HOME
เว็บบอร์ด
ทำเนียบรุ่น
แก้ไขข้อมูล +55
โทร & อีเมล์
เว็บน่าสนใจ

ข้อความเว็บบอร์ด

 ข้อความที่ 1092003  ประเภท: กระทู้    ลบทั้งหมด       

เรื่อง
  โอกาส"เงิน"(จริงๆ):Silver Opportunity ..





เงิน เงิน เงิน......ทำไม ?เงิน? (Silver) ถึงไม่ใช่ ?เงิน? (Money)
เราเรียกสิ่งที่เราต้องการและแสวงหาว่า เงิน แต่กลับใช้กระดาษแทน ?เงิน?
เงิน (Money) ถูกเรียกว่าเงิน (Silver) สองอย่างนี้แค่ พ้องเสียง หรือมีอะไรมากกว่านั้น ?

-หากว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทำไมเรียกเงินว่าเงิน

-หากว่าเกี่ยวข้องกันเลยเรียกว่าเงิน ทำไมในชีวิตจริง ถึงดูเหมือนมันเป็นของคนละอย่าง?

-หากว่าอ่านแล้วมึน ลองย้อนอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ ช้าๆ :]

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง เงิน (Silver) กัน

........................................................................

ในอดีตเงิน(Silver) กับ เงิน(Money) คือของอย่างเดียวกันครับ
เราใช้เงินพดด้วง ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เงินทุกเม็ดทุกก้อนจะถูกตรวจสอบความบริสุทธิ์
ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เสร็จแล้วจะทำการ ?ประทับตรา?
จากทางราชการลงไป เป็นการยืนยันให้ดูน่าเชื่อถือ เราจึงเรียกระบบนี้ว่าระบบ ?เงินตรา?

ในบทความเรื่อง ?เงินคืออะไร ?? คงจำกันได้ สิ่งที่ผ่านการคัดสรรว่าสมควรทำหน้าที่เงิน คือ
กลุ่มโลหะมีค่า (Precious Metals)

ทองคำและเงิน (Gold and Silver) นั้นถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ เงินนั้นเปรียบไปก็เหมือนแบงค์ย่อย
การซื้อขายสินค้าในชีวิตประจำวันที่มีราคาไม่สูงมากจึงใช้เงินมากกว่าทองคำ (ที่เปรียบเสมือนแบงค์ใหญ่)
บทบาทและหน้าที่ของเงิน ในการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of exchange)
ดูจะเด่นกว่าทองคำด้วยซ้ำไป จึงไม่น่าแปลกที่คนเราจะเรียกเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ่อยๆว่า ?เงิน?(Money)

แต่เมื่อระบบ ธนบัตรกระดาษ เข้ามามีบทบาท
หน้าที่การเป็นแบงค์ย่อยของเงินก็ถูกแทนที่ แม้แต่ทองคำก็ยังถูกจับขังอยู่แต่ในเซฟ

การจับจ่ายใช้สอย มีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องพกทองคำหรือเงินหนักๆ
จะใส่เลขราคาที่หน้าตั๋วเท่าไหร่ก็ใส่ได้ ไม่ว่าจะใบราคา 10-20 หรือแม้แต่ใบละ 1,000,000,000
ระบบนี้เหมือนจะดี แต่หลังจากนั้นจนถึงวันนี้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างเราก็ได้พูดถึงกันไปแล้ว
ทองคำและเงินจึงกลายสภาพเป็นแค่โลหะในความเข้าใจของคนทั่วไป
ส่วนธนบัตรกระดาษ ถูกเข้าใจและได้รับการยกย่องว่าเป็น"เงิน"แทน

?เงิน?(Silver)จากที่เคยได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งว่าเป็น"เงิน"(Money) สมกับชื่อของมัน
ปัจจุบันกลับถูกกลายสภาพให้เป็นแค่โลหะ จะมีค่าก็แค่ใช้ในอุตสาหกรรม หากจะพูดให้เป็นละครหน่อยก็ต้องบอกว่า
จาก ?เทพธิดาที่มีแต่คนเคยยกย่องเชิดชู ต้องตกอับกลายสภาพเป็นแค่ สาวโรงงานเท่านั้น?

เรื่องมันเศร้า......................................

แต่มันเหมาะสมและยุติธรรมแล้วหรือ ? ในภาวะที่ระบบเงินดอลล่าห์และธนบัตรกระดาษทุกสกุลกำลังเข้าสู่ช่วง วิกฤตศรัทธา
เงินที่แท้จริงอย่าง ?ทองคำ? เริ่มกลับมามีบทบาทและปรับมูลค่าของตัวเองให้สูงขึ้น
หลายคนเริ่มให้ความสนใจหลายคนเริ่มพูดถึง หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำเป็นเช่นนี้แล้ว
เงิน ซึ่งเปรียบเสมือนลูกพี่ลูกน้องกับทองคำล่ะ? จะมีบทบาทอย่างไร ?

เรามาเจาะลึกกันครับ

ความลับ+ความจริง ข้อที่ 1 : ราคาของเงิน (Silver Price)

ราคาของเงินนั้น อยู่ประมาณ 30$ (หรือประมาณ 450 บาทต่อบาท)
ในขณะที่ทองคำราคา 1400$ (บาทละ 20,000)

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า?

ทำไมทองคำถึงแพงกว่าเงิน ?

บ่อยครั้งที่ผมถามคำถามนี้ คำตอบที่ผมมักจะได้รับก็คือ

?เพราะทองหายากกว่าเงิน หรือไม่ก็ เพราะทองมีน้อยกว่าเงิน?

สูดลมหายใจเข้าลึกๆนะครับ หากสายตาของท่านเดินทางมาถึงบรรทัดนี้
โปรดอ่านอย่างช้าๆและตั้งใจ เพราะความจริงแล้ว บนโลกเราวันนี้

?เงินมีน้อยกว่าทองคำ!? (Silver rarer than Gold) นี่คือข้อเท็จจริง

ขอย้ำอีกรอบ ?เงินมีน้อยกว่าทองคำ!? ครับ หากตอนนี้คุณมีคำถามผุดขึ้นในใจว่าแล้วถ้าอย่างนั้นมันเกิดบ้าอะไร ?
ทำไม? ทองคำถึงแพงกว่าเงินมากขนาดนี้ เก็บความสงสัยไว้ก่อนนะครับ มาว่ากันต่อ

ในอดีตนั้นยอมรับว่าปริมาณของเงินนั้นมีมากกว่าทองคำ แต่เนื่องจาก 95% ของเงินที่ขุดขึ้นมาได้นั้น
ที่ผ่านมาถูกใช้แล้วสูญสลายหมดไปในอุตสาหกรรม ในขณะที่ทองคำนั้นคงอยู่ตลอดผ่านกาลเวลา
สิ่งนี้ทำให้เงินเริ่มจะร่อยหลอ จนเข้าสู่ภาวะขาดแคลน

หากจะเทียบ ราคาของ ทองคำ:เงิน (Gold / Silver ratio) ณ. ขณะนี้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 45 : 1
หรือพูดง่ายๆว่า ทองคำแพงกว่าเงิน 45 เท่าตัวนั่นเอง

บอกว่าโลหะเงินมีน้อยกว่าทองคำ แต่ราคากลับถูกกว่า อย่างมาก ฟังดูขัดแย้งอย่างรุนแรง ???

งานนี้ต้องไล่ดูกันหน่อยครับ


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  49.48.150.201   ส่งเมื่อ 10 ก.ค.54 เวลา 00:14
 
 ความคิดเห็นที่  1


กราฟนี้คือ กราฟสถิติอัตราส่วนของราคาทองคำต่อเงิน(Gold/Silver ratio)

-ในอดีตตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเรา อัตราส่วนนี้คงที่อยู่ที่ระดับ 16:1 หลายร้อยปีครับ
จนกระทั่งถึงปี 1892 อัตราส่วนก็เริ่มมีการแกว่งตัว สาเหตุที่ต้อง 16:1 นั่นเพราะปริมาณการผลิต Silver นั้นมากกว่า Gold
อยู่ 10-16 เท่า จึงสมเหตุสมผลที่ราคาทองคำจะแพงกว่าเงิน 16 เท่า

-หลังจากนั้นราคาผันผวนอัตราส่วนปรับสูงขึ้นอย่างมาก มากถึง 40 : 1 แต่สุดท้ายก็ตกกลับมาหาความจริงคือ 16 : 1

-ในปี1942 ประธานาธิบดีธีโอดอ รูสเวลต์ ประกาศใช้นโยบายยึดครองทองคำจาก
ประชาชนชาวอเมริกัน (Confiscated gold)แล้วนำมาปรับมูลค่าใหม่จาก 20$/oz ไปตรึงราคาไว้ที่ 35$/oz
(ราคาทองคำจึงเพิ่มสูงขึ้น 75%)อัตราส่วนจึงเทคตัวขึ้นไปเกือบ 100:1

-แต่หลังจากมีการประกาศใช้ระบบเบรตตัน อัตราส่วนก็ตกกลับมา 16:1 ดังเดิม

-ปี1971 เมื่อนิกสัน ประกาศยกเลิก (Gold Standard)
ตัดความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลล่าห์ ราคาทองเริ่มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง อัตราส่วนจึงปรับขึ้นไปอีกครั้งอยู่ที่ประมาณ 50 :1
ในขณะเดียวกันกับที่ครอบครัวพี่น้องตระกูล Hunt เล็งเห็นโอกาสจากราคาเงินที่ยังไม่ขึ้นสูงเข้าซื้อสะสม Silver
ในปริมาณมหาศาลทำให้ราคาของ Silver พุ่งสูงสุดทำสถิติถึง 52$/oz ราคาทองคำเองก็พุ่งทำสถิติสูงถึง 850$
อัตราส่วนจึงตกกลับมาอยู่ที่ 16:1 อีกครั้งในปี 1980

-พอล วอค์เกอร์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 20% ประกอบกับมีการประกาศใช้ กฎSilver Rule 7
เพื่อเข้าควบคุมกับเทรดและสกัดการปั่นราคาเงินของพี่น้องตระกูล Hunt ทั้งกระทิงทองและเงินถูกน็อค
แต่เงินนั้นโดนหนักกว่า อัตราส่วนจึงปรับสูงขึ้นไปอีกครั้งแตะระดับ 96:1

-จากนั้นค่อยๆ ลดต่ำลงๆ จนมาถึงทุกวันนี้อยู่ที่ 45:1

คุ้นๆ มั๊ยครับ ?? หากจำเรื่อง Dow/gold ratio= 1:1 กันได้
การเคลื่อนไหวของกราฟ ผ่านกาลเวลามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน
หนำซ้ำ ทุกครั้งเวลาที่ Dow : Gold Ratio กลับมาสู่ระดับ 1:1 ยังเป็นปีเดียวกับที่ Gold Silver ratio กลับสู่ระดับ 16 : 1 อีกด้วย


.....ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน

นั่นเพราะเมื่อเวลาผ่านไป ใครก็ตามที่พยายามจะบิดเบือนราคา มันไม่สามารถที่จะหนีความจริงไปได้พ้น
ถึงจุดนึง สินทรัพย์ทุกอย่างจะปรับมูลค่าของตัวเองเข้าสู่ ราคาที่แท้จริง ในอดีตนั้น
อัตราส่วนทองคำแพงกว่าเงิน 16 เท่า ถือเป็นค่าเฉลี่ย การที่อัตราส่วนอยู่ที่ระดับ 45 : 1
ในขณะนี้จึงมองได้สองมุม

1.ราคาทองแพงเกินไป (Overvalue)

2.ราคาเงินถูกเกินไป (Undervalue)

ที่ผ่านมาผมได้อธิบายและแสดงให้คุณเห็นแล้วว่า ราคาทองคำไม่ได้แพงเกินมูลค่ามันเลย
ลู่วิ่งของทองคำนั้นยังเหลือ Upside อีกมาก นั่นทำให้แท้จริงแล้ว ราคาของเงินต่างหากที่ถูกแสนถูก
แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้นครับ ตามกันต่อ

ความลับ+ความจริง ข้อที่ 2 : ปริมาณของเงิน (Silver Supply)
ปริมาณแร่เงินที่อยู่บนโลกของเรา ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว จากกว่า 1 หมื่นล้านออนซ์ปี 1950 บัดนี้เหลือไม่ถึง พันล้านออนซ์ (ลดลงกว่า 10 เท่า)
ในขณะที่ปริมาณทองคำปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านออนซ์ นั่นทำให้
ปริมาณทองคำทุกวันนี้มีมากกว่าแร่เงินถึง 7 เท่า !!!
การลดลงอย่างรวดเร็วของแร่เงินนั้นหากเทียบกับสัตว์ป่า คงต้องบอกว่า โลหะเงินมีโอกาสจะ ?สูญพันธุ์? ในทศวรรษนี้กันเลยทีเดียว

ด้วยความจริงข้อนี้ หากวันใดโลกเราหมุนกลับตาลปัตร ราคาเงินกลับมาสูงเทียบเท่ากับราคาทองคำหรือแม้แต่กระทั่งแพงกว่าทอง
ผมก็จะไม่แปลกใจเลย เพราะ ความจริง มันเป็นอย่างนี้ แต่อย่าเพิ่งไปบอกต่อให้ใครฟังนะครับ เดี๋ยวเค้าจะว่าเราเพ้อๆ
เอาเป็นว่า ด้วยปัจจัยพื้นฐานแบบนี้ เราก็พอจะรับรู้ได้ถึง ?ราคาของเงินที่แสนจะต่ำเหลือเกิน?

ความลับ+ความจริง ข้อที่ 3 : ประโยชน์ ของ แร่เงิน (Utility of Silver)

ในอดีตนั้นอย่างที่บอก ทองคำนั้นถือว่ามีบทบาทและทำหน้าที่เป็นเงินที่แท้จริง แต่ เงิน (Silver)ก็เช่นกัน
หากจะมีข้อได้เปรียบกันก็ตรงที่ ทองคำนั้นไม่ทำปฏิกิริยากับอากาศ คงคุณค่าผ่านกาลเวลาในขณะที่เงินนั้น
จะออกเหลืองหม่นหรือดำ

อย่างไรก็ตาม หากนำมาขัด(Polish)หรือชุบใหม่
เงิน ก็สามารถกลับมาสวยได้ดังเดิม หลักฐานคือ เหรียญเงินโบราญสมัยโรมัน ทุกวันนี้ก็ยังคงสภาพอยู่ได้
นั่นหมายความว่า ในฐานะ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว เงิน(Silver)ทำหน้าที่ควบคู่กับทองคำไปได้ดีไม่น้อยหน้ากัน

ในขณะที่สิ่งที่เงินมี แต่ ทองคำไม่มีนั่นก็คือ ประโยชน์ใช้สอยในอุตสาหกรรม (Industrial Use)
ในบทบาทนี้นั้น แร่เงิน วิ่งแซงทิ้งขาดทองคำแบบไม่เห็นฝุ่น

รายละเอียดมีดังนี้ครับ

เป็นโลหะที่เงาที่สุดในโลก : แร่เงินถูกใช้ฉาบด้านหลังกระจกเพราะความเงาแบบสุดๆ ของมัน

เป็นโลหะตัวนำไฟฟ้า : เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า
เครื่องยนต์รถ เครื่องล้างจาน อุตสาหกรรมโทรทัศน์ แม้แต่ขณะที่ผมกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอยู่นี้ Silver ก็ยังแฝงตัวอยู่ใต้ปุ่มแต่ละปุ่ม
ที่ผมกดเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้า

เป็นโลหะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย : ถูกใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตยา Antibiotic ,
สารละลายซิลเว่อร์ สามารถรักษาแผลไฟไหม้หรือติดเชื้อ ในขณะที่ซิลเว่อร์ไนเตรตใช้ล้างตาให้กับเด็กที่เพิ่งคลอด
นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำดื่มให้บริสุทธิ์อีกด้วย

เป็นโลหะที่ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดนตรีบางชนิด:เช่น ฟลุต

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพถ่าย : ในภาพถ่ายใช้ซิลเว่อร์เป็นส่วนประกอบหลัก
รูปถ่ายทุกใบที่เราไปรับมาจากร้านถ่ายรูป ไม่ว่าจะไปเที่ยวมาหรืองานสำคัญในโอกาสต่างๆ
ล้วนมีซิลเว่อร์ทำหน้าที่ช่วยบันทึกความทรงจำไว้ให้ ไม่เว้นแต่ในการผลิตฟิลม์ภาพยนต์หรือฟิลม์ X-ray

เป็นโลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องประดับ : ทองคำทำเครื่องประดับอะไรได้ เงินก็ทำได้เช่นกัน
ไม่ว่าสร้อย แหวน ต่างหู กำไล นอกจากนั้น พวก เครื่องครัว (Table ware) เช่น ช้อน-ส้อม-ตะเกียบเงิน
ก็ยังมีในรูปแบบของ ซิลเว่อร์ด้วย

เป็นโลหะที่ใช้ในสินค้าไอที : เครื่องมือไฮเทคไม่ว่าจะไอโฟน (Iphone) ไอแพด (Ipad)
หรือ บีบี (Blackberry) คอมพิวเตอร์แผ่นซีดีหรือดีวีดี ล้วนมีส่วนประกอบของซิลเวอร์ อยู่ทั้งนั้น


เงินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แบตเตอร์รี่ เลเซอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ที่สำคัญเป็นโลหะที่ลักษณะเด่นเฉพาะตัว ไม่สามารถใช้โลหะชนิดอื่นมาทดแทนได้
นั่นทำให้เมื่อปริมาณแร่เงินขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังจำเป็นต้องซื้อเงินที่ราคาสูงอยู่ดี
เพื่อให้ไลน์การผลิตสามารถดำเนินการต่อไปได้

ต่อให้ราคาเงินสูงขึ้นอีกเท่าตัว ผมเชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมและเครื่องประดับนั้นไม่มีผลกระทบอะไรมากมายถึงกับต้องหาแร่ตัวอื่นมาแทน
ซิลเวอร์ นั่นเพราะทุกวันนี้ ต้นทุนของการผลิตสินค้าและการคิดราคาขาย แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับราคาของ ซิลเว่อร์ เลย

ยกตัวอย่างเช่น Iphoe-Ipad ที่ขายแพง ไม่ได้แพงเพราะซิลเว่อร์ ซิลเว่อร์เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆในตัวเครื่องเท่านั้น
แหวนเพชรตัวเรือนเงินราคาเป็นแสน ก็ไม่ได้แพงเพราะ ตัวเรือนเงิน แต่แพง ?เพชร? นั่นทำให้การปรับขึ้นราคาของ
ซิลเว่อร์ กระทบภาคอุตสาหกรรมไม่มาก(ยกเว้นราคาจะพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะจริงๆ)


ความลับ+ความจริง ข้อที่ 4 : การบิดเบือนราคาของเงิน(Price Manipulation in Silver)

ด้วยเหตุและผล ข้่างต้นที่กล่าวมา ราคาที่"ต่ำ"ของเงินจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากโดน"กด" เอาไว้
คงจำกันได้ว่าราคาทองคำนั้นโดน ?กด? ราคาให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยการเปิดสัญญา Short ปริมาณมหาศาลของทองคำกระดาษ
เงินเอง ก็ไม้พ้นที่จะโดนด้วย เว้นเสียแต่ว่าโดนในปริมาณที่มหาศาลยิ่งกว่า

แรกเริ่มเดิมทีนั้น บริษัท Bear Stearns ที่เชื่อว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือครอง สัญญา Short นี้ไว้
เรื่องมาแดง + ความมาแตก เอาเมื่อ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐปี 2008 บริษัท Bear Stearns โดนหางเลข
ล้มละลายตามไปด้วย

วันที่ Bear Stearns ล้มละลาย ตรงกับวันที่ราคา Silver พุ่งทะยานฟ้าแตะระดับสูงสุดที่ 21$/oz (สูงที่สุดในรอบยี่สิบปีพอดี)

จะว่า ?บังเอิญ? ก็คงไม่ใช่ ควรจะเรียกว่า?บังอาจ? มากกว่า บริษัทเอกชนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่
หลายแห่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการกดและปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัว กระทำกันได้อย่างน่ารังเกียจ

อาจจะเพราะด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของสหรัฐในขณะนั้นจึงตัดสินใจ ?อุ้ม? (Bail out) Bear Stearns แล้วให้
พี่ใหญ่อย่างบริษัท JP morgan เข้ามารับช่วงสัญญา Short ของ Silver เพื่อกดราคาต่อ

หากไม่ทำอย่างนี้ ธนาคารกลางของสหรัฐนั้นรู้ดีว่า การบีบสถานะช๊อต (Short squeeze) จะเกิดขึ้นกับตลาด Silver
ราคาของเงินจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 50$/oz ภายในเวลาเพียงข้ามคืน
ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกอย่างจะดูผิดสังเกต และ เงินดอลล่าห์ของสหรัฐก็จะดูขาดความน่าเชื่อถือ
เมื่อราคาของเงินที่แท้จริงมันฟ้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง

ทุกวันนี้ราคาของเงินที่ระดับ 30$ นั้นต้องบอกว่าถูกซะยิ่งกว่าถูก สามสิบปีที่แล้ว
ราคาเงินทำสถิติ สูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 52$ นั่นเท่ากับว่าราคา ณ ตอนนี้ ถูกกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วซะอีก
ลองมองไปรอบตัวคุณวันนี้ มีของอะไรบ้างที่ราคาถูกกว่าเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว???
ผมเองหาไม่เจอ จะมีก็แต่ Silver เท่านั้นที่ราคายังถูกกดให้ต่ำ

เมื่อเทียบกับราคาทองคำ ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ (Inflation adjust) กันแล้ว
ถือว่าถูกกว่าเมื่อสามสิบปีก่อน แต่สำหรับเงินนั้นถูกกว่าโดยไม่ต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อเลยด้วยซ้ำ
พูดง่ายๆว่า ?ถูกกว่า (ตามที่ตา)เห็นๆ กันเลย?

ปริมาณสัญญาที่ Short แร่ silver เอาไว้นั้นมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆทั้งหมดเท่าที่มีในตลาด
ราคาของมันจึงต่ำมากเหลือเกิน



จากกราฟแสดงถึง จำนวนวันของการผลิต เพื่อที่จะชดเชยการเปิดสัญญา Short
เอาไว้ของขาใหญ่เจ้าต่างๆจะพบว่า ซิลเว่อร์นั้นมีความเข้มข้น(Concentratation)ของการเปิดสัญญา Short
มากที่สุดเหนือสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่นๆ

(โดยจะต้องใช้เวลาการผลิต Silver ถึง 132 วันเพื่อ Cover Short จากขาใหญ่ 4 เจ้า
และ 174 วันสำหรับขาใหญ่อีก 8 เจ้าถึงจะสามารถมีปริมาณ Silver ส่งมอบได้พอกับที่เปิด Short เอาไว้)

Mike Maloney ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลหะมีค่า ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า

แร่เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดิน ?Silver cheaper than dirt?

เหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ หากคุณ ขุดดินขึ้นมาขายคุณแทบจะไม่มีต้นทุน ขายเท่าไหร่คุณก็ยังพอมีกำไร
แต่หากคุณต้องการจะขุดเงินขึ้นมาขาย ราคาขายตามราคาตลาดนั้นต่ำกว่าต้นทุนการขุด (Mining cost)
นั่นทำให้คุณ ?ขาดทุน? เมื่อมองในมุมนี้จะว่า เงินนั้นถูกซะยิ่งกว่าดินก็คงจะไม่ผิด

เป็นแบบนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้ว เหมืองเค้าจะผลิต Silver กันมาทำไม ?
ความจริงก็คือ บนโลกเราทุกวันนี้แทบจะไม่มีเหมืองไหนเลยที่ทำการผลิต Silver เพียงอย่างเดียว
นั่นเพราะหากทำเช่นนั้นเค้าจะขาดทุน แต่ละเหมืองนั้น จะทำการขุดพวก ถ่านหิน ทองแดง สังกะสี แร่หลายๆอย่างเพื่อทำการจำหน่าย
แต่ บังเอิ๊ญ มันติดเอา Silver ขึ้นมาด้วยเค้าก็จะทำการจำแนกขายทอดตลาดออกไป
แต่ไม่ใช่แร่ที่เป็นรายได้หลักของเหมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องขอขอบคุณพวกขาใหญ่ที่กดราคาตลาดของ Silver เอาไว้
ซะด้วยซ้ำทำให้เราได้มีโอกาส ซื้อในราคาที่ถูก ทำให้เราได้มีโอกาส เจอกับ โอกาสเงิน (จริงๆ)!!

หากผมนั้นสามารถเลือกลงทุนได้ในสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว เท่านั้น สิ่งที่ผมจะเลือกลงทุน ไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์
ไม่ใช่หุ้นทุกตัวบนกระดาน SET แต่จะเป็น แร่เงิน (Silver)

ปีที่ผ่านมาหากคุณตื่นเต้นกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 20% ผมอยากให้คุณลองย้อนกลับไปดูราคาเงิน
จะพบว่าภายในปีเดียวกัน Silver ขึ้นถึง 100% !!!(จาก15$ มาเป็น 30$ ในวันนี้)

นี่คือ ?พระเอกตัวจริงของเรา? ที่วิ่งมาอย่างเงียบๆ

สิบปีที่ผ่านมา ทองคำได้รับการยกย่องจากสำนักข่าว Bloomberg ว่าเป็น การลงทุนที่ดีที่สุดในทศวรรษ
แต่สิบปีจากนี้ไปผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า จะเป็นทีของ Silver ที่จะได้รับตำแหน่งนี้

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีการเทรดซิลเว่อร์ กันอย่างแพร่หลายเหมือนในต่างประเทศ
น่าเสียดายที่บ้านเราไม่มีเงินแท่งหรือเหรียญเงินขายกันอย่างแพร่หลายเหมือนอย่างในจีนหรือสหรัฐอเมริกา

แต่ก็ยังไม่หมดหวังเพราะบ้านเรามี ?เงินเม็ด? (Silver Grain)
ซึ่งเป็นเงินที่อยู่ในรูปเมล็ดพร้อมสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมและการผลิตเครื่องประดับ
หากคุณคิดอยากจะลงทุน คุณสามารถหาซื้อได้ แม้ตอนนี้สภาพคล่องยังไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับทองคำ
แต่ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตตลาดจะเปลี่ยนไปและความต้องการจะมากขึ้นๆๆ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน
พร้อมๆกับราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน โอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งที่ 1 ราคาทองคำขึ้นสูงทำสถิติ แต่
ราคาของเงินนั้นก็ขึ้นตามไปด้วยประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังจะซ้ำรอย

เราจะได้เห็น

อัตราส่วนของ Gold : Silver ratio กลับมาที่ระดับ 16 :1 อีกครั้ง(หรืออาจจะน้อยกว่านั้นตามปัจจัยพื้นฐานที่พูดไว้ข้างต้น)

พร้อมๆกับที่ Dow : Gold Ratio ปรับมาเป็น 1:1 พร้อมๆกัน

ทองคำนั้นขึ้นแน่ๆ แต่สำหรับ เงินนั้น คงจะขึ้นมากกว่า (Outperform)
วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น คู่พี่น้อง ?ทองกับเงิน? (Gold and Silver)ที่ถือว่าเป็นเงินที่แท้จริง(Real Money)
กำลังจะปรับมูลค่าตัวเอง และกลับมามีบทบาทสำคัญในโลกการเงินอีกครั้ง

หากรู้อย่างนี้แล้ว คำถามคือ ไม่อยากจะซื้อเงินเก็บไว้บ้างเลยเหรอครับ ? นี่แหละครับคือ เงินแท้ๆ เงินที่ใครๆอ้างว่าเป็นพระเจ้า
เงินที่หลายคนทำงานเพื่อมันและแสวงหา แท้จริงแล้ว น้อยคนเหลือเกินที่เคยได้สัมผัสกับ เงิน(Silver)ที่แท้จริง ให้สมกับชื่อของมัน

โอกาสยังมีครับ การยืนเหนือราคา 30$/oz ได้อย่างมั่นคงของแร่เงิน เป็นสัญญาณที่บอกว่า
ความสามารถในการกดราคาของ Jp morgan อ่อนกำลังลง และเมื่อวันใดที่เค้าไม่สามารถกดไว้ได้อีกต่อไป
เมื่อนั้นแหละครับที่เราจะได้เห็น โอกาสของเงิน(จริงๆ) (Silver Opportunity)

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  49.48.150.201   ตอบเมื่อ 10 ก.ค.54 เวลา 00:18
 ความคิดเห็นที่  2


วันนี้มาจิบกาแฟ อ่านข่าวกันบ้างครับ ใกล้ตัวเหลือเกินกับ เพื่อนบ้านเรานี่เอง
สำหรับประเทศเวียดนาม ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ขอบคุณ "โพสทูเดย์" ด้วยนะครับ

..............................................................................

เวียดนามตื่นทองหนีเศรษฐกิจเสื่อม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เวียดนามกำลังเผชิญกับช่วงเวลาอัสดงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังจากที่เคยคาดหวังจากชาวโลกว่าจะเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่แห่งเอเชีย
ด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คึกคัก ไม่แพ้จีน ทรัพยากรมนุษย์ที่ล้นหลาม และภาคการเมืองที่แข็งแกร่ง

อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ เวียดนามยังผุดเมกะโปรเจกต์มากมาย เพื่อรองรับอนาคตอันเรืองรอง ทำให้เพื่อนบ้านได้แต่อิจฉา หนึ่งในนั้นคือโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง มูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อมต่อกรุงฮานอยกับเมืองไซ่ง่อน หรือ โฮจิมินห์ ซิตี และท่าเรือน้ำลึก ในเมืองดานังทางตอนกลางของประเทศ เพื่อรองรับการเป็นเส้นทางสาย R3 ที่จะเชื่อมต่อทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนของแผ่นดินใหญ่

มาวันนี้ ไม่เพียงฝันสดสวยของเวียดนามจะดับวูบลงเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้ายเสียจนกระทั่งประชาชนเริ่มสิ้นหวังกับ เศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน คือปรากฏการณ์ตื่นทองในเวียดนาม

กระแสตื่นทองในเวียดนามเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือน ส.ค. ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่รัฐบาลเวียดนามประกาศลดค่าเงินด่อง เพื่อกระตุ้นการส่งออก ด้วยความหวังว่าจะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งปัญหาส่งออกของเวียดนามรุนแรงขึ้นทุกขณะ จนยังผลให้เวียดนามต้องขาดดุลการค้าต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลให้รัฐบาลต้องรีบลดค่าเงินอีกครั้ง หลังจากทำเช่นนี้มาแล้วถึง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึง 2 ปี

ทว่า การลดค่าเงินยังผลให้เงินด่องอ่อนค่าลงอย่างน่าใจหาย จนในที่สุด ชาวเวียดนามมองไม่เห็นค่าของเงินด่องมากไปกว่าเศษกระดาษที่เรียกว่าธนบัตร ด้วยเลข 0 พ่วงท้ายเลขหลักที่เพิ่มมากขึ้นในป้ายราคาสินค้า ซึ่งหมายความว่า เวียดนามกำลังจมปลักอยู่กับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงถึงระดับตัวเลข 2 หลัก

หนึ่งในคนที่มองเห็นโอกาสในทองคำมากกว่าเงินกระดาษ คือ โดไฮนิน คุณครูสาวในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ที่พยายามเก็บหอมรอมริบเป็นเงินจำนวนหนึ่ง แต่ให้สัมภาษณ์กับเอพีว่า ไม่คิดจะนำเงินจำนวนนี้ไปฝากไว้กับธนาคารในประเทศ เพราะค่าเงินลดลงฮวบฮาบ หนทางที่ดีที่สุด คือฝากเงินจำนวนนี้ไว้ในรูปของทองคำ

ไม่เฉพาะแค่คุณครูรายนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่เคยฝากความหวังไว้กับตลาดหุ้น แต่กลับต้องพบว่าตลาดหุ้นของเวียดนามล้มครืนลง แทนที่จะเติบโตทัดเทียมกับศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค

?ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเงินด่อง ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเสื่อมถอยลงอย่างน่าตกใจ? เหงียนกวงอา อดีตประธานศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาของเวียดนาม กล่าว

ปรากฏการณ์ตื่นทอง ยังผลให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่อุปโภคบริโภคทองคำมากที่สุดในโลก เมื่อคำนวณตามสัดส่วนต่อหัวประชากร มากกว่าจีนและอินเดีย ซึ่งบริโภคทองคำมากที่สุดในโลกเช่นกัน แต่วัดที่ปริมาณเป็นสำคัญ

อีกทั้งยังผลให้ตลาดมืดทองคำและเงินด่องเติบโตรวดเร็วจนรัฐบาลไม่อาจกวาด ล้างได้ทันกาล เนื่องจากประชาชนแห่แหนกันซื้อทองคำในตลาดมืด เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็สามารถแลกเงินด่องเป็นสกุลเงินต่างชาติในอัตราสูงกว่าอัตราแลก เปลี่ยนของทางการเช่นกัน

รัฐบาลเองก็ไม่สามารถต้านทานกระแสความตื่นตูมของประชาชน ได้แต่อนุญาต|ให้นำเข้าทองคำเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และให้เวลานำเข้าจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อรักษาระดับราคาทองคำให้สอดคล้องกับราคามาตรฐานในตลาดโลก หลังจากกระแสตื่นทองในเวียดนาม ทำให้ราคาทองคำสูงกว่าความเป็นจริงอย่างน่าตระหนก

แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของรัฐบาลเวียดนามจะล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการอนุมัติให้นำเข้าทองคำ รัฐบาลเวียดนามต้องประสบกับความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่จะส่งผลกระทบต่อความ เชื่อมั่นของประชาชนต่อค่าเงินด่อง นั่นคือปัญหาที่บริษัท วินาชิน รัฐวิสาหกิจการต่อเรือของเวียดนามจะล้มละลายลง ด้วยมูลค่าหนี้สินสูงถึง 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 4.5%

สถานการณ์ของ วินาชิน ร้ายแรงถึงขั้นที่ค่าเงินทรุดลงอีกรอบ พร้อมกับตลาดหุ้นที่ยิ่งส่อแววไม่อาจรุ่งเรืองได้เหมือนเมื่อปีทองที่ผ่านมา 2 ปีที่แล้วได้อีกครั้ง

และถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรี เหงียนตันดุง ต้องแสดงความรับผิดชอบการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐวิสาหกิจขนาดยักษ์รายดัง กล่าว โดยชี้ว่า ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังขยายกิจการต่อยอดในธุรกิจหลายภาค โดยไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการต่อเรือเดินสมุทร

ผลที่ตามมาคือ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก เริ่มหั่นเครดิตของเวียดนามและวินาชิน อาทิ มูดี้ส์ ที่หั่นระดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จาก Ba3 ลงมาอยู่ที่ B1 ขณะที่บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เตือนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า วิกฤตวินาชิน จะกระทบต่อภาวะหนี้สินของธนาคารในประเทศ

แต่ในความเป็นจริงการกระทำของรัฐบาลเวียดนาม เพื่อพยุงกิจการของ วินาชิน ยิ่งบั่นทอนค่าเงินด่อง และกระตุ้นกระแสตื่นทองให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามกลับร้องขอให้ธนาคารในประเทศชะลอการเก็บหนี้สิน ของ วินาชิน แต่การทำเช่นนี้จะยังผลให้ธนาคารตกอยู่ในความเสี่ยงแทน เพราะไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่ชาวเวียดนามไม่กล้าฝากเงิน เพราะหันไปพึ่งพาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงอย่างทองคำแทน

ปัญหาที่เวียดนามกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นผลมาจากความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ว่าจะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของภูมิภาค จึงลงทุนลงแรงในอุตสาห กรรมและสาธารณูปโภคอย่างรวดเร็วจนเกินไป ทว่า ละเลยปัจจัยเสี่ยงที่จ้องเข้ามากลุ้มรุมประเทศ ยังผลให้เมื่อเกิดความผิดพลาดอย่างหนึ่ง ความผิดพลาดอื่นๆ จึงติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบความเชื่อถือต่อรัฐบาล

การวิ่งเข้าหาทองคำของคนเวียดนามจึงมิได้หมายถึงว่าชาวเวียดนามมั่งคั่งขึ้น

แต่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจที่กำลังหาที่ยึดเหนี่ยวได้ยากเต็มทีสำหรับประชาชนคนตาดำๆ ... !

............................................................................................




เลขศูนย์บนธนบัตรเงินดอง ชักจะเยอะเข้าไปทุกที
ใบล่างสุด ใบละห้าแสนเข้าไปแล้ว เห้นอย่างนี้นึกถึง -ซิมบับเว- เลยครับ

สถานะการณ์เงินเฟ้อใกล้ตัวยิ่งไปกว่านั้น กาแฟที่ผมดื่มประจำ
ขอขึ้นราคาไปอีกแก้วละ 5 บาท รับปีใหม่ไปเรียบร้อยแล้วครับ



ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 00:45
 ความคิดเห็นที่  3


โพสต์ 06 January 2011 - 09:24





ธรรมชาติตลาดกระทิง(Bull Market)

วันนี้ปากกาขายดีแน่ๆ เซียนทำหักกันหลายคน ทองคำและเงิน (Gold and Silver)
โดนทุบราคาลงมาอย่างหนักถึง 30$ ภายในคืนเดียว เหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
เคยเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง นั่นเพราะราคาทองคำไม่ได้ขึ้นเป็นเส้นตรง ทุกวันๆ
ถึงจุดหนึ่งมันจะมีการปรับฐาน-พักตัว แต่ในระยะยาวแล้ว


?ทุกอย่างยังเหมือนเดิม?



ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง อารมณ์ของตลาดต่างหากที่เปลี่ยน สิ่งเหล่านี้เป็น ?ธรรมชาติ?
การลงแรงๆ ของราคาทองคำ หลายต่อหลายครั้งในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีความหมายอะไร
(สุดท้ายก็ขึ้นคืนกลับมาตลอด)การลงของทองคำเมื่อวานก็เช่นกัน


นั่นทำให้ผมเคยเตือนเพื่อนๆสมาชิกว่า อย่าเพิ่งเข้าเทรด Gold Future เพราะการลงแรงๆ
ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่Margin เราจะโดนกวาดทิ้ง หากเราขายตัดขาดทุนหรือ
ไม่สามารถหาเงินมาเติมหลักประกันได้จนโดนบังคับขาย (Force Sell) นั่นเท่ากับว่า
เราจะโดนเชิญให้ออกจากตลาด

ใครที่อ่านบทความผมแล้วเห็นว่าทองจะขึ้น เลยซื้อสัญญา Gold Future เยอะๆเข้าไว้
บางทีอาจจะไม่ได้ง่ายและไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจและศึกษาธรรมชาติของตลาดกระทิงกันก่อนลงสู่สนามครับ
ขึ้นชื่อว่ากระทิง นั้นต้อง ?พยศ? แน่ๆ หากคิดจะขึ้นขี่ จึงต้องรู้วิธี.


ธรรมชาติ ข้อที่ 1 : ตลาดกระทิงเวลาขึ้น-ขึ้นบันได / แต่เวลาลง?ลงลิฟท์


อาจารย์ผมสอนไว้ว่า ในภาวะตลาดขาขึ้นนั้น ราคาจะทำการไต่ระดับค่อยๆขึ้นๆ ใช้เวลาพอสมควร
แต่เวลาลงนั้นจะลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ

ตลาดจะทำการ ?กำจัดผู้เล่นที่มาทีหลังให้ออกจากตลาดไปก่อน?

สังเกตจากล่าสุด ราคาทองคำใช้เวลาถึง 1 อาทิตย์กว่าจะปรับขึ้น 400 บาท (ถือว่าขึ้นเร็วแล้วนะครับ)
แต่เวลาลง 400 บาทนั้น เกิดขึ้นได้ภายในคืนเดียว

?เปรียบไปก็เหมือนกระทิงตัวนี้ จะสะบัดคนให้ตกจากหลังมันให้มากที่สุดก่อน แล้วค่อยวิ่ง?

นักลงทุนที่รอให้ราคาตลาดขึ้นไปเรื่อยๆ จนมั่นใจว่าขึ้นแน่ๆ แล้วค่อยซื้อจึง
มักจบลงโดยการ ?ตัดขาดทุน? ผู้เล่นที่จิตใจไม่มั่นคง และปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล+ปัจจัยพื้นฐาน
จึงมักจะเป็นผู้แพ้ และจบลงด้วยการเสียตังค์

ตรงกันข้ามกับตลาดหมี (Bear Market) ตลาดนี้เวลาขึ้น-ขึ้นลิฟท์ แต่เวลาลง-ลงบันได
ราคาจะปรับตัวขึ้นแรง เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าราคาขึ้นแน่ๆ จนกระโจนเข้าใส่
แต่หลังจากนั้นก็เป็นแค่การขึ้นหลอก ค่อยๆตกกลับลงมาเรื่อยๆ ไม่ให้เรารู้ตัว


ธรรมชาติข้อที่ 2 : ในตลาดกระทิงคุณต้องกล้าซื้อเมื่อมันลง


?Buy the dip" คือหัวใจสำคัญในการเข้าสู่ตลาด
เหมือนอย่างที่ วอร์เรน บัฟเฟต เคยพูดไว้ว่า ?ต้องกล้าในเวลาที่คนอื่นกลัว? ในภาวะ ที่คนส่วนมากในตลาด
นั้นมีการเทขายอย่างรุนแรง (Sell off) หากเรามองที่อีกด้าน มีคนจำนวนหนึ่ง ?รับซื้อ? อยู่
หากไม่มีคนซื้อก็เกิดการซื้อขายไม่ได้) คนเหล่านี้เป็นใคร ?? ทำไมมองต่างจากคนอื่น ??

คนเหล่านี้คือ ผู้เล่นที่ฉลาด (Smart Money) กล้าซื้อในเวลาที่คนอื่นไม่ซื้อ
สำหรับตลาดทองคำนั้น บอกได้เลยว่า ยิ่งลงแรง เราควรจะดีใจ

เพราะยิ่งลงมาก หมายความว่า ประตูแห่งโอกาสเปิดกว้างมากขึ้นตามไปด้วย
(The bigger sell off The bigger buying opportunity)

ใช้จังหวะแบบนี้เติมทองคำในพอร์ทของคุณ แล้วกอดมันไว้แน่นๆ นะครับ


ธรรมชาติข้อที่ 3 : ?เซอร์ไพรส์? ทองขึ้น !


พวกเรามักจะคอยติดตามและอ่านข่าวกันอย่างหนัก เพื่อที่จะได้คาดเดาราคาได้ถูก แท้จริงแล้ว

ราคาต่างหากที่กำหนดข่าว -ไม่ใช่ข่าวกำหนดราคา

หลายต่อหลายครั้งนักลงทุนแม้จะติดตามอ่านข่าวทุกสำนัก ก็ยังขาดทุน นั่นเพราะ ราคามันจะวิ่งลงหรือขึ้นก่อน
ข่าวค่อยตามมาสนับสนุน ทีหลังเป็นแบบนี้อยู่ทุกครั้งไป เราจึงคิดไปว่า "ตลาดที่เราลงทุนอยู่นี่ สมเหตุสมผลจริงๆ"(มีข่าวรองรับตลอด)
แต่หากเป็นอย่างนั้นจริง คนที่จะกำไรจากการลงทุนมากที่สุด ควรจะเป็น นักข่าว
เพราะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ก็ยังเห็นมานั่งอ่านข่าวให้เราฟังทุกวันเหมือนเดิม

ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ศึกษาหาข้อมูลนะครับ แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การอ่านข่าว
แต่อยู่ที่การ เอาข่าวมาวิเคราะห์ ถึงผลที่จะตามมาในอนาคตมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นความน่าเชื่อถือของข่าวก็มีส่วนสำคัญ

หลายปีที่ผมเฝ้าติดตาม ตลาดทองคำ หลายต่อหลายครั้งทองขึ้นในช่วงเวลาที่เราคาดไม่ถึง
ทำให้เราประหลาดใจและซื้อไม่ทันอยู่บ่อยๆ การไม่มีทองคำติดพอร์ทเลยทำให้เราพลาดโอกาสแบบนี้


ธรรมชาติ ข้อที่ 4 : หากไม่หวังกินรอบเล็ก ก็จะไม่พลาดรอบใหญ่


เทรนหลักของตลาดทองคำ คือ ?ขึ้น? ลองมาย้อนดูกันครับ

10 ปี







5 ปี






ปีเดียว








หรือจะแค่ 6 เดือน







พอเราถอยห่างออกมาดู กราฟในระยะกลางและระยะยาวแล้ว ก็พบว่า ทิศทาง เป็นไปในลักษณะเดียวกันคือ ?ขึ้น?

?การซื้อแล้วถือรออย่างอดทน จะทำให้เราได้ผลตอบแทน ที่ดีกว่าการ ซื้อๆขายๆ เข้าๆออก พยายามจะทำรอบ?

คนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนที่ใครหลายๆคนยึดเป็นต้นแบบ

ดร.บอกว่า การลงทุนก็เหมือนการขับรถ จุดหมายปลายทางคือความสำเร็จ
บางครั้งระหว่างทาง เลนที่เราขับมันดูติดขัดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเลนข้างๆ
พอเราเห็นอย่างนี้ เราจึงชอบ ?เปลี่ยนเลน?

เคยมั๊ยครับ ? เลนข้างๆ วิ่งฉิว แต่พอเราเปลี่ยนเลนไปเท่านั้น
ติดทันทีเลย ส่วนเลนเก่าของเราวิ่งแซงไปซะอย่างงั้น

การที่เราเห็น คันอื่นพยายามเปลี่ยนเลนไปมาบ่อยๆ
ดูเหมือนเค้าจะไปได้ไวกว่าเรา เอาเข้าจริงๆ อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้

การซื้อทองคำแล้วติดดอยไม่ได้กำไร เทียบกับคนอื่น
ซื้อๆขายๆ เล่นรอบ ทำกำไรบ่อย ๆ เหมือนเค้าจะไปไวกว่าเรา ท้ายที่สุด พอทองขึ้นเค้าอาจจะ
ไม่ได้กำไรเหมือนอย่างที่เราคิดก็ได้


นอกจากนี้การเปลี่ยนเลน ปาดแซงบ่อยๆ ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ (ขาดทุน) อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนที่ดี บางทีมันน่าเบื่อครับ เปรียบเหมือนเรา วิ่งเลนขวาเลนเดียวไปเลย
มันติดบ้างช้าบ้าง ?รอเถอะครับ?
ปลอดภัยคุ้มค่ารอและถึงจุดหมายปลายทางแน่นอน

หากยังไม่ชัดเจน ผมอยากจะเทียบกับการ ?หุงข้าว? พอร์ททองคำของเรานั้น
หากว่าอยากจะให้สุกงอมและออกมาสวยน่ารับประทาน ต้องให้เวลามันครับ

หากคุณใจร้อนเปิดฝาหม้อดูบ่อยๆ สุดท้าย คงได้กินข้าวแข็งๆ
อดใจรอ จนสวิตซ์ มันดีดเองเถอะครับ รับรองข้าวสวยฟูได้ที่แน่ๆครับ.


ธรรมชาติ ข้อที่ 5 :อย่าปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล


ทุกอย่างที่ผมได้พูดมา ในทุกบทความ คือ?สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง? หากว่าคุณเชื่อและรู้แบบนี้แล้ว
สิ่งเดียวที่จะขัดขวางไม่ให้คุณได้เข้าร่วมในโอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งนี้
ก็คงเหลือแต่ ?อารมณ์? ของคุณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

นักลงทุน หลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำเหนือเหตุผลที่ตัวเองรับรู้
แผนการที่วางเอาไว้เลยพังไม่เป็นท่า

เลิกทรมานตัวเองด้วยการจ้องราคาอยู่หน้าคอมพ์แล้วลุ้นระทึกไปกับมันเถอะครับ
มองไปในระยะยาวดีกว่า ไม่วุ่นวายใจ-หลับสบายทุกคืนครับ


ตลาดทองคำปี 2011 ผมเชื่อว่า ราคาสวิงไปมาต้องมีอยู่แล้ว
การขึ้นลง ระดับ 5-10% นั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้
แต่เนื่องจากฐานของทองคำมันกว้างขึ้น

เช่น

- ทองบาทละ 10,000 : ขึ้นลง 5-10% คือ 500-1000 บาท

- แต่ตอนนี้ทองบาทละ 20,000 : ขึ้นลง 5-10% เลยกลายเป็น 1,000-2,000 บาท


การเคลิ่อนไหวระดับนี้อาจจะดูหวือหวา แต่เราต้องทำใจรับมันให้ได้ เพราะท้ายที่สุด
ทิศทางยังเป็นขาขึ้น

ในปี 2011 นี้ผมขอคาดการณ์แบบ "ถ่อมตัวและกลัวผิด" ว่า
อย่างน้อย เราน่าจะได้เห็น ราคาทองคำที่ระดับ 22,000-23,000 ต่อบาท
แต่หากเข้า Mania Phase แล้ว ระดับราคาที่ว่านี้ถือว่าจิ๊บๆ ครับ


ปล. ลุ้นเหนื่อยเลยครับสำหรับเป้าของลุงจิม : Widget ผมแจ้งเตือนว่าเหลือเวลาอีกเพียง 9 วัน
ผมเฝ้านับมา ตั้งแต่ 400 กว่าวัน ก็จะขอลุ้นกับลุงไปจนถึงที่สุดหละครับ ตามกันต่อไป


กราฟ 10 ปี


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 00:59
 ความคิดเห็นที่  4


กราฟ ๕ ปี


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:01
 ความคิดเห็นที่  5


กราฟ ๑ ปี


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:02
 ความคิดเห็นที่  6


กราฟ ๖ เดือน

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:02
 ความคิดเห็นที่  7


10/7/11

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:12
 ความคิดเห็นที่  8


เรื่อง เตรียมพร้อม (Be prepared) ..





เดี๋ยวนี้จะทอดไข่เจียวกินซักใบ คงจะปวดใจกว่าเดิม เนื่องจาก
ราคาไข่(ขึ้น 20 สต.) + ราคาน้ำมันปาล์ม (ขึ้นขวดละ 9 บาท) + ราคาแก๊ส ที่พุ่งสูงขึ้นทำเอาคุณแม่บ้านเครียด
รัฐบาลถึงกับต้องออกมาตรการใหม่ให้ชั่งไข่ขายกันตามน้ำหนัก โดนโยนบาปไปให้

?คนที่มีหน้าที่คัดแยกเบอร์ไข่ ว่ามีส่วนทำให้ต้นทุนของไข่สูงขึ้น???

ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แล้วก่อนหน้าที่ไข่เคยราคาถูกกว่านี้ เป็นเพราะไม่มีคนคัดแยกไข่อย่างนั้นหรือ ??
หากปัญหาอยู่ที่ ?ขนาดของไข่? ตัวต้นเหตุที่ผิดเต็มๆควรจะเป็น ?ไก่? ที่ทะลึ่งออกไข่ไม่มาตรฐานทำให้ต้องมีการคัดแยกกันอย่างนั้นรึเปล่า?

หรือมีอะไรอยู่เบื้องหลัง การปรับขึ้นราคาของสินค้าโภคภัณฑ์แทบทุกชนิดในครั้งนี้ ?

ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาล ข้าวสารอาหารแห้ง สารพัด รายการ พร้อมใจกันขึ้นราคาโดยมิได้นัดหมาย
เป็นเหตุสุดวิสัยหรือเพราะว่า ?เงินเฟ้อ?

?สินค้าขึ้นราคาหรือแท้ที่จริงแล้วค่าของเงินในกระเป๋าเราต่างหากที่ลดลง??

อย่างที่ผมเคยพูดไป การบอกว่าเงินเฟ้อคือสินค้าขึ้นราคา ไม่ต่างจากการเรียก ?น้ำท่วม? ว่า ?ฝนตก?
ฝนนั้นตก (เหตุ) จึงทำให้น้ำมันท่วม (ผล) การพิมพ์เงินเพิ่มมาเจือจางเงินเก่าในระบบ (เหตุ) นั่นแหละที่ทำให้สินค้าขึ้นราคา (ผล)

เงินเฟ้อ (Inflation) คือ การเจือจาง (Dilution) คือ ภาษีที่มองไม่เห็น (Invisible Tax) ที่ทุกคนต้องจ่ายโดยไม่รู้ตัว
ประชาชนที่ยึดถือระบบธนบัตร ถูกลวงตาด้วยตัวเลขบนหน้าแบงค์ที่ไม่ว่าจะมองกี่ทีตัวเลขก็ไม่เปลี่ยน แต่ มูลค่าเปลี่ยน !
คุณอาจจะสงสัยว่า แล้ว Nexttonothing ไม่ใช้ธนบัตร ? ไมใช้เงิน ? หรืออย่างไร ทำไมโจมตีระบบนี้จังเลย
ผมกล้าพูดอย่างเปิดเผยเลยครับว่า ?ผมไม่มีธนบัตร + ผมไม่มีเงินสด?


?????

คุณไม่เชื่อใช่มั๊ยครับ? แต่ผมอยากบอกว่ามันเป็นเรื่องจริงนะ
ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่า ?ผมเป็นหนี้ครับ (Debtor)?
เคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้

ในระบบที่เงินด้อยค่าลงทุกปี คนที่เป็นลูกหนี้จะได้เปรียบ เช่น คุณยืมเงินเพื่อน 1000 วันนี้ ปีหน้าคุณเอา 1000 ไปคืน
พันนึงเท่าเดิมแต่มูลค่ามันไม่เหมือนเดิม ตอนคุณยืมคุณยืม 1000 แพงๆ ไปใช้ แต่ภายหลังคุณเอา 1000 ถูกๆ มาคืน (ไม่งงนะครับ)
ยิ่งอัตราดอกเบี้ยต่ำ ลูกหนี้ยิ่งได้เปรียบ เจ้าหนี้คือคนที่เสียเปรียบ

นั่นทำให้ผมไม่อายที่ผมจะบอกว่าผมเป็นหนี้ !! เป็นเยอะด้วย เงินสดที่ผมมีหากต้องนำไปใช้หนี้ทั้งหมด ผมจะติดลบ
นั่นทำให้ผมกล้าพูดได้เลยว่า ?ผมไม่มีเงิน?

แต่สิ่งที่ผมมีและเก็บสะสมมานาน นั่นคือ เงินที่แท้จริง(ทองคำ)(Gold is real money)
หากต้องใช้หนี้ เงินที่แท้จริงนี้ จะสามารถช่วยล้างหนี้ + จ่ายดอกเบี้ยให้ผมได้สบายๆ
นั่นก็เพราะในขณะที่ ตัวแทนเงิน (ธนบัตร) เสื่อมค่าลง เงินที่แท้จริงกลับเพิ่มมูลค่าขึ้นทุกปีๆ

ไม่ได้แนะนำให้ใครทำตามนะครับ เพราะเบื้องหลังยังต้องมีวิธีบริหารจัดการอีกเยอะ
และไม่ใช่ว่าผมฉลาดแกมโกงด้วย แต่ที่ต้องทำแบบนี้เพื่อ ?ป้องกันตัว? ครับ
ผมไม่อยากเป็นเหยื่อของเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อนั้นเป็นเพื่อนกับนักการเมือง ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนๆ
เค้าใช้ระบบนี้เพื่อบริหารจัดการ-จัดสรรปันส่วนทำประชานิยม (ล่าสุดเหมือนเปลี่ยนชื่อเป็น ประชาวิวัฒน์)
ราวว่ารัฐบาลจะให้ของขวัญกับประชาชนแต่แท้จริงแล้ว พวกเราโดนปล้นเอาไปจ่าย

เมื่อวานนี้ กนง. ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25 สต. โดยให้เหตุผลว่า
เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อแล้ว ยังอยู่ในระดับ ที่เรียกว่า ?ติดลบ?
บางคนฟังข่าวแล้วอาจจะงงๆ ว่าหมายถึงอะไร แต่กับคนที่อ่านกระทู้นี้มาโดยตลอด เข้าใจเป็นอย่างดี
ว่าต่อให้ได้เงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยในปีถัดไป ก็ยัง ถอนเอาไปซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม (พูดง่ายๆ จนลง)

การปรับขึ้นอีก 0.25 อัตราดอกเบี้ยรวมก็ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อเฉลี่ย 3.3% ที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว
อะแฮ่ม อย่าลืมว่า 3.3% นี่ไม่เอาอาหารและพลังงานมาคิดนะครับ (แล้วจะมีประโยชน์อะไร)
หากรวมไปเผลอๆ คูณสอง

นี่แหละครับความน่ากลัวของ ?เงินเฟ้อ? นี่แหละที่ทำให้ผมต้องป้องกันตัว

ความเข้าใจผิดอีกอย่างนึงที่มีต่อเงินเฟ้อนั่นก็คือ ?ราคาสินค้าขึ้นเพราะต้นทุนขึ้น?

มีคำสองคำ นั่นก็คือคำว่า ต้นทุน (Cost) กับคำว่า ราคา (Price) การบอกว่า
สินค้าทุกอย่างแพงขึ้นเพราะมีต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นนั้นฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่แท้ที่จริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างนั้น นั่นเพราะหากเรามองอย่างตรงไปตรงมา ต้นทุน กับ ราคา ที่จริงมันคือสิ่งเดียวกัน
คำว่าต้นทุนของคนคนหนึ่ง เป็นราคาของคนอีกคนหนึ่ง คนซื้อบอกว่านี่คือต้นทุนแต่คนที่ขายให้บอกว่านี่คือราคา

มันคือสิ่งเดียวกันครับ !!

เพราะฉะนั้นการบอกว่า
สินค้าขึ้นราคาเพราะต้นทุนขึ้นราคา ไม่ต่างจากการบอกว่า สินค้าขึ้นราคาก็เพราะสินค้าขึ้นราคา
ฟังแล้วฉลาดเท่าเดิม.

แท้จริงแล้ว เงินมันลดมูลค่าลงต่างหากถึงทำให้ เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อสินค้าปริมาณเท่าเดิมไม่ได้
หากมองให้แง่นี้ทุกอย่างจึงจะดูสมเหตุสมผลกว่า

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แต่เฉพาะในไทย แต่เป็นกันทั่วทั้งโลก เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา
Food and Agriculture Organisation (FAO) ประกาศว่า ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติใหม่



ผู้ส่ง สุมาอี้ email url ip 223.206.18.235 ส่งเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:39

ความคิดเห็นที่ 1


ดัชนีราคาอาหาร (food price index) ที่วัดจาก แป้งสาลี ข้าวโพด น้ำตาล ข้าวสาร เนื้อ ปรับตัวขึ้นทำสถิติ ที่ระดับ 237.6 จุด
สูงกว่าวิกฤตการณ์ Food Crisis เมื่อปี 2007-2008 ที่ตอนนั้นอยู่ที่ระดับ แค่ 213.5 จุด ซะด้วยซ้ำไป
เราอยู่ในโลกที่กว่า 60 ประเทศเกิดการประท้วงเพราะเรื่องนี้ นักศึกษาจีนถึงกับพังโรงอาหารในมหาวิทยาลัย
คนแอลจีเรียเผาอาคารสถานที่ราชการประท้วงที่น้ำตาลขาดตลาดและมีราคาแพง
น้ำท่วมที่ ออสเตรเลีย ฝนแล้งที่รัสเซีย หรือ พายุฝนกระหน่ำที่แคนาดา ก็ยิ่งซ้ำทำให้ผลผลิต เหล่านี้แพงขึ้นไปอีก
ยิ่งราคาน้ำมันไม่ต้องพูดถึง 92$ เข้าไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก เราอยู่ในระบบที่เงิน ดอลล่าห์ ไหลบ่าท่วมไปทุกประเทศ

ยิ่งเค้าพิมพ์มาก ประเทศอื่นก็ต้องพิมพ์ตาม เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ยิ่งพิมพ์ตามก็ทำให้เงินเฟ้อ
ปริมาณเงินดอลล่าห์ที่เพิ่มขึ้นเหมือนการส่งออกเงินเฟ้อไปทุกทวีป คำถามคือ เราจะรับมืออย่างไรดี ??

สิ่งที่จะรับมือกับเงินเฟ้อได้ดีที่สุดคือโลหะมีค่าครับ (Precious Metals)
หากคุณเชื่อในสิ่งที่ผมพูด และตามผมมาขนาดนี้ คงไม่รบกวนเกินไปที่อยากจะขอให้เชื่อกันอีกหน่อย
ต่อไป ราคาที่ปรับสูงขึ้นของทองคำจะไม่มีความหมายเท่ากับ ปริมาณทองคำที่คุณมี ทยอยสะสมทองคำเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะคุณทำได้
นอกเหนือจากการที่จะเก็ง ให้ราคามันขึ้นเพื่อที่จะขายทิ้งมันไป คนชอบถามผมว่า ที่ระดับราคาทองขณะนี้ ควรจะ

1.ขายทิ้ง (Sell)

2.หรือถือต่อดี (Hold)

คำตอบของผมคือผิดทั้งคู่ สิ่งที่คุณควรทำคือ ?ซื้อเพิ่ม?(Buy) ครับ คนสมัยก่อนเค้าวัดความมั่งคั่งกันที่ ปริมาณทองคำที่ถือครอง
ไม่ใช่ราคาที่แกว่งขึ้นหรือลง

เมื่อไหร่ที่คุณไปธนาคารแล้วไม่เห็นแบงค์ใหม่

เมื่อไหร่ที่เงินเลิกเสื่อมค่าลงทุกปี

เมื่อไหร่ที่เบนเบอร์นันเก้ และ โอบาม่า เปลี่ยนนโยบายแบบ 180 องศา หันมาไม่ทำ QE แล้วปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เมื่อนั้นค่อยขายทองครับ แต่สิ่งที่ผมพูดถึงจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ ยากพอๆ กับการเข็นภูเขาลงครก ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง กำลังแผ่ขยายตัวไปทั่วโลก
และ อภิมหาเงินเฟ้อ(Hyperinflation) เป็นสิ่งที่สหรัฐจะต้องเผชิญ โอกาสทอง ?จริงๆ? กำลังจะมา

คุณพร้อมหรือยังครับ ? ผมพูดจริงนะครับ.



ปล. ยอดจองหนังสือ มาเยอะเกินคาดเลย ซึ้งครับซึ้ง นั่นหมายความว่า ข้อมูลเหล่านี้กำลังจะเปิดเผยออกไปให้คนจำนวนมากขึ้นได้รับรู้
อยากให้หนังสือไปอยู่ในมือทุกท่านโดยเร็ว อ่านแล้วส่งต่อนะครับหากไม่อยากซื้อหลายเล่ม หรือ แนะนำกระทู้ให้เค้าอ่าน
หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์ จะขอบคุณมากครับ



ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:49
 ความคิดเห็นที่  9

จดหมายจากลุงจิม (Letter from Jim Sinclair)

สวัสดีหลานๆ

วันนี้ลุงดีใจที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับหลานๆที่เวบ Thaigold แห่งนี้
หลายปีแล้วที่ลุงคร่ำหวอดอยู่ในวงการทองคำ สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกในขณะนี้
หวนให้ลุงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยที่ลุงยังหนุ่มๆ

ตอนนั้นความเสื่อมศรัทธาใน ดอลล่าห์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราคาทองคำพุ่งทะยานสูงขึ้น 25 เท่าตัว (จาก 35$ ไปจบที่ 850$)
จะต่างกันตรงคราวนี้ลุงคิดว่า ?มันจะหนักยิ่งกว่า?

เหตุการณ์สมัยนั้น ผู้เล่นหลักๆในตลาดทองคำส่วนใหญ่อยู่แถวบ้านลุง (ชาติฝั่งตะวันตก)
และบางประเทศยังยึดถือในระบบปริวรรตทองคำ (Gold Standard)
ไม่พิมพ์ตั๋ว พิมพ์กระดาษ กันใช้มากทั่วโลกเหมือนอย่างในสมัยนี้

30 ปีที่ผ่านมา ทองคำถูกกดหัวให้ยอมศิโรราบต่อระบบธนบัตร(Fiat Currency) โลกเราทุกวันนี้มันบ้าบอคอแตก
สิ่งที่ทุกคนแสวงหาและเชื่อถือเป็นแค่กระดาษพิมพ์สี
ชนิดที่ว่าหากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเรา คงจะงง ว่าสิ่งที่เราเทิดทูนและบูชานั้น
กลับเป็นแค่ ธนบัตร แทนที่จะเป็นแร่ธาตุโลหะมีค่าอย่าง ?เงิน หรือ ทองคำ?

ลุงอยากจะเล่นกลหลอกเด็กให้หลานๆดู
หลานๆลองเอาธนบัตรใบละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ขึ้นมาพิจารณา
หลานอาจจะพบว่า ?ธนบัตรใบนี้มีคุณค่าสามารถนำไปใช้ซื้อสิ่งของได้หลายอย่าง?

ขั้นตอนต่อไปให้หลานๆ สมมุติว่าธนบัตรเกิดขาดโดยไม่ตั้งใจ
หลานจะพบความจริงว่า ?คุณค่าของมันหายวับไปในพริบตา?
และ มูลค่าของมันก็จะไม่ต่างจากกระดาษ A4 ที่ถูกฉีก.

ขั้นตอนต่อไปให้หลานๆ เอาสก๊อตเทปมาแปะซ่อม ธนบัตร นั้นกลับมาใหม่
หลานจะพบว่า มูลค่า 500 หรือ 1,000 กลับมาได้ดังเดิม...... หลานๆอึ้งมั๊ย ?

หลานว่าระบบนี้มัน งงๆ มั๊ย? ทำไมสิ่งที่เราเรียกว่าเงินมันสูญสลายได้ง่ายมากๆ
หรือต่อให้หลานเก็บมันไว้ในตู้เสื้อผ้า ค่าของมันก็เสื่อมลงทุกปีๆด้วยตัวของมันเองอยู่ดี.

สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเงินที่แท้จริงอย่างทองคำ
นั่นทำให้ลุงเชื่อมั่นในทองคำมาโดยตลอด บางคนถึงกับพูดว่า ?เงินคือพระเจ้า?
หากเป็นเช่นนั้น เบน เบอร์นันเก้ ที่สั่งพิมพ์ดอลล่าห์ได้ก็คงจะเป็นพ่อพระเจ้า
ลุงว่ามันไม่ถูก

สามปีก่อนตอนที่ราคาทองอยู่ที่ระดับ ต่ำกว่า 1000$ สำนักข่าวหลายสำนัก พยายามจะนำเสนอว่า
ทองคำอยู่ในภาวะฟองสบู่ ทองเคยขึ้นไปถึง 850$ แล้วตกกลับมาที่ 250$ ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย
นักลงทุนทองคำโปรดระวัง

ระวังกะผีน่ะสิ (ขออภัยที่ลุงไม่สุภาพ) ลุงรู้ว่ามันไม่จริง
ลุงต้องการจะให้พวกเค้านั้นหยุดพูดในสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง

เมษายน 2008 ลุงตัดสินใจ
ท้าพนันกับใครก็ได้ 1 ล้านเหรียญว่าราคาทองคำจะขึ้นถึง 1650$ ก่อนวันที่ 14 มกราคม 2011

3 ปีให้หลัง ราคาทองคำนอกจากจะไม่ตกไป 250$ อย่างที่เค้าว่ากัน
กลับพุ่งไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1,431$ จริงอยู่ที่ราคาไปไม่ถึง 1650$ ตามที่ลุงคาดการณ์
ลุงยอมรับว่าลุงผิด โดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น

ต่อจากนี้สาธารณะชนจะว่าประณามว่าลุงผิด ลุงก็ไม่ว่า
หลานๆจะเสื่อมศรัทธาในตัวลุง ลุงก็ไม่ว่า
หลานๆจะเสื่อมศรัทธาในตัว Nexttonothing ลุงก็ไม่ว่า

แต่หลานๆจงอย่าได้เสื่อมศรัทธาใน ?ทองคำ? เด็ดขาด

ราคา 1,650$ เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นราคาที่ใครหลายๆคนฟังแล้วหัวเราะและดูเพ้อฝัน
แต่มาถึงวันนี้ พวกเราก็รู้อยู่แก่ใจว่า ราคานี้มันมาแน่ๆ
ลุงยอมรับว่าลุงผิดในเรื่องของ ?เวลา? แต่ลุงยังมั่นใจใน ?ราคา?
ว่ามีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นในปีนี้

ราคา 1,650$ ต่อให้มา ลุงก็ยังเชื่อว่า มันไม่ใช่ราคาสุดท้ายของทองคำ
สิ่งที่กำลังจะเกิดกับระบบการเงินโลกมันร้ายแรงกว่านั้น หลานไม่จำเป็นต้องเชื่อลุง
แต่ขอให้หลานหมั่นศึกษาและหาข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อตัวของหลานๆเอง
เมื่อถึงเวลาที่เกิด Currency Crisis ขึ้นมาจริงๆหลานๆจะได้ไม่เป็นตกเหยื่อของเงินเฟ้อ

สุดท้ายนี้ลุงอยากจะแนะนำให้หลานๆ สั่งจองและซื้อหนังสือ โอกาสทอง(จริงๆ) มาเก็บไว้
หรือจะให้ดีกว่านั้น ซื้อแจกให้กับคนที่ยังไม่เข้าใจในระบบการเงินที่เป็นอยู่
ของเค้าดีจริงๆนะหลาน เสียดายลุงอ่านภาษาไทยไม่ออกไม่งั้นลุงว่าจะซื้อซัก 10 เล่ม(ฮา)

ขอให้หลานๆ โชคดี มีความสุข พร้อมด้วยสติและปัญญาทุกประการ
ว่างๆก็แวะไปเยี่ยมลุงบ้างที่ www.jsmineset.com/ จนกว่าจะพบกันใหม่ บ๊าย บาย

ลุงจิม (Jim Sinclair)


(เรียบเรียงโดยหลาน Nexttonothing หลานคนหนึ่งที่ติดตามลุงมาโดยตลอด)

The fact that I said $1650 many years ago is no excuse if I am wrong on January 14th 2011 and gold is at $1550. Jim Sinclair

If I am wrong about gold at $1650 on or before 14/01/11 it only means gold will trade much higher than $1650 five months later. Jim Sinclair

The only argument is whether gold will hit $1650 in January 2011 or $3000-$5000 in June 2011. Jim Sinclair

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  223.206.18.235   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 01:54
 ความคิดเห็นที่  10

โลกของการลงทุน (World of Investment)

อากาศช่วงนี้แย่เอามากๆเลยครับ ถ้าไม่ฝนตกหนักก็ ?ร้อน? จัดๆ
แต่คงไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ถือครองทองคำทุกคน เพราะ "ทองไม่รู้ร้อน" อยู่แล้ว (ฮา)

ราคาที่สวิงไปสวิงมาของตลาดทองคำและแร่เงินต่างหากที่ร้อนแรงยิ่งกว่า อย่างที่เคยบอกในบทความ ?ธรรมชาติตลาดกระทิง?
ขาขึ้นนั้นขึ้นบรรไดแต่เวลาลงนั้นลงลิฟท์ ที่ผ่านมาอาจจะดูเหมือนว่าขึ้นบรรไดเลื่อนเพราะขึ้นแรง
แต่เวลาลงก็อย่างที่เห็นๆกัน แรงและเร็วกว่ามาก
600-700 ต่อบาทลดลงอย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องรอกันนาน

ตลาดจะทำหน้าที่กวาดผู้เล่นที่มาทีหลัง และจิตใจอ่อนแอให้ออกจากตลาดไปก่อน ขาขึ้นรอบใหม่ถึงจะมา
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ อย่างที่เราได้เคยเห็นกันมาหลายต่อหลายครั้ง

วันนี้เราลองมาทบทวนเหตุการณ์ย้อนดูกันหน่อยนะครับ

เดือนที่แล้ว เบน เบอร์นันเก้ ออกแถลงการณ์ต่อสื่อ (Press Conference)
เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี ให้สัมภาษณ์ถึง

1. มาตราการณ์ QE2 ที่จะใช้ต่อเนื่องจนหมดวาระ

2. อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป

3. เศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ

4. อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ราคาน้ำมันที่สูงเพราะความต้องการน้ำมันเพิ่มไม่เกี่ยวกับเฟด

1 กับ 2 = มันแหงอยู่แล้ว / 3 กับ 4 = มันใช่หรือ ??

ก่อนหน้านี้ ประธานธนาคารกลางพูดอะไรออกมาดอลล่าร์จะตอบสนองแข็งค่าตลาดมีความเชื่อมั่น
แต่หลังจากนั้น ผลกลับออกตรงข้ามตลอด เศรษฐกิจที่ยังคงทรุด ตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง
อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ได้เป็นไปตามตัวเลขที่แจ้ง

?ใครมันจะไปโดนหลอกบ่อยๆ?

การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ช่วงตอบคำถามนักข่าวยังย้อนถามถึงนโยบายที่นำเสนอด้วยซ้ำว่า

?ก็มันไม่ได้ผลจะแก้กันอย่างไร ??

ดอลล่าร์จึงร่วงอย่างหนักสวนทางกับราคาทองคำที่พุ่งทำสถิติใหม่
ส่วนหนึ่งก็เพราะทิศทางของนโยบายที่ผิดพลาด แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือการชี้แจงแบบสีข้างเข้าถู
การพูดไม่มีความน่าเชื่อถือแบบนี้เท่ากับว่า

"เค้ายังไม่รู้ตัว"

คนเราถ้ารู้ตัวว่าทำผิด ยังกลับใจได้ แต่ถ้าไม่รู้ตัวแบบนี้ ?โอกาสที่จะทำผิดต่อมีสูง?
เมื่อตลาดตีความแล้ว ดอลล่าร์จึงถูกเทขาย ทองขึ้นไปทำสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 1,570$ ทองขึ้นว่าแรงแล้ว
ซิลเว่อร์ขึ้นเว่อร์สมชื่อไปกันใหญ่ ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 31 ปีที่ 49 $

ขึ้นแรงและเร็วจน ?ขาใหญ่ออกอาการ?

เมื่อมีข้างที่ได้ผลประโยชน์ก็ย่อมมีข้างที่เสียผลประโยชน์ The Chicago Mercantile Exchange (CME) ผู้คุมกฎของตลาด COMEX
(แต่ตัวพวกเค้าเองถูกคุมด้วย JP Morgan อีกที) จึงเปลี่ยนกฎกลางอากาศ

ปรับขึ้นวงเงินในการวางหลักประกันของตลาดซิลเว่อร์ถึง 5 ครั้งติดต่อภายในเวลา 10 วัน !!

จากที่เคยต้องวางหลักประกัน 12,825$ ต่อ 1 สัญญาปรับเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 21,600$ !!
เดือดร้อนถึงผู้ที่ถือครองสัญญาซิลเว่อร์กระดาษ เพราะมีทางเลือกสองทางคือ

1.ต้องหาเงินมาวางเพิ่ม

2.ปล่อยสัญญาทิ้งไป

แน่นอนว่า เล่นขึ้นกันหนักและเร็วขนาดนี้ ใครมันจะไปหาเงินมาเติมทัน ??
การเทขายสัญญาทิ้งเกิดขึ้นอย่างหนัก กดดันให้ราคาซิลเว่อร์ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (ประมาณ 30%)
ผู้ที่คิดว่า ซิลเว่อร์จะขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเลยเข้าซื้อสัญญากระดาษล่วงหน้าไว้
หากขายไม่ทันก็จะถูกกวาดกินหลักประกันจนหมดพร้อมถูกเชิญให้ออกไปนอกสนาม


ซีเรียส + เศร้า + เครียด

นี่คือสาเหตุที่ผมไม่แนะนำให้ใครเล่น Future contact เพราะ คนส่วนมากมักจะเจ็บตัวแต่คนส่วนน้อยที่กำไร
เกมส์ๆนี้หากคิดจะเล่นต้องเข้าใจ เราเข้าไปเล่นในเกมส์ที่เจ้ามือคือผู้ออกกฎและสามารถเปลี่ยนกฎได้อย่างหน้าตาเฉย
หนำซ้ำยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่มีทุนมหาศาลที่สามารถเกทับเราได้ตลอด
ต่อให้เราหูตาไวเป็นสับประรดมีระเบียบวินัยการลงทุนที่ดี ก็หนีไม่พ้นที่จะโดนเอาเปรียบ

แต่นั่นเป็นเรื่องของ ผู้เล่น สัญญากระดาษ (Paper) ไม่ใช่สำหรับ ผู้ถือของจริง (Physical)

แม้ราคาที่ลดลงจะกระทบกับราคาของจริง ทำให้เหมือนมูลค่าของสินทรัพย์เราลดลงแต่มันก็แค่ ?ชั่วคราว?

เราไม่มีความจำเป็นต้องคำนวณกำไรขาดทุนทางบัญชีในมูลค่าสินทรัพย์ของเราทุกๆวัน
แต่เราควรมองในระยะยาวมากกว่า

แรกๆลงทุน ผมเคยจ้องจะซื้อซิลเว่อร์ให้ได้ในราคาถูก ซื้อได้อยู่ประมาณ 17$ แต่แล้วมันก็ลงไป 15
การพยายามจะเฉลี่ยต้นทุนทำให้ผมเข้าซื้อเพิ่ม หลังจากนั้นขึ้นไป 19 แล้วก็ลงไป 14 ใหม่ (ลงประมาณ 30%)

จดๆจ้องๆ เล็งไปเล็งมา

วันนี้ผมมองย้อนกลับไป ตอนนั้นผมมัวทำอะไรอยู่ ??
หากย้อนเวลากลับไปบอกตัวเองได้ ผมคงพูดว่า ?ซื้อๆไปเถอะ?
ตอนที่ผมพลาดซื้อที่ราคา 19$ แล้วลงฮวบ 30% ไปอยู่ที่ 14$
หากย้อนเวลากลับไปวันนั้นได้ "ผมจะขอทำพลาดซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง"
หนำซ้ำจะซื้อพลาดให้หนักกว่าเดิมเป็น สิบเท่า!!!


14$ 15$ 17$ หรือ 19$ ไม่ได้มีความหมาย มันสำคัญที่เรา ?ได้ซื้อ? หรือเปล่าต่างหาก......
เมื่อเรา ?เพิ่งซื้อ? เราต้องให้เวลามัน อย่าให้หน้าเด็กๆของผมหลอกคุณ ว่าข้อมูลที่เราเคยคุยกันเหล่านั้นไม่น่าเชื่อถือ
ผมหน้าเด็กไปงั้นๆ ที่จริงแล้ว ?ผมผ่านมาเยอะ?

ผมเคยอยู่ระหว่างทางขับรถตั้งใจจะไปซื้อทองที่เยาวราช (ตอนบาทละ 12,900)
แล้วมีคนโทรมาบอกว่าทองลงถึง 400 บาทภายในชั่วโมงเดียว
อาการ Panic ทำให้ผม U-turn รถกลับมาตั้งหลักที่บ้าน
"เพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

มาถึงวันนี้น่าเขกกระโหลกตัวเองว่า U-turn รถกลับมาทำไม ?
ต่อให้ได้ราคา 12,900 ไม่ต้องลงราคา 400 บาทตามราคาประกาศของสมาคมในตอนนั้น
หากย้อนเวลากลับไปได้

ผมก็เอา!!

ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน บาทละ 22,000 ไม่ใช่ราคาสุดท้ายของทองคำ
ตราบใดที่ เบนเบอร์นันเก้และธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกยัง QE และพิมพ์เงินกันไม่สิ้นสุด
เงินกระดาษก็ยังจะเสื่อมค่า เมื่อเงินกระดาษเสื่อมค่าการจะนำเงินกระดาษมาซื้อทองจำนวนเท่าเดิม
?จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนใบเข้าไปเพื่อซื้อ?

การเพิ่มจำนวนใบของเงินกระดาษที่เสื่อมค่าเข้าไปเพื่อจะซื้อทองปริมาณเท่าเดิม คือ "นิยามของคำว่าทองขึ้นราคา"

หลักการณ์ของโอกาสทอง ?จริงๆ? ก็มีเท่านี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
วิกฤตการเลื่อชำระหนี้ของดูไบ + จราจลในตะวันออกกลาง + การพูดถึงเศรษฐกิจที่จะเข้มแข็งของประธานธนารคารกลางสหรัฐ + รวมถึงการตายของบินลาเดน
เป็นแค่ ?เปลือก? ไม่ใช่ ?แก่น?

การตบเท้าเข้าซื้อทองของธนาคารกลางทั่วโลก
+ การกำหนดสกุลเงินซื้อขายระหว่างประเทศกันโดยไม่ใช้ดอลล่าร์
+ การอัดฉีดเงินงบประมาณเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาหนี้ของสหรัฐรวมถึงประเทศในกลุ่มยูโรโซน
ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่ยังคงอยู่ และ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคตที่จะทำให้ "เงินด้อยค่าและทองทะยานฟ้า"

ปัจจัยพื้นฐานทุกอย่างยังอยู่ครบ ยิ่งนานวันยิ่งชัดขึ้นๆ ทองยังไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับคำว่า ?ฟองสบู่?
แต่การปรับฐานย่อมเกิดขึ้นได้ หลายคนตอนนี้เริ่มบ่นว่าติดดอยและขาดทุน
หากย้อนมองดูกันดีๆ ราคาประกาศของสมาคมวันนี้ คนที่จะสามารถติดดอยหรือขาดทุนได้
เป็นไปได้กรณีเดียวคือ ?เพิ่งซื้อหลังสงกรานต์?

เพราะผมจำได้ทองขึ้นแตะ 1,500$ ครั้งแรกตอนนั้น หากเพิ่งซื้อต้องใจเย็นๆ และให้เวลา
เค้าจะทุบราคากันยังไงสำหรับผู้ถือของจริงทั้งทองแท่งและเงินเม็ด ?ทำทองไม่รู้ร้อนไป?
อย่าไปเล่นตามเกมส์ของขาใหญ่ สุดท้ายเชื่อว่าด้วยการ Short ในสัญญากระดาษปริมาณมหาศาลโดยไม่มีของจริงรองรับ
"เค้าจะแพ้ภัยตัวเองในที่สุด" ถึงตอนนั้นผู้ที่กอดของจริงเอาไว้แน่นๆอยู่คือ ?ผู้ชนะ?

ทีนี้มาถึงประเด็นเรื่องการปรับฐานของทองคำ

เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางถึงการปรับฐานใหญ่เมื่อดูจากปัจจัยทางเทคนิคหรือแม้แต่อาจจะมีการปรับขึ้นหลักประกันที่เมื่อทำกับซิลเว่อร์ได้
ทองคำหรือน้ำมันก็อาจจะโดนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นการเดาใจ ?ขาใหญ่? จะทุบหรือไม่ทุบ ?
ทุบแล้วจะลงหรือไม่ลง ? จะเด้งกลับมาแรง ? หรือซึมยาว ?

ผมขอโทษจริงๆที่ต้องบอกว่า ?เหนือการคาดเดาครับ?


เกมส์กระดาษนั้นเล่นกันหนัก ยิ่งฐานของราคามาอยู่ระดับสูง การสวิงไปมา 50-100$ เกิดขึ้นได้ตลอด
ผมไม่ขอเล่นเกมส์ของเค้าแต่ขอเสนออย่างนี้ครับว่า

1.หากคุณติดตามกระทู้นี้มาตั้งแต่ต้น + ยังกอดทองเอาไว้แน่นๆ (ผมเชื่อว่าผลตอบแทนคงไม่ใช่น้อย)
การสวิงของราคานั้นเกิดขึ้นได้ตลอด หากทนแรงเสียดทานหรือรับความเสี่ยงไม่ไหว แนะนำ ?ขาย? ครับ
รอดูความชัดเจนค่อยกลับเข้ามาในตลาดใหม่ หากว่าลงถือเป็นการทำรอบได้ก็นับว่าเป็นผลดี

2.หากคุณติดตามกระทู้นี้มาตั้งแต่ต้น + ยังกอดทองเอาไว้แน่นๆ
?แต่ไม่หวั่นไหว? (ในกรณีเกิดเหตุการณ์ทองลงไปลึกๆ) คำแนะนำของผมคือ ?กอดต่อไปครับ?
นั่นเพราะสุดท้ายปัจจัยพื้นฐานจะส่งให้ทองกลับมาทำนิวไฮรายวันอีกครั้ง
ผมเองคงตอบไม่ได้ว่า 1,400-1,300$ จะมาก่อน
หรือ 1,600$-1,700$ จะมาก่อน แต่สิ่งที่ผมบอกได้ก็คือ

1,400$-1,300$ ?อาจจะ? ได้เห็น แต่ 1,600$-1,700 ?ได้เห็นแน่ๆ?

ในระยะยาวทองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ?ขึ้น?
Downside ไม่ชัวร์เพราะขัดแย้งกับปัจจัยพื้นฐานแต่ Upside ในอนาคตได้เห็นแน่ๆ
ส่วนตัวผมเองเลือกที่จะกอดต่อไป ไม่ขายก่อนทำรอบเพราะไม่แน่ใจว่าทองจะลงหรือเปล่า
ถึงลงมาก็ไม่เสียใจแต่จะ ?ทุบกระปุกซื้อเติมเข้าพอร์ทให้น่าดูเลย.. เอาสิ?
ในช่วงที่ดูไม่แน่นอนในระยะสั้นก็ชะลอการลงทุนและเล็ง Buy the dip

ใครที่คิดจะถือตามผมเวลาทองขึ้นก็ถือว่า ?ร่วมสุข? ครับ
หากในอนาคตราคาไม่เป็นดั่งใจผมขออภัยด้วยจริงๆถือว่า ?ร่วมทุกข์? ก็แล้วกัน

ในโลกของการลงทุนเหมือนจะได้ผลตอบแทนง่ายไม่เหนื่อยเหมือนอาชีพอื่นๆ
แต่ความจริงคือ "มันเหนื่อยใจ"ครับ
ผู้ที่ควบคุมอารมณ์ได้+มีจิตใจที่มั่นคงถึงจะเอาตัวรอดจากตลาดได้

แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ เคารพทุกการตัดสินใจ
เพราะสุดท้ายเป้าหมายของเรายังอยู่ที่เดิม


ทองคำยังสมควรได้รับโอกาสของมัน
หนทางข้างหน้าคงไม่ราบเรียบแต่ตอนจบผมยังเชื่อมั่นว่า Happy Ending ครับ..

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:05
 ความคิดเห็นที่  11

สุนทรพจน์จากท่านประธานาธิบดี (State of the Union speech)

การกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี โอบาม่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (State of the Union speech)
มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งนั่นก็คือ เค้าจะทำการตรวจสอบปัญหาการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างละเอียด
แล้วพยายามลดทอนลง โดยอ้างว่าหากทำได้

จะทำให้ รัฐประหยัดรายจ่ายได้ถึง 400 Billion! ภายในระยะเวลา 10 ปี.

ฟังดูดี พร้อมเรียกเสียงปรบมือเกรียวกราว แต่ความจริงแล้ว กลับไม่เป็นเช่นนั้น
การบอกว่า ลดรายจ่าย จริงๆแล้วต้องพูดเต็มๆว่า ลด (อัตราเพิ่ม) ของรายจ่าย ซะมากกว่า

ไม่ต้องอะไรมาก แค่การที่ โอบาม่า ผ่านกฎหมายประชานิยม
ลดภาษี (Tax-Cut Pagage) + เพิ่มสวัสดิการการช่วยเหลือผู้ตกงาน เมื่อเดือนที่แล้ว
ก็ทำให้การประเมินภาระรายจ่ายของรัฐบาลในปีนี้ (Estimated deficit) เพิ่มสูงขึ้นถึง 390 billion !!
หมายความว่าอะไร ?

หมายความว่ารายจ่ายของรัฐปีนี้เพียงปีเดียว ประมาณการว่าจะเพิ่มสูงขึ้น (390 Billion) เทียบเท่ากับ
แผนการลดรายจ่ายของโอบาม่าที่วางไว้ภายในระยะเวลา 10 ปี (400 Billion) !!

ฟังแล้ว ถอนหายใจ.... เฮ้อ เหนื่อยแทนประชาชนชาวอเมริกัน ที่หลงคารมท่านปธน.

ประเด็นถัดมาเรื่อง ?จีน?

ทางจีนนี้สิแน่จริง การเข้าซื้อพันธบัตรจากทางยุโรปและเครื่องบิน 200 ลำ เป็นการระบาย ดอลล่าร์ ทางอ้อม
พร้อมกับได้ลูกหนี้เป็นชาติในกลุ่มยูโรโซน (ซึ่งน่าจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีกว่าทางอเมริกา)
การหยอดคำหวานให้ทางสหรัฐก็ไม่ต่างจากหวานเป็นลม ขมเป็นยา ที่บอกว่าจะเป็นผู้นำไปอีก 20 ปี นั้น ?ลืมไปได้เลย !?

จากนี้ไปอีกไม่กี่ปี ประชาชนชาวจีนจะสอนลูกหลานของเค้าว่า
?เวลากินข้าวกินให้หมดจานนะลูก ยังมีประชาชนชาวอเมริกาผู้หิวโหยอยู่อีกมากมาย?
เพราะเมื่อ จีน ทวงหนี้คืนทั้งหมดจากประเทศที่เรียกตัวเองว่ามหาอำนาจ
เมื่อนั้น สหรัฐอเมริกาจะสูญสิ้นทุกอย่าง. เมื่อนั้นความจริงจะปรากฎและทุกคนจะหูตาสว่าง


ปล. บทความนี้ตอบคำถามของคุณ Leo Attack ที่ถามมานะครับ



แอบอึ้งตรง จีนช่วยซื้อเครื่องบินจากอเมริกกา 200 ลำ เป็นการทิ้งดอลล่าที่แยบยนจริงๆ นึกไม่ถึงเลย
เรื่องลดค่าใช้จ่าย แต่ในทางกลับกัน ก็ลดภาษีไปไม่น้อย เรื่องนี้เป็นเป็นเหรียญ 2 ด้านจริงๆด้วยแฮะ

ขอบคุณที่ช่วยไขความกระจ่างในส่วนที่ไม่ผมเคยคิดถึงครับ

นับถือจริงๆ ขอบคุณมากครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:06
 ความคิดเห็นที่  12

คุณเน็กซ์ขา...ทำไมจีนขึ้นดอกเบี้ยทองถึงขึ้นกระฉูดขนาดนั้นล่ะคะ

คราวที่แล้วจีนขึ้นดอกเบี้ยทองลง (เข้าใจเหตุผล . แต่คราวนี้งงจริงๆ ค่ะ)

รบกวนคุณเน็กซ์ และกูรูทุกท่านช่วยวิเคราะห์หน่อยซิคะ . ขอบคุณล่วงหน้าแบบพี่หมอ อิอิ



นี่คือ อารมณ์ของตลาดครับ หากจำได้คราวที่แล้วผมบอกว่า จีนขึ้นดอกเบี้ยทองลง
ให้ใช้จังหวะแบบนี้สะสมทองคำเพราะ เป็นการลงแบบไม่สมเหตุสมผล
ตอนนั้นใครช้อนซื้อทองคำก็กำไรกันถ้วนหน้า

คราวนี้ขึ้นดอกเบี้ยอีก คิดว่้า่ ตลาดจะยอมลงให้ช้อนแบบเดิมอีกหรือ??
ปรากฎว่าไม่เป็นเ่ช่นนั้น และไม่ง่ายแบบนั้นครับ ใครที่คาดว่าจะลงเลยเปิด short ไว้กลายเป็นผิดทาง ทำไม???

ข่าวสารมีมากมายพอลงก็ออกข่าวมาสนับสนุนว่าเพราะทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ดอล่าร์ที่ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนอยู่กับหยวนก็แข็งขึ้นตาม ทองเลยลง
พอคราวนี้ทองขึ้นก็บอกว่าเพราะปัญหาเงินเฟ้อในจีนมีมากถึงต้องปรับดอกเบี้ย ทองคำจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไว้จัดการกับเงินเฟ้อ ไหนจะดีมานด์จากช่วงเทศกาลอีก

ข่าวมาสนับสนุนตลอดดูเหมือน "ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล"

แต่หากสังเกตดูดีๆ ข่าวมักจะสนับสนุนตามหลังราคาเสมอ หากเป็นเช่นนี้แล้วต้องถือว่า

"ราคาต่างหากกำหนดข่าว ไม่ใช่ข่าวกำหนดราคา"

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องยึดตามปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของทองคำไว้เสมอ
เพราะอารมณ์ของตลาดเหนือการคาดเดาวูบๆวาบๆ แต่หากเราเข้าใจในพื้นฐานทองคำอย่างแท้จริง
เราจะสามารถแยกออกว่า

-ข่าวไหนมีผลที่แท้จริง

-ข่าวไหนไม่มีผลอะไร

-ข่าวไหนแค่พาดหัวให้ดูตื่นเต้น

-ข่าวไหนเป็นเท็จ

หากว่าปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยน ทองคำก็ยังคงเดินหน้าต่อได้เรื่อยๆครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:07
 ความคิดเห็นที่  13

หยวน หยวน (Yaun Yaun)


วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนซักหน่อยนะครับ

อัตราแลกเปลี่ยน (Exchage Rate) คือ อัตราที่บอกว่า ธนบัตรของประเทศฉัน 1 ใบ แลกของเธอได้กี่ใบ

หากเป็นสมัยก่อนภายใต้ ระบบปริวรรตทองคำ(Gold Standard)
ธนบัตรแต่ละใบก็คือตัวแทนของทองคำ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ไม่ผันผวนวุ่นวาย
การค้าขายไม่จำเป็นต้องคำนวณความเสี่ยงอันอาจจะเกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนในสมัยนี้
แต่เมื่อนิกสัน ตัดความสัมพันธ์ระหว่าง ธนบัตร กับ ทองคำ ทิ้งไป ในปี 1971 ธนบัตรทุกสกุลบนโลก
ล้วนเทียบอัตราแลกเปลี่ยน กับ ดอลล่าร์ ซึ่งถือเป็นเงินสกุลหลัก (World?s Reserved Currency)

อย่างที่รู้ๆกัน เมื่อ พิมพ์ดอลล่าร์ออกมาเพิ่ม

-ค่าของเงินดอลล่าร์ ?ก็จะอ่อน? หรือ มองอีกด้านคือ

-ค่าของเงินสกุลอื่น ?ก็จะแข็ง?

หากประเทศนั้นๆ ไม่ต้องการให้สกุลเงินของตัวเอง ?แข็ง? วิธีการก็คือ ต้องพิมพ์เงินเพิ่ม
ออกมาให้อ่อนตามดอลล่าร์ อัตราแลกเปลี่ยนถึงจะ ?คงเดิม?

เช่น สกุลเงิน A
ดอลล่าร์ 1 ใบ = สกุล A 10 ใบ อัตราแลกเปลี่ยน คือ 1:10
เมื่อ พิมพ์ดอลล่าร์เพิ่มเป็น 10 ใบ สกุล A ต้องพิมพ์เพิ่มเป็น 100 ใบ
อัตราแลกเปลี่ยนถึงจะ 10:100 = 1:10 เท่าเดิม

จริงอยู่อัตราแลกเปลี่ยนเท่าเดิม แต่เงินในระบบเพิ่ม
จริงอยู่อัตราแลกเปลี่ยนเท่าเดิม แต่เงินเฟ้อ !

เมื่อสหรัฐอเมริกา พิมพ์เงินออกมาสู่ระบบมากขึ้นแล้วประเทศต่างๆ พยายามรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนโดยการพิมพ์เงินตามนั้น
ขอเรียกการกระทำของสหรัฐแบบนี้ว่า ?การส่งออกเงินเฟ้อ? (Export Inflation)

หากให้คุณบอกสินค้าซักชิ้นภายในบ้านที่ ผลิตจากสหรัฐ Made in USA. คุณอาจจะต้อง ?หา?
แต่หากให้คุณบอกสินค้าซักชิ้นภายในบ้านที่ ผลิตจากจีน Made in China มันอยู่ ?รอบตัวคุณ?

สิ่งที่สหรัฐส่งออกไม่ใช่สินค้า แต่กลับเป็น ?เงินเฟ้อ?

หากจำกันได้ เงินเฟ้อ คือ ภาษีที่มองไม่เห็น
(เพราะรัฐพิมพ์เงินเพิ่มเข้ามาเจือจางเงินเก่าในระบบ)
การพิมพ์ดอลล่าร์ ก็คือ การเก็บภาษีที่มองไม่เห็นจากทั่วโลก
เพราะปริมาณเงิน ดอลล่าร์ที่เพิ่มส่งผลให้เงินสกุลอื่นไม่มีทางเลือกนอกจาก

-ยอมให้แข็งค่า หรือ

-พิมพ์เพิ่มเข้ามาเจือจาง


นี่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ทั่วโลกมีเงินเฟ้อ ตลอดชีวิตของพวกเราเห็นแต่สินค้าขึ้นราคาทุกปี (ต่างจากยุคสมัยทวดของทวดเราที่สินค้าราคาคงที่หรือบางลดลง)
แล้วตัวต้นเหตุอย่างดอลล่าร์ล่ะ ? ทำไมดูเหมือนในประเทศเค้าเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควร ?

สาเหตุก็เพราะ ดอลล่าร์คือเงินสกุลหลักของโลกใบนี้ การซื้อขายสินค้ากันระหว่างประเทศ
เช่น น้ำมัน ต้องทำการ ออกใบเสร็จกันเป็นเงินสกุลดอลล่าร์
ทุกประเทศจึงมีความต้องการดอลล่าร์ ไปเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เพื่อทำการค้า
ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการดอลล่าร์แบบหลอกๆ (Fake Demand)

ไทยต้องปลูกข้าว กรีดยางพารา จีนต้องผลิตสินค้า ซาอุต้องขุดเจาะน้ำมัน ต่างจากอเมริกัน อยากซื้อสินค้าก็แค่ ?พิมพ์?
การพิมพ์เงินเพิ่มออกมาจากอากาศ ของสหรัฐ เป็นการใช้จ่ายเงิน ที่ตัวเองไม่ได้หา เพื่อไปซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่ได้ผลิต
ประชาชนและรัฐบาลใช้เงินมือเติบ สร้างหนี้สร้างสิน

หากนานาประเทศ เลือกที่จะใช้เงินดอลล่าร์ ซื้อสินทรัพย์ในอเมริกา เท่ากับว่า ดอลล่าร์ได้กลับประเทศ เมื่อนั้นเงินเฟ้อก็จะกลับสู่บ้านเกิด

แต่ส่วนมากนานาประเทศเลือกที่จะเก็บดอลล่าร์เป็นทุนสำรอง ด้วยเหตุนี้ เวลานั้นจึงยังไม่มาถึง

วงจรยังคงอยู่ได้ ตราบเท่าที่ ประเทศ เจ้าหนี้ หยวนๆ ยอมให้มันเป็น
และประเทศที่หยวนที่สุดก็คือประเทศที่มี สกุลเงินหยวน(Yuan)สมชื่อ อย่าง ?พญามังกรจีน?

จีนนั้นพยายามรักษาสมดุลของอัตราแลกเปลี่ยน จึงใช้นโยบาย ตรึงอัตราให้คงที่ไว้กับดอลล่าร์(Currency Peg)
(ทุกๆ 1 ดอลล่าร์แลกได้ 6.8 หยวน)ทำแบบนี้ก็เพื่อให้การค้ามีเสถียรสภาพ เมื่อ พิมพ์ดอลล่าร์เพิ่ม
จีนก็พิมพ์หยวนเพิ่มเพื่อซื้อดอลล่าร์เป็นการรักษาอัตราให้คงที่

ผลคือ ดอลล่าร์อ่อน หยวนก็อ่อนตาม สินค้าจีนจึงมีราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ
แรงงานจีนทำงานอย่าหนักอยู่อย่างอัตคัดขัดสน แลกกับเงินหยวนที่อ่อนคงลงตามดอลล่าร์ แต่ในทางกลับกัน สินค้ากลับขายดี!!
สินค้าจีนแดงถูกนำเข้าไปบริโภคในสหรัฐอย่างมากมาย ทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากับจีนอย่างรุนแรง

เราอาจะเคยได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆว่านักการเมืองสหรัฐ โจมตีจีนอย่างหนักว่าเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินตัวเอง(Currency Manipulator)
ให้อ่อนเกินความจริง เพื่อความได้เปรียบทางการค้า ???

เดี๋ยว ?? ประเดี๋ยวก่อน ??

ตัวเองใช้จ่าย - ช้อปปิ้งมือเติบเอง ไปโทษเค้า

ตัวเอง พิมพ์เงินให้อ่อนเอง จนเค้าต้องพยายามอ่อนตามเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการค้า กลับไปโทษเค้า

ตัวเองคือตัวการสำคัญที่บิดเบือนค่าเงินให้อ่อน ทำให้วุ่นกันไปทั้งโลก กลับไปโทษคนอื่น

มึนไปรึเปล่า ?

ระยะหลังรัฐบาลสหรัฐพยายามเรียกร้องให้ แข็งค่าเงินหยวน โดยบอกว่า จะเป็นผลดีกับจีนเอง ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
ประชาชนชาวจีน ก็จะได้รับประโยชน์ หลังจากที่ลำบากมานาน เคยแต่ส่งออกของถูกให้คนอื่น
หากทำเช่นนั้น จะได้ซื้อของถูก จากคนอื่นมาบริโภคบ้าง ดุลการค้าของสหรัฐก็จะได้ลดลง

ประเด็นนี้ สหรัฐ พูดได้ดี + พูดได้ถูก 100% เต็ม

แต่ฉุกคิดบ้างไหมว่า หากจีนปล่อยแข็งค่าเงินหยวน ผลที่ตามมาคือดอลล่าร์อ่อน
ประชาชนจากที่เคยเสวยสุขสินค้าจีนแดงราคาถูก ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว
จริงอยู่ ดุลการค้าจะลด แต่ไม่ใช่เพราะอเมริกาผลิตสินค้าส่งออกขายให้จีน

ลดเพราะ การนำเข้าสินค้าจากจีนลดลง
ลดเพราะ สินค้าจีนแดงจะขึ้นราคาจนซื้อหากันไม่ไหว

เมื่อนั้น ความสุขสบายจะย้ายข้าง ประชาชนชาวอเมริกาจะลำบาก และ เงินเฟ้อจากจีนก็จะมาแผลงฤทธิ์ที่สหรัฐแทน
ที่ผ่านมาจีนไม่ยอมแข็งค่าเงินหยวน แต่พยายาม เยียวยาปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศที่ปลายเหตุ โดย

1. ควบคุมราคาสินค้า (Price Control)

2. ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย (Increase Interest Rate)

แล้วก็ไม่ได้ผล เพราะรากเหง้าของปัญหาแท้จริงคือ ดอลล่าร์ ทางออกที่ถูกต้องคือเลิกตรึงอัตราแลกเปลี่ยน(Depeg)
ปล่อยหยวนให้แข็งค่า ส่งคืนเงินเฟ้อกลับสู่อเมริกา ประชาชนชาวจีนจะได้ลืมตาอ้าปากหลังจากลำบากกันมานาน

แต่จีนก็ยังไม่ทำ

หากใครเคยอ่านบทความเรื่อง แอปเปิ้ล VS. ส้ม คงจำกันได้ถึงสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพี่จีน
ที่ถือครอง ดอลล่าร์อยู่มหาศาล ว่ากันเป็นเลขกลมๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวจีน

49% คือ สินทรัพย์ ที่เป็นสมบัติของชาติ

49% คือ ดอลล่าร์

2% คือ ทองคำ ??

ไอ้ 49% บนกับ 2% ล่างไม่หนักใจ แต่กลุ้มไอ้ 49% ตรงกลาง ว่าจะทำยังไงกับมันดี
จะกระโตกกระตากก็กลัว วุ่นกันไปทั้งโลก จะช้า-อ่อยอิ่งมัวแต่ลีลา ก็เสื่อมค่าลงทุกวันๆ (QE3 QE4 มีแววได้เห็น)

จีนนั้นรอเวลาที่เหมาะสม
ไม่ว่าอเมริกา จะยุ จะยั่ว จะเกทับ ให้จีนขึ้นค่าเงินหยวนยังไง จีนก็นิ่ง

หากท่านทำผิด แล้ว ภรรยาโวยวาย ด่าทอ อันนี้ ไม่น่ากลัว โวยแล้วก็จบๆกันไป

หากท่านทำผิด แล้ว ภรรยาท่าน ?นิ่ง? ดูสงบและสุขุมอย่างประหลาด ขอให้ท่าน ระวังตัว !!

มังกรจีน ฉลาด,นิ่ง,และสุขุม รอจังหวะเหมาะๆอยู่ ระหว่างนี้ก็ทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรอง
หาทางหนีทีไล่ระบายดอลล่าร์ เริ่มตกลงทำการตกลงซื้อขายกับประเทศคู่ค้าโดยใช้เงินสกุลตัวเอง

เหล่านี้เป็นสัญญาณ

มวยคู่นี้ อเมริกา คอยปล่อยหมัดแย๊พเก็บคะแนน ขอเตือนว่าอย่าย่ามใจ
เพราะจีนรอปล่อยอัปเปอร์คัทหมัดเดียวสลบ เมื่อไหร่ที่จีนพร้อมและเหลืออดจนถึงที่สุด เมื่อนั้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:09
 ความคิดเห็นที่  14

ญี่ปุ่น สู้ !! (Japan Fighto Fighto !!)


ทุกวันนี้ เหมือนเราอยู่ในโลกที่วุ่นวายและเต็มไปด้วย ความไม่แน่นอน(Uncertainty)
ข่าวร้ายหลายๆ ข่าวเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ชนิดที่ไม่มีใครคาดฝัน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอนาคตจะจบลงเช่นไร
สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ ?เตรียมความพร้อม? ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
การเตรียมตัวเร็วไป 1 ปีย่อมดีกว่า รอให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นแล้วสายไปเพียง 1 วัน
ด้วยเหตุที่เรานั้นไม่รู้ว่า วิกฤตมันจะมาถึงเมื่อไหร่ ? ส่งผลร้ายแรงระดับไหน ?

วิกฤตการณ์จากภัยธรรมชาติ แม้ว่าจะมีการติดตั้งสัญญาณเตือนภัย ?ระบบ? ป้องกันอันทันสมัย
พอถึงเวลาที่เกิดขึ้นมาจริงๆ กลับรวดเร็วและรุนแรงจนตั้งตัวไม่ติด
ระดับความเสียหายรุนแรงเกินกว่าจะประมาณ นาทีชี้เป็นชี้ตายแบบนั้น
กลับหวังพึ่งสิ่งใดไม่ได้เลยนอกจาก ?ตนเอง?

ไม่ต่างจาก วิกฤตการเงิน (Currency Crisis)ที่กำลังจะมา
หลายคนไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น หรือคาดหวังว่า ?ระบบ? การเงินและเศรษฐกิจ
ที่ทุกๆ ประเทศวางเอาไว้ จะสามารถเตือนเราก่อนเวลามีปัญหาและแก้ไขให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี
แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะเมื่อถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆ
สิ่งเดียวที่เราพอจะหวังพึ่งได้ดีที่สุดก็คงเป็น ?ตัวของเราเอง? อีกเช่นเคย

แผ่นดินไหวที่เฮติ, นิวซีแลนด์, จีน ,และล่าสุดซึนามิที่ ญี่ปุ่น
ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องเยียวยาโดยเร่งด่วน
การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เลือกทำ
เหตุผลก็เพื่อฟื้นฟูประเทศให้กลับมาได้โดยเร็ว แต่ผลข้างเคียงที่คงเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ก็คือ ?เงินจะเฟ้อ? (Inflation)

ยุคข้าวยากหมากแพงจะกลับมาอีกครั้ง นั่นเพราะไม่มีรัฐบาลไหนมีเวทย์มนต์วิเศษที่จะเสกสรรอะไรให้ใครได้
สิ่งที่เค้าพอจะทำได้คือ เอา(Take) จากคนอีกกลุ่มหนึ่งไป มอบ(Give)ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

เงินปริมาณมหาศาลไหลเข้ามาสู่ระบบเมื่อไหร่จะทำการเจือจางเงินเก่าในระบบที่มีอยู่เดิมให้ด้อยค่าลงไป
ผู้ที่ไม่ประสบภัยพิบัติในประเทศ จำเป็นต้องเสียสละให้กับ ผู้ประสบภัยพิบัติ
ช่วยเหลือเกื้อกูลผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน เพราะในอนาคตชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศจะต้องเผชิญ
กับค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่ต่างจากช่วงสงครามในอดีตที่เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

ในแง่ของมนุษยธรรมแล้ว (Humanity)
ขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดจากใจจริง ความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ประเมินกันออกมาเป็นตัวเลขว่ามากมายมหาศาลแล้ว
ยังไม่เท่ากับหลายชีวิตที่ต้องจากไปของพี่น้องชาวญี่ปุ่นซึ่งไม่อาจจะมีสิ่งใดจะมาทดแทนได้

แต่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์และการเงิน (Economy)
ไม่มั่นใจว่าการแก้ปัญหาของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
การเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบถึง 8,000,000,000,000 เยน(คิดเป็น 98,000,000,000 ดอลล่าร์)
จะส่งผลทำให้ค่าเงินเยนด้อยค่าลงในอนาคต ราคาต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่จะต้องนำมาก่อร่างสร้างประเทศกันใหม่
เหล็ก ทองแดง น้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน


สหรัฐอเมริกาแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยการ พิมพ์เงิน พิมพ์เงิน และก็ พิมพ์เงิน
ไม่สมควรที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินรอยตามตัวอย่างที่ผิด


แล้วควรทำอย่างไร ??

สิ่งที่ควรทำคือ

1.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Increase Interest rate)

ไม่ใช่พิมพ์เงินอัดฉีดหรือแม้แต่ขายทองคำทิ้ง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะจูงใจให้ชาวญี่ปุ่นเก็บออมเงินเพิ่มขึ้น+ลดการใช้จ่ายลง
รัฐจึงจะสามารถนำทุนส่วนนี้ไปใช้บูรณะประเทศได้โดยเกิดปัญหาน้อยที่สุด ผลที่ตามมายังจะทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า

- เมื่อปริมาณเงินในรับถูกดูดออก (Contraction)
สอดคล้องกับปริมาณการผลิตสินค้าและบริการที่หดหาย (Contraction)จากภัยพิบัติ
เงินเฟ้อก็จะไม่เกิด

- หากเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (Expansion) ในขณะที่สินค้าและบริการหดหาย (Contraction)
ผลที่ตามมาคือความวุ่นวายจากพิษเงินเฟ้อเล่นงาน (เงินมากขึ้นในขณะที่สินค้าลดลง)

อย่าไปกังวลถึงเรื่องปัญหา การส่งออก(Export) จากการที่เงินเยนแข็งค่า
เพราะตอนนี้ การนำเข้า(Import)วัตถุดิบมาฟื้นฟูประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญกว่า.


2.ขายพันธบัตรสหรัฐ (Selling U.S. Treasuries)

การเทขายพันธบัตรสหรัฐทิ้ง ยิ่งเป็นสิ่งที่น่าทำ

เวลา บ้านพัง หัวหน้าครอบครัวต้องตัดสินใจนำ?เงินออม?ออกมาใช้
เพื่อแก้ไขปัญหา เพราะจุดประสงค์ของเงินออมก็เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

สำหรับญี่ปุ่นแล้วเก็บทุนสำรองในรูปแบบของพันธบัตรสหรัฐ มานานแสนนาน (885,900,000,000 ดอลล่าร์)
อยากถามธนาคารกลางญี่ปุ่นว่า นี่ฉุกเฉินแล้วหรือยัง ????

บางทีที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่กล้าขายพันธบัตรทิ้งเพราะเกรงว่าจะเป็นการจุดชนวนให้ดอลล่าร์ล่มสลาย (Dollar collapse)
แล้วนำมาซึ่ง วิกฤตการเงินโลก (Currency Crisis) หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหัวหน้าครอบครัวที่ไม่กล้าถอนเงินออม
เพราะกลัวธนาคารจะล้ม อย่างนั้นหรือ ?? แล้วแบบนี้จะมีเงินออมไว้หาพระแสงเลเซอร์ ทำไมกัน ??


คลื่นซึนามิสูง 10 เมตร + แผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์วันก่อน + อีก 6 ริกเตอร์วันนี้ + เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ก็ยังมาระเบิดซ้ำ
การดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาด รังแต่จะเป็นการซ้ำเติมประชานชาวญี่ปุ่นในอนาคตให้ต้องเจ็บปวดมากขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ

ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นจะคิดได้ซักนิด หันไปมองพันธบัตรสหรัฐที่นอนกองอยู่เฉยๆ(หนำซ้ำยังเสื่อมค่าลงทุกปีๆ)

แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาด !

คงถึงเวลาที่อะไรๆจะ ?ถูกต้องและสมควร? มากขึ้น
ประชาชนชาวญี่ปุ่นสมควรได้ใช้เงินออมก้อนนี้ ในขณะที่สหรัฐก็สมควรหยุดการใช้จ่ายอย่างมือเติบและสุรุ่ยสุร่าย
ประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ยากลำบากสมควรได้รับการบรรเทาในขณะที่ประเทศมหาอำนาจก็สมควรที่จะได้รับบทเรียน.



..................................................................................



รวมบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบภัยในญี่ปุ่น

ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในญี่ปุ่นกับ ครอบครัวข่าว 3
ชื่อบัญชี ครอบครัวข่าว 3 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยญี่ปุ่น
ธนาคารกรุงเทพ สาขา เอ็มโพเรียม
บัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 096-301-5995


กระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดรับบริจาคผ้าห่ม ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในญี่ปุ่น
โดยบริจาคได้ที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา หรือ
ที่กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุด เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ส่วนผู้ที่ต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคได้ที่
ธนาคารกรุงไทย สาขา สามยอด ชื่อบัญชี เงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่น
เลขที่บัญชี 002-0-271-468
บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์
หมายเลข 023-606799-0
และแฟ็กซ์ใบเปย์อิน เขียนชื่อและที่อยู่มาที่ 02 6524440
หรือแสกนส่งมาทางอีเมล์ที่ pr-fund-rc@hotmail.com
สอบถามเพิ่มเติมที่ 02 2564440 และที่ศูนย์บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ 1664
เพิ่มเติมที่ http://www.redcross....nformation/6215

ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีเดินสะพัดชื่อบัญชี ?มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิขย์เพื่อผู้ประสบภัย?
เลขที่ 111-3-90911-5 หรือบริจาคผ่านเครื่อง ATM เลือกหมวดอื่น ๆ / บริจาคการกุศล
โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะนำส่งมอบให้กับสภากาชาดไทย เพื่อนำไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center 02-777-7777

บัญชีบริจาคช่วยญี่ปุ่นของช่อง7
เลขบัญชี 001-9-42787-1 ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาสำนักเพลินจิต

ศูนย์ช่วยเหลือเหตุการณ์สึนามิฉุกเฉินของ คุณตัน ภาสกรนที http://www.facebook....194289643938717
หรือ http://www.facebook.com/tanmaitan
ญาติผู้ประสบภัยหรือผู้สูญหายต้องการความช่วยเหลือใน การประสานงานด้านภาษา ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ เพื่อติตต่อกับหน่วยงานที่ประเทศญี่ปุ่น
สามารถติดต่อแจ้งข้อมูล ได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือเหตุการณ์สึนามิฉุกเฉิน บ.ไม่ตัน จำกัด email : online@mai-tan.com
บัญชีธนาคาร กรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี น้ำใจไทยไม่ตัน ปันสู่ญี่ปุ่น
สาขาเพชรบุรีใหม่ ออมทรัพย์ เลขที่ 034-1-58888-1

TRUEMOVE : ช่วยเหลือคนไทยในญี่ปุ่น รับสายฟรี รับ SMS ฟรี โทรติดต่อ call Center 66891001331 ฟรี ถึง 13 มี.ค
ลูกค้าทรูมูฟแบบเติมเงินที่อยู่ในญี่ปุ่น ทรูมูฟเติมเงินให้ลูกค้ารายละ 1,000 บาทไว้ใช้งาน
รับ SMS ฟรี และโทรติดต่อ call center +66891001331 ฟรีถึง 13 มี.ค
AIS: ส่ง SMS แจ้งให้ลูกค้าที่ใช้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ สามารโทรกลับไทยได้ครึ่งราคา
และรับสายจากไทยฟรี ตั้งแต่วันนี้ ? 14 มี.ค. 54 ในญี่ปุ่นโทรเข้า Call Center ฟรีผ่านเบอร์ +6622719000 ถึงวันที่ 17 มี.ค.54
Dtac: ที่อยู่ญี่ปุ่น โทรกลับเมืองไทยครึ่งราคา รับสายจากเมืองไทยไม่เสียเงิน ถึง 14 มี.ค

เบอร์โทรฉุกเฉิน

เบอร์สถานทูตญี่ปุ่น (โตเกียว)(813) 3441-1386
สถานกงสุลใหญ่ในโอซาก้า (816)62629226-9
สถานฑูตญี่ปุ่น (โอซากา) (816) 6262-9226
คนไทยที่ต้องการติดต่อญาติที่ญี่ปุ่น ให้ติดต่อผ่านกรมการกงศุล หมายเลข 02 575 1046 -9 นอกเวลาราชการ 02 643 5000
สายด่วนสนามบินสุวรรณภูมิ สายด่วน 02 1321888 สอบถามข้อมูลเดินทางไปญี่ปุ่น
สอบถามสายการบิน CallCenter 021321888 สายการบินไทย 023561111 สาย การบินJapanAirline021342147 สายการบินNipponAir0213424034
ติดต่อสอบถามเที่ยวบินการบินไทย เที่ยวบินที่ไปญี่ปุ่น โทร 02-545-3181
สายด่วนแรงงาน โทร 1694
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ติดตามข้อมูล โทร.192 และ http://www.ndwc.go.th
ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย เปิดสายด่วนให้ประชาชนสอบถามข้อมูลได้ที่ 0-2621-9703-5 ตลอด 24 ชั่วโมง


หรืออีก 1 ช่องทางง่ายๆ ผ่านเฟซบุค
1 LIKE สมทบ ?ให้? 10 YEN

โออิชิ ขอชวนคนไทยมาร่วมกัน ?ให้? น้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศญี่ปุ่น โดยการ
- สมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาคหน้าร้าน
- กด Like ใน facebook.com/oishigroup ทุก 1 คลิก จะเปลี่ยนเป็นเงินบริจาค 10 เยน จากเรา
นอกจากนั้น โออิชิ ขอร่วมบริจาคเงินรายได้ 5% จากทุกร้านอาหารในเครือ
เพื่อให้คนญี่ปุ่นเข้าใจความหมายของคำว่า ?ให้? จากคนไทยทุกคน

ขอบคุณข้อมูลจาก M-Thai


.............................................................................


ปล. - บทความนี้ไม่ได้พูดถึงทองเลย ไว้ตอนหน้าเราจะมาว่ากันถึง
บทบาทและหน้าที่ของทองคำในยามวิกฤตกันครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:16
 ความคิดเห็นที่  15

ดาบสองคม (Double-edged sword)

มีคนถามว่าการลงทุนในโอกาสทอง(จริงๆ) ควรลงทุนแบบไหนดี ?
(Gold Future หรือ Gold Bar) วันนี้เราจะมาพูดคุยกันครับ


การเล่น Gold Future เวลากำไรนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูง
ในขณะที่เวลาขาดทุนหรือผิดพลาดก็จะขาดทุนไม่น้อย (High Risk - High Return)
บางคนจึงมองว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำนั้นคือ ดาบสองคม

ถูกอย่างที่ว่ากัน......

เพียงแต่ดาบเล่มนี้ สองด้านมันคมไม่เท่ากัน ไอ้ด้านคมตัดทำกำไรเปรียบไปก็คมเหมือนมีดหั่นผัก
ในทางกลับกันด้านที่จะมาตัดเราคมกริบอย่างกับมีดหมอผ่าตัด นั่นทำให้เราต้องระมัดระวังตัวในการเทรดเป็นอย่างมาก

หากใช้ให้ถูก-ใช้ให้เป็น การมีดาบซักเล่ม สำหรับลุยในสนามการลงทุนย่อมให้ผลตอบแทนดีกว่าไปแบบมือเปล่าๆ
น่าเสียดายที่น้อยคนจะประสบความสำเร็จและใช้มันเป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บางคนกลับต้องโดนบาดเข้าเนื้อซะเอง จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดจากตลาดด้วยซ้ำ

การลงทุนในGold Future จึงจำเป็นต้อง

มีวินัยและข้อมูลพื้นฐาน+เทคนิคที่ดี ไม่ลงทุนเกินกำลัง

รู้ความเคลื่อนไหว รู้เท่าทันธรรมชาติการตั้งราคาของตลาด

ที่สำคัญ เหนือสิ่งอื่นใด(ยากที่สุด)คือมี ความมั่นคงทางอารมณ์สูง
สามารถควบคุมจิตใจได้ไม่หวั่นไหวหรือตื่นตระหนกเกินไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยมปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล

มีความสมดุลระหว่างความโลภ (Greed) และ ความกลัว (Fear)
(ไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป)

สุดท้ายมีการเตรียมทางหนีทีไล่และแผนสำรองเอาไว้เป็นอย่างดี

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ?จำเป็นต้องมีเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บตัว?
ขอย้ำอีกครั้งว่าน้อยคนจะทำได้ เพราะหากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป โอกาสพลาดมีสูง

ผมเริ่มเทรดGFมาตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ามาเปิดตลาดในบ้านเรา (กุมภาพันธ์ 2009)
ถึงทุกวันนี้ก็ยังติดตามอยู่ เรียกได้ว่ารู้ไส้รู้พุงตลาดนี้พอสมควร ไม่ใช่ว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะตลาดแต่วิธีการมันไม่ได้เหมาะสำหรับคนทุกคน
เกิดผิดพลาดขึ้นมาเกรงว่าจะ เสียทั้งเงิน+เสียสุขภาพจิต เอาง่ายๆ


โกลด์ฟิวเจอร์ (Gold Future)- Zero sum-game

เป็นสัญญากระดาษที่เมื่อครบกำหนดสัญญาก็ไม่ได้มีการส่งมอบทองคำกันจริงๆ
แต่ใช้การนำราคาปิดมาคำนวณ เคลียร์กันเป็นตัวเลขกำไรขาดทุนในพอร์ต
ราคาก็ไม่ได้มีมาตรฐานแต่ตั้งกันจากราคาเสนอซื้อ ? ขายซึ่งขึ้นกับอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดเป็นส่วนใหญ่

หากใช้เป็น มันคืออาวุธชั้นยอดในการทำกำไร (แต่ก็ได้มาจากความสูญเสียของอีกฝ่ายในตลาด)
บางคนบอกว่านี่คือ Zero sum-game แท้จริงแล้วไม่ใช่

Zero sum-game อธิบายง่ายๆคือเกมส์ที่ ผลต่างกำไรขาดทุน ผลลัพธ์สุดท้ายตอนจบออกมาเป็น ศูนย์

ยกตัวอย่างเช่น คุณเล่นไพ่ กับเพื่อน 4 คน นำเงินมาคนละ 1,000
ตอนตั้งวงมีเงินอยู่ในระบบ 4,000 บาท
พอจบเกมส์ คนนึงกำไร-คนนึงขาดทุน คนกำไรก็กินเงินคนที่ขาดทุน
ตอนลุกเลิกเงินในระบบรวมก็ยัง 4,000 ไม่เปลี่ยนแปลง

Note : การพนันเป็นสิ่งไม่ดียกตัวอย่างเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น (ฮา)


การตัดเค้กแบ่งขนมก็เป็น Zero sum-game ลงขันกันไปซื้อแล้วตัด
ชิ้นที่ใหญ่จะไปกินส่วนชิ้นที่เล็ก ตัดเสร็จแล้วเหมือนบางคนขาดทุนบางคนกำไร
แต่เค้กก็ก้อนเท่าเดิมเหมือนตอนก่อนตัด

แต่ GF ไม่เชิงว่าใช่ คนกำไรได้ส่วนของคนที่ขาดทุนจริง แต่มีค่าคอมมิชชั่นที่ต้องเสียแน่ๆ (ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน) เข้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งเป็นไปตามกติกาของตลาด อีกทั้งราคาก็มีพรีเมี่ยมอันเนื่องมาจากระยะเวลาล่วงหน้าในอนาคตมาเกี่ยวข้อง
นักลงทุนจึงต้องศึกษากฎระเบียบดีๆก่อนเข้าเทรด


คำว่า โอกาสทอง(จริงๆ) เป้าหมายผมคือพยายามสื่อสารและพาคนเข้าร่วมในโอกาสทองครั้งนี้
ให้มากที่สุด + เสี่ยงน้อยที่สุด
พาหนะที่เหมาะสำหรับทุกคนจึงเป็น การลงทุนในของจริง จับต้องได้จริง
ไม่ใช่กระดาษที่ใช้หลักการทวีคูณเพื่อเก็งกำไรใดๆทั้งสิ้น (แต่หากคุณมีความเชี่ยวชาญก็มิได้ห้ามแต่อย่างใด)


?ทองคำแท่ง? (Gold Bar)

เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าไม่มีทางกลายเป็นศูนย์
ไม่มีต้นทุนในการเก็บรักษา เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มี ?คนกลางมากั้น? ระหว่างเรากับทรัพย์สินของเรา

- หากคุณเก็บออมเป็น ธนบัตร คนที่คั่นกลางระหว่างคุณกับสินทรัพย์ของคุณคือ ?รัฐบาล? (เพราะมีรัฐบาลเป็นประกันว่ามันจะยังคงใช้ได้และมีค่า)

- หากคุณเก็บออมเป็น สมุดบัญชีเงินฝาก คนที่คั่นกลางระหว่างคุณกับสินทรัพย์ของคุณคือ ธนาคารและรัฐบาล
(ลองนึกภาพช่วง ประกาศพรก.ฉุกเฉินใหม่ๆ ธนาคารหยุดทำการหลายวัน
ถอนเงินไม่ได้ / ตู้เอทีเอ็มไม่มีเงินให้กดออกแม้ว่าจะมีเงินในบัญชีเราเองก็ตาม)

-หุ้น-กองทุน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สัญญากระดาษและตัวเลขล้วนๆคนคั่นกลางที่เห็นชัดๆคือ บริษัทหลักทรัพย์

ต่างจากทองคำ ไม่ใช่เจ้าของร้านทองหรือช่างทำทอง ที่จะเป็นคนกลางมาคั่น
ทองคำมีความเป็นสากล (Global) ใช้ได้ทั่วโลกเป็น เงินที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาที่สุด (Honest Money)
ไม่เหมือนธนบัตร (Fiat Currency) ที่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ไม่จำกัดแล้วอัดฉีดเข้ามาในระบบ

เมื่อคุณถือทอง คุณถือครองโลหะ (Precious Metal) ที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง
หากคุณไม่บอกใคร ไม่มีพนักงานธนาคารคนไหนจะมารู้ว่าคุณมีทองเท่าไหร่ ราคาไหน
จะซ่อนหรือเก็บไว้ที่ใด ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ สินทรัพย์อยู่ในมือคุณ
เป็นเรื่อง ส่วนตัวระหว่างคุณกับสินทรัพย์ของคุณโดยแท้


โอกาสทอง(จริงๆ) : ระยะประชิด

หากคุณไม่เชื่อว่า โอกาสทอง(จริงๆ) จะเกิดขึ้น ผิดที่ผมเองที่สื่อสารออกไปไม่ดี เพราะผมยังขอยืนยันว่ามันมาแน่ๆ

แต่หากคุณเชื่อใน โอกาสทอง(จริงๆ) สิ่งที่คุณควรทำคือ

ทยอยสะสม (Acumulate) และซื้อตอนมันลง (Buy the dip) ตามกำลังของแต่ละท่าน

เทรดทำรอบในอัตราส่วนของพอร์ทที่น้อย เพราะ เราไม่มีทางรู้ได้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไหร่ วันไหน ทางเดียวที่จะไม่พลาดคือ
มีทองติดพอร์ทเอาไว้ตลอด ราคาจะพุ่งวันไหนไม่มีใครรู้
คนที่เดินเข้าเดินออกบ่อยๆจึงเสี่ยงต่อการตกจรวดเพราะ ?จรวดลำนี้ไม่มีการนับถอยหลังเตือนก่อนยิง?
ทำงานหารายได้ตามปกติ เมื่อมีเงินเก็บเพิ่ม ฉวยโอกาสตอนลง ?ซื้อสะสม?

เพราะ โอกาสทอง (จริงๆ) ไม่ใช่เกมส์ทายราคาสูง-ราคาต่ำ แต่เกมส์นี้ วัดกันที่ใครมีปริมาณทองคำมากกว่ากันต่างหาก !
หากคุณซื้อได้ถูกและมีเยอะยิ่งดี แต่เพราะไม่มีใครรู้ราคาที่ต่ำที่สุดของแต่ละรอบได้ การมีทองสะสมในปริมาณที่มากกว่าจึงได้เปรียบ

ยกตัวอย่างเช่นมีสมาชิกท่านหนึ่ง
สมมุติว่าชื่อ คุณBIG
(ขออนุญาตใช้นามสมมุตินะครับ เดี๋ยวทุกคนจะรู้ว่าคือ คุณYai Carmungwed)

คุณBIG มีความเชื่อมั่นและเฝ้ารอทองที่บาทละ 23,000 ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ได้ราคานี้ไม่มีทางปล่อย (น่าชื่นชม)
สมมุติว่า ในอนาคตคุณ BIG ไม่ผิดหวังและมันมาจริงๆ (ซึ่งผมเชื่อว่ามา)


อะไรจะดีกว่ากันระหว่าง

A. ซื้อทองได้ราคาถูกบาทละ 19,000 แต่ซื้อแค่ 10 บาท

B. กับอีกคนที่ซื้อแพงที่ราคาบาทละ 20,000 แต่ซื้อ 20 บาท

เมื่อ 23,000 มาจริงๆ คนที่ซื้อได้ถูก = กำไร 40,000
แต่คนที่ซื้อแพงกว่าถึงบาทละพันกลับ = กำไร 60,000
นี่คือ คณิตศาสตร์อย่างง่ายที่คำนวณได้เอง (ยิ่งหากคุณซื้อได้ถูก+ซื้อได้เยอะด้วยยิ่งดี)

ถึงบรรทัดนี้ บางท่านอ่านแล้วรู้สึก ?ขัดใจ? ไปบ้าง ต้องขออภัยด้วยครับ
แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันข้างหน้าคุณจะ ?เข้าใจ?
ในสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารออกไป

?วันหนึ่งราคา (Price) ของทองคำจะไม่มีความหมาย
ปริมาณ (Quantity) ทองคำที่คุณถือครองอยู่ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่า?


ในอดีตJohn embry หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ Sprott Asset Management ได้เคยกล่าวไว้ว่า
?Investors should not be focused on the dollar value of the gold and silver that they own
but rather on the number of ounces that they possess?

ผมเข้าใจในสิ่งที่เค้าพูด และเฝ้ารอให้วันนั้นมาถึงอย่างใจเย็น

มีวลี(Phase)บทนึงที่ชอบมาก
และเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดี ขอมอบทิ้งท้ายให้คุณ BIG
และเพื่อนๆสมาชิกทุกท่านครับ

? Good things come to those who wait ?
: สิ่งดีๆจะเิกิดขึ้น กับผู้ที่รู้จักอดทนรอ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:18
 ความคิดเห็นที่  16

ใบที่ 24 (Number 24)

วันนี้วันหยุด ขอคุยเรื่องสบายๆบ้างนะครับ กระทู้จะได้ไม่เครียดมาก
พอดีหันไปมองข้างฝา เห็นใบเซียมซีที่ผมเองติดเอาไว้ดูเมื่อนานมาแล้ว
เลยอยากจะเล่าสู่กันฟังถึงที่มาที่ไปของเซียมซีใบนี้ซักหน่อย
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจการเงินโลกหรือปัจจัยพื้นฐานทองคำเหมือนที่ผ่านๆมานะครับ
วันนี้ ?โหราศาสตร์? ล้วนๆ

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน .... หลายๆบรรทัดต่อจากนี้

เมื่อครั้งที่ผมยังหนุ่มๆ(หนุ่มกว่านี้) ผมเริ่มศึกษาเรื่องทองคำและเศรษฐกิจโลก
รวมถึงความเป็นจริงของระบบการเงินที่เราใช้กันอยู่ จนพบว่า ทองคำจะเป็นโอกาส
"ทองคำ" คือคำตอบที่จะพาเราออกจากระบบเมททริกซ์การเงินที่ซับซ้อนและเอาเปรียบเราได้

จึงเริ่มจัดพอร์ทการลงทุน
แรกๆก็เน้นไปที่ ทองคำ ศึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ มีคนสอนว่าการลงทุนจะให้ปลอดภัย
ต้อง กระจายความเสี่ยง (Diversification)
ผมก็เลยซื้อทั้งทองคำและแร่เงิน (Gold and Silver) (ฮาาา)

แต่ก็เหมือนนักลงทุนมือใหม่ทั่วๆไป
ที่แม้จะมีความมั่นใจในข้อมูลแต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่า

คิดถูกหรือเปล่า ?

มาถูกทางหรือไม่ ?

เงินที่ลงไปก็ไม่ใช่น้อย ถ้ามีอะไรพลิกผันเกินคาดเกิดขึ้น -- ทำให้เราเสียหายล่ะ ?

มีคำถามมากมายในหัว

ยิ่งเวลาราคาตลาดผันผวนไม่ดั่งเป็นใจ อารมณ์ก็คุมไม่ได้พลอยจะแกว่งตามไปด้วย

-เวลาที่เป็นแบบนี้สิ่งที่ผมทำคือ ศึกษาเพิ่มเติมอย่างหนักเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

-เวลาที่เป็นแบบนี้สิ่งที่ผมทำคือ ไปทำบุญ !!

ไม่ใช่เครียดแล้วไปนะครับ มีโอกาสก็แวะไปทำตามปกติวัดแถวบ้านมีเยอะครับ
ว่างๆก็ไปทำสังฆทานและให้อาหารปลาบ้าง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย
ทุกครั้งต้องไป ?เสี่ยงเซียมซี? เพราะที่นี่รับประกันความแม่น !
ชอบมากครับ ถามอะไรตอบอย่างนั้น

แต่ละใบคำทำนายก็หลากหลาย ร้ายบ้าง ดีบ้าง ปะปนเหมือนเซียมซีทั่วๆไป
แต่เสี่ยงทายทีไร เหมือนอ่านใจเราออก เหมือนได้ยินที่เราถาม ใครที่ติดตามผมมาตลอดย่อมทราบดี
ผมไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล ไม่ใช่คนงมงาย ย่อมไม่คิดไปเองแน่นอน

ที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นครั้งที่ไปทำสังฆทานให้คนรู้จักกันเพราะเค้าคิดสั้นฆ่าตัวตาย
(ขออนุญาตพูดถึงและแบ่งบุญที่สั่งสมมาให้เค้าอีกครั้งครับ)
หลังจากทำเสร็จก็ไปเสี่ยงเซียมซี เจ้าประจำ
ถามถึงว่า เค้าว่าคิดยังไง-เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ปกติเสี่ยงที่นี่ผมมักจะได้ใบที่ดี หรืออย่างน้อยก็ทำนายกลางๆ ให้ระวังนู่นนี่ตามประสา แต่วันนั้น

ร้ายทั้งใบ !!!

ผมจำได้ว่า เบอร์ 8 แต่ไม่กล้านำกลับมาเพราะร้ายมาก
ประโยคแรกเปิดฉากมาก็พูดทำนองว่า

? เปรียบเหมือนต้นพฤกษามณฑาทองรากแก้วต้องขาดไปอยู่ไม่ทน ?


ขนลุกครับ!!!


? ถามของหายหายากลำบากตน ถามหาคนเนื้อคู่ไม่สู้ดีแม้นถามเรื่องเป็นความไม่ขามเข็ด
ไม่สำเร็จสู้ยากต้องบากหนี ถามหาลาภเล่าไซร้ก็ไม่ดี จบที่แปดเท่านี้ไม่ดี เอยฯ ?

หมายเหตุ : ข้อความ Serch หาจากเนท เจอแล้วใช่เลยว่าใบนี้แหละครับ




ทำเอาเพื่อนๆที่ไปด้วยอึ้งและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ?คงจะได้ถูกใบตามที่อธิษฐานถามแล้วล่ะ?

วกกลับมาเรื่องการลงทุนทองคำ ก็พลาดไม่ได้ครับที่จะไปขอเสี่ยงทายดูบ้าง
วันนั้นที่ไปผมต้องเขย่าเสี่ยงทายถึง 3 ครั้ง !!!

ที่ต้องหลายครั้งเพราะ ผมเสริมความแม่นยำด้วย ไม้เสี่ยงทาย (เช้งปวย)
เมื่อได้หมายเลขที่ต้องการแล้วผมจะโยนไม้เสี่ยงทาย ถามย้ำด้วย
ตามหลักการทำงานของไม้เช้งปวยแล้วหากออกมา

คว่ำทั้งคู่ แปลว่า ไม่ใช่ , ไม่ได้ , ไม่รับ

หงายทั้งคู่ แปลว่า ไม่มีความเห็น , ให้ตัดสินใจได้เอง

คว่ำหนึ่งอัน-หงายหนึ่งอัน แปลว่า ใช่ , ได้ , รับ , ถูกต้อง ฯลฯ

แน่นอนว่าหมายเลขที่ผมจะไปหยิบต้องตามมาด้วยการโยนไม้แล้วออก คว่ำอันหงายอันเท่านั้น!!
เสี่ยงทายสองครั้งแรก ไม้เช้งปวยไม่คอนเฟิร์ม ผมจึงไม่นับ
จนครั้งที่สามได้หมายเลข 24 ออกหงายคว่ำจึงเป็นอันจบ


ผมอธิษฐานในใจก่อนเสี่ยงทายไว้แบบนี้ครับ

"ขอถามเรื่อง การลงทุนในทองคำ ว่ามาถูกทางหรือเปล่า ?
ตัดสินใจถูกหรือเปล่า ? โปรดช่วยชี้นำทางให้ด้วย"....

เมื่อได้หมายเลข 24 แล้วได้รับการยืนยันผมจึงเดินไปที่แผง



ลองนึกภาพตามนะครับ ...............

แผงเซียมซีมีทั้งหมด 24 หมายเลข (นั่นหมายความว่าผมได้หมายเลขสุดท้าย)
ใบที่ 1-23 นั้นเรียงเป็นปึกๆ สามารถดึงไปอ่านได้หมดยกเว้นใบที่ 24 (ไม่สามารถดึงไปได้)
เหตุผลก็เพราะ มันเหลืออยู่แค่ใบเดียวครับ !! แถมยังเป็น ใบที่เก่า ? เหลือง ? กรอบ
ตัวหนังสือบางส่วนเลือนต้องเติมด้วยดินสอ ในขณะที่เบอร์อื่นๆ ใหม่กันหมดและมีหลายใบ

ทำไม ??? ผมคิดในใจ ใบนี้แหละ ใช่แล้ว..

เมื่อเอากลับมาไม่ได้ จึงใช้มือถือถ่ายรูปไว้แล้วค่อยกลับมาอ่านที่บ้าน
ระหว่างขับรถกลับลุ้นนิดๆถึงคำทำนายว่าจะออกมาอย่างไร

ผลที่ออกมาคืออย่างนี้ครับ



ใบเซียมซีหมายเลข 24

ที่ ยี่สิบสี่นี้ว่า ช้า ๆ หน่อย
จึงจะค่อยเสร็จงามในความหวัง ผลที่ไกลจะใคร่รู้จงดูฟัง คิดยับยั้งรอไปได้สมปอง
อย่าหุนหันเหิมฮึกนึกประมาท จักอนาถนอนเพลียเสียข้าวของ
แมันรอไว้เหมือนว่าได้ ม้าทอง ตามทำนองอุปมาบรรดามี

จะได้พบอุปถัมภ์บำรุงรัก ประเสริฐศักดิ์ชี้ช่องให้ผ่องศรี อย่าเดือดเนื้อร้อนใจไปไยมี ช้า ๆ ดีเร็วด่วนไม่ควรการ
ธุระอยู่ยังหนทางไปไม่มีภัยทั่วสิ่นถิ่นสถาน โรคที่หนักจักหายไม่วายปราณ ถึงเป็นนานหายหนอจะขอทาย
เรื่องลาภยศมีดอกจะบอกให้ ต่อนานไปคงจะสมอารมณ์หมาย
ถ้าเป็นความเคืองขุ่นดูวุ่นวายสู้ไม่ได้กล่าวแก้ว่าแพ้ เอย ฯ


แม่นไม่แม่นแล้วแต่จะพิจารณากัน แต่วันรุ่งขึ้นผมรีบจัดพิมพ์ใบเซียมซีใบนี้เพิ่มเติมแล้วนำไปถวายวัด
เพื่อให้คนที่ได้ใบนี้สามารถดึงกลับไปได้ไม่ต้องถ่ายรูปแบบผม เพราะเป็นใบที่ดีจริงๆ

หลังจากนั้นการรอคอย+ไม่หุนหันเหิมฮึกนึกประมาท ทำให้พอร์ทการลงทุนให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจมาจนถึงทุกวันนี้
ผมจึงนำใบเซียมซีติดไว้ที่ข้างฝาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ


แต่หนทางข้างหน้ายังไม่จบครับ หากเซียมซีใบนี้แม่น วันนึงผมต้องได้ ?ม้าทอง?
หากผมได้ทุกท่านก็ต้องได้ด้วยเพราะนั่นหมายถึงพอร์ทผมมีกำไรเพิ่มเติมและราคาทองขึ้น

เล่าสู่กันฟังจบแล้ว ก็ขออวยพรให้วันหนึ่ง เพื่อนๆสมาชิกทุกท่านได้ "ม้าทอง"
สมดังใจรอคอยนะครับ.....




ปล. เซียมซีนี้ตั้งอยู่ที่ วัดศาลเจ้า จังหวัดปทุมธานี อยู่ในศาลาเล็กๆแยกออกมา
ภายในมีพระสังกัจจายองค์โต ปิดทองเหลืองอร่ามประจำอยู่ ใครอยากไปทำบุญเชิญนะครับ
เสาร์-อาทิตย์มีตลาดนัด ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดขึ้นชื่อ รวมทั้งของอร่อยๆมากมาย ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่การให้อาหารปลาสวายตัวโตๆ
นับหมื่นๆตัวริมแม่น้ำ ได้เที่ยว + อิ่มท้อง และ อิ่มบุญ สาธุๆ ครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:24
 ความคิดเห็นที่  17


ระยะประชิด (Closer look)

ในอดีตหากมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบนโลกของเรา
สิ่งแรกที่นักลงทุนมักจะทำคือ ?ขายทิ้งทุกอย่างถือเงินสด?
(Cash is safe heaven)

แต่สถานการณ์ทุกวันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น เหตุการณ์ความรุนแรงและภัยพิบัติเกิดขึ้นบนโลกเรามากมาย
แต่ ดอลล่าร์อินเด็กซ์ (USDX) กลับยังอยู่ในเทรนขาลง

ที่ผ่านมามาตรการพิมพ์เงินสารพัดชื่อ : Stimulus package + Bailout + QE1+QE2
รวมถึงแว่วว่า QE3 QE4 จะมา ทำให้นักลงทุนถึงจุดที่ต้องบอกกับตัวเองว่า ?พอกันที? (enough is enough)
สหรัฐคือตัวการที่ตั้งกฎการเงินใหม่ให้นักลงทุน กฎนั้นก็คือ

?เงินสดไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยเสมอไป?


เงินสดนั้นดีต่อ ?การใช้?
(มันถึงถูกเรียกว่า Currency ซึ่งมาจากคำว่า Current ที่แปลว่าปัจจุบันและต้องหมุนเวียนอยู่ตลอด)
แต่มันไม่ดีต่อ ?การเก็บ? เพราะจะเสื่อมค่าลงในระยะยาว

ระบบการเงินนี้ลงโทษคนที่ฝากเงิน โดยปล่อยให้ ดอกเบี้ยเงินฝาก ต่ำกว่า อัตราเงินเฟ้อ (จนลง)

ระบบนี้ลงโทษคนที่ มีรายได้เท่าเดิมในขณะที่ค่าครองชีพสูงปรับตัวสูงขึ้นตลอด

ระบบนี้ให้รางวัลกับนักการเมืองและฝ่ายที่สนับสนุนตัวเองแต่ลงโทษซ้ำกับฝ่ายตรงข้าม

ระบบนี้ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นคนจนยิ่งจนลง

ระบบนี้ คือ ระบบที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่และคนส่วนใหญ่นั้นก็คือ ?ผู้ถูกเอาเปรียบ?

ถึงวันนึงเมื่อคนส่วนใหญ่ตื่นขึ้นและเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ก็ถึงเวลาที่
?ประวัติศาสตร์การเงินจะซ้ำรอยเดิม?

เร็วๆนี้ รัฐ Utah สหรัฐอเมริกา พยายามจะผ่านกฎหมายประกาศให้ ทองคำและเงิน (Gold and Silver)
สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) หรือพูดง่ายๆว่าสามารถใช้แทน ?ธนบัตร? ได้ในเขตการปกครองของรัฐ
นี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำในเรื่องที่เราได้พูดคุยกันมาโดยตลอด ถึงความหมายของคำว่า เงินที่แท้จริง (Real Money)

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเงินในรัฐนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะอีก 13 รัฐกำลังพิจารณาผ่านกฎหมายในลักษณะเดียวกัน
( รัฐ : Colorado, Georgia, Montana, Missouri, Indiana, Iowa, New Hampshire, Oklahoma
, South Carolina, Tennessee, Vermont and Washington )

หญ้าได้ถูกแหวกและงูก็เริ่มจะตื่น..

หากดอลล่าร์ไม่มีปัญหา คงไม่มีความจำเป็นต้องมีตัวเลือกอื่นมาทดแทนให้เหนื่อย
แต่เพราะความจริงแล้วสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก (สำหรับประชาชนที่ยังถือครองเงินดอลล่าร์อยู่)

อภิมหาเงินเฟ้อ (Hyperinflation) ถ้าจะเกิดขึ้นคงไม่ต่างจาก อภิมหาซึนามิ (Tsunami)
ที่ซัดมาเร็วและทำลายทุกอย่างในเวลาชั่วพริบตา อำนาจการซื้อ (Purchasing Power) ของเงินฝากหรือทุนสำรองที่เก็บอยู่ในรูปแบบของ ?ดอลล่าร์?
จะถูกซัดหายไปในเวลาอันรวดเร็วไม่ต่างจากคลื่นที่ซัดบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างในญี่ปุ่น.

ประชาชนชาวซิมบับเว (ต้นทศวรรษที่ 20) หรือชาวเยอรมันนี (ในปี 1923)
ตื่นขึ้นมาพบว่าเงินฝากที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งหมด ไม่พอแม้แต่จะจ่ายแค่อาหารเช้าเพียง 1 มื้อ.

สิ่งเหล่านี้ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้นกับ สหรัฐ
ผู้เตรียมพร้อมจะสามารถประคองตัวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้
ผู้ที่ไม่เชื่อหรือคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจริง เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างก็คงจะสายเกินไป


ทุกวันนี้ ธนาคารกลางของอเมริกาคือผู้ซื้อ 70% ของพันธบัตรสหรัฐ (เพิ่มจาก 10%)
หลายๆประเทศเริ่มส่ายหน้าที่จะให้กู้เพิ่ม

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น (ถือครองพันธบัตรอันดับ2) เงินจำนวนมากจำเป็นต้องใช้เพื่อฟื้นฟูประเทศในอนาคต
พันธบัตรสหรัฐ มองยังไงๆ ก็เป็นแหล่งทุนชั้นดีที่ควรขาย ต่อให้เก็บไว้เรื่องจะซื้อเพิ่มเหมือนเมื่อก่อนคงหวังยาก

พญามังกรจีนผู้ที่ถือครองพันธบัตรเป็นอันดับ 1 ลดประมาณการซื้อลงอย่างฮวบฮาบชนิดไม่ไว้หน้า
หนำซ้ำยัง ?เลิกเก็ก? เปลี่ยนจากที่ไม่ยอมระบายดอลล่าร์มาเป็นเททิ้งอย่างโจ่งครึ่ม (ขายทิ้งมา 3 เดือนติดต่อแล้ว)

อีกรายคือผู้ซื้อพันธบัตรสหรัฐรายใหญ่ที่สุดจากภาคเอกชนอย่าง กองทุน Pimco ก็ตัดสินใจ
เทขายทิ้ง US. Treasury ล้างพอร์ทไปแล้ว(จาก 150 Billion dollar เหลือ 0) เงินดอลล่าร์กำลังไหลกลับเข้าสู่ประเทศ
เงินเฟ้อที่เคยส่งออกไปทั่วโลกกำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

จีนมีเจตนาที่จะผลักดัน เงินหยวนให้เป็นเงินสกุลหลักของโลก
พร้อมทั้งประกาศทำการซื้อขายระหว่างกันเป็นเงินหยวนกับประเทศพันธมิตรที่มีความพร้อม

จีนเร่งสะสมทองคำและแร่เงินอย่างหนัก 2 เดือนแรกของปี 2011 นำเข้าทองคำไปแล้วถึง 200 ตัน !!
รวมทั้งที่ขุดเองก็ไม่มีการว่าจะส่งออก

สิ่งเหล่านี้ ?เป็นแผน?


สถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Middle East) ที่ตรึงเครียดมาเป็นเวลานานยิ่งกดดันให้
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีก ไม่เฉพาะแต่ประเทศที่มีสงคราม หรือ ประสบภัยพิบัติเท่านั้น

ภาวะข้าวยากหมากแพง กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ข้าว น้ำมันปาล์ม ยางพารา แป้งสาลี นุ่น ข้าวโพด น้ำตาล น้ำมัน ราคาปรับตัวขึ้นทำสถิติ
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งไม้ต่อดันให้ราคา สินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับตัวขึ้นในอนาคต (Cost-push inflation)

หากคนส่วนมากรู้ว่า ต่อไปสินค้า จะแพงขึ้น เค้าก็จะยิ่งซื้อตุน
ยิ่งซื้อตุน สินค้าก็ยิ่งขาดตลาด ยิ่งขาดตลาด ก็ยิ่งทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีก
ที่ผ่านมา กระบวนการควบคุมราคาสินค้า และการจัดการของรัฐบาลมีประสิทธิภาพแค่ไหนคงไม่ต้องบอก
ยิ่งเข้าแทรกแซงราคายิ่งทำให้กลไกตลาดเสีย

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลาง ส่วนหนึ่งก็มาจากสาเหตุนี้
ประชาชนต้อง ?จ่ายแพงเกินไป? ในขณะที่ ?รายได้น้อยเกินไป?
50% ของรายได้ต้องใช้เพื่อจ่ายเป็นค่าอาหารสำหรับประชาชนในอียิปต์ ในขณะที่ สูงถึง 70-80% ในลิเบีย

ประชาชนเริ่มถามหาความชอบธรรมของผู้นำในการบริหารประเทศ
ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ห่างขึ้นๆ จนกลายเป็น ?คนละข้าง?
การเข้าแทรกแซงของชาติตะวันตก กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
จรวดที่ปูพรมทิ้งลงไปเป็นร้อยลูก หมายถึง งบประมาณมหาศาลที่ถูกผลาญลงไปเพื่อการนี้

ตั้งแต่โอบาม่าเข้ารับตำแหน่ง งบประมาณทางการทหารถูกใช้เฉลี่ยสูงถึง 1 Trillion ต่อปี
(สำหรับ 700 ฐานประจำการของทหารสหรัฐใน 135 ประเทศ)
นอกเหนือจากการพิมพ์เงินแล้ว สงครามคือ อีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นในเกิดเงินเฟ้อรุนแรง
ระเบิดทุกลูกที่ลงไป หมายถึง งบประมาณหลายล้านที่หายวับไปกับตาโดยไม่ได้สร้างผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

หนี้สิน+ดอกเบี้ยติดตัวก็ ท่วมหัวอยู่แล้ว ยังกล้าใช้+กล้าพิมพ์

คิดแล้วเครียด


ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นจิ๊กซอว์ ที่มีจำนวนชิ้นมากพอ
หากค่อยๆลงมือต่อก็จะเห็น ?เป็นภาพ?
ภัยธรรมชาติ สงครามกลางเมือง ภาวะหนี้สาธารณะในชาติตะวันตก นโยบายพิมพ์เงินอย่างมหาศาล
เงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง สารพัด โลกเราวุ่นขนาดนี้ คงถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวรับมือกันในระยะประชิดซะที

เกราะป้องกันภัยที่จะช่วยเราได้ คือ เกราะทองคำ
คำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ คือ ราคาทองซื้อได้หรือยัง ? ซื้อเลย ? หรือว่า รอย่อลงก่อนแล้วค่อยซื้อ?

ผมคงต้องขออนุญาตถามก่อนว่า คุณวางเป้าหมาย ไว้อย่างไร ?
หากลงทุนโดยไม่มีเป้าหมาย คงคล้ายกับคนหลงทาง เดินสะเปะสะปะ
การเข้าซื้อทองคำ จึง ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

หากวัตถุประสงค์เพื่อ เก็งกำไรระยะสั้น วันสองวันซื้อ เพื่ออาทิตย์หน้าขาย ลงช้อนใหม่ทำกำไรระยะสั้น
ขออภัยที่ผมไม่มีความสามารถจะบอกได้จริงๆ ควรศึกษาจาก ปัจจัยทางเทคนิค (Teachnical analysis) จะเหมาะสมและช่วยได้เยอะกว่า

แต่หากเป้าหมายคือ ลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว (6 เดือนขึ้นไป) การหาราคาเข้าไปซื้อไม่ใช่เรื่องยาก
ทยอยสะสมได้ทุกราคา ยิ่งเก็บเป็นทองคำแท่ง ไม่มีต้นทุนการเก็บรักษาและระยะเวลามากำหนด
ความเสี่ยงต่ำแต่ความอดทนรอต้องสูง ผลตอบแทนจึงจะคุ้มค่า

ขอยกตัวอย่างจาก Casey Reserch ตามกราฟนี้



ย่อลง 83% (เดิม 562 x 397) - คลิกที่นี่เพื่อขยาย




สถาบัน Casey Reserch ให้ราคาของโอกาสทองจริงๆไว้ที่ 6,200$ สาเหตุก็เพราะ
โอกาสทองจริงๆ (ครั้งที่ 1) ทองขึ้น 24.28เท่า จากจุดต่ำสุด (35---850$)
หากโอกาสทอง(จริงๆ) จะเกิดขึ้นอีกครั้ง
จากจุดต่ำสุดของรอบนี้คือ 255.95$ (ในปี 2001)
ทองก็ควรขึ้นไปถึง 6,200$ โดยประมาณ

จากกราฟจะเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะซื้อราคาไหน ณ จุดที่เราอยู่ มันไม่แพงทั้งนั้น
เมื่อเทียบกับเป้าหมายในอนาคต

6,200 คิดเป็นกว่า 4 เท่าของราคา ณ ตอนนี้
ฟังเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ 10 ปีที่ผ่านมามันก็ขึ้นกว่า 4 เท่ามาให้เราเห็นแล้วไม่ใช่หรือ ?

หากคุณซื้อราคานี้แล้วเกิดโชคร้าย ราคาทองลดลง 100$ คิดเป็น 7%
แต่เป้าหมายลู่วิ่งขึ้นของคุณคือ 400% ถ้าวันนั้นมันมาถึงจริงๆ
คุณจะดีใจที่กำไร 400% หรือ เสียใจที่วันนั้นไม่ได้ซื้อถูกไปกว่านี้อีก 7%??
Upside กับ Downdside เทียบกันไม่ได้เลยครับ

บางคนกังวลใจว่า ถ้าฟองสบู่ทองคำแตกล่ะ ? ขายไม่ทัน ? จะทำยังไง ?

หากคุณเชื่อว่า ราคาตลาดคือสิ่งที่บอกทุกอย่างในตลาด
ปัจจัยทุกอย่างกลั่นกรองมาแล้วว่า ราคา คือ ผลลัพธ์ หากเราไม่มองปัจจัยใดๆทั้งสิ้น (เพราะต้องอธิบายกันยาว)
แต่ดูที่ราคาอย่างเดียว ถือว่า ราคาที่เป็นอยู่มีเหตุและผลรองรับอยู่แล้ว เรามาไล่ดูกัน

โอกาสทอง (จริงๆ) ครั้งที่ 1
ทองขึ้นจาก 35$ ไปจบที่ 850$ หลังจากนั้นก็ ฟองสบู่ทองคำแตก ตกลงมาอยู่ที่ 250$
ทำไมต้อง 35 ทำไมต้อง 850 ทำไมต้อง 250 ? เอาสั้นๆว่าปัจจัยพื้นฐานทุกอย่างกำหนดให้ตัวเลขเป็นแบบนั้น


หากเราถือว่าในช่วงอายุของพวกเรา 350$ คือราคาเริ่มต้น
ฟองสบู่จะส่งทองไป 8,500$ ก่อน หลังจากนั้นจะแตก แล้วตกกลับมาที่ 2,500$
ทำไมต้อง 350 ทำไมต้อง 8,500 ทำไมต้อง 2,500 ?

ผมลอกตัวเลขชุดเก่ามาครับ

นั่นหมายความว่าต่อให้ฟองสบู่ทองแตกแล้วเราขายไม่ทัน ทองก็ยังจะแพงกว่าวันนี้ ?อีกเท่าตัว?

สมเหตุสมผลหรือไม่ ? อยู่ที่ท่านเป็นคนตัดสิน ผมไม่ได้รับประกันว่ามันจะเกิดขึ้น
เพราะผมไม่เก่งพอจะมองอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่สิ่งเดียวที่ผมเชื่อว่าไม่โกหกเราคือ ?อดีต?
- ในอดีต ?เหตุ? แบบนี้ส่งให้ ?ผล? เป็นอย่างไร
หาก ?เหตุและปัจจัยแบบเดียวกัน? เกิดขึ้นอีก ก็พอจะคาดเดา ?ผล? ที่จะเกิดขึ้นได้

- ความเสื่อมศรัทธาในดอลล่าร์ ปี 1980 ส่งให้เกิด ?ผล? แบบนั้น
ความเสื่อมศรัทธาในดอลล่าร์ ที่กำลังจะเกิดในยุคของพวกเรา ?ผล?จะเป็นอย่างไร

สุดแท้อยู่ที่แต่ละท่านจะพิจารณากันครับ


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:30
 ความคิดเห็นที่  18

เรื่องเล่าจาก Fort Knox (Fort Knox story)


?เรื่องที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อจากนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล ตัวผู้เขียนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เพียงแต่อยากจะนำเสนอให้ได้พิจารณาประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น
หากมีข้อสงสัยทางผู้เขียนแนะนำให้ศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งยินดีพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น?

เตือนกันก่อนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็เขียนได้เต็มที่ไม่มีกั๊ก
วันนี้ ?สนุก? ครับ


เรื่องของเรื่องสืบเนื่องมาจากต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีข่าวทำนองว่า
ธนาคากลางของจีน จะทำการยกระดับทุนสำรองทองคำให้มากขึ้น
ถึงขนาดที่ว่า ?ให้มากกว่าทองคำที่มีอยู่ใน Fortnox สหรัฐอเมริกา?(8,133 ตัน)

รายละเอียดของข่าว : คลิ๊ก.. China may increase gold reserves beyond 'Fort Knox' level ? Hale


ทองคำของสหรัฐนั้นถือว่ามากเป็นอันดับ 1 ของโลก นั่นหมายความว่าหากธนาคารกลางจีนต้องการ
เพิ่มทุนสำรองทองคำในคลังให้มากกว่า ก็จำเป็นต้องเก็บเพิ่มอีก ถึง 8 เท่า จากที่มีอยู่ (1,054 ตัน)

หลังจากข่าวนี้ออกไป Jim Sinclair (Mr. Gold) ได้คอมเม้นท์เพียงสั้นๆว่า

? หากจีนต้องการแบบนั้น ซื้อทองแค่ 1 ออนซ์ก็พอ...? !!??

ลุงจิมหมายความว่าอย่างไร ?

สิ่งที่เค้าบอกทำให้ผมนึกถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งของ Ron Holland เมื่อปีก่อน



Ron Holland คือ 1 ในคณะกรรมการที่ปรึกษาของบริษัท Major Swiss management รวมทั้งเป็นบรรณาธิการร่วม (Co-editor)
ของรายงานการเงินที่มีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่งในสวิส (ชื่อว่า Mountain Vision )
รอนยังเป็นนักเขียน หนังสือEscape the Pension Trap คือหนังสือที่สร้างชื่อให้กับรอนเป็นอย่างมาก (จากทั้งหมด 3 เล่มที่เค้าแต่ง)
มีประสบการณ์ในแวดวงการเงินกว่า 40 ปี ไต่เต้าจากโบรกเกอร์จนสุดท้ายมาเป็นประธานบริษัท
นอกจากนี้ยังเป็น วิทยากรบรรยาย เขียนบทความและรายงานการเงิน ในอินเตอรเนทอยู่เสมอๆ ตามโอกาสต่างๆ

สรุปว่า มีตัวมีตน พอจะเชื่อถือได้

คืนวันหนึ่ง รอน ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน
แต่ไม่มีโอกาสได้เจอกันมากว่า 20 ปีแล้วเพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่ง

เพื่อนคนนี้ของรอน ก่อนเกษียณ ทำงานอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุนทองคำ

ในอดีตเป็น ?ผู้บริหารตำแหน่งใหญ่โต?
แต่ปัจจุบัน ?เป็นมะเร็ง?

เค้าต้องต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางรักษาได้หาย
ในระหว่างการสนทนา รอน ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบตามประสาเพื่อน
พร้อมแนะนำทางเลือกในการรักษาโรคร้าย.

แต่ถูกขัดจังหวะ

"รอน..ขอบใจในความหวังดีและเป็นห่วงเป็นใย แต่ผมไม่ได้โทรมาหาคุณเพื่อจะพูดถึงเรื่องสุขภาพของผม
ผมเองแอบหวังว่าจะมีปาฏิหารย์สามารถเอาชนะโรคร้ายนี้ได้ แต่ ที่โทรมาวันนี้เพราะต้องการจะพูดถึง
เหตุการณ์ๆหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง
แต่วันนี้ผมจะบอกกับคุณ เพื่อให้เรื่องนี้แพร่กระจายออกไป เพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ความจริง
เรื่องของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ทองคำสำรองของสหรัฐที่ Fortknox
ผมได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของคุณที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจโทรหาคุณ"

เรื่องมันเป็นอย่างนี้

อย่างที่รู้ ผมเป็นคนชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ดื่มเบียร์ตามผับกันบ้างหลังเลิกงาน
คืนหนึ่งในปี 2005 ผมดื่มอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นโบรกเกอร์หุ้น
ก็เมาท์เรื่องเงินๆทองๆกันเป็นปกติธรรมดาเหมือนอย่างเคย
แต่คืนนั้น หนึ่งในเพื่อนร่วมก๊วนได้เจอคนรู้จักในผับ

ผมจำชื่อเค้าไม่ได้ แต่ก็มาร่วมก๊งด้วยกัน เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งเสร็จจากโปรเจคงานที่รัฐ Kentucky
ทำอยู่ที่นั่นถึง 18 เดือน

ผมถามเค้าว่า "เค้าทำอาชีพอะไร"
เค้าบอกว่าเค้าเป็น "ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้าและประปาที่ Fort Knox"

แน่นอนว่าเราเพิ่งรู้จักกันและเค้าไม่รู้ว่าผมทำธุรกิจที่เกี่ยวกับทองคำ ผมจึงถามเค้าไปว่า
คุณได้มีโอกาสเข้าไปในอาคารเก็บทองคำหรือไม่? (Depository building)
เค้าหัวเราะและตอบว่า ?แน่นอน..เรารับเหมาเดินระบบทั่วทั้งอาคาร
ระบบที่นั่นค่อนข้างเก่าหน้าที่เราคือซ่อมแซมและทำให้มันสมบูรณ์?


สูดลมหายใจ .... มาถึงคำถามที่นักลงทุนทองคำทั่วโลกอยากรู้

ตกลงใน Fort Knox มีทองมั๊ย ? "So is there any gold at Fort Knox?"

เค้าหันไปมองรอบๆผับ อึกอักเล็กน้อยก่อนหัวเราะแล้วตอบว่า

?ในนั้นมีแต่ความว่างเปล่า หากจะมีทองคำที่ Fort Knox ก็คงจะอยู่ที่ฟันทองของยามเท่านั้นแหละ
ผมสามารถเข้าออกอาคารได้ทั่ว มุกที่ชอบแซวยามเล่นเป็นประจำคือ วันนี้ทองคำที่เฝ้าเป็นยังไงบ้าง ??
"The place is totally empty and the only gold at Fort Knox is in the teeth of the guards.
I had full access to the building and the running joke we had with the guards was 'how was the gold today."

อย่าลืมว่าชายคนนี้ไม่รู้ว่าผมทำธุรกิจเกี่ยวกับทองคำและก่อนหน้านั้นเราก็ได้ดื่มกันไปพอสมควรแล้ว

หมายเหตุเพื่อความยุติธรรม : ทองคำอาจจะถูกฝังอยู่ใต้อาคารที่ว่างเปล่า หรือ
ทอง 8,000 ตันอาจจะได้ขนย้ายออกไปก่อนที่ผู้รับเหมาจะเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยก็เป็นได้

แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ ทองคำใน Fort Knox ไม่ได้รับการตรวจนับ (Audit) มากว่า 50 ปีแล้ว
ไม่เฉพาะประชาชนชาวอเมริกันแต่รวมถึงคนทั้งโลก สมควรที่จะได้รับรู้ ?ความจริง?

วุฒิสมาชิก Ron Paul จากรัฐเท็กซัสเป็นผู้หนึ่งที่ได้พยายามผลักดันกฎหมาย
ที่จะเข้าตรวจสอบทองคำที่ Fort Knox รวมถึงตรวจสอบการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐที่บริหารโดย เบน เบอร์นันเก้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ในปี 1980 Ron Paul สมัยที่เคยดำรงตำแหน่งใน Gold Commision เคยพยายามจะเสนอให้สภาคองเกรส
ตรวจสอบทองคำมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่จากผู้มีสิทธ์โหวต 17 คน 15 คนยกมือให้ ?ไม่ต้องมีการตรวจสอบ? เรื่องจึงตกไป

Ron Paul กล่าวว่า "ถ้ามีทองอยู่จริง มีข้อกังขาแบบนี้ทำไมเค้าไม่รีบทำการพิสูจน์ให้พวกเราได้รับรู้ ??"
"If there was no question, you'd think they would be very anxious to prove
to us that the gold is there," said U.S. Rep. Ron Paul

มันจะยากตรงไหน??

?Our Federal Reserve admits to nothing, and they should prove all the gold is there.
There is a reason to be suspicious and even if you are not suspicious why wouldn?t you have an audit?
เฟดควรพิสูจน์ตัวเองว่าทองคำยังอยู่จริง มีเหตุผลที่ทำให้มันน่าสงสัย ไม่อย่างนั้นทำไมไม่ตรวจสอบ ?

Ron paul ยังสนุบสนุนระบบการเงิน Monetary System ให้กลับไปใช้ ระบบปริวรรตทองคำ (Gold Standard) อย่างเก่าอีกด้วย
มีลุ้น! ทั้งเรื่อง Audit the Fed และ Gold Standard เพราะ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
วุฒิสมาชิกท่านนี้ได้รับการโหวตคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ (CPAC straw poll)

ก่อนน้านี้ สมาคม GATA (Gold Anti-Trust Action Committee)
ก็ได้จ้าง William J.Olson บริษัทกฎหมายเวอร์จิเนีย
ให้ทวงถามโอบาม่าถึงคำสัญญาที่เคยบอกว่า
การบริหารงานของรัฐบาลเค้าจะต้องมีความโปร่งใสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
?an unprecedented level of openness?

ผลจะเป็นอย่างไรต้องติดตามในระยะประชิดกันต่อไป

แต่เรื่องราวต่างๆทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ นำมาร้อยเรียงกันก็ยิ่งทำให้ น่าคิด

หากคุณมองว่าเรื่องนี้เป็นแค่ข่าวลือไม่มีหลักฐานยืนยัน
ก็ขอให้ถือว่าที่ผมเขียนไปเป็นแค่สีสันในวงการทอง นำมาพูดคุยกันสนุกๆ

แต่หากคุณมองว่าเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นแค่?เรื่องคุยกันในวงเหล้า? ธรรมดาๆทั่วไป
?ซื้อทอง! แล้วกอดไว้แน่นๆครับ?

เพราะบางทีคุณซื้อเพียง 1 แท่งก็อาจจะมากกว่าทองคำสำรองทั้งหมดใน Fort Knox
อย่างที่ Jim Sinclair ว่าไว้ก็เป็นได้

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:34
 ความคิดเห็นที่  19

สงครามทองคำ(The Gold War)

มีบุคคลอยู่ท่านหนึ่ง ที่แม้ไม่ได้อยู่ในแวดวงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
แต่กลับเป็นที่รู้จักในวงการอย่างกว้างขวาง มีแฟนคลับมากมายที่ติดตามงานเขียน
และการนำเสนอเรื่องราวๆ ต่างจากเค้า ผ่านทาง Blog หรือ Facebook

เพื่อนๆสมาชิกที่ติดตามกระทู้นี้มาโดยตลอด ก็คงเคยได้อ่านงานเขียนจากเค้า (ที่คุณ Mor_lek ช่วยนำมาโพสต์อยู่บ่อยๆ)
อ่านแล้วนับเป็นบทวิเคราะห์ที่ ตรงเป้าตรงประเด็นและเป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องกับ โอกาสทอง (จริงๆ) ที่เราพูดคุยกันอยู่
จนเพื่อนสมาชิกบางท่านถึงกับสับสนว่า ผมกับคนๆนี้คือคนคนเดียวกัน

มิบังอาจครับ

ข้อมูลที่ผมสื่อออกไป เปรียบเปรยก็คงเป็นแค่ Intro ของเพลง ถ้าจะฟังเนื้อแบบเต็มๆ รวมถึงท่อนฮุคและตอนจบ
คงต้องติดตามข้อมูลจากบุคคลท่านนี้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องทองคำ แต่ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจโลก ศาสนา ปรัชญาความเชื่อ
รวมไปถึง "ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด" ทุกอย่างถูกผูกเชื่อมโยงสัมพันธ์กันหมด

หากใครต้องการศึกษาเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แนะนำให้ลองไปตามอ่านกันดูครับ

Facebook หรือ Blog ของเค้าชื่อ The Gold War

และบุคคลท่านนี้ก็ชื่อ คุณ Jimmy ครับ

แรกๆที่คุณจิมมี่ เขียนบทวิเคราะห์ลง Blog ได้อ่านแล้ว ยอมรับว่า ?โดนใจ?
การนำเสนอข้อมูลในลักษณะนี้ หากคนๆนั้นไม่มั่นใจในข้อมูลที่มีอยู่จริง คงไม่กล้าที่จะสื่อออกไป
บางเรื่องดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็ ?จริง? ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ยิ่งในประเด็นเรื่องของทองคำ อ่านแล้วได้แต่พูดกับตัวเองว่า ? ใช่ อืม..ใช่ ใช่ ?

คุณจิมมี่เขียนถึงผมบ่อยครั้ง (รวมถึงครั้งนี้ที่ผมกำลังจะนำมาให้อ่านกันด้วย) เลยขออนุญาตเขียนถึงคุณจิมมี่บ้าง
ขอบพระคุณนะครับ สำหรับข้อมูลบทวิเคราะห์ต่างๆ และ ไมตรีจิตที่มีให้กันเสมอมา (ซึ้งครับซึ้ง)

และต่อไปนี้เป็นข้อความที่คุณจิมมี่เขียนถึง โอกาสทอง (จริงๆ) ครับ

Jimmy

เขียน ไปเขียนมาก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วครับ ถ้านับเริ่มต้นจากการเขียนเรื่องพื้นฐานของทองคำในช่วงปลายปี 2009
และได้พาผู้อ่านหลายๆท่านติดปีกบินไปในหลายๆเรื่อง ที่ลึก ไกลและกว้างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ไปกันไกลมากแล้วครับ
จนลืมไปว่าแล้วผู้อ่านที่เข้ามาใหม่ล่ะจะเริ่มตรงไหนดี เพราะหลายๆท่านเห็นข้อมูลแล้วก็อาจจะมึนครับ ว่าทำไม่มันเยอะแยะมากมายขนาดนี้

ซึ่ง ทั้งหมดนี่แหละครับคือเรื่องเดียวกันหมด คือโครงข่ายการจัดระเบียบโลกใหม่หรือ New World Order
ที่เป็นทิศทางที่โลกใบนี้กำลังถูกบังคับให้เดินไป ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ และเต็มใจหรือไม่ก็ตาม สถานการณ์ในโลกใบนี้ทุกด้าน
กำลังดำเนินไปอย่างรุนแรงและเข้มข้นในทุกๆ ด้านครับ ทั้งในด้านเศรษฐกิจโลก การเมืองโลก การสงคราม ภัยพิบัติ
หรือจะว่าไปแล้วแทบจะทุกๆด้านก็ว่าได้ครับ

เรื่อง หนึ่งที่ผมนำเสนอและเน้นมาตั้งแต่แรกเริ่มเลย ก็คือเรื่องของ "ทองคำ" ซึ่งในบล๊อกของผมจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนระยะยาว
และเพื่อการป้องกันความ เสี่ยงซะมากกว่าครับ ส่วนเรื่องการลงทุนระยะสั้นเพื่อทำกำไรหรือการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์
ถือว่าเพื่อ "ความบันเทิง" หรือให้ได้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็แล้วกันครับ แต่เมื่อไหร่ที่คุณทุ่มลงไปสุดตัวแล้ว
ความบันเทิงจะหายทันที แต่ "ความเครียด" จะเข้ามาแทนที่ครับ หลายท่านที่เคยลองแล้วก็คงจะเข้าใจครับว่าผมหมายถึงอะไร
ส่วนนึงนั่นก็เพราะความไม่แน่นอนของตลาดทองคำนั่นเอง

มี คำถามมากมายจากผู้อ่านที่เพิ่งเข้ามาที่นี่หรือในเฟสบุ๊คครับว่า ถ้าจะลงทุนในทองคำจะเริ่มจากตรงไหนดี
คำตอบที่ผมตอบได้เลยทันทีคือ...เรื่องมันยาวครับ นั่นก็เพราะว่าไม่รู้ว่าจะตอบในแง่มุมไหนก่อนดี
เพราะจะว่าไปแล้วก็มีตั้งแต่ขั้นพื้นฐานคือประวัติศาสตร์ของทองคำย้อนหลังไป หลายพันปี
จนถึงขั้นจะเอาให้ทันเกมส์กลุ่มขาใหญ่นักทุบราคาในระดับโลกเลยก็มี ...ก็พอตอบให้ได้ครับ

แต่ โพสต์นี้ผมจะแนะนำ พื้นฐานการลงทุนในทองคำผ่านหนังสือซักเล่มหนึ่ง ก็คือ หนังสือ "โอกาสทอง(จริงๆ)"
ซึ่งผู้เขียนท่านก็เขียนได้ครอบคลุม ลึกซื้ง แต่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แม้ว่าท่านจะไม่มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์
การเงินใดๆ มาก่อนเลย ซึ่งตรงนี้สำคัญมากครับ เพราะหนังสือในลักษณะเดียวกันนี้มีเยอะครับ แต่ที่อ่านแล้วเข้าใจ
หรือที่จะทำให้เรารู้ในเรื่องที่ควรรู้จริงๆน่ะ หายากถึงยากมากครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังสือทางวิชาการที่ใช้ภาษาสูงๆ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

ผู้เขียนท่านนี้ที่มีนามปากกาว่า " Nexttonothing " ท่านก็ให้โอกาสแวะเวียนมาแสดงความคิดเห็นในบล๊อกนี้มาช้านานด้วยเช่นกันครับ







รูป ด้านบนก็คือรูปเล่ม หน้าปกหนังสือ โอกาสทอง (จริงๆ) โดยคุณ Nexttonothing
ซึ่งเนื้อหาของหนังสือจะเหมาะสำหรับท่านใดที่กำลังศึกษาเรื่องทองคำ เพื่อการลงทุน ลดความเสี่ยง
และรองรับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสำหรับผมแล้วทองคำในวันนี้ไม่ใช่เพื่อการสะสม
เพื่อแสดงความมั่งคั่ง หรือเป็นเพียงเครื่องประดับ ดังความเชื่อที่พวกเราเคยมีมาในอดีต แต่มันจะเป็น "เครื่องมือหลัก"
ตัวหนึ่ง ในการต่อสู้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ และพิษภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังเป็นเงาดำทะมึน
อยู่ต่อหน้าเราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ครับ

เนื้อหาของหนังสือจะครอบคลุมถึง :

ทุกวันนี้คนเราทำงานเพื่อแสวงหาเงิน แท้จริงแล้ว เงินคืออะไร ?

ทำไมราคาสินค้า ถึงต้องแพงขึ้นทุกปี ?

ทำไมไปธนาคารไม่ว่าสาขาไหน มีธนบัตรใหม่ ให้เราแลกได้ตลอด แล้วแบงค์เก่ามันหาย ไปไหน ?

ทำไมคนเป็นนักการเมือง ถึงรวย และ รัฐบาล ดูเหมือนจะมีเงินใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด

ทิศทางราคาทองคำ จากนี้ไป จะเป็นอย่างไร ?

ทำไมราคาทองคำถึงขึ้นราคา อะไรทำให้ทองขึ้น ? อะไรทำให้ลง ?

คำแนะนำของผมคือทุกๆ คนควรซื้อทองคำครับ ... ทำไมล่ะ ?

-?- จะหายไป เมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบ มุมมองต่อโลกการเงินของคุณจะเปลี่ยนไป
และพบว่าแท้จริงแล้ว เรื่องพวกนี้ ไม่ได้ยากหรือซับซ้อนอะไรเลย ที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว :


******************************************************************************************

ซึ่ง โดยส่วนตัวผมได้อ่านเนื้อหาไปมากพอสมควรครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้เขียนสามารถถ่ายทอดรายละเอียดที่เป็นเนื้อหาเกี่ยว
กับเงินๆทองๆ ที่เป็นเรื่องปวดหัวสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ ให้กับผู้ที่จะได้อ่านทุกเพศทุกวัยเข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ
และหากท่านใดสนใจสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็สามารถสั่งซื้อไปที่ผู้เขียนได้โดยตรง ก็คือ คุณ Nexttonothing ที่อีเมลล์

" ogadthong@gmail.com "

โดย สอบถามข้อมูล ปัญหา ข้อสงสัย รายละเอียด การชำระเงิน และการจัดส่งทุกอย่างกับผู้เขียนได้โดยตรงเลยครับ
โดยที่ผมและบล๊อก The Gold War Phase II ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆทั้งสิ้น อีกเช่นเดิมครับ...

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:36
 ความคิดเห็นที่  20

ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ (Liberty Dollar)

จาก Article เรื่อง ?ระบบ Gold Money?
ผมเคยเขียนทิ้งท้ายไว้ว่า

วิกฤตการเงินที่กำลังจะเกิดในอนาคตพร้อมกับราคาทองคำที่จะปรับตัวสูงขึ้น
บางทีเราจึงไม่จำเป็นต้อง "ขายทอง" เมื่อเวลานั้นมาถึง
แต่เราอาจจะต้อง "ใช้มัน" แทนก็ได้


วันนี้มีเรื่อง จะต้องคุยกันต่อครับ

เราอยู่ในระบบการเงิน ?ที่สุดแสนจะพิลึก? ก่อนหน้านี้มนุยษ์เราใช้ทองคำและแร่เงิน (Gold and Silver)
เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนกันมาได้เป็นพันๆปี ถ้าจะออกตั๋วใช้กระดาษกัน
ก็จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลังตามปริมาณตั๋วที่พิมพ์ออกมา (Gold Standard)
ไม่ใช่ระบบกระดาษล้วนๆ (Fiat Currency) ที่ไม่มีอะไรค้ำเหมือนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

สาเหตุเดียวที่มันเป็นอย่างนั้นก็เพราะ ?รัฐบาลต้องการให้มันเป็น?

แล้วพวกเราจะทำอะไรได้ ? ทุกวันนี้ปริมาณคนซื้อทองคำเพื่อเป็นการทางเลือกในการถือเงินสดเริ่มมากขึ้นๆ
หลายคนเริ่มจะตาสว่าง หลายคนเริ่มจะเข้าใจ
มุมมองต่อโลกการเงินของเค้านั้นเปลี่ยนไป ยาเม็ดแดงเริ่มจะออกฤทธิ์

ทุกวันนี้

หากคุณเห็นคนมีเงินฝากเท่าไหร่เอาไปซื้อทองเก็บไว้หมด
คุณจะว่า เค้าบ้าทอง หรือ เค้ารู้และเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบการเงินในปัจจุบัน ?

หากคุณเห็นคนมีรายได้ประจำ พอเงินมาไปซื้อทองเก็บสะสมไว้ทุกเดือนๆ
คุณจะว่าเค้าบ้าทอง หรือ เค้ากำลังออมเงิน ?

ถ้าถึงขั้น มีคนกล้าเอาทองคำหรือแร่เงินไปจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของล่ะ
คุณจะคิดว่าเค้าเพี้ยน หรือ เอ....ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ ?


หากคุณคิดว่า เข้าท่าดีเหมือนกันนะ คุณคิดเหมือนคนๆนี้ครับ

เบอร์นาร์ด วอน นอตเฮาส์ (Bernard Von NotHaus)






ผมขอเรียกสั้นๆว่า ?เบอร์นาร์ด?
นายคนนี้มองเห็นความเป็นไปของระบบการเงิน ไม่ต่างจากคนที่อ่านกระทู้โอกาสทอง(จริงๆ)มาตั้งแต่ต้น
เค้าทนไม่ไหวกับความความฉ้อฉลของธนาคารกลางที่สามารถ พิมพ์ พิมพ์ พิมพ์เงินออกมาได้ตามอำเภอใจ
จนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง

สิ่งที่เค้าทำคือ ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ หรือ สกุลเงินทางเลือก (Alternative Currency) !!!

เริ่มต้นในปี 1998 นายเบอร์นาร์ดเกิดปิ๊งไอเดีย ผลิตสกุลเงินขึ้นใช้เอง-โดยไม่ง้อรัฐ
เอาทองคำและแร่เงินมาทำเป็นเหรียญ รวมถึงผลิตธนบัตรขึ้นมาเอง

หลักการก็ไม่มีอะไรมาก

หากเป็นเหรียญทองคำแท้ หรือ เงินแท้ (แม้จะเป็นยี่ห้อ Liberty Dollar)
ก็มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว สามารถนำไปใช้ซื้อข้าวของทั่วไปได้ ?ด้วยตัวของมันเอง?

หากเป็นธนบัตรกระดาษยี่ห้อ Liberty Dollar คนที่ถือครองมันไว้สามารถนำมาแลกเป็นทองคำหรือแร่เงินเมื่อไหร่ก็ได้
หากเอาไปใช้ซื้อของในร้านค้า เจ้าของร้านเมื่อรับชำระด้วยธนบัตรนี้ ก็สามารถนำมาขึ้นทองคำหรือแร่เงินกับบริษัทของนายเบอร์นาร์ดได้

สรุปว่า ธนบัตร Liberty Dollar ทุกใบค้ำด้วยทองคำและแร่เงินจริงๆ 100% เต็ม

นี่เป็นเรื่องจริง!! แถมฮิตซะด้วย !!



ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่รู้ถึงที่มาและที่ไปของ ?เงิน? ที่ใช้กันอยู่ในกระเป๋า
แต่สำหรับ Liberty Dollar แล้ว ที่มาที่ไปชัดเจน เพราะมันคือตัวแทนของ ?ทองคำและเงิน?

เหรียญและธนบัตรรับผิดชอบการผลิตโดยบริษัท Sunshine Minting ตั้งอยู่ที่รัฐไอดาโฮ (Idaho)
มากกว่า 5 ล้าน (ลิเบอร์ตี้) ดอลล่าร์ ถูกหมุนเวียนใช้จ่ายในระบบ เริ่มจากวงเล็กๆขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
ร้านค้าบางร้านถึงขนาดขึงป้ายผ้าใบ ?ประกาศรับลิเบอร์ตี้ ดอลล่าร์ในการชำระค่าสินค้า?

บางคนที่ไม่เคยเห็นลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์มาก่อน อาจจะอึกอักบ้างในตอนแรก
แต่ด้วยความที่เหรียญนั้นเป็นทองคำแท้ๆ เงินแท้ๆ
คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจรับในภายหลัง

นายเบอร์นาร์ดได้ทดลองนำลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ไปซื้อ อาหาร เสื้อผ้า เติมน้ำมัน ในรัฐอื่นๆ สิ่งที่เค้าพบคือ

?คนส่วนมากคิดว่า มันจะไม่เวิร์ค และใช้ไม่ได้ แต่พอได้ลองเข้าจริงๆแล้ว
คนกลับตอบรับ Liberty Dollar ดีอย่างไม่น่าเชื่อ?

ใครอยากรับก็รับ-ใครอยากใช้ก็ใช้-ใครไม่อยากก็ไม่ได้ว่า เพราะนี่คือ ?สกุลเงินทางเลือก?
จากชุมชน สู่ระดับรัฐ จากรัฐสู่รัฐ ปากต่อปาก กระจายไปทั่ว
นี่คือเงินที่แท้จริง ใช้ได้จริงอย่างน่าทึ่ง !!

ที่นี้มาถึง คำถามสำคัญที่อยู่ในใจคุณ

?ทำแบบนี้ผิดกฎหมายหรือเปล่า ??

หยุดคิดซักนิดก่อนจะอ่านต่อ คิดดีๆนะครับ ความเข้มข้นมันอยู่ตรงนี้
คุณคิดว่าผิดหรือไม่ผิด ??



14 พฤศจิกายน 2007 หน่วยปฏิบัติราชการลับ (Secret Service) ของ FBI
บุกเข้าสำนักงานใหญ่ของลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ ทรัพย์สินทุกอย่าง เอกสารสำคัญรวมทั้งคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลถูกยึด
ทองคำและแร่เงินกว่า 2 ตันถูกกวาดเรียบ

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศให้การซื้อขายโดยใช้ Liberty Dollar ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ภายหลังเบอร์นาร์ดถูกกล่าวหาว่ามีความผิด ?โทษฐานปลอมแปลงเงิน?

หลังจากต่อสู้คดียาวนานถึง 4 ปี 18 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา
เบอร์นาร์ดถูกศาลตัดสินจำคุก 15 ปี !!! ด้วยข้อหาปลอมแปลงเงิน และทำให้เงินดอลล่าร์ของสหรัฐดูเสื่อมค่าเข้าข่าย
เป็นผู้ก่อการร้าย (Terrorism) ทำลายความมั่นคงของประเทศ



???!!!

แม้ศาลจะตัดสินไปแล้วแต่ผมก็ยังอยากจะถามย้ำคุณอีกครั้ง
คุณคิดว่าเบอร์นาร์ดผิดหรือไม่ผิด?

ในแง่ตัวบทกฎหมายผมเองไม่ได้เรียน นิติศาสตร์ เลยไม่รู้ เค้าบัญญัติกันยังไง
แต่อยากจะขอวิเคราะห์แบบบ้านๆ ตามหลักเหตุและผลทั่วไปที่สามารถเข้าใจได้อย่างนี้ครับ

1.ความผิดโทษฐานปลอมแปลงเงิน

จริงอยู่ที่ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์หน้าตา คล้ายเงิน ประเด็นที่นำมาเล่นคือ

-มีรูปเทพีเสรีภาพ

-มีคำว่า USA.

-มีคำว่า Trust in God (ในขณะที่เงินดอลล่าร์จริงๆใช้ว่า In God We Trust)

แต่เอาเข้าจริงๆหน้าตาและสีสันไม่ได้เหมือนเงินดอลล่าร์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันแม้แต่น้อย




คำว่า "ปลอมแปลง" คือการทำสิ่งหนึ่งให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
การปลอมแปลงเงิน จึงหมายถึง การทำธนบัตรหรือเหรียญขึ้นมาหน้าตาเหมือนกันแล้วไปหลอกคนอื่นว่านี่คือเงินที่ออกโดยรัฐ

เช่น หากมีใครนำธนบัตรไปซีร็อกซ์สีแล้วตัดมาใช้ เค้าตั้งใจปลอมเงินเพื่อจะหลอกคนอื่นให้เชื่อว่านี่คือเงินจริงๆ
หากเป็นเช่นนี้ "ถือว่าผิดจริง"

แต่ ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ ไม่ใช่....

คนซื้อลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ รู้อยู่เต็มอกว่า นี่ไม่ใช่เงินดอลล่าร์ที่ออกโดยธนาคารกลาง
คนรับก็ไม่ได้โดนหลอกว่านี่คือเงิน แต่เค้ารู้ว่านี่คือ ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ (มีทองคำและแร่เงินหนุนอยู่) จึงรับ
ไม่มีใครหลอกลวงใคร ไม่มีใครปลอมแปลงอะไร มันคือทางเลือกในการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

2.การใช้ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ ซื้อขายแลกเปลี่ยนถือว่าผิดกฎหมาย

ทำไม??? ผิดตรงไหน???

-หากคุณมีกางเกงยีสน์เก่าๆที่คุณไม่ต้องการ นำไปแลกกับเสื้อเชิ้ตของเพื่อน - คุณสามารถทำได้

-หากคุณมีมะม่วงเหลือกิน เอาไปแลกกับส้มโอของเพื่อนบ้าน ? คุณสามารถทำได้

-หากคุณมีทองคำเอาไปแลกซื้อของอะไรก็ตาม แล้วคนขายพอใจจะขายของให้คุณโดยรับทองคำคุณไว้

คุณก็สามารถทำได้ !

การซื้อขายแลกเปลี่ยนแบบ (Barter System) ไม่ผิดกฎหมาย !!
รวมถึงการใช้ ทองคำหรือเงิน (Gold and Silver) ในการซื้อขายก็ด้วย !!
เหรียญลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์เป็นเหรียญทองคำและเงิน แท้ 99.99% มีคุณค่าในตัวเอง
แล้วทำไมลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ถึงผิด?


สาเหตุที่ผิดเป็นไปได้อย่างเดียว รัฐบาลและธนาคารกลางไม่ต้องการให้ประชาชนใช้ ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์
แต่ต้องการให้ใช้ ดอลล่าร์ธรรมดาที่เค้าเป็นคนผลิตเท่านั้น

ลองคิดดู ในอดีตรัฐบาลแต่ละประเทศ ต่างก็เคยผลิต เหรียญเงินที่ทำจากเงินแท้ๆ (Pure Silver)
เหรียญทองคำที่ทำจาก ทองแท้ (Pure Gold) ออกใช้ แต่พอยกเลิกระบบนี้ไป
การผลิตเหรียญรุ่นใหม่ๆ มีการนำโลหะชนิดอื่น เช่น นิเกิ้ล มาผสมๆยำๆกับโลหะบางชนิด
แล้วผลิตออกมาให้เป็น สีเงิน-สีทอง เหมือนเดิม

จงใจให้ประชาชน เข้าใจว่า เงินก็คือเงิน ทองก็คือทอง เหมือนอย่างเก่าหรือเปล่า?
อยากจะถามด้วยความสงสัย? หากจะมีใครที่หลอกลวงหรือปลอมแปลงเงิน
คนๆนั้นคือรัฐบาลเองหรือเปล่า?

ตกลงเบอร์นาร์ดปลอมเงินดอลล่าร์ หรือ ดอลล่าร์ต่างหากที่เป็นของปลอม ??
ธนาคางกลางสหรัฐอ้างว่า ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่านี่คือ ?เงิน?
ตรงข้ามเลย ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์คือเงินที่แท้จริงต่างหาก(เพราะคือทองคำ)
ดอลล่าร์นั่นแหละที่เป็นกระดาษ

3.ธนาคารกลางอ้างว่ามีความผิดฐานทำให้ประชาชนสับสน

Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนชื่อดังได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า

?ถ้าลูกชายอายุ 7 ขวบของผม แอบเอาเงินกระดาษจากเกมส์เศรษฐีไปซื้อของ
แล้วคนขายของก็โง่พอจะรับเงินของลูกชายผมไว้?


คนผลิตเกมส์เศรษฐีสมควรโดนจับเข้าคุกหรือไม่ ? โทษฐานทำให้คนสับสน ??
หากคนผลิตเกมส์เศรษฐีไม่โดนจับ เบอร์นาร์ดก็ไม่สมควรจะติดคุก !

ยิ่งไปกว่านั้น ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ ยังให้คุณกับผู้ที่ถูกหลอก-ไม่ได้ให้โทษ

สมมุติว่า คนขายของซื่อบื้อไม่รู้จักลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์แต่รับเอาไว้เพราะคิดว่านี่คือเงินดอลล่าร์จริงๆ
อะไรจะเกิดขึ้น? ลองคิดดูนะครับ......


ตัวเลขหน้าตั๋วของ ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์

ใบที่สามารถนำไปแลก ทองคำหนัก 1 ออนซ์ได้ ตีราคาหน้าแบงค์ไว้เพียง 1,000$

ใบที่สามารถนำไปแลก เงินหนัก 1 ออนซ์ได้ ตีราคาหน้าแบงค์ไว้เพียง 20$

คนใช้ Liberty Dollar เค้ารู้กันครับว่า ราคาตัวเลขบนแบงค์ไม่ได้มีความหมาย
แต่เค้ารับเพราะมันคือทองหรือเงินน้ำหนัก 1 ounce ต่างหาก

ที่นี้ถ้าหากคนถือครองลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ ซื่อไปซื้อของราคา 1,000$ แล้วจ่ายด้วยแบงค์นี้
ในขณะที่คนขายก็ซื่อเข้าใจผิดว่านี่คือ 1,000$ เลยรับไว้

คนขายที่เข้าใจผิดคิดว่านี่คือเงินดอลล่าร์จริง ได้ประโยชน์เต็มๆ (เพราะทองคำราคา 1,400$ เข้าไปแล้ว)
การเข้าใจผิดไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด ได้ประโยชน์ซะอีก
คนที่ใช้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปหลอกลวง พูดกันตรงๆ ?กลับโง่ซะด้วยซ้ำ?
ที่นำทองคำ 1 ออนซ์ไปจ่ายค่าของแค่ 1,000$

ด้วยเหตุและผลที่กล่าวมาทั้งหมด
เบอร์นาร์ดถูกจับ ก็คงเพราะทำให้รัฐบาลและธนาคารกลาง ?ไม่สบอารมณ์?

การยัดเยียดข้อหา แล้วจับคนขังคุก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดในโลก
รวมถึงประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็น มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาด้วย

หลังถูกบุกยึดทรัพย์และพิพากษาจำคุก เบอร์นาร์ดเขียนจดหมายฉบับหนึ่งออกมาเตือนชาวอเมริกันทุกคน
ให้ระวังในทรัพย์สินของตัวเองโดยดูจากเค้าเป็นตัวอย่าง
รวมถึงขอโทษที่ไม่สามารถผลักดันลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ให้เป็นสกุลเงินทางเลือกได้สำเร็จ
ในจดหมายยังเตือนให้ระวังภัยจาก อภิมหาเงินเฟ้อ (Hyperinflation) ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ภายใต้นโยบายการเงินที่กำลังดำเนินอยู่โดยธนาคารกลาง

ส่วนตัวของผมเองเมื่อทราบเรื่องนี้ มันชัดซะยิ่งกว่าชัด
ว่าทำไมรัฐบาลหรือธนาคารกลางถึงไม่พอใจกับระบบนี้
มันชัดซะยิ่งกว่าชัด ว่าหากมีผู้คิดต่อสู้กับระบบ
ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเช่นไร....

เรื่องมันเศร้า....

หาก ลิเบอร์ตี้ดอลล่าร์ (ที่แปลว่า อิสระภาพ-เสรีภาพ) ถูกตัดสินว่ามีความผิด
การขนานนาม ประเทศสหรัฐอเมริกาว่าเป็น ดินแดนแห่งเสรีภาพ (Land of Liberty)

ก็คงจะผิดด้วยเช่นกัน

.....................................................................................

หมายเหตุ ; เบอร์นาร์ดถูกตัดสินว่ามีความผิดฐาน
ผลิต,ครอบครอง,และจำหน่ายเหรียญด้วยตัวเอง

18 มีนาคม 2554 จากความเห็นชอบของคณะลูกขุน ผู้พิพากษาตัดสิน

-จำคุกเบอร์นาร์ด 15 ปี

-ปรับ 250,000 $

-รวมถึงต้องมอบทรัพย์สิน 7,000,000$ ที่ประกอบไปด้วยเหรียญทองคำ เหรียญเงินและโลหะมีค่าต่างๆให้กับรัฐ

-เวบไซต์ www.Libertydollar.org ถูกสั่งปิดด้วยอำนาจศาล

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:39
 ความคิดเห็นที่  21



ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:40
 ความคิดเห็นที่  22



ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:40
 ความคิดเห็นที่  23


สวนทางเซียน (A Different Way Of Thinking)

ไม่นานมานี้รายการ ?ตามรอยเซียน? ทางช่องมันนี่แชนแนล
ได้พูดถึงภาวะตลาดทองคำและดอลล่าร์ที่เป็นอยู่ ใครได้ฟังเนื้อหาหลักๆแล้วก็คงต้องบอกว่า
ตรงข้ามกับ โอกาสทอง(จริงๆ) โดยสิ้นเชิง

เริ่มจากหัวข้อในการสนทนาก็ใช้ชื่อว่า ?ระวัง!ทองตกสวรรค์?
หลังจากนั้นก็บรรยายถึงทิศทางการร่วงที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการกลับมาพุ่งอีกครั้งของดอลล่าร์
คนละเรื่องคนละราวกับสิ่งที่เราได้พูดคุยกันอยู่ทุกวัน ?

เหตุใด เซียน ถึงมองต่าง ? ด้วย ?เหตุและผล? อะไร ? ทำไม ? จึงเป็นเช่นนั้น

วันนี้เราจะมาพูดคุยกันครับ.

แขกรับเชิญตามรอยเซียนในวันนั้นคือ คุณพิชัย จาวลา
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากหุ้นและอสังหาริมทรัยพ์

เกริ่นก่อนว่า:ในอดีต คุณ พิชัย เคยเขียนหนังสือชื่อ ?ลับเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง?
ท้ายหนังสือเล่มนี้ ได้คาดการณ์ราคาทองคำในอนาคตไว้ว่า

เขียนเมื่อปี 2008 ?ทองคำปัจจุบันที่ 14,000 จะตกลงไปเหลือ 12,000
หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวอยู่ระดับบาทละ 10,000 สูงสุดไม่เกิน 15,000
หลังจากนั้น 1-2 ปีจะร่วงรุนแรงลงไปเหลือบาทละ 6,000 !!!"

2 ปีผ่านไปจนมาถึงทุกวันนี้ ทองคำได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่านอกจากจะ ?ไม่ลง?
ราคายังปรับสูงขึ้น ?อย่างหนัก? จนทะลุระดับ 21,000 ต่อบาทขึ้นมาได้
การที่ทองขึ้นนั้นไม่แปลก แต่แปลกใจที่ในปัจจุบันคุณพิชัยก็ยังคงมีมุมมองต่อทองคำในเชิงลบเหมือนเช่นเดิม

จริงอยู่การที่เค้าคาดการณ์ผิดในครั้งนั้น ไม่ได้การันตีว่าเค้าจะผิดอีกในครั้งนี้ (เพราะเวลาเท่านั้นที่จะเฉลยทุกอย่าง)
แต่พอได้ฟังเหตุผลที่คุณพิชัยอ้างถึงแล้ว ต้องขอบอกว่ามีแนวโน้มมากเหลือเกินที่ ?เค้าจะผิดอีก?

อันดับแรกคุณพิชัยกล่าวว่า : ในตลาดเก็งกำไรนั้นไม่ได้ตรงไปตรงมา
ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วค่อยมีเหตุและผลอย่างอื่นมาสนับสนุนทีหลัง นักลงทุนอย่าคาดหวังว่าตลาดจะสมเหตุสมผล
ประเด็นนี้ฟังแล้ว ราวกับว่า ?การลงทุนนั้นไม่ต่างจากการพนัน? เหตุและผลที่ถูกต้องอาจจะไม่ถูกต้อง
ในขณะที่สิ่งไม่ถูกต้องอาจจะถูกต้องได้ในอนาคต ?

จริงๆแล้วเป็นอย่างนั้นหรือ ?

ก่อนจะงงไปกว่านี้ ผมอยากบอกว่าผมเชื่อใน ?เหตุและผล? แต่ข้อมูลในตลาดนั้นต่างหากที่มีทั้ง
?จริง? และ ?เท็จ?

หากคุณได้รับข้อมูลที่เป็นจริง ผลที่ตามมาย่อม ?สอดคล้อง?

แต่หากคุณรับข้อมูลที่เป็นเท็จผลมันจะออกตรงกันข้าม ?ทำให้ตลาดดู งง งง เหมือนไม่สมเหตุสมผล?

สิ่งสำคัญคือ เราต้องกลั่นกรองข้อมูลว่าอะไรถูก-อะไรผิดต่างหาก
ถ้าเราได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วลงทุนยึดตามข้อมูลนั้น ผมรับประกันว่า ?ตลาดสมเหตุสมผลแน่นอน?

ยกตัวอย่างเช่น

ข้อมูล 1. ประธานธนาคารกลางสหรัฐยืนยันอัตราเงินเฟ้อในประเทศอยู่ในระดับต่ำ

ข้อมูล 2. นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

ข้อมูล 2 ข้อนี้มีอยู่จริงในตลาด หากคุณเชื่อข้อมูลที่ 1 แล้วผลออกมา เงินเฟ้อ พุ่งกระจาย ข้าวยากหมากแพง
แบบนี้ตลาดคงดูไม่เป็นเหตุเป็นผลแต่ถ้าคุณเชื่อในข้อมูลที่ 2 ผลที่ออกมาจะดูสอดคล้องแบบไม่ต้องเกาหัว
ปัจจัยพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ


หากคุณรู้ในสิ่งที่ถูก คุณจะเลือกทางเดินถูก
หากคุณรู้ในสิ่งที่ผิด คุณจะลำบากเพราะต้องใช้ตัวช่วยอีกมากมาย มาอธิบายให้เข้าใจตลาดในภายหลัง


อันดับต่อมา : คุณพิชัยพูดถึง ทฤษฎีแมส (Mass) ที่ว่าคน 90% เฮกันไปทางไหน ?ทางนั้นผิด?

ทฤษฎีนี้ผมเห็นด้วย ในโลกของการลงทุนนั้นบางครั้งก็ไม่สวยงาม คนส่วนใหญ่มักจะขาดทุนในขณะที่คนส่วนน้อยกำไร
ทฤษฎีนี้บอกว่า : ผู้คิดต่างคือผู้ชนะในขณะที่คนส่วนใหญ่คือ ?เหยื่อ?

แต่ปัญหาคือ ในขณะนี้อะไรคือ ?ความคิดของคนส่วนใหญ่ ? อะไรคือความคิดต่าง ??

คุณพิชัยกล่าวว่าในขณะนี้ "ทุกคนเห่อตามกันซื้อทองเพราะเห็นมันขึ้นราคาโดยหวังว่ามันจะขึ้นต่อไปอีก"
ตรงกันข้ามเลย สิ่งที่ผมเห็นคือเมื่อทองคำแตะเลยบาทละ 20,000 ขึ้นมา คนส่วนใหญ่ ?ขายทอง? ต่างหาก

ทุกครั้งที่ทองขึ้นคนยิ่งกลัว ต่อให้นิวไฮแล้วนิวไฮอีก คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าทองจะไปได้ต่อ
คนมีทองก็ขาย คนไม่มีทองก็ Short
ผมคิดว่านี่ต่างหากคือความคิดของคนส่วนใหญ่หรือแมส (Mass)

ในกลุ่มคนเล่นทองคิดว่าทองจะลงคือแมสแล้ว หากเรานับนักลทุนทุกคนที่อยู่ในวงการทองคำผมอยากจะบอกว่า
พวกเรายิ่งเป็นคนส่วนน้อย ! รอบกายเราในขณะนี้ มีใครที่ซื้อทองบ้าง? จะเพื่อนฝูงญาติพี่น้องหรือจะนับรวมทั้งโลก
นักลงทุนทองคำมีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่ออมเงินด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก, ซื้อพันธบัตรรัฐ, หรือเล่นหุ้น

ยิ่งไปกว่านั้นทั่วโลกผู้ที่ถือครองทองคำมีน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ถือครอง?ดอลล่าร์?

ผมมองว่าผู้ที่ถือครองดอลล่าร์ขณะนี้นั้นแมสมากๆ เมื่อเทียบกับผู้ที่ถือครองทองคำ
การที่แมสบางส่วนเริ่มจะย้ายตัวเองมาอยู่อีกฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่ได้หมายความว่า ?ทองคำอยู่ในกระแสหลักตอนนี้?

หนทางยังอีกไกลครับ...

แต่ที่เซียนพูดมาใช่ว่าจะผิดไปทั้งหมด : ในปี 2009 ตอนที่ทองคำปรับตัวขึ้นจากระดับ 14,000 ไปแตะ 19,000 เป็นครั้งแรก
ตอนนั้นทองต้องขึ้นถึงบาทละ 5,000 ภายในปีเดียว

คนส่วนใหญ่ถึงจะเชื่อว่า ?ทองขึ้นได้ไม่ลง?
ดอลล่าร์อินเด็กซ์ร่วงลงแตะระดับ 74 จนคนส่วนใหญ่เชื่อว่าดอลล่าร์ ?ลงได้ไม่ขึ้น?

?ทุกอย่างเป็นใจให้แมสขาดทุนและเป็นใจให้ทองปรับฐาน?

อ่านดีๆนะครับ แค่ ?ปรับฐาน? คุณค่าของทองยังคงอยู่
การปรับฐานตลาดจะทำการกวาดผู้เล่นที่มาทีหลังและจิตใจอ่อนแอออกไปก่อนหลังจากนั้นค่อยพลิกตัวปรับขึ้นรอบใหม่
หากคุณพิชัยมองว่าทองอยู่ในโซนขายเพราะ เหตุการณ์ทองปรับฐานแบบเดิมอาจเกิดซ้ำขึ้นอีก
ผมคงเห็นด้วยและมองว่าอาจเป็นไปได้ แต่คุณพิชัยกลับไม่มองเช่นนั้น

ในบทสนทนาคุณพิชัยบอกว่าทองจะร่วงลึกและนาน
ขึ้นอยู่กับเวลาด้วยหากให้เวลามากพอทองจะลงไปถึง ?พันสองร้อยเหรียญ? ได้ ??

อืมม...ผมกลับคิดว่า หากให้เวลามันมากพอ
ทองจะไปถึง ?สองพันเหรียญ? ได้ต่างหาก


ในตลาดเก็งกำไร ดอลล่าร์อาจจะถูกขายเพราะสัญญาณทางเทคนิค ขาใหญ่อาจจะรับซื้อเพื่อลุ้นรีบาวน์อะไรก็ว่ากันไป
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ดอลล่าร์ยังไม่ถูกขาย !! ทุนสำรองดอลล่าร์
ยังกองท่วมอยู่ในธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งๆที่มูลค่าของมัน ?ละลายลงเรื่อยๆ? ดอลล่าร์ก็ยังไม่ถูกเท...

หากถึงวันที่นานาประเทศตัดสินใจ ?คัทลอส? เทขายดอลล่าร์ทิ้ง
ผู้ซื้อคืนก็คงมีแต่ธนาคารกลางสหรัฐและประชาชนชาวอเมริกันเท่านั้น เมื่อดอลล่าร์ไหลบ่ากลับประเทศเกิด
อภิมหาเงินเฟ้อ (Hyperinflation) ก็จะตามมา ค่าเงินดอลล่าร์คงดิ่งเหว ร่วงเร็วและแรง แมสที่ถือครองดอลาร์จะพบว่า
อำนาจการซื้อ (Purchasing Power) ของตัวเองหายวับไปกับตา.......นี่ต่างหากคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้


ประเด็นถัดมา : เรื่องจีน

จีนเองเข้าซื้อทองคำอย่างหนัก ขุดได้ก็ไม่ส่งออก

แต่ทุนสำรองทองคำยังคิดเป็นแค่ 2%
ของทุนสำรองจีนทั้งหมด ในขณะที่สัดส่วนการถือครองดอลล่าร์นั้นมากถึง 49%

หากจีนจะขาดทุนและเป็นแมงเม่าตามที่คุณพิชัยบอก คงขาดทุนจากพอร์ทดอลล่าร์ตามนานาประเทศที่ถือครองกันเป็นส่วนใหญ่มากว่า
ไม่ได้ขาดทุนจากพอร์ททองคำที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแน่นอน

จีนไม่ใช่ขาใหญ่ที่เฮโลซื้อตามรายย่อยเพื่อไปขาดทุนจากการที่ทองจะตกสวรรค์ในอนาคต
แต่จีนคือขาใหญ่ที่จะเป็นผู้นำตลาด ให้รายย่อยคนอื่นๆหันมาสนใจในทองคำมากกว่า
นาทีนี้ให้เลือกระหว่างตามรอยจีนหรืออเมริกา คุณจะเลือกใคร?

ภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า : พญามังกรยามหลับนั้น ถ้ำแคบๆมืดๆก็ขดตัวซ่อนอยู่ได้
แต่เมื่อถึงคราวผงาด "ฟ้าก็ยังแคบเกินไป"

เมื่อถึงวันที่จีนผงาดขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก (จริงๆวันนี้ก็เป็นแล้วด้วยซ้ำ)
ทองคำที่จีนเฝ้าสะสมและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวหนุนความมั่งคั่งของจีน
สกุลเงินหยวนจะมีค่ามากกว่าสกุลดอลล่าร์หลายเท่านัก


ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:42
 ความคิดเห็นที่  24


สิ่งที่ทำให้คุณพิชัยเชื่อว่า ราคาทองคำไม่น่าจะไปต่อได้อีกอย่างก็คือ :?ความต้องการใช้เป็นเครื่องประดับลดลง?

การมองแบบนี้ คือการมองว่าทองคำคือสินค้าโภคภัณฑ์ตัวหนึ่ง
เมื่อความต้องการภาคอุตสาหกรรมเครื่องประดับลด (Jewellry Demand) ทองจึงดูไม่น่าสนใจและไม่ใช่เรื่องที่คนจะมาใส่ทอง

จริงอยู่ที่ความต้องการในด้านนั้นลดลงแต่ก็ - มีความต้องการในด้านอื่นเพิ่มมาชดเชยแทน

จากกราฟ




เพราะทองไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่ยังถือว่าเป็น Safe Heaven ของนักลงทุน
Jewellry Demand ลด
แต่ Investment Demand เพิ่มสูงขึ้นชดเชยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
(จาก 2% เมื่อ 10 ปีก่อนมาเป็น 40% ในปัจจุบัน)

ชัดเจนว่า : แม้คนจะไม่ใส่ทองแต่ความต้องการของทองก็ไม่ได้ลดลง ไม่ซื้อรูปพรรณ-คนก็ซื้อทองคำแท่ง
ซื้อทองคำแท่งมากกว่าซื้อรูปพรรณด้วยซ้ำ (ซื้อขั้นต่ำก็ 10-20 บาท) วันไหนลงแรงเยาวราชแตกและมีแจกบัตรคิว..

ประเด็นสุดท้ายที่คุณพิชัยพูดถึงคือ : ทองคำไม่มีคุณค่าในตัวเอง

คุณพิชัยเปรียบกับที่ดิน-อสังหาริมทรัพย์ที่สามารถนำมาใช้ทำกินได้ ต่อให้ราคาตก
แต่ทองไม่ได้มีคุณค่าในตัวของมันเอง คุณค่าของทองอยู่ที่ไหน ?

ประเด็นนี้ผมเองได้พูดเน้นย้ำไปหลายครั้ง ว่าทองมีคุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Value) เพราะมันคือ ?เงินที่แท้จริง?
ทองคำกว่าจะขุดและสกัดขึ้นมาได้ไม่ใช่ง่าย แถมยังเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติพิเศษเหมาะจะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
และรักษาความมั่งคั่งให้เราได้ผ่านกาลเวลา ?คุณลักษณะแบบนี้โลหะชนิดอื่นไม่มี?
แต่คุณพิชัยกลับบอกว่าทองคำคือ ?สิ่งกลวง?

น่าแปลกที่พิธีกรเองซะอีกที่เข้าใจและแย้งว่า ?เงินกระดาษก็เป็นสิ่งสมมุติและคนกำหนดขึ้นมาไม่ใช่หรือ ??
แต่คุณพิชัยกลับย้อนไปพูดเรื่อง ?ทองเป็นเครื่องประดับที่ไม่ฮิตแล้วในตอนนี้?

มันคนละเรื่องกัน...ทองคำไม่ใช่ Commodity แต่มันคือ The best currency ต่างหาก

ทองคำคือตัวฟ้องการเสื่อมค่าของเงินที่ดีที่สุด เพราะมันคือ ?เงินที่จริงแท้และแน่นอน?
ถ้าจะมีอะไรที่เป็นสิ่งกลวงสิ่งนั้นคือ กระดาษพิมพ์สี ไม่ใช่ทองคำ

การคาดการณ์ว่า กระดาษพิมพ์สีที่ชื่อว่า ดอลล่าร์ จะแข็งค่าถึงขนาดไปแตะ 35-40 บาท

-ภายใต้สถานะการณ์ : ที่สหรัฐมีนโยบายพิมพ์เงินเป็นว่าเล่น (QE)

-ภายใต้สถานะการณ์: ที่ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยมีนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบถี่ยิบ

ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอามากๆ เกรงว่า หากเบน เบอร์นันเก้ยังพิมพ์ต่อ แล้ว ธปท.ยังปรับขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ
25 บาทอาจจะกลับมาให้ได้เห็นซะด้วยซ้ำ.



***************************************************************************************************************


ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้เขียนไปแล้ว จะเชื่อ ?ตามรอยเซียน? ว่าระวังทองร่วงตกสวรรค์
หรือ ?สวนทางเซียน? คิดว่าทองจะไปดวงจันทร์ ก็สุดแล้วแต่ทุกท่านจะพิจารณา

ในตลาดมีข้อมูลมากมาย ให้เราเลือกรับ และกลั่นกรอง ย้ำอีกครั้งว่า ?ข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์"
ขออวยพรให้ ?คุณ? จะตัดสินใจได้ถูกต้องและโชคดีในการลงทุนทองคำครั้งนี้ครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:43
 ความคิดเห็นที่  25



ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:43
 ความคิดเห็นที่  26

โลกของการลงทุน (World of Investment)

อากาศช่วงนี้แย่เอามากๆเลยครับ ถ้าไม่ฝนตกหนักก็ ?ร้อน? จัดๆ
แต่คงไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ถือครองทองคำทุกคน เพราะ "ทองไม่รู้ร้อน" อยู่แล้ว (ฮา)

ราคาที่สวิงไปสวิงมาของตลาดทองคำและแร่เงินต่างหากที่ร้อนแรงยิ่งกว่า อย่างที่เคยบอกในบทความ ?ธรรมชาติตลาดกระทิง?
ขาขึ้นนั้นขึ้นบรรไดแต่เวลาลงนั้นลงลิฟท์ ที่ผ่านมาอาจจะดูเหมือนว่าขึ้นบรรไดเลื่อนเพราะขึ้นแรง
แต่เวลาลงก็อย่างที่เห็นๆกัน แรงและเร็วกว่ามาก
600-700 ต่อบาทลดลงอย่างรวดเร็วแบบไม่ต้องรอกันนาน

ตลาดจะทำหน้าที่กวาดผู้เล่นที่มาทีหลัง และจิตใจอ่อนแอให้ออกจากตลาดไปก่อน ขาขึ้นรอบใหม่ถึงจะมา
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ อย่างที่เราได้เคยเห็นกันมาหลายต่อหลายครั้ง

วันนี้เราลองมาทบทวนเหตุการณ์ย้อนดูกันหน่อยนะครับ

เดือนที่แล้ว เบน เบอร์นันเก้ ออกแถลงการณ์ต่อสื่อ (Press Conference)
เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี ให้สัมภาษณ์ถึง

1. มาตราการณ์ QE2 ที่จะใช้ต่อเนื่องจนหมดวาระ

2. อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป

3. เศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ

4. อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ราคาน้ำมันที่สูงเพราะความต้องการน้ำมันเพิ่มไม่เกี่ยวกับเฟด

1 กับ 2 = มันแหงอยู่แล้ว / 3 กับ 4 = มันใช่หรือ ??

ก่อนหน้านี้ ประธานธนาคารกลางพูดอะไรออกมาดอลล่าร์จะตอบสนองแข็งค่าตลาดมีความเชื่อมั่น
แต่หลังจากนั้น ผลกลับออกตรงข้ามตลอด เศรษฐกิจที่ยังคงทรุด ตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับสูง
อัตราเงินเฟ้อก็ไม่ได้เป็นไปตามตัวเลขที่แจ้ง

?ใครมันจะไปโดนหลอกบ่อยๆ?

การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้จึงไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ช่วงตอบคำถามนักข่าวยังย้อนถามถึงนโยบายที่นำเสนอด้วยซ้ำว่า

?ก็มันไม่ได้ผลจะแก้กันอย่างไร ??

ดอลล่าร์จึงร่วงอย่างหนักสวนทางกับราคาทองคำที่พุ่งทำสถิติใหม่
ส่วนหนึ่งก็เพราะทิศทางของนโยบายที่ผิดพลาด แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือการชี้แจงแบบสีข้างเข้าถู
การพูดไม่มีความน่าเชื่อถือแบบนี้เท่ากับว่า

"เค้ายังไม่รู้ตัว"

คนเราถ้ารู้ตัวว่าทำผิด ยังกลับใจได้ แต่ถ้าไม่รู้ตัวแบบนี้ ?โอกาสที่จะทำผิดต่อมีสูง?
เมื่อตลาดตีความแล้ว ดอลล่าร์จึงถูกเทขาย ทองขึ้นไปทำสถิติใหม่สูงสุดตลอดกาลที่ 1,570$ ทองขึ้นว่าแรงแล้ว
ซิลเว่อร์ขึ้นเว่อร์สมชื่อไปกันใหญ่ ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดในรอบ 31 ปีที่ 49 $

ขึ้นแรงและเร็วจน ?ขาใหญ่ออกอาการ?

เมื่อมีข้างที่ได้ผลประโยชน์ก็ย่อมมีข้างที่เสียผลประโยชน์ The Chicago Mercantile Exchange (CME) ผู้คุมกฎของตลาด COMEX
(แต่ตัวพวกเค้าเองถูกคุมด้วย JP Morgan อีกที) จึงเปลี่ยนกฎกลางอากาศ

ปรับขึ้นวงเงินในการวางหลักประกันของตลาดซิลเว่อร์ถึง 5 ครั้งติดต่อภายในเวลา 10 วัน !!

จากที่เคยต้องวางหลักประกัน 12,825$ ต่อ 1 สัญญาปรับเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 21,600$ !!
เดือดร้อนถึงผู้ที่ถือครองสัญญาซิลเว่อร์กระดาษ เพราะมีทางเลือกสองทางคือ

1.ต้องหาเงินมาวางเพิ่ม

2.ปล่อยสัญญาทิ้งไป

แน่นอนว่า เล่นขึ้นกันหนักและเร็วขนาดนี้ ใครมันจะไปหาเงินมาเติมทัน ??
การเทขายสัญญาทิ้งเกิดขึ้นอย่างหนัก กดดันให้ราคาซิลเว่อร์ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (ประมาณ 30%)
ผู้ที่คิดว่า ซิลเว่อร์จะขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเลยเข้าซื้อสัญญากระดาษล่วงหน้าไว้
หากขายไม่ทันก็จะถูกกวาดกินหลักประกันจนหมดพร้อมถูกเชิญให้ออกไปนอกสนาม


ซีเรียส + เศร้า + เครียด

นี่คือสาเหตุที่ผมไม่แนะนำให้ใครเล่น Future contact เพราะ คนส่วนมากมักจะเจ็บตัวแต่คนส่วนน้อยที่กำไร
เกมส์ๆนี้หากคิดจะเล่นต้องเข้าใจ เราเข้าไปเล่นในเกมส์ที่เจ้ามือคือผู้ออกกฎและสามารถเปลี่ยนกฎได้อย่างหน้าตาเฉย
หนำซ้ำยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่มีทุนมหาศาลที่สามารถเกทับเราได้ตลอด
ต่อให้เราหูตาไวเป็นสับประรดมีระเบียบวินัยการลงทุนที่ดี ก็หนีไม่พ้นที่จะโดนเอาเปรียบ

แต่นั่นเป็นเรื่องของ ผู้เล่น สัญญากระดาษ (Paper) ไม่ใช่สำหรับ ผู้ถือของจริง (Physical)

แม้ราคาที่ลดลงจะกระทบกับราคาของจริง ทำให้เหมือนมูลค่าของสินทรัพย์เราลดลงแต่มันก็แค่ ?ชั่วคราว?

เราไม่มีความจำเป็นต้องคำนวณกำไรขาดทุนทางบัญชีในมูลค่าสินทรัพย์ของเราทุกๆวัน
แต่เราควรมองในระยะยาวมากกว่า

แรกๆลงทุน ผมเคยจ้องจะซื้อซิลเว่อร์ให้ได้ในราคาถูก ซื้อได้อยู่ประมาณ 17$ แต่แล้วมันก็ลงไป 15
การพยายามจะเฉลี่ยต้นทุนทำให้ผมเข้าซื้อเพิ่ม หลังจากนั้นขึ้นไป 19 แล้วก็ลงไป 14 ใหม่ (ลงประมาณ 30%)

จดๆจ้องๆ เล็งไปเล็งมา

วันนี้ผมมองย้อนกลับไป ตอนนั้นผมมัวทำอะไรอยู่ ??
หากย้อนเวลากลับไปบอกตัวเองได้ ผมคงพูดว่า ?ซื้อๆไปเถอะ?
ตอนที่ผมพลาดซื้อที่ราคา 19$ แล้วลงฮวบ 30% ไปอยู่ที่ 14$
หากย้อนเวลากลับไปวันนั้นได้ "ผมจะขอทำพลาดซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง"
หนำซ้ำจะซื้อพลาดให้หนักกว่าเดิมเป็น สิบเท่า!!!


14$ 15$ 17$ หรือ 19$ ไม่ได้มีความหมาย มันสำคัญที่เรา ?ได้ซื้อ? หรือเปล่าต่างหาก......
เมื่อเรา ?เพิ่งซื้อ? เราต้องให้เวลามัน อย่าให้หน้าเด็กๆของผมหลอกคุณ ว่าข้อมูลที่เราเคยคุยกันเหล่านั้นไม่น่าเชื่อถือ
ผมหน้าเด็กไปงั้นๆ ที่จริงแล้ว ?ผมผ่านมาเยอะ?

ผมเคยอยู่ระหว่างทางขับรถตั้งใจจะไปซื้อทองที่เยาวราช (ตอนบาทละ 12,900)
แล้วมีคนโทรมาบอกว่าทองลงถึง 400 บาทภายในชั่วโมงเดียว
อาการ Panic ทำให้ผม U-turn รถกลับมาตั้งหลักที่บ้าน
"เพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น"

มาถึงวันนี้น่าเขกกระโหลกตัวเองว่า U-turn รถกลับมาทำไม ?
ต่อให้ได้ราคา 12,900 ไม่ต้องลงราคา 400 บาทตามราคาประกาศของสมาคมในตอนนั้น
หากย้อนเวลากลับไปได้

ผมก็เอา!!

ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน บาทละ 22,000 ไม่ใช่ราคาสุดท้ายของทองคำ
ตราบใดที่ เบนเบอร์นันเก้และธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกยัง QE และพิมพ์เงินกันไม่สิ้นสุด
เงินกระดาษก็ยังจะเสื่อมค่า เมื่อเงินกระดาษเสื่อมค่าการจะนำเงินกระดาษมาซื้อทองจำนวนเท่าเดิม
?จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนใบเข้าไปเพื่อซื้อ?

การเพิ่มจำนวนใบของเงินกระดาษที่เสื่อมค่าเข้าไปเพื่อจะซื้อทองปริมาณเท่าเดิม คือ "นิยามของคำว่าทองขึ้นราคา"

หลักการณ์ของโอกาสทอง ?จริงๆ? ก็มีเท่านี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
วิกฤตการเลื่อชำระหนี้ของดูไบ + จราจลในตะวันออกกลาง + การพูดถึงเศรษฐกิจที่จะเข้มแข็งของประธานธนารคารกลางสหรัฐ + รวมถึงการตายของบินลาเดน
เป็นแค่ ?เปลือก? ไม่ใช่ ?แก่น?

การตบเท้าเข้าซื้อทองของธนาคารกลางทั่วโลก
+ การกำหนดสกุลเงินซื้อขายระหว่างประเทศกันโดยไม่ใช้ดอลล่าร์
+ การอัดฉีดเงินงบประมาณเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาหนี้ของสหรัฐรวมถึงประเทศในกลุ่มยูโรโซน
ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่ยังคงอยู่ และ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคตที่จะทำให้ "เงินด้อยค่าและทองทะยานฟ้า"

ปัจจัยพื้นฐานทุกอย่างยังอยู่ครบ ยิ่งนานวันยิ่งชัดขึ้นๆ ทองยังไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับคำว่า ?ฟองสบู่?
แต่การปรับฐานย่อมเกิดขึ้นได้ หลายคนตอนนี้เริ่มบ่นว่าติดดอยและขาดทุน
หากย้อนมองดูกันดีๆ ราคาประกาศของสมาคมวันนี้ คนที่จะสามารถติดดอยหรือขาดทุนได้
เป็นไปได้กรณีเดียวคือ ?เพิ่งซื้อหลังสงกรานต์?

เพราะผมจำได้ทองขึ้นแตะ 1,500$ ครั้งแรกตอนนั้น หากเพิ่งซื้อต้องใจเย็นๆ และให้เวลา
เค้าจะทุบราคากันยังไงสำหรับผู้ถือของจริงทั้งทองแท่งและเงินเม็ด ?ทำทองไม่รู้ร้อนไป?
อย่าไปเล่นตามเกมส์ของขาใหญ่ สุดท้ายเชื่อว่าด้วยการ Short ในสัญญากระดาษปริมาณมหาศาลโดยไม่มีของจริงรองรับ
"เค้าจะแพ้ภัยตัวเองในที่สุด" ถึงตอนนั้นผู้ที่กอดของจริงเอาไว้แน่นๆอยู่คือ ?ผู้ชนะ?

ทีนี้มาถึงประเด็นเรื่องการปรับฐานของทองคำ

เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางถึงการปรับฐานใหญ่เมื่อดูจากปัจจัยทางเทคนิคหรือแม้แต่อาจจะมีการปรับขึ้นหลักประกันที่เมื่อทำกับซิลเว่อร์ได้
ทองคำหรือน้ำมันก็อาจจะโดนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นการเดาใจ ?ขาใหญ่? จะทุบหรือไม่ทุบ ?
ทุบแล้วจะลงหรือไม่ลง ? จะเด้งกลับมาแรง ? หรือซึมยาว ?

ผมขอโทษจริงๆที่ต้องบอกว่า ?เหนือการคาดเดาครับ?


เกมส์กระดาษนั้นเล่นกันหนัก ยิ่งฐานของราคามาอยู่ระดับสูง การสวิงไปมา 50-100$ เกิดขึ้นได้ตลอด
ผมไม่ขอเล่นเกมส์ของเค้าแต่ขอเสนออย่างนี้ครับว่า

1.หากคุณติดตามกระทู้นี้มาตั้งแต่ต้น + ยังกอดทองเอาไว้แน่นๆ (ผมเชื่อว่าผลตอบแทนคงไม่ใช่น้อย)
การสวิงของราคานั้นเกิดขึ้นได้ตลอด หากทนแรงเสียดทานหรือรับความเสี่ยงไม่ไหว แนะนำ ?ขาย? ครับ
รอดูความชัดเจนค่อยกลับเข้ามาในตลาดใหม่ หากว่าลงถือเป็นการทำรอบได้ก็นับว่าเป็นผลดี

2.หากคุณติดตามกระทู้นี้มาตั้งแต่ต้น + ยังกอดทองเอาไว้แน่นๆ
?แต่ไม่หวั่นไหว? (ในกรณีเกิดเหตุการณ์ทองลงไปลึกๆ) คำแนะนำของผมคือ ?กอดต่อไปครับ?
นั่นเพราะสุดท้ายปัจจัยพื้นฐานจะส่งให้ทองกลับมาทำนิวไฮรายวันอีกครั้ง
ผมเองคงตอบไม่ได้ว่า 1,400-1,300$ จะมาก่อน
หรือ 1,600$-1,700$ จะมาก่อน แต่สิ่งที่ผมบอกได้ก็คือ

1,400$-1,300$ ?อาจจะ? ได้เห็น แต่ 1,600$-1,700 ?ได้เห็นแน่ๆ?

ในระยะยาวทองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก ?ขึ้น?
Downside ไม่ชัวร์เพราะขัดแย้งกับปัจจัยพื้นฐานแต่ Upside ในอนาคตได้เห็นแน่ๆ
ส่วนตัวผมเองเลือกที่จะกอดต่อไป ไม่ขายก่อนทำรอบเพราะไม่แน่ใจว่าทองจะลงหรือเปล่า
ถึงลงมาก็ไม่เสียใจแต่จะ ?ทุบกระปุกซื้อเติมเข้าพอร์ทให้น่าดูเลย.. เอาสิ?
ในช่วงที่ดูไม่แน่นอนในระยะสั้นก็ชะลอการลงทุนและเล็ง Buy the dip

ใครที่คิดจะถือตามผมเวลาทองขึ้นก็ถือว่า ?ร่วมสุข? ครับ
หากในอนาคตราคาไม่เป็นดั่งใจผมขออภัยด้วยจริงๆถือว่า ?ร่วมทุกข์? ก็แล้วกัน

ในโลกของการลงทุนเหมือนจะได้ผลตอบแทนง่ายไม่เหนื่อยเหมือนอาชีพอื่นๆ
แต่ความจริงคือ "มันเหนื่อยใจ"ครับ
ผู้ที่ควบคุมอารมณ์ได้+มีจิตใจที่มั่นคงถึงจะเอาตัวรอดจากตลาดได้

แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ เคารพทุกการตัดสินใจ
เพราะสุดท้ายเป้าหมายของเรายังอยู่ที่เดิม


ทองคำยังสมควรได้รับโอกาสของมัน
หนทางข้างหน้าคงไม่ราบเรียบแต่ตอนจบผมยังเชื่อมั่นว่า Happy Ending ครับ

ผู้ส่ง  สุมาอี้    email     url     ip  113.53.171.1   ตอบเมื่อ 11 ก.ค.54 เวลา 15:44