญิง เป็นต้น


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.198.129   ตอบเมื่อ 30 ก.ย.53 เวลา 22:43
 ความคิดเห็นที่  223

ความคิดเห็นที่ 213
"กายไม่ใช่ของเรา"
...
แต่ยังหาคำอธิบายไม่ได้นะว่าทำไมต้อง ให้รู้ว่า กายไม่ใช่ตัวเรา
การเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรามันดีอย่างไร..จำเป็นต่อชีวิตของเราอย่างไร
=========================================

กายไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว แค่ยืมมาใช้ชั่วคราว แล้วก็ต้องคืนพระแม่ธรณีไป
เซลล์มีอายุแค่ประมาณ 4 ปี เซลล์ใหม่ก็เข้ามาทดแทนไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไร
เป็นของเราจริงๆ มีแต่ผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เซลล์มาจากไหนก็มาจากอาหารที่เรากินเข้าไป ฉะนั้นเราก็คืออาหารที่เรากิน
เข้าไป อาหารมาจากโลก ฉะนั้นคุณก็คือโลกด้วย เป็นอันเดียวกัน แต่แยกออก
มาชั่วคราว แล้วก็กลับเข้าไปรวมกันอีกครั้ง

เมื่อรู้ว่าเราก็คือโลก บางส่วนของโลกก็คือเราด้วย อาการโกรธจะหายไปเยอะเลย
เช่นเดียวกับเราจะโกรธลูกเราน้อยกว่า โกรธคนอื่นๆ ยิ่งถ้าสามารถรู้ถึงความเป็น
จริงนี้ได้อย่างท่องแท้แล้ว เราจะไม่สามารถโกรธได้จริงๆ เหมือนเราโกรธคนบ้า
ไม่ลงนั่นแหละ เพราะตัวเขาก็ไม่ใช่ตัวของเขาที่แท้จริง แต่เป็นธาตุที่มาจากโลก
ด้วย และวันหนึ่งธาตุนั้นอาจจะมาเป็นเราก็ได้ ดังนั้นเขาก็อาจจะมาเป็นเรา
และเราก็อาจจะเป็นเขา ซึ่งเป็นอันเดียวกัน (แต่คนละเวลากัน) เราไม่สามารถโกรธ
ตัวเองได้ฉันใด (เมื่อเรารู้ตามความเป็นจริงแท้แล้ว) เราก็ไม่สามารถโกรธเขาได้ฉันนั้น

อกุศลอื่นๆ จะหายไปจากจิตที่ได้รู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า กายไม่ใช่เรา โดยอัตโนมัติ
เมื่ออกุศลไม่เกิด หรือเกิดได้น้อยมากแล้ว กุศลจึงเกิดขึ้นในจิตอย่างมหัศจรรย์

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.178.15   ตอบเมื่อ 02 ต.ค.53 เวลา 14:41
 ความคิดเห็นที่  224

คำสอน พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
http://www.luangporruesi.com/201.html

สักกายทิฏฐิตัวเดียว
จาก หนังสือ หลักการปฏิบัติธุดงค์


ถ้าได้อรูปฌาน แล้วใช้อรูปฌานเป็นพื้นฐานในการเจริญวิปัสสนาญาณ จับ สักกาย
ทิฏฐิตัวเดียว ท่านจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ไม่ยากลำบากอะไร ของกล้วย ๆ หากว่า
จิตของท่านทรงฌาน ๔ ได้เป็นปกติ หากวาสนาบารมีเข้มแข็ง จะเป็นอรหันต์ได้ภาย
ใน ๗ วัน

ถ้ากำลังใจอ่อนไปนิดจะเป็นอรหันต์ได้ภายใน ๗ เดือน ถ้ากำลังใจย่อหย่อนไปอีก
หน่อยหนึ่ง จะเป็นอรหันต์ได้ภายใน ๗ ปี ถ้าจิตทรงฌาน ๔ ได้แบบนั้น ใครปฏิบัติถึง
๗ เดือนก็ซวยเต็มที ไม่มีใครเขาทำกัน

เป็นอันว่า เมื่อเราได้จิตวิเวกแล้วต้องทำอุปธิวิเวกให้เกิดขึ้น มันจะไปยากอะไรไม่เห็น
ยาก

อุปธิวิเวก คือ หนึ่ง พระโสดาบัน ตัดสักกายทิฏฐิเห็นว่าร่างกายนี่ เราเดินธุดงค์หรือนั่ง
ธุดงค์ ธุดงค์ในวัดก็ดี ธุดงค์ในป่าก็ดี ทำจิตเสมอกัน

คิดว่าร่างกายนี้มันมีความเกิดในเบื้องต้น มีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนในท่ามกลาง มี
การตายในที่สุด และก็คิดว่าถ้าตายเวลานี้เราจะไปไหน เขาคิดกันอย่างนี้ ไม่ได้คิดว่า
อีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี คิดอย่างนั้นมันคิดลงนรก มรณานุสสติกรรมฐาน พระพุทธเจ้าเคย
ถามพระอานนท์ว่า

"อานันทะ! ดูก่อน..อานนท์ เธอคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง?"

พระอานนท์ตอบพระพุทธเจ้าว่า

"คิดถึงความตายวันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"อานนท์..ห่างเกินไป ตถาคตนี่คิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก"

นี่จำไว้ให้ดีนะ ฉะนั้น นักธุดงค์ภายในหรือภายนอกก็ตาม ต้อคิดเสมอว่าเราจะตาย
เดี๋ยวนี้ ถ้าอยากจะเป็นเทวดาก็ทรงจิตไว้ขั้นกามาวจร คือ ขั้นอุปจารสมาธิ อย่างนี้ตาย
แล้วเป็นเทวดา

ถ้าต้องการเป็นพรหม เราก็ทรงอารมณ์ไว้ตามปกติ ตายแล้วเป็นเทวดา

ถ้าเราต้องการตายแล้วไปนิพพาน ก็คิดไว้เสมอว่าโลกเป็นทุกข์ ร่างกายเป็นทุกข์ คน
และสัตว์ทั้งหมดมีแต่ทุกข์ คนและสัตว์มีสภาพเหมือนอากาศ มีเกิดขึ้นในเบื้องต้น และ
มีการสลายตัวในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งที่พักพิงอะไรเลย ในที่สุดต่างคนต่างพัง คน
ที่คุยกับเราไม่ช้าเขาก็ตาย เราก็ตาย เกิดแล้วตาย เกิดมาทำไม เกิดแล้วตายเราไม่เกิด
เสียดีกว่า ไม่เกิดไปไหน .. ตั้งใจไปนิพพาน


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.178.15   ตอบเมื่อ 02 ต.ค.53 เวลา 14:47
 ความคิดเห็นที่  225


กิเลสมันหลอกให้เราทำหน้าที่ต่างๆต่อไป

เรามักทำตามที่มันต้องการอยู่ร่ำไป

พ่อแม่เราสั่งให้ทำอะไรเรากลับไม่ค่อยเชื่อ
แต่เรากับเชื่อตามกิเลสอยู่เสมอ
และมักทำตามกิเลสอย่างขาดสติ

...........................................

กิเลส แปลว่า สิ่งเกาะติด สิ่งเปรอะเปื้อน สิ่งสกปรก
กิเลส คือ สิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจแล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว มีอุปมาเหมือนสีที่ใส่ลงไปในน้ำทำให้น้ำมีสีเหมือนสีที่ใส่ลงไป ใจก็เช่นกัน ปกติก็ใสสะอาด แต่กลายเป็นใจดำ ใจง่าย ใจร้ายก็เพราะมีกิเลสเข้าไปอิงอาศัยผสมปนเปอยู่
กิเลสที่ชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจคนมากที่สุด คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เพราะกิเลสชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจของคน จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กิเลสาสวะ หรือ อาสวกิเลส แปลว่า กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิต


ประเภทของกิเลส

อโนตตัปปะ ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต
โทสะ ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ
โมหะ ความหลงใหล ความโง่
อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา
ทิฏฐิ ความเห็นผิดเป็นชอบ
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ
โลภะ ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่างๆ
ถีนะ ความหดหู่ เงียบเหงา
อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต
มานะ ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง ความเป็นตัวตน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  183.88.114.76   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.53 เวลา 09:07
 ความคิดเห็นที่  226



กายกับจิต ที่เหมื่อนรวมกันเป็นหนึ่ง แต่ความจริงมีระยะห่างกัน แต่มีความสัมพันธ์กันอยู่

ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาที่ถูกต้องจะเห็นว่ามีช่องว่างอยู

"จิต" กับ "เวทนา" (ความรู้อารมณ์) ก็ มี ร ะ ย ะ ห่ า ง อ ยู่

"เวทนา" (ความรู้อารมณ์) กับ "สังขาร" (ความปรุงแต่งทางอารมณ์) ก็ มี ร ะ ย ะ ห่ า ง กั น อ ยู่

นอกจากนั้น "จิต" ที่ ว่ า มี ร ะ ย ะ ห่ า ง นั้ น ยั ง "เกิดดับ" เสียอีก

ผมเน้นตรงเวทนาเพราะตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
เป็นจุดที่สามารถจะเข้าไปรู้เพื่อหยุดวงจรของ ปฏิจจสมุปบาท ได้

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  183.88.114.76   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.53 เวลา 11:00
 ความคิดเห็นที่  227

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒
....
๒. มหานิทานสูตร (๑๕)
[๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ
นามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง
ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะ
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ปฏิจจสมุบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะ
เป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น
อานนท์ ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์
เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจ
ด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุง
กระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์
เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า
ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า
ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย
เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ
พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น
ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า อุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา
ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอ
ถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี
อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า เวทนามี
สิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอ
พึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ
พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป
เป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้า
เขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ
เธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า
วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด
นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด
เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น
ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

[๕๘] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้
มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวก
เทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์
เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น
สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็น
สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ
เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติ
ดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ
ก็คือชาตินั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย
ประการทั้งปวง เพราะภพดับไป ชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ
ก็คือภพนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง
ต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน
สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ
อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งภพ
ก็คืออุปาทานนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เรากล่าวอธิบายดัง
ต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา
รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน
ก็คือตัณหานั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี
แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส
โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี
โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา
ก็คือเวทนานั่นเอง ฯ
[๕๙] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย
เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา
จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ
รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง
จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความ
ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น
อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ
แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ
ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความ
ข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม
อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การ
วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน
เมื่อไม่มีการป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน
ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้
บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด
ขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ
แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ
ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่
โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้
บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ
ป้องกัน ก็คือความตระหนี่นั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่จะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ
ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ
ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ยึดถือ ก็คือการพะวงนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย
ดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้
กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก
ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง
ปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง
ก็คือความรักใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว
อธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ
ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ
โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่
พึงใจ ก็คือความตกลงใจนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ
ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ
ตกลงใจ ก็คือลาภนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา
ได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา
มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย
ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ
ก็คือ การแสวงหานั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ
ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ
ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ
แสวงหาก็คือตัณหานั่นเอง ฯ
[๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา
โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ
ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา-
*สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ
ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา
ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย
ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ
นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ
เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึง
ปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ
นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ
ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ
เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ
ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง
ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป
นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่
จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป
ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ
ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อ
ไปนี้-
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว
ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้
อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ
ต่อไปได้บ้างไหม ฯ
ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ
ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป
จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ
ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ
[๖๑] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ
ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า
อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อม
บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น
กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ
มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่
เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่
เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุด
มิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี
ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้
อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น
กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ
มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่
เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป
ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป
ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น
หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพ
ที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน
ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่า
นี้แล ฯ
[๖๒] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ
มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่
บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้
ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มี
รูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่
บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้
อานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น
ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความ
เห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้
อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็น
อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย
ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ
ไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน
ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย
ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาล
บัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ
อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย
ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้
หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน
ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า
อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร
กล่าวไว้ด้วย ฯ
ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณ
เท่านี้แล ฯ
[๖๓] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี
ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็น
อัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา
อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา
ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น
อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น ๓ อย่างนั้น ผู้ที่กล่าว
อย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา
มี ๓ อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา
๓ ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา
เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา
คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้
เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว
เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา
ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น
ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม-
*สุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ-
*คลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า
นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา
ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ
ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย
อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา
อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง
เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น
อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะ
เล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง
ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน
รูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว
แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่
ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของ
เรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้อง
ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับ
ไปแล้ว ฯ
ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนา
ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของ
เรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ
ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ
[๖๔] ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่
เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา
อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่
สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย
สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การ
กล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ

ข้อนั้น เพราะเหตุไร
ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ
การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร
ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี
ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น
นั้นไม่สมควร ฯ
[๖๕] ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ เหล่านี้ วิญญาณฐิติ ๗
เป็นไฉน คือ-
๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพ
บางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑
๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่อง
ในชั้นพรหมผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณ
ฐิติที่ ๒
๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร
นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓
๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ
ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔
๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด
มิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕
๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด
มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖
๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗
ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑) และข้อที่ ๒
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง ๗ ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ ๑ มี
ว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก
พวกวินิบาตบางพวก ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ
และโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ
ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ
ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ
ฯลฯ ฯลฯ
วิญญาณฐิติที่ ๗ มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ
ว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัด
วิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติ
ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายั

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  118.174.84.94   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.53 เวลา 15:47
 ความคิดเห็นที่  228


****** ทั่น ถ. ศึกษาได้ละเอียดยิ่งนัก นับเป็นบุญที่ได้สนทนาด้วยจริงๆ ******

ในบางแหล่ง จะมีการเชื่อมวงจร ปฏิจจสมุปบาท ตามภาพใน คห.๒๒๖

ทำให้คล้ายกับว่า ชรามรณะ เป็นปัจจัยให้เกิด อวิชชา

การที่ อวิชชามีลูกศรโยงมาจาก ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปาทายะ

จนกลายเป็นรูปภาพวงจรตามนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ?

นอกจากนั้น

ยังมีบางแห่งก็บอกว่า อวิชชา ก็เกิดจาก อวิชชา นั่นละ

บางแห่งก็บอกว่า อวิชชาเกิดจาก นิวรณ์ ก็มี

แต่บางคนบอกว่า นิวรณ์ แม้เป็นอาหารของ อวิชชา แต่ไม่ใช่เหตุให้เกิดอวิชชา คือตัว

นิวรณ์ ช่วยให้ อวิชชาเติบโตได้ แต่ไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด อวิชชา

บางแห่งบอกว่า อวิชชา เกิดจาก ตัณหา อุปาทาน

จึงมีผู้สงสัยกันมากว่า ในความจริงแล้ว อวิชชา มีเหตุมาจากอะไร

ตามพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ ระบุไว้ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า

อาวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย หมายความว่า อวิชชาเกิดขึ้น เพราะอาสวเกิดขึ้น



ประเด็นสำคัญในภาพซึ่งสำนักวิปัสสนานำมาแสดงกันจึงเน้นอยู่ที่ จุดที่ มนุษย์สามารถรู้ได้จากวิปัสสนา

โดยการตามรู้เวทนา หรือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน = การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน
ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ
แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนานั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

: ซึ่งเป็นทางออกที่สอดคล้องกับ หลักความต่อเนื่องของปฏิจจสมุปบาท

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  183.88.114.76   ตอบเมื่อ 03 ต.ค.53 เวลา 18:59
 ความคิดเห็นที่  229

กรุณาอย่าเพิ่งชม ครับ พี่หน.ดม ผมก็ใช้วิชชา (ที่พวกเราถนัด ลอกพระไตรปิฏกมานั่น
แหละ) ยินดีที่ได้สนทนาธรรมกับพี่หน.ดม ถึงเป็นกุศลอย่างแรงครับ

ตามความเห็นของผม (ซึ่งยังไม่ได้รับการพิสูจน์ใดๆ)
อาสวะ น่าจะเป็น แรงหรือพลังงานบางอย่าง ที่สามารถส่งผลต่อสิ่งต่างๆได้
เกือบทุกอย่าง คล้ายกับแรงดึงดูด หรือกลไกบ้างอย่างที่ดึงดูดสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน

แรงอันนี้ ก่อให้เกิดกระบวนการรวมตัวกันของธาตุขันธ์ ที่ยังไม่ได้รับการจัดระเบียบ
อย่างสมดุลย์ การที่ยังไม่ได้รับการจัดระเบียบอย่างสมดุลย์นี้แหละน่าจะเรียกว่า
อวิชชา หรือความไม่รู้จริง และถูกดึงดูดให้เป็นไปอย่างไม่รู้จริง ซึ่งมีผลที่จะเกิดขึ้น
ในอนาคตตามมา อย่างไม่รู้จบ

หากสมมติฐานนี้เป็นจริง
ก็น่าจะหมายความว่า ชรามรณะ เป็นการสลายธาตุ หรือทำลายรูปแบบ หรืออาจจะ
คล้ายๆ การ format แผ่นดิสค์ แล้วจึงจะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยอาศัยชาติ
หรือการเกิด แต่เป็นการเกิดคนละอันกับ ชาติ ครั้งที่แล้ว และสิ่งที่ส่งแรง หรือดึงดูด
ให้กลับมา ชาติ หรือเกิดใหม่นั้น ก็คือ อาสวะ

ดังนั้น อาสวะ จึงเป็นปัจจัยให้เกิด อวิชชา
ตามพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ ดังที่พี่หน.ดมได้กรุณายกมานั่นแหละครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.122.254.195   ตอบเมื่อ 04 ต.ค.53 เวลา 11:13
 ความคิดเห็นที่  230

ใน คห.ที่ ๓ ซึ่งเป็น คห.แรกของ หน.ดม ในกระทู้นี้ ได้เปิดประเด็นโดยการถาม จขกท.ไปว่า "การทำบุญคืออะไร"
และ จขกท.ก็ตอบกลับมาแล้วใน คห.ที่ ๑๓ ซึ่งได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
แต่เพื่อให้ได้สาระที่สามารถอ้างอิงได้และเกิดความกระจ่างสำหรับบางท่าน
จึงขอเติมเข้าไปอีกเล็กน้อยใน คห.นี้ครับ
......................................................


หลักการทําบุญในพุทธศาสนา

คำว่า "บุญ" ปัจจุบันเรามักใช้ควบคู่กับคำว่าทาน เช่น ทำบุญทำทาน คำว่าทำบุญ ในที่นี้คนทั่วไปมักหมายถึง การทำทานนั้นเอง คือ การให้สิ่งของแก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยความเต็มใจ แต่คำว่าบุญในทางพระพุทธศาสนามีความหมายมากกว่าการให้"บุญ"หมายถึง ความดีฉะนั้นการทำความดีก็คือการทำบุญการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ในทางพระพุทธศาสนาการทำบุญนั้นสามารถทำได้ 10 ทาง เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ได้แก่

1.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

2.สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล

3.ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

4.อปวายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่ คือ ไม่ทำตัวเป็นคนพาล การทำตัวหยิ่งยโส
แต่เป็นคนสุภาพอ่อนโยน

5.เวยยาวัจวมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายในกิจกรรมที่ชอบ เช่น รับใช้บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ครูอาจารย์
รวมตลอดถึงคนที่เราไม่รู้จักแต่ต้องการความช่วยเหลือจากเราในบางโอกาส โดยที่กิจการต่างๆที่เราช่วยนี้
ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยประเพณี และชอบด้วยธรรม

6.ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ เฉลี่ยส่วนความดีให้กับผู้อื่น

7.ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ ยินดีในความดีของผู้อื่น

8.ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม คือ รับฟังความรู้ที่เป็นประโยชน์ เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
และตั้งอยู่ในความเห็นที่ดีงาม

9.ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม คือ การถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

10.ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ตรง คือ การใช้ปัญญาไตร่ตรองอยู่เสมอว่าอะไรผิด อะไรถูก


ทานมัย
การให้ทานมีวัตถุประสงค์ เพื่อขจัดความตระหนี่ ความโลภในจิตใจมนุษย์ และการให้ทานยังมีจุดประสงค์อย่างอื่น
ได้แก่ เพื่อบุชาคุณ เพื่อการสงเคราะห์ เพื่ออนุเคราะห์ เพื่อทำคุณ การทำทานมี 4 ประเภทคือ

1) อามิสทาน ได้แก่ การให้วัตถุสิ่งของต่างๆ

2) วิทยาทาน ได้แก่การให้ความรู้ทางโลกแก่บุคคลอื่น

3) ธรรมทาน ได้แก่ การให้ความรู้ทางธรรม

4) อภัยทาน ได้แก่ การให้อภัยซึ่งกันและกัน


การให้ทานที่กล่าวมานั้น " การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง (ธม.มทานํ สพ.พทานํ ชินาติ) "
ทั้งนี้เนื่องจากการให้ทานอย่างอื่นมีประโยชน์เฉพาะหน้า หรือในชาตินี้เท่านั้น
แต่ธรรมทานมีประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

สำหรับการทำบุญตักบาตรนั้น จะต้องมีองค์คุณ 3 ประการ จะทำให้บุญมาก คือ

1) วัตถุบริสุทธิ์

2) เจตนาบริสุทธิ์ (ก่อนให้ทานมีจิตเลื่อมใสศรัทธา เต็มใจขณะให้ทาน ให้ด้วยจิตใจเบิกบาน หลังให้มีจิตใจแช่มชื่น ไม่นึกเสียดาย)

3) บุคลบริสุทธิ์ (ปฎิคาหก คือ ผู้รับทานเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความสงบระงับ มีกายวาจาเรียบร้อย ตั้งใจประพฤติธรรม)


สีลมัย
หลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว พระองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลกว่า ทำไมจึงมีวิบากกรรรมต่างๆกันทำไม
จึงไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย หรือดิรัจฉาน และทำไมจึงเกิดเป็นมนุษย์ และมนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนพิการ บางคนสติปัญญาดี บางคนทรัพย์น้อย บางคนสร้างฐานะไม่ได้สักที เป็นต้น เหตุที่มนุษย์เป็นคนสมบูรณ์
คือ ศีล 5 พระองค์ทรงบัญญัติศีล 5 เพื่อให้มนุษย์รักษาและถือเป็นหลักปฏิบัติ เป็นการป้องกันตนเองไม่ให้ตกไป
ในทางที่ชั่ว เช่น อบายภูมิ เป็นต้น .......
การรักษาศีลเป็นการขจัดกิเลสขั้นละเอียดกว่าการให้ทาน คือ ขจัดความโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางจากจิตใจ
ทำให้มนุษย์มีความสุขกายสุขใจมากขึ้น


ภาวนามัย
การเจริญภาวนา หมายถึง การฝึกอบรมจิตให้เจริญขึ้น ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ

1) สมถภาวนา คือ การฝึกจิตเพื่อมุ่งความสงบของจิต การฝึกจิตให้มีสงบอารมณ์เดียวดิ่งแน่วแน่ มีความตั้งมั่น
(หรือที่เรียกว่าสมาธิ) ซึ่งมี 40 วิธี (กรรมฐาน40) จะใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละบุคคล แต่วิธีที่นิยมกัน
คือ การเจริญภาวนาปานสติ

2) วิปัสนาภาวนา คือ การฝึกจิตที่สงบแล้วให้พิจารณาด้วยปัญญารู้เป็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติของ
สิ่งนั้นๆ

ที่มาจากหนังสือ วิธีการทำบุญในพระพุทธศาสนา


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.197.16   ตอบเมื่อ 10 ต.ค.53 เวลา 22:21
 ความคิดเห็นที่  231


สิ่งที่ยังเข้าใจเรื่องการทำบุญที่คลาดเคลื่อนอยู่มากก็คือ
เราไปทำบุญตักบาตรที่วัดแล้วเราเข้าใจว่าเราทำบุญแล้ว
ความจริงมันเป็นการ "ทำทาน" ที่เรียกว่า "อามิสทาน" ซึ่งเป็นข้อหนึ่งของ ทานมัย
กระทำไปเพื่อกำจัดกิเลสตัวหนึ่งคือ " ความโลภหรือความตระหนี่" เท่านั้น

และมีตัวชี้วัดที่สำคัญ ก็คือ ความโลภในใจ ถูกกำจัดแล้วหรือไม่
ถ้าผลการประเมิน(ตนเอง)ออกมาว่าหลังจากการทำทาน(ซึ่งเข้าใจว่าทำบุญ)
ในครั้งนี้ใจเรายังโลภอยู่เช่นเดิมก็เป็นการทำทานที่สูญป่าว

นอกจากนั้นการบริจากวัตถุทานแล้วยังประกาศชื่อเราไว้เป็นการบริจากที่สมบูรณ์หรือไม่
จะติดชื่อเราไว้เพื่ออะไร ใช่เพราะยังอยากโฆษณาตัวเองหรือไม่ เพื่อหวังให้คนอื่นมาเห็นความดีของเราใช่หรือไม่
ถ้าไม่ติดชื่อเราไว้ แล้วเสียหายอะไร จะเสียหายบ้างแค่อาจมีใครยักยอกไปเป็นสมบัติส่วนตัวบ้างก็เท่านั้น
คนพวกนั้นน่าสงสารมาก ยิ่งถ้าเป็นพระยิ่งน่าสงสารอย่างยิ่ง

"อามิสทาน" ถือว่ามีอานิสงส์ น้อยที่สุดในบรรดาทานทั้ง ๔ ประเภท
แต่เราก็นิยมทำกัน และสำหรับผมเคยเข้าใจผิดมาตลอดว่า "อามิสทาน" คือ "การทำบุญ"
เมื่อผมทราบแล้ว ก็อยากให้ผู้อื่นได้ทราบตาม
แต่สัญญาเดิมๆ(ความจำได้)ของผมก็ยังคิดวนเวียนอยู่นะว่า "อามิสทาน" คือ "การทำบุญ"
ดังนั้นในใจลึกๆของผมเอง "อามิสทาน" ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ "การทำบุญ" อยู่ดี
เมื่อมีโอกาสก็พยายามจะประกาศให้คนอื่นได้รู้ ว่าสาระของการทำบุญที่ถูกต้องคืออะไร มีเป้าหมายอย่างไร

แค่นั่งใช้ปัญญาไตร่ตรองอยู่เสมอว่าอะไรผิด อะไรถูก ก็เป็นการทำบุญแล้ว 555555

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  223.206.74.134   ตอบเมื่อ 11 ต.ค.53 เวลา 09:51
 ความคิดเห็นที่  232

อ่านแล้วชักจะกลุ้มใจว่า จะมีเวลาเหลือพอที่จะได้ปฏิบัติ และทำความเข้าใจ
ในหลักพระพุทธศาสนาก่อนตายไหม ? เพราะดูแล้วมันเป็นกลุ่มกะโหลกหนา ยังไงไม่รู้

พระบอกว่า จิตเป็นเหมือนน้ำ เจตสิต เป็นเหมือนเครื่องแกง
สอนคำสามัญอย่างนี้พอนึกภาพออก

วกกลับมาเรื่องโชคดีตามกระทู้ เดี๋ยวนี้ มีคนจรตามท้องถนนเยอะมาก ขอทานข้ามชาติ
ก็เพียบ วันก่อนเห็นหน้าแปลก เอาลูกมาด้วย (พวกเอาลูกออกหากินนี่ในบ้านเราก็มี แล้วก็ยังมีผู้ใหญ่เลวหลายคน นำภาพเด็กไปทำการอุกอาจวิจารณ์ที่มาของเด็ก โดยเด็กไม่ได้อนุญาต ทำได้ลงคอ) ก็เลยถามว่า คนไทยหรือเปล่า เขาก็ดีมาก บอกว่าเปล่าแต่มาจาก อะไรก็ไม่รู้มีคำข้างเคียงว่า ... สว่าง... ไม่ได้ให้เงินแต่ให้ของกิน กับพวกนมไป สำหรับเด็ก ปรากฎว่า คงจะมาอยู่เมืองไทยนาน เขาก็เลยทำการอวยพรให้เป็นการใหญ่ว่า ขอให้ร่ำรวย ....

การทำอามิสทาน นับเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่ทำได้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายาม ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจว่าทำไมมีคนทำกันเยอะมาก

ส่วนในด้านการปฏิบัตินั้น จะต้องประกอบด้วยหลายต่อหลายอย่าง ตั้งแต่การอ่านทฤษฎี หาครูบาอาจารย์มาสอน เพื่อไม่หลงทางเป็นมิจฉาทิฐิ ทำความเข้าใจในตัวบท แม้แต่อาการ คิด รู้สึก ระลึก เข้าใจ และ เป็น ยังต่างกันเลย

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.128   ตอบเมื่อ 12 ต.ค.53 เวลา 07:42
 ความคิดเห็นที่  233

อันนี้นอกประเด็นของกระทู้ วันที่ ๙ ตุลาคม ที่ผ่าน เป็นวันที่ระลึกวันเกิด และ วันไปเกิดใหม่ ของคนสองคน นักคิด นักเคลื่อนไหว ทั้งคู่ ไม่ใช่คนไทย

คนหนึ่งเกิด จอหน์ เลนนอน (เราไม่ชอบเขาเลย)
เจ้าของเพลง Imagine นักคิดยังไงก็ยังต้องอยู่ใต้อิทธิพล ภริยาวันยังค่ำ เพราะว่า
เขียนเพลง Woman ให้ โยโกะ โอโนะ ภรรยาคนที่ ๒ (มั้ง) ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดของ
เลนนอน มากๆ

คนหนึ่งไปเกิดใหม่ ด้วยวัยเพียง ๓๙ ปีเท่านั้น เช เกวารา คนชาติเดียวกับ ดิเอโก มาราโดนา อันที่จริง เช ไม่ได้ไปไหนไกล มาเมืองไทยนี่แหละ เป็นขวัญใจของสิงห์รถบรรทุก หลายต่อหลายรุ่น แต่ตอนหลังมีภาพ เซอร์ปิโก้ ตำรวจอันตราย ของอัล ปาชิโน มาสิงแทนบ้างประปราย

ชอบเช เกวารา ก็ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์อะไร แต่ชอบตรงที่เขาชัดเจนในเรื่องส่วนตัว ส่วนรวม อะไรที่เป็นเรื่องส่วนรวม ของใช้ทุกอย่าง ไม่มาปะปนกับเรื่องในบ้านโดยเด็ดขาด

เมื่อชอบเช ก็เลยเกลียดคนที่ฆ่าแล้วก็จับศพมาประจาน แบบที่ต้องการ พิสูจน์การตาย
คล้ายๆ กับการประกาศชัยชนะ ของมหาอำนาจเจ้าเก่านั่นเอง

สองเรื่องในวันเดียว (แต่คนละปี) ก็เป็นมรณานุสติให้คิดเหมือนกันว่า อย่าเอาแน่กับโลกที่มีแกนเอียง เตรียมกลับขั้วใบนี้ เลย

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.128   ตอบเมื่อ 12 ต.ค.53 เวลา 08:04
 ความคิดเห็นที่  234


เราเป็น ชาวพุทธ ต้องรู้ว่าอะไรคือสาระในชีวิตเรา อะไรไม่ใช่สาระ
ปัจจุบันเราเอาเรื่องที่ไม่ใช่สาระมาบรรจุไว้เพียบไปหมด จนไม่รู้ว่าอะไรคือสาระ อะไรไม่ใช่สาระ

คงเป็นเพราะว่าเรามักใช้เวลารู้จักคนอื่นมาก..มากเสียจนจนลืมที่จะใช้เวลารู้จักตัวเอง
ก็เลยคงเป็นอีกสาเหตุที่..ไม่รู้ว่าอะไรคือสาระ อะไรไม่ใช่สาระ

เราเรียนรู้เรื่องราวภายนอกมากมาย
พยายามเรียนรู้โลกภายนอกไปเรื่อย จนหลงลืมที่จะเรียนรู้จิตใจเราเอง....

เมื่อกลุ้มใจว่า จะมีเวลาเหลือพอที่จะได้ปฏิบัติ และทำความเข้าใจ
ในหลักพระพุทธศาสนาก่อนตายไหม ?ก็ให้มีสติรู้ตามทันที่ว่า..." นี่คืออารมณ์ กลุ้มใจ "
นั่นแหละท่านพลเรือนจะมีเวลาเหลือพอแน่นอน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  223.206.74.134   ตอบเมื่อ 12 ต.ค.53 เวลา 09:18
 ความคิดเห็นที่  235


พิธีเปิดโครงการอาจริยบูชา ๑๐๐ ปี ชาตกาล หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วันที่ ๒๖-๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ จตุจักร กรุงเทพฯ
http://luangporteean.net/
http://www.watsanamnai.org/

ผู้ส่ง  ถ.    email     url  http://luangporteean.net/    ip  124.121.172.50   ตอบเมื่อ 19 ต.ค.53 เวลา 17:43
 ความคิดเห็นที่  236


.

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.172.50   ตอบเมื่อ 19 ต.ค.53 เวลา 17:45
 ความคิดเห็นที่  237

"พระบอกว่า จิตเป็นเหมือนน้ำ เจตสิต เป็นเหมือนเครื่องแกง"

หลวงพ่อเทียนท่านสอนไว้ว่า "วัตถุ ปรมัต์ อาการ"

"อารมณ์ มันก็ต้องเห็นวัตถุ ปรมัตถ์ อาการ นี่ จึงว่ามีความเปลี่ยนแปลง วัตถุ ก็หมายถึง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่ในชีวิตจิตใจของเรา ปรมัตถ์กำลังเห็น กำลังเป็น กำลังมี นั่น
เองครับ อาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง หนักเป็นเบา มืดเป็นสว่าง
โง่เกิดฉลาดขึ้นมา ที่มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น เรียกว่า อาการ รู้อันนี้แล้วก็เห็น รู้
เข้าใจ สัมผัสแนบแน่น เรียกว่า ญาณของปัญญารู้อันนี้ครับ บางคนจะรู้เห็นโทสะก่อน
บางคนก็จะรู้เห็นโมหะก่อน บางคนก็จะรู้เห็นโลภะก่อน รู้แล้วไม่หลง ไม่ลืม เราต้องดู
ต้องรู้ ต้องเห็นอันนี้ บัดนี้รู้ครบจบถ้วนแล้วอันนี้ ก็รู้ เห้น เข้าใจ สัมผัสแนบแน่น เรียก
ว่า ญาณของปัญญา ปัญญาเข้าไปรู้ นี่ครับ อันนี้ไม่ใช่เป็นปัญญาความทรงจำครับ
เห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ"
http://www.watsanamnai.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=23&Id=539176734

หรืออีกเวอร์ชั่นหนึ่ง
วัตถุ=Input data bits หรือ stimulus หรือ สิ่งเร้า
ปรมัตถ์=Processor หรือ จิต
อาการ=Output data bits หรือ ผลจากการประมวลของจิต หรือ response หรือ
อาการต่างๆของจิต (น่าจะเป็น เจตสิก)

หรืออาจอธิบายได้อย่างนี้
จิต=น้ำ
อายตนะ=มือตีลงที่ผิวน้ำ (สิ่งเร้าภายนอก)
เจตสิก=อาการน้ำที่กระเพือมเป็นคลื่น

ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ครับคุณพลเรื่อนและพี่หน.ดม ช่วยชี้แนะด้วย



ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.175.125   ตอบเมื่อ 21 ต.ค.53 เวลา 17:48
 ความคิดเห็นที่  238

หรือจะเป็น
จิต=น้ำ
สิ่งเร้าภายนอก=เครื่องแกงที่ผสมเข้าไป
ผลที่ได้=แกงเขียวหวานเนื้ออร่อยๆ (แม่ครัวฝีมือดี) ไว้กินกับโรตี
ก็น่าจะใช้ได้ครับ 5555

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.175.125   ตอบเมื่อ 21 ต.ค.53 เวลา 17:52
 ความคิดเห็นที่  239

"จะมีเวลาเหลือพอที่จะได้ปฏิบัติ และทำความเข้าใจ ในหลักพระพุทธศาสนาก่อนตาย
ไหม ?"

อันนี้จะถามใครไม่ได้ต้องถามตัวเองก่อนใครๆ ดังนี้
สมมติ(อีกแล้วครับท่าน) ว่าคุณพลเรือนอายุ 29 ปี (สมมติให้น้อยเข้าไว้ ผมจะได้อายุ
น้อยตามไปด้วย 55555)

เวลาที่เหลือที่เป็นไปได้คือ
1.น้อยที่สุด (ตายเดี๋ยวนี้ - ไม่เอาดีกว่าน้อยไป) เอาเป็นว่าต้องตามพรุ่งนี้ 0600
(สมมตินะครับ) คุณจะมีเวลาเหลืออีก 14 ชม.โดยประมาณ
หรือ 2. คุณจะมีอายุอยู่ถึง 80 ปี (ไม่รู้ว่ามากไปเปล่า ถ้ามากไปก็ลดได้ครับ) คุณจะมี
เวลาเหลืออีก 50 ปีเศษๆ

ถ้าเป็นกรณีที่หนึ่ง คุณจะทำอะไรได้บ้างในเวลาที่เหลืออยู่ หรือถ้าเป็นกรณีที่สอง คุณ
จะทำอะไรได้บ้างเพื่อตอบคำถามข้างบนนี้

ณ จุดวิกฤติต่างๆ คนที่จะรอดได้จะต้องมีการเตรียมพร้อมไว้แล้วเสมอ แต่ส่วนใหญที่
ไม่รอด จะเข้าตำรา "พลิกตำราไม่ทัน" คือไม่รู้ว่าจะทำอะไรเมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการมีความรู้ด้านการช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น CPR
คือการช่วยชีวิตคน ณ นาทีวิกฤติ ถ้าเราได้เคยเรียนรู้มาบ้างก็จะสามารถช่วยเหลือคนๆ
นั้นได้อย่างถูกวิธี ชีวิตเขาก็จะรอด หากไม่รู้ก็ต้องยืนดูเขาตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะ
ช่วยอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น (หรือถ้าทำอาจจะทำให้มันตายเร็วขึ้น)

ดังนั้น ณ จุดวิกฤติคนที่เตรียมตัวมาดีแล้วเท่านั้นจะสามารถสร้างกุศลผลบุญได้ คือ
ช่วยชีวิตคน แต่ถ้าเขาไม่ได้เรียนรู้ใดๆมาเลย หากทำอะไรผิด อาจจะสร้างบาปโดยไม่
รู้ตัวก็ได้


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.122.236.217   ตอบเมื่อ 25 ต.ค.53 เวลา 16:08
 ความคิดเห็นที่  240

มีเพิ่มเติมนิดครับทั่น ถ.

"ปรมัตถ์" เป็นสภาวะความจริง เป็นความสามารถในการรับรู้สภาวะต่าง ๆ ในระดับปรมัตถ์แล้ว สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ด้วยการรวมกลุ่มของเหตุปัจจัยเพียงขณะหนึ่งเท่านั้น แล้วก็สลายตัวไป ไม่ถาวรคงทน

คำว่า "ปรมัตถ์" มักได้ยินคู่กับคำว่า "บัญญัติ" เสมอ

ยกตัวอย่างเช่นคำพูดว่า "ร้อน" "Hot" หรือ "อุณหภูมิสูง" มีความหมายเดียวกันโดยบัญญัติ(เป็นสมมุติบัญญัติ)
แต่โดยสภาวะ"ร้อน"ที่เป็นจริงอยู่นั้นเป็นเหมือนกันทั่วโลกโดยไม่ต้องอธิบาย หรือไม่ต้องตั้งชื่อว่าอะไรก็ได้นั่นคือโดยปรมัตถ์

จิต : ธาตุรู้หรือธาตุคิด มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปตามองค์ประกอบหรือคุณภาพหรืออาการทางใจต่าง ๆ ที่เรียกว่า เจตสิก กระบวนการนี้เกิดดับไปตามแต่ที่จิตจะเหนี่ยวสิ่งใดขึ้นมาจับไว้
จิต : มีคุณสมบัติการทำงานอยู่ใน 4 มิติ คือ
1.ความจำ
2.การรับรู้อารมณ์
3.ความคิด คิดนึกปรุงแต่ง
4.ความรู้สึกทางอารมณ์

แต่ที่ หน.ดม กล่าวมาก็ไม่ใช่สาระสำคัญ จุดที่สำคัญก็คือ

จิต เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนื่อ ความคิด เหตุผล ตรรกะ
จิต สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคิด กับปัญญาญาณได้ ครับทั่น ถ.

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  119.31.121.84   ตอบเมื่อ 28 ต.ค.53 เวลา 09:38
 ความคิดเห็นที่  241


พระพุทธจริยวัตร60ปาง ปางโปรดธิดาช่างหูก

มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287913762&grpid=&catid=02

ธิดาช่างหูกเมืองอาฬวี ชื่อเสียงเรียงไร ตำราก็ไม่สนใจบอกไว้ แต่เรื่องราวของเธอน่า
สนใจมาก เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้าเสด็จเมืองอาฬวีครั้งแรก ทรงแสดงธรรมอันปฏิสังยุต
(แปลว่าเกี่ยวกับ นานๆ จะใช้ศัพท์หรูหราอย่างนี้) ด้วยความตาย ว่า ชีวิตมนุษย์เราไม่
แน่นอน ความตายนั่นแหละแน่นอน เกิดมาแล้วต้องตายกันทุกคน เพียงไม่รู้ว่าจะตาย
วันไหนเวลาไหนเท่านั้น ขออย่าได้ประมาทในชีวิต ให้เจริญมรณัสสติไว้ให้ดี

ธิดาช่างหูกมีโอกาสไปฟังธรรมด้วย รู้สึกซาบซึ้งในพระธรรมเทศนา จึงเจริญมรณัสสติ
เสมอมา จนเวลาล่วงไปถึงสามปี พระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรดชาวเมืองอาฬวีอีกครั้ง

ธิดาช่างหูกได้ทราบว่า พระพุทธองค์เสด็จมา ก็ตั้งใจไว้ว่า จะต้องไปฟังพระธรรม
เทศนาจาก "เสด็จพ่อ" ให้ได้ นางเรียกพระพุทธองค์เช่นนั้น แต่บังเอิญ พอถึงวันจะไป
ฟังธรรม บิดานางได้สั่งนางให้กรอด้ายหลอดให้จำนวนหนึ่ง แล้วให้นำไปส่งที่โรงทอ
ผ้า

นางขัดคำสั่งบิดาไม่ได้ ต้องทำงานให้บิดาจนเสร็จ เมื่องานเสร็จ เวลาก็เลยเที่ยงวัน
ไปแล้ว นางคว้ากระเช้าด้ายหลอดได้ ก็รีบวิ่งไปยังโรงทอผ้า ซึ่งอยู่ไกลพอสมควรจาก
บ้าน ระยะทางจากบ้านไปยังโรงทอผ้า ต้องผ่านสถานที่ที่พระพุทธองค์แสดงธรรม
ด้วย นางพอผ่านไปถึง ก็แวะเข้าไป ตั้งใจจะไปถวายบังคม "เสด็จพ่อ" แล้วก็จะรีบไป
ส่งกระเช้าด้ายหลอดแก่บิดา แล้วจะรีบกลับมาฟังธรรม

ไปถึง เห็นพระพุทธองค์ประทับนิ่ง ไม่ตรัสอะไรแก่บริษัทที่นั่งล้อมอยู่ พระองค์ทรงเอี้ยว
พระศอมาทอดพระเนตรนาง คล้ายกับว่าทรงรอการมาของนาง นางเห็นดังนั้นก็มีความ
ปลื้มปีติเหลือประมาณ ก้มลงกราบถวายบังคมด้วยความนอบน้อม

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "กุมาริกา เธอมาจากไหน"

"ไม่ทราบ พระเจ้าข้า" นางตอบ

"เธอจะไปไหน" ตรัสถามต่อ

"ไม่ทราบ พระเจ้าข้า"

"เธอไม่ทราบหรือ"

"ทราบ พระเจ้าข้า"

"เธอทราบหรือ"

"ไม่ทราบ พระเจ้าข้า"

คำกราบทูลตอบของนาง ทำให้ประชาชนที่นั่งอยู่หงุดหงิดใจ บางรายอดรนทนไม่ได้
ถึงกับตำหนิแรงๆ ว่า "เด็กหญิงคนนี้กล้าดียังไง จึงมาเล่นลิ้นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว" อะไรทำนองนั้น

พระพุทธองค์ทรงปรามให้ประชาชนสงบเสียง แล้วทรงหันไปตรัสถามนางว่า

"กุมาริกา ทำไม เมื่อเราถามว่า มาจากไหน เธอบอกว่า ไม่ทราบ เมื่อเราถามว่า เธอ
ทราบหรือ ทำไมตอบว่าไม่ทราบ ครั้นเราถามอีกว่า เธอไม่ทราบหรือ ทำไมตอบว่า
ทราบ"

นางกราบทูล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบอยู่แล้วว่า หม่อมฉัน
มาจากตระกูลช่างหูก เมื่อทรงถามหม่อมฉันว่า มาจากไหน คงมิได้ทรงหมายถึงอย่าง
นั้นเป็นแน่ คงทรงหมายความว่า หม่อมฉันมาจากที่ไหนจึงมาเกิดเป็นธิดาช่างหูก
หม่อมฉันไม่ทราบข้อนี้จึงกราบทูลว่า ไม่ทราบ

เมื่อทรงถามว่า จะไปไหน คงทรงหมายถึงว่า หม่อมฉันตายจากชาตินี้แล้วจะไปเกิดที่
ไหน หม่อมฉันไม่ทราบ จึงกราบทูลว่า ไม่ทราบ

เมื่อทรงถามว่า ไม่ทราบหรือ คงทรงหมายถึงว่า หม่อมฉันไม่ทราบหรือว่าจะตาย หม่อม
ฉันทราบข้อนี้ จึงกราบทูลว่าทราบ

เมื่อทรงถามข้อสุดท้ายว่า ทราบหรือ คงทรงหมายถึงว่า หม่อมฉันทราบหรือว่าจะตาย
วันไหน หม่อมฉันไม่ทราบข้อนี้ จึงกราบทูลว่าไม่ทราบ พระเจ้าข้า

คำตอบของนาง ทำให้ประชาชนตกตะลึง ไม่นึกว่าธิดาช่างหูกตัวเล็กๆ คนนี้ จะมี
ปฏิภาณหลักแหลม และเข้าใจหลักธรรมถึงเพียงนี้

พระพุทธองค์ทรงหันไปตรัสกับประชาชนว่า พวกเธอเหมือนคนมืดบอด ไม่รู้ "นัย" แห่ง
คำสนทนาของเราตถาคต กับกุมาริกานี้ จึงตำหนิหาว่า เธอเล่นลิ้นกับตถาคต บัดนี้
พวกเธอทราบแล้วใช่ไหมว่านางมิได้ขาดความเคารพในตถาคต

แล้วทรงแสดงพระคาถาสั้นๆ ความว่า

" โลกนี้มืดมน น้อยคนจะเห็นแจ้ง

น้อยคนจะไปสวรรค์

ดุจนกติดข่าย น้อยตัวจะหลุดรอดไปได้ "

จบพระธรรมเทศนา ธิดาช่างหูกได้บรรลุโสดาปัตติผล กราบถวายบังคมพระพุทธองค์
รีบนำกระเช้าด้ายหลอดไปให้บิดา บิดารอนางอยู่นาน จนม่อยหลับคาหูกทอผ้า มือข้าง
หนึ่งจับฟืมอยู่ นางไปถึง นึกว่าพ่อไม่หลับ ยื่นกระเช้าด้ายเข้าไปให้ บิดานางสะดุ้งตื่น
ด้วยความตกใจ กระชากฟืมเข้ามาหาตัว ปลายฟืมกระทบยอดอกลูกสาวเข้าถนัดถนี่
นางล้มลง สิ้นใจทันที ยังความเศร้าโศกเสียใจให้เกิดแก่บิดาหาประมาณมิได้ เ



ขาเผาศพนางแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ เล่าเรื่องราวให้ทรงทราบด้วยความโศก
เศร้าเสียใจ พระพุทธองค์ตรัสปลอบเขาว่า อย่าเสียใจเลย ธิดาของเธอไปดีแล้ว ถ้า
นางไม่พบตถาคตก่อน นางก็จะมีคติที่ไปไม่แน่นอน แต่นางได้บรรลุธรรมเป็นพระ
โสดาบันแล้ว มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ชีวิตนางไม่สูญเปล่า



ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.176.164   ตอบเมื่อ 18 ธ.ค.53 เวลา 18:05
 ความคิดเห็นที่  242

หนังสือ การแสวงหาที่อยู่ของใจ
พระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธ
วัดป่ามณีกาญจน์ บางกรวย นนทบุรี

กล่าวถึง เปสการีธิดา ลูกสาวช่างทอหูกว่า

"พระพุทธเจ้าแก้จิต ไม่ได้แก้ที่กรรม"
กรรมของเธอทำปาณาติบาตมาแต่ปางก่อน แต่เธอยังมีบุญวาสนาบารมีที่จะได้สำเร็จ
เป็นพระโสดาบัน แต่เธออายุสั้นเร็วพลัน เมื่อสำเร็จไปแล้วก็จะไปถึงแก่กรรมเลย พระ
พุทธเจ้ามุ่งเอาบุคคลที่ได้ประโยชน์สูงสุด



ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.176.164   ตอบเมื่อ 18 ธ.ค.53 เวลา 18:11
 ความคิดเห็นที่  243


ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพลากจากกัน สิ่งเหล่านี้ มันมีประจำโลกอยู่แล้ว การปฏิบัติธรรม ไม่ได้ช่วยให้ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่หิว ไม่วิบัติ ไม่เสื่อมสลาย ไม่ใช่อย่างนั้น แต่การปฏิบัติธรรมจะทำให้เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะมีสติ จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ ไม่หวั่นไหวในเหตุการณ์อะไร อย่างนี้ต่างหาก

ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริงถึง 16 ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนโดยลำดับ หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุขเป็นมนุษย์ชั้นเลิศ ' การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้น ไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง

ความสุขในสมาธิมันก็สุขจริง ๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้แค่นั้นแหละ ยังไม่เกิดปัญญาอริยมรรค ที่จะตัดภพ ชาติ ตัณหา อุปาทาน ได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ห้าให้แจ่มแจ้งต่อไป

ธรรมมะหลวงปู่ดุลย์ อตุโล

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.164.26.191   ตอบเมื่อ 19 ธ.ค.53 เวลา 09:43
 ความคิดเห็นที่  244

คห.ที่ ๒๓๙ อายุเป็นเพียงตัวเลข แต่เป็นตัวเลขเดียวเท่านั้น ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากให้มีมาก คิดใหม่....ไม่ใช่สิ นอกจากอายุแล้วอาจมี หนี้สิน รอบเอว ฯลฯ

ตอนหลังก็เลยไม่คิดเรื่องอายุ (เพราะมันมาก) เราตัดสินกันด้วยใบหน้า (เพราะตัดสินยาก)
คนที่มีครอบครัวจะมีหน้าแก่กว่าคนที่ไม่มีครอบครัว (ส่วนใหญ่)

วันก่อนได้ดูหนังเรื่อง ประวัติวัดเส้าหลิน แล้วก็เอ่ยถึง ปรมาจารย์ตั๊กม้อ

มีคำพูดหนึ่งที่ชอบมาก " ชาติก่อนเป็นอย่างไรให้ดูปัจจุบัน ส่วนชาติหน้าเป็นเช่นไร ให้ดูกรรมที่ทำในวันนี้ "

หากคมมากจนบาดหูใครละก้อ อโหสิด้วยค่ะ

ดูท่าว่า ท่าน ถ. จะค่อนข้างปฏิบัติได้ลึกล้ำพอสมควร ส่วน ท่าน หน ดม นั้น ดูจะเป็นแนวทางที่ก้ำกึ่ง (เทพ มาร)

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.188   ตอบเมื่อ 25 ธ.ค.53 เวลา 12:04
 ความคิดเห็นที่  245

คำสอนที่ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท นอกจากจะทำให้เราตระหนักว่า ควรคิดดี และ ก่อกรรมดี (กุศลกรรม) ทุกขณะ เพื่อทึ่ว่า หาก เราต้องมรณา ในขณะใดก็ตาม จะได้ไปสู่ภพที่ดี (ไม่ตกชั้นเป็นสิ่งที่ตำกว่าคน) แล้ว ยังทำให้เรามีสติในทุกขณะ และเมื่อพบกับสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติก็จะไม่บังเกิด

กับคนที่ไม่ประมาทในทุกกรณี มักไม่พบวิกฤติ จริงหรือ อาจจะจริง และไม่จริงก็ได้(มั้ง) แต่ว่า จะได้เปรียบในยามพบวิกฤติ เพราะเตรียมตัวมาดี รวมทั้งยังมีสติแจ่มใสที่จะดึงสิ่งที่เคยปฏิบัติออกมาใช้ได้ในยามคับขันอีกด้วย

ยืนยันหนักแน่นว่า โชคดีที่เกิดมาอยู่บนแผ่นดินที่เป็นพุทธภูมิ และ เป็นคนไทย
ส่วนเรื่องร้ายๆ นานาชนิดนอกตัวนั้น ก็คิดเสียว่า เป็นสิ่งทีท้าทายความเป็นพุทธในใจของเราเท่านั้นเอง

มีข้อสังเกตว่า หากเราหมั่นทำกรรมดี (ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และทำประโยชน์ให้กับผู้ที่เดือดร้อน และต้องการ ในกรณีที่เราทำได้ โดยตนเองไม่เดือดร้อนนี่คือนิยามที่กำหนดสำหรับตนเองนะ ) และทำใจให้รับได้กับธรรมชาติที่เป็นไปในโลกนี้ คือ ทุกข์ กับ สุข เป็นของปกติ ที่เกิดได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหรอก ในยามที่เราพบเรื่องประหลาดที่พุ่งตรงเข้ามาแบบทุกทิศทาง ก็มักจะคลี่คลายมันไปได้

เวลามีทุกข์ใจหนัก หรือกลุ้มกับปัญหาใหญ่ๆ ก็จะใช้วิธี สูดลมหายใจลึกๆ ทำใจนิ่ง หาใจให้พบ อาจารย์บอกว่า เป็นการตั้งลม ส่วนตัวคิดว่าเป็นการหาใจเพื่อจะผนึกกำลังใจมาสู้ปัญหานั่นเอง ตามแนวทางตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

มีบ้างที่ใช้วิธีปัญญาอ่อน ก็คือ กลืนมันลงไป แล้วก็กัดฟันบอกว่า ชั้นต้องผ่านมันไปได้
แล้วมันก็จะผานไปได้เอง

ปัญหาที่หลายคนมักจะพบแล้วก็มีความทุกข์กับมันจนวางไม่ลง นั่นก็คือ ไม่ยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น กลัวที่จะเผชิญหน้า ลืมภาษิตจีนที่บอกว่า " สะใภ้ ขึ้เหร่ก็ต้องพบพ่อสามีวันยังค่ำ (ถ้าพ่อสามียังไม่ตาย) " เมื่อกลัวผลที่เกิดขึ้นก็มักจะทำให้ผ่านด่านไปไม่ได้

เขียนมาถึงตรงนี้ได้ไง ก็ยังสงสัยอยู่ สงสัยจิตจะเตลิดเกินไปซะแล้ว

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.188   ตอบเมื่อ 25 ธ.ค.53 เวลา 12:43
 ความคิดเห็นที่  246


ถูกแล้วทั่นพลเรือน กลับมาครั้งนี้ มีที่กล่าวได้ถูกต้องหลายข้อ

ข้อแรกก็คือ : ไม่แน่ใจว่า หน.ดม เป็นฝ่าย เทพ หรือ มาร กันแน่ แม้แต่ หน.ดม ยังใช้ นามปากกาว่า "จอมมาร๒๖" หรือ "JOMMAND26" มานานแล้ว ถ้าไปเจอที่ไหนก็ให้เข้าใจว่านั่นละคือ หน.ดม นั่นเอง สาเหตุก็คือความสับสนว่าตัวเองนั้นที่แท้จริงนั้นเป็นจิตของมารหรือไม่ 555

ข้อที่ ๒ : "สติ" เป็นสิ่งที่สำคัญมากเป็นข้อแรกที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ใน โพชฌงค์ ๗
ซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ก็คือ องค์ของผู้ตรัสรู้ หรือองค์แห่งการตรัสรู้ หรือคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ปฏิบัติที่จะสามารถเข้าถึงธรรมชั้นสูงได้ หน.ดม ได้ เขียนไว้ใน คห.ที่ ๑๐๕ แล้ว ส่วนกระบวนการที่จะเข้าสู่การมีสติได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับ"จริต"ของแต่ละคน การเริ่มต้นด้วย ลมหายใจ ก็เป็นวิธีที่ได้ผล วิธีที่ พลเรือนใช้ก็คือใช้ การกำหนดลมหายใจเป็น "วิหารธรรม" ครับ สามารถทำได้ทั้งในเวลาปกติและ เวลาที่เราเจอเรื่องที่มีผลกระทบถึงสภาวะทางจิตใจก็ได้

ข้อที่ ๓ : กฺลยาณการี กฺลยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ หมายถึง บุคคลหว่านพืชเช่นไร ได้ผลเช่นนั้น
ชีวิตคนเรา ล้วนต้องเป็นไปตามผลกรรมที่ทำไว้ ไม่ใช่เป็นไปตามดวงชะตา เสมอไป : ธรรมดานั้นจิตใจยากที่จะสงบระงับได้ การฟุ้งซ่านนี่เอง ที่ทำให้คนเราถูกผูกมัด ด้วยพลังอำนาจบวก และพลังลบของธรรมชาติ ทำให้ไม่มีอิสระเสรี ต้องขึ้นกับดวงชะตาราศี และการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า ที่โหราจารย์ได้คิดค้นทำสถิติกันไว้ โหราศาสตร์จึงมีขึ้นด้วยเหตุนี้ ก็มีแต่สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น ที่จะถูกกำหนดได้ตามวิชาโหราศาสตร์ แต่คนทำความดีมากๆ แล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้น หยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่ว ของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์ จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้ เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้น ใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจน ก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่า จะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นหนักนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศ กลายเป็นหมดลาภยศ ความอายุยืน ก็กลายเป็นอายุสั้นได้เช่นกัน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.164.224.13   ตอบเมื่อ 27 ธ.ค.53 เวลา 18:26
 ความคิดเห็นที่  247

"อารมณ์ของพระโสดาบัน" โดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวง
พ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับคืนนี้ก็มาเริ่มปฏิบัติเนื่องในโสดาปัตติผล
หรือว่า ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปัตติมรรค การเจริญพระกรรมฐานนี่ พระพุทธเจ้ามีความ
ต้องการให้ผู้ปฏิบัติทุกท่านเข้าถึงพระอริยมรรค พระอริยผล ถ้าเราจะปฏิบัติกันอย่าง
เลื่อนลอยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่มีความสุขไม่จริง ที่จะปฏิบัติให้มีความสุขจริงๆ ก็
จะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งเป็นเครื่องเข้าถึงจึงจะใช้ได้

ในอันดับแรกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงต้องการผลอันดับต้น คือได้พระ
โสดาปัตติมรรคหรือพระโสดาปัตติผล หรือการที่เราเรียกกันว่า พระโสดาบัน

ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะศึกษาอย่างอื่น ก็โปรดทราบว่า สำหรับพระโสดาบันนี้ ละ
สังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ:-

๑. สักกายทิฏฐิ ตัวนี้มีปัญญาเพียงเล็กน้อย เพียงแค่มีความรู้สึกว่าเราจะต้องตายเท่า
นั้น เป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต คิดอยู่เสมอว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต เราไม่
สามารถจะหลีกเลี่ยงความตายให้พ้นได้ และความตายนี้ จะปรากฏกับเราเมื่อไรก็ไม่แน่
นอนนัก และเชื่อว่า ตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายกลางวัน
อย่างนี้ไม่มีความแน่นอน

เพราะว่าความตายไม่มีนิมิต ความตายไม่มีเครื่องหมาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ไม่
สามารถจะหลีกเลี่ยงให้พ้นจากความตายไปได้ นี่สำหรับข้อแรกสักกายทิฏฐิ ที่เห็นว่า
ร่างกายก็คือ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เรานิยมเรียกกันว่า
ร่างกาย

พระโสดาบันมีความรู้สึกว่ามีปัญญาเพียงเล็กน้อย รู้แค่ตายเท่านั้น ยังไม่สามารถจะ
จำแนกร่างกายว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราได้ ความรู้สึกของพระโสดาบัน ยังมีความรู้สึก
ว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา ทรัพย์สินทั้งหลายยังเป็นเรา เป็นของเรา

แต่ทว่ามีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นของเรานี้ทั้งหมด เมื่อเราตายแล้วเราก็ไม่มี
สิทธ์ที่จะเข้ามาครอบครอง หรือถ้าว่าเรายังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้างหน้ามันก็ต้องสลาย
ตัวไป เนื่องในข้อว่า สักกายทิฏฐิ พระโสดาบันคิดได้เพียงเท่านี้ ยังไม่สามารถจะแยก
กาย ทิ้งไปได้ทันทีทันใด องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงกล่าวว่า พระโสดาบันมีปัญญา
เล็กน้อย

ในข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา พระโสดาบันไม่สงสัยในคำสั่ง และคำสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า

คำว่า คำสั่ง ก็ได้แก่ ศีล

คำสอน ก็ได้แก่ จริยาอันหนึ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรมะ เป็นความประพฤติดีประพฤติชอบ

ศีล พระพุทธเจ้าสั่งให้ละ หมายความว่า ละตามสิกขาบทที่กำหนดให้ไว้ คำสอนทรง
แนะนำว่า จงทำอย่างนี้จะมีความสุขอีกทั้งคำสั่งก็ดี ทั้งคำสอนก็ดี พระโสดาบันก็มี
ความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ เชื่อพระพุทธเจ้า ในการเชื่อก็ใช้ปัญญาพิจารณา
ก่อน ไม่ใช่สักแต่ว่าเชื่อ

นี่สำหรับสังโยชน์ข้อที่ ๓ สีลัพพตปรามาส เพราะอาศัยที่พระโสดาบันมีความเคารพ
ในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้า
ทรงแนะนำบรรดาพระสงฆ์ว่า จงนำธรรมะนี้ไปสอน พระสงฆ์ก็ไปสอน พระโสดาบันใช้
ปัญญาเพียงเล็กน้อยมีความเข้าใจดี ยินยอมรับนับถือคำสั่งและคำสอนขององค์
สมเด็จพระชินสีห์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสมา แล้วพระสงฆ์นำมาแสดง อาศัยที่ศรัทธา
ในพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการนี้ พระโสดาบันจึงเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

เป็นอันว่าพระโสดาบัน ถ้าเราจะไปพิจารณาจริงๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ มีสภาวะ
เหมือนชาวบ้านชั้นดีนั่นเอง ทีนี้เราจะกล่าวถึง องค์ของพระโสดาบัน ท่านที่เป็นพระ
โสดาบันจริงๆ นั้น มีอารมณ์ใจ

คำว่า " องค์ " นี่หมายความว่า อารมณ์ที่ฝังอยู่ในใจ อารมณ์ใจของพระโสดาบันจริงๆ
ก็คือ

๑. มีความเคารพในพระพุทธเจ้า
๒. มีความเคารพในพระธรรม
๓. มีความเคารพในพระสงฆ์
๔. มี ศีล ๕ บริสุทธ์

อันนี้ก็ตรงกับพระบาลี ที่องค์พระชินสีห์ตรัสว่า พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี เป็นผู้มี
อธิศีล
สำหรับกิเลสส่วนอื่นจะเห็นได้ว่า พระโสดาบันยังมีกิเลสทุกอย่าง ตามที่เรากล่าวกัน
คือ:-
โลภะ ความโลภ
ราคะ ความรัก
โทสะ ความโกรธ
โมหะ ความหลง

จะว่ารักก็รัก อยากรวยก็อยากรวย โกรธก็โกรธ หลงก็หลง แต่ไม่ลืมความตาย คำที่ว่า
หลงก็เพราะว่า พระโสดาบันยังต้องการความร่ำรวยด้วยสัมมาอาชีวะ พระโสดาบันยัง
ต้องการความสวยสดงดงาม ต้องการมีคู่ครอง

อย่าง นางวิสาขามหาอุบาสิกา ก็ดี ภรรยาของพรานกุกกุฏมิตร ก็ดี ทั้งสองท่านนี้เป็น
พระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ ๗ ปี แต่ในที่สุด ท่านก็แต่งงานมีเครื่องประดับประดาสวย
งาม เป็นอันว่ากิเลสที่เราต้องการกัน เนื่องจากการครองคู่ระหว่างเพศ พระโสดาบันยัง
มี และก็ยังมีครบถ้วน เพราะว่าอยู่ในขอบเขตของศีล

ไม่ทำ กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ละเมิดความรักของบุคคลอื่น ไม่ทำให้ผิดประเพณีหรือ
กฎหมายของบ้านเมือง และเป็นไปตามศีลทุกอย่าง คือรักอยู่ในคู่ผัวเมียตามปกติ

นี่ขอบเขตของพระโสดาบันมีเท่านี้ มีความต้องการรวยด้วยสัมมาอาชีวะ พระโสดาบัน
ยังประกอบอาชีพ แต่ไม่คดไม่โกง ไม่ยื้อไม่แย่งใครเท่านั้น หามาได้แม้จะร่ำรวยแสนจะ
ร่ำรวยก็ได้มาด้วยความบริสุทธ์ ไม่คดไม่โกงเขา พระโสดาบันยังมีความโกรธ ไอ้โกรธ
น่ะโกรธได้ แต่ว่าพระโสดาบันยังไม่ฆ่าใคร เกรงว่าศีลจะขาด

พระโสดาบันยังมีความหลง แต่หลงไม่เลยความตาย ยังมีความรู้สึกอยู่ว่าต้องการชีวิต
ชีวิตของเรามีอยู่ ต้องการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น ยังไงๆ เราก็ตายแน่ การที่จะหลีก
เลี่ยงให้พ้นจากความตายไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้

เป็นอันว่าถ้าเราพิจารณากันจริงๆ ความเป็นพระโสดาบันนี่รู้สึกว่าไม่ยากเลย สำหรับใน
วันนี้ก็จะขอแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้พยายามใคร่ครวญถึงความตายเป็น
สำคัญ เรื่องความตายนี่ก็ดี การควบคุมอารมณ์จิตให้ปราศจากความฟุ้งซ่านก็ดี ควรจะ
ทำให้เป็นปกติ ถ้าวันใดถ้าเราเผลอจากการควบคุมอารมณ์จิต ให้ระงับจากความ
ฟุ้งซ่านก็ดี ควรจะทำให้เป็นปกติ ถ้าวันใดเราเผลอจากการควบคุมอารมณ์จิต ให้ระงับ
จากความฟุ้งซ่านก็ดี วันใดถ้าเราเผลอไปลืมนึกถึงความตายก็ดี ก็จงประณามตนเองว่า
เรานี้เลวเต็มทีแล้ว

เพราะว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนตามความเป็นจริงทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า
ท่านทั้งหลายจะพิจารณาเห็นได้ว่า คนและสัตว์ทุกอย่าง ทั้งคนและสัตว์ที่เกิดมาตาย
ให้เราดูเป็นตัวอย่างและในเรื่องความตายนี้ไม่จำเป็นต้องศึกษาละเอียด เห็นกันอยู่
แล้วทุกคน เพราะว่าคนส่วนใหญ่ลืมคิดไปว่าตัวเองจะตาย เคยไปในงานศพชาวบ้าน
แต่ไม่ได้เคยคิดว่าเราจะเป็นศพอย่างชาวบ้านที่เขาตายกัน

นี่เราประมาทกันอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้แนะนำว่า "จงนึกถึงความตายเป็น
อารมณ์ อย่าประมาทในชีวิต คิดว่าเราจะไม่ตาย"

นี่เป็นความคิดผิด เรื่องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์นี่เป็นความดี เป็นปัจจัยสำคัญให้
เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันได้ง่าย จะยกตัวอย่างบุคคลที่มีความเคารพในองค์
สมเด็จพระจอมไตร แล้วก็มีความเคารพในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า พระจอมไตรหรือพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน นั่นก็คือเปสการีธิดา เปสการี
ธิดานี่เคยอยู่เมืองอาฬวี

วันหนึ่ง องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงเสด็จประทับสำราญอิริยาบถ อยู่ในพระคันธกุฎีมหา
วิหาร ในตอนเช้าองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไม่มีใคร
ติดตาม เข้าสู่เขตเมืองอาฬวี องค์สมเด็จพระชินสีห์ถือตอไม้เป็นธรรมาสน์ที่ประทับ
ประทับยับยั้งอยู่ตรงนั้น ชาวบ้านได้ฟังข่าวเข้าก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้า นำภัตตาหารมา
ถวาย ขณะนั้นเปสการีธิดาคือลูกสาวนายช่างหูก (เปสการี แปลว่า ช่างหูก ธิดา แปล
ว่า ลูกสาว) ทราบข่าวก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากับเขาเหมือนกัน เมื่อเข้าไปแล้วถวาย
อาหารแก่องค์สมเด็จพระภควันต์เสร็จ

หลังจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเทศน์ ทรงเทศน์แบบสั้นๆ ว่า

" ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต เพราะว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ว่าความตาย
เป็นของเที่ยง ขอทุกท่านจงคิดไว้เสมอว่า อย่างไรก็ดีเราต้องตายแน่ สำหรับเวลา
กำหนดการตายของเราไม่มีแน่นอน เพราะความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ท่านทั้ง
หลายจงประกอบแต่ความดีเข้าไว้?
ถ้าใครสร้างความชั่ว ตายแล้วจะไปอบายภูมิมีนรกเป็นต้น เกิดมาเป็นคนก็จะมีแต่ความ
เร่าร้อน มีแต่ความลำบาก แต่ถ้าคนใดสร้างความดี คิดถึงความตายไม่ประมาทในชีวิต
คิดไว้เสมอว่าเราต้องตายแน่ จงอย่าคิดว่า วันพรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า ปีหน้า เดือนโน้น
เราจึงจะตาย คิดไว้เสมอว่าวันนี้เราอาจจะตาย แล้วก็สร้างความดีเข้าไว้ ความดีจะส่ง
ผลให้ท่านมีความสุข ทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพ?"

และเมื่อองค์สมเด็จพระนราสภพูดเท่านี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี ก็เสด็จกลับ เมื่อพระ
พุทธเจ้าไปแล้ว เทศน์ที่พระพุทธเจ้าสอนก็ตามพระพุทธเจ้าไปด้วย คือไม่ตามชาว
บ้านไปที่บ้าน ตามพระพุทธเจ้ากลับวิหาร คือชาวบ้านไม่สนใจ

ทว่าสาวน้อยกลอยใจหรือเปสการีธิดา เธอสนใจในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหตุ ทุกวันทุกคืน เธอนึกถึงวงหน้าขององค์สมเด็จพระบรม
โลกเชษฐ์ ว่ามีดวงหน้าสวยงามคล้ายดวงจันทร์ และพระสุรเสียงขององค์สมเด็จพระ
ภควันต์ก็แจ่มใสไพเราะ ลีลาแห่งการแสดงพระธรรมเทศนาก็น่าฟังเป็นที่ชื่นใจ เธอจำ
ไว้ได้เสมอว่าองค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระองค์ทรงสอนว่า?

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทใน
ชีวิต จงคิดแต่สร้างความดีไว้เสมอ?

แล้วเธอก็ทำความดีทุกอย่าง ตามที่บิดามารดาและองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแนะนำ การแนะนำในคราวนั้น ก็มีศีลห้าเป็นสำคัญ

เธอนึกถึงพระพุทธเจ้าทุกวัน จัดเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน แบบที่เราภาวนาว่า พุทโธ

เธอนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ จัดเป็น มรณานุสสติกรรมฐาน

เธอไม่ประมาทในการประกอบกรรมทำกุศล สร้างสิ่งที่เป็นมงคลไว้ตลอดชีวิต ที่ว่ามี
สิทธ์เข้าถึงธรรม ไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ
อารมณ์จิตของเธอดีอย่างนี้ มีอารมณ์ผ่องใส วันทั้งวันนึกถึงความตาย แต่ก็ไม่เศร้า
หมอง คิดว่าเวลานี้แม่ของเราก็ตายไปแล้วเหลือแต่พ่อ สักวันหนึ่งพ่อก็ดี เราก็ดีจะต้อง
ตาย

แต่ก่อนที่เราจะตาย เราเป็นคนก็ควรจะเป็นคนดี เวลาเป็นผีควรจะเป็นผีดี คือผีที่มี
ความสุข ไม่ใช่ผีในอบายภูมิ เธอคิดอย่างนี้จนเป็นเอกัคคตารมณ์

ทุกวันนึกถึงความตาย ทุกวันนึกถึงวงพักตร์ขององค์สมเด็จพระจอมไตร ทุกวันคิดถึง
พระสุรเสียงขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ขึ้นใจจับใจจนเป็นเอกัคคตารมณ์

เวลานั้นวันที่พระพุทธเจ้าเทศน์ครั้งแรก เธอมีอายุได้ ๑๖ ปี ต่อมาเมื่อเธออายุย่างเข้า
๑๙ ปี องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงตรวจอุปนิสัยของสัตว์ในเวลาเช้ามืด เห็นนางตกใน
ข่ายของญาณ ก็ตกใจว่านี่เรื่องอะไร ก็ทรงทราบด้วยอำนาจของญาณว่า ในสายวันนี้
กุลสตรีคนนี้ก็จะถึงแก่ความตายด้วยอุบัติเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์จึงได้
พิจารณาว่า ถ้าเราไม่ช่วยเธอ เธอจะมีคติที่แน่นอนไหม องค์สมเด็จพระจอมไตรทรง
ทราบว่า ถ้าเราไม่ช่วยเธอ เธอมีคติไม่แน่นอน

คำว่า " คติ " แปลว่า การไป

แน่นอนหรือไม่แน่นอน ก็หมายความว่า ถ้าแน่นอนก็ไม่ไปทุคติ ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก
ไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องเกิดเป็นคน หรือเป็นเทวดา หรือ
เป็นพรหม ไปนิพพานอย่างนี้ ชื่อว่ามีคติแน่นอน

องค์สมเด็จพระชินวรจึงมาคิดว่า ถ้าเราจะช่วยเธอ เธอจะมีคติที่แน่นอนไหม ก็ทรง
ทราบว่าถ้าทรงช่วยจะมีคติแน่นอน และพิจารณาต่อไปว่าช่วยเธอยังไงจึงจะมีคติที่แน่
นอน

องค์สมเด็จพระชินวรก็ทรงทราบว่าถ้าเราถามปัญหาเธอ ๔ ข้อ เธอตอบเราให้สาธุการ
รับรอง พอจบคาถา ๔ ข้อ เธอก็จะได้บรรลุพระโสดาบัน การตายคราวนั้นของเธอก็จะ
ไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นที่อยู่อันบรมสุข

ฉะนั้นในตอนเช้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ชวนใคร ไปองค์เดียวไปนั่งอยู่ในที่
เดิม หลังจากนั้นแล้วคนมาเฝ้า (ขอเล่าลัดๆ) ลูกสาวของนายช่างทำหูกทำงานเสร็จ
ตัดสินใจมาเฝ้าพระพุทธเจ้าก่อน องค์สมเด็จพระชินวรจึงได้ทรงมองดูหน้าเธอ เมื่อสบ
ตากัน เธอก็ทราบว่าองค์สมเด็จพระภควันต์ต้องการให้เข้าไปใกล้ เธอเข้าไปแล้ว

องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้ถามปัญหา ๔ ข้อว่า

" เธอมาจากไหน?? "
เธอตอบว่า " ไม่ทราบพระเจ้าข้า"
พระองค์ทรงถามว่า "เธอจะไปไหน??"
เธอตอบว่า "ทราบพระเจ้าข้า"
พระองค์ทรงถามว่า "เธอทราบหรือ??"
เธอก็ตอบว่า "ไม่ทราบพระเจ้าข้า"

ปัญหา ๔ ข้อนี้ คือ:-

ข้อที่หนึ่ง ทรงถามว่า "เธอมาจากไหน??" เธอตอบว่า "อาศัยที่องค์สมเด็จพระจอม
ไตรถามว่า เมื่อก่อนจะเกิดมาแต่ไหน เธอไม่ทราบ"

ข้อที่สอง ทรงถามว่า "เธอจะไปไหน??" เธอตอบว่า "ตายแล้วไปไหน หม่อมฉันไม่
ทราบ"

ข้อที่สาม ท่านถามว่า "ไม่ทราบหรือ??" เธอตอบว่า "ทราบว่ายังไงๆ ก็ตายแน่ พระ
เจ้าข้า"

ข้อที่สี่ แล้วองค์พระพุทธเจ้าทรงถามว่า "เธอทราบหรือ??" เธอก็ตอบว่า "ไม่ทราบ ก็
เพราะว่าจะตาย เวลาเช้า เวลาสาย เวลาบ่าย เวลาเที่ยง ก็ไม่ทราบพระเจ้าข้า และไม่
ทราบอาการตาย ยังไงๆ ก็ตายแน่"

พระพุทธเจ้าก็รับรองด้วยสาธุการ จึงถามเพียงเท่านี้ ความมั่นใจของเธอทำให้เธอเป็น
พระโสดาบัน แต่ความจริงในตอนต้นนั้น เธอเข้าถึงพระโสดาปัตติมรรคอยู่แล้ว คือ
หนึ่งนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต ในข้อว่า สักกายทิฏฐิ เธอเข้าถึง
แล้วในเบื้องต้น

ข้อที่ ๒ เธอนึกถึงองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทุกวัน จัดว่า
เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน

ข้อที่ ๓ นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระชินวรทรงสอนไว้เสมอว่า ชีวิตเป็น
ของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เธอทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต

ข้อที่ ๔ ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสร มีศีล ๕ เป็นต้น ที่องค์สมเด็จพระทศพล
ทรงสอนไว้ เธอจำได้ทุกอย่าง และปฏิบัติทุกอย่าง อย่างนี้ถ้าจะกล่าวกันไป ก็ชื่อว่า
เธอเป็นโสดาปัตติมรรคแล้ว แต่ว่าอารมณ์จิตยังไม่มั่นคง

ต่อมา เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จมาสนับสนุนอีกวาระหนึ่ง เธอมี
ความมั่นคงในความรู้สึก จิตมีความมั่นในคุณพระรัตนตรัย มั่นในความตาย คิดว่าเมื่อ
ไหร่ก็เชิญ มันตายแน่ มั่นในศีลที่เธอรักษา แล้วก็มีศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า และในพระธรรมคำสั่งสอน

อย่างนี้แหละบรรดาท่านทั้งหลาย องค์สมเด็จพระชินวรกล่าวว่า ท่านผู้นั้นเป็นพระ
โสดาบัน

เป็นอันว่าท่านพุทธบริษัททุกท่าน กาลเวลาที่เราจะแนะนำกันวันนี้ ก็รู้สึกว่าจะหมด
เวลาเสียแล้ว เท่าที่พูดมาแล้วนี้ทั้งหมด เป็นปฏิปทาที่เราจะปฏิบัติให้เข้าถึงความเป็น
พระโสดาบัน ท่านทั้งหลายมีความรู้สึกว่ายากไหม ถ้ายากก็ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป

ดูตัวอย่าง เปสการีธิดา เป็นตัวอย่าง ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร ท่านจึงกล่าวว่าเธอ
เป็นพระโสดาบัน ย้อนหลังไปนิด เธอนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ประมาทในชีวิต
แล้วกาลต่อไปเธอนึกถึงวงพักตร์ของพระจอมไตรบรมศาสดา คือ มีความเคารพในพระ
พุทธเจ้า นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นธรรมดา เป็นเอกัคคตารมณ์ อารมณ์ทรงตัว

แล้วเธอก็ปฏิบัติตามกระแสพระสัทธรรมเทศนา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงสั่งสอน มีปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัดเป็นต้น อย่างนี้องค์สมเด็จพระทศพลยอมรับ
นับถือว่าเธอเป็นพระโสดาบัน เข้าใจว่าท่านทั้งหลายผู้รับฟังคำสอนคงจะเห็นว่า คำ
สอนขององค์สมเด็จพระชินวรในตอนนี้เป็นของไม่หนัก แล้วก็เป็นของไม่ยากสำหรับ
บรรดาท่านพุทธบริษัท

สำหรับวันนี้ก็หมดเวลาเสียแล้ว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทพยายามทรงอารมณ์ให้เป็น
สมาธิ จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ ให้จิตใจทรงอารมณ์ตามคำสั่งและ
คำสอน ที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นจนอวสาน ชอบใจตรงไหนทำตรงนั้นให้ทรงตัวและผล
ที่ท่านทั้งหลายจะพึงได้ นั่นก็คือ ความเป็นพระโสดาบัน

และต่อจากนี้ไป ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน พยายามทรงอารมณ์และตั้งไว้ใน
ความดีตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้เวลาที่ท่านจะได้พึงปรารถนา สวัสดี

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.174.254   ตอบเมื่อ 17 ม.ค.54 เวลา 14:02
 ความคิดเห็นที่  248

สำคัญมากๆ ก็ตรงการตั้งมั่นในความดีนั่นแหละ คนอื่นมองว่าเราดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ที่จริงตัวเราจะรู้ตนดีที่สุด ว่าเราดีแบบที่เขาคิดหรือเปล่า

การรู้จักวาง รู้จักปลงให้ตก สำคัญอย่างยิ่งในการมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤติการณ์ของชีวิต

ปกติตัวเองไม่สวมเครื่องประดับ (แต่สวมเสื้อผ้านะ เพราะเสื้อผ้าคือเครื่องนุ่งห่ม มิดชิด ไม่มีการโป๊เด็ดขาด ไม่ได้ทะลึ่งแต่เป็นคนละเอียด) เพราะว่ารำคาญมาก เป็นคนจำพวกแพ้เครื่องประดับ และมีความเห็นว่าการสวมพระพุทธรูปขนาดเล็ก หรือที่เขาเรียกกันว่าพระพิมพ์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะสตรี

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.104   ตอบเมื่อ 18 ม.ค.54 เวลา 13:30
 ความคิดเห็นที่  249

สาเหตุที่คิดว่าไม่เหมาะสม อาจเป็นเพราะติดอยู่ในความคิดแบบโบราณสักหน่อยว่า ร่างกายของคนเราไม่สะอาด (ตามหลักชีววิทยา ซึ่งจะต้องมีกระบวนการต่างๆ ทางชีวภาพ ทางเคมี มากมายก่อให้เกิดของเสีย ) จะทำให้พระหมองไปกับสิ่งเหล่านั้น แต่อันนี้เป็นนามธรรมเท่านั้น และเป็นเรื่องของต่างคนต่างความเชื่อ

กระบี่อยู่ที่ใจ อาจมีความหมายมากกว่าการจะเป็นคนใจเด็ด แต่เป็นคนใจเที่ยงธรรมม่งมั่นและแลเห็นได้ทะลุปรุโปร่งถึงจุดจบ เห็นตอนจบโดยไม่ต้องดูเนื้อเรื่อง ความมุ่งมั่นแบบนี้ อาจทำให้คำว่ากลัว ไม่มาแผ้วพาน

บนโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่า การหลงผิด คิดผิด และ กลัวในสิ่งที่ผิด ซึ่งจะนำพาให้เราไปผิดทาง และหลุดจากภพที่ควรเป็น ต่ำชั้นลงไป นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวกว่าผลที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.104   ตอบเมื่อ 18 ม.ค.54 เวลา 14:32
 ความคิดเห็นที่  250

เวลามีความทุกข์ เราก็จะคิดถึงแต่ทุกข์ร้อนของตนเอง (เป็นเกือบทั้งนั้น เพราะเรายังเป็นปุถุชน) มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในลำดับแรกก่อน แต่หากเราหมั่นฝึกฝนจิตใจกับความรู้สึกที่จะไม่เป็นทุกข์ในแว่บแรก บ่อยๆ เราจะทุรนทุรายน้อยลงไป คล้ายกับว่าเราเคยชินกับมันไปโดยไม่รู้ตัว

คนที่มีตัวตนมาก ติดในตนมากๆ จะมีความทุกข์ง่าย และนานกว่าคนที่ไม่ค่อยติดตน

การติดตนมากๆ ก็คือ เรามุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญกับส่วนตัวมากเกินไป เมื่อจดจ่อมากไป ความรู้สึกต่างๆ มันจึงเข้มข้นขึ้น ตัวอย่างเช่น อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน เพื่อนที่ร่วมรบด้วยกัน โดนยิงหลายแห่งในร่างกาย อาการหนักจวนจะไปที่ชอบ รอหมอมารักษา แต่ก็ยังไม่มาสักที ความที่เคยฝึกมาในเรื่องนี้ ก็เลยเอาด้ามปืนตีที่นิ้วโป้งเท้าของเพื่อนจนแตก ความเจ็บที่ตรงนั้นมันวูบขึ้นมาทันที แล้วก็ลืมเรื่องการบาดเจ็บส่วนอื่นไป เพื่อนคนนั้นก็รอดตาย

แต่นี่คงเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่อาจลอกลียนแบบได้ยาก เพราะมีกรรมที่แตกต่างกันกำกับมากับตัวด้วย แต่ไม่เสียหายที่จะลอง (ยกเว้นสมองไหลออกมากองข้างนอกแล้ว)

กลับมาเรื่องความทุกข์ต่อ เงินหาย แฟนทิ้ง สอบตก อดเลื่อนขั้น เจ้านายสั่งย้ายด่วน เราก็คิดว่าทำไมจึงโชคร้ายมาก แต่ที่จริง ยังมีคนที่โชคร้ายกว่าเรามากมาย เพราะเรายังมีความรู้สึก ยังมีสติรู้ตัว (หลังจากเลิกฟูมฟายในความทุกข์) ยังจำตัวเองได้ ยังจำเพื่อน ๆ และครอบครัวได้ ในขณะที่บางคน เช่น พวกที่เกิดอุบัติเหตุ ทางสมอง จะจำตัวเองไม่ได้ จำคนที่รักที่สุดก็ไม่ได้

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.104   ตอบเมื่อ 18 ม.ค.54 เวลา 17:23
 ความคิดเห็นที่  251

การปฏิบัติธรรมทำไปเพื่อ ความละ ความดับ ความพ้นทุกข์
ถ้าปฏิบัติได้ถูกทาง จนสุดท้ายไม่ต้องมีอันใดเลยก็ไม่ทุกข์

การปฏิบัติธรรม ไม่อาจเปรียบเทียบเชิงตรรกกะได้
การที่เราทุกข์น้อยลงได้เพราะเอาทุกข์เราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ

เมื่อมีทุกข์ ต้องค้นหา สมุทัย ต้องรู้แจ้ง ที่ สมุทัย จึงเป็นสัมมาทิฐิ ตามหลักทางพุทธ
อย่าหลงไปทางอื่น ตรงนี้เป็นจุดหลักที่ทำให้ศาสนาพุทธต่างจากศาสนาอื่นๆ ทั้งหมด
ถ้าหลงไปทางอื่นไม่ใช่ศาสนาพุทธแน่นอน


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.208.82   ตอบเมื่อ 18 ม.ค.54 เวลา 23:37
 ความคิดเห็นที่  252

ท่าน หน ดม ดูท่าทางจะอมทุกข์ไว้ไม่น้อยเลย

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.8   ตอบเมื่อ 19 ม.ค.54 เวลา 06:46
 ความคิดเห็นที่  253

มองดูผู้อื่น ไม่สำคัญเท่ามองดูตนเอง เวลาพระสอนให้ปฏิบัติ ก็จะให้พิจารณากายตนเอง เป็นสำคัญ ก่อนจะปฏิบัติไปสู่ขั้นตอนที่ลึกซึ้งขึ้นไป ก็ควรจะเริ่มต้นที่มุมมองก่อน การมองผู้อื่นโดยเฉพาะเรื่องทุกข์ของเขา กับทุกข์ของเรา เป้นการพิจารณาเนืองๆ ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบ เพื่อชิงดี ว่าเธอวางได้ แต่ชั้นวางได้ดีกว่า เป็นต้น

ลักษณะแบบนี้เป็นการเปรียบเทียบ ในเชิงสัมพัทธ์ (ไม่เหมือนกับสัมพันธ์) เป็นวิธีการที่อาจไม่ได้บอกในพระไตรปิฏก แต่ไม่ใช่การอุตริแน่ เพราะไม่ได้เป็นแนวทางที่จะสอนให้ใครปฏิบัติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มมอง การทำใจให้คุ้นเคย และ ปรับสภาพจิตใจว่า ทุกข์ สุข และ อะไรก็ตาม เหมือนๆ กัน อย่าได้กังวลกับสิ่งที่จะมากระทบกับใจ หรือตัวเราเอง

หากเราไม่เปรียบเทียบ ไม่มองคนอื่น เราจะสรุปได้อย่างไรว่า ทุกคนต่างเป็นเพื่อนทุกข์ กันทั้งสิ้น

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเล่าว่า ในสมัยพุทธกาลมีผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นทุกข์มาก กับการที่คนทั้งบ้านตายไปหมด ลูกตาย แล้วก็ทำใจไม่ได้ พระพุทธองค์ให้นางไปหาเมล็ดพันธ์พืชในบ้านที่ไม่มีคนตายเลยมาปลูก แล้วจะทำให้ลูกฟื้นได้ หรือจะช่วยได้ (ทำนองนี้) แต่นางก็ไม่อาจไปหาได้จากที่ไหน เพราะว่าทุกบ้านล้วนมีคนตายแล้วทั้งนั้น ลูกของนางไม่ได้เป็นคนแรกที่ตาย




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.8   ตอบเมื่อ 19 ม.ค.54 เวลา 06:55
 ความคิดเห็นที่  254

เรื่องคนที่เกิตอุบัติเหตุจนทำให้สมองกระทบกระเทือน ความทรงจำหายไป พร้อมกับ ความสามารถในการช่วยตัวเองในการใช้ชีวิตปกติ การมีสติลดน้อยลงไป มีบ้าง ไม่มีบ้าง ตามแต่การทำงานของสมองที่บกพร่อง เจอคนที่เป็นแบบนี้ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่ยังอยู่ได้โดยไม่ลำบากผู้อื่น

คนที่มีอาการแบบนี้ ถ้ามีสติสักนิดหน่อย จะจัดเป็นคนที่อยู่ในพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือ เป็นกลาง แบบที่ถวิลหากันทั้งสังคมได้เลย เพราะว่า ที่เขาเคยกลัว ที่เคยรักในอดีต ครั้นเป็นแบบนี้เข้า ก็กลายเป็นทุกคนที่มองเห็น เทากันไปหมด ไม่เอนเอียงฝ่ายใด

พูดเรื่องนี้เพราะมีเพื่อนกำลังเป็นแบบนี้อยู่ สาเหตุก็เพราะชอบกินเหล้า ชอบเสียจริงเลย
เผลอเป็นต้องกิน ทั้งๆ ที่ปกติ ก็สติค่อนข้างจะเลือนๆ อยู่แล้ว ขี้ลืมมาก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยเสียด้วย ประมาณว่าทุกสามปี ต้องเข้า รพ. หนึ่งครั้ง




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.8   ตอบเมื่อ 19 ม.ค.54 เวลา 07:01
 ความคิดเห็นที่  255

ถูกแล้วทั่น พลเรือน การศึกษาในพุทธศาสนา ล้วนเป็นการศึกษาเรื่อง"ทุกข์" เป็นหลักใหญ่
สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เมื่อไรที่เห็นกายเป็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ แสดงว่าเห็นถูกแล้ว
เมื่อไรที่ยังเห็นว่า กาย จิต เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง แสดงว่า ยังไม่เห็นความเป็นอยู่จริง ของกาย และจิต

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.16.101   ตอบเมื่อ 19 ม.ค.54 เวลา 15:53
 ความคิดเห็นที่  256

ถูกแล้วทั่น พลเรือน การศึกษาในพุทธศาสนา ล้วนเป็นการศึกษาเรื่อง"ทุกข์" เป็นหลักใหญ่
สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เมื่อไรที่เห็นกายเป็นทุกข์ เห็นจิตเป็นทุกข์ แสดงว่าเห็นถูกแล้ว
เมื่อไรที่ยังเห็นว่า กาย จิต เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง แสดงว่า ยังไม่เห็นความเป็นอยู่จริง ของกาย และจิต

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.16.101   ตอบเมื่อ 19 ม.ค.54 เวลา 15:58
 ความคิดเห็นที่  257

มีเพื่อนคนหนึ่ง ค่อนข้างจะติดอยู่ในตัวเองมาก เพราะห่วงกังวลแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ว่าบ้านเมือง หรือ เรื่องราวภายนอกจะเป็นยังไงก็ยังกังวลกับตัวเอง เช่น กรณีที่มีหมอดูทำนายว่าเหตุการณ์ไม่ดี ซึ่งเขาหมายถึงเหตุการณ์โดยรวม เขาก็จะถามว่าแล้วตัวเขาเป็นยังไง เวลามีเรื่องอะไรกับตัวเอง แม้จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ประตูบ้านเสีย เครื่องใช้ในบ้านซ่อมติดต่อกันหลายอย่าง ซ่อมรถ ก็จะเช็คว่าดวงเขาเป็นยังไง ทำไมมีแต่เรื่องซ่อม เรื่องจุกจิกกวนใจ

ติดที่จะให้หมอดูทำนายดวงชะตา แต่ไม่คิดจะแก้ที่ต้นเหตุ หรือที่ใจตนเอง เคยพยายามบอกว่า หากเป็นทุกข์กับตัวเองมากนัก ลองมองรอบๆ ตัวดูบ้างเผื่อจะช่วยให้ดีขึ้นบ้าง เช่น คนอื่นที่ยังลำบากกว่าเรามากมาย ไม่มีบ้าน ไม่มีกิน ต้องขอทานตามข้างถนน บางคนต้องอยู่ในคุก (แม้ว่าจะหาเรื่องเองหรือโดนคนอื่นจัดให้ก็ตาม) ผู้หญิงบางคนต้องโดนล่อลวงไปตกนรกทั้งเป็น หรือตัวอย่างคนงานชิลีที่ติดใต้เหมืองทองแดง เป็นเดือนๆ แสนจะทรมาน ฯลฯ เหล่าน้นเป็นทุกข์กว่าเรามากมาย

น่าแปลกมากที่เรื่องที่เราพยายามจะบอก ไม่ได้ซึมซับเข้าไปในความคิดของเขาเลย มันจะเป็นชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นการฟังแบบไม่อยากขัดใจคนพูดเท่านั้น เพราะเมื่อมีเรื่องใหม่ เขาก็จะมีอาการแบบนั้นอีก

เมื่อติดในตัวเองมากๆ เวลาทุกข์ก็จะทุกข์หนักกว่าคนทั่วไป เวลาเจ็บป่วยที่กาย ก็เจ็บมากไปกว่าคนปกติ เพราะใจที่ยึดมั่นในตัวตนมันเจ็บควบคู่ไปด้วย


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.240   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.54 เวลา 06:54
 ความคิดเห็นที่  258

คุณพลเรือน การมีจิตอันเป็นกุศลอยากเห็นผู้อื่นเป็นสุขนั้นเป็นเรื่องที่ดี
แต่อย่าได้กังวลกับการแก้ไขปัญหาของผู้อื่นมากนัก
การแก้ปัญหาโดยการมุ่งหาเหตุแห่งทุกข์ แล้วแก้ที่ต้นเหตุนั้นเป็นวิถีทางที่ถูกต้องซึ่งพระพุทธองค์ได้สั่งสอนไว้

การยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรานั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่สำคัญที่สุด
ซึ่งนักปฏิบัติต้องผ่านด่านแรกนี้ให้ได้ คือ " กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา "

ไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข แต่ให้แยกมองอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ว่ามันเกิดขึ้นแล้วดับไป
มองลงในปัจจุบันให้เห็นความเกิด-ดับของมัน ตั้งแต่ทันทีที่เกิดผัสสะขึ้น จิตของเราสนองตอบต่อผัสสะนั้นอย่างไร
ในความเป็นจริงอารมณ์ต่างๆนั้นล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
แต่ที่มันยังสามารถดำรงอยู่ได้เพราะเราไปคิดนึก ปรุงแต่งเพิ่มเติมทั้งสิ้น (ตรงนี้จิตทำงานไวมากจนยากจะรู้ได้)

ท่านใดที่เข้าถึงตรงนี้ได้ ต้องใช้ความเพียรปฏิบัติต่อไป
เราจะรู้สึกว่าการพัฒนาในการปฏิบัติไม่คืบหน้า ไม่เหมือนกับตอนปฏิบัติใหม่ๆ ซึ่งรู้สึกว่าเห็นผลมาก
แต่ความจริงไม่ใช่ สาเหตุที่เรารู้สึกเช่นนั้นเพราะการปฏิบัติห้วงนี้ Contrast มันค่อนข้างน้อยกว่าการปฏิบัติช่วงแรกๆ
ขอเป็นกำลังใจ และยินดี กับทุกท่านที่เลือกเดินในแนวทางที่ดีที่สุดซึ่งพระพุทธองค์ได้สั่งสอนไว้


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.232.132.115   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.54 เวลา 09:15
 ความคิดเห็นที่  259

เป็นคนประหลาด แม้จะไม่เท่ากับไซมึ้งชวยเซาะ ก็นับว่าแปลกคน จึงมีเพื่อนอยู่ไม่กี่คนเอง ก็เลยต้องแบกทุกข์ไปด้วย แบกทุกข์แต่ไม่ได้ทุกข์ตามไปด้วย การพบปัญหาไม่ว่าจะเป็นตัวเอง หรือ ของคนอื่นๆ บ่อยๆ เข้าก็จะทำให้เราเคยชินกับการพบเรื่องที่ไม่พึงประสงค์

มันไม่มีทางเลี่ยงที่จะรับทุกข์ รับไว้แต่ไม่ได้ทุกข์ เรื่องแบบนี้ต้องเจอเองจึงจะเข้าใจ
รอไว้ให้ท่านแก่กว่านี้ก่อน (ใกล้กับข้าพเจ้า) แล้วจะรู้ว่า อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง




ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.240   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.54 เวลา 12:18
 ความคิดเห็นที่  260




อ่าว..!! อายุมากกว่าก็ไม่บอกแต่แรก จึงเข้าใจมาโดยตลอดว่าคุณพลเรือนอายุน้อยกว่า หน.ดม ประมาณ 3 - 4 ปี ซะอีก ที่แล้วมาหากมีคำพูดใดล่วงเกินผู้อาวุโสก็ขออภัยด้วยครับ

อันที่จริงก็พอรู้อะนะว่ามีอายุมาก แต่คิดไม่ถึงว่าจะมากขนาดนี้ครับ

ชีวิตคนเราบางครั้งมันก็มี "เหลี่ยมบังคับ" เหมือนกัน ไม่ใช่มีแต่สนุกเกอร์ เท่านั้น

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  182.53.197.146   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.54 เวลา 21:09
 ความคิดเห็นที่  261

พอรู้ว่ามีคนแก่กว่า รู้สึก ท่าน หน ดม จะอารมณ์แจ่มใสขึ้นมาเยอะเลย

ก็ไม่ต้องกังวลกับพิธีการ มารยาท หรือ เรื่องคำพูดคำจาว่าจะกระทบกระทั่งจิตใจ
เพราะตัวเองไม่ค่อยจะเห็นว่าเรื่องพวกนี้มันสำคัญมาก เนื่องจากใน อินเตอร์เน็ต
ก็ไม่มีใครรู้จักใคร (เว้นแต่รู้กันข้างนอก อันนั้นยกเว้น) ก็ไม่ควรนำมาถือสาเป็นจริงจัง

ท่านบรรเลงได้ตามสบายค่ะ



ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.71   ตอบเมื่อ 21 ม.ค.54 เวลา 08:32
 ความคิดเห็นที่  262

หลักในการดำเนินชีวิต มันก็ง่ายๆ เหมือนกับคำถามว่า ถ้าเจอทางตันทำยังไง

ตอบง่ายๆ ก็เลี้ยวกลับ แค่นั้นเอง เพราะมันอาจแปลว่าเรามาผิดทาง
ทางที่ถูกมันมีช่องทางออกไปได้ แค่เหลี่ยม หรือ วางหมากบัง นั้นเป็นเรื่องจิ๊บๆ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.71   ตอบเมื่อ 21 ม.ค.54 เวลา 08:51
 ความคิดเห็นที่  263

...อารมณ์แจ่มใส มีความสุข...

ความสุขที่ยั่งยืนก็คือความสุข ที่ไม่ต้องอิงอาศัยอะไร ซึ่งไม่แน่นอน

ความสุขที่ยั่งยืนก็คือ ความสุขที่ได้เห็นว่าสรรพสิ่งทั้งปวง ล้วนไม่ยั่งยืน

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.169.5   ตอบเมื่อ 22 ม.ค.54 เวลา 08:49
 ความคิดเห็นที่  264


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละสังขารแล้วเมื่อ 30 ม.ค.54

เมื่อเวลา 03.53 น.วันที่ 30
ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า"หลวงตามหาบัว"ญาณสัมปันโน(พระธรรมวิสุทธิมงคล)
เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีสานละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม 98 ปี

นายแพทย์พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
เปิดเผยคำชี้แจงคณะแพทย์ วันที่ 30 มกราคม เวลา 02.49 น. ว่า หลวงตามีอาการทรุดลง
อยู่ในภาวะวิกฤติ ระดับความดันโลหิตเริ่มต่ำลง ตรวจพบสมองหยุดทำงาน เวลา 03.25 น.
ตรวจพบม่านตาขยาย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เวลา 03.40 น. ชีพจร 54
ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/49 มิลลิเมตรปรอท ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่ากับศูนย์
เวลา 03.50 น. ชีพจร 49 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/16 มิลลิเมตรปรอท
ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่ากับศูนย์ เวลา 03.53 นาที หัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบทั่วกัน
ทั้งนี้ หลวงตามหาบัวเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ณ โรงพยาบาลศิริราช
มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามคำนิมนต์ของคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช
รวมทั้งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น และโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
ที่ได้ให้การรักษามาก่อนหน้านี้ ก่อนจะเดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

ต่อมา เวลา 10.05 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
เสด็จฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระอุดมญาณโมลี หรือหลวงปู่จันศรี จันททีโป
เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
นิมนต์เคลื่อนสรีระหลวงตามหาบัว จากกุฏิปลอดเชื้อ มายังชั้นสองศาลาการเปรียญ
และทำพิธีขอขมา
จากนั้นหลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสัสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
ได้เปิดอ่านพินัยกรรมของหลวงตามหาบัว เขียนไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2543
มีใจความสรุปดังนี้ 1.ทองคำที่ได้รับบริจาคมาให้นำไปหลอม
เงินสดที่ได้รับบริจาคมาให้นำไปซื้อทองคำนำมาหลอมรวมมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย
เพื่อเป็นทุนสำรอง 2.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดงานศพ และดูแลทรัพย์สิน
ทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนและทรัพย์สินที่ได้รับศรัทธาจากญาติโยมในงานศพ
โดยให้คณะกรรมการดำเนินงานอย่างเปิดเผยตามเจตนารมณ์ 3. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล 9
คน ประกอบด้วย 1.อาจารย์ฟัก สันติธรรมโม ขณะนี้มรณภาพแล้ว 2.หลวงพ่ออินทร์ถวาย
สันตุสัสโก 3.อาจารย์ปริญญา วัฒโธ 4.อาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์
องคมตรี 6.นายศิริ คูสกุล คหบดี จ.อุดรธานี 7. ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8 พ.ต.อ.กฤษดา
บูรณะพานิชย์ และ 9.พ.ต.ปัจจัย นารินรักษ์

4.ตั้งให้พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เป็นผู้จัดการมรดก
สำหรับพินัยกรรม ได้จัดทำขึ้น 3 ฉบับ มีใจความเหมือนกัน เก็บรักษาไว้ 3 แห่ง
ที่วัดป่าบ้านตาด ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จ.อุดรธานี และ ธนาคารกสิกรไทย จ.อุดรธานี
โดยพินัยกรรมดังกล่าวมี พระอาจารย์ปัญญา วัฒโธ เป็นพยาน และมีพระอาจารย์สุดใจ
ทันตมโน เป็นพยานและผู้พิมพ์

ด้านพระครูอรรถกิจ นันทคุณ หรือ พระอาจารย์นภดล นนทะโน เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา
จ.กำแพงเพชร แจ้งให้ญาติโยมที่มาร่วมงานว่า
หลังจากพระสงฆ์ได้สรงน้ำกราบบูชาหลวงตาแล้ว
จะอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนขึ้นสงฆ์น้ำและกราบบูชา จนกว่าประชาชนจะบางตา
จึงจะบรรจุสรีระหลวงตาลงในหีบไม้ กราบนิมนต์ไปที่ศาลาใหญ่ด้านหน้าวัด
สำหรับโกศพระราชทาน ตามสมณศักดิ์จะตั้งอยู่ด้านหลัง

ขณะที่ วันนี้ เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์
อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีถวายน้ำหลวงสรงศพหลวงตามหาบัว
ญาณสัมปันโน และทรงวางพวงมาลาหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี และพวงมาลาส่วนพระองค์ ในการนี้พระราชทานโกศโถ
และทรงรับพิธีธรรมไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 3 วัน
สำหรับประวัติ"หลวงตามหาบัว"กำเนิด ในครอบครัวชาวนา ณ บ้านตาด อุดรธานี วันเกิด 12
ส.ค.2456 มีพี่น้องทั้งหมด 16 คน สมัยเด็ก เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ วัยหนุ่ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว
ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง
คู่ครอง เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว
แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป

เหตุที่บวช เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง
ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้
ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้
ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก
จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่
โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วันบวช 12 พ.ค.2477 ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี พระอุปัชฌาย์ ชื่อ
ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์.

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.179.208   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.54 เวลา 15:50
 ความคิดเห็นที่  265

ไม่เห็นเคยได้ข่าวอาการอาพาธ ของท่านเลย และเท่าที่เคยเห็นภาพการเทศน์ของท่าน ล่าสุดก็ยังดูแข็งแรงดี พระสายวัดป่าท่านอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดกว่าพระเมืองมาก แล้วก็คงจะไม่ฉันอาหารในปริมาณมาก จึงแปลกใจมากกับข่าวนี้

และชาวบ้านหลายคนก็แปลกใจพอๆ กัน บางคนยังไม่คิดว่าจะมรณภาพด้วยซ้ำ

สำหรับคนที่ไม่กินอาหารมากเกินไป โอกาสที่จะมีโรคต่างๆ เกิดได้ยากกว่าคนที่กินอาหารแบบสมบูรณ์พูนสุข กินดีอยู่ดีมากไปมักจะเป็นโรค

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  115.87.63.37   ตอบเมื่อ 04 ก.พ.54 เวลา 14:44
 ความคิดเห็นที่  266

หลวงตามหาบัว ป่วยมานานแล้วเป็นมะเร็งแต่ก็หายได้
แล้วท่านก็มาป่วยอีก ท่านศิริอายุมากแล้ว ช่วงเดือนธันวาคม 53 ท่านมารักษา
ที่ร.พ.ศิริราช อยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับไปที่อุดร ท่านล่วงรู้วาระ ท่านเป็นพระอริยะ
อย่างแท้จริง

หากท่านใดต้องการร่วมทำบุญกับหลวงตามหาบัว สามารถทำได้ที่วัด
หรือโอนเงินได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาอุดรธานี
บัญชี "เงินบริจาคในพิธีบัเพ็ญกุศลหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน"
เลขที่บัญชี 110-107-2998


ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ร่วมทำบุญด้วยครับ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.177.107   ตอบเมื่อ 07 ก.พ.54 เวลา 12:24
 ความคิดเห็นที่  267

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้แล้วเมื่อ 2500 ปี
ทุกสรรพสิ่ง จะร้อน โดยปริยาย หรือหมายความแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า โลกจะร้อน

จาก อาทิตตปริยายสูตร
http://dhamma.vayoclub.com/index.php?topic=427.0

==============================================
"สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน"
...
(อายตนะ ภายในและภายนอก เป็นของร้อน)
...
สุขํ วา ทุกฺขํ วา
เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี

อทุกฺขมสุขํ วา
ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก์ดี

ตมฺปิ อาทิตฺตํ
แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน

เกน อาทิตฺตํ
ร้อนเพราะอะไร

อาทิตฺตํ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา
ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ

...
อตฺตมนา เต ภิกฺขู
พระภิกษุเหล่านั้น ก็มีใจยินดี

ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุง
เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจัา

อิมสฺมิญจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน
ก็แลเมื่อเวยยากรณ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่

ตสฺส ภิกฺขุสหสฺสสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ
จิตของพระภิกษุพันรูปนั้น ก็พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานแล

==============================================

เมื่อมันร้อน ก็จะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนขึ้น จิตคลายออก และ จิตก็พ้นจากอาสวะ ได้
พร้อมๆ กันในครั้งเดียวถึง 1000 รูป เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก หากไม่ร้อนโดยปริยายอาจจะ
ไม่หลุดพ้นได้มากถึงเพียงนี้

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.177.107   ตอบเมื่อ 07 ก.พ.54 เวลา 12:42
 ความคิดเห็นที่  268

ชื่อบัญชี ทำบุญหลวงตามหาบัว เปลี่ยนเป็น
"เงินทำบุญซื้อทองคำเข้าคลังหลวง ตามพินัยกรรมของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน"
ธนาคารกสิกรไทย สาขาอุดรธานี
เลขที่บัญชี 110-107-2998 (เลขบัญชีเดิม)


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.177.107   ตอบเมื่อ 07 ก.พ.54 เวลา 13:23
 ความคิดเห็นที่  269


****...คำสอนที่ผมได้จากหลวงตามหาบัว...****

๑. การฝึกหัดนิสัยให้เป็นคนมีสติจนเคยชินนั้นจำต้องอาศัยการงานเป็นเครื่องฝึกหัด ผู้ใคร่ต่อธรรมชั้นสูงควรเริ่มและรีบเร่งฝึกหัดสติควบคู่ไปกับงานทุกประเภทแต่ต้นมือ

๒. ต้นทางของสรรพสิ่งก็อยู่ที่ใจดวงนี้ ปลายทางก็อยู่ที่ใจดวงนี้ หยาบหรือละเอียดก็อยู่ที่ใจเราเอง จิตมีสมาธิจะทำให้เกิดปัญญาที่สามารถถอดถอนตนให้พ้นจากสิ่งแวดล้อมทั้งหลายได้

๓. การตั้งตนเป็นผู้มีความสัตย์นั้นเกิดจากเราเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง และไม่มีใครที่จะสามารถมาทำลายความสัตย์ของเราได้ ก็มีแต่เราเองที่เป็นผู้ทำลายความสัตย์ของเราอย่างนี้

.....................................
เรื่องดี ๆ ที่หลวงตามหาบัวสอนไว้นอกเหนือจากนี้
ข้าพเจ้าล้วนจำไม่ได้


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.168.85   ตอบเมื่อ 07 ก.พ.54 เวลา 13:24
 ความคิดเห็นที่  270

http://www.tfn2.info/board/index.php?PHPSESSID=8854ffa1bf29053bf76afcb8b751d3f0&topic=20472.0

ผู้ส่ง  vampire    email     url     ip  119.46.176.222   ตอบเมื่อ 07 ก.พ.54 เวลา 14:33
 ความคิดเห็นที่  271

บทขอขมาพระรัตนตรัย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน
ต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี
ด้วยทางกายหรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนา
หรือไม่มีเจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี
ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม
พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน
ได้โปรดอดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ ฯ
(กราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง)

ที่มา หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  124.121.178.93   ตอบเมื่อ 26 ก.พ.54 เวลา 13:50
 ความคิดเห็นที่  272

ตอนเด็กๆเคยญาติที่ศรัทธาในหลวงพ่อฤาษีลิงดำมากๆ พาไปทั้งที่ซอยสายลม และ วัดท่าซุง
แต่ผมกลับรู้สึกไม่คล้อยตามกับคำสอนตามแนวทางของสำนักท่าน

โดยเฉพาะเรื่องไปนรก ไปสวรรค์ วิมาน ต่างๆ เรื่องหยุ่งรู้เรื่องราวเหตุการณ์ในอนาคตได้
ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สาระของการปฏิบัติทั้งสิ้น

พุทธพจน์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

?ภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อให้คนมานิยมนับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะและสรรเสริญ มิใช่อานิสงส์เป็นเจ้าลัทธิหรือแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ฯ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติ เพื่อสังวระ ความสำรวม เพื่อปหานะ ความละ เพื่อวิราคะ ความหายกำหนัดยินดี และเพื่อนิโรธะ ความดับทุกข์ ผู้ปฏิบัติและนักบวชต้องมุ่งตามแนวทางนี้ นอกจากแนวทางนี้แล้ว ผิดทั้งหมด?

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.171.3   ตอบเมื่อ 27 ก.พ.54 เวลา 08:53
 ความคิดเห็นที่  273


จริง แต่ไม่จริง

.........................

ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ

หลวงปู่ดุลย์บอกว่า

"ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"

*************************

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.171.3   ตอบเมื่อ 27 ก.พ.54 เวลา 16:08
 ความคิดเห็นที่  274

เอาธรรมมะ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ...มาฝาก

ตามกระแสพระธรรมเทศนาของสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทุกข์เป็นของไม่ควรละ แต่เป็นของควรต่อสู้ ความทะยานอยากได้สุขหรือไม่อยากให้มีทุกข์ต่างหาก เป็นของควรละ ผู้ที่จะพ้นจากทุกข์ได้ในโลกนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ยกทุกข์ขึ้นมาเป็นเหตุทั้งนั้น

ทุกข์กับความเพียรเท่านั้นที่มีค่ามากในโลกนี้ หากไม่มีทุกข์กับความเพียรเสียแล้ว ใครๆ ในโลกนี้ จะไม่ทำ ความดีเพื่อพ้นทุกข์ในโลกนี้และโลกหน้า ตลอดถึงพระนิพพาน

แท้จริงความนึกคิดไม่ใช่ทุกข์ แต่การไปยึดความนึกคิดมาเป็นของตน จึงเป็นทุกข์

หลักอนัตตา ในทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบ พระองค์มิได้ตรัสว่าอนัตตาเป็นของไม่มีตนไมมีตัว เป็นของว่างเปล่า พระองค์ตรัสว่า ตนตัวคือ ร่างกายของคนเรา อันได้แก่ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มันมีอยู่แล้ว แต่จะหาสิ่งเป็นสาระในขันธ์ ๕ นั้นไม่มี ดังนี้ต่างหาก

การเห็นความฟุ้งซ่านของจิตนั้นคือ ...ปัญญาชั้นต้น...

คนใดว่าตนดี คนนั้นยังไม่ดี ใครว่าตนวิเศษวิโส หรือฉลาดเฉียบแหลม คนนั้นคือ คนโง่

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.192.231   ตอบเมื่อ 28 ก.พ.54 เวลา 07:33
 ความคิดเห็นที่  275

จิตกับใจต่างกันอย่างไร

จิต ( Mild ) เป็นรูปธรรม มีตัวตนสัมผัสได้ มีลักษณะเป็นรูป ๆ หนึ่งเหมือน โต๊ะ เก้าอี้ ห้องทำงาน ฯลฯ
ใจ ( Feeling ) เป็นความรู้สึก ได้แก่ โกรธ เกลียด ดีใจ เสียใจ ฯลฯ

การพัฒนาจิต ก็เหมือนการทำเช็ดโต๊ะเก้าอี้ ห้องทำงานให้สะอาดนั่นเอง ถ้าจิตเป็นเก้าอี้ ก็คือ เก้าอี้ของใครของมัน ใครหมั่นทำความสะอาด จิตที่พัฒนาแล้ว ก็ได้กับตัวเขาเอง ใครปล่อยสกปรกไว้ก็กลายเป็นสันดาน

ในจิตตานุสติปัฏฐาน คือการมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน มองเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ให้เห็นความเกิดดับ ซึ่งก็หมายถึง Mild โดยขั้นตอนคือการเอา Feeling ที่ไม่ดีออกจาก Mild แล้ว Mild จะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้เอง สำหรับการที่จะเอา Feeling ออกจาก Mild ได้อย่างแท้จริงก็คือ การที่เราเห็นว่ามัน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

เมื่อสามารถแยกได้ว่าจิตคืออะไร ใจคืออะไร จะทำให้การปฏิบัติไม่หลงทิศ หลงทาง สามารถพัฒนาต่อไปได้ง่ายขึ้น

สำหรับ soul หรือ spirit และ subconcious นั้นก็คือ เจตสิก ซึ่งมีความหมายว่า ธรรมอันเป็นเครื่องประกอบจิต ความหมายก็คือ เป็นองค์ประกอบ เป็นชิ้นส่วนของจิต เปรียบเสมือนขาเก้าอี้ หรือผนังห้อง แล้วแต่กรณีส่วน thought ความสามารถในการคิด การไตร่ตรอง คือสังขารขันธ์


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.168.186   ตอบเมื่อ 01 มี.ค.54 เวลา 12:20
 ความคิดเห็นที่  276

เข้าถึงธรรมโดยไม่ต้องติดรูปแบบ น่าจะเป็นหนึ่งในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ ในพระพุทธศาสนา สมัยก่อนสามารถบรรลุธรรมได้ แค่ฟังคำพูดไม่กี่คำ เห็นภาพเพียงไม่กี่ภาพ
พบกับบางเหตุการณ์

ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม เป็นจริงในเวลานี้เลยทีเดียว พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า โชคดีที่เกิดบนแผ่นดินไทย

ในเวลาที่เทคโนโลยีล้ำยุคกลายเป็นโทษ เราอาจจะร่ำหาความล้าสมัย ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และ ไม่ต้องใช้ขอประหยัดแรง เครื่องทุ่นแรงทั้งหลาย

จะมีสักกี่คนที่นำเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่น มาเป็นอุทาหรณ์ เตือนใจตนเองว่า สูงสุดก็ย่อมคืนสู่สามัญ

การวิเคราะห์โครงการต่างๆ มักจะหาเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผลที่สูงสุด และก็จะมองข้ามเรื่องพื้นฐาน

หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพืลผลการเกษตรราคาแพง จนกระทั่งขาดวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหลายอย่าง นี่คือตัวอย่างหนึ่งของปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งหากขาดมันไปแล้ว ต่อให้มีเครื่องจักรที่ทันสมัยขนาดไหนก็หมดความหมาย เงินทุนมหึหาก็ยังหาของไม่ได้ หากในเวลาที่ของมันขาดแคลนจริงๆ

เหตุการณ์น้ำท่วมบ้านเรา ในหลายๆ จุดที่ขาดอาหาร ขาดน้ำ และปัจจัยจำเป็นคือ ห้องสุขา (ซึ่งชื่อนี้เหมาะสมจริงๆ เป็นสถานที่ปลดทุกข์ได้ฉมังเสียด้วย) ทำให้เราคิดว่า เมื่อถึงที่สุด ปัจจัยสี่เท่านั้นแหละที่ยังเป็นตัวสำคัญในการดำรงชีพ

ดังที่พ่อเฒ่าในหมู่บ้านเรื่องเจ็ดเซียนซามูไร แนะให้ลูกบ้านไปคัดสรรซามูไรมาชวยปราบโจร เมื่อลูกบ้านบอกว่า จะเอาเงินที่ไหนไปจ้างซามูไร

พ่อเฒ่าก็บอกว่า หากจะหาซามูไรที่ทรงเกียรติ อาจจะไม่สามารถ แต่ถ้าหาซามูไรไส้แห้งละก้อ มีทางแน่นอน เพราะอย่างไร คนเราก็ต้องกินข้าว

นี่คือความเป็นสามัญ ที่คนรวยคนจนต้องการที่สุด โดยเฉพาะในยามที่ท้องหิว


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.76   ตอบเมื่อ 18 มี.ค.54 เวลา 08:19
 ความคิดเห็นที่  277

การเกิดเป็นคนธรรมดา มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย นับเป็นความโชคดีที่สุดแล้ว

เมื่อมองเปรียบเทียบไปถึงวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น แล้วก็คิดย้อนไปตั้งแต่ประเทศเขาโดนอาวุธนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อดคิดไม่ได้ว่าโทษทัณฑ์ที่คนญี่ปุ่นควรได้รับมันมีมากขนาดนั้นเลยหรือ

เรื่องนี้อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญอย่างไอน์สไตน์ นอนตายตาไม่หลับ เพราะถือว่าตัวเองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมครั้งนั้นขึ้นก็ได้

หลายคนมองมาถึงวันนี้ว่า ญี่ปุ่นดูน่าทึ่งมากที่กลับสงบได้น่าอย่างประหลาดใจ ไม่มีการฟูมฟายตีโพยตีพายเหมือนกับคนทั่วไปในยามเกิดวิกฤติ แต่เราคงไม่ทราบว่าลึกๆ แล้วจิตใจของคนญี่ปุ่น นับจากวันที่เกิดเหตุการณ์ระเปิดที่ฮิโรชิมา นางาซากิ มันยับเยินไปขนาดไหน

เราไม่รู้ว่า จากวันนั้นมา ประเทศนั้นโดนอะไรมาบ้าง ที่เขาเป็นวันนี้มันมีอะไรเป็นสาเหตุสำคัญ

เขียนแล้วก็เศร้าใจเป็นที่สุด แล้วก็ได้แต่หวังว่าประเทศของเราคงจะไม่โดนหรือกำลังโดนกระทำการทางความคิด และค่อยๆ ปรับสภาพจิตใจ ไปจากที่เคยเป็น อย่างไม่รู้ตัว
เพียงเพื่อให้บรรจุวัตถุประสงค์ของการจัดการโลกใบนี้ของกลุ่มอิทธิพลที่มีอยู่จริง แต่ไม่เปิดเผยตัว กระทำการได้สำเร็จ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.51.186   ตอบเมื่อ 21 มี.ค.54 เวลา 08:33
 ความคิดเห็นที่  278

วันก่อนได้ฟังเทศของ อ.ปราโมทย์ เกี่ยวกับการรักษาศีล
ผู้ที่ได้ชื่อว่า "มีศีล" ก็คือ ผู้ที่มีโอกาสทำผิดศีลได้ แต่ไม่ทำ ...

การรักษาศีลนั้น ต้องมีปัญญาประกอบอยู่ด้วย คือต้องเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงในการรักษา

อานิสงส์ของการรักษาศีล จะทำให้จิตก็สู่สมาธิได้ง่ายขึ้น
การรักษาศีล ไม่ได้มีเพียงศีลตามจำนวนข้อเท่านั้น แต่ยังรวมอินทรีย์สังวรไว้ด้วย

มิใช่แต่เพียงรักษาตามๆกันไป หรือเชื่อตามๆกัน เช่น เชื่อว่ารักษาศีลแล้วได้โน่นได้นี่
หรือรักษาศีลแล้วจะตัดกรรมที่เคยสร้างไว้ได้ ก็ยิ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เป็นมิจฉาทิฐิ

ขอยืนยันว่า กรรมชั่วที่เคยสร้างไว้นั้นอย่างไรก็ต้องชดใช้ ไม่สามารถสร้างกรรมดีขึ้นมาลบล้างได้
ถ้ากรรมชั่วสามารถลบล้างได้ พระมหาโมคคัลลานะซึ่งเป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์ หรือจะต้องยอมให้โจรทุบถึงแก่ความตายในช่วงปั้นปลายชีวิตเพื่อชดใช้หนี้กรรมในอดีตชาติก่อนเข้าสู่นิพพาน(จะนอกเรื่องอีกแล้วเรา)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอานิสงส์ของศีลไว้ว่า ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมไดรับอานิสงส์ ๕ ประการ ดังนี้
๑. ย่อมประสบกองแห่งโภคะใหญ่
๒. กิติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งไป
๓. จะเข้าไปสู่บริษัทใด เป็นผู้องอาจ ไม่เก้อเขิน
๔. ไม่หลงทำกาละ
๕. ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  49.228.248.141   ตอบเมื่อ 30 มี.ค.54 เวลา 15:09
 ความคิดเห็นที่  279

ในอดีตชาติ พระมหาโมคคัลลานะ เกิดเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ต่อมาพ่อแม่ทั้งสองประสบเคราะห์กรรมตาบอดด้วยกันทั้งสองคน เมื่ออยู่ในวัยที่สมควรจะมีครอบครัวได้แล้ว พ่อแม่จึงจัดการสู่ขอหญิงสาวที่มีชาติตระกูลใกล้เคียงกัน ให้มาแต่งงานเป็นคู่ เพื่อแบ่งเบาภาระลูกชายที่ต้องหาเลี้ยงและดูแลคนแก่ตาบอดทั้งสองคน

ในระยะแรก ๆ ก็ราบรื่นสงบสุขเป็นอย่างดีเมื่อกาลเวลาผ่านนาน ๆ ไป ลูกสะใภ้ก็เริ่มรังเกียจพ่อผัวแม่ผัวที่ตาบอดด้วยกันทั้งสองคน จึงหาวิธีกำจัดท่านทั้งสองด้วยการยุแหย่สามีให้เกลียดชังพ่อแม่ คือ เมื่อสามีออกทำงานนอกบ้านก็แกล้งทำบ้านเรือนให้สกปรกรกรุงรัง เมื่อสามีกลับมาก็ฟ้องว่าพ่อแม่ทั้งสองเป็นผู้กระทำ ตนเองไม่สามารถที่จะทนเห็นทนอยู่ผู้เฒ่าตาบอดทั้งสองคนนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

ระยะแรก ๆ สามีก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนักได้แต่รับฟังแล้วก็นิ่งเฉยแต่เมื่อภรรยาพูดบ่อย ๆ และเห็นบ้านเรือนสกปรกมากยิ่งขึ้นจึงเชื่อคำของภรรยา และได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับคนแก่ตาบอดทั้งสองคนนี้ดี ?เอาท่านใส่เกวียนไปฆ่าทิ้งในป่า? ภรรยาเสนอความคิดเห็นสามีแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะตนเป็นคนรักและกตัญญูต่อพ่อแม่มาตลอดแต่เมื่อภรรยารบเร้าไม่รู้จบสิ้น จึงใจอ่อนยอมทำตามที่ภรรยาแนะนำ รุ่งเช้า ได้จัดหาอาหารเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า?ข้าแต่คุณพ่อคุณแม่ ญาติที่หมู่บ้านโน้นต้องการให้คุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมพวกเราไปกันในวันนี้เถิด? ลูกชายให้พ่อแม่นั่งบนเกวียนแล้วออกเดินทาง พอมาถึงกลางป่าส่งเชือกบังคับโคให้พ่อถือไว้แล้วพูดหลอกว่า ?คุณพ่อจับปลายเชือกนี้ไว้ โคจะลากเกวียนไปตามทางนี้ ทราบว่าในป่านี้มีพวกโจรซุ่ม อยู่ ลูกจะลงเดินตรวจดูโดยรอบ?

เมื่อลงเดินได้สักครู่หนึ่ง ก็เปลี่ยนเสียงร้องตะโกนประหนึ่งว่าเสียงโจรดักซุ่มอยู่ แล้วเข้ามาทุบตีทำร้ายบิดามารดา ฝ่ายบิดามารดาเชื่อว่าเป็นโจรจริง ๆ...แม้จะถูกทุบตีอยู่ปากก็ยังร้องบอกให้ลูกรีบหนีไป ..ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ ลูกจงรักษาชีวิตไว้เถิด....ลูกชายพอได้ยินเสียงมารดาบิดาร้องบอก ให้ตนรีบหนีไปโดยไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ ก็กลับคิดได้ว่า ?ตนทำกรรมหนัก พ่อแม่แม้จะถูกเราทุบตีอยู่นี้ ก็ยังร้องคร่ำครวญด้วยความรักและห่วงใยให้เรารีบหนีไปโดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตนเอง? ดังนี้แล้วจึงเข้ามาบีบนวดให้แล้วบอกกับพ่อแม่ว่า?บัดนี้พวกโจรหนีไปหมดแล้ว? จากนั้นก็นำท่านกลับมาปรนนิบัติดูแลที่บ้านเป็นอย่างดี

ลูกชาย เมื่อตายแล้วต้องชดใช้กรรมในนรกเป็นเวลานาน เมื่อพ้นจากนรกแล้วมาเกิดใหม่ ต้องถูกทุบตีจนแหลกละเอียดอีกหลายร้อยชาติ ในชาติสุดท้ายนี้แม้จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มีฤทธิ์ สามารถจะดำดินล่องหนหายตัวได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็ไม่สามารถจะหนีผลกรรมได้ ท่านจึงยอมให้พวกโจรจับทุบจนร่างแหลกเหลวดังกล่าวมานั่นเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  49.228.248.141   ตอบเมื่อ 30 มี.ค.54 เวลา 15:55
 ความคิดเห็นที่  280

ตอนหนึ่งของประวัติ พระโมคคัลลานะ และ พระสารีบุตร

ในครั้งนั้นมีมาณพ ๒ คน เป็ยมิตรสหายที่สนิทชิดเชื้อกันเป็นอันมากชื่อว่า อุปติสสะ คนหนึ่ง
แต่คนชอบเรียกว่า สารีบุตร ด้วยเป็นบุตรของนางสารีพราหมณีภรรยานายบ้านที่มั่งคั่ง
ชื่อ โกลิตะ คนหนึ่ง แต่คนชอบเรียกว่า โมคคัลลานะ ด้วยเป็นบุตรของนางโมคคัลลี ภรรยา
นายบ้านที่มั่งคั่งทั้งสองคนนี้รักใคร่กันมาก มีอายุรุ่นราวคราวเดียว เป็นเพื่อนกันมาแต่เล็ก
แต่น้อย เล่าเรียนศิลปศาสตร์ในสำนักเรียนเดียวกัน แม้เสร็จการเรียนแล้วก็ยังสนิทสนมกัน
ไปใหนไปด้วยกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันฉันมิตรอยู่เสมอ

วันหนึ่ง สองสหายนี้ พร้อมด้วยเพื่อนฝูง ไปดูงานบนยอดภูเขาเกิดความสลดใจ ไม่สนุกร่าเริง
เหมือนวันก่อนๆ ด้วยคิดเห็นว่าคนเหล่านี้รวมทั้งตัวเรา อยู่อีกไม่ถึงร้อยปีก็จะตายสิ้น
สิ่งที่เป็นสาระอันควรจะได้จะถึง ซึ่งควรจะแสวงหา ก็ยังมิได้แสวง แม้เพียงแต่คิดก็ยังมิได้คิด
ครั้นสองสหายปรึกษาหารือกัน และมีความเห็นร่วมกันแล้ว จึงพร้อมกันออกบวชเป็นปริพาชก
ซึ่งเป็นนักบวชจำพวกหนึ่ง ในสำนักท่านสัญชัยปริพาชก อันเป็นสำนักใหญ่มีชื่อเสียงสำนักหนึ่ง
ในเวลานั้น

เนื่องจาก สารีบุตร และ โมคคัลลานะ ปริพาชกทั้งสองนี้เป็นคนมีปัญญามีการศึกษาดีมาก่อน
ทั้งเมื่อบวชก็บวชมุ่งแสวงหาโมกขธรรม ดังนั้นครั้นบวชเป็นปริพาชกในสำนักท่านอาจารย์
สัญชัยแล้ว จึงได้ตั้งหน้าเรียนและปฏิบัติตามด้วยความอุตสาหะ ครั้นศึกษาอยู่ไม่นาน
ก็สิ้นความรู้ของอาจารย์และได้รับยกย่องจากสัญชัยปริพาชกว่า ทั้งสองสหายนี้ มีความรู้เสมอ
กับท่านและแต่งตั้งให้ท่านเป็นครูช่วยสั่งสอนศิษย์ในสำนักด้วย แต่สารีบุตรปริพาชกและโมคคัลลานะ
ปริพาชกไม่ปรารถนา ทั้งรู้แจ้งชัดว่าลัทธิของปริพาชกก็มีเพียงเท่านี้ หาเป็นทางตรัสรู้ไม่
จึงไม่พอใจอยู่ แต่เมื่อยังไม่เห็นทางใดดีกว่า ก็ยังอาศัยอยู่ในสำนักสัญชัยปรพาชกไปพลางก่อน
ต่างได้ทำสัญญากันไว้ว่า
"ต่างพยายามแสวงหาครูอาจารย์ที่สามารถสอนโมกขธรรมให้
ในสองคนเรานี้ผู้ใดได้โมกขธรรมก่อน ผู้นั้นจะต้องมาบอกกัน"


วันหนึ่ง สารีบุตรปริพาชกกับจากธุระ มุ่งหน้าเดินมายังอารามของปริพาชกแต่เช้า บังเอิญได้เห็น
พระอัสสชิเถระเจ้ากำลังเดินบิณฑบาตรอยู่ ครั้นได้เห็นแล้วรู้สึกพอใจในอากัปกิริยาของท่าน
ตั้งตาจับดูกิริยาตลอดเวลาในเมื่อท่านอัสสชิเถระจะก้าวหน้าจะถอยหลัง จะเหยียดมือออก
จะคู้มือเข้าก็ล้วนอยู่ในอาการสังวร เรียบร้อย ทอดตาไปพอประมาณ งามสมแก่สมณสารูป
ยิ่งนัก เดินติดตามดูท่านไปตลอด ดูพลางนึกพลางว่า ที่มหาชนร่ำลือกันว่า พระอรหันต์มีอยู่
ในโลกนี้นั้น พระองค์นี้จะต้องเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนของพระอรหันต์ทั้งหลาย
เป็นแน่แท้ ไฉนหนอเราจะได้เข้าไปใกล้ได้ศึกษาธรรมกับท่าน และแล้วก็นึกต่อไปว่า เวลานี้
ยังไม่สมควรด้วยท่านกำลังแสวงหาอาหารอยู่ จึงได้พยายามติดตามไปโดยลำดับ

ครั้นพระอัสสชิเถระเจ้า ได้บิณฑบาตรพอฉันแล้ว ก็หลีกออกจากทางไปยังที่ซึ่งพอจะเป็น
ที่พักฉันบิณฑบาตร ฝ่ายสารีบุตรปริพาชกติดตามมาอย่างใกล้ชิด จึงถือโอกาสทำเป็น
อุบาสกที่ดี เข้าปฏิบัติจัดที่นั่งถวาย จัดน้ำถวาย แล้วนั่งปฏิบัติพระอัสสชิเถระขณะที่
ฉันบิณฑบาตรอยู่ในที่พอสมควรเมื่อพระเถระเจ้าฉันอิ่มแล้ว สารีบุตรปริพาชกได้เข้าไปใกล้
กราบลงด้วยความเคารพ แล้วเรียนถามท่านว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญอินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก
ผิวพรรณก็หมดจดสดใส ท่านผู้เจริญ ท่านบวชจำเพาะใคร ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ท่านชอบ
ใจธรรมของใคร พระอัสสชิเถระตอบว่า ท่านปริพาชกพระมหาสมณศากยบุตร ซึ่งเสด็จออกบวช
จากศากยตระกูล พระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ฉันบวชจำเพาะพระองค์
พระองค์เป็นอาจารย์ของฉัน ฉันชอบใจธรรมของพระองค์

ท่านผู้เจริญ อาจารย์ของท่าน กล่าวสอนอย่างไร
ฉันเพิ่งบวชใหม่ ท่านปริพาชก ฉันมาสู่ธรรมวินัยนี้ไม่นาน ไม่อาจแสดงแก่ท่านโดยวิจิตรพิศดารได้
แต่ฉันจะแสดงให้ท่านฟังเพียงใจความย่อๆ

เป็นพระคุณยิ่ง ท่านผู้เจริญ ! นิมนต์ท่านแสดงแต่ใจความเถิดขอรับและความจริงกระผมก็มี
ความประสงค์แต่ใจความเท่านั้น เรื่องมากถ้อยมากคำมิใช่สิ่งที่ผมขอประทานเลย

ลำดับนั้น ท่านพระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่สารีบุตรปริพาชกโดยย่อว่า
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เป็นอาทิ ความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ
ของธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้ สารีบุตรปริพาชก
ได้ฟังธรรม ก็ทราบชัดโดยปรีชาญาณของตนว่า ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ และจะสงบระงับไป
ก็เพราะดับเหตุก่อน พระศาสดาทรงสอนให้ปฏิบัติ เพื่อสงบระงับเหตุแห่งธรรม อันเป็นเครื่องก่อ
ให้เกิดทุกข์ เกิดดวงตาเห็นธรรม ซึ่งเรียกว่า ธรรมจักษุ อันเป็นตัวอริยมรรคญาณขึ้นทันทีว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนต้องมีความดับเป็นธรรมดา
สารีบุตรปริพาชกได้ถึงความเป็นพระอริยบุคคลในทันใดนั้น จึงนมัสการพระเถระเจ้า เรียนถามว่า
เวลานี้พระบรมศาสดาของเราเสด็จประทับอยู่ที่ใหนขอรับท่านอาจารย์ ฯ
อยู่ที่พระเวฬุวันวิหารสารีบุตร ถ้าอย่างนั้นนนิมนต์ท่านอาจารย์ไปก่อนเถิดขอรับ กระผมจะต้อง
กลับไปบอกโมคคัลลานะสหายที่ให้สัญญากันไว้แล้ว จะพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดา

ครั้นพระอัสสชิเถระไปแล้ว สารีบุตรปริพาชก ก็กลับมายังอารามของปริพาชกเล่าเรื่องที่ตนได้พบ
กับพระอัสสชิเถระเจ้า ให้โมคคัลลานะสหายฟังพร้อมกับแสดงโมกขธรรมที่ตนได้บรรลุแล้วให้
โมคคัลลานะฟังด้วย

โมคคัลลานะฟังแล้ว กำหนดพิจารณาตามด้วยปรีชาญาณของตน ก็พลันได้บรรลุธรรมจักษุ
เป็นอริยบุคคล เช่นเดียวกับสารีบุตรปริพาชก แล้วถามสารีบุตรปริพาชกว่า พี่สารีบุตร
เวลานี้พระบรมศาสดาของเราประทับอยู่ที่ใหน ?

ท่านอาจารย์บอกพี่ว่า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหาร
ถ้าเช่นนั้นเราควรรีบไปเฝ้าพระบรมศาสดาดีกว่า

แต่สารีบุตรปริพาชกเป็นผู้มีน้ำใจมากด้วยความกตัญญู หนักในความเคารพครูอาจารย์
จึงกล่าวว่า โมคคัลลานะ พี่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่อยากจะไปชวนท่านอาจารย์สัญชัยไปด้วย
ความจริงท่านก็มีปัญญามาก พี่คิดว่าถ้าท่านได้เฝ้าพระบรมศาสดาและได้ฟังธรรมแล้ว
ก็จะได้บรรลุมรรคผลเป็นแน่แท้

โมคคัลลานะปริพาชกตอบว่า ความจริงก็น่าจะเป็นอย่างพี่ว่า แต่โธ่ !
พี่น่าจะรู้ดีว่า ท่านอาจารย์สัญชัย เป็นคนมีทิฎฐิมาก ที่ใหนจะยอมเคารพคนอื่น ที่ใหนจะพอใจรับ
เอาคำสั่งสอนของผู้อื่นมาปฏิบัติ ผมคิดว่า การยอมตนเป็นศิษย์ของคนอื่น คงจะไม่เคยมีอยู่ในห้วง
นึกคิดของท่านเป็นแน่

โมคคัลลานะ ใช่ว่าพี่จะไม่รู้ สารีบุตรปริพาชกเปิดความมีแก่ใจให้โมคคัลลานะสหายฟัง อันธรรมดา
คนถ้ายังไม่รู้ มีใครดีเหนือกว่า ก็ย่อมทรนงตนด้วยมานทิฏฐิทั่วๆกัน แต่เมื่อทราบว่ามีใครดีเหนือกว่า
เกิดขึ้น ความทรนงตัวก็ย่อมจะลดน้อยลงจากความรู้สึกเดิม อีกประการหนึ่งท่านก็เป็นครูอาจารย์
ควรที่เราจะไปนมัสการลาท่านก่อน แล้วถือโอกาสชักชวนทีเดียวถ้าท่านไม่เชื่อ ยังถือตนว่าเป็น
ผู้วิเศษอยู่ เราก็ช่วยอะไรท่านไม่ได้

เอา ! เป็นตกลงความเห็นของพี่ โมคคัลลานะปริพาชกกล่าวอนุวัตรตามความเห็นชอบด้วย
แล้วสองคนก็เข้าไปหาอาจารย์สัญชัย เล่าเรื่องที่ตนทั้งสองมีความเลื่อมใสในธรรมของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเห็นว่าเป็นทางให้ถึงความหลุดพ้นโดยชอบจึงอยากจะไปบวช
เป็นภิกษุอยู่ในพุทธสำนักและมีความปรารถนาที่จะชวนท่านอาจารย์ไปด้วย ถ้าท่านอาจารย์
มีความเห็นตามนี้

ทีนั้น สัญชัยปริพาชก เจ้าสำนักฟังถ้อยคำของศิษย์ผู้ใหญ่ทั้งสองตลึงไปสักครู่หนึ่ง
แล้วจึงตอบว่า สารีบุตร โมคคัลลานะ ฉันจะทิ้งสำนักไปตามคำชวนของเธอไม่ได้ดอก
บริษัทบริวารมีมาก ไปไม่ได้จริงๆเธอพากันไปเถิด

สารีบุตร ยังไม่สิ้นความพยายาม จึงได้วอนกล่าวกะอาจารย์สัญชัยต่อไปอีกว่า ท่านอาจารย์
เมื่อมหาชนเขาเลื่อมใสพากันไปยังสำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมดแล้ว จะมีใครมาสำนัก
ท่านอาจารย์เล่า สำนักอาจารย์จะมิว่างเปล่าผู้คนหรือ

สารีบุตร เธอเข้าใจอย่างนั้นรึ อาจารย์สัญชัยท้วงถามพร้อมกับแสดงความรู้สึกในใจ ให้สารีบุตร
และโมคคัลลานะฟังอีกว่า ฉันคิดว่าจะไม่เป็นอย่างที่เธอเข้าใจเป็นแน่ แต่เอาเถอะสารีบุตร
ลองตอบคำถามฉันสักหน่อยถี ฉันคิดว่า ถ้าเธอตอบด้วยความจริงใจตามความคิดเห็นแล้ว
คำตอบของเธอนั้นแหละจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ความคิดเห็นฉันผิดหรือถูก แล้วอาจารย์สัญชัย
ก็ตั้งปัญหาแก่ศิษย์คนใหญ่ว่า สารีบุตร ในโลกนี้คนฉลาดมาก หรือคนโง่มาก
คนโง่มากขอรับ ท่านอาจารย์ สารีบุตรปริพาชกตอบทันที

สัญชัยยิ้มอย่างมีชัย แล้วพูดแช่มช้าว่า ถูกอย่างสารีบุตรพูด ฉันเองก็นึกอย่างนั้น
และในเมื่อคนโง่มากกว่าคนฉลาดแล้ว อย่างไรสำนักเราจะว่างเปล่าจากผู้คนอย่างสารีบุตรพูดเล่า
สารีบุตร เป็นธรรมดาเหลือเกินว่าคนฉลาดก็ย่อมจะไปหาคนฉลาด และคนโง่ก็ย่อมจะไปหาคนโง่
เหมือนฝูงโคก็ย่อมจะไปอยู่รวมกับโค ฝูงม้าก็ย่อมจะไปอยู่รวมกับม้า สารีบุตร โมคคัลลานะ
เป็นคนฉลาดมีสติปัญญา ก็พากันไปยังสำนักพระสมณโคดม ส่วนคนที่เหลือนอกนั้นเป็นคนโง่
ก็จะพากันมายังสำนักเรา เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักเราก็คงยังหนาแน่นด้วยผู้คน
จะไม่ว่างเปล่าอย่างเธอนึกเป็นแน่

เมื่อสารีบุตรปริพาชกถูกศอกกลับของท่านอาจารย์ ด้วยคำละเมียดละไมในเชิงชั้น โยตั้งใจจะเอา
ชนะด้วยเลห์เหลี่ยมของถ้อยคำข้างเดียวเช่นนั้นก็จนใจ หมดกำลังใจที่มาชักชวนด้วยความ
ปรารถนาดี ด้วยความเคารพอาจารย์ เพราะจิตมุ่งความหลุดพ้นเป็นโลกุตตรจิต จิตสูงใช่วิสัยสามัญ
ส่วนจิตของอาจารย์สัญชัย เป็นจิตสามัญ ต่ำด้วยมานะทิฏฐิ มิได้มุ่งความหลุดพ้นมุ่งความเป็นใหญ่
ติดอยู่ในลาภยศ จึงไปด้วยกันไม่ได้ ครั้นเห็นว่าไม่อาจจะกลับใจท่านอาจารย์สัญชัยได้แล้ว
สองสหายก็ลาอาจารย์พาบริวารของตนในสำนักประมาณ ๕oo คน มุ่งหน้าเดินทางไปเฝ้า
พระบรมศาสดา ยังพระเวฬุวันวิหาร ขณะนั้นพระบรมศาสดาประทับนั่ง ณ พระวิหารใหญ่ในที่ประชุม
พระสงฆ์ทั้งหลายทอดพระเนตรเห็นสารีบุตร โมคคัลลานะสองสหาย กำลังพาบริวารมาเฝ้าแต่ไกล
เช่นนั้นก็ทรงโสมนัสยกพระหัตถ์ชี้ไปพร้อมกับตรัสบอกพระภิกษุทั้งหลายว่า โน่นคู่อัครสาวกซ้ายขวา
ของตถาคตกำลังเดินเข้ามาแล้ว

ครั้นสารีบุตร และโมคคัลลานะสองสหายพาบริวารมาถึงแล้ว ก็เข้าเฝ้าถวายอภิวาทขอประทาน
โอกาสสดับธรรมเทศนา พระบรมศาสดาก็ทรงแสดงสัจจธรรมโปรดปริพาชกทั้งหลาย
ให้บรรลุอรหัตตผลด้วยกันทั้งสิ้น เว้นแต่สารีบุตรและโมคคัลลานะสองคน และประทานอหิภุกขุ
อุปสัมปทาให้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นด้วยกัน

หลังจากอุปสมบทแล้วได้ ๗ วัน พระโมคคัลลานะจึงบรรลุพระอรหัตตผล ณ บ้านกัลลวามุตตคาม
แขวงมคธ และอีก ๗ วันต่อมา พระสารีบุตรจึงได้บรรลุหัตตผลในยามเช้าแห่งวันมาฆบุรณมีดิถี
พระจันทร์เพ็ญเสวยมาฆฤกษ์ ณ ถ้ำสุกรขาตาข้างภูเขาคิชฌกูฎ แขวงเมืองราชคฤห์
ครั้นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้บรรลุอริยผลเบื้องสูงแล้ว ก็ได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดา
ให้เป็นอัครสาวกซ้ายขวา สมดั่งพระวาจาที่ทรงยกพระหัตถ์ชี้ตรัสบอกภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ในวันแรก
ที่พาบริวารเข้ามาเฝ้า และสมดั่งปณิธานที่พระเถระเจ้าอัครสาวกทั้งสองได้ตั้งใจไว้แต่อดีตชาติ. . .


ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  49.229.188.61   ตอบเมื่อ 05 เม.ย.54 เวลา 07:07
 ความคิดเห็นที่  281

หลายท่านมีบ้านแล้ว หรือบ้านที่สร้างอยู่กำลังจะเสร็จ กำลังวางแผนจะตกแต่ง สำหรับห้องนอนว่าจะหันหัวเตียงไปทางไหนดี ให้ลงตัว ตู้จะตั้งตรงไหน โต๊ะเครื่องแป้ง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก และถูกต้องตามหลักจวงจุ้ย

แต่ในฐานะที่เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ ขอนำกรณีศึกษาการกำหนดทิศในการนอนของพระสารีบุตร ดังนี้ .-

ในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตรต้องเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก่อนจำวัดก็จะตรวจตราดูว่า พระอัสสชิ พำนักอยู่ทางทิศไหน แล้วก็จะนอนหันศรีษะไปทางทิศนั้น โดยไม่ได้สนใจว่าทิศนั้นจะเป็นทิศใด สาเหตุที่พระสารีบุตร พระผู้เลิศในด้านปัญญา หันหัวนอนไปทางทิศที่ "พระอัสสชิ" พำนักอยู่ก็ด้วยถือว่าพระอัสสชิ เป็นครูที่นำพาท่านได้มาพบกับพระพุทธเจ้า คือบุคคลแรกที่แสดงธรรมแบบย่อๆต่อท่านว่า "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา" ซึ่งหมายความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ ของธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น

จะเห็นว่าการกำหนดทิศในการนอนของพระสารีบุตรนั้น อาศัยความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณมาเป็นตัวกำหนดทิศของหัวนอน จนเป็นที่ยอมรับของพุทธสานิกชน และมีการเล่าขานต่อๆกันมาเป็นเวลา สองพันกว่าปีแล้ว



ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  110.49.1.88   ตอบเมื่อ 07 เม.ย.54 เวลา 06:47
 ความคิดเห็นที่  282

หลักฮวงจุ้ย เป็นหลักที่อยู่บนพื้นฐานของการไม่ฝืนธรรมชาติ

และที่สำคัญก็คือ ไม่ขัดกับใจ หรือ คติของผู้ที่อยู่ในทำเลนั้นด้วย

และสำคัญกว่านั้นก็คือ ทำเลร้าย มิอาจทำลายคนดีได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

การดูฤกษ์ยามก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ทุกเวลาเป็นฤกษ์ดีทั้งสิ้นสำหรับการทำความดี


ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.6   ตอบเมื่อ 07 เม.ย.54 เวลา 06:54
 ความคิดเห็นที่  283

ดังนั้น จึงไม่ต้องมีฤกษ์สำหรับทำความดี ในขณะที่มีโจโรฤกษ์ ฤกษ์ปล้น ฤกษ์สำหรับการทำการช่วงชิง ด้วยประการฉะนี้ อิอิ

ผู้ส่ง  พลเรือน    email     url     ip  58.136.50.6   ตอบเมื่อ 07 เม.ย.54 เวลา 07:41
 ความคิดเห็นที่  284


เมื่อหลายปีก่อนผมได้ไปอ่านใน พระสุตตันตปิฎก จึงได้ค้นพบคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพราหมณ์เกี่ยวกับสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิตว่า
"ปัญญา ย่อมเกิด เพราะการประกอบ"
โดยสรุปก็คือ...
ในขณะที่จิตเกิดขึ้นและดับไป กุศลที่เกิดขึ้นในขณะจิตก็เกิดขึ้นมาสะสมแล้วก็ดับไปเช่นกัน (อกุศล ก็เช่นกัน)

คนแต่ละคนมีจุดเริ่มต้นในการศึกษาธรรมแตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนก็ตาม ถ้าไม่หลงทางเสียก่อน สุดท้ายจะไปบรรจบกันที่ "สติปัฏฐาน ๔"
(สำหรับ สติปัฏฐาน ๔ นั้นเคยได้กล่าวไปแล้วใน คห.ที่ ๒๐๘ )
เหมือนกับว่า "สติปัฏฐาน ๔" คือหนทางสุดท้าย ของพุทธศาสนา

มีผู้ปฏิบัติหลายคนก็พูดกันว่า สติปัฏฐาน ๔ คือที่สุดของการบรรลุธรรม
จึงทำให้ผู้คนพยายามเริ่มต้นศึกษาจากจุดนี้ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นผลอันใด
เพราะเหตุใด สิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอด ทำไมจึงศึกษาแล้วไม่เห็นผลอะไรเลย
ในเมื่อ ราก ลำต้น ใบ ล้วนไม่มี แล้วจะเห็นผลได้อย่างไร

แนวทางในการศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าได้กำหนดเป็นหลักสูตร
มีอยู่เพียงหลักสูตรเดียว เรียกว่า "ไตรสิกขา"
"ไตรสิกขา" ก็คือ
ศีล : การฝึกศึกษาในด้านความประพฤติทางกาย วาจา และอาชีพให้มีชีวิตสุจริตและเกื้อกูล
สมาธิ : การฝึกศึกษาด้านสมาธิ หรือพัฒนาจิตใจให้เจริญจนได้ที่
ปัญญา : การฝึกศึกษาในปัญญาสูงขึ้นไป ให้รู้คิดเข้าใจ เห็นตามเป็นจริง

การเห็นตามเป็นจริง นั้นก็คือ เห็นสรรพสิ่งเป็น "ไตรลักษณ์"
ไตรลักษณ์ ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ในทางปฏิบัตินั้นเห็นเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)

และการที่จะสามารถเห็นไตรลักษณ์ ได้ ก็ด้วย การเจริญวิปัสสนา "สติปัฏฐาน ๔" นั่นเอง

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  180.183.168.96   ตอบเมื่อ 01 พ.ค.54 เวลา 22:26