HOME
เว็บบอร์ด
ทำเนียบรุ่น
แก้ไขข้อมูล
โทร & อีเมล์
เว็บน่าสนใจ

ข้อความเว็บบอร์ด

 ข้อความที่ 9848  ประเภท: สนทนา    ลบทั้งหมด       

เรื่อง
  โคตรดีเลย...พี่ Willis

THE BRIDGE OF MADISON COUNTY

เป็นเรื่องของอ้ายเฒ่า อีเฒ่า มาพบกันโดยบังเอิญ นางเอกเป็นแม่บ้านต.จ.ว เชยๆ พระเอกเป็นตากล้องของ national geographic ซึ่งขับรถหลงทางมา ในขณะที่ครอบครัวนางเอกไปธุระต่างเมืองกันหมด

อีท่าไหนไม่รู้เกิด รักกัน ...รักแบบคนแก่รักกันนะคะ ไม่มีการล่อเพลงยาวแบบเราๆท่านๆ ทีแรกนางเอกก็กล้าๆกลัวๆ ศีลธรรมแดก แต่พักหลังๆชอบเช็คระดับความคลั่งไคล้ จากฝ่ายชาย
อยู่บ่อยๆ ประมาณว่า กูยอมทำบาปขนาดนี้...มึงล่ะ รักกูแค่ไหน????? ฝ่ายชายตอบว่า

"I don't wanna need you, cause I can't have you."

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.126.190   ส่งเมื่อ 28 ม.ค.48 เวลา 19:31
 
 ความคิดเห็นที่  1

เก็งกอง

โอ้โฮ...ให้ 5 ดาวเลย ไปดูกันเกือบสิบคน รอบสามทุ่ม กะไปดูบั้นท้ายวินัย ไกรบุตร แต่แม่งต้องแลกกับความทรมานนานับประการ เริ่มจาก

costume หนังเขมรนะหนังเขมร กรัมเปรียนดรึมปรึย....แต่งตัวกันซะ ติ๊ดชึ่งสุดๆ แม่ตัวอิจฉาเป็นเศรษฐีนี ยังใส่ตุ้มหูอุบะอยู่เลย

เสียงพากย์ เสนีย์ บุศปเกศน์มากค่ะ เหมือนละครวิทยุสมัยเก่าเวลาพี่เลี้ยงนั่งซักผ้า สะบัดสะบิ้งสุดๆ

การตัดต่อ โดดแบบจับไม่ได้ก็โง่ ขณะที่ท่านอาจารย์กำลังปล่อยแสงสู้กะฝ่ายตัวร้าย shot แรกนุ่งขาวห่มขาว พอปล่อยแสงไป ไอ้ห่า ผ้านุ่งด่างเหมือนซักแล้วตกสีชมพู ขำจะตาย

casting ทั้งเรื่องมีวินัย ไกรบุตร ดูได้อยู่คนเดียว ที่เหลือหน้าตาแบบหมอนวดแผนโบราณทั้งน้าน...น...น ทนไม่ไหว ต้องชะโงกหน้าไปหาไอ้เทิ้ม "เทิ้ม...ทำไมหน้าตาแม่งเหมือนหมอนวดกันหมดเลยวะ อ่างแตกที่เขมรรึไง" ...........คนในโรงหัวเราะกันตรึม 555


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.126.190   ตอบเมื่อ 28 ม.ค.48 เวลา 19:57
 ความคิดเห็นที่  2

DEVDAS

อันนี้สาวๆใน web ห้ามพลาด เอาหัวเป็นประกัน ใครจะว่าหนังแขกเชย โอเค...กลิ่นอายความเชยยังมีอยู่ แต่อย่าประมาทผลงานภารตะชิ้นนี้ กวาดตุ๊กตาทองผู้แสดงทุกสาขา รวมทั้งบทภาพยนตร์ เครื่องแต่งกาย และเพลงประกอบยอดเยี่ยม

แม่งเอามาฉายในทีวีที่อังกฤษ นั่งดูได้ 15 นาที ต้องขึ้นบิน บอกได้เลยว่าเยี่ยม เป็นเรื่องของความรักสมัยเด็กๆ ที่เหนียวแน่น มั่นคง แต่ในโลกของความเป็นจริง ความรักต้องผิดพลาดเพราะความขลาดของผู้ชายที่ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่ ภายหลังต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมานที่ต้องปล่อยหญิงที่ตนรักไปแต่งงานกับคนอื่น โคตรเศร้า..ร้องไห้แม่งต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง

บทพูดดีจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น พระเอกไปเรียนที่อังกฤษเป็น 10 ปี นางเอกก็เฝ้ารอด้วยความมั่นคง. ด้วยความรักแบบเพื่อนแท้......

นางเอก "รู้มั้ยว่าเธอไปนานเท่าไหร่แล้ว DEV? "
พระเอก "สิบปี"
นางเอก "ไม่ใช่ 10 ปี 6 เดือน กับอีก 5 วัน บวกอีก 3 ชั่วโมง"
นางเอก "DEV ชั้นรู้ว่าเธอไม่เก่งเลข...บอกให้ก็ได้ ชั้นรอเธอมา ห้าล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนนาที"

พระเอกก็ทำไก๋ "คงงั้นมั้ง แต่ชั้นก็คิดถึงพ่อกะแม่นะ ยังเขียนจดหมายมาบ่อยๆ คิดถึงรามซิง(คนรับใช้) คิดถึงป้า คิดถึงคุณครูเราด้วย...บางทีก็ไปหลงรักผู้หญิงมั่งอะไรมั่ง บางทีก็ติดสอบ" ..............แล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย

นางเอก " เธอหลงรักผู้หญิงด้วยเหรอ มิน่าล่ะ เขียนจดหมายถึงคนอื่นได้ แต่เขียนถึงเปโตร(นางเอก) แค่ 4 ฉบับเอง..ในสิบปีเนี่ย" ว่าแล้วก็หน้าง้ำ

พระเอก "เปโตร...ชั้นไม่เคยคิดถึงเธอเลย จริงๆนะ ไม่รู้เป็นไง คิดถึงแต่พ่อแม่ คนที่บ้าน เพื่อนคนอื่น...แต่ไม่เคยคิดถึงเธอซักนาที"

นางเอกทำท่าจะร้องไห้

พระเอกพูดต่อว่า "เปโตร...คนเราจะคิดถึงใคร เพราะเรากลัวว่าซักวันเราอาจจะลืมเค้า แต่เปโตรอยู่ในตรงนี้ อยู่ในหัวใจ ชั้นไม่มีวันลืมเธอ เพราะเธอคือลมหายใจเข้าออกของชั้น......"

โคตรซึ้งเลยว่ะ...แขกแดกเราเข้าแล้ว 5555 มีหนักกว่านี้อีก เป็นสัจธรรมทั้งนั้น ดูแล้วได้ข้อคิดดีๆเยอะแยะ พิสูจน์ได้เลยว่าหนังดีไม่ต้องขายความโป๊ ต่อให้ร้องเพลงรอบภูเขาในปีค.ศ.
2002 หนังยังขายได้ทั่วโลก ฝรั่งร้องไห้ได้ก็แล้วกัน ความ conservative ยังขายได้ เชื่อพี่!!!!

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.126.190   ตอบเมื่อ 28 ม.ค.48 เวลา 20:19
 ความคิดเห็นที่  3

JOY LUK CLUB

อันนี้พวกมีลูกสาวควรดู เป็นหนังฮ่องกงพวก ABC จากรุ่นแม่ 4 คนที่ลี้ภัยจากเมืองจีน และมามีลูกๆที่อเมริกา

คนแรก อยู่เมืองจีน ถูกแม่เอาไปขายให้เศรษฐี ต้องใช้ความกะล่อนจนรอดตัวมาได้ พอมามีลูกสาวที่เมืองนอก ก็เลี้ยงแบบให้เป็นสุดยอดแฟนต้ายุวทูต ให้เป็นนักเปียโน นักหมากรุก จนลูกทนไม่ไหว ปฏิวัติแหกคอกทุกอย่าง กว่าจะเข้าใจกันได้ก็แทบรากเลือด

คนที่สอง เป็นสาวสวย การศึกษาดีที่เมืองจีน ไปรักกับหนุ่มหล่อ playboy ลูกเศรษฐี พอมีลูกด้วยกัน ผัวก็ไปเอานักร้องมาเป็นเมียน้อย ไอ้เมียก็สติแตก รู้ว่าผัวรักลูกชายที่เพิ่งเกิด ก็เลยฆ่าลูกประชดผัว มาอยู่อเมริกา มีครอบครัวใหม่ ลูกสาวที่เกิดมากลับเป็นเด็กสาวที่ไม่สู้คน ลูกสาวแต่งงานกับสถาปนิก ทุกอย่างหารสองหมด แม่ก็ต้องมาจัดการปลดปล่อย มีคำคมอยู่คำนึงที่แม่ถามลูกสาวว่าทำไมต้องยอมหารทุกอย่างกับผัว ลูกบอกว่าที่นี่(อเมริกา) เรียก แฟร์ แม่ประชดใส่ว่า " To make sure that your loves are equal ????? "

คนที่สาม สมัยยังเด็ก พ่อตาย แม่ถูกเศรษฐีหลอกไปข่มขืน จนตกเป็นเมียน้อย ถูกโขกสับทุกอย่าง ก็สู้ทนเพื่อจะได้รับลูกสาวมาอยู่ด้วย พอลูกสาวมาอยู่ ไอ้พ่อเลี้ยงนึกอยากจะเข้ามาเอาแม่ ก็ต้องไล่ลูกสาวออกไปนอนกับคนใช้ คุณนายเมียหลวงเอาสร้อยมุกมาปรนเปรอเด็ก หวังจะซื้อใจ ตัวแม่บอกว่า "ไม่ให้รับ"....ลูกสาวกลับไม่เข้าใจ ทะเลาะกับแม่ แม่จึงบอกว่า "ถึงแม่จะเป็นเมียน้อย....แต่ลูกต้องจำไว้ ว่าลูกของแม่ คือลูกเมียหลวง แม่เป็นเมียคนเดียวของพ่อ...แม่เป็นเมียน้อย...แต่ลูกของแม่คือลูกเมียหลวง จำไว้..อย่าให้ใครซื้อลูกได้"
เมื่อเด็กคนนี้มาโตที่อเมริกา ก็สั่งสอนลูกสาวให้ยึดมั่นกับความเป็นเมียหลวงอย่างเหนียวแน่น

คนที่ 4 แม่ต้องทิ้งลูกแฝดสองคนไว้ที่เมืองจีน ห่อผ้า ห่อสมบัติ ไว้ใกล้ๆ เพราะอุ้มลูกทั้งสองคนไปไม่ไหว เมื่อมาอยู่อเมริกา มีครอบครัวใหม่ มีลูกสาวที่จิตใจงดงาม ยอมคนเค้าไปหมด แม้จะมีความสามารถแต่กลัวสู้คนอื่นไม่ได้ ทานข้าวก็จะเลือกทานของที่ห่วยที่สุด เจ้าตัวคิดว่าแม่คงไม่ภูมิใจในตัวเอง แต่แม่กลับบอกว่า "You must be born this way" หมายถึงคุณสมบัติที่เสียสละ ไม่เอาเปรียบคนอื่น มันคือจิตที่สั่งสมมา มันไม่ใช่พรสวรรค์อย่างความสามารถแบบอื่น สูงส่งกว่ากันเยอะ......

หนังเรื่องนี้โคตรดีเลย...ไปดูๆ

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.176.170.189:192.168.3.27   ตอบเมื่อ 29 ม.ค.48 เวลา 00:59
 ความคิดเห็นที่  4

จะเชื่อดีมั้ย..? ตั้งแต่ชัตเตอร์แล้ว....

มึงไปดูดิ..น่ากลัวฉิบหาย..น่ากลัวมาก....55555



ผู้ส่ง  เทิ้ม    email     url     ip  203.118.123.134   ตอบเมื่อ 29 ม.ค.48 เวลา 02:20
 ความคิดเห็นที่  5

เขียนแนะนำได้น่าดูตามมากเลยค่ะโดยเฉพาะหนังอินเดีย พูดจริง ๆ นะ ไม่ได้ประชด



ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 29 ม.ค.48 เวลา 09:38
 ความคิดเห็นที่  6

เอ๊า....ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะคะน้องหมีพูห์อ้วนพี รสนิยมใช้ได้เลยนะนี่ ขอให้ตรงไปที่ "แมงป่อง" 120 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ลองไปหาดูค่ะ หนังเค้าดีจริงๆ

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.127.222   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 04:24
 ความคิดเห็นที่  7

ขออนุญาต (สะกดถูกหรือเปล่าคะ ? มีสระอิมั้ย) เรียกพี่นวลบงกชนะคะ เมื่อวานได้นั่งไล่อ่านกระทู้ของเก่าที่พี่เคยเขียนไว้ (พี่เขียนกระทู้ได้คลายเครียดดี) แล้วไปติดใจที่พี่เขียนแนะนำถึงหนังสือ The Revolutionary King by William Stevenson เลยลองหาดูบ้าง

จริงอย่างที่พี่บอกว่า hard cover หาไม่ได้แล้ว มีแต่ paperback ยังไงก็จะสั่งมาอ่านค่ะ แล้วถ้าอ่านจบแล้ว จะมาบอกคนแนะนำนะคะ ว่าเป็นยังไง

อีกคำถามค่ะ พี่นวลบงกชใช่ M. London ใน website amazon.com หรือเปล่าคะ

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 05:39
 ความคิดเห็นที่  8

คุณนวลเก่งจริงๆ กลับจากสังสรรค์ตีสามครึ่ง ตีสี่ยังออนไลน์ต่อได้อีก นับถือๆ

ผู้ส่ง  จักรภพ    email     url     ip  202.176.184.130   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 16:52
 ความคิดเห็นที่  9

ไม่รู้เหรอคะว่าเค้านอนกลางวัน ตื่นกลางคืนซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ พวกเราที่ส่วนใหญ่จะทำงานตอนกลางวันเลยอยู่ด้วยไม่ไหวค่ะ ยอมแพ้ขอกลับก่อน

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  203.107.210.14   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 20:23
 ความคิดเห็นที่  10

ตอบน้องหมีพูห์อ้วนพีว่า "ไม่ใช่ค่ะ" พี่นวลไม่ใช่ขาเล่น internet ไปทีละ website เริ่มจาก
interior designer แล้วก็ thaipa (อันเก่า) ยก.ทอ. แล้วก็ที่นี่เท่านั้นค่ะ เหมือนมีแฟนทีละคน5555 เมื่อเลิกจากที่ไหนแล้ว ไม่ค่อยกลับไปอีกนะคะ (เลิกแล้วเลิกเลย 555 )

ตอบคุณจักรภพว่า ที่เข้ามาคนแรกหลังจากงานเลี้ยงเพราะต้องรอไปส่งคุณพ่อตีกอล์ฟ ตอนตีห้าครึ่ง เลยเปิดคอมพ์ฆ่าเวลาค่ะ อีกประการนึงเพิ่งกลับจาก L.A. เลยเกิดอาการ JET LACK
ไม่ได้เป็นพวกนกฮูกอย่างคุณต้นอ้อ ว่าไว้นะคะ

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.65   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 22:08
 ความคิดเห็นที่  11

อ้อ น้องหมีพูอ้วนพี...ถ้าสั่งไม่ได้ ให้มากวนพี่นะคะ ยินดีคบค้ากับคนชอบอ่านหนังสือ ยังไง "คุณน้อง" เธอฝากซื้อเล่มนึงแล้ว จะพ่วงด้วยก็เชิญค่ะ

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.65   ตอบเมื่อ 30 ม.ค.48 เวลา 22:11
 ความคิดเห็นที่  12


ที่ถามว่าพี่นวลบงกชใช่ M. London หรือเปล่า เพราะเห็นเป็น reviewer ที่ให้ 5 ดาวหนังสือเล่มนี้ แล้วก็มาจากประเทศไทยน่ะค่ะ เลยทึกทักเอาเองว่าสงสัยจะเป็นพี่

สำหรับหนังสือพูสั่งทาง amazon.com เป็นปกอ่อนไปแล้วค่ะประมาณ $12 กว่าไม่รวมค่าส่ง ยังไงก็ขอบคุณพี่นวลบงกชนะคะสำหรับน้ำใจที่มีให้กับน้องหน้าแปลก :) จะตามอ่านกระทู้พี่ค่ะ แว๊บไปห้องสมุดก่อนนะคะ จะสอบแล้วยังไม่อ่านหนังสือเลย มัวแต่มาตามอ่านกระทู้พี่ เป็นประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 01:21
 ความคิดเห็นที่  13

น้องหมีพูห์อ้วนพี...เป็นเกียรติอย่างสูง อุเหม่นึกแล้วเชียวว่าห้องสมุดที่ไหนมันจะเปิดตอนตีหนึ่ง มาจาก YVR นี่เอง แทงหวยถูกอีกแล้ว ไม่เสียแรงเกิดเป็น K.G. used to B (K.G.B.เก่า)

555 ฮัดช้า....ตั้งใจเรียนนะน้องขา สาวรูปงาม นานไปมันก็หย่อนยาน แต่สาวมีความรู้ ยิ่งแก่ยิ่งลึกซึ้งนะน้องนะ อ่านแม่งให้หมด..ที่ขวางหน้า โป๊ๆก็อ่านได้ ถ้าคิดว่าอ่านแล้วใจไม่แตก 5555

เดือนก.พ.นี้มีไปแวนคูเว่อร์นะคะ ประมาณช่วงวาเลนไทน์ ถ้าอยากได้หนังสืออะไรที่กรุงเทพ พี่อาสาหอบไปให้ รีบบอกมา แล้วไปรับได้ที่โรงแรม....อะไรล่ะ เอ๊า..วัยทอง ดูสิมันเปลี่ยนโรงแรมบ่อยจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว เออ...ถ้ามี order มาก็จะ confirm สถานที่ให้อีกที อย่าถือว่าเป็นการรบกวน เต็มใจ...เต็มใจ สนับสนุนเด็กรักเรียนค่ะ และขอให้มีความเจริญนะคะ เด็กดีนะนี่ เข้าใจหาหนังสือดีๆอ่าน

ตอบด้วยเด้อ.....

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.65   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 02:02
 ความคิดเห็นที่  14

พี่นวลขา.......ไปแวนคูเว่อร์น้องฝากซื้อกุนเชียงสักโลซิค่ะ..เอาแบบติดมันนิดๆ..กับฝากบอกน้องเห้งเจียกะน้องหมีพูห์อ้วนจังว่าน้องat love คิดถึง....

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 09:11
 ความคิดเห็นที่  15

ฝากอีกหนึ่ง

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 09:37
 ความคิดเห็นที่  16

พี่นวลคะ พี่นวลน่ารักที่สุดในโลกเลย ไม่นึกว่าจะมีใครใจดี ขันอาสาแบกอะไรมาให้ เคยมีนะคะ ไอ้พวกเพื่อนเวรฝากซื้อของกันทีแบบไม่เห็นใจคนแบก พี่นวลรู้มั้ย มันฝากซื้ออะไร เตารีดไอน้ำที่มันใหญ่เทอะทะเหมือนพวกอุตสาหกรรมใช้อ่ะคะ ถึงหุ่นเราจะถึกก็เหอะ...มันหนักไม่ใช่เล่นเลย หมีพูห์เลยจำฝังใจไม่เคยฝากใครซื้ออะไรอีก กลัวกรรมติดจรวด

KGB เดาผิดแล้วค่ะงานนี้ ไม่ได้อยู่แคนาดา หมีอ้วนตัวนี้อยู่ใต้แคนาดาค่ะ ส่วนที่พี่บอกให้อ่านหมด หนูก็อ่านหมดเลย ยกเว้นหนังสือเรียน จะว่าไป ไอ้โป๊ ๆ ที่พี่บอก อ่านแล้วเสริมจินตนาการดีไม่ใช่หยอก ดีกว่าภาพโจ้งครึ่ม เห็นแล้วไร้อารมณ์

พี่นวลบินบ่อย ๆ เป็นแอร์ที่จบอักษร หรือเปล่าคะ เพราะคารมพี่คมเหลือเกิน

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 09:42
 ความคิดเห็นที่  17

อืมม์...คุณพี่ at love นี่ขาหยอดจริง ๆ เหมือนกระทู้ข้างบนบอกเลย (บ่นเบา ๆ กับตัวเอง)

กุนเชียงที่แคนาดาจะอร่อยสู้กุนเชียงเยาวราชได้เหรอคะพี่ อุดหนุนของไทยสิ อ้อ..แล้วหมีพูห์ก็ไม่ได้อ้วนจังด้วย ฟังแล้วให้ความรู้สึกซุปเปอร์อ้วนเลยพี่

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 09:53
 ความคิดเห็นที่  18

อาโน...แกฝากอะไรหง่ะ...อีกหนึ่งหน่ะ..ตอนไปเชียงรายก็ฝากแล้วไง...

น้องพูห์.....พี่นวลเค้าชอบอะไรที่แปลกๆ....เถื่อนๆหน่ะ...พี่เลยต้องฝากอะไรที่มันเข้ากับตัวเค้าหน่อย...........แล้วน้องพูห์อยากจะทานอะไรหล่ะ...พี่จะฝากพี่นวลเค้าไปให้..(หยอดอีกแย้ว)

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 10:09
 ความคิดเห็นที่  19

ฝากซื้อกุนเชียงหนึ่งกิโล ฝากนายที่เชียงรายน่ะมันอีกอย่างกัน...อิอิ

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  61.19.220.11:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 10:13
 ความคิดเห็นที่  20

พี่อาโน กับ พี่ at love เขาคุยฝากซื้ออะไรกันหว่า ฟังแล้วลับลมคมนัยยังไงชอบกล

ถ้าเอาที่อยากกินนะพี่ บัญชีจะยาวเป็นหางว่าว...เอาข้าวน้ำพริกลงเรือ ราดหน้าเนื้อ เย็นตาโฟปลาหมึกกรอบ ส้มตำไทย บัวลอยเผือก ว่าแล้วก็น้ำลายไหล อย่าลืมฝากมาให้หมดเลยนะพี่..อิอิ (จะคอยกิน หงั่ม หงั่ม)

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 10:25
 ความคิดเห็นที่  21

โห...น้องพูห์เนี่ย..ถ้ากินอย่างนี้แล้ว...พี่ต้องเรียก"หมีพูห์อ้วนพีจัง"แล้วหล่ะ...555
ถ้าฝากไปหมดไม่รู้พี่นวลเขาจะแบกไหวรึเปล่า....เพราะลำพังตัวพี่เขาก็แบกน้ำหนักตัวเองจะแย่อยู่แล้ว....อิ.อิ..

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 11:07
 ความคิดเห็นที่  22

ไม่เป็นไรน้องนวล at love พี่อาโนช่วยแบกให้ ....อิอิ

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 14:00
 ความคิดเห็นที่  23

ARNO คิดใหม่เหอะ!...แบกธรรมดา ๆ เราก็ว่าคุณแบกคุณนวลไม่ไหวหรอกนะ
นี่แบกแบบคุณนวลบงกชดิ้นอยู่นี่ เลิกคิดได้เลย!!!!

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.146:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 14:13
 ความคิดเห็นที่  24

แบกไหวซิครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงก็ในฝัน ? .....อิอิ

ผู้ส่ง  ARNO    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 15:29
 ความคิดเห็นที่  25

พี่นวลบงกช หายไปไหนแล้วคะ ปล่อยให้พี่ ๆ เขาเกี่ยงกันแบกใหญ่แล้ว บอกให้หมีพูห์มาตอบ แล้วพี่ก็หายต๋อมไปเลย

อาหารไม่ต้องแบกมากันหรอกค่ะ ล้อเล่น มีอะไรก็กินแบบนั้นแหล่ะ เป็นคนกินอาหารซ้ำซากเก่ง กินเพื่ออยู่ มีอะไรก็จับใส่ปากได้หมด ตามประสาสาวอวบ 555

ขอบคุณ พี่ at love สำหรับน้ำใจในน้ำจิ้มนะคะ ลาพี่ ๆ ทุกคนไปนอนแล้วค่ะ ก่อนที่หมีพูห์จะกลายเป็นหมีแพนด้า

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 15:30
 ความคิดเห็นที่  26

พี่อาโน กับ พี่ at love เขาคุยฝากซื้ออะไรกันหว่า ?


ตอบน้อง หมีพูห์อ้วนพี ได้อ่ะเปล่าท่านประธาน at love แล้วตกลงไหนล่ะของฝากเรา


ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 15:38
 ความคิดเห็นที่  27

ขอยืมคำพูดน้องหมีพูห์อ้วนพีมาใช้มั่งนะคะ "ไอ้พวกเวรนี่ !!!!....มันน่าอายจริงๆ กูเป็นผู้หญิงแต๊..แต๊..เจ้า.. เด็กๆผู้หญิงมาติดกูเพียบเลย 555 มีฝีมือก็หัดหาเอาเองมั่งดิ อย่ามาเกาะหางนังบ่างอย่างข้า คนเค้าจะคุยเป็นงานเป็นการ เอ็งมาวนเวียนเหมือนหมาเห่าเครื่องบินทุกที เวลาคนเค้ารำคาญความน้ำเน่า...กูดันต้องมารับกรรมแต่เพียงผู้เดียว...ซวยมั้ยล่ะ"

ต่อ...ต่อ พี่นวลไม่ใช่เด็กอักษรค่ะ เป็นเด็กนิเทศศาสตร์ และชอบของเถื่อน...ของแปลก เช่น คนที่หน้าตาเหมือนลิง เป็นต้น 5555 มีพรสวรรค์ในการขุดธาตุแท้ของมนุษย์ โดยเฉพาะไอ้พวกที่ชอบกลิ่นนม กลิ่นเนย ( หรืออีกนัยหนึ่ง...สันดานชอบของนอก..ก...ก 555)

แล้วอยู่ทางใต้ของแคนาดา นี่มันที่ไหน "ซิมบ๊าบเว่ย์" รึเปล่า ตกภูมิศาสตร์ว่ะ ตอบด่วน !!!!

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.125.39   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 16:56
 ความคิดเห็นที่  28

วันนี้นั่งเหงาจิบเบียร์เย็น ๆ พร้อมลาบเลือด น้ำตก คนเดียว ดูหนัง CVD เรื่อง ทวารยังหวานอยู่ ตอน 2000 เวลาเดียวกับใครบางคนกำลังดูหนังที่โรงเช่นกัน
เนื้อเรื่องหนังไม่มีสาระมาก เดินเรื่องตามเพลงของวงแม็คอินทอชอันลือลั่นสมัยผมยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่ เช่น กลับมาเถิดวันวาน
มีเพลงนึงผมฟังแล้วชอบมาก ทำให้นึกถึงความหลังสมัยป๊อบปี้เลิฟ ชื่อเพลง ลมหายใจของความคิดถึง ได้อารมณ์ร่วมมาก
ดนตรีหลักเป็นกลอง ทำทำนองและดนตรีใหม่ แปลก ฟังแล้วได้อารมณ์ดี ประกอบกับหนังเล่นสีสรรได้ฉูดฉาดดี เทคนิคคล้ายหนังโฆษนา
มียิงมุขที่ใช้ในเรื่องให้ผุ้ชมทุก ๆ 3 นาทีเลยทีเดียว บางมุขก็คาดเดาได้ แต่ถ้าไม่คิดมากก็โอเคหละผมว่า
ฉากเลิฟซีนในเรื่อง ทำได้ค่อนข้างดี เข้ากับเพลงประกอบ ภาพไม่โป๊มากแต่ให้อารมณ์ร่วมได้มากโดยเฉพาะท่านอนของนางเอก และตอนเธอขึ้นคร่อม
สุรปภาพรวมก็ใช้ได้ หนังไทยพัฒนาไปเยอะ 15 บาท ค่าเช่า ดู 3 คน ตกคนละ 5 บาท ผมว่าโครตคุ้มครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.136.35   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 20:27
 ความคิดเห็นที่  29

พี่นวลอ่ะ...หมีพูห์อยู่ "แซมบ๊าบเว่ย์"ค่ะ (USA) น้อง ๆ ซิมบ๊าบเว่ย์ เมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน เวลาจะสอบแล้วเครียด ป.ส.ด. ทุกที เลยลุกมาอ่านกระทู้ควายไบซั่นของพี่ แทนที่จะได้หลับ คราวนี้เลยไม่ต้องหลับ หัวเราะเอิ้กอ้ากตาสว่างเลย การเขียนของพี่มันเหมือนไม่ใช่เขียน แต่เหมือนพวกตลกปล่อยมุกทุก 2 วิ

พี่นวลอย่าไปว่าพวกพี่ ๆ แกเลยค่ะ ไม่มีใครทำให้รำคาญหรอก แล้วหมีพูห์ก็ไม่ใช่ของนอกอะไร (นอกโลกน่ะไม่แน่)

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 31 ม.ค.48 เวลา 23:37
 ความคิดเห็นที่  30

ชอบเรื่องนี้มาก Armageddon

I Don't Want To Miss A Thing
By Aerosmith

I could stay awake just to hear you breathing
Watch you smile while you are sleeping
While you're far away dreaming
I could spend my life in this sweet surrender
I could stay lost in this moment forever
Every moment spent with you is a moment I treasure

Don't want to close my eyes
I don't want to fall asleep
Cause I'd miss you baby
And I don't want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream will never do
I'd still miss you baby
And I don't want to miss a thing

Lying close to you feeling your heart beating
And I'm wondering what you're dreaming
Wondering if it's me you're seeing
Then I kiss your eyes
And thank God we're together
I just want to stay with you in this moment forever
Forever and ever

Don't want to close my eyes
I don't want to fall asleep
Cause I'd miss you baby
And I don't want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream will never do
I'd still miss you baby
And I don't want to miss a thing

I don't want to miss one smile
I don't want to miss one kiss
I just want to be with you
Right here with you, just like this
I just want to hold you close
Feel your heart so close to mine
And just stay here in this moment
For all the rest of time

Don't want to close my eyes
I don't want to fall asleep
Cause I'd miss you baby
And I don't want to miss a thing
Cause even when I dream of you
The sweetest dream will never do
I'd still miss you baby
And I don't want to miss a thing

Don't want to close my eyes
I don't want to fall asleep
I don't want to miss a thing


ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  202.133.176.219   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 00:53
 ความคิดเห็นที่  31

BigSu ที่รัก

ก็มีสักครั้งในชีวิตหนึ่ง...จะซาบซึ้งกับหัวใจ...อ่านบทเพลงแล้วร้องไห้..ฟังเพลงได้ตลอดคืน....ลม..ลมหายใจ..ความคิดถึง...ง...ง หากความรักเป็นเหมือนลม จะพร่างพรมอยู่ใกล้เธอ.....

อันนี้รึเปล่าคะท่าน..."ลมหายใจแห่งความคิดถึง"

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 08:50
 ความคิดเห็นที่  32

I don't want to miss a thing......

แฝดพี่ (ฝันเลว) ทำไมชอบอะไรเหมือนแฝดน้อง (ฝันร้าย) ล่ะคะ 5555 ฝันดี-ฝันเด่น เค้ามีแล้ว เกรงจะซ้ำนะคะ..โคตรเพราะเลยเพลงนี้ เอ้า...มอบลำนำให้

ลืมนิทรา เฝ้าชื่นชม ลมหายใจ
ยิ้มละไม อันวาบหวาม ยามเธอหลับ
อยากแอบมอง ยามเธอนั้น ท่องฝันลับ
อยากสดับ ทุกๆสิ่ง ที่นิ่งงัน

อยากจะใช้ ทุกเวลา ทุกนาที
แม้นเรานี้ คือผู้แพ้ แก่ความฝัน
แม้นจะดู โง่งมงาย พ่ายชีวัน
แต่เหล่านั้น ล้วนคุ้มค่า กว่าสิ่งใด

ช่างยากนัก พักสายตา นิทราลง
เพราะเราหลง รักเธอ เฝ้าเผลอไผล
อยากแนบหน้า ใกล้นวลน้อง ตรงห้องใจ
ฝันถึงใคร...หนอคนดี คืนนี้เอย

จะเป็นเรา หรือไม่ ใช่รึเปล่า
จูบเบาๆ ที่เปลือกตา นิจจาเอ๋ย
ฟ้าเมตตา ข้าขอบคุณ ให้คุ้นเคย
ได้ชื่นเชย ได้เคียงคู่ แม้ครู่นึง

เพียงอยากขอให้เป็นเช่นคืนนี้
จวบชีวี ตลอดกาลจะผ่านถึง
จะลืมหลับ จะหลงตื่น ชื่นรำพึง
เพราะคิดถึง เธอของฉันทุกวันคืน

จะมิยอมคลาดคราแม้นาที
ทุกสิ่งที่ เป็นเธอ เผลอชมชื่น
ฝันแม้นหวานสักปานใดไม่ยั่งยืน
เท่ากับตื่น รู้กับตา ทุกราตรี

ไม่อยากพลาดรอยยิ้มอันพิมพ์ใจ
จูบหวามไหวด้วยความรักเป็นสักขี
ไม่อยากพลาดได้สวมกอด...ยอดคนดี
เป็นเช่นนี้...ตลอดไป...ได้ไหมเธอ?????

...ขอมอบให้กับผู้ที่ตกอยู่ในห้วงรัก-เหวลึก ทุกท่านนะคะ.....5555

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 09:08
 ความคิดเห็นที่  33

เฮ้ย...เดี๋ยวแฝดคู่อื่นเข้าใจผิด กรูจะพลอยซวย ฝันเลว-ฝันร้าย นี่คือพี่ ถ. กับน้องนวล นะคะ
เราเกิดห่างกันหนึ่งวัน แต่ใจตรงกันทุกคืนเลยค่ะ 5555

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 09:12
 ความคิดเห็นที่  34

"จี้"

ช้าก่อน...บรรดาคอหนัง

ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ไหวล่ะ...กรุณาไปดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง "จี้" นำแสดงโดย พระเอกที่น่ารักที่สุดภายใต้ฟากฟ้าเมืองไทย นั่นคือ อ่ำ อมรินทร์ นิติพน นักกอล์ฟคนโปรดของนวลบงกช

ฮา..า..า..า ขี้แตกทุกหนึ่งนาที เหนือคำบรรยายใดๆ ดู"จี้"จะลืม"ทวารฯ"ของ BigSu ไปในบัดดล ดูแล้วทหารจะทราบว่า พลเรือนปล่อยมุขกันยังไง พวกเรียนมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนแสบๆ จะต้องโหยหาคืนวันเก่าๆ

อ้อ...สลากคำเตือนข้างขวดยา....ห้ามเอาเด็กไปดู ค่าที่ว่ามันทะเล้นกันจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่ามุขคนแก่อย่างพวกเรายังขายได้ เพราะผู้กำกับ และนักแสดงส่วนใหญ่ บวกลบอายุไม่ทิ้งห่างเราๆท่านๆเลยนะคะ..............ขอบอก

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 09:22
 ความคิดเห็นที่  35

ต่อความคิดเห็นที่ 31

...เฝ้ารอคอยเสียจนเก้อ คิดถึงเธอ อย่างจริงใจ
แต่พอไม่นานรักก็ผ่านระบัด เหมือนลมพัดเลยผ่านไป
หากเธอยังจำเพลงนี้ได้ นี่คือลมหายใจของความคิดถึง

ขอแก้คุณนวลเป็น"อ่านบทกลอนแล้วร้องไห้"และ"คงพร่างพรมอยู่ใกล้เธอ"

ชอบมาก ๆ เหมือนกันค่ะเพลงนี้

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.146:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 09:30
 ความคิดเห็นที่  36

ความคิดเห็นที่ 32

สวยงามจริงๆครับ น้องนวล ชอบที่สุดเลย

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  202.176.147.206   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 10:21
 ความคิดเห็นที่  37

คุณถ.

ชอบจังเลย คำว่า"น้องนวล"เนี่ย

คุณนวล

มีคนเคยเรียกอย่างนี้รึเปล่า?

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.146:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 10:31
 ความคิดเห็นที่  38

มีแต่ "อีนวล" 5555

แต่ชอบแบบที่เค้าเรียกๆกัน มันฟังดู "กรุงศรีฯ" ดี โคตร classic
"น้องนวล" พอเกินวัยแล้วมันฟังเหมือนพวก "เรียงเบอร์" ยังไงก็ม่ายรุ 5555

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 10:41
 ความคิดเห็นที่  39

"นังนวล"....สำหรับเราก็เก๋ดีนะ..

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 10:44
 ความคิดเห็นที่  40

สงสัยต้องรีบไปดูเย็นนี้แล้วหละครับ สำหรับเรื่อง "จี้" ของคุณนวล
ขออนุญาตเม้าธ์เรื่อง "ทวารยังหวานอยู่ต่อ" มีมุขหลาย ๆ มุขดูแล้วก็ขัดใจพอควร
เช่น มุข "บัดซบ" ที่เอาพระเอกตลอดกาลอย่าง สมบัติ เมทะนี มาซบบ่า จิ้ม ชวนชื่น
ทีแรกก็ขำแต่ใช้ถึง 3 ช๊อต เลยดูเฝื่อไปมากกว่าและทำลายความรุ้สึกคอหนังรุ่นเก่า
หรือฉากการดวลกลองเทวดากับกลองพญายมที่ตัดภาพไปมาจนน่าเวียนหัว
สำหรับเพลงประกอบผมว่าทำดนตรีได้ดี เสียงและหน้าตาของพระเอกก็ใช้ได้กวนตีนดี
สำหรับนางเอกไม่สวยมากแต่น่ารักดี ขาว สวย หมวย เอ๊กซ์ ดี ตัวประกอบอื่น ๆ ไม่รู้จักสักคน
ยกเว้น ขุนอินทร์ ครูระนาดเอกจากเรื่องโหมโรง ยังเก๋าเหมือนเดิม
จริง ๆ ชอบดุคุณนวลกับคุณต้นอ้อ ฟาดฟันกันน่ารักดี แต่ไม่กล้ายุ่ง คิดว่าน่าจะเป็นพอมีคนที่ 3
เหล่าเจ้ ๆ ก็จะร่วมมือกันรุมสกรัมกันพอดี

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.47.247.146:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 10:52
 ความคิดเห็นที่  41

น้องหมีฯ ถ้าอยู่ L.A. พี่จะไปวันพฤหัสฯนี้นะคะ เหมือนวิญญาณร้ายนะ..ตาม..ตาม..ตาม และคงมีพวกขอส่วนบุญ ลิ่วล้อ ตาม..ตาม..ตาม ตกลงอเมริกายึดซิมบ๊าบเว่ย์ได้แล้วนะ แหม..ยินดีด้วยกับพี่บุช 55555

กระทู้ "ควายไบซั่น" มีด้วยรึ 555 ไหนลองกระตุ้นต่อมความจำคนแก่หน่อยซิคะ เท่าที่จำได้พี่อธิบายว่าตัวเองเป็น"ควายไบซั่น" อยู่บ่อยๆ 555 คงใช่น่ะ

คำเตือนข้างขวด...เวลาคุ้ยกระทู้เก่า โปรดใช้วิจารณญาณ คือมันมีบางช่วง พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก คนหมั่นไส้ ชอบปลอมตัวไปเป็นพี่ 5555 เลือกเอาที่มันโอเคๆหน่อยก็แล้วกัน

ขำเหรอ...ที่พี่เขียนจี้เส้น เออ...ตัวกูนี่ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ นึกว่าจะเป็นพวกน่ารำคาญอย่างที่เค้าด่า อย่าให้เสียการเรียนล่ะ ไม่มีปัญญารับผิดชอบชีวิตใครนะคะ ขอให้โชคดี ฉลาดนะเนี่ย รู้จัก"ควายไบซั่น"

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 12:06
 ความคิดเห็นที่  42

เห็นใจน้องหมีฯ ยามเครียดนะคะ เอาไปเลยแบบเต็มๆ ที่พวกเราแนะนำหนังกันใน website อื่น ENJOY!!!!!

"โอเคเบตง"

เป็นหนังดูสบายๆไม่ใช่หนังอาร์ตด้วยดูง่ายๆ
เป็นเรื่องของการเสนอมุมมองโลกของคนที่มีพื้นเพต่างๆกัน คล้ายกับเรื่องที่เสนอการเข้าสู่ช่วงชีวิตหรือช่วงอายุที่มากขึ้นแต่เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนคนที่บวชพระมาตั้งแต่ 5 ขวบ แล้วบวชพระวัดป่าฉันสำรวมด้วยไม่ใช่พระในเมืองที่เห็นวัฒนธรรม
เห็นสภาพเมืองเบตงซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยพุทธและคนไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน

แต่ไม่ใช่สภาพปัจจุบันนี้
แม้ว่าตอนจบจะดูเวอร์เรื่องที่พระกลายไปเป็นพี่โก๋กรรไกรคู่ แต่การที่ให้จรีนันท์ มโนแจ่มไม่เลิกกับอรรถพร ธีมากร กลับเข้ามุสลิมนั้นในขณะให้คนดูลุ้นว่าจะมารักกลับพี่ทิดพระเอกหรือเปล่านี่ผมว่าเข้าท่าดีพอควร
และห้องนักร้องที่เปิดซิงพระเอกนั้นเข้าท่ามากๆร้องอยู่ที่ไหนจะไปคล้องพวงมาลัย

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:06
 ความคิดเห็นที่  43

โอเค เบตง ห่วย....
ที่นวลบงกชว่าห่วย เพราะวิธีนำเสนอ แม่งตื้น หนังมันสร้างให้ผู้ใหญ่ดู ไม่ใช่เด็กๆ ฉากระปู๋ตั้ง กะฉากซักกางเกงใน ไม่น่าให้ความสำคัญ มากขนาดน้าน..น..น มันต้องเนียนกว่านี้

ตามหลักทิดที่บวชมาตั้งแต่เด็ก แล้วภายหลังเกิดอาการน้ำกามเคลื่อนเพราะสตรีเพศที่ตัวเองหลงรัก มันไม่น่าซักกางเกงใน มันต้องเก็บไว้เป็นเกียรติยศ แบบน้องโมนิก้า ลูวินสกี้.....รึถ้ามองว่าเค้ารู้สึกผิด และละอาย มันต้องโยนทิ้ง รึเอาไปฝัง ถ้าเสียดายความหลัง ก็ให้เอาไปซ่อน......ซักทำไมวะ กางเกงในถูกตายห่ะ แถวเบตง ตรงนี้พลาด

รักน้อยนิดมหาศาล เป็นหนังประสาทแ ด ก ดูรวมๆ พอใช้ได้ ถ้าเอา detail อาจเป็นบ้า ด้วยความที่ผู้สร้างพยายามจะ "ติส" เกินไป

คุ่น..เค้างงตัวเองรึเปล่า พลอยทำให้ชั้น งงไปด้วย

โหมโรง...เยี่ยมที่สุด บทภาพยนตร์ และบทพูดเต็มร้อย นักแสดงใช้ได้ทุกคน ที่โดดมา คงจะเป็นขุนอิน ดูยังไง ก็ไม่ใช่ คนสมัยเก่า คลาสสิคไม่พอ ครูระนาดขี้เมา ยังดูกลมกลืนกว่าเยอะ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เหมือนหนังญี่ปุ่นสมัยเก่า แบบ "จุง โคชิกะ" ...ยอดหญิงสิงห์วอลเล่ย์ สร้างความฮึกเหิม และงดงามทางอารมณ์มาก และอิทธิสุนทร เก่งจริงๆ ไม่นึกเลย ว่าจะทำได้ขนาดนี้


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:08
 ความคิดเห็นที่  44

นิดนึงน้องไอ้ที่ซักกางเกงในนั้นเป็นการเน้นว่าพระเอกเค้าถึงจุดสุดยอดครับ
กลัวคนที่ไร้เดียงสาจะคิดว่าคังต้วยเฉยๆ
การซักกางเกงในเป็นการเน้นว่า"ถึงจุดสุดยอด"เลย

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:10
 ความคิดเห็นที่  45

ตายห่ะ แล้วถ้าพระเอกเกิดเป็นท่านชายพจน์ แล้วตีเทนนิสกับปริศนาจนถึงจุดสุดยอด มิต้องมานั่งซักกางเกงในให้คนที่ไร้เดียงสาดูเหรอพี่ ....มันต้องมีวิธีอื่นในการสื่อความหมายที่เข้าท่ากว่านี้สิคะ


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:11
 ความคิดเห็นที่  46

ถ้าเป็นท่านชายพจน์ก็คงต้องมีฉากคนใช้ซักกางเกงในแล้วบ่นกะคนใช้ด้วยกันว่า
คนใช้ 1"เฮ้ยวันนี้ท่านชายเป็นอะไรไม่รู้ว่ะมีเหลืองๆติดกางเกงในว่ะ"

คนใช้ 2 "สงสัยแกไปตีหม้อมา แล้วโรคคงแดกว่ะ"
คนใช้ 3 " อึ๊อยยยยยสกปรกตายห่า"
คุณแม่บ้าน"เอ้าๆนินทาเจ้านายอยู่นั่นละเงียบๆได้แล้วเดี๋ยวก็โดนเฉดหัวไปกันหมดหรอก"

อะไรเทือกๆนี้แหละ

ประเภทคนใช้คุยเล่นเรื่อง,กินข้าวแล้วเล่าเรื่องนี่หนังหรือละคอนของประเทศแถบอินโดจีนเค้าถนัดนักแหละ

พูดถึงหนังเมื่อวานดูMystic River แล้วสมกับเป็นหนังที่ได้รางวัล"แสดงด้านมืดและดูแล้วหดหู่ยอดเยี่ยม"จริงๆดาราก็เล่นกันดี

ดูแล้วจะรู้สึกประมาณเรื่องคำพิพากษาแต่ไม่ใช่เวอร์ซั่นไอ้ฟักอีฟักที่ออกVCD แรงกว่า


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:14
 ความคิดเห็นที่  47

พี่ก้อน อุบาศก์มาก...ขำมาก..ก...ก


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:15
 ความคิดเห็นที่  48

พอจะเป็นนักเขียนบทไหวไหมคุณน้อง

อาทิตย์นี้เจอแล้วหนังฝรั่งที่เฮงซวยกว่าหนังไทย

เรื่องสตาร์กี้แอนด์ฮัชท์ หนังCOVER VERSION หนังชุดทางโทรทัศน์เมื่อ20กว่าปีก่อน

ตลกก็ไม่ตลกบู๊ก็ชืดๆทั้งเรื่องชอบอยู่ 3 ฉาก

1.นังคาเมน อีเล็คตร้ามาเต้นเป็นปอมปอมเกิร์ลเซ็กซ์ดี
2.ยิงลูกม้า
3.ตอนจบที่เดวิด โซล(ฮัชท์ในโทรทัศน์เมื่อ20ปีก่อนที่ร้องเพลงเพราะๆชื่อDon't give up on us)กับคนที่เล่นเป็นสตาร์กี้มาขายรถให้ ไอ้คู่หูคนใหม่

หนังเรื่องนี้CASTINGยังแย่เลยเหมือนคนสร้างกล้าๆกลัวแล้วดันทำเป็นหนังตลกมันไม่เหมือนหนังทีวีที่เป็นหนังบู้ ไม่ใช่เรื่องโบดุ๊กลุ๊กน๊ะ

ดูบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยมสนุกกว่า


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:16
 ความคิดเห็นที่  49

sure พี่ก้อน

ขอเดาว่าฉาก love scene พระเอกของพี่ จะทำเสียงกระเส่า กระซิบข้างหูนางเอกว่า "ยอมตกเป็นของผมเถอะครับ"

ฉากบู๊ล้างผลาญ ตอนจบ ไม่ใครก็ใคร จะต้องพูดว่า"กระพ้ม/เดี๊ยน คือร้อยตำรวจเอก........ ปลอมตัวมาสืบราชการลับ"

โบ ลุ้ค,ดุ๊ค ลุ้ค นี่ใช่ "พี่น้องสองเสือมั้ย?" หน้ามันโง่ทั้งสองคนเลยอ่ะ ชอบตัวผู้หญิงมากกว่า นุ่งhot pant ผูกชายเสื้อที่เอว ใส่หมวกโคบาล

ชอบดู ฮาวาย ไฟว์ โอ เพราะเพลงมันส์ดี
ชอบดู knight rider เพราะชอบรถที่ชื่อ "คิด"
ชอบ different stroke เพราะสมัยก่อนดัดฟันเหมือนนางเอก "พี่พูดอะไรนะพี่วิลลิส?"
ชอบสามคนอลเวง เพราะลามกดี โดยเฉพาะคุณลุง
ชอบ"ฉลามบก" เพราะไม่เคยเห็นพระเอกหน้าตาคมเข้ม แต่ตอนนี้ เอริค เอสตราด้า ไปเป็นเซลส์แมนขายบ้านตามทีวีแล้ว อ้วนเชียว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครขอให้ใครตกเป็นของใคร และไม่มีร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา ที่สำคัญ ไม่มีฉากกระปู๋แข็ง & ซักกางเกงในนี่หว่า


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:17
 ความคิดเห็นที่  50

พี่ก้อนช่วยด้วย.... วันนี้ดู "ไอ้ฟัก" ก็มีฉาก "ซักกางเกงในเพราะน้ำกามเคลื่อน" แล้วชีวิตหนูจะเหลืออะไรอีก..ก..ก

จะเอาอะไรไปสอนลูกสาวล่ะคะ "ลูกเอ๊ย..ถ้าเค้ารักเราจริง เค้าต้องซักกางเกงใน"


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:18
 ความคิดเห็นที่  51

ม่ายดูไอ้หนังเฮงซวย
บอยคอตมัน
สร้างไม่รักษาใจความหลักของบทประพันธ์
จงใจขายอีนมโต
แล้วคุณน้องต้องเข้าใจว่าหนังเค้าสร้างให้คนทั่วไปดู
คนไทยทั่วไปในรายเฉลี่ยดูหนังพื้นๆตื้นๆไม่เข้าใจอะไรง่ายๆอย่างนักดูหนัง
แถมหนังเรื่องเนี้ยกลุ่มคนดูไม่น่าจะเป็นพวกจบอุดมศึกษาสักเท่าไร

ถ้าเป็นผมสร้างจะไม่ให้ซักกางเกงใน
จะให้กล้องโคลสอัพไปที่เป้าไอ้ฟักแล้วเป้าจะค่อยๆเปียก

แสดงว่าน้ำออกมากจนซึมออกมาถึงกางเกงนอกเลยแบบเสียวสุดๆ
ไม่ต้องตีความหรือถ้าตีความเพิ่มเติมก็คือไอ้ฟักไม่ใส่กางเกงในเพราะ..จนเว้ย
แต่จริงๆพี่เองก็ไม่ค่อยชอบใส่นะกางเกงในเนี่ย555


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:20
 ความคิดเห็นที่  52

คุณพี่ขา...โ ค ต ร เนียน ละเมียด ละไม ไร้ที่ติ ยังกะหนังฆาตกรรมซ่อนเงื่อน ค่อยๆซึม..ซึม...ซึม แผ่ขยายวงกว้าง อิสระเสรี ไร้รูปรอยที่ตายตัว แล้วแต่แรงน้ำรักจะพาไป ประหนึ่งปานแดงรูปแผนที่ที่ปรากฏอยู่บนหน้าผากของคุณกอร์บาร์ชอฟ แห่งดินแดนหมีขาว....วุ้ย...classic สุดๆ เยี่ยม!!!!!


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:21
 ความคิดเห็นที่  53

ปักษาวายุครับหนังอาร์เอส.

โปรดักชั่นพอใช้ได้คือเท็คนิคมุมกล้องฉากCGI

แต่บทห่วยเหมือนเดิมบริษัทนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับบทหรือไงก็ไม่รู้ ไม่ละเอียดถึงแม้จะเป็นหนังแอคชั่นไซไฟก็น่าจะมีบทสนับสนุนดีกว่านี้

1.อันนี้บกพร่องเรื่องฉากเปิดเรื่องมาบอกว่าอยู่ในแคชเมียร์ แต่ฉากดูเหมือนเป็นทะเลทราย อันนี้ผมก็ไม่เคยไปแต่มันอยู่ตอนเหนือเชิงเขาหิมาลัยภุมิประเทศไม่น่าจะเป็นทะเลทราย

2.หนังไม่บอกว่าพ่อนางเอกเสนองานเรื่องครุฑอย่างไรทำไมคนถึงไม่ยอมรับ

3.หนังบอกว่าการขุดรถไฟฟ้าเฟส 2 ไปเจอชั้นหินแข็งที่ไม่น่ามีตอนหลังจากนางเอกไปตรวจดูแล้วบอกว่าเป็นชั้นหินที่เลื่อนลงมาทั้งถ้ำ แต่อตนแรกนางเอกยังไม่เคยลงไปดูถ้ำยังไม่เปิดนางเอกจะมาขอขุดค้นคว้าหาพระแสงด้ามยาวอะไร

3.กองทัพไม่น่าจะตั้งหน่วยทหารบ้าอะไรคอยตามฆ่าสัตว์ในวรรณคดีเช่นพญานาค

4.ถ้ารถไฟฟ้าเจอปัญหามันน่าจะหานักธรณีวิทยาลงไปดูแล้วตามนักโบราญคดีไปดูเปิดถ้ำแล้วเจอตัวบ้าอาละวาดถึงตามทหารไม่ใช้รถไฟฟ้าเจอปัญหาแล้วไปตามทหารมาก่อนทหารหน่วนพิฆาทเทพนี่จะรู้ได้ไงในชั้นหินมีถ้ำแล้วมีตัวประหลาดอยู่ข้างใน

5.มีการระเบิดถ้ำเพื่อขังตัวประหลาดแต่ผนังถ้ำพังน้ำในแม่น้ำไหลเข้ามาในอุโมงค์แต่น้ำท่วมอุโมงค์แค่ชั้นเดียวซึ่งความจริงมันต้องท่วมหมดแลไหลเข้ามาเฟส 1 ด้วยเพราะระดับรถใต้ดินนี่ 25 - 40 เมตรระดับน้ำในแม่น้ำนั้นลบจากระดับดินกรุงเทพแค่1-2เมตรเท่านั้นฯลฯ

สรุปคือเนื่อเรื่องเลียนแบบจูราศิตพาร์คกับก็อสสิล่า แล้วก็เขียนบทมั่วๆโชว์เท็คนิคซึ่งก็ทำได้ในระดับเอเซียคือประมาณฮ่องกงหรือญี่ปุ่นแต่บทก็ยังเป็นเขมรพม่าเหมือนเดิม ดูเอาเพลินๆไม่คิดอะไร

ทั้งๆที่ตอนต้ยอธิบายว่าครุฑคือพวกซอโรพ็อทหรือไดฌโนเสาร์ชนิดมีปีกที่วิวัฒาการมาในรูปแบบคนที่พัฒนามาจากลิงเพิ่งสูญพันธุ์มาเมือ่10000ปีทำให้คนโบราญจินตนาการว่าเป็นครุฑนี่ยอมรับได้ถึงแต่งขึ้นมาก็ยังพอมีเหตุผลแต่พอกลางๆเรื่องมั่วจริงๆ
ตัวละคอนตัวนึงใช้มีดหมอฟันไอ้ตัวนี้เข้าแต่เอ็ม 16 ยิงไม่เข้าอะไรมันจะขนาดนั้น



ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้ก๊อปคุณทองเหม็น    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:24
 ความคิดเห็นที่  54

ดูแล้ว...ปักษาวายุ

ปักษาวายุ..เอาล่ะ พี่ทองเม๋นวิพากษ์ๆไปแล้วในเรื่องของเทคนิค น้องขอวิพากษ์ในเรื่องการเมืองและการทหารบ้าง

1 กะอีแค่"นก"ตัวเดียว นี่ถึงขนาดประกาศกฏอัยการศึก เค้ารบกันจะตายห่ าแถวสามจังหวัดภาคใต้ ยังต้องฟังประชาพิจารณ์ ไม่หมูอย่างในหนังร่อก นี่ถ้ามันออกลูกออกหลานมาซักโหลนึง มิต้องไปเรียกไอ้กันมาช่วยรึ ไม่พ้นขอ cruising misile หรือ stealth มาช่วย เพราะตอนนี้ลูกพี่เรากำลังยุ่งเรื่องที่อิรัก

2 แล้วไอ้ฉาก close up ลูกตาข้างเดียวของนกบ้านี่ มีประมาณ 12 ครั้ง มันสร้างมนตร์ขลังหรืออะไร ตูไม่เข้าใจจริงๆ

3 ตายยากตายเย็นจริง..จริ๊ง ดูมันชั่วโมงครึ่ง ปรากฏว่าเจอลูกพี่"บาบะ" ใช้ท่าไม้ตายยิงโป้งเข้ากลางแสกหน้า ก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ นกถูกยิงหล่นจากยอดตึก หงายผึ่ง มันต้องมีบินพั่บๆกระเสือกกระสนให้สมเกียรติ..... มึงเป็นนกนะเว้ย หงายท้องตกแหงแก๋เหมือนพวกเช็ดกระจกตกนั่งร้านนี่เรารับไม่ได้ว่ะ

4 ถ้าท.ท.บ. 5 มีส่วนช่วยสร้าง คาดว่าจะต้องล่อนกไปฆ่าที่ถ้ำลิเจีย พอนกเข้าถ้ำก็ระเบิดปิดปากถ้ำ เหลือรูด้านหลังถ้ำที่แอบเจาะไว้ ขนาดพอไสตัวออกได้แบบเวียดกง พอตัวล่อแถกหนีออกมาได้ ก็ต่อท่อแก๊ซพิษเข้าไปแบบที่นาซีทำกับพวกยิว ทิ้งไว้ซักสามปี เนื่องจากทางรัฐบาลต้องต่อสู้กับพวก NGO และพวกเด็กฮิปฮ่อบที่ติดยาอี แบบยุค 60's

จากนั้นพอเรื่องซา ก็พานักประวัติศาสตร์ไปขุดซากปักษาวายุมาศึกษา แบบ "ตุตันคาเมน" อย่าลืมมีพวกมือไว แอบบเด็ดขนกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก ภายหลังครอบครัวก็เกิดความหายนะ ทีนี้ก็เตรียมภาค 2 ได้เลย จบ


ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 13:28
 ความคิดเห็นที่  55

คุณนวล

หนังเรื่อง"จี้" ฉายแล้วเหรอ ทำไมอ่านในเดลินิวส์บอกว่าฉายวันที่ 3 แล้วก็บอกว่าดูก่อนใครวันนี้ ตอน 2 ทุ่ม แล้วทำไมคุณได้ดูแล้ว หรือหนังสือพิมพ์ลงผิด

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.146:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 16:08
 ความคิดเห็นที่  56

เปิดซิง.....รู้จักมั้ยต้นอ้อ 55555 รอบปฐมทัศน์ ชั้นไปตัดริบบิ้นมา ไปดูนะเธอ แต่อย่าเอาลูกไป คือได้ข่าวว่าเจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล ท่านป่วยเกี่ยวกับที่ศีรษะ ชั้น..นวลบงกช ประกายกามารมณ์ รับจ้างเปิดวิก ตัดริบบิ้นแทน......5555 ถ้าไม่ดู...เลิกคบ!

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.124.223   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 16:27
 ความคิดเห็นที่  57

พูดถึงหนังเมื่อวานดู Mystic River แล้วสมกับเป็นหนังที่ได้รางวัล"แสดงด้านมืดและดูแล้วหดหู่ยอดเยี่ยม"จริงๆดาราก็เล่นกันดี
----------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องนี้ผมก็ได้ดูเหมือนกันนานมาแล้ว เป็นซาวด์แทรคเลยอาจจะจับใจความได้ไม่หมด
แต่ก็ชอบเพราะดาราที่ร่วมแสดงก็ยอดฝีมือทุกคน การเดินเรื่องได้ฉับไวแต่เครียดมาก
จุดจบของเรื่องเดาได้ยาก ตามสไตร์หนังฝรั่งชั้นดี แถมไม่แฮบปี้เอนดิ้งอย่างที่คิด
เนื้อเรื่องก็ผูกเรื่องเด็กชายสามคนเป็นเพื่อนรักเพื่อนเล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กเหมือนผม พี่เบิ้ม พี่เสริฐ อยู่ในเมืองเล็ก ๆ อิอิ
วันนึงมีพวกวิปริตทางเพศกับเด็กปลอมตัวเป็นตำรวจมาจับเด็กคนนึงไปกักตัวทำอะไรไม่ต้องบอกอยู่เกือบสัปดาห์จึงปล่อยตัวมา
และนั้นเป็นจุดหักเหให้มิตรภาพสิ้นสุดลง พระเอกของเราโตขึ้นเป็นมาเฟียขาใหญ่ อีกคนหันไปเอาดีเป็นตำรวจมือปราบเหมือนทั่นประธานป๊อบ
คนที่โชคร้ายถูกลวนลามทางเพศก็เก็บตัวประกอบอาชีพเงียบในเมืองและแต่งงานกับแฟนเก่าของเพื่อนที่เป็นมาเฟีย
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อลูกสาววัยรุ่นแสนสวยของมาเฟีย เกิดอยากหนีตามชายหนุ่มที่พ่อไม่ชอบ
แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดหมายถูกฆาตกรรมอย่างทารุณในสวนสาธารณะ โดยมีเพื่อนตำรวจเข้ามาคลี่คลายคดี
ทุกคนที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย พ่อผุ้เป็นมาเฟียไม่สนใจที่จะใช้ทุกวิธีที่จะหาตัวฆาตกร ทั้งที่ผิดกฎหมาย
เพื่อนผู้มีอดีตอันขมขื่นกลับเข้าบ้านมาในสภาพที่เลือดท่วมกายในวันที่เกิดเหตุ แต่เขาบอกไม่ได้เพราะอะไร
เนื้อเรื่องชักจูงให้เข้าใจว่าเพื่อนที่อาภัพเป็นฆาตกร รวมทั้งภรรยาของตัวเองที่เปป็นพยานปากเอกขณะที่เพื่อนตำรวจทำอะไรไม่ได้เลย
ในที่สุดเรื่องก็จบด้วยโศกนาฎกรรม เผื่อมีคนอยากดูเลยขออุบตอนจบไว้ก่อน
เรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็กเพราะดูแล้วเครียด ถ้าว่างก็พอดูได้ครับ ให้แค่ 7 คะแนน


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.205.198   ตอบเมื่อ 01 ก.พ.48 เวลา 20:40
 ความคิดเห็นที่  58

เอ๊กซ์แมน.....แฟนพันธุ์เอ็กซ์

ตั๊ก บงกช-ลีโอ พุฒ
นวลซื้อจาก 7-11 ที่สนามบินดอนเมือง เอาไปดูช่วง stand-by ไอ้ห่า..ให้ความรู้สึกเหมือนเว็บไซท์ นตท.26 เลย.....จริง..จริ๊ง ไม่ได้เม้าท์

ต่างกันที่เป็นวงการพวก อินเตอร์เน็ตโป๊ พวกนี้จะมี meeting ลับ สังสันท์เรื่องหนังโป๊ อยากดูใครโป๊มั่ง อะไรมั่ง

นายเอ็กซ์แมน...เป็นคนที่ชอบ post รูปโป๊เหล่านั้นมาให้ดู โดยใช้ user id ว่า x-man ขาหนังโป๊ฮือฮามาก ซูฮก ว่านายเอ็กซ์แมน รู้ได้อย่างไร และหามาได้อย่างไร และใครคือเขาคนนั้น เพราะเขาไม่เคยเปิดเผยตัว ไม่เคยพูดคุยกับสมาชิก โผล่มาแต่ทางอินเตอร์เน็ต ทำตัวเป็นพวก source of information only ตำรวจก็ตามจับกันไป เหมือนไล่จับเงา

แต่ที่นี่...ในนี้..ถ้าจะพูดถึง source of information only ในเรื่องเกี่ยวกับกองทัพ มีคนเดียวที่เหมือนพระเอกในหนังเรื่องนี้.......คุณจักรกลสงคราม 5555 (อย่าด่านะคะ อย่าด่า) ให้ความรู้สึกแบบในหนังจริงๆ คือดูละครแล้วมันต้องย้อนดูตัว....เอ็กซ์แมน แฟนกองทัพ 5555



ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  203.209.126.89   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 02:37
 ความคิดเห็นที่  59

พี่นวลมาแล้วพักได้กี่วันคะ เสียดายไม่ได้อยู่ L.A. ถ้าอยู่จะไปรับ รับเสร็จแล้วก็ลากพี่นวลไป(ให้พี่นวล)เลี้ยง ตามสไตล์อิ่มจังตังค์อยู่ครบ อ๊ะ..อะ..ช้าก่อน พูไม่ทำอย่างนั้นหรอกพี่ กลับมาก่อน อย่าเพิ่งหนีพูไป

มา...พูจะช่วยกระตุ้นความจำให้นะพี่นะ กระทู้ควายไบซั่นที่บอกก็ตอนที่พี่ไปสโลว์แดนซ์กับเพื่อนไง แล้วบอกว่าจะให้ดูดีคู่เต้นต้องความสูงต่างกัน แล้วพี่ก็เปรียบหุ่นตัวเองกับความไบซั่น หุ่นอย่างนี้ไม่ถึกหรอกพี่ เขาเรียกฐานมั่นคง ดีกว่าให้คู่เต้นบ่นว่าขี้เกียจก้มแล้วเมื่อยคอ...





ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 16:35
 ความคิดเห็นที่  60

อา....เข้าใจแล้วค่ะ slow dance

พี่นวลไปแค่สองวันสองคืนค่ะ พักที่ RADDISON HOTEL ตรง LAX ถ้ามีปัญญามาหา ก็มีปัญญาเลี้ยงอยู่แล้วน้องเอ๋ย

กลับมาเมืองไทย พี่นวลก็มาเบิกค่าใช้จ่ายกับ at love & ARNO ใช่มั้ยพวกแก.......

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.176.170.31:192.168.3.40   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 18:28
 ความคิดเห็นที่  61

วันนี้ 1130 กะว่าจะหาอาหารกลางวันเบา ๆ ทาน เพื่อลดน้ำหนักหลังจากเจอสาวงามถูกใจเมื่องาน meeting ที่ผ่านมา
แต่ไม่กล้าบอกใครกะว่าจะลดหุ่นให้ได้เท่ากับทั่นประธารป๊อบหรือพี่ ส.ว.แล้วถึงจะออกอาการเหมือนพี่ Arno
พอได้เวลาเสียงโทรศัพท์ก็ระงมเหมือนเคยพร้อมเสียงด่าว่า "ไอ้บ้าวันนี้วันพุทร มันมี ร.เรือ ต้องไปแดกกัน"
ก็อุตส่าห์บอกแล้วว่าพรุ่งนี้มีสอบสัมภาษณ์ ป.โท ที่นิด้า มันบอกว่าถ้านิด้าไม่รับมันจะเรียนเป็นเพื่อนเอง เอ้าไปก็ไป
มีเพื่อนทั้ง ทอ.และการบินไทย 6-7 คน หมด Black Label ไปหนึ่งขวด มันบอกหน้าตาเฉยว่ามึงกลับไปดูหนังสือดีกว่า เดี๋ยวสอบไม่ติด แม่งบัดซบจริง ๆ เล้ย ........


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.135.222   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 20:27
 ความคิดเห็นที่  62

1400 กลับมานั่งเจี้ยมเจี๋ยมที่โต๊ะทำงานพร้อมกับดูหนังสือ ทั้งที่หน้าแดงกล่ำ ทั้ง ผบช.และ หน่วยเกี่ยวข้อง ม่ายรู้เป็นงัยโทรหาและติดต่องานทั้งวัน เซ็งจริง ๆ
1600 ดูแล้วอยู่ต่อสอบตกแน่ ขับรถกลับบ้าน อาบน้ำพร้อบเผาอบเชยหอมกรุ่นตั้งใจดูหนังสือเต็มที่ จะเอาจริงแล้วโว้ย
16300 โทรศัพท์เริ่มดังระงมอีกครั้ง เพื่อน mike บอกว่ามีผู้พันจากประจวบและกับตัน chan และผองเพื่อนอยากพบ พร้อม ทรีเชอร์ 2 ลิตร แต่ใจแข็งทั้งที่อยากกินใจจะขาดว่ากูไม่ไป
1700 ทส.(หลายชายผู้รู้ใจ) ตั้งโต๊ะสุราพร้อมกับเปิด CVD เรื่อง แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ให้ดู
ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบอ่านอันดับที่ 4 ในผลงานของกิมยัง เลยอยากจะมาเล่าในกระทู้นี้
เป็นไง นี้แค่อารัมภบทเล่นเอาพิมพ์ซะเหนื่อย สำหรับเนื้อเรื่องเอาไว้วันหลังหละกัน ตอนนี้ไป ร่ายโศลก รำกระบี่ ร่ำสุรา ก่อน 5555555555555


ผู้ส่ง  ฺBigsu    email     url     ip  202.133.135.222   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 20:42
 ความคิดเห็นที่  63

" ต้มถั่ว ใช้เถาถั่ว เป็นเชื้อ
ถั่วอยู่ ในเตา ร่ำไห้ รำพันว่า
เราต่าง กำเนิดมาจาก รากเหง้าเดียวกัน
ใยจึงเผาพลาญ ร้องแรง ปานนี้ ..."


โศลก ร่ายเจ็ดก้าว ของโจสิด ยุคสามก๊ก

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.135.222   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 20:50
 ความคิดเห็นที่  64

แม่นวล....
ช่วยพาน้องพูห์ไปหาอะไรแพงๆกินสัก50บาทหล่ะกัน...กลับมา..เบิกที่เรา...

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  203.209.91.204   ตอบเมื่อ 02 ก.พ.48 เวลา 21:58
 ความคิดเห็นที่  65

ท่านบิ๊กสุ เล่าเรื่องเด็ดๆในสามก๊กให้ฟังหน่อยซิท่าน

ผู้ส่ง  ถ.    email     url     ip  202.133.177.154   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 00:29
 ความคิดเห็นที่  66

โอ้โห..ตั้ง 50 บาทแน่ะ ใจดีเป็นบ้าเลยพี่เรา ได้ french fries medium size เลยนะเนี่ย

ขอบคุณก๊าบบบ....

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 15:09
 ความคิดเห็นที่  67

ไม่เป็นไรมิได้น้อง....คราวหน้าใช้บริการอีกก็แล้วกัน..
ป่านนี้แม่นวลบงการ คงบินไป LA แล้วซินะ...ถ้าจับพลัดจับพลูหมีพูห์ ไป LA ตอนนี้ ก็สังเกตุให้ดี...สตรีไทยsize ยุโรป บึกบึน พูดจาไม่มีโค้งไม่มีเว้า...นั้นหล่ะเขาหล่ะ...

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 15:52
 ความคิดเห็นที่  68

ถามจริง ๆ เถอะพี่ ที่เขา (ก็พี่กับพี่อาโนนั่นแหล่ะ) ว่ากันว่าพี่นวล size ยุโรป บึกบึน นี่พูดจริงหรือพูดเล่น...พูดจนเริ่มเขวแล้วนะ

แต่ไม่น่าใช่ บอกแค่ว่าเป็นแอร์ ภาพพจน์หญิงงาม อ้อนแอ่น ก็ลอยมาในหัวเลย สงสัยพี่จะใส่ความ

หมีพูห์..เตือนก่อนนะ เดี๋ยวพี่นวลมาอ่านหล่ะก็ พี่เละ...แน่เลย

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 16:08
 ความคิดเห็นที่  69

ขอ confirm ค.เห็นที่ 68 ว่า คุณ นวลฯ เป็นอย่างที่ arno reccommend และ
ที่สำคัญ ก็คือ She is quite cute. จริง รึ เปล่า วะ เพื่อน Arno ?

ผู้ส่ง  ชัยยันต์ (อ้น)    email     url     ip  203.150.217.112:203.113.34.61   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 16:25
 ความคิดเห็นที่  70

ถ้าน้องหมีพูห์จะเขวเพราะคำพี่ผู้ชายทั้งหลาย พี่ก็ขอมายืนยันอีกเสียงจะได้แน่ใจ
เนื่องด้วยว่าอันตัวพี่สองคนก็อยู่หัวแถวมาตลอดตอนเรียนหนังสือ ตอนม.2 ก็มีเรียนกิจกรรมเข้าจังหวะก็มิอาจหาเพื่อนผู้ชายคนไหนมายืนเทียบเคียงเราทั้งสองได้ อาจจะเป็นเพราะวัยรุ่นชายโตช้ากว่าวัยรุ่นหญิง อาจารย์ก็เลยให้เราเต้นคู่กัน พี่สูงกว่านิดนึงก็เลยเต้นเป็นผู้ชาย
ตอนนี้เราก็อายุไม่น้อยกันแล้วนะคะ จะอ้อนแอ้นเหมือนเด็กสาวก็คงเป็นแค่ในฝัน แต่กระนั้น นึกถึงสมัยก่อนตอนวัยรุ่นพี่ก็ผอมเป็นไม้เสียบผี พี่นวลก็ไม่ผอมค่ะ อวบ ๆ แต่เอวยังเป็นเอวอยู่ แต่คนสูงน่ะ จะยังไงมันก็ไม่ดูอ้อนแอ้นไปได้หรอกค่ะ ก็ลองไปอ่าน ๆ สิ ที่เค้าแซวว่าบึกมั่งล่ะ ยักษ์บ้างล่ะ แต่ไม่ดุเหมือนยักษ์นะจ๊ะ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.146:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 16:34
 ความคิดเห็นที่  71

เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกว่าพี่นวลก็กลายเป็นพี่ต้นอ้อ (เพราะพี่ต้นอ้อสูงกว่า) แต่หมีพูห์ขอแย้งนี๊ดนึงนะคะพี่ ที่ว่าวัยรุ่นชายโตช้ากว่าวัยรุ่นหญิง ก็ตอนเข้าเรียนใหม่ ๆ ตัวเท่า ๆ กับเพื่อนผู้ชายในห้อง ผ่านไปเทอมเดียวไอ้บ้านี่สูงชะลูดขึ้นไปเป็นเปรต ประมาณ 180 up ทิ้งให้หมีพูห์มองมันงง ๆ ว่ากินอะไรเข้าไปน่ะ พูดถึงตอนเรียนมัธยมแล้วอยากกลับไปเรียนใหม่เนอะพี่เนอะ

สำหรับพี่ชัยยันต์ ขอเรียกพี่อ้นแล้วกันนะคะ สั้นดี ขอบคุณค่ะสำหรับความเห็นชี้ขาดของกรรมการ



ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 17:30
 ความคิดเห็นที่  72

สำหรับพี่ชัยยันต์ ขอเรียกพี่อ้นแล้วกันนะคะ สั้นดี ..................
-----------------------------------------------------------------

5555555555555555555555

ผู้ส่ง  firefly    email     url     ip  202.176.147.182   ตอบเมื่อ 03 ก.พ.48 เวลา 17:40
 ความคิดเห็นที่  73

น้องพูห์..
ก่อนหน้านี้....มีข่าวแอร์การบินไทยโดนผู้โดยสารลวนลาม........เขาก็เลยให้คุณนวลขึ้นไปคอยขู่ผู้โดยสารหน่ะ...เอาที่SIZE พอฟัดพอเหวี่ยงกับพวกยุโรปเขาได้....ถึงจะบินไปไหนคุณนวลเธอก็ไม่กังวลหรอก..เพราะมี"องครักษ์พิทักษ์นวล" อย่างคุณต้นอ้อ..อยู่แล้ว

...วันนี้คุณต้นอ้ออาจไม่ว่าง..........เนื่องจากต้องไป.ทุบ..เฮ้ย!..ถอยฮอนด้าแจส..ขอเอาใจช่วยให้รถวิ่งสะดวก ไม่สะดุด ใช้สะบาย นะจ๊ะ.....

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 04 ก.พ.48 เวลา 08:49
 ความคิดเห็นที่  74

Wise men say only fools rush in
But I can?t help falling in love with you
Shall I stay
Would it be a sin
If I can?t help falling in love with you

Like a river flows surely to the sea
Darling so it goes
Some things are meant to be
Take my hand, take my whole life too
For I can?t help falling in love with you

Like a river flows surely to the sea
Darling so it goes
Some things are meant to be
Take my hand, take my whole life too
For I can?t help falling in love with you
For I can?t help falling in love with you

ผู้ส่ง  firefly    email     url     ip  202.133.176.159   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 00:49
 ความคิดเห็นที่  75

พี่ at love ...

ผู้โดยสารที่ลวนลามนี่ จริง ๆ ต้องเชียร์ให้แอร์เอาถาดตีหัวซะให้เข็ด แปลกเนอะเห็นแต่ข่าวผู้ชายลวนลามผู้หญิง ไม่ค่อยเห็นข่าวหญิงลวนลามชายเลย

อย่าว่าแต่ฮอนด้าเลยพี่ โตโยต้าก็เพิ่งโดนทุบนี่คะ ไม่รู้ป่านนี้พี่ต้นอ้อลองรถไปถึงไหนแล้ว ขับดีมั้ยดีบอกกันด้วยนะพี่ รูปทรง jazz น่ารักดีนะ

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  207.173.63.133   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 02:05
 ความคิดเห็นที่  76

เดี๋ยวน้องหมีพูห์จะเข้าใจผิด พี่นวลเค้าไม่ได้เป็นแอร์การบินไทยนะคะ

รถขับดีค่ะ ประทับใจมาก แล้วมันเบากว่าคันเก่าของพี่ คือ
1. เบาค่าน้ำมันครึ่งต่อครึ่งเลย เติม 91 ด้วย
2. ขับมือเดียวถนัดแบบจะเลี้ยวซ้ายสุดวง ขวาสุดวงได้เลยด้วยมือเดียว คล่องตัวดีมาก วงเลี้ยวแคบดี แต่คงจะขับช้ากว่าเก่าน่ะ เกรงใจเครื่อง 1500 และมันคันเล็ก ๆ กลัวปลิว

ข้างในไม่แคบนะ พี่ขายาว นั่งขับเลื่อนไม่ถึงสุดก็ขับได้แล้ว ปกติรถคันอื่นจะเลื่อนเบาะสุดเลย
คนขายบอกว่าเป็นรถรุ่นที่ประหยัดน้ำมันที่สุดของฮอนด้า คงจะเหมาะที่พี่ขับไปทำงานในเมือง

รู้สึกจะมีระบบป้องกันอะไรหลายอย่างจัง

มีอะไรคืบหน้าหรือไม่ดีแล้วจะบอกนะ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  203.107.209.218   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 20:27
 ความคิดเห็นที่  77

ฟังดูแล้วน่าจะดีนะ jazz เนี่ย แต่เราว่ามันตาโปนไปนิดนะ

ผู้ส่ง  firefly    email     url     ip  202.176.147.54   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 21:10
 ความคิดเห็นที่  78

คงคล้าย ๆ ตาเราตอนอดนอนน่ะ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  203.107.205.38   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 21:41
 ความคิดเห็นที่  79

อดนอนไปทำอะไรอยู่ล่ะจ๊ะ


ผู้ส่ง  firefly    email     url     ip  202.176.147.54   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 21:44
 ความคิดเห็นที่  80

ตัวเล็ก ๆ บินได้ไม่ใช่เหรอ บินมาดูเองสิ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  203.107.205.38   ตอบเมื่อ 05 ก.พ.48 เวลา 21:47
 ความคิดเห็นที่  81

น้องก็ขายาวค่ะ Jazz นี่ ถ้ามองในมุมคนขับ ก็โอเค ค่ะ นั่งได้สบาย
แต่ถ้าเบาะหลังนี่ ขอบอกว่าสั้นและแคบไปหน่อย นั่งไม่สะดวก มันติดเข่า
cab หลังสำหรับเก็บของ อันนี้ชอบค่ะ ดูดีเลย
รวม ๆ แล้ว ขอบอกว่า Work มากสำหรับขับในเมือง ประหยัด กระทัดรัด
แล้ว look น่ารักดีค่ะ สีก็สดใส สมัยปู๊น เคยชอบ three door ยังไง ตอนนี้ก็ชอบ Jazz
ยังงั้นเลย ตัวตายตัวแทนจริง ๆ ว่าแต่พี่อ้อ ถอยสีไหนมาคะ บอกบ้างดิ..

ผู้ส่ง  น้อง    email     url     ip  203.144.217.34:10.0.1.165   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 12:57
 ความคิดเห็นที่  82

สีเทาค่ะ ก็ไม่ต้องพูดถึงเบาะข้างหลังเลยค่ะ ไว้นั่งคนเดียวหรือสองคน เบาะหลังเด็ก ๆ ก็นั่งได้สบายพอดี

ตอนนี้กำลังสงสัยว่าฟิล์มมันมืดไปนิดนึง คนขายบอกว่าเป็นผู้หญิงควรจะติด 60 ครับจะได้ไม่อันตรายแล้วก็ไม่ร้อนมากเวลาขับกลางวัน ฉาบปรอทนิดนึง ไม่มืดหรอกครับ พี่ก็เออ ๆ ออ ๆ ไป แต่ติดไปแล้วน่ะทำไงได้

ขับมาเกือบอาทิตย์แล้ว เติมน้ำมันเต็มถังไป 660 ยังไม่หมดเลย คันเก่าเครื่อง 2200 เติมประมาณ 1200-1300 ต่ออาทิตย์น่ะ

คันก่อนโน้น โตโยต้า โคโรลา เครื่อง 1500 ขับ 80 ก็เหมือนจะอืดแล้ว แต่คันนี้เครื่อง 1500 เท่ากัน เมื่อเช้าเหยียบ 100 ก็ยังโอเคอยู่ แต่รถเบาไปนิด

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 13:10
 ความคิดเห็นที่  83

อีกสักพักก็ชินไปเองหล่ะต้นอ้อ รถเบาไปหน่อย แต่พอเธอนั่งก็ไม่หนักหรอก...จริงม๊ะ?

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 13:22
 ความคิดเห็นที่  84

ไม่เข้าใจ พิมพ์ผิดรึเปล่า? ต้องเปลี่ยนจาก"หนัก"เป็น"เบา"ใช่มั้ย?

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 13:35
 ความคิดเห็นที่  85

พี่อ้อ ฟิล์มที่มืดเกินไปอาจสร้างปัญหาเรื่องวิสัยทัศน์ในการขับขี่ตอนกลางคืนได้นะคะ
แต่ถ้าในแง่ ความร้อนเนี่ย เห็นเหมาะสมอยู่ เพราะเดี๋ยวนี้มันร้อนขึ้นทุกวันจริง ๆ นะคะ
คันเดิม 2200cc นี่น่าจะเป็น accord หรือเปล่าค่ะ เผื่อจะเป็นสาวก Honda ตัวจริง...
ถ้าใช่...ก้อนเดียว หรือสองก้อนคะ.....เพราะไม่น่าจะใช่รุ่นปี 2000 หรือ 20003 เพราะมันยังใหม่ พี่อ้อคงไม่คิดจะ turn ละมั๊งคะ

ผู้ส่ง  น้อง    email     url     ip  203.144.217.34:10.0.1.165   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 13:49
 ความคิดเห็นที่  86

จ๊ะ..จ๊ะ..จ๊ะ..คุณต้นอ้อ..ถูกต้องตามที่ท้วงติง..
คุณน้องไม่ต้องเป็นห่วงพี่ต้นอ้อหรอก ปกติตอนกลางคืนเขาไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้ว..แล้วปัญหาหน่ะ..ปกติพี่ต้นอ้อเขาก็มักมีปัญหาบ่อยๆอยู่แล้ว...อิ.อิ

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 13:54
 ความคิดเห็นที่  87

ที่รัก...ขา (ต้องเขียนห่าง ๆ กันหน่อย เดี๋ยวระเบิดลง)
ถ้ามันมีปัญหาบ่อย ๆ แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหาแล้วนะคะ เพราะปัญหามันต้องการการแก้ไข
ไม่ใช่บ่อยให้มันเกิดได้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชินนะคะ
ตัวอย่างเช่น พี่บางคน (พี่นั่นแหละ) ชอบหยอด พี่แก..ก็จะตามไปหยอดมันทุกกระทู้เลย!!!
ก็ไม่รู้ว่าพี่แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า????? หยอดแล้วตีจากอยู่อย่างเนี๊ย คนถูกหยอดเค้าก็ตั้งการ์ดเก้อกันพอดี เข้าใจป่ะเพ่....หยอดค้างไว้หรือเปล่าไปต่อให้จบซะ 5555


ผู้ส่ง  น้อง    email     url     ip  203.144.217.34:10.0.1.165   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 14:04
 ความคิดเห็นที่  88

คุณน้องคะ

เปล่าค่ะ ไม่ได้สาวกฮอนด้าตัวจริง เคยใช้ซีวิคก่อนหน้าโตโยต้าที่บอก
แต่คัน 2200 ที่ว่านี่คือ เชฟโรเลต ซาฟิราค่ะ เพิ่งจะ 3 ปีค่ะ เปลี่ยนมือไปให้ผบ.ทบ.ใช้แทนค่ะ

เรื่องวิสัยทัศน์การขับขี่ตอนกลางคืนนี่ไม่เป็นปัญหาสำหรับพี่อยู่แล้วค่ะ อย่างที่คุณ at love บอก คือ ไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้ว ถ้าไปก็ไปแบบใกล้ ๆ 10-15 นาทีถึงบ้านอะไรอย่างเนี้ย

คุณ at love

ท่าทางจะรู้มากไปหน่อยนะคะ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 14:12
 ความคิดเห็นที่  89

คุณน้องคะ

ปัญหาที่ว่าอาจจะไม่ซ้ำกันก็ได้ค่ะ
หรือถ้าซ้ำกัน อาจจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือไม่อยากแก้
บางอย่างไม่แก้ก็อาจจะดีกว่าแก้ก็ได้
ขอเพียงผ่านไปได้ก็พอ


ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 14:17
 ความคิดเห็นที่  90

พี่อ้อคะ ผบ.ทบ. นี่น้องแปลได้ว่า ผบ.ที่บ้าน นะเนี่ย
น้องนึกว่าเจอแฟนตัวจริงซะแล้ว ถ้ารถแนวนั้น น้องชอบ CRV ที่เค้าทุบนั่นแหละ
แต่ชอบรุ่นแรกของ CRV นะคะ ไม่ใช่ตัวหลัง มันบึกบึนแต่ไม่เทอะทะเกินไปดี

อืม...จริงค่ะ มองอีกมุม ถ้าเราไม่ใส่ใจกับมัน มันก็ไม่ใช่ปัญหาของเราอยู่ดี
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก้ไขอะไรก็ได้เน้อ
..ปล่อยมันทิ้งไป ลอยไปสู่ทะเลให้หายไป ให้มันอย่าคืนย้อนมา....

ผู้ส่ง  น้อง    email     url     ip  203.144.217.34:10.0.1.165   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 14:27
 ความคิดเห็นที่  91

แต่พี่ว่าซาฟิราน่ารัก กระทัดรัดกว่ามาก บึกบึนเหมือนพี่ด้วย
เวลาขับ กระจกหลังจะมองชัดกว่า มุมกว้างกว่าซีอาร์วีค่ะ ลองนั่งดูแล้วเห็นชัดกว่า
ก่อนจะซื้อซาฟิราก็ว่าจะซื้อซีอาร์วี พอซาฟิราออกมา ไปดูแล้วก็ซื้อซาฟิราค่ะ

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 14:41
 ความคิดเห็นที่  92

คุณน้องครับ...ผมกะมาหยอดคุณน้องต่อนะเนี่ย......


ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 15:50
 ความคิดเห็นที่  93

น้องให้ไปหยอดต่อที่กระทู้..นู้น..โน้น ไม่ใช่ตรงนี้
เดี๋ยวจับแพ้...TKO..ซะเลย คุณที่รักนี่!!!

ผู้ส่ง  น้อง    email     url     ip  203.144.217.34:10.0.1.165   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 16:29
 ความคิดเห็นที่  94

คุณน้อง...ไม่รู้เหรอคะว่า at love มันมั่วนิ่มได้หมด

"คุณน้องไม่ต้องเป็นห่วงพี่ต้นอ้อหรอก ปกติตอนกลางคืนเขาไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้ว" 555 เบ้.....ถามจริงๆเหอะ แกเป็นแฟนต้นอ้อเหรอ? แกแน่ใจนะ? 555555 เพื่อนข้าน่ะ ชอบออกตอนกลางคืน ไปดูหิ่งห้อย แกรู้จักมั้ยเบ้..หิ่งห้อย!!!!! ภาษาปะกิตเรียก firefly

แล้วพวกท่านๆเป็นอะไรกันจ๊ะ กระทู้ดิฉันวิจารณ์ภาพยนตร์...ไม่ใช่รถยนตร์ เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆ ขอบอกว่า เด็ก HONDA ตัวจริงเนี่ย..เจ๊นวลเลย เจ๊เคยเป็นเลขาท่านประธานชาวญี่ปุ่นสมัย HONDA CARS THAILAND จะเพิ่มศูนย์บริการที่รามคำแหง (จากเดิมที่เคยมีที่ถนนประมวล) ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรร่อก..ลืมๆแล้ว อาศัยตอหลด ตอแหลไปวันๆ ภาษาญี่ปุ่นก็พูดไม่เป็น ทั้งๆที่ตอนเด็กๆเคยแอบไปเรียน

จำได้แค่ "ฮะจิเม...มาโชก๊ะ" (อย่าลืมทำหน้า innocent เมื่อพูดจบ) แปลว่า....เริ่มได้รึยังคะ?5555 ใช้บ่อยเวลาพี่นวลเตรียมการประชุม

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.67.174.233   ตอบเมื่อ 10 ก.พ.48 เวลา 21:26
 ความคิดเห็นที่  95

งั้น...ต้นอ้อ...ก็...อังสุมาลิน หน่ะซิ ที่ชอบดูหิ่งห้อย..ใต้ต้นลำภู

ไอ้ฮอนด้าเนี่ยหน่ะ.....ไม่รู้เหมือนกันหว่ะ..แต่พี่เขยเป็นผู้จัดการอยู่ฮอนด้า เขายังใช้โตโยต้าอยู่พักหนึ่งเลย...จนฮอนด้าโล๊ะรถประจำตำแหน่งให้ในราคาพิเศษถึงเปลี่ยนมาใช้แหน่ะ...

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 11 ก.พ.48 เวลา 09:27
 ความคิดเห็นที่  96

อะไรกันคุณนวล หิ่งห้อยนี่เราก็ไปดูด้วยกันไม่ใช่เหรอ ที่สมุทรสงครามน่ะ ใครยังไม่เคยไปก็ไปซะ เป็นธรรมชาติอะไรที่แปลกดี เรารู้คุณก็ชอบหิ่งห้อยเหมือนกัน เอ๊ะ! พวกเพื่อนวิชาการของเราบอกว่าปล้องที่เท่าไหร่นะที่มันเรืองแสง

คุณที่รัก ไม่ได้ดูใต้ต้นลำพูค่ะ นั่งเรือไปดูกลางน้ำ ไฟแวบ ๆ เหมือนต้นคริสมาสต์ที่เปิดไฟแต่ระยิบระยับกว่า ยาวตลอดทั้งคุ้งน้ำเลย มหัศจรรย์มาก

ผู้ส่ง  ต้นอ้อ    email     url     ip  202.47.247.130:10.6.10.213   ตอบเมื่อ 11 ก.พ.48 เวลา 10:17
 ความคิดเห็นที่  97

"ฮะจิเม...มาโชก๊ะ" (อย่าลืมทำหน้า innocent เมื่อพูดจบ) แปลว่า....เริ่มได้รึยังคะ?5555 ใช้บ่อยเวลาพี่นวลเตรียมการประชุม
-----------------------------------
P' Nual Subarashi desu ne...
พี่นวลเก่งนะคะ


ผู้ส่ง  Pandao    email     url     ip  203.118.101.26   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 09:08
 ความคิดเห็นที่  98

พรรณดาวศิษย์รัก

เธอทำให้ครูนวลเสีย self ด้วยการใช้เลข 5 ถึงสี่ตัว....มันไม่ใช่เหรอ??? นี่แสดงว่าเจ๊ถูกไอ้พวกใน office มันหลอกใช้มะ...ยังไงเนี่ย อธิบายด่วน เจ๊ใช้ประจำเลยแทบจะเรียกว่าทุกวัน
ตกลงมัน จริง หรือ เท็จ วะ ภริยาเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียว!!! เคลียมาหน่อยเร้ว

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.67.177.246   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 13:48
 ความคิดเห็นที่  99

อ้าว...เจ๊เพี้ยนแล้ว 5555 นี่มันเจ๊เองนี่หว่า รึเราเสือกหัวเราะเยาะตัวเอง สรุปแล้วเจ๊ใช้ถูกความหมายรึเปล่าล่ะคะ...วานภริยาเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียวบอกที

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.67.177.246   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 13:55
 ความคิดเห็นที่  100

พี่นวลใช้ถูแล้วค่ะ
Hajime ma shoo ka??>>> เริ่มได้หรือยังคะ/ครับ?
ใช้ในกรณีที่ชักชวนให้เริ่ม พรรณดาวได้ยินทุกครั้งในห้องเรียน อาจารย์ชวนให้เริ่มเรียนค่ะ

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.166.229   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 18:33
 ความคิดเห็นที่  101


ภริยาเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียว!!!
---------------------
ได้ตำแหน่งเพิ่มมาอีกหนึ่ง5555....แจ๋วจิงๆพี่เรา..

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.166.229   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 18:57
 ความคิดเห็นที่  102

อาห้อย....อาห้อย....อาห้อย

ช่วยแคะอุนจิโน๊ตให้ทีดิว๊ะเจ๊ กูหายใจไม่ออก

ผู้ส่ง  เทิ้มจัง...งัง    email     url     ip  203.118.108.172   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 20:28
 ความคิดเห็นที่  103

อ้อ...พี่นวลขา..า..า..าพรรณดาวมีความรู้เรื่องภาษากัมพูชาอีกหนึ่งภาษาค่ะ
แล้วหนูจะต้อง...ตามไปเป็นภริยาเอาอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ...ด้วยหรือเปล่าคะ5555

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.166.229   ตอบเมื่อ 12 ก.พ.48 เวลา 21:01
 ความคิดเห็นที่  104

พรรณดาว...โม ปี พนมเปญ....555

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  203.209.117.146   ตอบเมื่อ 13 ก.พ.48 เวลา 00:52
 ความคิดเห็นที่  105

บ็อง at love ...เต เต ขยมมันบานโมปีพนมเปญ
ขยมโนไทย...>> **พี่ at love ไม่ ไม่ หนูไม่ได้มาจากพนมเปญ หนูอยู่ไทยค่ะ**

พี่นวลคะ พอจะเป็นภริยาเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญได้มะคะ5555

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.167.239   ตอบเมื่อ 13 ก.พ.48 เวลา 19:50
 ความคิดเห็นที่  106

ด๋ำได๋ ด๋ำด่าว จักกาเจ่า จึก จึก

ด๋ำได๋ ดึ๊ก ดึ๊ก จักกาจึก จักกาเจ่า

เออ.งงมานานแล้วก็ไอ้ประโยคเนี่ยะ เจ๊ช่วยแปลให้ทีดิ มันภาษาของประเทศอะไรว๊ะ

งูเก็งกองรึเปล่า หรือเฮียเบ้ว่าไง อย่าบอกนะว่ารู้แต่ จึก จึก ดึ๊ก ดึ๊ก ผีมะขามไม่เอานะเฟ้ย

มีป๊ะ เทิ้มมีป๊ะ มีข้าวสารหอมมะลิเสกตราเณรแอร์ด้วย แต่คิดอีกทีมีทั้งหม้อหุงผีหุงข้าวแม่ง

พร้อมกันไปเลยดีกว่า เฮ้ย.เฮียเบ้หม้อรุ่นอุ่นทิยพ์ด้วยนะ ฮิตา....ตาอะไรว้า เสียบปุ๊บ แฉะปั๊บ

ไปดีก่าเดี๋ยวหาว่าลามก จริง ๆแล้วอุบาทว์

**ขออภัย ณ ที่นี้ที่บางคำอาจไม่สุภาพ แต่เพื่ออรรถรสและรสชาดของภาษา บ้านนอกแบบ

เทิ้ม เทิ้ม ขออภัยจริง ๆ ขอรับกะผม

ผู้ส่ง  เทิ้ม    email     url     ip  203.118.120.38   ตอบเมื่อ 14 ก.พ.48 เวลา 02:34
 ความคิดเห็นที่  107

สำหรับเทิ้ม..(คนอื่นห้ามอ่าน)
..ฮิตาฮิ..เปิดปุ๊บติด.ป..อิ๊..ไง....

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 14 ก.พ.48 เวลา 07:55
 ความคิดเห็นที่  108

สำหรับเทิ้ม..(คนอื่นห้ามอ่าน)
..ฮิตาฮิ..เปิดปุ๊บติด.ป..อิ๊..ไง....

ผู้ส่ง  at love    email     url     ip  202.183.235.3:202.183.235.3   ตอบเมื่อ 14 ก.พ.48 เวลา 07:55
 ความคิดเห็นที่  109

5555 ฮิตาฮิ อะไรกันเนี่ยะ เสียบปุ๊บแฉะปั๊บ แล้วจะกินได้มั้ยเนี่ยะ 555555

กลัวฟางข้าวติดคอว่ะเฮียเบ้ 555555

ผู้ส่ง  เทิ้ม    email     url     ip  203.118.120.11   ตอบเมื่อ 14 ก.พ.48 เวลา 13:14
 ความคิดเห็นที่  110

เมื่อวานนั่งดู Men in fire ซึ่งมีพระเอกขวัญใจพี่เบิ้มรางวัลออสการ์ เดนเซล วอชิงตัน แสดงนำ
และมีตัวประกอบยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์อีกคนจำชื่อไม่ได้แสดงร่วมกัน
เนื้อเรื่องก็ผูกไว้หลวม ๆ ให้พระเอกเป็นอดีตทหารผ่านศึก และเอฟบีไอผู้เก่งกาจ แต่มีความหลังฝั่งใจเลยกลายเป็นคนติดเหล้าเหมือนผม 5555
เพื่อนรักเลยหางานให้ไปเป็นบอดดีการ์ดของลูกคนรวยชาวสเปนแต่มีเมียอเมริกันที่กำลังประสบปัญหาการถูกลักพาตัว
เนื้อเรื้องผูกให้เห็นความผูกพันระหว่างเด็กน้อยกับบอดีการ์ดขี้เมา โดยเอาการฝึกว่ายน้ำเป็นแกนหลัก
ดุเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันมาก และมีความผูกพันกันอย่างรวดเร็ว ข้อนี้ไม่ติดใจเพราะเวลาเราเจอใครบางคนก็รู้สึกผูกพันมาก ถึงมากที่สุด
เด็กสาวถุกลักพาไปเรียกค่าไถ่ แต่งานนี้มีคนมาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้ง ตร. มาเฟีย พ่อแม่ และนักข่าวสาว
พระเอกเราก็เลยเลียนแบบแรมโบ้ เก่งซะเหลือเกินตามที่ฮอลลีวูดต้องการให้โลกคิดว่าทหารอเมริกันเก่ง
เนื้อเรื่องดำเนินได้ดี แต่บางครั้งเหตุผลอ่อนไป โดยเฉพาะตอนจบที่ทำให้คาใจ
ขออุบรายละเอียดไว้เหมือนเดิม เผื่อใครจะไปดู ให้ 8 คะแนน ถ้าดุไม่คิดมากก็ถือว่าใช้ได้เลยหละครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  203.118.70.163   ตอบเมื่อ 20 ก.พ.48 เวลา 18:30
 ความคิดเห็นที่  111

อืมม์...ได้แต่อ่านหนังสือนะคะ เข้าท่าดี เพราะรายละเอียดเยอะกว่า ชอบตรงเวลาเค้าอธิบายวิธีการทำงานของพระเอกตอนเป็นทหารรับจ้าง และตอนที่หลังจากโดนยิงบาดเจ็บ จนเด็กน้อยต้องถูกจับตัวไป ..แล้วก็โดนปู้ยี่ปู้ยำจนตาย ซึ่งสร้างความแค้นแก่คนอายุ 50 กว่าๆ ทำให้เค้าคิดว่า เค้าพลาด..

แม้มันจะสายไปแล้ว แต่เราได้เรียนรู้พัฒนาการด้านจิตใจของมนุษย์ ไอ้ที่ตายก็ตายไป แต่มันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่....

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  210.203.182.106   ตอบเมื่อ 21 ก.พ.48 เวลา 11:16
 ความคิดเห็นที่  112

วันนี้อยู่บ้านเหงา ๆ นั่งอ่านหนังสือเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร พร้อมกับจิบไวน์เย็น ๆ จากฝั่งลาวขวดสวย ๔ ลิตร
เวลาเมามายก็อยากจะเป็นเหมือนเหล็งฮู้ชง ดื่มสุรา ดีดพิณ เล่นหมาก คลอเคล้ากับยิ่มเสี้ยวเจ้ยะแห่งผาไม้ดำ
แต่ชีวิตจริงมิใช่ เลยหาหนังมาดูวันนี้ได้หนังถูกใจ "The Terminal " ผลงานของผู้กำกับพันล้าน สตีเว่น สปิลเบิรก
โดยมีพระเอกขวัญใจ ๒ รางวันออสการ์ Tom Hanks กับ Cattherine Zeta-Jone นางเอกในดวงใจของหลายคนนำแสดง
เนื้อเรื่องสรางจากเรื่องจริงที่มีคนไปติดอยู่ที่สนามบิน JFK เป็นเวลาเกือบปี แต่ในเรื่องสร้างสถาณการณ์ให้บ้านเกิด
ของพระเอกมีสงครามจะกลับก็ไม่ได้ จะไปก็ไม่ได่ ส่วนนางเอกแสนสวยเป็นแอร์สาวสวยเหมือนคุณนวลเลยหละ 555555
เนื้อเรื่องค่อนข้างอ่อน เพราะฮอลลีวูดพยายามสร้างให้อเมริกาเก่ง มีน้ำใจ รุ้เรื่องตลอด แต่ตรงระเบียบเป๊บ
แต่แค่เครดิตของผู้สร้างและดารานำก็กินขาดจนลืมความรุ้สึกเหล่านั้นเลยหละ มีหลายฉากได้ความรู้สึกดี
วิกเตอร์ (Tom Hanks) พูดกับนางเอกอเมเรียถ้าจำไม่ผิด ว่าชีวิตคนเราก็ต้องรอคอยสิ่งที่โหยหามาตลอดชีวิต
กับคำถามของนางเอกที่ถามว่ากษัตริย์นโปเรียลให้อะไรเป็นของขวัญแก่ โจเซฟิน คือกล่องทองคำมีคำว่า "พรหมลิขิต" ทำให้คิดถึงใครบางคนจับใจ
คะแนนให้แค่ ๘ แต่ขอบอกว่าชอบมาก Tom Hanks ยังเฉียบขาดเหมือนเดิม ตั้งแต่ดูฟอเรสกัมส์เป็นต้นมา .....

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.212   ตอบเมื่อ 21 ก.พ.48 เวลา 23:03
 ความคิดเห็นที่  113

เดี๋ยวจัดให้ เรื่องสร้างหนังขอให้บอก "หนองงูเห่า...พรหมลิขิตจากสวรรค์" ถ้าไปฉายเมืองนอก จั่วหัวว่า "THE TERRIBLE" Eric Clapton ให้เพลงประกอบ Tears in Heaven นำแสดงโดย สุพรหม และ นางเอกหน้าใหม่ สูง ยาว เข่าดี......นาม ต้นอ้อ!!!!!!

.......And the OSCAR goes to.......นวลบงกช The best Script Writer.......55555

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  202.67.167.242   ตอบเมื่อ 22 ก.พ.48 เวลา 00:03
 ความคิดเห็นที่  114

ที่มา : มติชนรายสัปดาห์ : ภาพยนตร์ โดย นพมาส แววหงส์

MILLION DOLLAR BABY "หนึ่งในหนังเรื่องเยี่ยมที่สุดของปี"

กำกับการแสดง Clint Eastwood

นำแสดง

Clint Eastwood

Hilary Swank

Morgan Freeman



โปสเตอร์หนังอาจจะหลอกตาให้เชื่อว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับนักมวยผู้หญิงคนหนึ่งที่ฝ่าฟันวิถีขึ้นสู่สังเวียนแชมเปี้ยน

อาจทำให้คนที่ไม่ชอบดูมวยจะพาลไม่อยากดูหนังเพราะไม่ชอบดูคนชกกัน

จริงอยู่ หนังเล่าเรื่องตรงตามที่บอกไว้ข้างต้นนี้แหละ แต่ถึงอย่างไรเนื้อหาหลักของหนังก็ไม่ได้เกี่ยวกับนักสู้เพื่อเงินรางวัลและตำแหน่งบนสังเวียนคาดเชือก มากไปกว่าการเสนอภาพของนักสู้ทรหดในสังเวียนชีวิต...ซึ่งมีเพียงสองสิ่งรออยู่เบื้องหน้า...อย่างใดอย่างหนึ่ง...

...นั่นคือชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

หนังเน้นอยู่ที่ตัวละครสามตัวซึ่งแสดงโดยสุดยอดฝีมือที่เจนจัดด้านการแสดงทุกคน หนังเป็นเรื่องของ แม็กกี้ ฟิตซเจอรัลด์ (ฮิลารี สแวงก์) วัยสามสิบเอ็ดปีที่ไร้การศึกษา ไร้โอกาส อับจนหนทางใดๆ ในชีวิต เธอทำงานเสิร์ฟอาหารมาตั้งแต่วัยสิบสาม และมองไม่เห็นหนทางก้าวต่อไปไหนในอนาคต

เธอมาขอให้ แฟรงก์ ดันน์ (คลินต์ อีสต์วู้ด) เจ้าของโรงยิมซ้อมมวยช่วยเป็นเทรนเนอร์ให้ แฟรงก์ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี บอกว่าเขาไม่เทรน "สาวๆ" แถมบอกด้วยซ้ำว่ามาฝึกเอาในวัยสามสิบเอ็ดนี้สายเกินกว่าที่จะมีอาชีพทางนี้แล้ว

แต่แม็กกี้ก็ไม่ยอมท้อถอย ถ้าไม่ได้ชกมวย ชีวิตของเธอก็จะไม่ได้ไปไหนมากกว่านี้อีกแล้ว



หนังเดินเรื่องในลักษณะเรื่องเล่าจากปากของ เอ็ดดี้ ดูปรี (มอร์แกน ฟรีแมน) อดีตนักมวยผิวดำที่ก้าวไปไม่ถึงดวงดาวและเสียดวงตาไปข้างหนึ่งจากการชก เอ็ดดี้เป็นเพื่อนคนเดียวของแฟรงก์และทำหน้าที่เฝ้าโรงยิมให้เขาโดยใช้โรงยิมแทนบ้าน

เอ็ดดี้เห็นความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในตาของแม็กกี้ และอยากให้แฟรงก์รับเธอเป็นศิษย์ แต่แฟรงก์ก็ไม่สนใจเอาเลย

จวบจนกระทั่งแฟรงก์สูญเสียนักมวยในสังกัดคนสุดท้ายที่เขาเทรนให้แก่ผู้จัดการนักมวยที่มีหัวธุรกิจดีกว่าเขาและสามารถสร้างอนาคตเร็วทันใจกว่าสำหรับนักชกที่ใฝ่ฝันจะไปถึงดวงดาว

ในที่สุดแฟรงก์ก็ใจอ่อนรับเป็นเทรนเนอร์ให้แม็กกี้เพื่อให้เธอก้าวขึ้นสู่แชมเปี้ยน

แต่อย่างที่บอกแล้วว่าหนังไม่ได้เล่าถึงวิถีของแชมเปี้ยน แม้ว่าฉากบนสังเวียนจะเป็นฉากที่ทำได้ดีมาก และแสดงแคแร็กเตอร์ที่แกร่งกล้าของแม็กกี้

ฮิลารี สแวงก์ ไม่ได้มีหนังดีๆ เล่นอีกเลยหลังจาก Boys Don"t Cry ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์มาได้ หนังหลายเรื่องหลังจากนั้นไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ใช้ศักยภาพในตัวอย่างเต็มที่ อย่างเช่น An Affair of the Necklace และ Insomnia ซึ่งเป็นบทที่แปลกแปร่งไปจากตัวเธอ

คลินต์ อีสต์วู้ด เป็นคนให้โอกาสเธอกลับมาอีกครั้งอย่างสวยงาม เธอสวมบทบาทสาวไร้ค่าที่ต่อสู้อย่างกล้าแกร่งเพื่อทำให้ชีวิตกลายเป็นอะไรขึ้นมามากกว่าจะเป็นเศษสวะสังคม

ช่วงหลังของหนังยังมีมากกว่านั้นอีก เพราะหนังไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับชัยชนะบนสังเวียนเพียงแค่นั้น แต่ชีวิตยังมีปัญหาที่ลำบากยากเย็นและซับซ้อนกว่านั้นอีก

หนังเรื่องนี้เสนอปัญหาทางศีลธรรมที่ไม่มีทางออกง่ายๆ และนำเสนอตัวละครที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตสำนึกผิดจากเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ความดีเด่นของหนังอยู่ที่การพยายามไม่บีบเค้นอารมณ์ให้เป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา แต่ถ่วงน้ำหนักไว้อย่างฉลาดด้วยการวางลักษณะตัวละครที่น่าเชื่อในสถานการณ์จริงๆ

และไม่ได้มีทางออกที่ปลอดโปร่งโล่งใจในขั้นสุดท้ายเสียด้วย แต่ทิ้งไว้ให้เราใคร่ครวญถึงความถูกความผิดต่อไปอย่างไม่รู้ว่าควรจะคิดอย่างไรดี

ปัญหาทางศีลธรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการุณยฆาต หรือการฆ่าโดยปรานี

เป็นประเด็นที่ให้ถกเถียงกันอย่างไรก็คงหาข้อยุติไม่ได้ว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการกระทำที่มีมนุษยธรรมกว่ากัน



ผู้เขียนยับยั้งตัวเองไว้ไม่ให้พูดอะไรชัดเจนไปกว่านี้ อันที่จริงออกจะรู้สึกคันปากยิบๆอยากวิจารณ์ให้ถึงแก่นมากกว่านี้ แต่ประเด็นที่จะพูดถึงจะทำให้รู้ตอนจบของเรื่องไปเลย เลยต้องชะงักเอาไว้ หาไม่จะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวมากเกินไป และเชื่อแน่ว่าผู้อ่านน่าจะได้ดูหนังนี้โดยไม่รู้เรื่องตอนจบมาก่อน

จึงขอพูดแต่เพียงว่า คลินต์ อีสต์วู้ด เป็นผู้กำกับหนังที่เอาแต่ทำให้เราประหลาดใจอยู่เรื่อยว่าเขายังมีดีซ่อนอยู่อีกสักแค่ไหนนะ หลังจากทำหนังเรื่องเยี่ยมๆ มาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่ Unforgiven ซึ่งสร้างความแปลกใหม่ให้แก่หนังคาวบอยตะวันตก มาจนถึง Mystic River ที่เข้มข้นไปด้วยดรามาและแคแร็กเตอร์ที่ยากจะลืมเลือน

เหมือนกับว่าเขายังมีของดีซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออีกเยอะแยะและยังควักออกมาให้ดูไม่หมดไส้หมดพุง นับตั้งแต่เขาได้รับรางวัล Life time Achievement ไปเมื่อหลายปีมาแล้ว เขาก็ยังไม่ได้หยุดยั้งความสำเร็จของตัวเองไว้เลย

คลินต์ให้สัมภาษณ์ชมฮิลารีไว้ว่าเป็นนักแสดงที่มีวินัยและเอาจริงเอาจังกับบทบาทของตัวเองอย่างเหลือแสน เธอตั้งอกตั้งใจฝึกซ้อมมวยและสร้างร่างกายตัวเองให้กล้าแกร่ง ถึงขั้นที่ว่าเธอทรหดและฝีมือชกมวยดีพอจะขึ้นชกในสังเวียนจริงๆ ได้เลย

นั่นหมายถึงว่าถ้าเธอไม่คิดจะมีอาชีพทางการแสดง เธอก็อาจจะกลายเป็นแชมป์มวยได้ไม่ยาก เสียแต่ว่าอาจจะอายุมากไปหน่อย เช่นเดียวกับแม็กกี้นั่นแหละ

บทหนังก็นับว่าเป็นการดัดแปลงเรื่องจากนิยายมาสู่จอได้ดีมากทีเดียว และสำหรับฝีมือการกำกับการแสดงแล้ว คลินต์ อีสต์วู้ด สามารถคุมภาพ อารมณ์และจังหวะของเรื่องได้เยี่ยมยอดทีเดียว

บทบาทของ มอร์แกน ฟรีแมน ก็เหมาะเจาะกำลังดีและสร้างพลังให้แก่เรื่องอย่างมาก

สำหรับคนดูหนังทุกคน เรื่องนี้จะปล่อยให้พลาดไม่ได้เด็ดขาดเลยนะคะ



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.147   ตอบเมื่อ 27 ก.พ.48 เวลา 19:13
 ความคิดเห็นที่  115

Shall We Dance ?

วันพฤหัสบดี (ไม่มี ร.เรือ 555) ที่ผ่านมาเป็นวันสุดท้ายที่ น.ศ.ฝึกงานหุ่นใกล้เคียงผมจะสิ้นสุดการฝึกงานลงหลังจาก 4 เดือนเต็ม
ผมก็เคลียร์ปัญหาส่วนตัวและส่วนราชการได้เกือบหมดแล้วก็เลยพาน้อง ๆ และสมาชิกที่อยู่ใต้บังคับบัญชาไปกินกลางวันกัน
เวลาผ่านไปรวดเร็วมากหลังจากหมดสุรายอดนิยมไปสามขวดกับข้าวอีกสามโต๊ะใหญ่ สาว ๆ ก็เอาแต่ร้องเพลง
(ไม่รุ้ว่าจะร้องทำมายหนักหนาเหมือนบางชมรมเลย 5555) ผมก็เริ่มติดลม แต่พอ 1600 แม่ง (กำลังฮิต) ก็ทิ้งผมไปหมด
เพื่อนเจขาใหญ่กองบิน 6 โทรมาว่าไปต่อ ๆ กูจะพา น.ศ.ฝึกงานไปเลี้ยงเหมือนกันแต่เป็นตอนเย็นที่ .....
พอไปถึงโหตะลึงตึ่งตึง ทำมายน้อง ๆ ของกัปต้นเจช่างน่ารักหนักหนาแถมขี้อ้อนเอาใจเก่งตังหาก
กำลังสนุกได้ทีอีกแล้วก็มีคำสั่งทางยุทธการมาว่าให้ไปดูหนังรอบดึกเป็นเพื่อนหน่อย เรื่อง Shall We Dance ? กำลังจะลาโรง
เป็นหนังเกี่ยวกับเต้นรำ เดี่ยวจะตกข่าวไม่มีข้อมุลในชมรมเต้นรำ อาจทำให้คะแนนนิยมของเจ้านายตกได้
เอาไปก็ไป เมาก็เมา เฮียไมค์กับเฮีย Chan ด่าตามหลังว่ามึงจะดุทำบ้าอะไร โธ่ผมก็ไม่อยากไป แต่มันจำเป็น


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.147   ตอบเมื่อ 27 ก.พ.48 เวลา 19:39
 ความคิดเห็นที่  116


Shall We Dance ? ต่อ

หนังก็เป็นหนังเต้นรำอย่างที่บอกเหมาะสำหรับคนแก่เต้นบอลรุม ที่พวกเราคือฝึกตอนเตรียมทหารและโรงเรียนเหล่า
แต่พระเอกกับนางเอกถูกใจผมมากคือ ริชาร์ด เกียร กับน้องเจนนิเฟอร์ โลเปช สุดเซ็กซี่
เนื้อเรื่องผูกให้พระเอกเป็นคนทนายความที่ประสบความสำเร็จมากในชีวิต จนทำให้จำเจจนรู้สึกว่างเปล่า
มาวันนึงเฮียแกนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านมองไปที่หน้าต่างตึกก็มองเห็นสาวสวยยืนอยู่ริมหน้าต่างอย่างเศร้าเสร้อยพร้อมป้ายเชิญชวนเรียนเต้นรำ
ผ่านอยู่หลายวันกับภาพเดิม เท้าไวเท่าใจคิด กลับบ้านก็ไม่มีอะไร เมียกลับดึก ลูกไปเรียน กลับดึกหรือไม่ดึกก็เหมือนกัน
พอไปเรียนพระเอกของเราถึงได้พบชีวิตใหม่ที่ใคร ๆ ที่ชมชอบเต้นรำจะเข้าใจและยิ้มอย่างถูกใจ Ballroom is all or nothing มันเป็นอย่างนั้น
น้องเจโลของผมเต้นรำได้สวยงามมาก ฉากที่เธอสอนพระเอกเต้นแท้งโก้ช่างเร้าใจเสียจริง ๆ หนังฝรั่งต่างกับหนังไทยคือความสมจริงนี้หละ
มีบางประโยคที่กินใจมากถ้าผมไม่เมามากจนเกินไป ตอนที่พระเอกสารภาพกับภรรยาที่รักว่า
"I'm ashamed... of wanting to be happier when we have together is so much."
ผมละอายใจที่อยากมีความสุขมากกว่านี้ เมื่อสิ่งที่เรามีกันมันมากเหลือเกิน ผมว่าคงโดนใจหลาย ๆ คน เช่น คุณต้นอ้อ เป็นต้น
หนังดีมากแต่ไม่ทำเงินในเมืองไทย ผมให้คะแนนถึง 9 ถ้าไม่เมาแล้วไปดูคงจะเต็มสิบ 55555


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.147   ตอบเมื่อ 27 ก.พ.48 เวลา 20:01
 ความคิดเห็นที่  117


ที่มา : มติชนรายสัปดาห์ :ภาพยนตร์ โดย นพมาส แววหงส์

BIRTH "กลับชาติมาเกิด"

กำกับการแสดง Jonathan Glazer

นำแสดง

Nicole Kidman

Cameron Bright

Danny Huston

Anne Heche

Peter Stormare



ได้ข่าวมาก่อนหน้าแล้วว่าตอนหนังเรื่องนี้ไปฉายที่เทศกาลเมืองคานส์มีคนดูส่งเสียงโห่เพราะทนดูฉากฮือฮาฉากหนึ่งไม่ได้...ซึ่งเมื่อไปดูเข้าจริงแล้ว ก็ไม่มีอะไรอยู่ในกอไผ่ให้น่าหวาดเสียวอย่างที่หวั่นเกรงกัน ออกจะเป็นฉากที่ซื่อบริสุทธิ์อย่างตรงไปตรงมา และไม่ได้พยายามทำอะไรมากไปกว่านั้น

พูดตรงๆ ว่าสมมติฐานของเรื่องนั้นออกจะน่ากระอักกระอ่วนอยู่พอดูในแง่ที่เกี่ยวกับความแตกต่างทางอายุของนางเอกกับ "พระเอก" กล่าวคือ ผู้หญิงในวัยสามสิบกว่าจะตกหลุมรักเด็กชายวัยสิบขวบได้หรือ ไม่มีใครในคนดูทำใจรับเรื่องนี้ได้หรอกค่ะ

แต่เมื่อได้ดูหนังโดยรวมแล้ว ก็ลงตัวดีนะคะ ไม่ได้กลายเป็นเรื่องเสื่อมเสียศีลธรรมหรือผิดกฎหมายอะไรดังที่กลัวกันเลย

หลังจากข้ามความตะขิดตะขวงใจในตอนที่ได้รู้สมมติฐานของเรื่องจากหนังตัวอย่างมาในตอนแรกได้ ผู้เขียนกลับชอบกับหลายสิ่งหลายอย่างในการนำเสนอมากเลยด้วย

และแอ็กติ้งของบรรดาตัวนำนั้นก็น่าติดตาตรึงใจ



หนังเปิดขึ้นมาในความมืด มีเสียงผู้ชายที่กล่าวถึงความไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิด ในฐานะที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่ในเรื่องวิญญาณ ผู้ชายคนนี้ชื่อฌอน และเรากำลังเห็นเขาวิ่งออกกำลังอยู่ในสวนสาธารณะที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะในหน้าหนาว ไปตามทางที่คดเคี้ยว ลอดใต้อุโมงค์สั้นๆ ของสะพานข้ามเหนือหัว ลดเลี้ยวไป เป็นร่างดำๆ ในชุดออกกำลังคลุมร่างไว้ทั้งร่าง---ในเส้นทางที่วิ่งไปโดยลำพัง แต่ก็ยังพอมีคนวิ่งอยู่ในแบ็คกราวด์บ้าง

ภาพแช่อยู่นาน ตราบจนเขาวิ่งกลับมาตามทางเดิม เข้าไปใต้อุโมงค์เดิม และหยุดชะงักอยู่ในเงามืด ก่อนที่จะล้มพับไป...หัวใจวายกะทันหัน

ภาพต่อมาคือทารกแรกเกิด...และคำบรรยายว่าเวลาผ่านไปสิบปี

เราพบกับแอนนา (นิโคล คิดแมน) ที่โศกเศร้าเสียใจให้แก่ความตายของฌอน ผู้เป็นสามี อยู่เนิ่นนาน แต่แอนนากำลังตัดสินใจจะก้าวเดินต่อไปในชีวิต ด้วยการแต่งงานกับโจเซฟ (แดนนี่ ฮัสตัน) ผู้ชายที่เหมาะสมกับเธอทุกประการ และยังรักเธออย่างแน่วแน่มั่นคงและอดทนรอคอยเธอมานานตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นิโคล คิดแมน มาในรูปโฉมกร้อนผมสั้นจุนจู๋สีแดงเจิดจ้า ซึ่งมีคนวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามจะโยงเข้ากับ มีอา ฟาร์โรว์ ที่ตัดผมสั้นกุดเหมือนกันในเรื่อง Rosemary"s Baby หนังผีที่น่ากลัวที่สุดเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ว่ากันว่าหนังเรื่องนั้นทำให้บรรดาหญิงมีครรภ์หวาดวิตกและระแวงหมอกับพยาบาลในโรงพยาบาลไปหมด ด้วยกลัวว่าจะถูกขโมยลูกไประหว่างคลอด แต่ความคล้ายคลึงของหนังทั้งสองก็มีเพียงแค่นั้นนะคะ Birth ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับแอนตี้ไครสต์ หรือภูตผีปิศาจที่ชั่วร้ายที่มาเกิดเข้าร่างมนุษย์แต่อย่างใด

การนำเสนอสร้างพื้นฐานหนักแน่นให้แก่เรื่องว่าฌอนที่ตายไปแล้วนั้นกลับมาเกิดใหม่ และรอเวลาที่จะเติบโตขึ้นมาพบกับแอนนาต่อไป

และฌอนก็มาขอพบแอนนาจริง แต่เขามาในร่างของเด็กชายวัยสิบขวบ (แคเมอรอน ไบรต์ ซึ่งมีหน้าตาส่อแววเป็นผู้ใหญ่เกินวัย) ฌอนเข้ามาขอพูดกับแอนนาเป็นส่วนตัว และบอกว่าเขาคือฌอน และว่าแอนนาจะทำผิดอย่างใหญ่หลวงถ้าไปแต่งงานกับโจเซฟเข้า

จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องจะพุ่งไปที่ประเด็นข้อนี้ข้อเดียวคือ ฌอนคนนี้เป็นคนเดียวกับฌอนที่ตายไปหรือเปล่า

เด็กชายดูจะเชื่อดังนั้นอย่างจริงใจ และถึงแก่ล้มพับลงไปเมื่อแอนนากล่าวตัดรอน

หนังเดินเรื่องช้าๆ นะคะ และใช้การแช่ภาพไว้นานๆ ด้วยเอฟเฟ็กต์ที่ไม่ยอมให้เราหนีไปไหน แต่บังคับให้เผชิญหน้ากับความจริงเบื้องหน้า

สำหรับหนังเรื่องอื่น อาจจะเป็นคำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่ผู้เขียนชอบวิธีเดินเรื่องและแช่ภาพในเรื่องนี้ เราจึงได้เห็นช็อตที่กล้องไม่ยอมไปที่ไหนเลยนอกจากจับภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของแอนนาขณะนั่งดูโอเปราอยู่ในโรงละคร เป็นช็อตที่นิ่งอยู่กับที่นานถึงสามนาทีหรือประมาณนั้น-ราวๆ เพลงทั้งเพลงละค่ะ-นิโคล คิดแมน เป็นนักแสดงที่เก่งวันเก่งคืน และฝีมือถึงอยู่แล้ว ดังนั้น ใบหน้าของเธอจึงบอกความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย หลังจากอารมณ์สะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงที่เห็นฌอนล้มพับไปต่อหน้า เมื่อถูกเธอตัดรอน

แอนนากลายเป็นคนเดียวที่เชื่อว่าฌอนคือสามีที่ตายไปกลับชาติมาเกิดจริงๆ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นคนหลอกลวง แต่ก็ไม่มีใครยอมรับสักคน

อาจจะเป็นได้ว่าการยอมรับว่าเขาเป็นฌอนนั้น ไม่ได้ทำให้เรื่องลงเอยไปในทางดีแต่อย่างไรเลยสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผิดกับแอนนาที่ไม่สามารถตัดใจเลิกรักสามีที่ตายไปได้ง่ายๆ จึงมองข้ามร่างในวัยสิบขวบไปเห็นตัวตนที่ซ่อนอยู่ข้างในได้

ถ้าจะดูเฉพาะปฏิกิริยาของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะและเชื่อในเหตุในผลที่พิสูจน์ได้ เท่านี้ก็คุ้มแล้วนะคะสำหรับหนังเรื่องนี้



หนังยังมีจุดหักเหที่สำคัญ ซึ่งทำให้เรื่องลงลงเอยได้อย่างไม่น่าเป็นห่วงเป็นใยในเชิงศีลธรรมและกฎหมายนะคะ แต่ไม่เล่าในที่นี้จะดีกว่า เอาไว้ให้ไปค้นหาเอง เดี๋ยวจะไปทำลายรสชาติของการดู

ที่ผู้เขียนชอบอีกอย่างคือ การสร้างแคแร็กเตอร์ของฌอน เมื่อแอนนาทดสอบฌอนด้วยการตั้งคำถามว่าในโลกนั้นผู้ชายต้องเป็นผู้นำและหาเลี้ยงและให้ความสุขแก่ภรรยา แต่ฌอนจะเสนออะไรให้เธอได้ล่ะ เขาตอบว่าเขาจะหางานทำ และพูดกับเธอในประเด็นเรื่องเซ็กส์ว่าเขาเข้าใจว่าเธอหมายความว่าอย่างไร และแม้ว่าเขาจะยังไม่เคยทำกับใคร แต่เธอก็จะเป็นคนแรก

ฉากนี้เกิดขึ้นในร้านไอศครีมค่ะ บทสนทนาตัดอยู่กับภาพของฌอนกำลังตักไอติมใส่ปาก และลงท้ายด้วยการที่แอนนาหยิบช้อนไอศครีมมาตักเข้าปากบ้าง

สร้างประเด็นที่ดีมากให้แก่เรื่องทั้งเรื่อง

ฌอนมีทั้งความเป็นเด็กและผู้ใหญ่อยู่ในตัว ด้วยสัดส่วนที่ลงตัวดี

เขายังโล้ชิงช้าเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่น เมื่อออกเที่ยวกับแอนนา และไม่ยอมกลับบ้านไปหาแม่

นอกจากนั้น ตอนจบของหนังยังทิ้งความน่าคิดที่เป็นจุดสำคัญไว้ ในเรื่องของจังหวะเวลาในชีวิตที่จะต้องเข้ามาพ้องต้องกันทุกฝ่าย ดังนั้น ฌอนกับแอนนาอาจจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก เนื่องจากยังรักกันอยู่มาก แต่ว่ายังไม่ใช่เวลานี้หรือในชีวิตนี้ก็ได้

หากว่าเราจะเชื่อในเรื่องชาติเรื่องภพที่ทุกคนต่างเวียนว่ายกลับมาใหม่ในสภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว

สรุปว่าเป็นหนังที่มีพลังดีทีเดียว เสียดายที่เป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบเยอะเหลือเกิน

แต่นักวิจารณ์คนนี้ชอบค่ะ


ผมดูเมื่อวานก็รู้สึกชอบเหมือนกันให้ 8 คะแนน

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.238   ตอบเมื่อ 06 มี.ค.48 เวลา 15:25
 ความคิดเห็นที่  118




มาพูดถึงหนังเกี่ยวกับนักบินกันบ้าง หน้งที่โกยรางวัลอีกเรื่องหนึ่ง คือ The Aviator ชีวิตคนบินสูง
ผู้กำกับ : มาร์ติน สกอร์เซซี
นักแสดง : ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, เคท แบลนเชต, เคท เบคคินเซล, จอห์น ซี รีลี่ย์, อลัน อัลด้า

โฮเวิร์ด ฮิวจ์ เกิดในฮุสตันปี 1905 เขาเป็นทั้งนักธุรกิจบ่อน้ำมัน, สายการบิน, ผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับภาพยนตร์, นักบิน และอีกสารพัดธุรกิจอีกหลายอย่างที่เขาไปเกี่ยวข้อง ตัวเขาเคยสร้างสถิติหลายอย่างตั้งแต่การสร้างและกำกับภาพยนตร์ที่ลงทุนสูงสุดในขณะนั้นอย่าง Hell?s Angels(1930), หรือ The Outlaw(1943) หนังที่มีฉากล่อแหลมต่อการโดนเซ็นเซอร์ที่สุดในยุคนั้น , การสร้างสถิติทางด้านการบินหลายครั้ง รวมไปถึงการเปลี่ยนคู่ควงซึ่งเป็นนักแสดงสาวไม่ซ้ำหน้า ทั้ง จีน ฮาร์โลว์, แคทเธอรีน เฮพเบิร์น, เอวา การ์ดเนอร์ และใช้ชีวิหรูหราราวกับเทพนิยายก็ไม่ปานจนอาจเรียกได้ว่าเรื่องราวของฮิวจ์เป็น American Dream อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวที่ปรากฎในนิยายอย่าง The Great Gatsby ของเอฟ.สก๊อต์ ฟิทซ์เจอรัลด์

แม้ The Aviator จะเป็นหนังชีวประวัติที่แปลกแตกต่างจากชื่อเสียงของผู้กำกับอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ที่โดดเด่นในแนวหนังแก็งสเตอร์และมุมมืดในสังคมนิวยอร์คอย่าง Mean Streets, Taxi Driver, Goodfellas, King of Comedy แต่มันก็ยังคงมีลักษณะความเป็นหนังของสกอร์เซซีอย่างเด่นชัด เรื่องราวส่วนใหญ่ที่เขานำมาเล่านั้นพูดถึงคนที่มีสภาพแปลกแยกจากคนทั่วไปในสังคม และถามหาศรัทธาจากพระผู้เป็นเจ้า(หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือเป็นคนที่ไม่เคยมีสิ่งเหล่านั้น) ไม่ต่างกับที่เขาเคยทำชีวประวัตินักมวยอย่าง แจ๊ค ลามอตต้า ใน Raging Bull, ทราวิส คนขับแท็กซี่ที่คิดแต่เรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ของเมืองใน Taxi Driver, แซม บาวเด้น ใน Cape Fear หรือ แฟรงค์ เพียร์ซ บุรุษพยาบาลใน Bringing Out The Dead



อย่างไรก็ตามเนื่องจากโฮเวิร์ด ฮิวจ์ ได้ทำอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างจนยากจะครอบคลุม บทภาพยนตร์ของ จอห์น โลแกน จึงขับเน้นออกมาเพียงช่วงชีวิตหนึ่ง มีการดัดแปลงเรื่องราวให้เข้ากับจังหวะของหนัง และเมื่อสกอร์เซซีมากำกับ ความถนัดในการนำเสนอภาพที่เกินจริง ของคนที่แปลกแยกนั้นก็ยิ่งขับเน้นชัดเจนตัวของฮิวจ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในหนังนั้นเรื่องของโฮเวิร์ด ฮิวจ์ (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ)สามารถแยกออกมาได้สองส่วนหลักคือ เครื่องบิน และเต้านม อย่างแรกต้องการเน้นถึงการเป็นผู้อยู่สูงเหนือผู้อื่น และแสดงถึงความแตกต่างระหว่างเขากับบุคคลทั่วไป ส่วนอย่างหลังแสดงถึงความต้องการเป็นผู้บริสุทธิ์ตลอดเวลา และแสดงถึงสภาพของผู้ต้องการความรักเอาใจใส่ดั่งสภาพทารกที่ไม่ยอมโตของตัวละครแต่กลับต้องการอยู่ภายใต้ทรวงอกอันยิ่งใหญ่แทน โดยอาจแบ่งได้ดังนี้

หนัง Hell?s Angels และ The Outlawการผจญภัยของฮิวจ์เริ่มในวัยหนุ่ม หนังเริ่มเรื่องส่วนนี้ในช่วงที่เขากำลังสร้าง Hell ?s Angels หนังที่ลงทุนสูงสุดในขณะนั้น ผู้คนในฮอลลีวู้ดต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยว่าไม่มีทางสร้างได้สำเร็จ หนังใช้เครื่องบินหลายลำ กล้องหลายตัว จนเมื่อสร้างเสร็จก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อสร้างใหม่ให้กลายเป็นหนังเสียงตามสมัยนิยม จากนั้นเขาก็สร้างหนังอีกหลายเรื่องในฐานะผู้อำนวยการสร้าง จนมากำกับอีกเรื่องคือ The Outlaw หนังมีจุดต่อในฉากหนึ่งที่ฮิวจ์พูดถึงเจตจำนงในการสร้างต่อจากหนังเรื่อง Scarface ซึ่งต้องให้เห็นถึงคนหัวขบถ และเรื่องต่อมาจะเน้นถึงความเป็นคนนอกกฎหมาย และยังเป็นหนังที่เผยส่วนหน้าอกของนักแสดงหญิงโจ่งแจ้งที่สุด ฉากที่เขาโต้แย้งกับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ที่คิดจะหั่นฉากในหนังนั้นอาจแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เขาสร้างออกมาเป็นความผิดเลยแม้แต่น้อย

มีฉากหนึ่งในระหว่างสร้าง Hell ?s Angels เขาถึงขนาดบอกให้ทีมงานหาเมฆที่มีลักษณะคล้ายหน้าอกขนาดมหึมา และขณะสร้าง The Outlaw เขาก็เริ่มเป็นผู้ทำสถิติการบิน และประดิษฐ์เครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ออกมามากมาย

อาชีพ ?นักบิน?
แม้ฮิวจ์จะประกอบธุรกิจมากมาย แต่สิ่งที่เขาอยากเป็นที่สุดย่อมไม่พ้นนักบิน เขาได้ทำลายสถิติการบินจนอาจจะเรียกได้ว่าเขากลายมาเป็นจ้าวแห่งการบิน พร้อมกับการประสบความสำเร็จทางการงานสารพัด แต่เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลง ครั้งหนึ่งขณะทดสอบเครื่องบินรุ่นใหม่ ฮิวจ์ประสบอุบัติเหตุร่วงลงพื้น เปื้อนเลือดและฝุ่นดินสภาพสาหัส เมื่อมีผู้เข้ามาช่วยเหลือ สิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นแทนที่จะกล่าว่าตนเป็นมหาเศรษฐี กลับบอกออกไปว่า ?ผมเป็นนักบิน?

ในช่วงที่เขาซื้อสายการบินนั่นเอง ตัวเขาก็เตรียมสร้างเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าจะบินได้ อันแสดงถึงปรารถนาในความยิ่งใหญ่ ไม่ต่างจากทรวงอกขนาดมหึมา ฉากหนึ่งระหว่างในห้องตัดต่อหนัง เขาอธิบายเรื่องเครื่องยนต์ให้กับผู้ช่วย ด้วยแผ่นกระดาษที่อีกด้านเป็นบราเซียร์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการสร้างเครื่องบินลำนั้นเหมือนกัน

การกิน และใช้ชีวิต
เขายึดติดกับความบริสุทธิ์ ซึ่งเริ่มจากการถูกสอนของผู้เป็นแม่ให้เขาต้องไม่ติดเชื้อจากสิ่งภายนอก ฮิวจ์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดี ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่ดื่มอะไรอย่างอื่นนอกจากนม(ซึ่งแสดงถึงความสะอาด) เมื่อเขาเลิกกับเฮพเบิร์นนั้นถึงกับเผาเสื้อผ้าของตนทิ้งแล้วซื้อใหม่ รังเกียจความสกปรก และการสัมผัสจากผู้อื่น ฉากที่ฮิวจ์เข้าห้องน้ำล้างมือที่โดนผู้อื่น เขาถูสบู่อย่างรุนแรง จนเมื่อมีคนพิการมาขอให้เขาช่วยหยิบผ้าเช็ดมือแล้วเขาตอบปฏิเสธนั้น กลับเป็นฉากที่ไม่ได้แสดงถึงความเห็นแก่ตัว แต่กลับแสดงสภาพน่าสมเพชของตัวละครตัวนี้มากกว่า

อย่างไรก็ตามด้วยธุรกิจสารพัด ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งสกปรก แม้เขาจะหลีกเลี่ยงและปกปิดให้สะอาดก็ไม่อาจหลบพ้น อีกครั้งที่เขาถูสบู่ทีมือให้สะอาดแต่ยิ่งลบล้างเท่าไหร่ รอยแผลก็ยิ่งเปิดออกมาเท่านั้น ช่วงท้ายของเรื่องหลังจากการประสบอุบัติเหตุ เขาถูกตรวจค้นประวัติอย่างละเอียด การถูกฟ้องศาลจากคู่แข่งทางธุรกิจให้เขายอมจนมุม และความจำยอมที่ต้องกินอาหาร และเครื่องใช้ที่เปรอะเปื้อนอย่างที่ทุกคนบนโลกต้องเคยเป็น

ผู้หญิงและคนรัก
ฮิวจ์นั้นหากไม่มองผู้หญิงด้วยความเทิดทูน ก็มองด้วยการเป็นสิ่งของ ฉากแรกที่เราได้เห็นเขาเกี้ยวพาราสีพนักงานเสิร์ฟอาหาร ซึ่งแต่งกายด้วยชุดคลีโอพัตรา เขาก็ยกย่องเทิดทูนเกินปรกติ ขณะเมื่อยามที่บอบช้ำในชีวิต ฮิวจ์ถึงกลับจ้างผู้หญิงมาควงราวกับเป็นตุ๊กตา ซึ่งสะท้อนให้เห็นตัวตนของเขาเองว่าไม่รู้จักมนุษย์แม้แต่นิดเดียว และอาจจะรวมถึงตัวเขาเองที่ไม่อาจเรียนรู้ความเป็นคนธรรมดาทั่วไปว่าต้องการอะไร

อย่างไรก็ตาม โฮเวิร์ด ฮิวจ์ ก็มีคนรัก คนแรกคือ แคทเธอรีน เฮพเบิร์น(เคท แบลนเชต) นักแสดงหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฮอลลีวู้ด ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่เข้าใจเขามากที่สุด และรสนิยมความสมบูรณ์แบบ นิสัยที่ไม่ลงรอยกับนักข่าว หรือการเป็นราชินีหนังสครูว์บอล คอเมดี้ อันแสดงถึงสภาพชีวิตที่หลีกหนีความจริงแบบฮอลลีวู้ด ก็ทำเป็นคู่ที่ใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง แต่ด้วยความเป็นจริงที่แตกต่างในครอบครัวและการใช้ชีวิต เธอกับเขาก็ได้แยกทางกันไป กับอีกคนหนึ่งคือ เอวา การ์ดเนอร์(เคท เบคคินเซล)ในช่วงท้ายของหนัง ซึ่งดูสูงค่าในสายตาฮิวจ์ แต่เธอกลับสอนให้เขาได้รู้จักสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ การเป็นผู้ให้ความรักอย่างแท้จริง และโลกที่แท้จริงไม่มีความสะอาดหรือสมบูรณ์พร้อม โดยอาจจะเรียกว่าคนทั้งสองเป็นตัวแทนของแม่ที่เขาเทิดทูนบูชากว่าผู้หญิงคนใด

การนำเสนอ
The Aviator นำเสนอชีวิตที่หลีกหนีความจริงของตัวฮิวจ์ แต่แท้จริงเขาย่อมไม่อาจหลบจากความจริงได้ แม้เขาจะทะเยอทะยานแต่ก็ยังเป็นคนธรรมดานั่นเอง ภาพที่เขาถูกนักข่าวถ่ายภาพด้วยแสงสว่างจนตาพร่านั้นบ่งบอกชัดเจนถึงสิ่งที่เขาต้องอยู่กับโลกที่เกินจริงอย่างฮอลลีวู้ด ส่วนการที่หนังให้ภาพบางช่วงประหนึ่งหลุดมาจากหนังในยุคนั้นทั้งสครูว์บอล ฟิล์มนัวร์ หนังขาวดำ การปรับสีของภาพ ดนตรีแจ๊ส หรือการนำเสนอที่แบ่งภาพเป็น 2 ส่วน นอกจากเป็นการบูชาครูแล้ว ย่อมแสดงถึงผลของขั้วตรงข้ามที่หนักกว่าคือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต บั้นปลายที่ฮิวจ์ต้องเผชิญชะตากรรมอันหนักหนาสาหัส แม้การสร้างตนให้ ?สูงส่ง? และ ?ยิ่งใหญ่? ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าตัวเขาเป็นคนย้ำคิดย้ำทำจากสมัยก่อน สภาพจิตใจที่มีปัญหาแต่เด็กเริ่มส่งผลกับชีวิตที่ไม่อาจรับปัญหาที่เข้ามาได้ ขวดนมที่กลายสภาพเป็นที่ใส่สิ่งปฏิกูลในช่วงอับจนนั้นเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนในตัวคนๆ หนึ่ง

อดีตและอนาคต
ท้ายที่สุดหลังจากการรอดพ้นจากคำตัดสินของกฎหมาย หลังผ่านสภาพความแปรปรวนถึงขีดสุด เขาก็เริ่มทดสอบการบินเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุด โดยทดสอบบินเหนือน้ำไม่กี่ฟุต นั่นคงถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาได้รู้จักความหมายของความพอดีที่ไม่ต้องบินไปจนสูงสุด ท่ามกลางปัญหา ทรัพย์สิน และสิ่งต่างๆ อันมหาศาลที่เขาแบกเกินจะรับไหว และรู้สึกประสบความสำเร็จ

มนุษย์มักสร้างอัตลักษณ์ของตนให้เป็นอุดมคติ หรือสร้างตัวตนให้คนจดจำ ฮิวจ์เองก็สร้างให้เขาสูงส่ง และยิ่งใหญ่ในระดับเสมือนตนเป็นพระเจ้า แต่ความเป็นจริงมนุษย์มีดีมีชั่วในตนเอง และเป็นสิ่งมีชีวิตมีเลือดเนื้อ สภาพของโฮเวิร์ด ฮิวจ์นั้นนอกจากคนที่ทำในสิ่งที่เกินคนธรรมดาสามัญ ยังเปรียบเสมือนเด็กที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ผู้มีปมปัญหาจากวัยเด็กที่สูญเสียแม่แต่ยังเยาว์ ซึ่งอาจสรุปได้ว่าขณะที่เขาคิดถึงความยิ่งใหญ่ที่โลกจะจารึกเขาในอนาคต เขากลับมองจากอดีตตลอด จนไม่เคยเห็นปัจจุบัน ดั่งที่หนังให้ภาพเปรียบอดีตกับคำพูดย้ำคิดย้ำทำของตัวละครอย่าง ?The Way of The Future?

ตัวละครอย่างฮิวจ์ ก็เหมือนกับใน King of Comedy ที่ตัวละครกว่าจะได้เป็นนักพูดตลกอย่างที่ใฝ่ฝันก็ต้องพบโลกโสมมของฉากหลัง, Taxi Driver ที่คนขับแท็กซี่กว่าจะมองเห็นภาพเมืองอันสะอาดกลับต้องแลกด้วยความรุนแรง, Raging Bull กับนักมวยที่มองตนเป็นพระเจ้าบนสังเวียนผ้าใบแต่กลับพ่ายแพ้ต่อชีวิตจริง พวกเขาเหล่านี้สร้างตนให้เป็นคนที่ผู้คนจดจำ แต่โดยสาระของหนังนั่นเองที่แม้ไม่ได้พูดเด่นชัด มันก็ตอกย้ำว่าการยอมรับความเป็นจริงต่างหากที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคน


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.238   ตอบเมื่อ 06 มี.ค.48 เวลา 15:31
 ความคิดเห็นที่  119

ที่มา : ใส่บ่า แบกหาม โดย พรพิมล ลิ่มเจริญ

Million Dollar Baby




เธอจ๊ะ

Million Dollar Baby ได้รางวัลออสการ์ เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

เรื่องผู้หญิงอายุ 32 แล้ว แต่อยากเป็นนักมวย

ทำไมอยากเป็นนักมวย ?

อย่าถามฉันเลย ฉันไม่เข้าใจกีฬามวย มวยไทย มวยสากล มวยปล้ำ ฉันไม่เข้าใจหมดนั่นเลย

เห็นคุณตาดูมาแต่ฉันยังเด็กๆ ผ่านมาเหล่าน้าชายๆ ลูกพี่ลูกน้องชายก็ดูต่อไปไม่หยุดยั้งยังสืบทอดเจตนารมณ์ มันคงอยู่ในยีน หรือไม่ก็ติดไปกับโครโมโซมวาย ดูกันอยู่ได้คนต่อยกันหน้าเละ เลือดพุ่ง ไม่รู้สนุกตรงไหน

แต่จำได้ว่าสมัยวัยรุ่น ชอบดูมวยปล้ำที่ในทีวีเขาเอามาฉาย ที่มีนักมวยปล้ำหญิงญี่ปุ่นชื่อ ดั๊ม มัทสึ โมโตะ สนุกมากๆ ปล้ำกันดูรุนแรงแซงหน้ากากเสือ นักมวยปีนขึ้นบนเชือก แล้วทุ่มตัวลงมาทับคู่ต่อสู้ ดูยังไงก็สนุก

ทำไมคนเราชอบดูมวย ? นั่นน่ะสิ

ทำไมแม้กกี้อยากเป็นนักมวย ? ก็ขอนั่นน่ะสิซ้ำอีกที

เรื่องนี้เป็นนักมวยหญิงแบบใส่นวม ชื่อ แม้กกี้ แสดงโดย ฮิลลารี่ สแวงค์ เธอลงทุนซ้อมแบบนักมวยอาชีพ ได้กล้ามมาเป็นมัดๆ ได้หมัดมาเหวี่ยงสมจริง ผนวกกับแสดงดีเตะตากรรมการ เธอก็ได้รางวัลนักแสดงนำหญิงไปครอง ได้มาตั้งแต่ลูกโลกทองคำ จนมาออสการ์ที่เพิ่งจะผ่านไป

Boxing is about respect.

การชกมวยเป็นเรื่องการเคารพ

Get it for yourself ;

ตัวเองต้องไปหามา

take it from the other guy.

กับอีกฝ่ายต้องไปเอาจากเขา

กฎกติกาเขาว่าอย่างนั้น ดูเหมือนมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ



ที่ค่ายซ้อมมวยที่แม้กกี้มาซ้อม มีเอ็ดดี้ แสดงโดย มอร์แกน ฟรีแมน ผู้ซึ่งก็ได้รางวัลออสการ์ไปครองจากบทนี้

เอ็ดดี้เป็นนักมวยเก่า ขึ้นเวทีต่อยมวยมาหลายนัดจนโชกโชน จนตาบอดไปหนึ่งข้าง

แล้วก็มีแฟรงกี้ แสดงโดย คลิ้นท์ อีสต์วู้ด เป็นเจ้าของค่ายซ้อมมวย

แม้กกี้มาซ้อมสม่ำเสมอ แสดงเจตจำนงอยู่นานสองนานกว่าแฟรงกี้ยอมเป็นเทรนเนอร์มวยให้

เพราะมวยเป็นยิ่งกว่าชีวิตของเธอ เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ มัธยัสถ์แล้วมัธยัสถ์อีกเพื่อซื้ออุปกรณ์การฝึกมวยให้ตัวเอง

It"s the magic of risking everything for a dream that nobody sees but you.

มันเป็นมนต์ขลังที่เรายอมเสี่ยงทุกอย่างที่มี

เพื่อความฝันสักอันหนึ่งที่ไม่มีใครเห็น นอกจากเราเท่านั้น

แม้กกี้มองเห็นการชกมวยเป็นความฝัน ที่เกินกว่าฉันหรือใครจะเข้าใจ

ตอนแรกแฟรงกี้ไม่รับ เพราะแม้กกี้เป็นหญิง อายุปาเข้าไป 30 อีก

แต่ก็มีเอ็ดดี้ดูจะเข้าใจมองเห็นเธอที่เป็นเธอ บอกแฟรงกี้ไปสั้นๆ

She grew up knowing one theing. She was trash.

เธอโตมาและรู้ดีอยู่อย่างหนึ่ง เธอเป็นขยะ

แฟรงกี้จึงฉุกคิด และตกลงใจ

แฟรงกี้ก็ลงมือสอนสั่งอย่างตั้งใจ และตั้งใจขึ้นทุกวันๆ คงเพราะแม้กกี้เหมือนมาแทนที่ลูกสาวของตัว ที่ไม่มีที่ทางตรงไหนให้พ่ออยู่ได้ในชีวิต

ในหนังเขาก็ไม่ได้บอกว่าทำไม เขาแค่บอกผลลัพธ์ว่าแฟรงกี้มีบาดแผลในชีวิต

เหมือนที่แม้กกี้ก็มีแม่ มีพี่น้องที่ไม่เข้าท่า สักแต่ว่าเป็นครอบครัว แล้วมากอบมาโกยเอาสิ่งที่อยากได้อยากมีจากแม้กกี้ไปจนน่าเกลียด

แฟรงกี้ และแม้กกี้ ก็เลยเหมือนมาเติมมาเต็มในส่วนที่ชีวิตขาดหายไปให้กัน

Protect yourself at all times

ป้องกันตัวเองไว้ตลอดเวลา

แฟรงกี้บอกกฎง่ายๆ

อีกข้อก็ง่าย

Tough ain"t enough !

อึดก็ยังไม่พอ !

ท่องไว้แล้วก็ปฏิบัติ แค่นี้ก็จะมีทางไปได้หลายสังเวียน

สัมพันธภาพของแฟรงกี้กับแม้กกี้ไม่มีมาให้สงสัยว่าเกินเลยไปในทิศทางอื่นใดได้ นอกจากเพื่อนและพัฒนาไปจนถึงเพื่อนสนิท

I got nobody but you, Frankle.

ฉันไม่มีใคร มีแต่คุณนะ แฟรงกี้

แม้กกี้พูดประโยคนี้ได้ชัดเจน ใส แจ่ม

หรืออย่างตอนที่มีปากเสียงกัน

You"re gonna leave me again ?

คุณจะทิ้งฉันไปอีกแล้วใช่ไหม ?

แม้กกี้ถามแกมตัดพ้อ

Never.

ไม่มีวัน

แฟรงกี้ตอบแน่หนัก

ทุกอย่างยังใส แจ่ม ไม่มีสิ่งอื่นใดมาเคลือบแคลง

แล้วชะตากรรมก็พาอุปสรรคมาสู่ชีวิต เป็นบททดสอบที่ฟ้าส่งมาให้เราทุกคนได้รับไปจัดการ เดาเอาว่าเป็นแผนการณ์ของฟ้า ป้องกันประชากรล้นโลกแหละข้อหนึ่ง

ส่วนมาก ถ้าไม่พบเจอโรคภัยร้ายแรง คนที่ใช้ชีวิตพอเหมาะพอดี รู้จักสุข รู้จักทุกข์ ไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็มักจะได้โอกาสจากฟ้าในการมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว

หนังก็จบแบบแสนเศร้า เข้าใจว่าชีวิตมันคงเลวร้ายได้มากมายภายในเสี้ยววินาที แบบที่เราไม่มีทางตั้งตัวทันได้



คําว่า euthanasia หมายถึง การลงมือปลิดชีวิตให้คนป่วย หรือคนเฒ่าชรา เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ในหนังกล่าวถึงเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครหยิบยกมาเล่ากล่าวถึงได้ เพราะมันจะต้องเปิดเผยเนื้อเรื่องไปด้วย ซึ่งตามสากลปฏิบัติเราจะไม่เล่าตอนจบให้คนที่ยังไม่ได้ดูฟัง

ในความเป็นหนัง อันประกอบด้วยบท ภาพ แสง สีเสียง มันทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์ มันได้รางวัลอะไรไปก็ไม่มีใครว่า

แต่ในหน้าที่ของความห่วงใยต่อความรู้สึกของประชาชนตาดำๆ มันมีความเห็นใจน้อยนิดจนเหมือนไม่มี ถ้า คริสโตเฟอร์ รีฟ ยังมีชีวิตอยู่ คนที่แม้ตัวเองพิการ นั่งเก้าอี้มีล้อเข็น หายใจเองก็ไม่ได้ หากแต่ยังมีแรงลุกขึ้นมาให้กำลังใจทุกหมู่มวลให้มีชีวิต บอกพวกเราทุกวันจนลมหายใจสุดท้าย ว่าทุกชีวิตมีค่า แม้เราจะมองไม่เห็นมันในวันนี้ วันข้างหน้าก็ยังมี แต่ถ้ามาเจอหนังเรื่องนี้พี่เขาคงเหนื่อยอ่อนกว่าวันทุกวันที่ผ่านไป

ฉันไม่ชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดก็ตรงนี้ แต่มันจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันจะไม่ลืม เพราะถ้าวันหนึ่งฉันต้องมามีอันเป็นไปในทางร้าย ต้องประสบอุบัติเหตุใดใดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ต้องนอนแบบอยู่กับเตียง ฉันจะไม่หยิบหนังเรื่องนี้มาดูเป็นอันขาด เพราะมันไม่มีความหวังดีใดใดในนั้น ที่สามารถจะแบ่งปันให้กับชีวิตของคนโชคร้ายคนไหนสักคนเดียว !

ฉันเอง


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.136   ตอบเมื่อ 11 มี.ค.48 เวลา 21:07
 ความคิดเห็นที่  120




วันนี้เป็นอีกวันที่อยู่คนเดียวเหงาจับใจ อยากโทรหาใครบางคน แต่ก็เข้าใจว่าเป็นวันหยุด
และทุกคนต่างก็มีครอบครัวและโลกของตัวเอง จึงสู้ทนอยู่อย่างเดียวดาย เหงาหงอยเป็นที่สุด
เลยหาหนังมาดู ในที่สุดก็ได้เรื่อง "กั๊กกับกาวน์ " เป็นเรื่องราวของวัยรุ่น คงไม่มีใครเข้าใจ
วัยรุ่น..เท่ากับวัยรุ่นด้วยกัน?และโดยเฉพาะเรื่อง?ความรัก?ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอ
ผ่านมุมมองที่ ?เข้าถึง?ความรู้สึกของ ?ความเหงา? ที่วัยรุ่นและใครหลาย ๆ คนต้องเผชิญ
การตั้งคำถามกับ ?ชีวิต? และ ?ความรัก? ผ่านตัวละคร
?ป่าน? นศ.แพทย์ ชั้นปี 4 ที่กำลังตามหาว่าจริง ๆ แล้วชีวิตในแต่ละวันนั้น เธออยู่เพื่ออะไร ท่ามกลางความเหงานั้น เธอรอคอยอะไร หรือใครบางคนอยู่ แล้วช่วงชีวิตหนึ่งก็ทำให้ป่านพบกับ ?นิค?ช่างภาพอิสระ อารมณ์ศิลปิน ที่อาศัยอยู่ห้องตรงข้ามกับเธอ หลายครั้งที่เจอกัน ไม่มีใครกล้าเริ่มบทสนทนา จนวันหนึ่งที่นิคเอ่ยปากคุย ทั้งสองจึงเริ่มต้นที่จะมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน ทั้งสองเริ่มเรียนรู้กันและกัน ?เธอ?สอนให้ ?เขา? ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น แต่ ?เขา?สอนให้?เธอ?ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้และรู้จักกับคำว่า ?รัก? ที่จะไม่มีวันเลือนไปจากความทรงจำ
เนื้อเรื่องนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ดูแล้วประทับใจดี อาจจะไม่สมหวังในตอนท้ายแต่ก็ให้ความรู้สึกดี ๆ
กับตัวเอกอย่าง ปาน ที่ทำให้พระเอกเข้าใจในความรัก และเพื่อนสองคนสมหวังในความรัก
และเข้าใจถึงสิ่งที่โหยหามาตลอดชีวิต แต่ตัวเองต้องร้าวรานใจเป็นที่สุดเหมือนผมเอง ....

(เรื่องนี้ให้ 7 คะแนน)

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.143.228   ตอบเมื่อ 26 มี.ค.48 เวลา 16:28
 ความคิดเห็นที่  121

โทรหาแนเด้ออออ!!....จ่ำเบอร์โทรน้องได้บ่...... อิอิ :P


ร้องม่ายจบอ่ะ...ได้แค่นี้แหละ..

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.166.76   ตอบเมื่อ 27 มี.ค.48 เวลา 20:18
 ความคิดเห็นที่  122

เมื่อวานดูเรื่อง Predator VS Alians แล้วชอบ พล็อตเรื่องดี แต่ออกแนวสตรีนิยมมากไปนิด มีประโยคเด็ดหลายครั้ง เช่น นางเอกถามผู้หญิงอีกคนว่านำปืนไปทำไม ได้คำตอบว่า "มันก็เหมือนกับการพกถุงยางอนามัย คือ พกแล้วไม่ได้ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี" หรือ อีกตอน "ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร" อย่าลืมไปหาดูกันเด้อ..

ผู้ส่ง  สังคม    email     url     ip  203.144.135.8:10.1.13.52   ตอบเมื่อ 30 มี.ค.48 เวลา 17:39
 ความคิดเห็นที่  123

ดูแล้วค่า...า...า...า...า ปกติเกลียดมาก หนังพวกนี้ สะอิดสะเอียนน่าดู น้ำลายยืดเต็มจอ แต่ลูกชายมันร่ำร้อง ช่วงแรกของเรื่องตอนที่ยังไม่เข้าไปทำ mission น่าสนใจดี ...และคำพูดที่โดนใจ ก็อย่างที่คุณสังคมพูดมา คำพูดแรกอยู่ตอนต้นเรื่อง คำพูดที่สองอยู่ช่วงท้ายๆ ถ้าจำไม่ผิด

แถมให้อีกเรื่องนึง เกี่ยวกับการเหยียดสีผิว น่าจะเป็นเรื่อง Crimson Red หรือ Crimson Tide วะ ไม่แน่ใจ ที่เกี่ยวกับการจะกดปรมนู จากเรือ พระเอกเป็นทหารผิวสี ไม่รู้ไปเถียงอะไรกัน พระเอกโดนด่าว่า "มึงน่ะ..คนดำ"

พระเอกตอบว่า "The best horse in the world is The White Arabian Horse but do you know that it was born BLACK!!!!

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  210.203.183.86   ตอบเมื่อ 31 มี.ค.48 เวลา 00:34
 ความคิดเห็นที่  124

A BEAUTIFUL MIND' และ JOHN NASH

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน ประจำวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2545

การได้รับรางวัลออสการ์ประเภทหนังยอดเยี่ยมประจำปีเมื่อเร็วๆ นี้ของ "A BEAUTIFUL MIND" ซึ่งเป็นชีวิตจริงของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ JOHN NASH ทำให้เกิดความสนใจใน NASH EQUILIBRIUM ซึ่งเป็นผลงานวิชาการชิ้นสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี ค.ศ.1994

JOHN NASH เกิดในปี ค.ศ.1928 ในรัฐเวสเวอร์จิเนีย พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นครูสอนละติน และภาษาอังกฤษ ทั้งสองได้เสริมรากฐานสำหรับการเป็นอัจฉริยะของลูกว่ากันว่า NASH อ่านเอ็นไซโคปีเดียตั้งแต่เยาว์วัย เล่นของเล่นไปพร้อมกับผิวปากเพลงของ BACH สมัยเรียนมัธยม เขาอ่านหนังสือคลาสสิค เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่ศาสตราจารย์เขาอ่านกัน

เขามีแววของการเป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์มาแต่เด็กๆ ในขณะที่มีอายุ 20 ปี และกำลังเรียน ที่มหาวิทยาลัยปรินส์ตัน ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ ในวันที่เขามีอายุครบ 22 ปี ก็ได้รับปริญญาเอก ทางคณิตศาสตร์จากปรินส์ตัน วิทยานิพนธ์หนา 27 หน้า ของเขาได้วางรากฐานสำคัญ สำหรับการศึกษาในเรื่อง GAME THEORY และมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

เมื่ออายุ 23 ปี (ค.ศ.1951) เขาก็เริ่มสอนหนังสือที่ MIT และเป็นเพื่อนกับ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล คนสำคัญอื่นๆ เช่น PAUL SAMUELSON และ ROBERT SOLOW เขาสนใจอย่างยิ่งในการนำ GAME THEORY มาประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์ เพื่อนๆ ของเขาให้คำบรรยายเกี่ยวกับตัวเขาว่า เป็นคนที่มี "KEEN, BEAUTIFULLY LOGICAL MIND" (ชื่อของภาพยนตร์คงมาจากความเห็นนี้ของเพื่อนๆ)

เมื่อ NASH มีอายุครบ 31 ปี เขาก็เริ่มมีอาการป่วยทางจิต (ซึมเศร้า เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงคนคุยกัน ในหัวดังที่เรียกว่า SCHIZOPHRENIA) จนต้องลาออกจาก MIT และโลกวิชาการ อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นเวลา 25 ปี ในตอนที่เขาได้รับการพิจารณารางวัลโนเบลในปี 1993 อาการของเขาก็เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถกลับเข้าสู่โลกวิชาการได้อีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนจากเพื่อนนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่นชมรักใคร่เขา


GAME THEORY ที่ NASH สนใจอย่างยิ่ง และได้นำมาประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์ จนได้รับรางวัลนั้น มีที่มาจากงานวิศวกรร่วมกันของ JOHN VON NEUMAUN (นักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอด) และ OSKAR MORGENSTERN (นักเศรษฐศาสตร์) ในปี ค.ศ.1994 VON NEUMANN เกิดความสนใจใน GAME THEORY เพราะเขาชอบเล่นโป๊กเกอร์ หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นงานวิชาการที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ GAME THEORY เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิชาการ

นักคิดของโลกได้สนใจเกมส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไพ่ ฟุตบอล แข่งเรือ แข่งม้า หมากรุก ฯลฯ ซึ่งการแพ้ชนะ จะเกี่ยวพันกับกลยุทธ์ ในการตัดสินใจของคู่แข่งแต่ละฝ่าย เช่นหากคู่ต่อสู้ใช้กลยุทธ์หนึ่งในการเดินแต้มในเกม อีกฝ่ายหนึ่งจะตอบโต้ด้วยกลยุทธ์อย่างไร และมีกลยุทธ์ใดหรือไม่ ที่จะเป็นประโยชน์แก่เขามากที่สุด เมื่อเผชิญหน้ากับแต่ละกลยุทธ์ ของคู่แข่งขันเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

มีอาจารย์ชาวต่างประเทศเล่าให้ผมฟังนานมาแล้วว่า ในการรบกับโจรจีนมลายู ในตอนท้าย ของสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอังกฤษได้ทดลองใช้ความรู้จาก GAME THEORY และประสบความสำเร็จเป็นอันมาก ในการสู้รบ กล่าวคือทหารอังกฤษได้บันทึกข้อมูลว่า แต่ละครั้งที่สู้รบกันนั้น ฝ่ายโจรจีนตั้งแถวซ้ายในลักษณะใด (โค้งเป็นตัวยู ตัวไอ แนวนอน ตัววี) และฝ่ายอังกฤษตั้งแถวสู้ในรูปแบบใด มีทหารของแต่ละฝ่ายตายเท่าใด เมื่อบันทึกได้ครบก็เขียนเป็นตาราง แนวนอนเป็นกลยุทธ์ของฝ่ายเขา แนวตั้งเป็นกลยุทธ์ของฝ่ายโจรจีน โดยมีจำนวนทหารตายเป็นตัวเลขในช่อง ข้อมูลนี้ ช่วยให้สามารถกำหนดรูปแบบของแถว เพื่อสู้กับโจรจีนเมื่อตั้งแถวมาในแต่ละแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักเศรษฐศาสตร์รับเอา GAME THEORY เข้ามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์อย่างเต็มที่ เพราะมีนักคณิตศาสตร์จำนวนมาก ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่หันมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ (NASH เองบอกว่าได้เรียนเศรษฐศาสตร์หนึ่งวิชา ตอนก่อนไปปรินส์ตันทำให้เกิดความสนใจมาก) ได้เห็นว่าหลายเรื่องของเศรษฐศาสตร์โดยแท้จริงแล้วก็ไม่ต่างไปจากเกมที่วิเคราะห์กันใน GAME THEORY เช่นการแข่งขันในตลาดของผู้ผลิตไม่มากราย การรวมหัวกันกำหนดราคา ของผู้ผลิตบางราย การต่อรองระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน การขึ้นภาษีศุลกากรของประเทศหนึ่ง กับกลยุทธ์ของประเทศคู่ค้า การเพิ่ม หรือลดปริมาณเงินโดยธนาคารกลาง กับการใช้งบประมาณของกระทรวงต่างๆ ฯลฯ

ในกรณีตัวอย่างเหล่านี้ การตัดสินใจโดยผู้เล่นฝ่ายหนึ่งย่อมมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่คนอื่นๆ ได้รับเสมอ การเชื่อมสัมพันธ์โยงใยกันของคู่แข่งฝ่ายต่างๆ ผ่านกลยุทธ์ของแต่ละฝ่ายมีความหมายต่อสมาชิกของสังคมทั้งหมด สิ่งที่เรียกว่า STRAEGIC INTERACTION นี้แหละคือสิ่งที่ GAME THEORY พยายามวิเคราะห์ เพื่อสร้างความเข้าใจและเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมต่างๆ

เพื่ออธิบายเรื่องยากๆ เช่น NASH EQUILIBRIUM (ซึ่งภาพยนตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญของ NASH) ให้เห็นเป็นรูปธรรม ขอยกตัวอย่างสถานการณ์หรือเกมหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์รู้จักกันดีในนามของ PRISONER'S DILEMMA ซึ่งเป็นกรณีคลาสสิคของ NASH EQUILIBRIUM มาอธิบาย

ตารางข้างล่างนี้แสดงผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อ ก และ ข ถูกจับโดยสงสัยว่าเป็นนักงัดแงะ ก และ ข ถูกสอบสวนแยกกันโดยไม่สามารถสื่อสารถึงกันได้เลย เจ้าหน้าที่มีสองทางให้เลือก ทางเลือกแรกคือสารภาพ ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างก็สารภาพ จะติดคุกคนละ 2 ปี

ข. ปฏิเสธ ข. สารภาพ

ก. ปฏิเสธ ก. 6 เดือน ก. 5 ปี

ก. ปฏิเสธ ข. 6 เดือน ข. 0 ปี

ก. สารภาพ ก. 0 ปี ก. 2 ปี

ก. สารภาพ ก. 5 ปี ข. 2 ปี




ทางเลือกที่สองคือปฏิเสธ ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธจะติดคุกคนละ 6 เดือน (เนื่องจากไม่มีหลักฐาน พอสำหรับข้อหางัดแงะ แต่พอสำหรับรับของโจร)

สำหรับสองทางเลือกนี้ แน่นอนว่าทั้งสองต้องการทางเลือกสอง คือต่างฝ่ายต่างปฏิเสธ อย่างไรก็ดีทางเลือกที่สาม ที่ทั้งสองต่างเข้าใจดี และอาจจะเปลี่ยนกลยุทธ์ของ ทั้งสองฝ่ายอย่างสำคัญนั่นก็คือ ถ้าเพียงคนเดียวสารภาพ โดยซัดทอดเพื่อนแล้ว คนสารภาพก็จะรอดคุกไป (ถูกกันเป็นพยาน) แต่เพื่อนจะโดนจำคุก 5 ปี (ไม่ร่วมมือกับศาล)

เมื่อได้เห็นทางเลือกนี้ แต่ละฝ่ายก็จะเห็นว่า การปฏิเสธไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีไปเสียแล้ว สู้สารภาพดีกว่า เพราะจะได้ไม่ติดคุก และถ้าไม่สารภาพ แต่ถ้าเพื่อนสารภาพก็โดน 5 ปี เมื่อแต่ละฝ่ายต่างคิดเช่นนี้ แต่ละฝ่ายก็จะรับสารภาพ ถึงแม้จะไม่ได้ทำผิดจริง แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็สารภาพก็จะโดนจำคุกคนละ 2 ปีแทนที่จะรอดคุก ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากที่แต่ละคนเข้าใจว่าจะเกิดขึ้น

การจะเลือกกลยุทธ์ "สารภาพ" ของทั้งสองฝ่ายเสมอในเกม PRISONER' S DILEMMA นี้ก็คือ NASH EQUILIBRIUM นั่นเอง กล่าวคือเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน(โดยไม่ตั้งใจ) และจะไม่มีผู้เล่นคนใดเปลี่ยนแปลง นอกเสียจากว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวคือเป็นผลลัพธ์ที่จะดำรงอยู่ตรงนี้ไม่มีอะไรไปกระทบ

ผลงานของ NASH ก็คือการพิสูจน์ให้เห็นด้วยคณิตศาสตร์ว่าในเกมลักษณะเช่นนี้ (ผู้เล่นไม่ร่วมมือกันหรือ NON COOPERATIVE GAME ; NON-ZERO SUM GAME คือการได้ของ ก. ไม่จำเป็นต้องมาจากการเสียของ ข.) สามารถที่จะพยากรณ์ได้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรเสมอ และเกมเช่นนี้ สามารถนำมาประยุกต์กับ เรื่องทางสังคม และเศรษฐกิจได้อย่างไร

โดยแท้จริงแล้ว NASH ได้วิเคราะห์แจกแจงอีกมาก เช่น แยกแยะระหว่าง COOPERATIVE และ NON-COOPERATIVE GAMES ระบุเงื่อนไขและจำนวนของผู้ร่วมเล่นเกม ความสมบูรณ์ของข่าวสาร ฯลฯ

เขาชี้ให้เห็นว่าถ้าผู้เล่นร่วมมือกัน เรียนรู้ปฎิกิริยาที่แต่ละคนมีต่อกัน ก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ สำหรับทั้งสองคน ในกรณีของ PRISONER'S DILEMMA ถ้าหากมีการร่วมมือระหว่างผู้ต้องหา ก็อาจปฏิเสธทั้งคู่ ซึ่งก็จะทำให้ติดคุกคนละ 6 เดือนเท่านั้น แทนที่จะเป็นคนละ 2 ปี

NASH EQUILIBRIUM สามารถพยากรณ์ได้แน่ชัดว่ากลยุทธ์การโกงของสมาชิก OPEC โดยแอบผลิตเกินโควตา ที่ตกลงกันจะเกิดขึ้นเสมอ(หากเอากลยุทธ์ "เบี้ยว" และ "ไม่เบี้ยว" ไปใส่ตารางของ PRISONER 'S DILEMMA ก็จะเห็นว่า "เบี้ยว-เบี้ยว" อยู่ในช่องเดียวกับ "สารภาพ-สารภาพ") ดังนั้นการรวมหัวกัน ขึ้นราคาน้ำมัน จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ถาวร ตัวอย่างอื่นก็เช่น เรื่องการควบคุมอาวุธปรมาณูของมหาอำนาจ การวิเคราะห์สามารถ ระบุเงื่อนไขอื่น ที่จำเป็นประกอบ หากไม่ต้องการให้เกิดกลยุทธ์ "โกง-โกง" (ผลิตอาวุธเกินกว่าที่ตกลงกันไว้) โดยมหาอำนาจเสมอไป

กลยุทธ์การฮั้วราคา หรือแข่งกันตายของกรณีมีผู้ผลิตน้อยราย ก็สามารถเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นอีกมากโดยงานของ NASH ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเศรษฐศาสตร์ เชื่อมานานว่า ถ้าแต่ละคนในสังคม แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวแล้ว สวัสดิการสังคมโดยส่วนรวมจะเพิ่มขึ้น PRISONER'S DILEMMA ชี้ให้เห็นว่าถ้ากติกาสังคมถูกสร้างให้คล้ายสิ่งที่ ก. และ ข. ประสบแล้ว การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ของแต่ละคนจะทำให้เกิดการได้รับสวัสดิการสังคมน้อยกว่า กรณีที่สมาชิกร่วมมือกัน (แทนที่จะแย่งกันสารภาพ โดยไม่สนใจและไม่รู้ว่า แต่ละคนทำอะไร ซึ่งในที่สุดก็จะเลวร้ายสำหรับทั้งสองคน)

NASH แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับแต่ละคนนั้น ไม่จำเป็นว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับสังคมเสมอไป ถ้าปราศจากซึ่งการหารือร่วมมือกัน ดังเช่นในเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ละคน อาจได้รับประโยชน์จากการใช้เต็มที่ แต่ถ้าหากขาดการหารือตกลง ดูแล กำกับร่วมกันแล้ว ก็เท่ากับว่า ทุกคนกำลังร่วมมือกันทำลายทรัพยากร ซึ่งเป็นสมบัติของทุกคน

ชีวิตของ NASH เป็นตัวอย่างของการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอย่างน่าชื่นชม พยายามกลับมาทำประโยชน์ต่อ สังคมอีกครั้งด้วยการใช้ความเป็นเลิศที่ตนมีอยู่ เขาได้แสดงให้โลกเห็นด้วยการพิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ว่า มนุษย์จะต้องปรึกษาหารือและร่วมมือกัน จึงจะได้มาซึ่งคำตอบสุดท้ายที่เป็นประโยชน์แก่สังคม

การแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น รังแต่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวกว่า สำหรับส่วนรวมเสมอ



ผู้ส่ง  สังคม    email     url     ip  203.144.135.8:10.1.13.52   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 เวลา 14:07
 ความคิดเห็นที่  125

ขอโทษนะครับ ตารางมันเพี้ยนไปจริงความหมายคือ


ก. ปฏิเสธ ข. ปฏิเสธ ก. 6 เดือน ข. 6 เดือน
ก. ปฏิเสธ ข. สารภาพ ก. 5 ปี ข. 0 ปี
ก. สารภาพ ข.ปฏิเสธ ก. 0 ปี ข. 5 ปี
ก. สารภาพ ข. สารภาพ ก. 2 ปี ข. 2 ปี



ผู้ส่ง  สังคม    email     url     ip  203.144.135.8:10.1.13.52   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 เวลา 14:15
 ความคิดเห็นที่  126



วันนี้เป็นอีกวันที่รู้เย็นเยียบและเหงาจับใจ ตื่นเช้าไปใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้กับแม่ผู้จากไป
กลับมาจิบกาแฟยามเช้านั่งดุข่าวความเป็นไปในสังคม ซึ่งแทบไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์เลย
เพราะทุกช่อง ระดมหัวข้อข่าวเต็มกำลัง และมีวิจารณ์ข่าวกันอย่างเต็มที ก็ว่ากันไป
สายหน่อยมานั่งเฝ้าเวป นตท.26 อยู่หลายชั่วโมง แต่งกลอนเปล่าเล่าตลกขบขันไปเรื่อย
แต่ก็ทึ่งกับใครบางคนที่แต่งกลอนได้ดี มีสาระ รักชาติ และรวดเร็วได้อย่างไม่มีที่ติ
ไม่ไช่พี่ที่รักของเราแต่เป็นคุณนวลบงกช ต่างหาก ขอแสดงความนับถือมา ณ ที่นี้ด้วย
คนเราบางครั้งนับถือกันด้วยหัวใจ ไม่กี่คนดอกที่จะเพียบพร้อม แต่หากมองลึกเข้าไปในจิตใจ
เราจะรู้ว่าเราควรจะนับถือใคร เรื่องอะไร แค่ไหน อย่างไร แต่สำหรับคุณนวลแล้ว
ผมนับถือที่เธอเก่งในเรื่องของทหารมากทหารบางคน มีความรักประเทศนี้สูง และรอบรู้
ในเชิงอักษรสาสตร์เป็นอย่างดี นั้นคือภาพที่เห็นและนับถือ แต่ในส่วนอื่นที่ผมอาจไม่ชอบก็มี
แต่ขอไม่กล่าวถึง อย่างไรก็ดี ก็รุ้สึกดีแลพะขอบคุณที่เธอมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา
พอบ่ายรุ้เบื่อ ๆ เลยไปหากับแกล้มและ Red Label มาหนึ่งขวดลิตรพร้อมหนังมาดู ๒ เรื่อง
เรื่อง "สายล่อฟ้า" ซี่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.248   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 เวลา 20:30
 ความคิดเห็นที่  127




สายล่อฟ้า เป็นเรื่องราวของตุ่น (โหน่ง ชะชะช่า) อาชีพเซียนพระและ
เต่า (สมชาย เข็มกลัด เบเนเดตตี้) เซียนบอล ที่มีนิวาสถานอยู่พัทยา
เมืองแห่งอิทธิพล และความบันเทิงในยามราตรี

แม้ว่าทั้งคู่จะมีอาชีพ และนิสัยต่างกันคนละทาง แต่ทั้งคู่ก็มีเรื่องที่ชอบ
และทำด้วยกันเสมอคือการร้องคาราโอเกะ และเพลงที่เต่าชอบร้องจน
อ้อนตีนนักเลงในร้านเป็นประจำก็คือเพลง สายล่อฟ้า!
***
ในสายล่อฟ้า ผู้กำกับยุทธเลิศได้ให้ความหมายของเรื่องเอาไว้ตั้งแต่ต้น
แบบไม่ปิดบังหรืออำพรางให้น่าปวดกระบาลว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ
ความเชื่อและความศรัทธาของตัวละครแต่ละตัว ตุ่นเชื่อในความรัก
และหากินกับศรัทธาของคน ส่วนเต่าเชื่อว่าจะรวยด้วยการพนันและศรัทธา
แมน ยูฯเป็นสรณะ นอกจากทั้งคู่ ตัวละครอื่น ๆ ในหนังก็มีความเชื่อและ
ศรัทธาต่าง ๆ กันไป ขึ้นกับว่าความศรัทธาของใครจะขลังกว่ากัน?

เรื่องนี้โหน่งแสดงได้ธรรมชาติมากและดีกว่าที่ผมคิด เพราะผมตั้งใจจะเลิกดูหนัง
ที่ตลกสร้างตั้งแต่เรื่อง ดำ ดึด ดื่ย ของ เทพ โพธิงาม เป็นต้นมา
มีหลาย ๆ ประโยคที่กินใจและให้ความหมาย โดยเฉพาะประโยคที่เต่า วึ่งเป็นตัวประกอบหลักอ้าง
เช่นประโยค สุดท้าย ที่ว่า ไอสไตน์ กล่าวว่า ทุกอย่างในโลกสามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางตรรกะ เป็นต้น
ทั้งที่ตันเรื่องอ้างถึงนักปรัชญาบางคนที่ว่า ความเชื่อและความศรัทราเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง
หลาย ๆเพลงที่ใช้ประกอบไฟเราะและมีความหมายเข้ากับเพลงมาก นางเอกสองคนก็เซ็กซี่โดยที่ไม่ต้องโป๊เลย
ตังเรื่องดำเนินเรื่องได้รวดเร็วและต่อเนื่องดีมาก เงินสามล้านเป็นปัจจัยที่หมุนเวียนอยู่ในตัวมันเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดนั้นก็คือ ความรักของเพื่อน ที่ไม่มีอะไรสำคัญเท่าและรักตลอดไป
ทำให้คิดถึงใครบางคนจับใจ ...


"ร่ำสุราเพียงเมามาย อักษรบางครั้งตาย บางครั้งวิปริต"

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.248   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 เวลา 20:51
 ความคิดเห็นที่  128



ลืมให้คะแนน เอาไป 9 คะแนน

ตอนนี้เริ่มเมาเลยคิดว่าตัวเองเป็นพระเอก (หุ่นใกล้เคียงกัน) เลยขอฝากเนี้นเพลงไว้
ขออภัยที่ผิดกระทุ้นะครับ

ชื่อเพลง: ฉันอยู่ตรงนี้
อัลบั้ม: Handmad ของ แบล็คเฮด และลานนา


ฉันอยู่ตรงนี้ถ้าเธอต้องการ ถ้าเผื่อทางนั้นทำเธอหมองหม่น
เห็นเธอเสียความรู้สึก ฉันที่รักเธอกว่าทุกคนก็เสียใจ

หากคำว่ารักมันร้ายกับเธอมากไป บอกมาได้ไหมให้ฉันช่วยซับน้ำตา
ส่งใจช้ำๆของเธอมา ฉันจะรักษามันด้วยรักจริง (ด้วยหัวใจที่เหมือนเดิม)

ไม่ได้เคยคิดจะแทนที่ใคร แต่ถ้าคนไหนทำเธอทุกข์ทน
ฉันคนนี้ก็มีสิทธิ์ ฉันก็รักเธออยู่ทั้งคนหมดทั้งใจ

หากคำว่ารักมันร้ายกับเธอมากไป บอกมาได้ไหมให้ฉันช่วยซับน้ำตา
ส่งใจช้ำๆของเธอมา ฉันจะรักษามันด้วยรักจริง (ด้วยหัวใจที่เหมือนเดิม)

หากคำว่ารักมันร้ายกับเธอมากไป บอกมาได้ไหมให้ฉันช่วยซับน้ำตา
ส่งใจช้ำๆของเธอมา ฉันจะรักษามันด้วยรักจริง (ด้วยหัวใจที่เหมือนเดิม)

หากคำว่ารักมันร้ายกับเธอมากไป บอกมาได้ไหมให้ฉันช่วยซับน้ำตา
ส่งใจช้ำๆของเธอมา ฉันจะรักษามันด้วยรักจริง (ด้วยหัวใจที่เหมือนเดิม)

ถ้าเธอมีน้ำตา ถ้าเธอต้องช้ำใจ ฉันอยู่ตรงนี้


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.221.248   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 เวลา 21:14
 ความคิดเห็นที่  129

ขอบคุณที่ชมค่ะคุณ BigSu นับว่าเป็น feed back ที่ทำให้เกิดรอยยิ้ม (ในใจ) 555 ยินดีค่ะ ที่ชอบสิ่งที่ครูบาอาจารย์นวลประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ นับว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่เข้ามาในนี้ มิใช่เข้ามาหาสามี อย่างที่ใครบางท่านคิดในช่วงแรกๆ

มันไม่มีผู้หญิงที่สติปัญญาต่ำขนาดที่ว่า จะเข้ามาหากิ๊ก โดยการทำตัวให้มันเถื่อนหรอกค่ะ เคยคิดมั้ยคะ ว่าที่นวลเถื่อนกับที่นี่ เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องหวือหวา มันจะกลบสาระที่นวลอยากพูดถึง....อันนี้เป็นวิธีการเลี่ยงตัวรบกวนสารนะคะ

ถ้าคนชอบเราซะอย่าง พูดบ้าอะไรก็เชื่อหมด แกล้งเชื่อ แกล้งเยินยอ แบบอาโนไง มันไม่มีการพัฒนา มันต้องเชื่อด้วยเหตุผลที่เอามาว่ากัน ถ้าเห็นด้วยจริงๆ...ไม่ว่าใครพูดก็จะเห็นด้วย

คนเรามาเล่น internet มีวัตถุประสงค์ต่างกัน เพื่อฆ่าเวลา เพื่อระบายความเครียด เพื่อหาเพื่อนใหม่ เพื่อหาความบันเทิง ก็แล้วแต่จะตักตวงกันไปค่ะ เผอิญนวลก็เฉยๆกับเรื่องพวกนี้ มีครบหมด มันก็เลยแบบไม่ค่อยแคร์ชาวบ้านเท่าไหร่ ยกเว้นคนสำคัญ..เราก็จะตั้งหน้าตั้งตาตักเตือน แบบต้นอ้อ... ส่วนน้องๆที่มาหาความบันเทิง นวลก็จะเล่นด้วย ใครอยากทำอะไรทำ ถ้าBigSu มีอะไรที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเห็นว่าหนักข้อและจะดีกับตัวนวล กรุณาเตือนดังๆจักเป็นพระคุณค่ะ

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  210.203.184.213   ตอบเมื่อ 04 เม.ย.48 เวลา 08:49
 ความคิดเห็นที่  130

ถ้าคนชอบเราซะอย่าง พูดบ้าอะไรก็เชื่อหมด แกล้งเชื่อ แกล้งเยินยอ แบบอาโนไง มันไม่มีการพัฒนา มันต้องเชื่อด้วยเหตุผลที่เอามาว่ากัน ถ้าเห็นด้วยจริงๆ...ไม่ว่าใครพูดก็จะเห็นด้วย


คุณ นวล ผมยอมรับน่ะที่คุณพูดมาผมรู้สึกดีกับคุณมากๆ แต่ถ้าอันไหนไม่มีเหตุผลผมก็แย้งกับคุณตลอดมา มิได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนในตัวตนของผมเลย

ผู้ส่ง  อาโน    email     url     ip  203.209.123.38   ตอบเมื่อ 04 เม.ย.48 เวลา 19:32
 ความคิดเห็นที่  131

แล้วเคยดูเรื่องสตรีเหล็กกันบ้างมั๊ยเอ่ย
น่ารักนะทั้งนั้นเลยนะฮ่ะ

ผู้ส่ง  ตุ๊ดฮ่ะ    email     url     ip  203.156.21.99   ตอบเมื่อ 05 เม.ย.48 เวลา 16:20
 ความคิดเห็นที่  132


นาน ๆ จะมีโอกาสได้อยู่บ้านหลาย ๆ วันแบบนี้สักที เมื่อเช้าดูหนังเรื่อง Il Mare (ลิขิตรักข้ามเวลา) ชื่อหนังมาจากภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งมีความหมายถึง "ทะเล เป็นหนังเกาหลี แนว รักโรแมนติก หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกเมือ่ประมาณปี 2544 ถึงจะมาดูตอนนี้ก็ยังไม่สาย ภาพสวย เพลงเพราะ เป็นเรื่องราวความรักของคนสองคนที่อยู่ต่างมิติของเวลา

il mare (อิล มาเร)เป็นชื่อของบ้านพักริมทะเลที่พระเอกของเรื่องคือ ซ่งหยวน (นำแสดงโดย ลี จุนแจ) ย้ายเข้ามาอยู่ในวันที่ 21 ธันวาคม 1997 (ตรงกับวันเกิดเราเลยนะ)ในวันเดียวกันนั้นนางเอกของคือ อินจู (นำแสดงโดย โจน จิฮุน) ก็กำลังย้ายออกจากบ้านหลังนี้ แต่ทั้งสองไม่ได้พบกันอย่างที่หลายคนคิด เพราะว่าวันที่อินจูย้ายออกไปนั้นคือ วันที่ 21 ธันวาคม แต่เป็นในปี 1999 !!!
แม้จะมีชีวิตอยู่ในห่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ทั้งสองได้รู้จักกันจนได้ นั่นคืออินจูกำลังรอจมหมายจากเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ เธอจึงเขียนการ์ดอวยพรคริสต์มาสให้กับคนที่จะมาเช่าบ้านหลังนั้นต่อจากเธอ พร้อมทั้งใส่ที่อยู่ใหม่ของเธอเอาไว้ด้วย เผื่อว่าถ้ามีจดหมายมาถึงเธอ จะได้ส่งต่อไปให้เธอได้ เธอใส่การ์ดใบนั้นไว้ที่ตู้จดหมายหน้าบ้าน แต่แล้วเมื่อซ่งหยวนเปิดตู้จดหมายดูในวันที่ย้ายเข้ามาวันแรก เขากลับพบการ์ดใบนั้น ตอนแรกเขาคิดว่าคงมีใครเล่นตลกกับผู้ย้ายมาใหม่อย่างเขา เพราะเห็นว่าในการ์ดลงวันที่เป็นปี1999 ทั้งๆที่ (ขณะนั้น) เป็นปี1997 อีกอย่างเขาเป็นผู้พักอาศัยรายแรกของ IL Mare ซึ่งเจ้าของบ้านคือป้าของเขาเอง เขาจึงเขียนจดหมายต่อว่ากลับไป
ส่วนอินจูนั้นแม้ว่าจะย้ายออกไปแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนั้นอยู่ เธอจึงแวะมาที่ IL Mare เพื่อเยี่ยมเยือนและเช็คดูว่ามีจดหมายที่เธอรอคอยอยู่ ตกค้างอยู่ที่ตู้จดหมายหรือไม่ เธอจึงได้รับจดหมายที่ซ่งหยวนเขียนถึงเธอ เธอเองก็แปลกใจเช่นกันที่ ซ่งหยวนยืนยันว่าเขาอยู่ในปี1997 ไม่ใช่ปี 1999 อย่างที่เธอว่า สุดท้ายเราก็ได้รู้ว่าประตูเชื่อมโยงระหว่างมิติเวลาทั้งสองกคือตู้จดหมายหน้าบ้านนั่นเอง ความขัดแย้งในเรื่องช่วงเวลาที่เป็นปัจจุบันของทั้งสองคนคลี่คลายลง เมื่ออินจูบอกกับซ่งหยวนล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องว่าในปี 1997 นั้น หิมะเริ่มตกวันที่เท่าไหร่
จากนั้นหนังก็พาคนดูไปรู้จักกับชีวิตของคนทั้งสองผ่านเนื้อความในจดหมายที่ทั้งสองเขียนถึงกันและกัน เราได้ทราบว่าอินจูมีอาชีพเป็นนักพากย์การ์ตูนทางโทรทัศน์ เธอกำลังรอคอยจดหมายจากแฟนหนุ่มที่ไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน เขาไม่ได้ติดต่อมาหาเธอนานแล้ว จดหมายที่ส่งไปหาก็ถูกตีกลับเพราะไม่มีผู้รับ ส่วนซ่งหยวนเป็นนิสิตปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรม แต่เขามีปัญหาขัดแย้งกับทางบ้าน จึงตัดสินใจดร็อบเรียนแล้วมาทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง ด้วยเหตุที่ทั้งสองต่างก็มี ?บาดแผล? ของตัวเอง จดหมายที่ส่งถึงกันนั้น แรกๆ เป็นเพียงแค่การพูดคุยแก้เหงา นานเข้าก็กลายเป็นการปรับทุกข์ให้ฟัง หรือไม่ก็ ให้กำลังใจอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่
เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกที่ทั้งสองมีให้กันเริ่มที่จะลึกซึ้งมากกว่าแค่เพื่อนคุยธรรมดา ทั้งสองต่างรอคอยที่จะได้รับจดหมายฉบับต่อไปจากอีกฝ่าย หรือเมื่อรู้สึกว่าการติดต่อระหว่างกันขาดช่วงไป ก็อดเป็นห่วงไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายรึเปล่า ในบางคืนที่ซ่งหยวนทนคิดถึงเธอไม่ไหว เขาจะไปรอพบอินจูที่สถานีรถไฟ ตรงม้านั่งที่เธอมักจะนั่งเป็นประจำ ความคิดถึงทำให้ซ่งหยวนกระวนกระวายใจ แต่เมื่อได้พบอินจูอย่างที่ตั้งใจ มันกลับเลวร้ายยื่งกว่าเดิม สิ่งที่เขาเห็นคือภาพอินจูเดินมากับแฟนของเธอ คนทั้งสองเดินผ่านหน้าซ่งหยวนไป โดยที่ซ่งหยวนไม่กล้าปริปากพูดอะไร เพราะในปี 1998 นั้น เขาเป็นแค่เพียง ?คนแปลกหน้า? สำหรับเธอเท่านั้น
หลังจากนั้นอินจูก็ได้พบกับแฟนเก่าของเธอ หากแต่เขาไม่ได้กลับมาหาเธอ เขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ แฟนเก่าของเธออ้างว่าเป็นเพราะเมื่อสองปีก่อน เธอไม่ยอมไปเรียนต่อกับเขา และเขาก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะทนเหงาอยู่คนเดียวได้ อินจูเสียใจมาก เธอจึงรู้ว่าจริงๆแล้วเธอยังลืมเขาไม่ได้ เธอเขียนจดหมายบรรยายความเสียใจที่มีไปถึงซ่งหยวน แม้ว่าตัวซ่งหยวนเองจะผิดหวังและเสียใจแค่ไหน แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือ เขาจะทำอะไรได้บ้าง ที่จะช่วยให้เธอไม่ต้องเศร้าโศกอย่างที่เป็นอยู่ เขาจึงตัดสินใจไปหาอินจูและแฟนของเธอที่ร้านอาหารที่ทั้งสองนัดพบกันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อจะบอกให้อินจูเปลื่ยนใจและตามแฟนของเธอไปเมืองนอก ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงอดีด (ของอินจู) จะทำให้ไม่มีอินจู (ที่เขารู้จัก) ในปี1999 นั่นย่อมหมายความว่าเรื่องราวระหว่างเขาและเธอจะเหมือนกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลย

องค์ประกอบทุกส่วนในหนังทำให้หนังเรื่องนี้ดูเหมือนเรื่องราวชวนฝัน ดนตรีประกอบและเพลงประกอบไพเราะมาก ตัวบ้าน ?IL Mare? สวยมากๆ ดูแล้วอยากจะมีบ้านริมทะเลแบบนี้ซักหลัง แน่นอน ต้องมีตู้จดหมายด้วย มีตอนหนึ่งที่ชอบมากคือ ตอนที่ทั้งสองแนะนำวิธีแก้เซ็งให้กับอีกฝ่าย ซ่งหยวนชวนให้อินจูไปเดินเทื่ยวที่เชิงเขาแห่งหนึ่งที่เขามักจะไปเป็นประจำเวลาไม่สบายใจ เมื่อเดินมาถึงปลายทางจะมีร้านกาแฟให้นั่งพัก เขาสั่งไวน์เอาไว้ให้เธอในปี1998 เพื่อให้เธอได้ดื่มแก่กระหายเมื่อเดินมาถึงร้านในปี 2000!!!

นอกจากนี้หลายฉากในหนังยังได้สะท้อนภาพของคนเหงาในเมืองใหญ่ ให้เราได้เห็น ในขณะที่จุดมุ่งหมายของหลายคนคือการได้มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีหน้ามีตาในสังคม บางคนกลับต้องการเพียงแค่ ใครสักคนที่คอยเอา ?ใจ? ใส่ห่วงใยเขาและให้เขาได้มองความรู้สึกเช่นเดียวกันนั้นให้ ใครสักคนที่แม้จะพูดคำพูดเดียวกันกับคนอื่นแต่กลับฟังลื่นหูกว่า ใครซักคนที่เมื่อเราพบเจอสิ่งดีๆ ในชีวิตแล้วอยากจะแบ่งบันสิ่งนั้นไปให้ หรือเมื่อเราได้พบกับความยากลำบาก เราก็กล้าที่จะแสดงความอ่อนแอและท้อแท้ออกมาให้เห็นโดยไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม

หากแต่ว่าเพียงแค่สิ่งนี้ หลายๆ คนก็ยังหาไม่เจอ ในปัจจุบันวิทยาการสมัยใหม่ช่วยให้เรามีวงจรชีวิตที่กว้างขึ้น ?รู้จัก? คนเยอะขึ้น แต่ ?ความลึกซึ้ง? ของความสัมพันธ์กลับตื้นเขินมากขึ้น สมัยนี้ใครๆ ต่างก็มีโทรศัพท์มือถือใช้ จะเอาที่มีฟังค์ชั่นการทำงานมากมายแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีใครโทรเข้ามาหา มันจะมีประโยชน์อะไร



ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  61.19.188.90   ตอบเมื่อ 11 เม.ย.48 เวลา 13:25
 ความคิดเห็นที่  133


มีประโยคนึงในหนัง IL MARE
ที่น่าสนใจมาก ... เขาบอกทำนองว่า ...
ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ
ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก
... แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก

ถ้าวันนี้คนสองคน ต่างหมดรักกันไป
คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก
แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง
ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้

ธรรมชาติของรัก มักไม่ให้โทษแก่ใคร
เพียงแต่อาจปรุงแต่งให้หัวใจพองฟูจนลืมนึกถึงความจริงที่ว่า
มีวันที่รักมา ก็อาจมีวันที่รักไปได้
ความรักเป็นสิ่งสวยงาม
หลายคนจึงอดหลงใหลได้ปลื้มกับมันไม่ได้ในยามที่มันอยู่
เรามักหลอกตัวเองว่า เพราะเรารักเขามาก
เขาคงเห็นความดีความตั้งใจของเรา
และรักเราตอบบ้าง ไม่มากก็น้อย

และเมื่อเขาตอบรับรักของเรา
ความฟูของหัวใจ
มักทำให้เราก้าวล่วงไปถึงการรู้สึกยึดมั่น
ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา
เป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวทางใจอย่างหนึ่ง
ที่จะต้องอยู่กับเราทุกครั้งที่เราต้องการ
นานเท่าที่เราปรารถนา

ความรู้สึกอันนี้แหละ คือจุดเริ่มของความเจ็บปวดทั้งมวล
เพราะมันฝืนกฏธรรมชาติ
ไม่ได้บอกว่า ... รักต้องลงเอยด้วยความเศร้าเสมอไป
เพียงแต่ถ้าเขาจะอยู่ เขาจะไป
จะรักคุณมากขึ้น คงเดิม หรือหดน้อยถอยลง
ก็จะเป็นเพราะคนสองคน ไม่ใช่ความต้องการของเราฝ่ายเดียว
หรือเขาฝ่ายเดียว

ชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก ... แต่ในความซับซ้อนนั้น
มันก็เรียบง่ายอย่างที่เรานึกไม่ถึง
เพราะไม่ว่าสิ่งไหน เรื่องอะไรสารพัดสารพัน
ทุกอย่างล้วนแต่อยู่ในกฏเดียวกัน
มันจะ เกิดขึ้น ... ตั้งอยู่ ... แปรสภาพ แล้วก็จบลง

รักที่สมหวังอยู่กันจนแก่เฒ่า ก็หนีไม่พ้นกฏข้อนี้
เพราะวันนึง ไม่เราก็เขาก็ต้องตายจากกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ... วันนี้เขาอยู่หรือจากไป

สำคัญที่ว่า ... ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกัน
ขอให้มีความทรงจำที่ดี ... ก็เพียงพอแล้ว
อย่างน้อย เราก็ยังมีอะไรดีดีให้นึกถึง
และยิ้มให้ความทรงจำนั้นได้
ถึงวันนี้จะยังร้องไห้
ก็คงไม่กระไร เพราะชีวิตก็เป็นแบบนี้
มีวันที่เลวร้าย มีวันที่สวยงาม มีวันที่ว่างเปล่า
สุขก็อยู่กับเราไม่นาน ทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน
สุขเคยแวะผ่านมาแล้วก็ไป
ทุกข์ก็เป็นเฉกเช่นกัน
ร้องไห้แล้วก็อย่าร้องเปล่า ๆ
มองให้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตไปด้วย

ได้แต่อวยพรให้คุณเข้าใจชีวิตมากขึ้น
เติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น แต่อย่าแข็งกร้าว
ขอให้อ่อนโยนแต่เข้มแข็ง
และขอให้วันใหม่ในชีวิตมาถึงในอรุณรุ่งของวันพรุ่งนี้
วันที่เราจะไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป




ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  61.19.188.90   ตอบเมื่อ 11 เม.ย.48 เวลา 13:28
 ความคิดเห็นที่  134


เศร้าจัง! เลยฝากให้อ่านนะครับ


อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่...ก็ไม่มีประโยชน์
ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน
อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน
วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรักที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง
หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว


คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ
โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย
คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า
คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ
คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง...ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน
คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ
คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ
...นั่นแหละ คือคนที่รักคุณจริง...


ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนคุณ
ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา
เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง



อย่าบอกว่าไม่คิดถึง
ถ้าหัวใจไม่อาจลืม
อย่าบอกว่าคิดถึง
ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที



ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน
อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น
แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ


ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่
ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง
ความเสมอต้น...และเสมอปลาย
จะทำให้ความรักของเราสวยงาม
และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน
สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก
กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน
มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน
เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด
และเราจะไม่ดิ้นรน...
ที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้


ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต
อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน
อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้
อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน


ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ
จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป...
วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า..
ที่เคยทำให้คุณมีความสุข
ระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว..
จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก


เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพ
เพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา...
ลองเดินต่อไปสิ..
บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต
ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.142.218.22   ตอบเมื่อ 11 เม.ย.48 เวลา 17:07
 ความคิดเห็นที่  135



โห พระเจ้าจอร์จ แม่งสุดยอด! นั้นแหละคำตอบที่ผมตามหามาตลอดชีวิต
ที่คุณบ้านเลขที่ 33 เขียนมาก็ถูก มันเศร้าจับใจเลยเวลารักไท่สมหวัง
ผมเคยรู้สึกอย่างนี้ตอนดูหลังเรื่อง ข้างหลังภาพ เมื่อหลายปีก่อน
อย่างที่พี่ Bigsu ว่านั้นหละ "ลองเดินต่อไปสิ..
บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต
ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้... "
ผมขอภาวนา ......




ผู้ส่ง  น้อง ๓๐    email     url     ip  202.133.143.104   ตอบเมื่อ 11 เม.ย.48 เวลา 19:54
 ความคิดเห็นที่  136

อึม!!!!!!!!.................

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  202.133.167.29   ตอบเมื่อ 11 เม.ย.48 เวลา 21:35
 ความคิดเห็นที่  137



คิดถึงเจ้าของกระทู้จัง หายไปนานเลยคุณนวลบงกช

ผู้ส่ง  tuktik    email     url     ip  202.133.143.34   ตอบเมื่อ 13 เม.ย.48 เวลา 15:19
 ความคิดเห็นที่  138

เลี้ยงลูก อ่านตำราต่อสิคะ นั่นคือวัตถุประสงค์ในการพักร้อนค่ะ

คุณ tuktik ไม่น่าไปป่าวประกาศในยก.ทอ.เลยว่านวลมาสิงอยู่ที่นี่ อาจารย์ของนวลอยู่แถวนั้นเกรงว่าอาจารย์จะหาว่ามาเสียเวลา แทนที่จะไปอ่านหนังสือที่ท่านอุตส่าห์หามาให้

ผู้ส่ง  นวลบงกช ของแท้    email     url     ip  210.203.177.230   ตอบเมื่อ 13 เม.ย.48 เวลา 20:18
 ความคิดเห็นที่  139


หนังเกาหลีอีกซักเรื่องแล้วกันนะ เมือ่วันก่อนได้ดูหนังเรื่องคุณยายผมดีที่สุดในโลก เป็นหนังเกาหลี(อีกแล้ว) เป็นเรื่องราวระหว่างเด็กผู้ชายจอมดื้อกับคุณยายใบ้ที่น่าสงสาร หนังเรื่องนี้เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของประเทศเกาหลีมาแล้ว

The Way Home (คุณยายผมดีที่สุดในโลก) ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย เป็นเรื่องของเด็กชายวัย 7 ขวบที่ชื่อ ซังวู ด้วยความจำเป็น คุณแม่ต้องพาซังวูไปฝากให้ยายที่ชนบทเลี้ยงอยู่พักหนึ่ง ซังวู รู้ว่านี่เป็นเวลาที่ลำบากที่สุดนับตั้งแต่แม่ของเขาแยกทางกับพ่อตั่งแต่เขายังเล็ก มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะหาเลี้ยงลูกชายเพียงลำพังในเมืองใหญ่ และดูเหมือนว่า ซังวู จะเข้าใจและพร้อมที่จะดูแลตัวเองในขณะที่แม่ไปทำงาน แต่ดูเหมือนชีวิตในเมืองชนบท มันดานี ชั่งน่าเบื่อสำหรับเด็กที่เติบโตจากเมืองใหญ่อย่าง ซังวู มันไม่มีอะไรจะให้เขาเล่นสนุกด้วย ยายของเขาเป็นใบ้ เขาปฏิเสธทุกสิ่งที่ยายของเขาทำให้ เขาเรียกร้องที่จะกินแฮม แทน กินกิมจิ ที่ยายเตรียมไว้ให้ เขาร้องหาโค้กแทนน้ำเปล่า ที่นี่ไม่มีโทรศัพท์ เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีของเล่น สิ่งเดียวที่พอจะช่วยทำให้ซังวู ลืมความน่าเบื่อได้บางช่วงเวลาคือ เครื่องเล่นเกมส์ และโปสการ์ดที่เขาซึ้อมาจากกรุงโซล ?
และด้วยความที่ ซังวู เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความศิวิไลซ์ของสังคมวัตถุนิยม ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีความคิดความอ่านไม่ต่างอะไรจากเด็กเหลือขอ เขาคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่สนใจเรื่องการแบ่งปันให้คนอื่น ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความเกรงใจ ความสัมพันธ์ระกว่างคุณยายที่เป็นใบ้พูดไม่ได้กับเด็กนรกคนนี้จึงเริ่มขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่นและไม่มีวี่แววว่าจะจบลงด้วยดีได้เลย
ตัวละครในหนังนอกจากยาย-หลานคู่นี้แล้ว ยังมีเด็กในหมู่บ้านอีก 2 คน หนึ่งคือเด็กผู้หญิงที่ ซังวู ไปแอบชอบ และอีกหนึ่งเป็นเหมือนคู่แข่งความรักของเขา อันที่จริงแล้ว บทของตัวละครเด็กทั้ง 2 นี้ไม่ได้มีส่วนสำคัญในหนังอะไรมากมายนัก แต่ว่าก็ขาดไปซะไม่ได้ เพราะตัวละครทั้งคู่นี้มีหน้าที่ในการสื่อถึงความคิดความอ่านของ ซังวู ที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเป็นเด็กที่ขอโทษใครไม่เป็น และปฏิบัติตัวแบบเอาแต่ได้สุดๆ ที่เขาแสดงออกมากับเพื่อนร่วมรุ่น 2 คนนี้ จากการที่ได้อยู่กับคุณยาย ได้ซึมซับเอาความโอบอ้อมอารี ความมีน้ำใจ ความอดทนอดกลั้นและที่สำคัญคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้ ซังวู เปลี่ยนจากเด็กนรกกลายมาเป็นเด็กที่รู้จักคิดและมีความรู้สึกถึงจิตใจคนอื่น ซังวู เริ่มจากการพูดขอโทษแบบเขินๆ กับเด็กชายที่เขาแกล้งให้หนีวัวบ้า ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มยอมรับในตัวคุณยาย ที่เขาเคยเรียกว่ายายใบ้ปัญญาอ่อน จนมาถึงตอนท้าย เมื่อเขาทำมือวนๆ ที่หน้าอก ซึ่งในตอนนี้นี่เองที่หนังบอกเราว่า ณ จุดนี้ ไม่เพียงแต่ ซังวู จะ "แพ้ความดี" ของคุณยายเท่านั้น แต่ซังวู ยังยอมรับคุณยายอย่างหมดใจด้วยการยอมที่จะพูดกับคุณยายด้วย "ภาษาของยาย" อย่างไม่เขินอายใดๆ อีกเลย
The Way Home เป็นหนังที่น่าจะพูดว่าใช้ภาพเล่าเรื่องได้เกือบทั้งเรื่อง เพราะ ตัวละครหลักหนึ่งตัวถูกกำหนดให้ต้องเป็นใบ้ ส่วนอีกคนก็เป็นเด็ก เวลาที่ยายเอามือวนที่อกไม่แน่ใจว่าหมายถึงการขอโทษหรือเปล่า โดยส่วนตัวดูแล้วสงสารคุณยายคนนี้มาก ดูแล้วน้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัว อดนึกถึงยายตัวเองไม่ได้ สมัยเด็ก ๆ ชอบไปอยู่บ้านยายมีเพื่อนเล่นเยอะดี ถ้าใครชอบหนังแนวนี้ ดูแล้วรู้สึกตื้นตันที่เด็กดื้อคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเด้กดีได้ ตัวหนังมีมุขขำ ๆ อยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ ยิ่งตอนที่ยายตัดผมให้ซังวู ทรงผมออกมาตลกมาก และตอนที่ซังวู จะกินไก่ KFC แต่ยายทำไก่ต้มให้แทน บอกได้ว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วได้ทุกอารมณ์ มีทั้งฉากสะเทือนอารมณ์เรียกน้ำตา ฉากเรียกเสียงหัวเราะ เรียกรอยยิ้ม แต่ไม่มีอารมณ์โหดนะ
และสิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาคือเปรียบเทียบสังคมแบบวัตถุนิยม ที่ทำให้ ซังวู โตขึ้นมาเป็นเด็กแบบนั้น การที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความหรูหรา ฟุ่มเฟือย พึ่งพาแต่กับของไร้สาระอย่างเครื่องเล่นเกมและของเล่นสมัยใหม่ ทำให้เขาไม่แยแสถึงสิ่งพื้นฐานที่ชีวิตต้องการ จนคืนหนึ่งที่เด็กน้อยเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะแฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า หรือไก่ KFC ก็อร่อยได้ไม่แพ้ไก่ต้มธรรมดาๆ ถ้าท้องมันหิว เป็นมุขที่น่ารักและตลกและเสียดสีค่านิยมแบบใหม่ได้อย่างชัด
ตอนจบจะมีเบื่องหลังการถ่ายทำให้ดู ก็น่ารักดี คุณยายใบ้แสดงโดยหญิงชราชาวบ้านตัวจริงเสียงจริงที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพ ถูกขอให้มาแสดงบทคุณยาย ส่วนซังวู เจ้าเด็กนรกจอมแสบ ก็เล่นได้อย่างน่ารักน่าชังและน่าตื้บ และหลายๆ ครั้งที่รู้สึกว่าอยากจะตื๊บเด็กคนนี้ให้หายดื้อเลย การแสดงของทั้งคู่เข้าขารับส่งกันได้อย่างเป็นธรรมชาติดี หนังเรื่องนี้เหมาะกับทุกๆ คนในครอบครัว ทำให้รู้ว่าความรักและความอบอุ่นทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นในครอบครัว


ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  61.19.188.4   ตอบเมื่อ 17 เม.ย.48 เวลา 08:46
 ความคิดเห็นที่  140


-

ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  61.19.188.4   ตอบเมื่อ 17 เม.ย.48 เวลา 09:24
 ความคิดเห็นที่  141


ผมเคยดูเรื่องนี้นานมากแล้ว เนื้อเรื่องดีมาก และเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาด้านสังคมของเกาหลี
ซึ่งมีความผูกพันในครอบครัวน้อยมาก ไม่เหมือนกับสังคมไทย ดีใจที่คุณบ้านเลขที่ 33
ชอบดูหนังและอ่านหนังสือเหมือนกัน แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันได้นะครับ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  203.152.42.18   ตอบเมื่อ 19 เม.ย.48 เวลา 13:13
 ความคิดเห็นที่  142


คงไม่เหมือนกันหรอกค่ะ
เพราะอ่านบางเล่ม และดูบางเรื่องที่รู้สึกว่าชอบ และสนใจ

//มีอีกเรื่องนึงที่ชอบ เป็นหนังเกาหลีอีกแหละค่ะ
The Classic (คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต)
ดูแล้วรู้สึกว่าคลาสสิกสมชื่อจริง ๆ ค่ะ //





ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  202.57.181.99   ตอบเมื่อ 23 เม.ย.48 เวลา 19:11
 ความคิดเห็นที่  143

The classic ดูแล้วเศร้าจังเลย คุณบ้านเลขที่ 33 แต่ก็น่ารักดีนะ อาจจะน้ำเน่าไปบ้างแต่ก็ให้ความรู้สึกที่ดี ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคำว่า หนังรัก(ที่ไม่สมหวัง)
# โดยเฉพาะตอนที่พระเอกไปพบกับนางเอก หลังจากที่ไปรบกลับมาแล้วตาบอด ดูแล้วน้ำตาจะไหลตาม


ผู้ส่ง  ภูษา    email     url     ip  203.156.30.89   ตอบเมื่อ 29 เม.ย.48 เวลา 16:04
 ความคิดเห็นที่  144


?เอ๋อเหรอ? เป็นหนังที่น่ารัก ใสซื่อ และมิตรภาพที่บริสุทธิ์ของเด็ก ๆ ที่มีให้ต่อกัน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ 2 ครอบครัว ที่แตกต่างกัน แต่ก็มีความเกี่ยวพันกัน ครอบครัวของ ปรีชาและวรรณ และมีลูกสาวคนเดียวคือ ลูกแก้วแต่เป็นทอมบอย (น่ารักมากค่ะ) ลูกแก้วเป็นเด็กฉลาด น่ารัก มีน้ำใจ ค่อยช่วยต๋องเวลาโดนรังแกเสมอ ลูกแก้วเป็นเพื่อนกับต๋อง(น่ารักในรูปแบบของเขาและน่าสงสารมากเช่นกัน) ต๋องเป็นเด็กพิเศษ (หรือที่เรียกเป็ภาษาปะกิด ว่าดาวน์ซินโดรม นั่นเแหละค่ะ) ต๋องเอ๋อเหมือนกับพ่อ คิดว่าน่าจะมาจากกรรมพันธ์ (โหน่งแสดงเป็นพ่อชื่อสำรวยแสดงได้ดีมาก) แต่แม่ของต๋องเป็นคนปกติ เป็นแม่ที่ใจดี รักครอบครัว และไม่รังเกียจความผิดปกติของลูกและสามี ดูแล้วรู้สึกว่าครอบครัวของต๋องเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ถึงแม้จะแบบเอ๋อ ๆ ก้อตาม พ่อของลูกแก้วไม่ชอบให้ลูกแก้วคบกับต๋อง เพราะปรีชาไม่ชอบครอบครัวของสำรวยเป็นอย่างมาก สาเหตุที่ไม่ชอบเพราะสำรวยไม่เหมือนคนปกติทั่วไป และปรีชาชอบว่าพวกเขาปัญญาอ่อน ความไม่เข้าใจกันก่อให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ตามมา จนทำให้
ต๋องกับลูกแก้วติดมากับรถทัวร์เข้ามากรุงเทพโดยไม่ตั้งใจ และทำให้เด้กสองคนต้องมาผจญภัยที่กลางเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพตามลำพังสองคน และถูกแก๊งลักเด็กจับตัวไป แล้วบังคับให้ขายของที่พัทยา เหมือนที่เคยดูจากรายการเรื่องจริงผ่านจอ (บ้านเกิดต๋องกับลูกแก้วอยู่ที่เขาสก ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาสกอยู่จังหวัดอะไร) พ่อของเด็กทั้งสองคนต่างออกตามหาลูกด้วยตัวเอง ตอนที่สำรวยไปตามหาต๋องที่กรุงเทพ มีเหตุการณ์และอุปสรรคหลายอย่าง ที่ดูแล้วรู้สึกสงสารมาก รู้สึกได้ถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก (ดูแล้วคิดถึงพ่อ) และเหตุการณ์นี่เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองครอบครัวดีขึ้น เพราะความช่วยเหลืออย่างไม่ย่อท้อและจริงใจของสำรวยที่มีต่อต๋องและลูกแก้ว ทำให้ปรีชาเริ่มเข้าใจ ยอมรับ และมองครอบครัวของสำรวยในทางที่ดีขึ้น

มีหลาย ๆ ฉาก ที่ดูแล้วรุ้สึกดีและน่ารัก แต่บางฉากน้ำตาแบบไม่รู้ตัว ตอนที่ต๋องโดนพ่อตี เพราะเอาหินไปปาใส่กระจกร้านขายรองเท้าของบ้านลูกแก้วสาเหตุเพราะ พ่อลูกแก้วว่าพวกเขาปัญญาอ่อน ดูแล้วสงสาร และตอนที่พ่อพาต๋องไปส่งที่โรงเรียน ระหว่างทางมีการคุยหยอกล้อกันระหว่างพ่อลูก ชอบคำนี้จัง ?ต๋องกวนตีนพ่อเหรอลูก? และฉากที่เพื่อนนักเรียนของต๋องเรียกต๋องว่า ?ไอ้ปัญญาอ่อน? ต๋องยิ้มแล้วตอบว่า ขอบคุณครับ ขนาดคนที่ไม่ปกติยังควบคุมตัวเองได้เลย การที่ครอบครัวๆ นึง ที่สมาชิกมีความพิการทางสมองจะอยู่ในสังคมที่เหลื่อมล้ำอย่างโลกในปัจจุบันนี้ รู้สึกว่ายากมาก และยิ่งมีอุปสรรคต่าง ๆ มาท้าทายจุดยืนของพวกเขา และพวกเขาจะสามารถเอาชนะและฝ่าฟันมันได้ เรื่องราวเหล่านี้มันจะทำให้คนที่มีร่างกายและสมองปกติ แต่หัวใจพิการ ได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือป่าว ทำไมคนเราจึงดุถูกและเรียกพวกเขาว่า เอ๋อหรือปัญญาอ่อน บางทีคนที่คุณเรียกเขาปัญญาอ่อน หัวใจของพวกเขาอาจจะสมบูรณ์ สะอาดบริสุทธิ์ กว่าพวกที่ได้ชื่อว่าคนร่างกายปกติในสังคม...
หนังเรื่องนี้สามารถถ่ายทอดความอบอุ่น ใสซื่อ น่ารัก ของครอบครัวอันอบอุ่นของ 2 ครอบครัว และมิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน ระหว่างเด็กที่ปกติกับเด็กที่มีความพิการทางสมอง ซึ่งความจริงแล้วถึงแม้ดูภายนอกเป็นเด็กที่มีความพิการทางสมอง แต่จิตใจของพวกเขาไม่ได้พิการตามสมองแม้แต่นิดเดียว เขาก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกับพวกเราคนธรรมดานี่แหละ บางทีเขาอาจจะฉลาดกว่าพวกเราด้วยซ้ำไป จะว่าไป มุขตลกจริงๆ มันไม่มีหรอก ถ้ามันจะมี ก็จะเป็นตลกโดยเนื้อหาของมันเองมากกว่า ส่วนใหญ่มันจะตลกที่คำพูด ตลกแบบเด็กเอ๋อๆ ก็น่ารักดีค่ะ คนเราทุกคน ย่อมมีคุณค่าของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่มีใครจะได้รับสิทธิพิเศษ ที่แสดงว่าตัวเองนั้น มีคุณค่าความเป็นคนเหนือคนอื่น และแน่นอน.. คนทุกคนย่อมต้องการให้ผู้อื่นยอมรับและได้เห็นถึงคุณค่า และความมีอยู่ของตัวเองเอง...

ดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงเรื่อง I Am sam ความหมายของหนังอาจจะเหมือนกันคือสื่อให้เห็นถึง ความรักของพ่อที่มีต่อลูก แต่เนื้อเรื่องของทั้งสองเรื่องไม่เหมือนกันเลย อาจจะคล้ายกันตรงที่ สำรวยและแซมเป็นพ่อที่มีความพิการทางสมองเหมือนกัน และเป็นพ่อที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ลูกคืนกลับมา

แซม เป็นออทิสติคที่มีอาการปัญญาอ่อนพ่วงเข้าไปด้วย เขามีลูกกับผู้หญิงเสเพลคนหนึ่งโดยบังเอิญ หลังจากที่คลอดลูกสาว
เธอก็ทิ้งลูกไว้ให้กับแซมเลี้ยงโดยลำพัง แต่ลูกที่เกิดมามีสมองปกติเหมือนคนทั่วไป (ไม่เหมือนต๋อง) แซมรักลูกของเขามาก (จำได้ว่าเด็กผู้หยิงที่แสดงเป็นลูกสาวของแซมน่ารักมาก เหมือนตุ๊กตาเลย ) แล้วอยู่ ๆ เขาก็ต้องโดนพรากลูกไปด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่สามารถดูแลเลี้ยงดูลูกได้เพราะเขามีความพิการทางสมอง เขาทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้ลูกกลับคืนมา มีการขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันระหว่างแซมและนักสังคมสงเคราะห์ และแซมก้ได้รับความช่วยเหลือเรื่องฟ้องร้องจากทนายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงเก่ง ซึ่งเธอมีค่าตัวว่าความที่แพงมาก แต่เธอกับมาช่วยแซมโดยไม่คิดตัง ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวเสียหน้า แต่ช่วงหลังเธอก็ช่วยแซมด้วยความจริงใจ เธอมีสามีและลูกชาย แต่ลูกชายไม่รักเพราะเธอไม่มีเวลาให้ครอบครัว ซึ่งตอนนี้ทำให้เราเห็นและเข้าใจถึงชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่ และเปรียบเทียบความเป็นครอบครัว ทั้งในแบบของทนายสาวและของแซม คนหนึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของครอบครัวสมัยใหม่ ที่ทุ่มเทกับการงานมากกว่าที่จะแบ่งเวลามาให้ครอบครัว ในขณะที่อีกครอบครัวหนึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของครอบครัวในอุดมคติ ที่มีความรักความเอาใจใส่อันบริสุทธิ์ใจเป็นที่หลัก จำไม่ค่อยได้เพราะดูนานมากแล้ว แต่จำได้ว่าสุดท้าย แซมก้อได้ลูกสาวกลับมาดูแล

ดูหนังสองเรื่องนี้แล้วทำให้เข้าใจว่าพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ขึ้นมาหน่อยนึง เพราะพฤติกรรมแปลก ๆ ที่เขาทำมันไม่ได้เกิดจากความจงใจหรือตั้งใจ แต่มันเป็นเพราะโรคที่เขาเป็น และที่สำคัญไม่ว่าใครจะปกติหรือไม่ ทุกคนต้องการความรักเหมือนกัน


@ รักใดไหนจะเท่ารักพ่อ อกใดไหนจะอุ่นเท่าอกแม่ รักท่านทั้งสองให้มากนะคะ ก่อนที่คุณจะไม่ได้ทำอะไรให้กับคนที่รักคุณที่สุด @


ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  202.183.134.225   ตอบเมื่อ 08 พ.ค.48 เวลา 17:15
 ความคิดเห็นที่  145


I am Sam

ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  202.183.134.225   ตอบเมื่อ 08 พ.ค.48 เวลา 18:25
 ความคิดเห็นที่  146


I am Sam

ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  202.183.134.225   ตอบเมื่อ 08 พ.ค.48 เวลา 18:32
 ความคิดเห็นที่  147



เฉิ่ม?: ตัวละครตกสมัย
ผู้กำกับ และเขียนบท : คงเดช จาตุรันต์รัศมี
ผู้แสดง : เพชรทาย วงศ์คำเหลา, วรนุช วงษ์สวรรค์
โดย ยัติภังค์

จนบัดนี้ตัวละครคนขับแท๊กซี่ ทราวิส บิคเคิ่ล ในหนังเรื่อง Taxi Driver (1974) ได้กลายเป็นตัวละครคลาสสิคของโลกภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว เขาเป็นภาพเปรียบของผู้คนที่แปลกแยกจากสังคมปรกติ หลังผลกระทบจากสงครามเวียดนาม และยึดเหนี่ยวชีวิตด้วยสังคมอุดมคติที่รัฐบาลสร้างภาพ จนทำให้เกิดหนังต่อยอดจากนั้นตามมา ด้วยตัวละครบุคลิกคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น Perth(สิงคโปร์), หรือ ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น(ไทย)

เฉิ่ม... ผลงานกำกับเรื่องที่สองของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ก็ชวนให้นึกถึงตัวเอกใน Taxi Driver เพียงแต่มาในอีกบุคลิก สมบัติ ดีพร้อม(เพชรทาย วงศ์คำเหลา - หม่ำ จ๊กมก) ตัวเอกในเรื่องนี้เป็นคนขับแท๊กซี่ที่ยังพิสมัยในบทเพลงลูกกรุงของสุนทราภรณ์ จากรายการวิทยุสถานี เอ.เอ็ม. และฟังละครวิทยุ อย่างไม่สนใจต่อความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อีกทั้งยังฟังต่อในห้องพักด้วยวิทยุทรานซิสเตอร์ รวมถึงนิยมข้าวของเครื่องใช้ที่พ้นความนิยมไปแล้ว

ภาพแรกที่เปิดด้วยสัญญาณจราจร ไฟตัวเลขนับเวลาถอยหลังให้ขบวนรถตามท้องถนนยามราตรีเตรียมเคลื่อนตัวนั้น ก็ไม่ต่างจากตัวสมบัติเองที่เหมือนยืนอยู่บนเส้นระหว่างความฝันกับความจริง ว่าเขาจะเลือกไปต่อเพื่อเลี้ยงชีพ หรือจะเลือกหยุดพักกับโลกในอุดมคติ...แต่ชีวิตไม่มีอะไรให้เลือกง่ายๆ อย่างนั้น บ่อยครั้งมันบังคับให้คนเราเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา

เดิมทีคนดูคงติดภาพลักษณ์ของ หม่ำ จ๊กมก ในฐานะดาวตลกชื่อดัง จะอดหัวเราะไปกับท่าทาง เฉิ่มๆ เชยๆ ที่ผิดแผกแตกต่างไม่ได้ รวมถึงการล้อเลียนจากเพื่อนร่วมอาชีพ การเสียดสีสังคมพอเจ็บๆ คันๆ จากผู้โดยสารมากหน้าหลายตา ซึ่งหากประสบในชีวิตจริงเราคงหัวเราะไม่ออก แต่เมื่อหนังขับเคลื่อนเรื่องราวของสมบัติไปเรื่อยๆ คนดูจะเริ่มพบว่านี่ย่อมไม่ใช่ประเภทหนังตลก แต่เป็นงานดราม่าเสียดสีสังคม แบบเดียวกับที่ผู้กำกับเคยนำเสนอใน ?สยิว? ผลงานเรื่องแรก ที่หยิบยกเอาแวดวงหนังสือโป๊ มาสะท้อนชีวิตผู้คนในช่วงพฤษภาทมิฬ ซึ่งพยายามหาสิ่งชดเชยเพื่อหลีกหนีความจริงอันเจ็บปวด แต่คราวนี้เขาเลือกจะมาสะท้อนภาพสังคมยุคปัจจุบันแทน

นี่จึงไม่ใช่เรื่องราวของสมบัติเพียงคนเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนชีวิตของคนขับแท็กซี่ที่หาค่ำกินเช้า เลยไปกระทั่งผู้คนมากมายที่หวังจะมีชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมในสังคม ผ่านตัวละครมากหน้าหลายตาที่สอดแทรกเข้ามาให้เราได้พบเห็น แม้หนังยังมีเรื่องราวความรักแบบโรแมนติคของ สมบัติ กับ นวล(วรนุช วงษ์สวรรค์) หมอนวดสาวสวย ที่บังเอิญมานั่งรถแท๊กซี่ของเขาในค่ำคืนหนึ่ง แต่ก็ยิ่งช่วยเพิ่มทำให้ภาพฝันอันสวยงามถูกนำเสนอออกมาจนเกินจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากละครน้ำเน่า หากนำไปเปรียบกับธรรมเนียมละครวิทยุที่สมบัติฟังจนเผลอจินตนาการอยู่บ่อยๆ นั้น เรื่องราวในบทสรุปก็ย่อมไม่อาจหลีกพ้นโศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดไปได้

ในบุคลิกที่แตกต่างกันของ สมบัติ และนวล กลับมีภาพเปรียบที่คล้ายกัน ทั้งการต้องเป็นผู้ให้บริการลูกค้าที่มีทั้งดี และเลวปะปนกันไป การไม่อาจสภาพของผู้ที่ถูกกระทำ เป็นที่ระบายของลูกค้าต่างระดับให้ไปถึงยังจุดหมายปลายทางคนละแบบ

ทั้งสองต่างพยายามหาอะไรใส่ชีวิตเพื่อหลบลี้หนีความจริงอันแสนจะวุ่นวายสับสนให้พ้นๆ ไป หากสมบัติมีเพลงเป็นเพื่อน นวลก็เหมือนจะมีแท็กซี่คันนี้นี่เองที่ทำให้เธอพอจะลืมอะไรไปได้ เธอจะหาโอกาสมานั่งเป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญดูเหมือนทั้งสองจะไม่เคยร้องไห้ ไม่พยายามเปิดเผยชีวิตอะไรไปมากกว่าการได้เดินทางในยามค่ำคืนร่วมกัน หรือแม้แต่ยามกลางวันที่เที่ยวห้าง กินร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด แม้ผู้คนพลุกพล่านทุกคนต่างใฝ่หาความสุขกันไปโดยไมมีใครสนใจใคร โดยทั้งสองเลือกจะทิ้งอดีตอันเจ็บปวดไว้ข้างหลัง

ตัวละครในหนังก็ไม่ต่างกับใน ?สยิว? ที่ต่างหาหนทางหลีกหนีความจริงด้วยนานาวิธี แต่ดูเหมือนว่าชะตากรรมของสมบัติ จะหนักหนาสาหัสกว่าเต่า สามทอมบอยในหนังเรื่องนั้นอยู่มากโขทีเดียว

ในเฉิ่ม...หนังเลือกเดินหน้าไปด้วยอารมณ์เสียดสีเล็กๆ พอสร้างอารมณ์ขันเบาๆ คู่กับเรื่องรักโรแมนติคในครึ่งแรก ก่อนที่ครึ่งหลังของหนังจะขับเคลื่อนไปด้วยการเสียดสีหนักๆ ที่หลุดโทนถึงขั้นมีฉากตลกมืดดำ(Black Comedy) ค่อนไปทางแฟนตาซี ซึ่งพ้นจากอารมณ์โรแมนติคที่หนังเปิดโอกาสไว้ไปไกล ซึ่งนั่นน่าจะเป็นข้อเสียสำคัญที่สุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ขาดความลงตัวไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งทำให้นึกถึงอิทธิพลจากหนังบางเรื่องที่กลืนกันไม่สนิทพอดีกับเรื่องราวในหนัง

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับ ?สยิว? ผลงานเรื่องแรกของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ก็ต้องถือว่าเขาพัฒนาไปในอีกระดับ ฉากดราม่าถูกถ่ายทอดอารมณ์ได้มากกว่า และการแสดงออกถึงความรักที่อบอุ่นของเรื่องระหว่าง หม่ำ จ๊กมก และ วรนุช วงษ์สวรรค์ ก็เข้าคู่กันได้ลงตัวต่างจาก เต่า สาวทอมบอย และจ้อน เพื่อนคนซื่อใน ?สยิว? เป็นไหนๆ ยิ่งเมื่อเปรียบกับหนังไทยตั้งแต่ต้นปีมานี้ นี่ถือเป็นหนังที่มีเจตนาดีๆ มากกว่าแค่ความบันเทิงที่จบแล้วลืม

เนื่องจากนี่ไม่ใช่หนังรักแท้ๆ (อย่างที่การโฆษณาได้บอกเราเสร็จสรรพ) สมบัติ กับ นวล จึงไม่จำเป็นที่จะรักกันจนคนดูเชื่อ แรกๆ เราอาจพบว่าการนั่งแท็กซี่ของนวลเป็นแค่การหาหนทางคลายทุกข์จากความเหน็ดเหนื่อย แต่แล้วสิ่งที่ทั้งคู่รู้สึกต่อกันมันเป็นความผูกพันของคนที่เหมือนกัน พวกเขาคงเจ็บปวดจนไม่รู้จักความรัก ถูกกระทำจนไม่อาจเข้าใจวิธีการให้ จึงเลือกสนองตอบต่อกันแบบข้างเดียว ไม่ต่างกับฉากที่สมบัติ พานวลไปดูลีลาศเพลงลูกกรุงในร้านอาหารมีระดับ ที่รวมของผู้มีอันจะกิน ไม่มีใครสนใจเขาหรือเธอว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ขณะที่สมบัติและนวล จ้องมองการลีลาศอย่างมีความสุข พวกเขาผลัดกันจ้องมองอีกฝ่าย แต่ไม่กล้าจะสบตาซึ่งกันและกันได้อย่างสนิทใจ

...ในรายการวิทยุ หนังถึงกับให้ผู้จัดรายการวิทยุถึงกับพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงว่า ?ความทุกข์เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ความสุขจะอยู่กับเราตลอดไป? เสมือนเป็นการปลอบประโลมใจคนทุกข์ยากที่มีอยู่มากมายในสังคมราวกับโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่ปาน แต่นั่นก็คงเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ ในสังคม กับสถานีวิทยุที่ไม่มีใครฟัง ผิดกับข่าวจากวิทยุที่รายงานออกอากาศ หนังเลือกเปิดโดยตัดกับภาพที่ตรงข้ามราวฟ้ากับดิน ประชดการสร้างภาพที่ใหญ่โตกว่าเครื่องมือประโลมใจใครบางคน...

มีตัวละครตกสมัยอีกมากมายที่ถูกทิ้งขว้างในสังคมเมืองใหญ่ มันคงไม่สามารถลดลงด้วยการอ้างข้อมูลสารพัด หรือการพัฒนาความเจริญด้วยประดิษฐกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงจากไหน กระทั่งความเพ้อฝันก็คงเป็นการลดทอนความเจ็บปวดได้ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

ถึงตอนนั้นการหันหน้าเข้าหากันเพื่อเรียนรู้อย่างเข้าใจกันให้ถ่องแท้อีกครั้ง น่าจะเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับการอยู่ระหว่าง

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.154.13   ตอบเมื่อ 14 พ.ค.48 เวลา 15:43
 ความคิดเห็นที่  148




ก่อนอื่นที่ผมอยากพูดคือ ... ครบ 6 ภาคซะทีโว้ยยยยยยยยยยย

คิดดูครับ นี่เป็นมหากาพย์ที่โรคจิตดีแท้ กว่าจะได้ดูต่อกันครบ 6 ตอนนี่ก็ต้องรอตั้ง 28 ปีแน่ะ แล้วในที่สุดเวลานั้นก็มาถึงครับ 5555 แรกเริ่มเดิมทีผมกะจะดูซักตอนที่หนังมันเข้าไปซักอาทติย์กว่าๆ อ้ะนะครับ แต่จู่ๆ ไม่รู้เป็นไร เกิดเฮี้ยนไปดูมันรอบแรกแบบเนี้ย

เนื้อหาก็อย่างที่ทราบกันครับ เรื่องราวในภาคนี้เราจะได้เห็นแผนขั้นสุดท้ายในการครองจักรวาลของดาร์ธซีเดียส หรือลอร์ดแห่งซิธ เจ้าแห่งด้านมืดของพลัง ซึ่งงานนี้มันมาเพื่อล้างแค้นเจไดทั้งหมด รวมไปถึงการล่อลวงให้อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ (Hayden Christensen) หลงเข้าสู่วิถีแห่งด้านมืด อันทำให้เขาต้องกลายมาเป็น ดาร์ธ เวเดอร์จอมวายร้ายในไตรภาคต่อมา ซึ่งผมเชื่อว่าเนื้อเรื่องพวกนี้ก็น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วอ้ะนะครับ ดังนั้นประเด็นที่น่าสนกว่าคือ ตกลงว่าไอ้ภาคนี้ทำออกมาดีหรือไม่อย่างไร และผมก็จะขอว่าไปตามที่คิดเหมือนเคย จะเชื่อหรือไม่ก็่แล้วแต่ไม่ว่ากันนะครับ

คร่าวๆ คือ ภาคนี้ทำได้ดีในระดับหนึ่งครับ

เอาล่ะ เมื่อกี้คร่าวๆ แล้ว ตอนนี้มาละเอียดกันล่ะนะฮะ มาเริ่มที่จุดสำคัญกันเลย ก็คือ แผนของดาร์ธซีเดียสในการล่อลวงพี่อนาจารย์ เอ้ย อนาคินของเรามาสู่ด้านมืด ผมว่าแผนของพี่แกค่อนข้างดีครับ สร้างความสับสนให้กันอนาคินได้เฉียบ ดูไปนี่มีหลายฉากที่เล่นเอาผมเกร็งไปเลยครับ เพราะแผนของแกเล่นจิตวิทยาค่อนข้างมาก หลอกล่อได้ตรงเป้า จนทำให้การผันตัวมาเป็นดาร์ธเวเดอร์น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักพอสมควร ... แต่

... เฮ่อออออออ (ขอถอนหายใจยาวนิดนึงครับ) ... ไอ้ที่ผมกลัวและเกรงมาตั้งแต่แรกมันดันเป็นจริงจนได้ คืองี้ครับ ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าพี่ George Lucas ของเราจะสามารถเร้าอารมณ์คนดูในฉากสำคัญๆ ได้หรือไม่ เพราะถ้าพูดถึงเรื่อง Effect ระบบเสียงอะไรทั้งปวงที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเนี่ย พี่แกไม่เป็นรองใครครับ เรื่องความอลังการ ฉากหรือจินตนาการนั้น แม้จะไม่ได้สุดยอดเท่ากับนักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นก็ตามที แต่ถ้าพูดกันถึงเฉพาะใน Hollywood ก็ต้องยกให้ว่ามีฝีมือไม่ต่ำทราม หรือแม้แต่พวกเนื้อหาเชิงดราม่าในการล่ออนาคินเข้าสู่ด้านมืด ผมก็เชื่อว่าพี่แกสามารถทำให้มันเข้มข้นได้

ไอ้ที่ผมกล่าวไปทั้งหมดนี่ไม่ห่วงเลยนะครับ แต่ที่ห่วงมีแค่เรื่องการเร้าอารมณ์เท่านั้นเอง แล้วผลทีไ่ด้ก็คือ ... มันไม่ค่อยจะเร้าเท่าไหร่

จริงๆ ครับ ผมว่าแผนมันดี แต่การดันอารมณ์มันไม่พีคอ้ะ เหมือนกับผมรับรู้ว่าแผนได้ผลแน่ แต่ภาพที่ปรากฏบนจอมันไม่ถึงอารมณ์เท่าไหร่ นั่นคือพี่อนาคินของเราไม่ค่อยแสดงความขัดแย้งทางอารมณ์ที่ชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น

บางคนอาจบอกว่า "เออ แล้วเอ็งเดาๆ เองไม่เป็นหรือไง มันอาจจะพีคแต่ตัวละครไม่แสดงออกก็ได้" ผมก็ไม่เถียงหรอกครับ แต่ต้องอย่าลืมว่านี่มันหนัง ไม่ใช่นิยาย โอเคถ้าเป็นนิยาย ตัวละครไม่แสดงออกก็จริง แต่อย่างน้อยมันก็จะมีบทบรรยายบ่งบอกถึงสภาพจิตใจเอาไว้ให้เรารับรู้ แต่นี่มันหนังนะครับ มีบทบรรยายที่ไหนเล่า มันต้องสิ่งที่เราเห็นนี่แหละที่จะมีอิทธิพลต่อเราสุดๆ แล้ว จะเร้าไม่เร้าก็มาจากสองส่วน นั่นคือภาพกับบท นี่บทดีครับ แต่อารมณ์ตัวละครที่เห็นมันไม่ไปนัก มันน่าจะหนักหนากว่าเนี้ย อย่างตอนสำคัญที่อนาคินยอมแพ้ต่อด้านมืดจนต้องยอมคุกเข่าให้ดาร์ธซีเดียส ไอ้ฉากก่อนหน้านั่นแหละ น่าจะกดดันกว่านี้ เร่งเร้ากว่านี้ มันจะได้สุดๆ ไปเลย เพราะที่เราเห็นในฉากนั้น สิ่งที่อนาคินทำไปก็เพราะอารมณ์ชั่วแล่นเหมือนกัน ดังนั้นมันน่าจะมีการดันให้อนาคินขาดสติกว่าเนี้ย เราจะได้เชื่อแบบเต็มๆ ครับว่าพี่แกบ้าไปแล้วอะไรทำนองเนี้ย

ก็ถ้าสรุปถึงประเด็นดังกล่าว ตามที่ผมคิดอ้ะนะคับ ก็คือ บทเข้าท่าแต่อารมณ์ยังไม่พุ่ง ถ้าพุ่งนะคุณเอ้ยยยยยยย คงยิ่งกว่าสุดตีนอ้ะ

แต่ก็คิดให้เป็นธรรมครับ บางทีเท่าที่เราเห็นนี่อาจจะเพียงพอแล้วในความคิดของพี่ George Lucas เขาอ้ะนะครับ (ก็เขาเขียนบทอ้ะ จะให้ผมไปเถียงคนเขียนได้ไง) อีกอย่างสิ่งที่ต้องยอมรับประการหนึ่งคือ ดีกรีความพีคทางอารมณ์ของอเมริกากับแถบเอเซียนั้นมันออกจะไม่เท่ากันครับ เท่าที่ลองสังเกตดู ไอ้หนังที่อเมริกาบอกซึ้งๆ ทางฝากเราจะแค่โอเคครับ ไม่ได้ซึ้งหนักหนาอะไร เพราะสำหรับพวกเราหนังซึ้งนี่มันต้องระดับ Il Mare, My Sassy Girl หรือหนังเกาหลีญี่ปุ่นอีกร้อยแปดพันเรื่อง ฉากมันต้องประณีตและเค้นแบบสุดๆ

ไม่เชื่อลองจินตนาการดูครับ อย่างฉากที่เจ๊ตัวร้ายแห่ง My Sassy Girl แกตะโกนข้ามเขาหรือไอ้ฉากกฎเหล็ก 10 ข้ออันลือลั่นนั่นน่ะ เราจะได้พบเจอใน Hoolywood บ่อยแค่ไหนล่ะครับ ? ผมว่ายากส์อ้ะ อันนี้เลยต้องยอมรับนิดนึงว่าเรื่องการเร้าอารมณ์มันมีระดับที่ต่างกัน ซึ่งทางเราอาจต้องการการเร้าที่ลึกกว่าที่ Hollywood นำเสนอมาให้ได้ (หรือไม่ก็เพราะเรานิสัยเสียครับ โดนหนังเกาหลีญี่ปุ่นกล่อมจนขีดความพีคสูงกว่าปกติ ทำให้เท่าที่เราเห็นในนี้ มันแค่จิ๊บๆ เท่านั้น ... ออ และนี่แค่ยกตัวอย่างนะครับ บางคนอาจงงว่าจะเอาหนังโรแมนติกมาเทียบกับไซไฟได้ไง นี่แค่ยกตัวอย่างประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์เท่านั้นเองครับ จะได้เห็นภาพน่ะ)

นั่นก็คือสิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับประเด็นการเข้าสู่ด้านมืดของดาร์ธ เวเดอร์ อันเป็นปมสำคัญน่ะนะครับ ก็คิดไงเลยว่าไปตามนั้นน่ะ แต่ถึงงั้นก็เหอะ ผมว่ามันก็ออกมาไม่เลวครับ ถ้าไม่จู้จี้จุกจิกแบบผม (ไม่คิดมากอ้ะนะครับ) ผมว่าน่าจะสนุกกับเรื่องได้สบายๆ (ผมมันจอมคิดมากครับ เอิ้กๆ)

ส่วนงานดนตรีของ John Williams ก็โอครับ แต่น่าจะดีกว่าเนี้ย ถ้าลองเทียบกับสมัยก่อนที่เขาเคยทำน่ะครับ มันเคยดีกว่านี้ (สมัย Jurassic Park หรือ Home Alone ไรเงี้ย นั่นทำได้ถึงครับไม่ว่าจะฉากตื่นเต้นหรือเศร้าโศกหรือโหยหา) นี่มันแค่เรื่อยๆ เท่านั้นเอง

งานด้านอื่นก็ไม่มีปัญหาครับ เออ อีกอย่าง ถ้าคุณคาดหวังฉากการดวลดาบที่โคตรจะเร้าใจแบบตอนก่อนๆ ก็ทำใจนิดนึงนะครับ มันไม่ได้สุดตีนไปกว่าคราวที่แล้วหรอก เอาแค่อนาคินตีกับดูกูนี่ก็ธรรมดาเกินคาดแล้วครับ หรือไอ้ตอนที่ซีเดียสเจอกับโยดาก็ไม่ได้เด็ดขาดเท่าตอนที่โยดาฉะกับดูกูในภาคที่แล้ว อันนี้บอกตรงๆ ก็อดจำผิดหวังเล็กๆ ไม่ได้เหมือนกัน (มันน่าจะมีอะไรเซอร์ไพรส์มากกว่าเนี้ย)

เรื่องดารานั้น Natalie Portman บทน้อยอ้ะ ทั้งๆ ที่เธอเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้อนาคินเข้าสู่ด้านมืดเชียวนะครับ แต่กลับเรื่อยๆ เท่านั้น, Ewan McGregor ก็ยังฝีมือดีไม่มีตก แต่คนที่ออกจะเด่นมากหน่อยก็คือ Ian McDiarmid กับบทท่านสมุหนายกพัลพาทีน อันนี้แสดงได้ถึงจริงๆ ยอดมาก ไร้ที่ติครับ และที่ออกจะเสียดายอีกหน่อยก็คือ Samuel L. Jackson ในบทเมซวินดู กับ Christopher Lee ที่มาเป็นเคาท์ดูกู สองคนนี้ภาคก่อนปูมาซะน่าสนใจเชียว แต่ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่

สำหรับตัวเอกของเรื่อง อนาคิน ที่รับบทโดย Hayden Christensen จริงๆ เขามีฝีมือนะครับ ใครเคยดู Life As A House หรือ Shattered Glass มาก่อนน่าจะทราบ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเขาเล่นหนังไม่ดีก็คงไม่ได้ อันนี้ก็คงต้องยกให้พี่ George ล่ะครับ ที่ไม่ค่อยรีดฝีมือ Hayden ออกมาเท่าไหร่ อย่างที่บอกว่าบทดีน่ะครับ แต่การถ่ายทอดมันไม่ค่อยเต็มที่นัก

แต่ที่ผมชอบคือบทสรุปครับ ทำได้ดีจนทำให้เราแทบอยากจะวิ่งกลับบ้านไปเปิดภาค 4 - 6 มาดูย้อนเลยล่ะครับ จบได้ลงตัวไม่น้อย

เอาล่ะครับ ผมน่าจะพูดสิ่งที่คิดไปหมดแล้วนะ (หรือไม่บางคนก็อาจบอกว่า พอเหอะ) ก็เอาน่ะครับ ถ้าคุณเป็นแฟน Star Wars นะ ดูได้ครับ แต่อย่าคาดหวังอะไร เพราะมันก็สนุกครับ ยังคงความเป็นสตาร์วอร์สได้ครบถ้วน อีกอย่างมันปเ็นการต่อจิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายด้วย ผมว่าก็น่าจะพอใจกันล่ะ ส่วนใครที่เกลียดหรือไม่ชอบไอ้อะไรที่เกี่ยวกับ Star Wars หรือ ไม่ถูกกับไซไฟ ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องดูก็ได้ เพราะมันไม่น่าจะทำให้ท่านรักสตาร์วอร์สขึ้นมาหรอก ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปดูได้ครับ แต่อย่าออกมาบ่นล่ะ ผมอุตส่าห์เตือนแล้วนะ

ในฐานะคนชอบ SW คนนึง (ซึ่งอาจมีความเรื่องมากเกินไปหน่อย 555) ก็บอกได้ว่า เป็นการปิดตำนานที่น่าพอใจครับ แม้จะไม่ถึงกับสุดๆ อย่างที่คิดก็ตาม (จริงๆ ผมว่าก็ดีหมดล่ะคับ เพียงแต่ไม่พีคเท่านั้นเอง) ก็ถ้าดูอย่างไม่คิดมาก ผมว่านี่เป็นความบันเทิงที่คุ้มค่าทีเดียว


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.86.222.152   ตอบเมื่อ 23 พ.ค.48 เวลา 17:30
 ความคิดเห็นที่  149




ผมเคยอ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ จำได้ว่าประมาณ ม.2 เรียนที่โรงเรียนอู่ทอง จ.สุพรรณ
จะมีหนังสือของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ อยู่ 2 เล่ม คือฟ้าเมืองไทยรายสัปดาห์ และฟ้าเมืองทองรายปักษ์
ชอบเรื่องนี้มาก แต่คิดว่าคงจะสร้างเป็นภาพยนต์ได้ยาก เหมือนกับงานเขียนของกิมย้ง เป็นต้น
แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องมหา'ลัยเหมืองแร่นี้ กลับมีเสน่ห์ทำให้ผมอยากจะเขียนถึงอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าผมต้องมนต์สะกดของตัวละครและชีวิตในเหมืองทางภาคใต้ของไทย เมื่อ 50 ปีก่อนไปเสียแล้ว หลังจากที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์รอบพิเศษเมื่อวันก่อน

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงซึ่งเป็นบทประพันธ์เรื่องสั้นชุด "เหมืองแร่" ความยาว 142 ตอน และใช้เวลาเขียนทั้งชุดยาวนานถึง 30 ปี ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ บทประพันธ์ชุดนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังสือร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่านจากโครงการวิจัยโดยสกว. และยังเป็นบทประพันธ์ที่ส่งผลให้อาจินต์ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ในปี พ.ศ. 2534 "เหมืองแร่" บอกเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยหนุ่มของตัวอาจินต์เอง ขณะที่เขาอายุ 22 ปี และถูกให้ออก (คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่อาจทำให้ชาวต่างชาติแปลกใจ และยังถูกใช้เป็นมุขในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยคือคำว่า รีไทร์ - retire) จากการศึกษาในตอนขึ้นชั้นที่ปี 2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ชีวิตที่พลิกผันทำให้เขาต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเหมืองดีบุก ที่ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา สถานที่ซึ่งไม่มีความสำคัญแม้แต่การกำหนดให้เป็นจุดหนึ่งในแผนที่ การศึกษาตามระบบในมหาวิทยาลัยได้สิ้นสุดลง แต่การศึกษาในมหา'ลัยเหมืองแร่ หรือมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตของอาจินต์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น การพบปะผู้คนมากมาย และการเรียนรู้สัจธรรมและปรัชญาของชีวิตก็เป็นไปได้ แม้ในสถานที่ซึ่งไม่มีใครคิดว่าจะมีอะไรให้เรียนรู้ ชีวิตในเหมืองแร่ของอาจินต์จะเป็นเช่นไร และเหตุใดเขาจึงเดินทางกลับมากรุงเทพฯ และเริ่มเขียนเรื่องสั้นชุด "เหมืองแร่" ในปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นเวลา 3 ปี 11 เดือนหลังจากที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในเหมือง หาคำตอบได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ

ความประทับใจของผมที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจนับเนื่องมาจากความประทับใจถึงจิตวิญญาณของบทประพันธ์ชุด "เหมืองแร่" ที่สะท้อนแนวทางการดำเนินชีวิตที่ไม่สิ้นหวัง ปริญญาบัตรไม่ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต และความรู้มิได้มีเพียงแต่ในตำราหรือในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่ความรู้มีอยู่ทั่วไป รอคอยผู้ที่มีความพยายามและไม่ย่อท้อต่อชะตากรรม มาตักตวงเพื่อเติมเต็มชีวิตด้วยตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องมหา'ลัยเหมืองแร่ยังคงรักษาแก่นของบทประพันธ์ดั่งเดิมได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านตัวละครอย่างอาจินต์ นายฝรั่ง พี่จอน ไอ้ไข่ แม่ละเอียด ฯลฯ อันที่จริงแล้วอาจจะกล่าวได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความเคารพกับบทประพันธ์ดั่งเดิมมาก จนบางครั้งก็มีความรู้สึกว่ามากเกินไป การดำเนินเรื่องโดยให้ตัวเอก (อาจินต์) ใช้พรรณนาโวหารตามแบบในหนังสือ บอกเล่าเรื่องราวเป็นช่วง ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับมีคนมาอ่านหนังสือให้ฟัง หากแต่หนังสือเล่มนี้มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนจอภาพยนตร์ ด้วยภาพที่สวยงามและดนตรีประกอบที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่ผู้รับบทเป็นอาจินต์จะดูแข็งไปสักหน่อย ก็คงไม่ทำให้ขัดตามากนักถ้าคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังสือที่มีชีวิต จุดเด่นอีกประการหนึ่งของบทประพันธ์เรื่องเหมืองแร่ ก็คือความหลากหลายของเรื่องสั้นที่แต่ละตอนต่างก็มีแนวทางการดำเนินเรื่องและจุดเด่นแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวสยองขวัญ แนวตลกขบขัน แนวรักใคร่ แนวชีวิต ฯลฯ ทำให้ภาพยนตร์ทีดำเนินเรื่องตามบทประพันธ์เรื่องนี้ กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีหลายรสชาติในเรื่องเดียว ผู้ชมอาจต้องกรีดร้องกับฉากสยองขวัญ หัวเราะจนท้องแข็งกับฉากตลกขบขัน หรือซึ้งจนน้ำตาซึมกับฉากเศร้า แต่ท้ายที่สุดแล้วภาพยนตร์ก็ยังคงรักษาตัวตนของเหมืองแร่ และให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่ยอดเยี่ยม

ในเมื่อบทประพันธ์ชุดเหมืองแร่เป็นหนึ่งในบทประพันธ์ที่คนไทยควรอ่าน ภาพยนตร์เรื่องมหา'ลัยเหมืองแร่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบทเรียนภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์เสมือนจริงเกี่ยวกับภาคใต้ของไทยเมื่อ 50 ปีก่อน และเป็นบทเรียนชีวิตที่ล้ำค่า สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่สิ้นหวัง


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.143.246   ตอบเมื่อ 28 พ.ค.48 เวลา 18:16
 ความคิดเห็นที่  150


พี่ Bigsu ได้ดูเรื่อง "ซุ้มมือปืน" หรือยังครับ ผมว่ามันจ๊าบมาก

ผู้ส่ง  tuktik    email     url     ip  61.19.220.5:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.48 เวลา 07:20
 ความคิดเห็นที่  151



ซุ้มมือปืน : วังวนคนโลกมืด

ผู้กำกับและบทภาพยนตร์ : สนานจิตต์ บางสพาน
นักแสดง : ฉัตรชัย เปล่งพานิช, สันติสุข พรหมศิริ, ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, บงกช คงมาลัย, ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์



ตามคำเรียกร้องครับ "ซุ้มมือปืน" เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเรื่องมือปืนของท่านมุ้ยเมื่อหลายปีก่อน สมัยผมเป็นเด็กชอบมาก
หากจะบอกว่าซุ้มมือปืนเป็นงานที่ค่อนข้างติดเชยก็คงเป็นเรื่องไม่อาจปฏิเสธ เพราะมันได้รับอิทธิพลจากหนังยุค 70s ซึ่งเป็นยุคของผู้กำกับเองมาค่อนข้างเต็มที่ ทั้งบทสนทนาที่เชือดเฉือนกันอยู่ตลอด การแสดงที่เข้มข้นขับเคี่ยวกันของดารารุ่นเก่า เรื่องราววงในอาชญากรรมที่ยังไปเกี่ยวโยงกับอดีตยุคทหารกับคอมมิวนิสต์ และหลายฉากหลายตอนที่ทำให้นึกถึงฉากหนังของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า หรือ มาร์ติน สกอร์เซซี

เมื่อมาเฟียแห่งเยาวราชอย่าง หลีเม้ง(นิรุตติ์ ศิริจรรยา) เกิดมีเรื่องจากลูกน้องของเจ้าพ่อคนไทย กำนันเบิ้ม(ธนิตย์ จิตนุกูล) เข้ามาเหิมเกริมในเขตของตน การสั่งเก็บด้วยมือปืนจึงเกิดขึ้น ผู้ทำหน้าที่นี้คือ สหายแทนไท(ฉัตรชัย เปล่งพานิช) อดีตมือปืนแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ที่หันมารับงานในโลกมืดของเมืองใหญ่แทน เขามีอดีตสมัยอยู่ป่ากับมือปืนในคราบทหารอย่าง อิฐ(ศรัณยู วงศ์กระจ่าง) ซึ่งปัจจุบันเป็นคนคอยทำงานเก็บคนให้กับ เสธ.สุพงศ์(สมภพ เบญจาธิกูล) นายพลซึ่งมีอำนาจในวงการ

งานของอิฐเงียบหายไปหลังจากเสร็จภารกิจ ขณะที่สหายแทนไทกลับถูกติดตามจากกำนันเบิ้ม ที่ต้องการเก็บคนที่ฆ่าลูกน้องของตน จึงไปตามข่าวกับ ชบา(บงกช คงมาลัย) อดีตภรรยาที่ตอนนี้เป็นแม่เล้าคุมผับ และมีอาชีพลับคอยส่งงานให้มือปืนหลายคน รวมถึงสหายแทนไท ซึ่งภายหลังได้ฆ่าลูก ส.ส. เพื่อช่วยนักดนตรีหนุ่มอย่าง น้อย(ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) ที่ถูกรุมซ้อม ก็กลายเป็นที่ต้องการตัวจากทั้งกำนันเบิ้ม และเสธ.สุพงศ์ รวมถึงสารวัตร ชาติ(สันติสุข พรหมศิริ) ซึ่งคอยมองความเคลื่อนไหวของเหล่าบรรดามาเฟียเหล่านี้อย่างเงียบๆ

?ซุ้มมือปืน? ว่าด้วยวัฏจักรของระบบสังคมอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด ทันทีที่มีการถูกกำจัด ก็จะมีผลิตผลใหม่ๆ ก่อเกิดขึ้นมา ไม่ต่างจากปลากัดที่เข้าห้ำหั่นกันจนตายไปข้างในโถเลี้ยงปลา ภาพเริ่มต้นของหนังที่มีการเปิดเรื่องให้มือปืนคนหนึ่งสังหารใครสักคน ฉากเล็กๆ นั้นแยกออกจากเนื้อเรื่องหลัก ก่อนที่จะนำมาเกี่ยวพันกับโลกมืดที่ใบใหญ่กว่าของหนังในที่สุด ซึ่งอาจสรุปได้ว่า ?บางทีชีวิตก็ไม่ได้มีทางเลือกให้พวกเขามากเท่าใดนัก?

หนังยังมี ?บุหรี่? เป็นอีกสัญลักษณ์อันหมายถึงการเสพติดชีวิตที่แปลกแยกของตัวละครในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สหายแทนไทจมอยู่กับอดีตของตน, สารวัตรชาติต้องเลือกระหว่างเสพบุหรี่หรือซิการ์ราคาแพง ซึ่งก็คืออำนาจในสายงานที่มาจากการช่วยผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่ อิฐ มือปืนที่เสพติดความรุนแรง เสมือนเป็นสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นฟันเฟืองสำหรับสร้างวัฏจักรเหล่านี้สืบไป

การแสดงของนักแสดงรุ่นใหญ่หลายๆ คนไม่ว่าจะเป็น ฉัตรชัย เปล่งพานิช, ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, และ สันติสุข พรหมศิริ ช่วยหนังได้มาก เพราะมันเป็นพลังสำคัญในท่วงท่า การปะทะฝีปากด้วยบทพูดคมๆ และความมีวัยวุฒิที่ทำให้เชื่อกับบทบาที่เขากำลังแสดงอยู่ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงงานสร้างที่ได้มาตรฐาน การถ่ายภาพที่มืดทึม โลเคชั่นที่กำหนดเขตแดนแต่ละคน เป็นจุดเด่นที่เห็นได้ชัด

น่าเสียดายที่การร้อยเรียงอย่างเข้มข้นของหนังที่มีตัวละครมากมาย ทำให้การแจกแจงรายละเอียดด้านลึกลดน้อยลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ตัวละครหลักที่เป็นตัวเดินเรื่องอย่าง สหายแทนไท และอิฐ ทั้งสองถูกกำหนดให้เป็นคู่ห้ำหั่นต่างบุคลิกกัน ราวกับภาพเปรียบดั่งปลากัดสองตัว ที่ท้ายที่สุดต่างก็เป็นเพียงเฟืองเล็กๆ เฟืองหนึ่งไม่ต่างกัน แต่หนังกลับให้เวลากับอดีตของพวกเขาน้อยเกินกว่าจะทำให้การกระทำในปัจจุบันแต่ละอย่างน่าเชื่อถือ และยิ่งกับสหายแทนไทนั้น ขนาดฉัตรชัย แสดงได้ถึงอารมณ์ก็แล้ว ซ้ำยังเป็นตัวดำเนินเรื่องมากกว่าใคร แต่เรากลับไม่อาจจับต้องชีวิตของคนๆ นี้ได้ ด้วยรายละเอียดเพียงหนังสือที่เขาหยิบจับ หรือคำพูดอุดมการณ์ ต่างก็น้อยเกินไปสำหรับสร้างความผูกพันกับคนดูได้พียงพอ

ที่สำคัญกว่านั้นก็เห็นจะเป็นการให้เวลาน้อยเกินไป สำหรับปูเรื่องราว การปล่อยบทพูดที่ห้ำหั่นกันในหนังที่มีสเกลใหญ่ขนาดนี้(ซึ่งจำเป็นยิ่งกว่าฉากต่อสู้เสียอีก) ผลจึงทำให้ระดับความเข้มข้นเร้าใจค่อนข้างแกว่ง และน้อยกว่าที่ควรจะเป็น รวมไปถึงเหลี่ยมมุมที่พยายามทำให้เกิดเรื่องราวที่ยอกย้อนขึ้น ก็ยังถือว่าทำได้ไม่ดีพอ หลายฉากกระชับและรวบรัดแต่กลับถูกทำให้คาดเดาได้อย่างง่ายๆ

โลกอาชญากรรมเป็นโลกที่ซับซ้อนแปลกต่างจากสังคมปรกติ ขณะเดียวกันมันก็กลมกลืนและไหลตามยุคสมัยอย่างไม่อาจปฏิเสธ ความเป็นเอกเทศที่ต่างจากโลกแบบแฟนตาซี หรือการสะท้อนภาพความจริงของหนังแนวนี้ จะเห็นได้ชัดว่าหนังประเภท Crime หรือ Gangster ที่ประสบความสำเร็จอย่าง The Godfater, Once Upon A Time In America, Good Fellas หรือ Inffernal Affair มักผ่านการสร้างรายละเอียดที่หนักแน่นเสียจนได้ที่ก่อนจึงจะเริ่มเข้าสู่เหตุการณ์หลักแบบต่อเนื่อง เช่น The Godfather ปูชีวิตของ ดอน วีโต้ เจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงไม้ใกล้ฝั่งที่ทำให้เราได้เห็นปัญหารอบด้าน และพลังอำนาจที่มีอยู่โดยละเอียด, Infernal Affair บอกเล่าอดีตของตำรวจและมาเฟียที่ต่างสลับบทบาทกันจนคลุมเครือ และหนังก็เล่นกับประเด็นดังกล่าวกับคนดูไปตลอดทั้งเรื่อง

ในซุ้มมือปืน ผมรู้สึกว่าหนังให้อารมณ์กับการตายน้อยเหลือเกิน หรือจะให้ถูกน่าจะเรียกว่ามันไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอารมณ์แบบมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเท่าไหร่(ผิดกับเพลงประกอบซึ่งโรแมนติคเหลือเกิน แต่ไม่สามารถช่วยเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้กับเรื่องได้) มีตัวละครผู้หญิงเพียงคนเดียวแต่ก็ดูเหมือนเธอจะเล่นทันเกมไปเสียทุกเรื่องจนไม่ต่างอะไรกับตัวละครผู้ชาย เจ้าพ่อ ทหาร มือปืน หรือแม้แต่โสเภณี ทุกคนแทบไม่มีความหวาดกลัว ต่างดูมั่นอกมั่นใจกันไปเสียหมด ยิ่งเมื่อตัวละครเหล่านี้ถูกกำจัดนั้น ราวกับจะทำให้คนเหล่านี้รีบหายไปจากเรื่องโดยเร็วยังไงยังงั้น แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างในช่วงท้ายกับพล็อตย่อยของน้อย แต่ก็เป็นการล่าช้าไปเสียแล้ว

อย่างไรก็ตามสำหรับการปูทางให้กับหนังแนวอาชญากรรมในบ้านเราซึ่งถือว่ามีน้อยทั้งปริมาณและคุณภาพ ?ซุ้มมือปืน? ถือเป็นงานที่น่าพอใจ และดีกว่างานชิ้นก่อนอย่าง ?ขังแปด? ซึ่งเป็นการนำเสนอสังคมผู้หญิงในคุกและโสเภณีได้ไร้อารมณ์นุ่มนวลที่ควรจะมีบ้างในโลกแบบผู้หญิง รวมถึงขาดการนำเสนอที่มีทิศทางชัดเจน นี่จึงถือเป็นการทำงานที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับของสนานจิตต์ ในฐานะผู้กำกับอย่างเห็นได้ชัด และเห็นรูปรอยบางอย่างที่แสดงเอกลักษณ์ของเขา ทั้งเรื่องบทสนทนา, ตัวละคร หรือกับเรื่องที่จะเล่า


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.144.101   ตอบเมื่อ 02 มิ.ย.48 เวลา 17:37
 ความคิดเห็นที่  152



เมื่อวานหลานชายตัวแสบไปเช่าหนังมาเรื่อง บอกว่าเป็นหนังใหม่ The Motorcycle Diaries
เป็นเรื่องราวการเดินทางของนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก นั้นก็คือ เออร์เนสโต เกเวรา เดลา เซอรา
ผมเองก็งงว่าหนังมันจะเป็นอย่างงัย แต่พอได้ดูจริง ๆ จัง ๆ ก็ได้แง่คิดหลาย ๆอย่างว่าทำไมเหตุการณ์บางเหตุการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราได้
ผมจะขอลำดับเหตุการณ์หลักๆในการเดินทางของ เออร์เนสโต เกเวรา เดลา เซอรา นักศึกษาแพทย์วัย 23
ในภาพยนตร์ดังแห่งละตินอเมริกาเรื่อง The Motorcycle Diaries มีดังนี้
4 มกราคม 1952 บัวโนสไอเรส, อาร์เจนตินา เริ่มออกเดินทางของ 2 หนุ่มกับ 1 มอเตอร์ไซด์
? สิ่งที่เราสองคนมีเหมือนกัน คือการไม่ชอบอยู่นิ่ง จิตวิญญาณ และความรักต่อการเดินทาง ?
? กล้าไหม ที่จะเริ่มต้น
13 มกราคม 1952 มิรามา, อาร์เจนติน่า ต้องแยกจากแฟนสาว
? หัวใจของผมเหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา ระหว่างชิชินา และการเดินทาง ไม่รู้พลังอะไรที่ทำให้ผมตัดสินใจจากดวงตา และอ้อมแขนคู่นั้นของเธอ ?
? กล้าไหม ที่จะพรากจากสิ่งหรือบุคคลอันเป็นที่รัก
15 กุมภาพันธ์ 1952 ลาโก ฟรียาส, อาร์เจนตินา ขณะก้าวข้ามพรมแดนสู่ประเทศชิลี
? สิ่งใดหนอที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังตอนข้ามพรมแดนมา ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนแตกออกเป็นสอง อาลัยอาวรณ์กับสิ่งที่จากมา และตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะได้พบเจอ ในดินแดนใหม่ ?
? กล้าไหม ที่จำต้องจาก และพร้อมไหม? ที่จะพบกับโลกใหม่
26 กุมภาพันธ์ 1952 ชิลี เริ่มขัดสน ขาดแคลนเสบียงอาหาร
? ธรรมเนียมเก่าแก่ของอาร์เจนตินา ห้ามดื่มขณะท้องว่าง และเพราะไม่มีเงินสักแดง เราจึงหาซื้ออาหารไม่ได้ และจำต้องปฎิเสธไวน์ของพวกคุณ ?
? กล้าไหม ที่จะเอ่ยปากขอ...กับคนแปลกหน้าโดยไร้สิ่งตอบแทน
11 มีนาคม 1952 ทะเลทรายอาตากามา, ชิลี พบความจริงของโลกอันโหดร้าย
? ใบหน้าของพวกเขาเศร้าและหดหู่ ทั้งคู่เล่าถึงเพื่อนๆที่หายตัวไปอย่างลึกลับ และว่ากันว่าร่างของพวกเขาจมอยู่ใต้ท้องทะเล นั่นเป็นคืนหนึ่งที่ยะเยือกที่สุดในชีวิตผม แต่มันก็ทำให้เข้าใกล้สิ่งหนึ่งที่น่าประหลาด นั่นคือมนุษยชาติ ?
? กล้าไหม ที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ยากไร้
15 มีนาคม 1952 เหมืองชูคิกามาตา, ชิลี เผชิญหน้ากับบททดสอบทางจิตใจ
? เมื่อออกจากชูคิกามาตา พวกเรารู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป หรืออาจเป็นตัวเราเองที่เปลี่ยนไป ยิ่งเราเดินทางลึกเข้าไปในเทือกเขาแอนดิส มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้พบกับชาวท้องถิ่นที่ไร้บ้านในแผ่นดินของตัวเอง มากเท่านั้น ?
? กล้าไหม ที่จะยอมรับความจริง ความอยุติธรรมทั้งหลายแหล่
5 เมษายน 1952 มาชูพีคชู, เปรู เมื่อการล่มสลายของบางเผ่าพันธุ์มาเยือน
? อินคามีความรู้เรื่องดาราศาสตร์ การผ่าตัดสมอง คณิตศาสตร์ และอื่นๆอีกมากมาย ขณะที่พวกบุกรุกชาวสเปนมีแค่ดินปืน อเมริกาวันนี้จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้น? เป็นไปได้มั้ย ที่ผมจะรู้สึกโหยหาโลกที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ?
? กล้าไหม ที่จะเรียนรู้และเข้าใจ ทั้งผู้รุกรานและผู้พ่ายแพ้
8 มิถุนายน 1952 อาณานิคมโรคเรื้อนซัน ปาโบล, เปรู มิตรภาพขณะเป็นอาสาสมัครรักษาโรคเรื้อน
? พวกเราเชื่อ และการเดินทางครั้งนี้ก็ยืนยันความเชื่อนี้ ว่าการแบ่งแยกทวีปอเมริกาเป็นชาติต่างๆนั้น เป็นเรื่องเหลวไหล จากเม็กซิโกถึงช่องแคบแมคเจลแลน เราเป็นพวกเดียวที่เป็นลูกผสม เพราะฉะนั้น เพื่อปลดปล่อยตัวเราเองจากความใจแคบของการแบ่งแยก ผมขอดื่มให้กับเปรูและสหรัฐอเมริกา ?
?กล้าไหม ที่จะพยายามเท่าทันและรู้จักชีวิตให้มากขึ้น
26 กรกฎาคม 1952 การากัส, เวเนซุเอลา บทท้ายสุดของการเดินทางครั้งสำคัญของชีวิต
? การเดินทางรอบอเมริกาเปลี่ยนตัวผมไปมากกว่าที่คิด ผมไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปอย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็น ?
?กล้าไหม ที่จะได้รู้จักคุณค่าของตัวเอง
ทั้งหมดเป็นการบันทึกเรื่องราวครั้งสำคัญ ของนักศึกษาแพทย์ผู้ที่ต่อมากลายเป็นตำนานนักปฎิวัติในคิวบาผู้ยิ่งใหญ่นาม เช เกเวรา (คำว่า ?เช? ในภาษาอาเจนตินา หมายถึง เพื่อน) ที่มีเรื่องราวการเมืองต่อเนื่องมากมาย แต่ในที่นี้มีประเด็นที่น่ากล่าวถึงมากกว่า คือ ถ้าไม่คำนึงถึงว่าต่อมาเขาไม่ได้เป็น somebody ละ หรือเป็นเพียง nobody เด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง แล้วอยู่ในประเทศไทยอีกด้วย
ลองคิดดูเล่นๆว่า ถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ยอมเรียนหนังสือหนังหาให้จบ แต่นำมอเตอร์ไซด์ 1 คันพร้อมเพื่อน 1 คน ขี่รถท่องเที่ยวตามแผนว่าจะเดินทางไปเรื่อยๆ รอบประเทศแถบเอเชียด้วยกัน อย่างมาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีน ฯลฯ ชนิดค่ำไหนนอนนั่น หรือถ้าให้ดีก็สมมุติให้เป็นช่วงเวลาเดียวกับของเชเลย ประมาณปีพ.ศ. 2495 บอกญาติพ่อแม่-พี่น้องว่าจะไปท่องเที่ยวเปิดโลกให้กว้างสัก 7-8 เดือน คิดว่าจะมีใครเข้าใจและสนับสนุนบ้างไหม?แบบบอกว่า ?ดีมากเลย ไปเลยสิ? ผมว่าจะมีแต่คนบ่นว่า ?เป็นบ้ารึเปล่า...เนี่ย ไม่ยอมเรียนให้จบ เอาแต่เที่ยวเตร่ไปเรื่อยๆ ?
ฉะนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงคำว่า กล้าไหม? ข้างต้นว่าจะทำได้สักกี่ข้อ เพราะแค่กล้าแรกที่จะเริ่มต้นก็ดูจะสาหัสสากรรณ์เสียแล้ว คงไม่ต้องกล่าวถึงความกล้าในข้ออื่นๆให้มากความ
(แม้ในภาพยนตร์ความกล้าที่ดูจะโดนใจมากสุดคือ ตอนยอมผิดสัญญากับแฟนสาวโดยนำเงินที่ฝากไปซื้อของ ไปช่วยเหลือผู้ที่สิ้นไร้ไม้ตอกมากกว่าตนแทน ) หรือถ้ามีจริงๆกล้าไปได้ไกลถึงข้อไหนดีละ ลองเดาดู
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะโดยทั่วไปผู้คนส่วนใหญ่มักมองในเหลี่ยมมุมด้านเดิมๆที่คิดเพียงว่า จะได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรกับการเดินทางที่ดูเลื่อนลอยไร้แก่นสารแบบที่ว่า เป็นการหายใจทิ้งไปวันๆรึเปล่า...เนี๊ย (ในภาพยนตร์ก็มีคำถามจากสองสามีภรรยาที่ต้องเดินทางไกลมาหางานทำในเหมืองแร่เพื่อเลี้ยงชีพ ย้อนถามกลับเชว่า คุณเดินทางเพื่ออะไร? ซึ่งเชตอบไปก็พบเพียงความไม่เข้าใจในดวงตาของผู้ถาม)
แล้วทุกอย่างก็มีอันเปลี่ยนแปลงไป ตามกาลเวลา เมื่อโลกแคบเข้าความกล้าบ้าบิ่นมีมากขึ้น ความกล้าแบบเชเริ่มมีเป็นข่าวให้ได้ยินอยู่บ้าง เช่น การปั่นจักรยานรอบโลก ขับรถตุ๊กตุ๊กรอบโลก ฯลฯ มันเปรียบเสมือนความเป็นเช มีอยู่ในทุกผู้ทุกคนและพร้อมจะถูกนำออกมาใช้ ผมเคยได้ยินหลายคนในยุคปี 2000 เล่าให้ฟังว่า เวลาของชีวิต ควรหมดไปกับสามสิ่งคือ การหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ การทำงานให้องค์กรการกุศล และการเดินทางท่องเที่ยว
ข้อแรกนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานของทุกคนต้องมีอยู่แล้ว ข้อสองนั้นเป็นการให้คิดถึงผู้อื่น ซึ่งจะได้เห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมโลก (เช่นเดียวกับที่เชได้พบขณะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อน)
สำหรับข้อสุดท้ายการเดินทาง ถ้าเอาระดับยิ่งใหญ่เลยนั้นคงเคยได้ยินกันมาว่า ? ทุกๆมหาบุรุษ(เช่น ศาสดาในทุกศาสนา, เหมาเจ๋อตุง ตลอดจน จิตร ภูมิศักดิ์ ถึง เช กูเวรา) มักเริ่มต้นด้วยการเดินทาง ? แต่ถ้าระดับปฐมเบื้องต้นเลยก็เป็น การเดินทางได้ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตด้านหนึ่ง อย่างเช่น การแบกเป้เดินทางไกลในป่าถือเป็นการปฎิบัติสมาธิและฝึกสติอันดีเยี่ยม
และแน่นอนว่า ชีวิตมนุษย์เรามีหลายด้าน เพราะแค่ลูกเต๋าธรรมดายังมีตั้ง 6 ด้านแล้ว เราคงไม่มั่วตกอยู่แต่ในกรอบวังวนด้านเดิมๆของชีวิตไปตลอดชีพ โดยไม่ยอมกล้าจะกระโจนออกนอกกระลา นอกกรอบ เพื่อค้นหาด้านอื่นๆของชีวิตบ้าง เพราะเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์คือ การได้พบคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง

ถึงตอนนี้ความกล้าอย่าง ?เช...ในตัวคุณ? พอจะสะดุ้งตื่นบ้างรึยัง..ละ




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.220.5:10.107.101.253   ตอบเมื่อ 07 มิ.ย.48 เวลา 16:09
 ความคิดเห็นที่  153



ผมรู้ครับ ว่าหนังมันเข้ามาฉายนานมากแล้ว แต่ทำไงได้ล่ะคับ ก็เพิ่งได้ดูอ้ะ ทั้งๆ ที่อยากดูจะตาย แต่ก็มีเรื่องให้ต้องพลาดมันทุกที นี่ถ้าไม่ฟลุ๊คบวกกับลูกฮึ้ดล่ะก็ ผมคงจะไม่ได้ดูล่ะครับ

เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องของนายอเล็กซ์ ฮิทเช่นส์ หรือ ฮิทช์ (Will Smith) ผู้มีจ็อบพิเศษเป็นเดท ด็อกเตอร์ หรือว่าง่ายๆ ก็คือผู้รับจ้างฝึกสอนให้หนุ่มๆ กล้าจีบสาวนั่นล่ะครับ ในเรื่องพี่แกก็ต้องมาช่วย อัลเบิร์ต (Kevin James) ชายอ้วนขี้อายคล้าย ๆ ผม ให้พิชิตใจ อัลเลกร้า (Amber Valletta) สาวสังคมชั้นสูงให้จงได้ ส่วนตัวเขาเองก็ได้เจอกับ ซาร่า (Eva Mendes) สาวบ้างานที่ดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้กับความรักใดๆ ทั้งสิ้น ก็มาดูกันต่อครับว่าฮิทช์จะเอายังไงกะเธอบ้าง

หนังถือว่าจับเอาจุดเด่นของหนังแนวตลกโรแมนติกมายำรวมกันได้อย่างยอดเยี่ยมครับ ผู้กำกับ Andy Tennant ทำหน้าที่ได้ดีสุดๆ หนังลื่นไหล มีมุขฮาเป็นระยะและฉากดีๆ อีกเป็นพักๆ จะว่าไปมันคือหนังสูตรนี่เองแหละครับ เหมือนพวก Runaway Bride อะไรยังงั้นน่ะฮะ ทำเพื่อความสนุกสนานและบันเทิงกันทั้งดุ้นเลย

Soundtrack นี่ไม่ชมก็ไม่ได้ครับ แม่งยอดมากๆ ใส่ลงมาได้เหมาะเจาะ และทุกเพลงที่ใช้ก็เข้ากับฉากนั้นๆ ได้อย่างดี ลองฟังเนื้อดูดิคับ โคตรจะเข้าอ้ะ อย่างช่วงต้นที่ฮิทช์ออกมาแนะนำว่าควรทำอย่างไรในการจีบสาว แล้วเพลง You can get it if you really want ก็ขึ้นคลอมา (ไอ้เพลงโฆษณาไฮเนเก้นน่ะคับ) คุณเอ้ย โคตรจะลงอ้ะ ยอมรับเลยครับว่าหนังใช้ ST ได้อย่างเฉียบขาดมากเรื่องนึง ไม่ได้ใช้เพื่อขายอัลบั้มครับ แต่ใช้เพื่อเสริมจังหวะให้หนัง มันต้องอย่างนี้ดิ

การเขียนถึงเรื่องนี้มันลำบากไม่ใช่ย่อยครับ เพราะผมชอบอ้ะ อคติในทางบวกมันเลยผุดมาพรึ่บพรั่บ แล้วก็เหมือนโดนบังหูบังตา หาจุดด้อยไม่เจอเลย ไม่รู้สิครับ นักแสดงก็ดีอ้ะ Smith ก็คล่องตามสไตล์เขาและ Mendes ก็น่ารัก ผมล่ะติดตามเธอมาตั้งแต่หนังเรื่องแรกแล้วล่ะครับ (Children of The Corn V: Field of Screams) ตอนนี้ยอมรับว่าฝีมือรุดหน้าขึ้นเยอะ แค่ฉากที่เจ็แกเอาหมอนปิดหน้าแล้วด่าตัวเองนั่น คุณเอ้ย ใครว่าไม่น่ารักผมจะบ้องให้

แต่ที่เหนือใครก็คือ Kevin James ครับ ที่เล่นเป็นพี่อ้วนอัลเบิร์ต คนนี้ขโมยซีนระยับและน่าเอาใจช่วยสุดๆ ใครไม่รักตัวละครตัวนี้ก็ไม่ไหวล่ะครับ

เรื่องจีบสาวนั้น เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์เพศผู้ครับ อ้า อันนี้จริงนะคับ และหนังเรื่องนี้ก็เอารายละเอียดการจีบ การโปรยเสน่ห์ มาใส่ได้อย่างเฉียบคม เพราะส่วนมากมันจริงอย่างที่ ฮิทช์ว่าทั้งสิ้น และบุรุษเพศควรจดจำไปใช้ เอาแค่ง่ายๆ ครับ ถ้าหญิงเขาไปเดทกะเรา เราก็ไม่ต้องไปแอ๊คบ้าบออะไรมากแล้ว เพราะนั่นแปลว่าเขายอมรับเราในระดับหนึ่ง ก็จงเป็นตัวเราไปเลยครับ เพราะยิ่งแอ๊คมันยิ่งตื่นเต้น เดี๋ยวจะพลาดได้ แต่ก็ไม่ใช่เปิดตัวจริงมันทั้งดุ้นนะครับ บางอย่างก็ควรเก็บบ้าง ไว้พอลุ้น

แต่ด่านแรกที่สำคัญที่สุด ในการจีบ คือ ความกล้าครับ เพราะลองว่าปอดไม่กล้าเดินเข้าไปหาสาว ทุกอย่างก็จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำไป ไอ้พวกทริคเทคนิคการใช้วาทศิลป์และภาษากายมันสอนกันได้ครับ แต่ไอ้การพูดจากับสาวเจ้าเป็นครั้งแรกนั่น อันนี้ใครก็ทำแทนไม่ได้ครับ นอกจากตนเองเท่านั้น

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ แนะนำและแนะแนวในการจีบสาวได้จริงในระดับหนึ่งครับ ลองดูและเอาไปปรับแล้วกัน ส่วนมากจริงครับ (ก็เคยใช้มาอ้ะ 555) ขอเพียงอย่างเดียว ... "กล้าๆ หน่อย" เหอ เหอ เหอ

และขอฝากถึงคุณผู้หญิงบางท่านหน่อยนะครับ คือว่า ก็มีครับ บางรายหาว่าผู้ชายที่ต้องมีการติวมีการฝึกไอ้เรื่องทำนองเนี้ย เป็นไก่อ่อน ไม่น่าจะไปฝากผีฝากไข้ด้วย .. โธ่ คุณครับ สำหรับผู้ชายบางคนไอ้การเข้าไปจีบคุณ เข้าไปทำให้คุณชายตามองนี่ มันยากเหลือแสนเลยนะครับ ตอนจะก้าวไปหาคุณแต่ละทีนี่ยังกะใส่รองเท้าข้างละ 10 กิโลอ้ะ เดินโคตรยากเลย แล้วถามหน่อยเถอะครับ ถ้าเขาไม่ได้ทำเพื่อคุณ ไม่ได้อยากรู้จักคุณ เขาจะบากหน้าไปเสี่ยงทำไมล่ะครับ ... อย่าเพิ่งมองพวกเขาว่า "อ่อน" ให้โอกาสกันหน่อยเถอะครับ นะ ผมเชื่อว่าคนพวกนี้หลายราย มุ่งรักไม่ได้มุ่งฟันครับ (คือไอ้เรื่องฟันน่ะ ก็มีครับ แต่ไม่ได้มุ่งไง มันจะมุ่งไปเรื่องรักมากกว่า)

หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ให้แง่มุมที่หลากหลายในเรื่องความรักนะครับ ไม่เหมือน Love Actually แต่มันให้ข้อมูลในเรื่องการจีบ ในการสร้างความรักและการสร้าง First Impression มากกว่า ถ้าจะบอกว่าทำให้ผู้ชายดูโดยเฉพาะก็ไม่ผิดอะไรหรอกคับ ส่วนในแง่ความสนุก ต้องบอกว่าคุ้มค่าเหลือแสน เอาแค่ตอนที่พี่ฮิทช์แกสอนอัลเบิร์ตก่อนไปงานเลี้ยงนั่นก็ฮาเต็มๆ แล้วล่ะครับ จริงๆ มุขส่วนมากเราก็ได้เห็นจากในตัวอย่างหมดแล้วแหละ แต่เอามาดูอีกที มันก็ยังฮาอยู่ครับ

สรุปว่า หนังสนุก ห้ามพลาด และนี่ถือเป็นคู่มือชั้นดีครับ สำหรับหนุ่มที่ไม่รู้จะเข้าหาสาวอย่างไรครับ ก็ขั้นตอนดังนี้นะครับ ไปดูซะ แล้วก็ปรึกษากับเพื่อนที่ไว้ใจได้อีกซักนิด หาข้อมูลสาวเป้าหมาย แล้วจากนั้นสูเจ้าก็จง ... ลุย!!! (อาโนด้วยนะครับ ฮา)


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.154.4   ตอบเมื่อ 14 มิ.ย.48 เวลา 10:10
 ความคิดเห็นที่  154




แนวหนัง แอ๊คชั่น + ผจญภัย + ชีวิต

ก็เป็นการดูที่เมเจอร์ - รัชโยธินเมื่อ 20.00 เมื่อคืนที่ผ่านมาไปกับใครอย่ารู้เลย 5555 (จริงๆ กว่าจะฉายก็ปาเข้าไปตั้ง 20.30 แล้วล่ะครับ) ซึ่งก็ขอบอกล่ะครับ ว่าผมชอบแบทแมนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เลยไม่ต้องแปลกใจครับที่ผมจะตรงดิ่งไปดูขนาดนี้

พอดูจบ ก็ขอประกาศเลยครับว่า

แบทแมน กลับมาแล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ภาคนี้เรื่องราวก็ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นครับ ตั้งแต่สมัย บรูซ เวย์น (Christian Bale) ยังเป็นหนุ่ม และยังคงจมอยู่กับอดีตที่พ่อแม่ของเขาถูกฆ่าตายต่อหน้า แล้วเขาก็ได้พบกับ เฮนรี่ ดูคาร์ด (Liam Neeson) ซึ่งเขาผู้นี้นี่แหละที่เป็นผู้ฝึกสอนให้ บรูซ มีพิษสงเพิ่มขึ้น แล้วทีนี้พอเขาได้กลับมายังเมืองก็อตแธม ซึ่งเวลานี้เมืองกำลังเน่าเฟะอย่างมหาศาล ด้วยฝีมือของเจ้าพ่ออย่างคาไมน์ ฟัลโคเน่ (Tom Wilkinson) บรูซเลยทำการแปลงตนเองเป็น แบทแมน เพื่อกอบกู้เมืองก็อตแธมของเขาให้กลับมาสู่ความสงบสุขให้จงได้

เอาล่ะ มาชำแหละความรู้สึกกันเลยนะครับ ถ้าถามว่าหนังดีมั้ย ก็ต้องตอบว่าดีเลยล่ะครับ เพราะส่วนต่างๆ มันลงตัวมาก เริ่มจากทีมนักแสดงที่ผมขอยกให้เป็นสุดยอดทีมนักแสดงที่แข็งที่สุดแห่งปี เริ่มจาก Bale ที่รับบท บรูซได้อย่างสนิทใจครับ พี่แกดูเครียด จริงจัง จมอยู่กับความทุกข์ แต่พอถึงเวลาที่เขาได้ความมั่นใจกลับมานี่แววตา ท่าทางมันเปลี่ยนไปอีกคนครับ เขาทำได้ แล้วที่ผมนับถือสุดๆ คือตอนที่เขาต้องแกล้งทำท่าเป็นเศรษฐีเพลย์บอย ดูแล้วพี่แกเป็นเพลย์บอยจริงๆ แต่ในแววตามันแฝงความเศร้าอย่างชัดเจนเลยครับ ถ้าไม่แน่จริง ทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกนะฮะ

คนอื่นก็ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Neeson, Wilkinson, Rutger Hauer ในบทริชาร์ด เอิร์ล ผู้บริหารเวนย์ เอนเตอร์ไพรซ์ที่คิดไม่ซื่อ, Michael Caine มาเป็น อัลเฟรด ได้อย่างโคตรน่ารัก, Morgan Freeman มาเป็นลูเซียส ฟ็อกซ์ คนผู้เดียวที่บรูซไว้ใจได้ในเวนย์ เอนเตอร์ไพรซ์และเขาคนนี้นี่แหละที่ปเ็นคนประดิษฐ์สิ่งของสารพัดให้บรูซได้เอาไปใช้ตอนเป็นแบทแมน Freeman เองก็ช่วยเพิ่มอารมณ์ขันและความสนุกให้กับหนังได้ไม่น้อย

สำหรับบทจ่ากอร์ดอน (ภาคนี้ยังเป็นจ่าอยู่ครับ) ก็ได้ Gary Oldman มาเล่น ซึ่งฝีมือรายนี้ไม่มีที่ติมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ พอมาเรื่องนี้เขาไม่ใช่แค่เล่นดีเท่านั้น แต่เขายังสร้างบุคลิกเจ๋งๆ ให้กับตัวละครนี้เอาไว้เพียบ เป็นอะไรต้องไปดูเองครับ บอกได้แต่ว่า พี่ Gary แกขโมยซีนไปได้หลายช่วงเลยแหละ, Cillian Murphy ก็มาแสดงเป็น ดร.โจนาธาน เครน หรือที่แฟนการ์ตูนรู้จักดีในนามของ สแกโครว์ จอมวายร้ายที่มาพร้อมพลังหลอนประสาท ซึ่ง Murphy ทำได้อย่างเยี่ยมสุดๆ ส่วน Ken Watanabe ที่แม้จะโผล่ไม่นานแต่ก็โอเครับ ไม่เด่นแต่ก็ไม่เลว ถือซะว่าเป็นบทรับเชิญน่ะ

และอีกคนที่ลืมไม่ได้ก็คือ Katie Holmes ในบทราเชล นางเอกของภาคนี้ ซึ่งเธอไม่ได้เป็นแค่นางเอกที่สวยอย่างเดียวแบบใน Batman ตอนก่อนๆ นะครับ ในเรื่องเธอเก่งและแสดงอารมณ์หลายระดับมาก ฉากที่เธอต้องตบหน้าบรูซนั่นโคตรจะยอดอ้ะ แววตาก็บ่งบอกว่าเธอตบไม่ใช่เพราะเกลียด แต่เพราะผิดหวัง เพราะเธอรักเขา เพราะเธอเป็นห่วงเขา โอยยย พระเจ้า แค่ฉากนี้ผมก็ปางตายแล้วล่ะครับ

หนังบางเรื่องนักแสดงดีๆ สามารถช่วยให้หนังดีได้ แต่กับเรื่องนี้ หนังดีครับ แล้วนักแสดงยังสุดยอดทุกตัวอีก ย้ำว่ายอดทุกตัวเลยครับ ก็คิดดูเองว่ามันจะขนาดไหน ฝีมือเฉือนกันตลอด แล้วที่เห็นเยอะๆ นี่ แต่บทน่าจดจำทุกคนเลยนะครับ ไม่มีใครถูกลืม ยอมรับเลยว่าบทที่ Christopher Nolan และ David S. Goyer นั้นสามารถเกลี่ยบทได้อย่างครบถ้วนเหลือเกิน ใช้งานคุ้มค่าตัวสุดๆ เลยพี่น้องทั้งหลายยยย

มาว่ากันที่ตัวหนังครับ เนื้อเรื่องนั้นถือว่าดีทีเดียว ยอมรับนะครับว่าช่วงต้นๆ มันออกจะน่าเบื่อไปบ้าง ซึ่งจุดด้อยอย่างหนึ่งของหนังก็คือ ไอ้ตรงการเปิดเรื่องนี่แหละ ที่พอขึ้นโลโก้ของ Warner Bros. เสร็จแล้วก็เดินเรื่องทันที อันนี้คนดูอาจจะปรับตัวไม่ทันครับ เลยทำให้ช่วงต้นๆ อารมณ์มันเลยโดดไปบ้าง ถ้ามีเครดิตเปิดเรื่องซักหน่อยคงจะสมูทกว่านี้ และช่วงแรกๆ ก็นั่นแหละครับ โทนมันออกจะชืดๆ ฉากก็มีแต่สีขาวของหิมะ ไม่ก็สีออกฟ้าๆ ไอ้แบบที่ว่านี่มันเป็นสไตล์ของพี่ Christopher Nolan อยู่แล้วครับ (ลองไปหา Insomnia มาดู) คือถ้าพี่แกมีเจตนาจะให้คนดูรู้สึกเนือยๆ ล่ะก็ แกก็จะทำแบบนี้ล่ะครับ อารมณ์จะบลูๆ หน่อย ตอนแรกก็ต้องใช้ความอดทนในการดูพอสมควร แต่พอบรูซกลับมาก็อตแธมความมันส์ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับครับ และก็เพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ จนถึงฉากจบเลยทีเดียว

ก็พอเข้าใจครับ ช่วงแรกๆ มันทำออกมาธรรมดาก็เพิ่อให้เราได้ไต่ระดับอารมณ์ในช่วงท้าย ซึ่งจะว่าไปหนังที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้นี่ไม่มีมานานแล้วนะครับ หนังสมัยนี้ส่วนมาก ถ้ามันส์ก็มันส์ตลอดทั้งเรื่อง ถ้าเฉยๆ ก็ทั้งเรื่อง ไอ้ประเภทจะเฉยตอนแรกแล้วค่อยๆ มามันส์ขึ้นนี่เจอน้อยนะ แต่กับเรื่องนี้เป็นเช่นนั้นครับ

ส่วนบทก็เขียนมาดีครับ มันมีแง่มุมทางจิตเกี่ยวกับบรูซเพียบ ดูแล้วเข้าใจทะลุเลยว่าทำไมเขาถึงต้องมาเป็นแบทแมน มันไม่ใช่แค่เขาอยากแก้แค้นให้พ่อแม่เท่านั้น มันยังมีเรื่องความรับผิดชอบ ความรักต่อบ้านเกิด และการสานต่อสิ่งที่พ่อแม่ตั้งใจจะทำเอาไว้ด้วย ทำให้การมาเป็นแบทแมนในครั้งนี้น่าเชื่อถืออย่างมากครับ

ดาราดี บทก็ดี ดนตรีก็เฉียบครับ ได้ Hans Zimmer กับ James Newton Howard มาร่วมกันทำ โทนดีมากครับ หม่นแต่มันส์ แล้วยังมีกลิ่นอายของการเริ่มใหม่เจือเข้ามาด้วย โทนของเมืองก็ดีครับ ออกการ์ตูนดี จุดด้อยนอกจากเรื่องช่วงต้นที่ออกจะชืดไปหน่อยอย่างที่บอกไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องฉากต่อสู้หรือฉากแอ๊คชั่นที่ออกจะลายตาไปหน่อย คือดูไม่ออกครับว่าใครซัดกะใคร ภาพมันมุมแคบไป เลยดูมั่วๆ ไม่น้อย นี่ก็เสียดายนิดๆ ครับ เพราะถ้าคิวบู๊ลงกว่านี้หนังคงไร้ที่ติแน่ๆ

สรุปนะครับ (ร่ายมายาวมากแล้ว) ในที่สุดแบทแมนก็กลับมาครับ อย่างเต็มภาคภูมิด้วย แม้ช่วงต้นจะขลุกขลักบ้าง แต่ด้วยความดีโดยรวม กับความมันส์ในช่วงท้ายเลยพอจะให้อภัยได้ และในตอนจบก็ยังทิ้งเชื้อไว้ทำภาคต่อแบบเต็มๆ ครับ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผมอยากดูมาก เพราะมันบอกเป็นนัยๆ แล้วครับว่าภาคหน้าใครจะมาเป็นวายร้าย และตอนนี้ในบอร์ดของ IMDB กำลังถกกันอย่างมันส์เลยว่าใครเหมาะจะมาเล่นเป็นวายร้ายตัวนี้ ผมอ่านไปก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะตัวร้ายรายนี้มันสุดยอดจริงๆ ก็ลองเข้าไปอ่านกันครับ ในกรณีที่คุณดูแล้วนะครับ จะได้ไม่เสียอรรถรส

สรุปว่างานนี้ Batman ได้ Begins แน่นอน ใครเป็นคอพี่แบทไม่ควรพลาด คุ้มกับที่อุตส่าห์รอแน่ครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  202.133.154.11   ตอบเมื่อ 22 มิ.ย.48 เวลา 18:47
 ความคิดเห็นที่  155

Mr. and Mrs. Smith ( นายและนางคู่พิฆาต )



.................เปิดตัว 3 วันแรกอย่างสวยงามพอสมควรบนบ๊อกออฟฟิศที่อเมริกา ด้วยตัวเลข 50ล้านเหรียญเศษๆ สำหรับหนังแอคชั่นขายดารานำเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาเป็นคู่ นั่นก็คือ คู่พระ-นาง ที่เซ๊กซี่ที่สุดในฮอลลีวู๊ด ปัจจุบันนี้ แบรด พิทท์ และ แองเจลิน่า โจลี่ ...

..................มองจากหน้าหนังและตัวอย่างหนัง หลายคนคงผิดหวัง เพราะส่วนใหญ่คงนึกว่าจะบู๊ สะบั้นหั่นแหลก (ยิ่งดูจากตัวอย่างที่ตัดมา มีแต่ฉากบู๊ๆ ) แต่จริงๆแล้ว หนังเรื่องนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับบทสนทนาระหว่างตัวละครพระ-นาง ซะเป็นส่วนใหญ่ และประเด็นที่ถกเถียงกันตลอดเรื่อง ก็คือเรื่องปัญหาชีวิตคู่ และเรื่องผัวเมีย

..................ลองคิดดูว่าจะเป็นยังไง ถ้านักฆ่าชาย-หญิง มือ1ของสององค์กรเกิดมารักกัน แต่งงานกัน โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็เป็นนักฆ่าเหมือนตนเอง และต่างฝ่ายต่างก็ต้องปกปิดฐานะอาชีพที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ จนมาความแตกเมื่อวันนึง ใบงานสั่งฆ่าที่ออกมาก็คือฝ่ายตรงข้ามของตัวเอง ด้วยความที่เป็นมืออาชีพ เค้าจะตัดสินใจยังไงกัน??

.................ดั๊ก ไลแมน พิสูจน์อีกครั้งว่าฝีมือกำกับเจ๋งๆของเค้าไม่ใช่ฟลุ๊ค หลังจากที่ทำหนังดีติดกันมา3เรื่องแล้ว ( ก่อนหน้านี้คือ Go และ Bourne identity ) ด้วยการเล่าเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผสมผสานกับบทสนทนาอันชาญฉลาด ทำให้หนังวิเคราะห์ปัญหาล้มเหลวของชีวิตคู่เรื่องนี้ ไม่ได้ออกมาเป็นหนังซีเรียส แต่แฝงด้วยอารมณ์ขันอันแพรวพราว และทางแก้หรือเยียวยาปัญหาชีวิตคู่ ของหนังเรื่องนี้ ก็ตอบออกมาด้วยโจทย์ แอคชั่น ซึ่ง คนทำหนัง ก็ไม่ปล่อยให้คนดูติดอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงเกินไป โดยพาคนดูเข้าไปอยู่ในโลกของหนังกันอย่างสนุกสนานเต็มตัวอีกครั้ง

..................ผลที่ได้ก็คือ หนังแอคชั่นเรื่องนี้ให้อารมณ์ที่โรแมนติกมากๆ แถมยังผสมผสานแง่มุมทางดราม่าเอาไว้อย่างหนักแน่น แล้วก็ยังตลกๆมากๆในหลายๆช่วงสนทนาอีกด้วย ฉากแอคชั่นแม้จะน้อยไปนิดนึง แต่ก็เต็มไปด้วยความระทึกใจ โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ที่ดีไซน์ออกมาได้สวยมากๆๆ ถือเป็นหนังซัมเมอร์ฟอร์มใหญ่คุณภาพดี ที่ไม่ควรพลาดอีกเรื่องเลยทีเดียวครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  221.128.100.188   ตอบเมื่อ 24 มิ.ย.48 เวลา 15:47
 ความคิดเห็นที่  156




แนวหนัง ไซไฟ - ผจญภัย - ระทึกขวัญ

เฮ่อ ร้อนๆ ครับ ร้อนๆ เพิ่งดูมา ซึ่งผมก็รอดูมานานพอควรแล้วล่ะครับ เพราะอยากจะทราบว่าเฮีย Steven Spielberg แกจะทำสำเร็จหรือไม่อย่างไรอ้ะนะครับ แล้วผมก็ได้ทราบผลลัพธ์แล้วในที่สุด

เรื่องราวก็ว่าด้วยเหตุการณ์มนุษย์ต่างดาวมาบุกโลกน่ะครับ หนังก็โฟกัสมาที่เรื่องของเรย์ เฟอร์เรียร์ (Tom Cruise) คนงานท่าเรือที่ต้องรับหน้าที่ดูแลลูกในช่วงสุดสัปดาห์ เพราะภรรยาเก่าของเขา (Miranda Otto) จะไปทำธุระกับแฟนใหม่ ซึ่งก็แน่ล่ะครับความสัมพันธ์ระหว่างเรย์ กับ ลูกทั้งสองซึ่งก็มี ร็อบบี้ (Justin Chatwin) และ เรเชล (Dakota Fanning) ก็ค่อนข้างจะระหองระแหงสุดๆ แต่แล้วไม่นานเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดเมฆดำปกคลุมเมือง ตามด้วยฟ้าผ่า และพื้นถนนก็ค่อยๆ ยุบตัวลง และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการทำลายล้างโลกของพวกมันครับ ซึ่งเรย์ก็เลยต้องพาลูกทั้งสองหนีเพื่อชีวิตรอด แล้วหนังจะเป็นไงต่อไปก็ลองไปดูกันต่อแล้วกันครับ

เอาล่ะ เมื่อผมดูจบ ยอมรับเลยว่า เหนื่อยมากครับ หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ คือช่วง 15 นาทีแรกมันก็จะเรื่อยๆ แต่ก็โอเคนะครับ เป็นการปูพื้นตัวละครได้ดีพอควร และพอนาทีที่ 16 เท่านั้นแหละ เรื่องหายนะสารพัดแบบก็ถูกใส่ลงมาแบบไม่ยั้ง แทบไม่มีเวลาให้พักหายใจเลยอ้ะคับ ความลุ้นนี่ใส่เข้ามาตลอด และฉากการทำลายล้างก็ต้องบอกว่าเฉียบมาก คือมันก็ไม่เชิงว่าแปลกใหม่นะครับ ผมว่าคอหนังหายนะน่าจะคุ้นเคยกันมาบ้างแหละ พวกตึกถล่ม แผ่นดินแยกไรเงี้ย แต่เฮีย Spielberg แกสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจและตื่นเต้นมาก ยิ่งไอ้ตอนเกิดเรื่องครั้งแรกนั่นมันฉับพลันแบบไม่ทันตั้งตัวจริงๆ ครับ แล้วเรื่องมันก็เกิดต่อๆๆๆ กัน คือถ้าผมไปอยู่ในเหตุการณ์จริงคงทำอะไรไม่ถูกแล้วล่ะคับ และหนังก็สามารถทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ร่วมในความหายนะนั้นด้วย

ผมเลยเหนื่อยไงคับ

ดังนั้นถ้าพูดถึงความเป็นหนังหายนะซักเรื่อง ผมว่าเรื่องนี้เด็ดมากครับ Effect เจ๋งครับ ไอ้พวกฉากตึกพังแผ่นดินแยก หรือฉากการทำลายล้างต่างๆ ทั้งสมจริงและน่ากลัว มุมกล้องก็จับภาพได้ดีมาก อย่างไอ้ฉากแผ่นดินค่อยๆ แตกเป็นริ้วๆ จนไปสุดที่ตึกแล้วตึกก็พังนี่ ได้อารมณ์จริงๆ ครับ และดนตรีของ John Williams คอมโพเซอร์คู่บุญของเฮีย Spielberg ก็เด่นไม่ใช่น้อย โทนมันค่อนข้างสดครับ ผมว่าแนวมันยังคงเป็นสไตล์ลุง John แกนั่นแหละ แต่โทนมันค่อนข้างหม่นและตื่นเต้น ส่วนมากลุงแกจะทำดนตรีแบบตื่นเต้นเชิงฮึกเหิมใช่มั้ยอะ อย่างใน Star Wars เงี้ย แต่กับเรื่องนี้ ดนตรีมันตื่นเต้นแบบสิ้นหวังอ้ะคับ มันให้อารมณ์เช่นนั้นจริงๆ

นั่นคืออะไรที่ผมชอบครับ อีกอย่างก็คือการแสดงของหนู Dakota Fanning ซึ่งบางคนอาจบอกว่าทำไมแกเอาแต่ร้องอยู่ได้ อ้าว ก็เด็กอ้ะคับ ไม่ทราบว่าปกติไม่เคยเห็นเด็กร้องกันเลยเรอะ เวลาเจอเรื่องแบบนี้เด็กเขาก็ต้องตกใจนะสิอะ จะให้หัวเราะมั้ยล่ะนั่น ในเรื่องหนูแกเจอเรื่องบ้าๆ ตลอด ขนาดผู้ใหญ่อย่างผมยังเกร็งอ้ะ เด็กก็ต้องมีสะดุ้งอยู่แล้วล่ะ และผมว่าตอนที่เธอร้องแสดงความตกใจหรือกลัวนี่ช่วยเพิ่มความสับสนและกดดันให้หนังได้มากเลยครับ ไอ้ฉากลุ้นๆ หลายอันนี่ หนู Dakota แกมีส่วนช่วย Build มากทีเดียวล่ะ

เอาล่ะนั่นคือที่ผมเห็นว่าเจ๋งครับ ต่อมาก็คือที่มันรู้สึกสะดุดล่ะ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวพี่ Tom Cruise นี่แหละครับ

ผมไม่ได้มีอคติครับ ผมไม่ได้เอาน้ำใส่ไมค์ไปฉีดหน้าแกด้วย (ฮา) แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือบทนี้มันเป็นบทพ่อครับ โอเค เป็นพ่อประเภทไม่ค่อยรับผิดชอบเท่าไหร่ ซึ่งสไตล์นี้พี่ Tom แกพอไหว เพราะเขาดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโตมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันเริ่มแหม่งๆ ก็ตรงที่หน้าแกไม่แก่อ้ะ คือเขาดูเยาว์วัยเหลือเกิน ไม่ทราบมีสูตรรักษาความเยาว์ได้อย่างไรอ้ะนะครับ แต่ดูไม่แก่อ้ะ (คล้ายๆ Michael J. Fox แต่ไม่หนักเท่า) แล้วทีนี้ ... โอเคถ้าเขามีลูกสาวแค่หนูเรเชลคนเดียวผมก็รับได้ แต่นี่ดันมีลูกชายอย่างร็อบบี้เข้าไปอีกดอก นี่แหละที่ผมว่ามันไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่

คือคู่นี้มันออกจะเหมือนพี่น้องมากกว่าพ่อลูกอ้ะคับ หน้าตามันห่างอายุกันไม่มากเท่าไหร่ และอย่างที่บอกว่าพี่ Tom แกเด็กไม่รู้จักโตอยู่แล้ว มันเลยไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่านี่จะเป็นพ่อลูกกันจริงๆ ทีนี้ทำให้เรื่องราวทางอารมณ์มันไม่ค่อยไป อย่างฉากที่พี่ท่านดุลูกชาย มันก็ไม่คล้อยตามเท่าไหร่อ้ะคับ

่ก็ไม่เถียงว่าในเรื่อง พี่ Tom แกเค้นฝีมือไม่ใช่น้อย แต่ผมว่าเขาดูไม่เหมาะกับบทเท่าที่ควร มันน่าจะเลือกเอาดาราที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกอบอุ่นมากกว่านี้ได้ นึกภาพออกมั้ยครับ แม้ว่าหมอนี่จะเป็นพ่อที่ไม่เอาถ่านนัก แต่พอฉากที่ต้องมีอารมณ์ห่วงใยลูก มันก็น่าจะทำให้เรารู้สึก Warm ขึ้นได้ (อย่างพี่ Mel Gibson ใน Signs นั่นแหละใช่เลยครับ)

อีกอย่างคือตัวละครนี้น่าจะมีพัฒนาการอะไรซักอย่าง แต่มันก็ไม่ชัดอ้ะคับ ดูจบแล้วไม่ยักกะสัมผัสเท่าไหร่ว่าพี่เรย์แกได้เรียนรู้หรือมีความเปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็น่าเสียดายอ้ะคับ เพราะจะว่าไป นี่เป็นหนังของเฮีย Spielberg นะ และปมเกี่ยวกับพ่อ คือสิ่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าของพี่ท่านอยู่แล้ว และในเรื่องมันก็เน้นเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกได้โดยตรงเลยด้วย แต่กลับยังทำได้ไม่ถึงเท่าไหร่

สำหรับผมนี่เป็นจุดด้อยอันเดียวอ้ะคับ ที่เด่นสุดๆ คือถ้าตรงนี้คนเล่นเป็นเรย์สามารถทำได้เฉียบและทำให้คนดูคล้อยตามได้มากกว่านี้ มันต้องสุดยอดยิ่งขึ้นแน่ๆ เพราะเท่าที่เป็นนี้ การเดินเรื่องดี ฉากดี ทุกอย่างดีหมด ความตื่นเต้นก็ยอดมากๆ จะขาดก็ตรงพลังตัวละคร (พี่ Tom) นี่แหละครับที่ไม่จัดจ้านเท่าที่ควร

คนที่ชอบพี่ Tom อย่าโกรธผมนะครับ ผมแค่พูดตามที่คิดนะ ไม่เห็นด้วยไม่ว่าครับ ผมต้องเชื่อผมก็ได้ ผมอาจจะบ้าไปเองก็ได้นี่หน่าจริงมั้ยล่ะครับ

อีกจุดนึง อันนี้ Spoil ครับ ใครไม่อยากรู้ข้ามไปก่อนเร็วเข้า

อันนี้มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้ครับ เพราะผมอยากระบายและบันทึกไว้เท่านั้นเอง

บทสรุปของหนังฉบับนี้มันเหมือนกับหนังฉบับก่อนเป๊ะเลยครับ ก็เข้าใจล่ะว่านี่สร้างจากนิยายของ H.G. Wells และการไปดัดแปลงมันก็ไม่สมควรนัก แต่มันก็เป็นทุกข์ประการหนึ่งของคนทีรู้ตอนจบนิยายมาแล้วน่ะครับ มันน่าจะมีการดัดแปลงบ้าง ไหนๆ ก็ไหนๆ น่าจะรีอิมเมจินบ้าง เพื่อความแปลกใหม่

จริงๆ เป็นเพราะผมหวังมากเกินไปด้วยนั่นแหละฮะ เพราะฉากต้นๆ ตอนที่พื้นถนนเริ่มแตกนั้น อาคารที่พังลงไปนั่นก็คือ โบสถ์ ซึ่งในหนังปี 1953 นั้น โบสถ์มันคือปราการของเหล่ามนุษย์ในตอนท้ายเรื่องครับ ดังรั้นพอต้นเรื่องนี่เล่นพังโบสถ์ซะยับไม่มีชิ้นดี ผมก็อดคิดไม่ได้ว่ามันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในตอนจบบ้าง แต่ก็เปล่าครับ

อีกอย่างคือ ผมว่าไอ้จบแบบนี้น่ะพอรับได้ แต่อย่างน้อยทำให้มันตื่นเต้นหน่อยไม่ได้เหรอครับ อย่างฉบับเก่ามันมีลุ้นนะครับ ฉากสุดท้ายก่อนที่มนุษย์ต่างดาวจะพ่ายนั่น มันมีลุ้นประมาณว่าพระเอกนางเอกโดนแน่ละโว้ย ตายแหงมๆ แล้วก็ ... นั่นแหละ ซึ่งตอนดูฉบับนั้นนี่ลุ้นมากเลยครับว่าจะรอดไปได้อย่างไร แต่กับฉบับนี้ผมว่ามันง่ายไปน่ะ แม้มนุษย์ต่างดาวจะพ่ายแบบเดียวกัน แต่อารมณ์ตอนเฉลยว่าพ่ายอย่างไรนั้น มันห่างชั้นกันไม่น้อยครับ ณ. ทีนี้คือฉบับเก่าทำได้ตื่นเต้นกว่า (เฉพาะตอนที่มนุษย์ต่างดาวแพ้นะครับ นอกนั้นหากพูดถึงความตื่นเต้นในช่วงต้นๆ แล้ว ฉบับใหม่นี่ถึงกว่ามากๆ เลย)

ก็นั่นแหละครับที่ผมคิด หนังดีตลอดครับ แต่ถ้าจะพร่องก็ตรงบทนำของพี่ Tom และบทสรุปที่ไม่เร้าใจเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่หนังทั้งเรื่องมันก็เร้าใจมาตลอดแล้ว ถ้าจบด้วยความลุ้นนะ คงสุดตีนกว่านี้น่ะครับ (ผมหมายถึง ไอ้การที่มันจบแบบนั้นมันถูกแล้วครับ ตามนิยายเลยน่ะโอเค แต่ที่น่าจะเพิ่มหน่อยก็คือลุ้นน่ะครับ ลุ้นอีกนิด จะดีไม่น้อย)

สรุปว่าเฮีย Spielberg ทำเกือบสำเร็จครับ มีแผ่วตอนท้ายไปหน่อย แต่จุดอื่นดีครับ ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เนี่ย ผมว่าดีทีเดียว ตอนแรกก็หวั่นๆ อยู่ล่ะครับ เพราะเฮียแกชอบมองโลกแง่ดีตลอดเวลา เลยไม่รู้ว่าพี่แกจะจับประเด็นนี้มาหรือไม่ แต่ปรากฎว่าแกก็ทำได้ค่อนข้างดีครับ แต่ก็อดเอาแง่มุมการมองโลกแง่ดีมาใส่ไม่ได้เหมือนเคย แต่ก็ดีครับ ไม่ได้ขัดต่อหนังแต่อย่างใด จริงๆ มันเพิ่มความลึกให้กับหนังอีกด้วยล่ะ

แม้บทสรุปมันจะพร่องความเร้าใจไปบ้าง แต่สาระในตอนจบยังครบครับ (สาระเดียวกับฉบับก่อนน่ะแหละ) นั่นคือ โลกของเราเนี่ย มันมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมายครับ ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นก็อย่าไปเบียดเบียนอะไรกันมากมายนักเลยครับ ... อย่าว่าแต่เบียดเบียนสัตว์เลย เอาแค่เพื่อนมนุษย์นี่แหละ อยู่กันอย่างดีๆ ไม่เบียดเบียนนี่มันน่าจะดีจริงมั้ยล่ะครับ

สรุปนะครับ นี่เป็นหนังแนวหายนะแบบมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่ทำได้ตื่นเต้นมากเรื่องหนึ่ง ถ้าชอบแนวนี้ล่ะก็ไปดูได้เลยครับ ผมกับเพื่อนที่ไปดูนี่นั่งเกร็งกัน ตอนออกจากโรงนี่ซอมบี้มาแต่ไกลเลยครับ โยกไปเยกมาจนพนักงานมองตามกลัวจะเป็นอะไรในโรงหนังเขา แต่อย่าไปหวังตอนจบมากนักก็แล้วกัน (มันจบด้วยอารมณ์ไซไฟครับ ไม่ได้จบด้วยความมันส์ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจไม่ชอบใจนัก เตรียมใจไว้ด้วยนะครับ) และความลึกของตัวละครก็ยังไม่เต็มที่ด้วย

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  221.128.90.179   ตอบเมื่อ 30 มิ.ย.48 เวลา 09:59
 ความคิดเห็นที่  157




Fantastic Four อีกหนึ่งซุเปอร์ฮีโร่ที่ โดนมาร์เวล จับมาขึ้นจอเงิน Fantastic Four หรือ ที่เรียกย่อง่ายๆว่า "F4" F4ที่ว่านี้ไม่ใช่ อาตี้ผมยาวๆ ที่เป้นนักร้องนะครับ แต่เป็นกลุ่มของ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนึงที่เกิดจับผลัดจับพลูได้เป็น "ฮีโร่" ขึ้นมาเพราะเหตุการณ์ที่พวกเค้า ทั้ง 4 โดนพายุอุกาบาตพัดผ่าน จึงทำให้โครงสร้างร่างกายของทั้ง 4 เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะ นิสัยของแต่ละคน ทั้ง 4 คนจึงมีความสามารถแตกต่างกันไป เช่น สามารถทำให้ร่างกายยืดหยุ่นเหมือนยางได้ , ทำให้ร่างกายตัวเองหายไปได้ , มำให้ร่างกายตัวเองร้อนดั่งดวงอาทิตย์ได้ หรือแม้กระทั่งทำให้ร่างกายของตนเอง แข็งแกร่งยังกับภูเขา ...........

พูดถึงตัวหนังกันเลยดีกว่า....จะว่าไป Fantastic Four ดูๆแล้วน่าจะทำออกมาได้"สนุก"ที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดา ฮีโร่ตัวอื่นๆที่คลอดออกมาก่อน ทั้ง เอ็กซ์-เม็น , สไปเดอร์แมน , ฮัลค์ และอีกหลายๆคน แต่จุดนี้ละที่จะเป็นเหมือนดาบสองคมทำร้าย Fantastic Four เหตุที่ว่าเพราะหนัง"สนุกแบบเด็กๆ"เมื่อนำออกไปฉายให้คนที่ไม่เคยดู การ์ตูนชุดนี้ มา (เนื่องจากตัวของ F4 นั้นจะดูเด็กมากเมื่อเทียบกับ ซุเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆที่เคยขึ้นจอเงินมาแล้ว) เพราะว่า ซุเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลแต่ละเรื่องที่ฉายผ่านๆตาๆคอหนังบ้านเราไปนั้น ส่วนมาก ฮีโร่แต่ละคนจะชีวิตรันทดทั้งนั้น(มีความเป็นดราม่าสูงว่างั้นเถอะ) ซึ่งจุดนี้เป็นเหมือนตราสินค้าของมาร์เวล เลยครับ ประมาณว่า "ฮีโร่มาร์เวล ต้องเรียลลิตี้โชว์"

ซึ่งจุดนี้ อาจจะทำให้คนดูทั่วไป มองว่า F4 ดูเด็กกว่าเมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ แต่ไม่ต้องหวั่นครับ F4 เค้าก้อมีเรื่องรันทดชีวิต เหมือนกัน แต่จะน้อยกว่าชาวบ้านก้อแค่นั้นละ แต่ถ้าพูดถึงความสนุกในแบบ "หนังฮีโร่" ผมยกให้ F4 เป็น No.1 เลยครับ มี ความรุ้สึกเหมือนดูการ์ตูนเลย ประมาณว่า ถึงหนังจะเด็ก ก้อยังเป้น "เด็กแนว" ละกันเพ่ ตัวละครมีอะไรดี ผกก. แกสั่งยัดๆๆๆลงไปให้แฟนๆการ์ตูนตื่นเต้นตลอดครับ ไม่มีกั๊กแบบ เอ็กซ์-เม็น หรือสไปเดอร์แมนกันทีเดียวก้อว่าได้ ส่วนเรื่องของมุขขอบอกว่าจ๊าบมากกกกครับบบบ การดำเนินเรื่องนี้ก้อไม่ต้องพูดถึง ตามสไตล์ของ ทิม สแตรี่ พี่แกเค้า คือสไตล์เรื่อยๆหนุกๆ



ส่วนในด้านนักแสดงนำ ถ้าจับไปเทียบกับฉบับการ์ตุนทุกคนเรียกว่า สอบผ่านเกือบทั้งหมด ยกเว้น !!! เจสสิก้า อัลบ่า คนเดียว ที่ดูไม่เหมาะสมกับ บทบาทของ " ซู สตอม " ไม่ใช่ว่าเธอเล่นไม่ดีหรือไม่เจ๋งนะครับ แต่ด้วย ภาพที่เธอเล่นมันเซ็กซี่เกินบทบาทเท่านั้นเองครับผม.....ส่วนรางวัล MVP ประจำเรื่องต้องขอยกให้ คริส อีแวนส์ ผู้รับบทเป็น " จอนนี่ สตอม " เลย เล่นได้ยียวนกวนบาทาเป็นที่ซู๊ดดดด...

สรุปง่ายๆ เอาเป็นว่า Fantastic Four ดูๆแล้วน่าจะยังไม่ถึงขั้นความเป็นฮีโร่ในแบบของมาร์เวลเท่าไรนัก แต่สอบผ่านในด้านความเป็นฮีโร่ในด้านของ การ์ตูน อย่างแน่นอนครับ ....ถือว่าเป็นหนัง ที่ดูสบายๆไม่ต้องคิดมากเรื่องนึงได้เลยครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.47.99.108   ตอบเมื่อ 20 ก.ค.48 เวลา 11:47
 ความคิดเห็นที่  158




The Island

หยุดหลายวันอยู่เหงาเลยแว๊ปไปดูมาที่ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต กับใครคนนึง อิอิอิ
เปิดเรื่องมาที่พระเอกชื่อลินคอร์นและนางเอกชื่อจอร์แดน อาศัยอยู่ในสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ถูกควบคุมอย่างแน่นหนา ในช่วง ค.ศ. 2019 ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งการดำเนินชีวิตของพวกเขาและคนอีกนับพันคนถูกจับตามองและไม่มีความเป็นอิสระใดๆ ท่ามกลาง"ความหวัง" ที่จะได้ไปยังดินแดนที่ชื่อ The Island ? สถานที่สุดท้ายที่ยังบริสุทธิ์ในโลกจากภัยพิบัติทางระบบนิเวศที่มีรายงานว่าทำลายล้างทุกๆ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายบนโลก



หลังจากที่พระเอกของเราเริ่มมีอาการฝันร้ายฝันแต่เรื่องเดิมๆ ติดกันหลายๆคืน ทำให้เค้าเกิดความสงสัยและค้นหาคำตอบจนไปพบกับความจริง ..อันโหดร้ายที่เค้าเองก็ไม่เคยคิดมาก่อน ... The Island ที่แท้จริงนั้นเป็นเพียงการหลอกลวง พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในชีวิตของตนเอง ชีวิตของพวกเขาจะมีค่ามหาศาลเมื่อจบชีวิตลงไปแล้วต่างหาก.. (นี่ไม่สปอยนะ เพราะเนื้อเรื่องและเรื่องย่อเวปไหนๆ เค้าก็เล่ากันหมดอ่ะ คนที่ยังไม่ได้ดูก็อ่านได้นะ)



เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งพระเอกและนางเอกก็เราก็หนีออกมาสู่โลกอันเป็นจริงที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ท่ามกลางการไล่ล่าจากสถานที่ที่พวกเขาหลบหนีมาเพื่อต้องการกำจัดผู้ที่ล่วงรู้ความลับของสถาบันนี้ซะ




พลอตเรื่องเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่อง "เจ้าหญิงจันทรา" มาก ถึงแม้จะไม่แปลกใหม่ แต่ ไมเคิล เบย์ก็สามารถเนรมิตฉากโลกอนาคต และฉากแอคชั่นมันส์สะใจได้เหมือนจริง ทำให้คนลุ้นตามได้ไม่ยาก อีกทั้งการแสดงอันเยี่ยมยอดของ ยวน แมคเกรเกอร์ ที่รับบทบาทเป็น 2 คน ที่มาจากโคลนนิ่งเดียวกันได้อย่างเหมาะสม ส่วนนางเอก สการ์เลต โจฮัตสัน นั้นก็เล่นได้ดีทีเดียว (หนังเรื่องนี้ มีสปอนเซอร์รายใหญ่ คือ น้ำหอม คาลวิน ไคลน์ ที่มีสการ์เลตเป็นพรีเซนเตอร์นี่เอง )

ชอบการถ่ายภาพแบบหมุนกล้องมุมกว้างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหนังทุกเรื่องของไมเคิล เบย์ และยังฉากแอคชั่นที่ลงทุนสูง ทั้งอุปกรณ์ประกอบฉากอย่าง รถมอร์เตอร์ไซค์ที่บินได้ หรือรถสปอตคาดิแล๊คที่ดูหรูหรา แถมด้วยราคาเรื่อยอร์ช ในความฝันของพระเอกอีก



สรุปว่าผมให้คะแนนกับหนังแอคชั่นเรื่องนี้ 8.5/10 คะแนนไปเลย ชอบมากๆ ถามหลายๆคนที่ได้ชมก็บอกว่ามันส์ดีหมด ...แถมยังเป็นหนังที่ให้ข้อคิด เรื่องการก๊อปปี้โคลนนิ่งของมนุษย์
และเรื่องศีลธรรม เข้ามาแทรกด้วยอีกต่างหาก


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.47.100.237   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.48 เวลา 12:58
 ความคิดเห็นที่  159




"เสือร้องไห้" มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้น้อยมาก เพียงได้ดูตัวอย่างจากโรงภาพยนตร์รู้แค่ว่าเป็นหนัง Reality Film เรื่องแรกของเมืองไทยที่ใช้วิธีนำเสนอชีวิตของคนอีสานที่เข้ามาทำงานหาเงินในกรุงเทพ เป็นชีวิตจริงๆ ไม่มีบท ไม่มีการกำกับ ถ่ายทอดออกมาให้ดูกันจริงๆ นี่คืออีกก้าวหนึ่งของหนังไทยที่นำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งและทั้งหมดนั่นก็คือความน่าสนใจ ทำให้อยากดู (อาจเป็นเพราะด้วยความที่ตัวเป็นคนนิยมชมชอบในหนังไทยอยู่แล้วด้วย)

หนังกล่าวถึงชาวอีสานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพ แบ่งออกเป็นชีวิตของแต่ละคนถ่ายสลับกันไปช่วงระยะเวลาที่ใช้ประมาณหนึ่งปีในการทำหนังเรื่องนี้ เราก็จะได้ดูว่าแต่ละคนดำเนินชีวิตกันเช่นไร
คนหัวปลา เป็นผู้ชายชาวอีสานชื่อแมนที่เสียพ่อได้ไม่นานก็เข้ามาหางานทำในกรุงเทพให้แม่อยู่ที่บ้านกับพี่สาว ตัวเค้าเองเข้ามาทำงานเพื่อหาเงินและมีความหวังที่จะเอาเงินกลับบ้านไปให้แม่ พอเข้ามากรุงเทพแมนก็ทำงานที่ ป.กุ้งเผา หน้าที่คือแต่งตัวและสวมหัวปลาโบกรถเรียกลูกค้า ทีมงานถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ก่อนที่จะเข้ามากรุงเทพและค่าแรงที่ได้ต่อวันรวมไปถึงสิ่งที่ต้องการในการเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดผ่านสีหน้าและน้ำเสียงของแมน ตามสถานที่ต่างๆแล้วแต่ว่าตัวเค้าจะอยู่ที่ไหน บ้านหรือที่ทำงาน ช่วงเวลาที่ผ่านไปการดำเนินชีวิตของแมนก็ผ่านไปเรื่อยๆเช่นกัน เรากำลังดูชีวิตของคนจริงๆในโรงภาพยนตร์
แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีเรื่องราวชีวิตของแมนคนเดียวยังถ่ายทอดชีวิตของคนอีสานอีกสี่คนอยู่ด้วย
พี่อ้อย ผู้หญิงที่รักการขับรถยึดอาชีพแท็กซี่เป็นอาชีพ เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ความฝันของเธอก็เพียงอยากลองขับรถคันที่ใหญ่กว่าแท๊กซี่
เหลือเฟือ มกจ๊ก ดารานักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาถึงจุดนี้ได้การเข้ากรุงเทพเพื่อใช้แรงงานแลกเงินคือสิ่งที่ตัวเค้าต้องเผชิญมาก่อน
เนตรอินทรีเหล็ก ชายที่รักอาชีพสตันท์แมนความฝันสูงสุดคือการได้ร่วมงานกับ จา พนม แต่การก้าวไปถึงจุดนั้นมันไม่ง่ายจะต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา
พรศักดิ์ ส่องแสง นักร้องหมอลำชื่อดังที่เคยไปออกคอนเสริ์ตมาแล้วถึงต่างประเทศ แต่มาวันนี้สิ่งที่เค้าต้องการคือการกลับไปอยู่กับครอบครัว

ระหว่างที่ชมภาพยนตร์สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชีวิตตัวเองให้เห็นชัดแจ้งขึ้นมาได้เป็นอย่างดีก็คือ "ความเป็นอยู่และรายได้" แทบจะเรียกได้ว่าผู้คนเหล่านั้นใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต้องเผิชญหน้ากับนายทุนซึ่งบ้างก็เป็นคนดีบ้างก็เลว ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างเลือกไม่ได้นอกบ้านเกิดของตัวเอง ไร้ผู้คนในครอบครัวที่คอยดูแล เงินทุกบาทที่ได้มาล้วนต้องแลกกับการทำงานที่เหนื่อยยาก บ้างก็ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ตัวเองฝันไว้แต่จะสักกี่คนที่ทำได้ นี่คือความเป็นจริงเป็นชีวิตจริงของผู้คนเหล่านี้



--------------------




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.157   ตอบเมื่อ 25 ก.ค.48 เวลา 22:11
 ความคิดเห็นที่  160




? จะเป็นอย่างไร ถ้าหญิงสาวคนหนึ่งต้องสูญเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ ก่อนวันแต่งงาน แล้วเธอจะสามารถก้าวข้ามความโศกเศร้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้หรือไม่ ?


นั้นคือพล็อตเรื่องหลักของหนังฮ่องกงเรื่อง Lost in time ของผู้กำกับ เอ๋อตงเซิน โดยมีนางเอกคนเก่ง จางป๋อจือ มารับบทหญิงสาวคนดังกล่าว ด้วยความเป็นหนังจากประเทศแถบเอเชียเหมือนกัน ดังนั้นระยะความห่างไกลของตัวละครกับคนดูอย่างประเทศไทยเราจึงมีไม่มากมายเหมือนหนังจากแดนไกลหัวสีต่างๆ สิ่งเหล่านี้จึงช่วยทำให้การชมหนังเรื่องนี้พาให้คนดูก้าวเข้าสู่โลกสมมุติในหนังได้อย่างไม่เคอะเขิน เข้าขั้นคำว่า ?อิน? ได้อย่างง่ายดาย

ภาพ จางป๋อจือ นางเอกคนเศร้า ต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกติดของว่าที่สามีที่สูญเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนต้นเรื่องด้วยการยึดอาชีพโชเฟอร์สาวขับรถมินิบัส เนื่องจากการเป็นมือใหม่หัดขับทำให้เธอประสบความยากลำบากในการใช้ชีวิตเพียงลำพัง แค่วันแรกของการขับรถ ก็เสียค่าปรับให้ตำรวจฐานทำผิดกฎจราจรเสียแล้ว ยังไม่นับ ขับรถช้าไม่คล่องรับผู้โดยสารไม่ทันคนอื่น และต้องประสบปัญหากับนักเลงคุมวิน
รถอีก แค่นี้ก็สามารถเรียกความเห็นใจจาก ผู้ชมไปเศษ 1 ส่วน 4 ของห้องหัวใจทั้งดวงแล้ว



อีกทั้งความน่ารักของเด็กชายที่แสดงเป็นลูกเลี้ยงของนางเอก ที่เป็นเด็กน่ารักว่านอนสอนง่าย ฉลาด ช่างพูดช่างคุย เมื่อเห็นแผลจากการขับรถที่มือของนางเอกก็หยิบเอาถุงมือของพ่อเขามาให้ใส่ หรือก่อนนอนก็โทรศัพท์ฝากข้อความถึงพ่อที่เสียชีวิตไป ซึ่งนางเอกก็เลียนแบบพฤติกรรมใช้วิธีการโทรศัพท์ฝากข้อความนี้เพื่อบอกกล่าวถึงความทุกข์ในใจถึงชายคนรักผู้ล่วงลับ นี้อาจกลายเป็นห้องที่สองที่ดึงจากหัวใจคนดูไปอีกคำรบหนึ่ง


ใช่ว่าโลกของภาพยนตร์จะใจไม้ใส้ระกำกับนางเอกมากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นอาการฟูมฟายเกินเหตุ เมื่อได้ปรากฎชายหนุ่มผู้ใจดีรับบทโดย หลิวชิงหวิน คนขับรถมินิบัสที่เฝ้ามองอย่างเห็นอกเห็นใจ การเข้าช่วยเหลือ สอนเทคนิคการขับรถ เคลียร์กรณีพิพากเรื่องนักเลงคุมรถให้กับนางเอก ไปรับเด็กชายที่โรงเรียนยามเมื่อนางเอกไม่ว่าง รับผิดชอบปัญหาการเงินทั้งค่าเช่าห้อง ค่าเทอมโรงเรียน ซื้อของกินของใช้ทิ้งไว้ให้ ฯลฯ สิ่งที่เขาทำเหล่านี้ก็เรียกร้องความเห็นใจคนดูไปอีกคน เช่นเดียวกับนางเอกที่เริ่มมองเห็นความมีน้ำใจของชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้


นอกจากความรันทดข้นแค้นชนิดมีน้ำตาร่วงหลังพวงมาลัยแล้ว เมื่อถึงคราวที่นางเอกไม่สามารถรับสภาพปากกัดตีนถีบ ที่ชักหน้าไม่ถึงหลังได้ไหวแล้ว การตัดสินใจที่จะพาเด็กน้อยไปทิ้งไว้ในสถานเด็กกำพร้าจึงเป็นฉากเรียกน้ำตาคนดูอีกรอบ (หรือยึดเอาหัวใจห้องที่สามของหลายคนไปได้อีก) ในตอนยืนตัดสินใจอยู่หน้าโรงเลี้ยงเด็กไร้ญาติ ที่พระ-นางเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนพาเด็กเข้าไปเพราะกลัวว่าเด็กจะโกรธตนเมื่อเด็กรู้ความจริงในภายหลัง



นั้นเป็นปัญหาของปากท้องเบื้องต้น ที่ยังไม่เป็นพล็อตหลักของเรื่องที่กล่าวถึงตอนต้นว่า หญิงสาวจะทำใจลืมความเศร้าครั้งหลังเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้หรือไม่? รักครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลกลใด? ในเมื่อได้พบชายที่แสนดี และพระเอกก็ออกตัวก่อนว่าเขาไม่ใช่คนดีเท่าไร่ แต่ถ้าจะรักเขาต้องไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนดีหรือน่าเห็นใจ...น่าสงสาร


ฉะนั้นคำถาม แบบนี้ คล้ายๆปัญหาโลกแตกที่เคยได้ยินกันมานานในโลกแห่งความเป็นจริง ทำนองที่ฝ่ายหญิง(หรือชาย)มักให้เหตุผลเกี่ยวกับความรัก ตัวอย่างที่พบบ่อยเช่น กรณีเกิดการต้องเลิกลาจากกันว่า

? เพราะเธอดีเกินไป เราเลยไม่เหมาะสมกัน ?

แม้ใครหลายคนอาจเถียงแทนว่า นั้นเป็นการตอบแบบถนอมน้ำใจกัน หรือต้องการแยกจากชนิดไม่อยากให้ขุ่นข้องหมองใจกัน ก็ตามทีเถอะ

เหตุผลแบบนี้ฝ่ายถูกทิ้งมักจะไม่อยากรับฟัง และมีคำถามต่อมาอีกว่า งั้นต่อไปขอลองเป็นคนไม่ดี(คนเลว)บ้างก็แล้วกัน ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอยว่า เพราะเธอดีเกินไปอีกในครั้งหน้า...ว่าไหม?

ประเด็นการตั้งคำถามว่า รัก-ไม่รัก เพราะอะไร? แม้ผู้เขียนจะเคยได้ยินมาว่า ?ไม่โดนเข้ากับตัวเองไม่มีทางเข้าใจหรอก? หรือที่ได้ยินอีกบ่อยครั้งก็คือ ?รักเป็นเรื่องของอารมณ์ ไม่มีเหตุผล? ก็ยิ่งทำให้ยากในการทำความเข้าใจเข้าไปใหญ่?




ท้ายสุดหนทางออกของหนังฮ่องกงที่มีชื่อไทยว่า ?เวลา...ความรักที่สูญหาย? ซึ่งสามารถดึงเอา?(หัว)ใจ?คนดูไปช่วยตัวละครในเรื่องจนแทบหมดสี่ห้องหัวใจแล้ว จะมีวิถีทางออกของหนังในเวลาเพียง 109 นาทีเท่านั้น

แต่ในชีวิตจริงคนเรามีเวลาคิดเรื่องของหัวใจมากมายกว่านั้นเยอะ

แต่ถึงอย่างไงก็ขออย่าให้ใคร Lost in time เหมือนชื่อหนังก็แล้วกัน...ครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.180   ตอบเมื่อ 27 ก.ค.48 เวลา 21:07
 ความคิดเห็นที่  161




แนวหนัง ตลก - ชีวิต

ต้องบอกก่อนเลยครับว่าผมอยากดูหนังเรื่องนี้มากๆ ตั้งแต่ตอนดูตัวอย่างแล้ว ซึ่งก็แปลกใจไม่น้อยครับ เพราะจะว่าไปหนังมันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร และตัวผมเองก็สารภาพเลยว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับหนังชุด วัยอลวนเลย อีกทั้งมุขในตัวอย่างมันก็พื้นๆ นะ แต่ผมดันรู้สึกชอบลึกๆ แฮะ ไม่รู้ทำไม ผมก็เลยตั้งหน้าตั้งตาดู แล้วก็ได้ดูจนได้

เนื้อเรื่องมันก็คือ ตั้ม (ไพโรจน์ สังวริบุตร) และ โอ๋ (ลลนา สุลาวัลย์) คู่รักจากหนังชุดไตรภาค วัยอลวนอันลือลั่นเมื่อ 30 ปีก่อน บัดนี้เวลาผ่านไป อายุของทั้งคู่ก็เข้าหลัก 5 แล้วครับ พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน คนโตเป็นผู้หญิง ชื่อ ใบตอง (คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์) ส่วนอีกคนเป็นลูกชาย นามว่า หนามเตย (วศิษฏ์ ผ่องโสภา) ส่วนเหตุในภาคนี้มันมาเกิดเพราะ ทั้งตั้มและโอ๋เกิดอยากจะไปเซอร์ไพร์สวันเกิดของใบตองซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นปี 4 ที่มหาลัยแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ แต่หารู้ไม่ครับว่าลูกสาวของตัวเองนั้นเช่าห้องอยู่กินกับแฟนหนุ่มที่ชื่อว่า วิชาญ (รังสิต ศิรนานนท์) โดยไม่ได้บอกทางบ้านเลย เอาล่ะสิครับ แล้วเรื่องมันจะเป็นไงต่อ ก็ต้องตามดูกันต่อไป

ก่อนที่ผมจะดู ผมก็ได้ไปอ่านเมนท์หนังเรื่องนี้มาบ้างแล้วนะครับ ส่วนมากก็จะบอกว่าหนังโอเค แต่ไม่ได้เด็ดดวงอะไรนัก ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีครับ ทำให้ผมไม่คาดหวังในหนังไปในตัว และไอ้การดูโดยไม่คาดหวังนี่แหละ ที่มีส่วนทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น

ดังนั้น ใครที่อยากดูหนังเรื่องนี้นะครับ ไม่ต้องอ่านต่อเลยครับ กรุณาหยุดที่ย่อหน้านี้เลย... ไม่ใช่สปอยล์อะไรหรอกนะฮะ เพียงแต่ผมชอบอ้ะ และถ้าเขียนก็จะเขียนด้วยความชอบ ดังนั้นมันมีความลำเอียงบางประการแน่ผมรู้ตัวดีครับ และการที่ผมเขียนในทำนองชื่นชมมันย่อมสร้างความคาดหวังขึ้นมา ทีนี้ถ้าดูหนังแบบตั้งความหวังมันอาจจะสนุกน้อยลงได้ ดังนั้นหากท่านอยากดูนะครับ ผมเชื่อว่าท่านไม่ผิดหวังหรอก ได้อย่างที่ต้องการแน่ๆ หนังสนุกและฮาดี เพลงเพราะ แต่ก็ไม่ถึงกับสุดยอดในแง่ของความเป็นหนังอ้ะนะครับ เอาเป็นว่าคุณไม่น่าจะผิดหวังน่ะครับ

เอาล่ะ ทีนี้ผมจะว่าตามใจผมล่ะนะครับ ใครที่ดูแล้วหรือมั่นใจว่าการอ่านเม้นท์จะไม่มีผลต่อความคาดหวังในการดูหนังของท่าน ก็ตามผมมาเลยครับ (นี่ผมทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของท่านล้วนๆ เลยนะเนี่ย 555)

หนังมันไม่มีอะไรแปลกก็จริงครับ แต่มันเป็นสูตรอยู่พอประมาณ นั่นคือหนังแนวครอบครัวน่ารักๆ เรื่องพ่อแม่ลูกสนุกๆ ซึ่งถ้าสูตรนี้ไม่ดีจริงก็คงไม่มีใครเอาไปทำกันบ่อยๆ หรอกว่ามั้ยล่ะฮะ ทีนี้พอสูตรมันสำเร็จชัวร์ก็อยู่ที่คนทำล่ะ ว่าจะปรุงได้ดีหรือไม่ คำตอบคือ ดีครับ แต่ยังไม่สุด

หนังได้ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ กำกับ ซึ่งถ้าถามว่าหนังลื่นมั้ย คำตอบคือลื่นครับ มีมุขฮาๆ แทรกเข้ามาตลอด การเดินเรื่องก็ตรงประเด็นดี การถ่ายภาพจัดว่าดีเลยล่ะครับ เพียงแต่เรื่องอารมณ์มันอาจจะยังไม่เต็มที่นัก หลายๆ ฉากสื่อได้ดีครับ เพียงแต่บางฉากก็อ่อนไปหน่อย แต่เท่าที่เป็นนี่ก็นับว่าดีในระดับหนึ่งแล้วครับ เพราะหนังมาถูกทางครับ ผมถือว่าหนังมากถูกทางมากๆ เนื้อเรื่อง จังหวะต่างๆ เพียงแต่การเร้าอารมณ์มันยังพร่องไปบ้างเท่านั้นเอง

ส่วนต่างๆ ของหนัง ผมว่ายอดทุกจุดครับ เริ่มจากดาราที่ต้องขอให้คำว่าเยี่ยมอ้ะ อาไพโรจน์กับป้าลลนาน่ารักมาก เล่นได้เข้ากันดี แต่ทีเด็ดมาอยู่ตรงดาราหน้าใหม่น่ะฮะ คะนึงนิจ ที่มาเล่นเป็นใบตองนั้น ไหลได้ตามบทมากๆ และเธอยังเข้าคู่กับ รังสิต ที่เล่นเป็นแฟนหนุ่มได้ดีมากจริงๆ ครับ สองคนนี้ ผมเชื่ออ้ะว่าเป็นแฟนกัน แววตาน่ะระดับหนึ่ง แต่ที่เยี่ยมคือการพูดจาและการแสดงออกท่าทางมันใช่อ้ะฮะ แม่งแฟนกันชัวร์

ส่วนบทของหนามเตยนั้น ก็ไม่มีอะไรมาก ผมว่ามันเป็นเพราะหนังไม่เน้นด้วยล่ะครับเลยไม่ค่อยมีบทบาทนัก อีกคนก็บทป้าอ้อ ที่ได้ จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา มารับบท ซึ่งภาคนี้ก็ยังตีกับตั้มได้ฮาดีครับ แต่ก็นั่นแหละ หนังมันจะมาเน้นที่คู่ใบตองกับวิชาญ และตั้มกับโอ๋มากกว่า บทของสองรายหลังนี้เลยน้อยไปบ้าง แต่เรื่องการแสดงผมว่าดีครับ

เพลงดีทั้งนั้นครับ องค์ประกอบของหนังผมว่าถึงฟอร์มหมด จะมีพร่องก็แค่อารมณ์หนังน่ะแหละ ...

... แต่พอมานึกถึงเรื่องพร่องทางอารมณ์ ไม่ต่อเนื่องทางอารมณ์ แทนที่ดูจบแล้วผมจะไม่ชอบเพราะประเด็นดังกล่าว ผมดันกลับมองไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ ตัวหนังมันเดินเรื่องด้วยสไตล์หนังไทยเก่าๆ นี่หว่า

คืองี้ครับ สไตล์หนังไทยแบบเก่าๆ เวลาเดินเรื่องมันกึ่งจะไม่ต่อเนื่องกันซะทีเดียว สังเกตนะครับ หนังไทยเก่าๆ มักจะมีลักษณะเหมือนกันอย่างนึง ตรงที่เนื้อหามันดูจะกระจัดกระจาย เดี๋ยวฉากนี้ก็ไปแวะเรื่องโน้นที แล้วฉากต่อมาก็ไปแวะอีกเรื่อง ดูแล้วมันไม่ค่อยต่อเนื่องทางอารมณ์นัก และกับเรื่องนี้ มันเดินเรื่องสไตล์นั้นครับ แม้นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนังไม่พีคอย่างที่ควรจะเป็น แต่สำหรับผมซึ่งคุ้นเคยกับสไตล์หนังไทยเก่าๆ มันให้อารมณ์ชวนรำลึกถึงกลิ่นอายหนังไทยเก่าๆ อ้ะคับ

และยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้หนังมันเดินเรื่องแบบเก่าๆ ฉากอาจจะโดดไปมาจริง แต่โดยรวมๆ เมื่อดูจบแล้ว เอามานึกย้อนดีๆ จะให้ความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน มีทิศทางไปในทางเดียวกันหมดครับ จริงๆ นะอะ เนื้อหามันดูกลืนกันได้หมด มันแค่จะแหม่งตอนดูเท่านั้นเอง แต่พอดูจบ เอามาเรียงดีๆ เนื้อเรื่องมันครบถ้วนในตัวมันเอง แต่ในขณะที่หนังไทยเก่าๆ โดยมาก พอเดินเรื่องแบบนี้ ดูจบปุ๊บ มันจะให้อารมณ์กระจายครับ ความประทับใจเลยชอบหดหายประจำ จุดนี้เลยทำให้ผมออกจะชอบหนังเรื่องนี้ฮะ คือดูไป หนังมันลำดับเนื้อหา-ต่อฉากโดยให้อารมณ์หนังเก่าแบบสมัย 20 - 30 ปีก่อน และขณะเดียวกัน หนังก็มีเนื้อหาทันยุคกับสมัยนี้มากทีเดียว

แล้วหนังยังมีฉากตามสูตรหนังไทยเก่าๆ ครบครับ เช่น ไอ้การที่พระเอกนางเอกเข้าใจผิดแล้ววิ่งขับกันเนี่ย ตามปกติพอมีฉากแบบนี้หนังสมัยก่อนนะครับ พอพระนางตีกัน พระเอกต้องยืนพูดประมาณว่า "ฟังผมก่อน" ส่วนนางเอกก็ "ไม่ฟัง" จากนั้นไอ้พระเอกก็ยืนบื้อหาเตี่ยมันรึไงไม่ทราบ ปล่อยให้นางเอกวิ่งจากไป แต่เรื่องนี้วิ่งไล่กันเลยครับ ที่ฮาเพราะส่วนมากไอ้พวกหนุ่มสาวตอนทะเลาะกันมันจะไม่ค่อยวิ่งตามครับทั้งๆ ที่มีแรง แต่ในเรื่องนี่แก่ทั้งคู่ แรงจะหมดแหล่อยู่แล้ว เสือกวิ่ง เออ เอาเข้าไป

เรื่องสาระจัดว่าดีสำหรับหนังครอบครัวเลยครับ การที่พ่อแม่เป็นห่วงลูกเป็นเรื่องธรรมดา ฉากที่ผมประทับใจมากๆ คือ ฉากการแสดงของใบตองน่ะแหละครับ มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างต้องดูเอง แต่มันสุดยอดคับ ดูแล้วนับถืออาไพโรจน์อีกหลายกระบุงเลยล่ะ (ซึ่งของเดิมก็นับถือจนไม่รู้จะนับถือไงอยู่แล้ว เจอฉากนี้ไปอีก ผมตายครับ ตายสถานเดียว)

สรุปนะครับ หนังมีองค์ประกอบที่ดี มุขฮาก็ดี ดาราดี ส่วนเรื่องอารมณ์มันไม่พีค ซึ่งกับหนังเรื่องอื่นมันอาจจะทำให้ผมชอบน้อยลง แต่กับเรื่องนี้ มันก็ทดแทนด้วยสไตล์แบบหนังไทยเก่าๆ ครับ ผมไม่รู้ล่ะว่าผู้กำกับเจตนามั้ย แต่ผมดูแล้วมันรู้สึกเช่นนั้นก็ขอว่าตามนั้นล่ะนะครับ ส่วนฉากจบ ใครอาจจะว่าเชย แต่สำหรับผม มันลงตัวทางอารมณ์มากเลยครับ เป็นบทสรุปที่รองรับความเป็นหนังสไตล์เก่าๆ ได้อย่างดี

ตกลงว่า หนังดีมั้ย ผมว่าดีนะครับ แต่ยังไม่สุด และด้วยอารมณ์ส่วนตัว ผมชอบครับ เอาเป็นว่า ถ้าอยากดูหนังสบายๆ นะครับ เรื่องนี้เหมาะมากเลยครับ ไม่น่าจะผิดหวัง ผมกับเพื่อนนี่ดูจบแล้วเดินยิ้มออกมาเลยครับ หนังมันดูแล้วสบายใจจริงๆ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.114   ตอบเมื่อ 01 ส.ค.48 เวลา 16:21
 ความคิดเห็นที่  162



ขอแจมกับน้อง Bigsu บ้างนิดนึงนะครับ

หลังจากที่จดจ่อและรอคอยกับภาค 4 ของหนังไทยสุดโปรดเรื่องหนึ่งของผม เพราะเคยได้ชมมาแล้วทั้ง 3 ภาคในตอนเด็ก และเป็นตัวละครวัยรุ่นไทยที่ประทับใจที่สุด มาวันนี้แม้ทั้งตั้มกับโอ๋ จะกลายเป็นพ่อและแม่ไปแล้ว แต่ด้วยความผูกพัน ก็อยากเห็นว่าครอบครัวของพวกเขาจะดำเนินไปอย่างไร และมีความสุขแค่ไหน

จากคำสัมภาษณ์ผู้กำกับ นักแสดง และตัวอย่าง ที่ได้รับรู้มาก่อนหน้า ทำให้ผมคาดหวังกับหนังในระดับที่สูงพอประมาณ เพราะการจะหยิบหนังระดับตำนานแบบนี้ กลับมาสร้างต่อ แสดงว่าผู้สร้างต้องมีอะไรดีและมั่นใจสูงไม่น้อย ซี่งหลังจากได้ดูมากับตาแล้ว(โดยไม่สนใจกับคำวิจารณ์ของใคร) ก็พบว่าตั้มโอ๋ ของผมเปลี่ยนไป และสารที่หนังนำเสนอให้กับวัยรุ่นไทย ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยสะท้อนทัศนคติด้านบวกให้กับวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นอิสระทางความรัก ความคิด(ภาค1) ความมุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเอง(ตั้มเดินหางานในภาค2) และความมุมานะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น(ภาค3) บนพื้นฐานของความถูกต้องในระดับหนึ่ง เพื่อให้ผู้ใหญ่ยอมรับในวัยอลวนทั้ง 3 ภาค แต่มาภาคนี้หนังกลับพยายามบอกกับพ่อแม่ยุคนี้ว่า ให้ก้มหน้ายอมรับกับการกระทำทุกอย่างของลูกเถอะ แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ถูกต้องเลยก็ตาม

ก่อนจะว่าถึงประเด็นเหล่านั้น มาพูดกันถึงความสนุกสนานกันก่อน ยอมรับว่าหนังยังคงรักษาระดับความสนุกเอาไว้ได้ไม่น้อยกว่าตอนที่ผ่านมา และยังรักษาคาแรกเตอร์เดิมๆ ไว้ได้อยู่ อย่างตั้มที่กระล่อนนิดๆ แต่ก็มีความรับผิดชอบ และหัวดื้อ โอ๋ที่แม้จะเจ้าเนื้อไปนิด แต่ก็สมกับความเป็นแม่บ้าน ที่ชอบทำอาหาร ยังขี้หึงและอารมณ์ร้อนเหมือนตอนสาวๆ นอกจากนี้ยังดึงดาราเดิมๆ มาได้ครบครันอย่าง อาจารย์แอ๊ด (จีรศักดิ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา พี่น้องกับคุณจิรวดี) หรือคุณนิด(พจนีย์ อินทรมานนท์ อดีตนักร้องน่ารักมาดเท่ห์) แม้จะกลับมาในสภาพที่เปลี่ยนไป อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ อย่าง อาจารย์แอ๊ด ป้าอ้อ ที่กลายสภาพเป็น...อย่างที่เห็น หรือคุณนิด ที่เห็นแล้วรุ่นหลังคงนึกไม่ถึงว่าเมื่อก่อนนี้ สวยและเท่ห์ขนาดไหน กรณีป้าอ้อ(จิรวดี) ที่กลายเป็นคู่กัดกับตั้ม ไม่รู้สิครับ สำหรับผมการปล่อยให้เล่นเป็นตัวตนจริงๆ มันฝืนกับความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีกับตัวละครนี้ไปนิด เพราะป้าอ้อ เนี่ยคือสาวที่หนุ่มตั้มปิ๊งมาก่อน และเคยประทับใจคนดูในความน่ารักมาแล้ว แม้ตอนหลังๆ จะเป็นพี่ที่คอยปกป้องน้อง และจับผิดตั้มบ้างก็ตาม แต่มาในสภาพแบบนี้ ก็เสียความรู้สึกไปไม่น้อยเลย น่าจะให้มาดนุ่มกว่านี้สักหน่อย

มาถึงจุดที่ผมอึ้งไปเลย ก็คือเนื้อหาเกี่ยวกับลูก หนังพยายามบอกกับคนดูถึงชีวิตวัยรุ่นยุคนี้ ซึ่งตรงนี้เข้าใจครับ และรับได้ อย่างการให้หนามเตย ติดเจร็อก มีการกันคิ้ว ออกตุ้งติ้งนิดๆ หรือแต่งตัวตามอย่าง เรื่องแบบนี้เป็นแฟชั่นทุกยุคสมัย แต่ที่ไม่น่าให้อภัยก็ตรงประเด็นเรื่องลูกสาวใบตอง ที่มีแฟนและเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ด้วยกัน หนังพูดถึงเรื่องหนักๆ แบบนี้อย่างเลื่อนลอย และเหมือนจะให้คนดูคล้อยตามว่านี่มันเรื่องธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันธรรมดาขนาดนั้นหรือครับ ไม่เถียงที่กรณีแบบนี้มีให้เห็นเยอะแยะมากมาย(แถวรามนี่ตามหออยู่กันเป็นคู่ๆ เลย) โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ เพราะผมเองก็จบที่นั่น ใช้ชีวิตหอนอกเหมือนกัน ที่สำคัญมีเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็หลายคู่ และถึงแม้จะเป็นเรื่องเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว แต่ผมก็ไม่คิดว่านั่นจะกลายเป็นเรื่องชอบธรรมไปแล้วในสมัยนี้ ที่สำคัญหนังไม่มีเหตุผลรองรับพฤติกรรมของใบตองเพียงพอ แค่บอกว่าจะพิสูจน์ด้วยการจบ 3 ปีครึ่งให้ดู มันคนละประเด็นกันนะ หรือจะบอกว่าทีรุ่นพ่อรุ่นแม่ยังแต่งตั้งแต่เด็ก มันคนละเรื่องเลยครับ ตั้มกับโอ๋ พิสูจน์ให้พ่อตาเห็นแล้วว่ารักกันจริง และสู่ขอแต่งงานกันตามธรรมเนียม แล้วโอ๋ก็เป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ได้เรียนอีก
การเห็นตั้มกับโอ๋ทำเหมือนว่ายอมรับและทำใจกับการกระทำของลูกสาว ภายในเวลาข้ามคืนอย่างง่ายๆ ก็ยิ่งหงุดหงิดใจ ทำไมตั้มโอ๋ที่เคยดุดัน ดื้อรั้น ถึงยอมกับเรื่องที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมแบบนี้ โดยไม่สั่งสอน อบรม หรือเจ็บปวดกว่าที่ปรากฏ ในฐานะที่เป็นพ่อคนแล้ว ถ้าลูกชายไปทำอะไรแบบนี้ ผมก็คงโกรธ และไม่ปล่อยผ่านไปแบบง่ายดาย เพราะเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับคนวัยยี่สิบยี่สิบเอ็ด ยิ่งถ้ามีลูกสาวผมคงทำใจไม่ได้ง่ายๆ อย่างนี้หรอก เพราะมันคือการอยู่กินกันขณะกำลังเรียนนะครับ(แค่ 3 วันก็ร้องชูวับกลับบ้านเฉยๆ) ถ้าทำงานแล้วคบกันก็อีกเรื่อง

ที่เชียงใหม่ ถ้าใครไปอยู่กับบรรยากาศของที่นั่น ก็คงจะทราบว่า อารมณ์รักมันเคลิ้มได้ง่ายดายเพียงไหน การอยู่ด้วยกันเพื่อดูแลกันและกันเห็นมามากครับ แต่เหตุผลสำคัญของผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ ที่สำคัญหลังจากเรียนจบ 8 คู่ ใน 10 คู่ที่อยู่กันแบบนี้ ไม่ได้รักกันยืดจนถึงแต่งงานเลยครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นมาเอง แล้วบางคู่ ถึงจะมีลูกด้วยกันตั้งแต่จบ แต่จนป่านนี้ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวแยกเดี๋ยวอยู่ไม่รู้ว่ายังไง เพราะส่วนใหญ่พอจบทำงาน ก็มีโอกาสพบคนที่เราเห็นว่าดีกว่า เหมาะกว่า อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่เตือนได้ สมัยเรียนก็เหมือนเราอยู่แต่ในสวน พอจบออกมาสู่สังคมในโลกกว้าง ก็เหมือนการเดินเข้าป่า มีพันธ์ไม้ดีๆ ร่มเย็นให้เลือกมากมาย แล้วผู้หญิงเองก็มีแต่เสียกับเสีย ที่เห็นๆ ก็เสียเพื่อน เสียสังคม และมักถูกนินทาลับหลัง แต่ประเภทเป็นแฟนกันจริงๆ ไม่ได้สิงหออยู่ด้วยกัน กลับคบกันยืดยาวจนแต่งงานให้เห็นมากกว่าเยอะครับ ส่วนเรื่องเด็กวิจิตร(ศิลป์)นี่ผมว่ารักใครรักจริง เหมือนหนังพูดเลยนะครับ เห็นมา 2-3 คนแล้ว ที่รักแน่วแน่กับแฟนตั้งแต่ปี 3 จนตอนนี้มีลูกกันหมดแล้ว ไม่เปลี่ยนใจเลย

อีกอย่างก็เรื่องของบุคลิกตัวละคร จากประสบการณ์ส่วนตัว ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่อยู่กับพื่อนชาย มักจะเป็นประเภทจิตใจอ่อนไหวง่าย มีปัญหาชีวิตนิดๆ ขาดที่พึ่งพิง หรือบางคนก็เป็นโรคประจำตัวไม่ค่อยแข็งแรง พอมีคนมาเอาอกเอาใจก็หลงไปง่ายๆ ซึ่งดูขัดๆ กับตัวใบตอง ที่ดูห้าวๆ มั่นใจในตัวเองสูง รับผิดชอบตัวเองดี และเป็นเด็กกิจกรรม และยิ่งตัววิชาญ ลูกนอกไส้คนนี้ ถ้าเราเป็นพ่อก็คงตั้งข้อสงสัยไม่น้อย ว่าจะดูแลลูกเราไหวไหม หน้าตาก็งงๆ และยังเรียนศิลปะ ที่กว่าจะจบก็นาน จบแล้วการจะพิสูจน์ตัวเองในอาชีพก็ค่อนข้างจะนานกว่าสาขาอื่นอีก แล้วจะไว้ใจง่ายๆ ได้ไงกัน จะบอกว่าเชื่อใจลูกสาว ว่าเลือกไม่ผิดก็เกินไปนิด ลูกเพิ่งจะยี่สิบเห็นโลกมาพอหรือ

ถึงหนังจะเป็นแนวตลก แต่ผมเห็นวัยอลวน(รุ่นเดิม)เป็นมากกว่าหนังรักตลก หนังสะท้อนมุมมองของวัยรุ่นที่รักดี แม้จะโดนดูถูก แต่ก็ยึดมั่นในรักและพร้อมพิสูจน์ พอมาภาคนี้ การที่ผู้เขียนบทกับผู้กำกับที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ มาทำงานร่วมกัน ยิ่งทำให้ผมคาดหวังอะไรมากขึ้น ในรายละเอียดของตัวละคร อารมณ์ และสารที่จะให้คนดู แต่ตรงกันข้าม หนังไม่ลึก สารที่ให้กับคนดูยังไขว้เขวและหมิ่นเหม่ การกระทำไม่ค่อยสมจริง อย่างการปล่อยให้ลูกสาวสุดรัก ไปเรียนเชียงใหม่ 2 ปี โดยไม่ห่วงไม่ไปเยี่ยม รอจนปี 3 ถึงคิดไปมันผิดปกตินะครับ ส่วนใหญ่มีแต่จะตามมาเยี่ยมในช่วงแรกๆ จนปี 2 ปี 3 ค่อยซาๆ ไปเพราะเริ่มหมดห่วงกังวล แถมยิ่งพ่อมีเพื่อนฝูงเป็นอาจารย์ ก็ยิ่งต้องฝากฝังลูกสาวให้ช่วยสอดส่องดูแลอยู่แล้ว ไหงปล่อยให้ทำอะไรตามใจขนาดนี้ได้ มันแปลกๆ ไปนะ สุดท้ายยังมีเรื่องลูกชายไปหลงรักอาจารย์สาว แม่ก็ยังพูดทีเล่นทีจริงอีกว่า เล่นของสูงเลยนะ โอ้ละหนอ ศีลธรรมจรรยาของโอ๋หายไปไหน จะรับฟังโดยไม่สอนเลยหรือไร ถึงหนังอยากจะบอกว่าวัยรุ่นสมัยใหม่มีชีวิตที่ก้าวล้ำขนาดไหน แต่มันคงจะดีกว่า ถ้าหนังจะทำหน้าที่ตักเตือน หรือแนะนำข้อคิดจากประสบการณ์ของผู้ใหญ่ให้เขาบ้าง ไม่ใช่บอกให้ก้มหน้าทำใจทำเนียนๆ ไปแบบนี้





ผู้ส่ง  ยามเฝ้าบ้าน (นตท.๒๑)    email     url     ip  221.128.111.19   ตอบเมื่อ 03 ส.ค.48 เวลา 14:27
 ความคิดเห็นที่  163




Official website
more info. from IMDB
แนว : แอ็คชั่น
กำหนดฉาย : 11 สิงหาคม 2548

ต้มยำกุ้ง เล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามโลกของ ขาม (จา - พนม ยีรัมย์) เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผัน โดยเงื้อมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ ที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและพ่อของเขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุด ที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะช่วยเหลือ และรักษาชีวิตของช้าง อันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ โดยการเดินทางข้ามโลก

เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก จ่ามาร์ค (หม่ำ จ๊กมก) นายตำรวจไทยและ ปลา (บงกช คงมาลัย) สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟีย ที่นำโดย มาดามโรส (จิน ซิง) ที่ซ่องสุมลูกสมุนตัวเอ้ ที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้สุดยอดอย่าง จอนนี่ (จอห์นนี่ เหงียน), ทีเค (นาธาน โจนส์) และลูกสมุนย่อย ที่มีฝีไม้ลายมือทางการต่อสู้เหลือรับอย่าง จอน ฟู และ ลาทีฟ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

ณ วินาทีนี้ การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอด ของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อตามหาและช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เปรียบได้กับญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่บททดสอบ และการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ให้โลกได้ล่วงรู้ถึงอานุภาพของ "แม่ไม้มวยไทยบทใหม่" ที่หนักหน่วง รุนแรง และยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยเฉพาะ... "ตำนานมวยคชสาร"




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  221.128.103.109   ตอบเมื่อ 08 ส.ค.48 เวลา 09:52
 ความคิดเห็นที่  164




.................................Somersault หารักในเมืองพลิกคว่ำ


ตีลังกา หรือ พลิกคว่ำ คือชื่อของหนัง ซึ่งหากจะพออนุมานหาความหมายจากตัวเนื้อเรื่องซึ่งไม่ได้มีคำพูดใดๆ สื่อความหมายนี้ออกมาชัดเจน ก็คงสื่อออกมาได้สองส่วนด้วยกัน นั่นคือสภาพจิตใจของตัวละครหลักในเรื่อง และเมืองที่พวกเขาอาศัย นี่จัดเป็นผลงานเรื่องแรกของ เคท ชอร์ตแลนด์ ผู้กำกับหญิงจากออสเตรเลีย ที่นำเสนองานที่เน้นสื่อสารทางด้านภาพ และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ดูน้อยนิด แต่ส่งผลกระทบหนักๆ ได้อย่างน่าพึงพอใจ

ไฮดี้(แอบบี้ คอร์นิช) เด็กสาววัย 16 หน้าตาสะสวย พอๆ กับความจิตป่วยรวมกัน เรื่องไม่ได้เล่าเรื่องแต่หนหลังของเธอ รู้ก็เพียงแค่ว่าเราเห็นชีวิตครอบครัวเธอเพียงคืนเดียว กับเช้าอีกวันหนึ่ง มีแม่(โอลิเวีย พิโจต์) ซึ่งดูเป็นสาวสมัยใหม่ คบกับแฟนหนุ่มท่าทางห้าวๆ มีรอยสักเต็มตัว พอแม่ออกไปทำงาน ไฮดี้ก็ไปขอจับรอยสักที่หน้าอก จากนั้นเธอกับแฟนของแม่ก็นัวเนียกันจนทำท่าจะเลยเถิด แต่แม่จับได้ก่อน แล้วเธอก็จากบ้านที่แคนเบอร์ร่าไปยัง จินดาไบน์ เมืองท่องเที่ยวของออสเตรเลีย

ที่นี่ดูเหมือนจะบ่งบอกชัดเจนว่าเธอก็เป็นหญิงสาวใจแตกคนหนึ่งในวัยอยากลอง เพราะเมื่อมาถึงไฮดี้ก็โทรศัพท์หาชายคนหนึ่งที่น่าจะบ่งบอกว่าเคยมีอะไรกันครั้งหนึ่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้ไมตรี ว่าแล้วคืนนั้นเธอก็จบด้วยการไปนอนกับคนที่เพิ่งเจอในผับแห่งหนึ่ง

ตื่นเช้ามาเธอแทบจะไร้เงินจนต้องลองหางานในร้านขายเสื้อผ้า แต่ก็ดูเหมือนจะถูกมองว่ามาเสนอตัวแทนเงิน นั่งพักได้ไม่นานก็เหมือนกับว่าจะมีชายวัยกลางคนในรถยนต์ตรงหน้าที่จ้องเธอราวกับเป็นลูกกวางน้อยที่รอถูกขย้ำ โชคร้ายมากกว่าโชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเธอไปเจอชายหนุ่มที่มองเธอตั้งแต่เมื่อคืน เขามีชื่อว่าโจ (แซม เวิร์ทธิงตัน)



?เมืองนี้น่าอยู่นะ? ไฮดี้เริ่มหาบางอย่างมาพูด
?มันก็แค่เมืองท่องเที่ยวห่วยๆ ?

ประโยคสนทนาของพวกเขาบ่งบอกให้รู้ว่าขณะที่เธอกำลังเปล่าเปลี่ยวในเมืองที่เธอไม่รู้จักใคร แต่โจ ที่อยู่เมืองนี้ดูมีเพื่อนฝูงมากมายกลับรู้สึกไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

คืนนั้นจบลงด้วยการร่วมรักกันของคนทั้งคู่ ไฮดี้ได้รู้จักกับ ไอรีน(ไลเนตต์ เคอร์แรน) หญิงกลางคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็กๆ แห่งนั้น เธออยู่ตัวคนเดียว และใจดีพอจะหางานให้หญิงสาวคนหนึ่งช่วยดูแลอะไรเล็กๆ น้อยๆ และยกห้องของลูกชายที่หายไปให้ ส่วน?หนังเปิดเผยให้เราเห็นว่าเขาอยู่ในครอบครัวที่ฐานะร่ำรวย ทำงานช่วยบ้านที่เป็นฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เขาเองแม้จะหายไปจากชีวิตเธอได้พักหนึ่ง แต่ก็ไม่นานนักเขามาเจอไฮดี้ในร้านมินิมาร์ทที่เธอได้งานมาอย่างง่ายๆ เพราะพนักงานอย่าง เบียนก้า(ฮอลลี่ แอนดรว์) ใจดียอมให้เธอไปสมัครทำงานที่นี่ ว่าแล้วทั้งคู่ก็ไปมาหาสู่กันอีกครั้ง มีเซ็กส์ และคบกันอย่างเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นที่ครหาแก่ลูกพี่ลูกน้องสังคมไฮโซของเขา แต่?มีหรือที่จะไปแคร์อะไรนัก ถึงตอนนี้ดูเหมือนไฮดี้จะโชคดีเหลือเกิน ราวกับเธอเดินทางมาถึงเมืองแห่งเทพนิยายอย่างไรก็อย่างนั้น ได้เจอกับเจ้าชาย และคนคอยช่วยเหลือสารพัด

ภายนอกที่ดูเหมือนเหลวแหลก แต่ไฮดี้ก็เป็นเด็กสาวช่างฝันคนหนึ่ง เธอซื้อถุงมือสีแดงมาปรบมือร้องรำทำเพลงสนุกสนานทั้งที่ตอนแรกยังแทบจะไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง เมื่อเริ่มทำงานก็สนุกสนานกับการได้ซื้อ และกินเหมือนกับเด็กที่เพิ่งได้ลิ้มรสขนมหวาน แถมยังแอบฝันเล็กๆ โดยการมีสมุดบันทึกติดภาพตัดแปะประกอบคำบรรยายเก๋ๆ แถมตั้งราคาให้เสร็จสรรพอีกต่างหาก

บ่อยครั้งที่หนังมีงานภาพที่ให้สีสันแปลกตาออกไปราวกับไม่ใช่ความจริง เหมือนที่ไฮดี้มักมองเมืองๆ นี้ผ่านสีสัน และมุมต่างๆ เมื่อรวมกับการกระทำมากมาย ก็ราวกับเธอจะทดแทน มองหาความสุขที่เธอยังไม่เจอแม้จะเอาตัวเข้าแลก นับตั้งแต่วันที่เธอจากแม่มา ด้วยใบหน้าที่ดูสดใสยิ้มแย้ม ไฮดี้ก็ไม่อาจเปิดเผยความจริงถึงสาเหตุที่เธอต้องระหกระเหินอยู่ในเมืองนี้ ด้วยหวังว่าคำโกหกแต่ละครั้งก็ยังช่วยเธอใช้ชีวิตต่อไปได้เรื่อยๆ ?แต่โลกที่เธออยู่ก็ยังเป็นความจริงวันยังค่ำ

เรามักเห็นโจในสภาพตรงข้ามกับไฮดี้ จากท่าทีจริงจัง เอาการเอางาน แต่เขาก็ไม่ได้มองเธอต่างจากคนอื่น แม้เขาจะมีฐานะ เป็นที่ยำเกรงของผู้ชายในเมือง แต่ชีวิตกลับเปลี่ยวเหงา ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ แม้จะเรียกร้องอย่างเปิดเผย เขาเฝ้าฝันถึงชีวิตและความรักที่สมบูรณ์พร้อม ไฮดี้เองก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาพยายามจะค้นหา หลังจากที่ไม่พบในเมืองนี้ เหมือนกับที่ไฮดี้เองก็ไม่เจอ มันคือ?ความรัก

ราวกับผู้คนในเมืองนี้ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสภาพที่เป็นอยู่ มีเพียงคนสามคนที่ยังเฝ้าคอยหาบางสิ่งที่หายไป หญิงต่างวัยสองคนที่ชื่อโบราณเหมือนกับอย่าง ไฮดี้ที่ออกจากบ้านมาเผชิญชีวิต ไอรีนที่รอคอยลูกชายให้กลับมาหาอีกครั้ง และ?ชายหนุ่มที่มีกลิ่นกายเดียวกับไฮดี้

ลำพังเพียงแค่เมืองท่องเที่ยวซึ่งผู้คนเพียงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ท่ามกลางหิมะ และอากาศอันหนาวเย็น เหมือนที่ยามเช้าโจจะต้องราดน้ำร้อนชะโลมหน้ารถละลายหิมะที่เกาะอยู่ ก็เพียงพอทำให้มันสมกับเป็นเมืองที่ชวนหนาวเหน็บเข้าไปจับในใจเหมือนกับที่ตัวละครในเรื่องเผชิญ

วันหนึ่งไฮดี้ได้พบกับ น้องชายของเบียนก้าและครอบครัวที่ดูอบอุ่นราวกับชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน แต่เบียนก้าเล่าว่าเด็กคนนี้เป็นโรคผิดปรกติบางอย่างที่จะแสดงอารมณ์ทางใบหน้าตรงกับสิ่งที่เขารู้สึกเท่านั้น น่าเศร้าก็คือเราแทบไม่เห็นเขายิ้ม และไม่สามารถตอบการ์ดทายคำศัพท์จากใบหน้าที่มีคำเฉลยว่า ?Happy? ได้ จากนั้นไฮดี้ก็พบว่าอุดมคติที่อยู่ตรงหน้านั้นหาได้เป็นเธอมองแต่ภายนอกไม่

ก่อนที่ต่อมาเธอจะยังพบว่าเคยมีเมืองเก่าแต่เดิมตั้งอยู่ที่นี่ แต่ปัจจุบันมันได้ถูกฝังจมอยู่ในแม่น้ำไปเสียแล้ว ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายความถึง ?ชีวิต หรือสิ่งที่หล่อเลี้ยงมันอย่าความรัก? ของผู้คนที่นี่ได้ตายหายไปพร้อมกับเมืองที่จมนั้นเช่นกัน มันกลายเป็นเมืองที่ชีวิตถูกพลิกกลับให้กลายเป็นไร้ชีวิตไปเสียแล้ว

เมื่อโลกไม่ใช่เทพนิยาย มันก็ลงโทษเราหลังพ้นผ่านความสุขได้อย่างฉับพลัน ไฮดี้ก็ต้องพบกับความเจ็บปวดเพราะการหลีกหนีความจริงของตัวเอง เมื่อเธอลืมความทุกข์จากถุงมือสีแดง เธอก็ต้องสำลักความสุขเหล่านั้นอย่างทรมานด้วยพริกที่สีแดงเหมือนกัน พร้อมๆ กับการโกหกที่ส่งผลเลวร้ายแก่ตัวเธอเอง เช่นเดียวกับโจที่ยิ่งปิดบังความรู้สึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวด และพบว่าคนที่เชื่อมั่นอย่างเขาเองก็ไม่อาจเข้าใจตนเองมากขึ้นเท่านั้น

หนังจบลงด้วยการให้ตัวละครทั้งสามต่างยอมรับความจริงซึ่งแสนเจ็บปวด แต่อย่างน้อยหลังจากไฮดี้ และโจที่ผ่านการมีเซ็กส์ พบปะ พูดคุยกันมาตลอดทั้งเรื่องโดยมองไม่เห็นสิ่งที่ต่างเฝ้าตามหาเลย พวกเขาก็ได้เริ่มมองเห็นเค้าลางของความรักสักที บางครั้งมันก็เป็นแค่เรื่องง่ายๆ แต่เรากลับเลือกมองข้าม ละเลยความง่ายที่อยู่ตรงหน้านั้นไป?ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ล้ำค่ายิ่งกว่าภาพใดๆ ที่ไฮดี้ได้เคยบันทึก

ภาพสุดท้ายของหนัง ไฮดี้เปิดกระจกขณะนั่งรถ โบกมือรับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง รับความภิรมย์แห่งชีวิตและธรรมชาติ?ที่เป็นจริง


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.47.101.39   ตอบเมื่อ 18 ส.ค.48 เวลา 16:02
 ความคิดเห็นที่  165




ในฐานะที่เป็นไม่เคยเป็นคนเลี้ยงสุนัข ก็ยอมรับว่านี่คือสัตว์เลี้ยงที่เราคุ้นเคยที่สุดตั้งแต่สมัยโบราณกาล มันได้กลายเป็นเพื่อนร่วมทางกับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย และแทบจะทุกชนชาติ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าต่อมาสุนัขก็ได้มีบทบาทในการแสดงภาพยนตร์ ทั้งในฐานะนักแสดงนำหลัก และบทสมทบที่อาจจะเรียกคะแนนคนดูมากกว่าเสียอีก

แต่สำหรับคูโร่ มันเป็นสุนัขเพศเมียสีดำ ที่มีชีวิตอยู่จริงในช่วงปี 1960 ในโรงเรียนมัตสึโมโต้ ฟุกาชิ ร่วม 10 ปี จนเมื่อถึงคราวจากไป ผู้คนก็ได้จัดพิธีศพขึ้นให้เกียรติกับสุนัขตัวหนึ่งที่เคียงคู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนักเรียนหลายพันคน และในที่สุดก็ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวของมันกลายเป็นภาพยนตร์ใน Farewell Kuro เพื่อบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับมันอีกต่อหนึ่ง สุนัขตัวนี้ย่อมไม่ธรรมดา และต่างจากหนังสัตว์สี่ขาอีกหลายๆ เรื่อง

หนังสามารถแบ่งช่วงชีวิตของเจ้าคูโร่เป็น 3 ช่วง ตั้งแต่ช่วงยังเล็กที่ถูกเลี้ยงตามบ้านแถบชานเมือง จนวันหนึ่งมันก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ตามลำพังหลังจากที่ครอบครัวนี้ต้องย้ายที่อยู่ ด้วยสัญชาตญาณมันจึงออกดั้นด้นไปตามถนนจนพบเรียวสุเกะ(ซาโตชิ ซึมาบุกิ) เด็กมัธยมที่กำลังไปเรียนแต่เช้าเพื่อจัดงานของโรงเรียนจึงเข้าช่วงที่ 2 และสุดท้ายคือช่วงบั้นปลายชีวิตของคูโร่

หากมองงานศิลปะด้วยมุมมองสร้างสรรค์สังคมเพียงลำพัง การสร้างหนังเพื่อระลึกถึงเพื่อนร่วมโลกอย่างเห็นความสำคัญแบบใน Farewell Kuro ผู้กำกับ มัตสึโอกะ โจจิ ก็สมควรได้รับคำชมอยู่แล้ว แต่หนังยังใส่การเปรียบเทียบให้สุนัขไม่ได้เป็นเพียงเพื่อน แต่ยังเป็นตัวแทนยุคสมัยของผู้คน จากยุคหนึ่งผ่านไปอีกยุคนับเวลาได้สิบปี มีความผันผวนมากมายโดยเฉพาะจากยุค 60-70 ยังได้ขึ้นชื่อเป็นยุคแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ก่อนจะปิดฉากลงพร้อม ผู้คนที่บ้างล้มหายตายจาก บ้างถูกกลืนหายไปกับระบบ บ้างก็รู้สึกพ่ายแพ้ หรือมองไม่เห็นทางข้างหน้า

คูโร่ในตอนต้นจากเดิมที่เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง มันก็เดินไปตามถนนจนถูกดึงไปเข้าร่วมในขบวนพาเหรด ในฐานะสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักของไซโก้ หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนระบบการปกครองของญี่ปุ่น นั่นยังรวมไปถึงภายในขบวนบุคคลสำคัญที่ต่างมุ่งเน้นถึงการมองหาความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นพระถังซัมจั๋ง หรือ มหาตมะคานธี จากนั้นมันก็กลายเป็นเพื่อนเล่นของนักเรียนทั้งชายหญิง ความเชื่องแสนรู้ถึงกับทำให้คนเคยขยาดต้องหลงรัก ที่รักใคร่ของครูใหญ่ สร้างความผวาให้กับครูที่กลัวสุนัขเป็นทุนเดิม และเป็นยามให้กับภารโรงประจำโรงเรียน กลายสภาพเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญในโรงเรียนอย่างรวดเร็ว

อันที่จริงบทบาทของสุนัขแสนรู้ตัวนี้ต้องยอมรับว่าไม่ได้ปรากฏให้เราเห็นในปริมาณที่เทียบเท่ากับตัวละครคนอื่นๆ แต่คูโร่ก็ช่วยสร้างอิทธิพลให้กับคนในเรื่องแตกต่างกันไปจนแทรกซึมกลายเป็นอิทธิพลให้ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักสามเส้าของ เรียวสุเกะ และ โคจิ(อาราอิ ฮิโรฟุมิ) ที่ต่างหลงรักยูกิโกะ(อิโตะ อายูมิ) แต่แสดงออกต่างกัน ตัวเอกของเราอย่างเรียวสึเกะไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ อยากคบหากันแบบเพื่อนต่อไปนานๆ แต่โคจิกลับอยากแสดงความรู้สึกแบบเปิดเผย เพราะมองถึงการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าที่ทั้งสองคนต้องไปเรียนต่อในเมือง และอิงกับแนวคิดเสรีตามยุคสมัย จนผ่านไปสิบปีเข้าสู่ช่วงชราของคูโร่ สายตาและชีวิตของสุนัขตัวหนึ่งก็ยังไปเกี่ยวข้องกับเคนจิ(คานาอิ ยูตะ) เด็กหนุ่มหัวรั้นที่นิสัยเกกมะเหรก ไม่ยอมเรียนต่อเพราะมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าในยุคที่เงินเป็นตัวแปรสำคัญ ชี้วัดฐานะตามสายตาของเคนจิ แต่เราก็มองเห็นความเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนจากความรักใคร่ในตัวคูโร่ เอานมที่เขาส่งตอนเช้ามาให้มันได้ดื่มกินทุกวัน และตัวคูโร่เองก็กลายเป็นแรงผลักดันให้เขามองโลกในมุมที่ต่างออกไปจากเคย

คูโร่ได้ช่วยปลอบโยนจิตใจ และสร้างกำลังใจให้กับนักเรียนจำนวนมาก อย่างน้อยที่เราได้เห็นชัดเจนก็คือ ยูกิโกะที่คิดจะฆ่าตัวตาย หรือ เคนจิซึ่งมองไม่เห็นหนทางในการเรียนต่อ ใครหลายคนที่คิดว่าตนพ่ายแพ้ก็ยังเห็นคูโร่ที่ยังมีชีวิตคู่โรงเรียน ครู และนักเรียนมาได้นับสิบปี

คล้ายกับที่หนังนำเอาภาพยนตร์ในแต่ละยุคสมัยมาเปรียบเทียบแทนความรู้สึกของตัวละครในห้วงเวลานั้น ตั้งแต่ยุค American New Wave หรือที่ตัวละครในเรื่องเรียกว่า New Cinema ทั้งคำถามในยุคแห่งเสรีที่มีตัวละครแบบรักสามเส้าอย่าง The Graduate(1967) เหมือนกับที่ ยูกิโกะ ต้องเผชิญ ในการดูหนังครั้งต่อมา ก็ให้ภาพเปรียบบาดแผลของยุคสมัยจากเรื่อง Bonnie and Clyde(1967) ที่สองโจรหนุ่ม-สาวคือตำนานอาชญากรที่กลายเป็นตัวแทนของเสรีภาพที่มีบทสรุปลงท้ายอย่างเย้ยหยัน เหมือนกับที่เกิดกับโคจิ ล่วงพ้นไปสิบปี เรียวสึเกะ และอากิโกะ กลับมาเจอกันอีกครั้งหน้าโรงหนังประจำจังหวัด ในวันที่ผู้คนผ่านเหตุการณ์มามากมาย การปลอบขวัญให้มองเห็นว่าแม้พ่ายแพ้ยังชนะใจผู้คนได้ของโปสเตอร์ Rocky(1976) ก็แปรเปลี่ยนเป็นฮีโร่ของผู้คนในยุคนั้นแทนที่บาดแผลที่คั่งค้างจากยุคก่อน

คูโร่เองก็ทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากโรงภาพยนตร์ในเมืองมัตสึโมโต้ ครูคนหนึ่งถึงกับกล่าวว่าคูโร่เองก็เป็นเหมือนครูของโรงเรียนแห่งนี้เช่นกัน ในฐานะที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งมีคนผ่านเข้ามาเพื่อแสวงหาความรู้ และจากไปตามวิถีทางของตนแต่โรงเรียนและคูโร่ก็ยังอยู่รอเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา คูโร่จึงกลายเป็นเสมือนตัวแทนความทรงจำของยุคสมัยไปโดยปริยาย ยุคหนึ่งเรามองมันเป็นตัวแทนของสิ่งหนึ่ง เวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นตัวแทนความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับที่ผ่านไปสิบปี เรียวสึเกะ และอากิโกะ ก็หันกลับมาทำความเข้าใจกันมากขึ้น ยุคสมัยแม้จะสร้างความเจ็บปวด และความสุขระคนกัน แต่สังคมเองก็มีกลไกบางอย่างที่หล่อเลี้ยงให้เราก้าวไปข้างหน้าต่อไป

สาระของหนังจึงอยู่ที่ว่า มนุษย์เองนั้นแท้จริงขาดสังคมไม่ได้ แน่นอนว่าในทุกสังคมย่อมมีความหมายของมิตรภาพในระดับวงกว้างอย่างโรงเรียน ถึงระดับย่อยอย่างกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆ แต่ที่แน่ยิ่งกว่านั้นเพื่อนที่ดีที่สุดในทุกยุคทุกสมัยของเราก็คือสุนัข สัตว์เลี้ยงแสนรู้ที่ไม่ยึดติด ไม่เอียงไปทางไหน แต่อยู่เคียงข้างเราเสมอมาไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพระดับไหน มันยังคงเป็น ?เพื่อนร่วมทาง? กับเราอยู่เสมอ...คำๆ นี้ถูกย้ำชัดอีกครั้งในเพลงปิดเรื่องของหนังที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับเพลง The Long and Winding Road ของ The Beatles

ผู้กำกับ มัตสึโอกะ โจจิ เล่าเรื่องราวของสุนัขตัวนี้ และผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างฉลาด ค่อยเป็นค่อยไป เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่เน้นความฟูมฟายให้มากจนเกินพอดีโดยเฉพาะเหตุการณ์ตอนท้ายซึ่งอารมณ์ของหนังอาจนำพาไปได้ในหลายช่วง แต่ผู้กำกับก็รักษาสมดุลไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม้จะติดบรรยากาศที่ค่อนข้างพ้นสมัยไปบ้างตามยุคสมัยของเรื่อง รวมถึงวิธีการนำเสนอในตอนจบ แต่ความเชยหลายๆ อย่างก็ถูกทดแทนด้วยบรรยากาศที่สวยงามของภาพที่ถูกถ่ายทอด และดนตรีบรรเลงร่วมสมัยที่เปิดและปิดเรื่องได้อย่างไพเราะ ทำให้ความย้อนยุคในเรื่องดูร่วมสมัยได้มากขึ้น

...และถึงอย่างไรสุนัขก็ยังเป็นเพื่อนร่วมทางกับเรามาทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยมีคำว่าเชย



--------------------


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.85   ตอบเมื่อ 29 ส.ค.48 เวลา 22:35
 ความคิดเห็นที่  166



เมื่อวานรู้สึกเหนื่อยกายเหนื่อยใจมาก เลยแวะไปสปามาพักนึงจนสบายตัว มีสาว ๆ โทรมาบอกว่า
อยากดูหนังเกี่ยวกับนักบินด้วยสาวเจ้าอยากมีแฟนนักบิน 5555 ผมเลยใจอ่อนพาเธอไปดู

หนังที่ผมไปดูวันนี้ คือ Stealth ครับ
หนัง Action ว่าด้วยเรื่องของยานบินความเร็วสูง ที่ได้รับการพัฒนาจากกองทัพ ให้คิดได้เอง เพื่อมาช่วยฝูงบินที่ได้ชื่อว่า เจ๋งแจ่มสุดๆ ในขณะนนั้น แต่เหตุการณ์ที่คิดว่า มันน่าจะดีกลับตาลปัตรไปทันที หลังจากโดนจากที่เครื่องโดนฟ้าผ่าระหว่างปฏิบัติภารกิจสำคัญในสมรภูมิ ทำให้เจ้าเครื่องอัจฉริยะ กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไม่รับฟังคำสั่งของมนุษย์แต่อย่างใด เรื่องราวที่เหลือหลังจากนี้ ก็คงจะเดาทางได้ไม่ยากเย็นนักหรอกครับ

เพราะจุดขายของหนังเรื่องนี้ ไปตกอยู่ที่การขายฉาก Action เหนือน่านฟ้าอันสุดระทึก
ถ้าใครได้ชมตัวอย่างจะพบว่า มันช่างเป็นความบันเทิงในระดับ?เหนือเมฆ? เหนือเมฆจริงๆ ครับ เพราะว่าเครื่องบินของเหล่าตัวเอกในเรื่องนั้น นอกจากจะเร็วแล้วยังทันสมัยอีกต่างหาก... ซึ่งภาพในหนังเองก็จะไม่ต่างจากตัวอย่างเท่าไรนัก..

มุมกล้องแปลกๆ ในหนัง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ช่วยทำให้หนังตื่นเต้นมากขึ้น ซึ่งต้องยกความดีนี้ให้กับทีม CG ไปเต็มๆ ครับ

เรื่องราวต่างๆที่สมมุติขึ้นในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องเล่า เรื่องโม้ ไปตามประสาฮอลลีวู้ด ครับ แต่ได้รับการเล่า การถ่ายทอดที่น่าสนใจ น่าติดตามทั้งเรื่อง...จนทำให้เราเชื่อ ?เรื่องโม้? นี้ได้อย่างสนิทใจ

หนังเดินแบบฉับไว ไม่น่าเบื่อ มีสถานการณ์ให้ได้ลุ้นระทึกกันทั้งเรื่อง และเทบทเด่นๆ ผ่านตัวละครทั้งสามตัว ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ต่างบุคลิกกันไป อันได้แก่ เจมี่ ฟอกซ์ นักแสดงตลกที่เปลี่ยนบุคลิกจากแนวโปกฮามาเป็นชีวิตเข้มข้น หลังจากเล่นหนังของโอลิเวอร์ สโตนเรื่อง Any Given Sunday เป็นต้นมา และล่าสุดกับหนัง Drama อัตชีวประวัตินักดนตรี Jazz ตาบอดชื่อกระฉ่อน ใน Ray ก็ยิ่งส่งให้เขากลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวู้ด ได้อย่างสบายๆ แต่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้หยิบความสามารถอันนั้นของ ฟอกซ์ ออกมาใช้เลยแม้แต่น้อย... (ก็หนัง Action นี่นา) / จอช ลูคัส พระเอกหนุ่มจาก Sweet Home Alabama / และ เจสสิกา เบล สาวเซ้กซี่ร้อนแรง จาก Blade III

ในหนังฉากที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย อยู่สองสามฉาก (ข้อมูลจากค่ายหนังแจ้งมาว่า ผู้สร้างแบ่งเงินมา 1.5 ล้านเหรียญ หรือ 50 ล้านบาท เพื่อมาถ่ายทำฉากสำคัญ ในประเทศไทย) ซึ่งก็พอจะทำให้หนังน่าสนใจขึ้นมาบ้าง สำหรับคนดูหนังในบ้านเรา แม้มันจะเป็นฉากที่หลายๆคน ไม่ค่อยจะ Happy กับมันก็ตามที (ก็พ่อเล่นสมมุติ ว่า อำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงของพม่า แล้วก็เข้ามาทิ้งระเบิดซะอย่างนั้น) แต่หนังก็นำเสนอภาพสวยๆ ของสถานที่ท่องเทียวในบ้านเรา ให้คนดูในประเทศอื่นๆ ได้เห็น ถือเป็นการประชาสัมพันธ์บ้านเรา เมืองเราในอีกทางหนึ่ง แถมยังมีฉากตัวเอกในเรื่องจู๋จี๋กับสาวไทย กลางนา และลงท้ายด้วยกิจกรรมที่?คุณก็รู้ว่าคืออะไร? ณ กระท่อมปลายนาเขียวขจี (ถ้าคิดมากนิดนึง เราอาจจะไม่ชอบใจนัก ที่ฉากนี้ส่งเสริมแนวคิด ว่า ?ผู้หญิงไทย ใจง่ายกับฝรั่งเสมอ? เซ็งครับ)


มันกันไม่หยุดหายใจ ลุ้นกับแบบนี้ จึงยกเป็นหนัง Action น่าดู สำหรับ Weekend นี้จริงๆ ครับ (หนัง Action ไม่ต้องคิดมาก ดูเพลินๆ สะใจ เท่านั้นเป็นพอ)





ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 03 ก.ย.48 เวลา 14:12
 ความคิดเห็นที่  167



แถมรูปสวย ๆ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 03 ก.ย.48 เวลา 14:13
 ความคิดเห็นที่  168



อีก

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 03 ก.ย.48 เวลา 14:15
 ความคิดเห็นที่  169




ตลกหน้าเหลี่ยมดั้งหักกับมาอีกแล้ว กับ แหยม ยโสธร เรื่องราวรักข้ามฐานะของคนชนบทระดับรากหญ้า สำหรับเรื่องนี้ ตลกหน้าเหลี่ยมประกาศว่า ถ้าไม่ฮามากระทืบผมได้เลย ...... ถ้าเจอตัวผมนะ !!! เล่นรับประกันคุณภาพความฮาซะขนาดนี้ ไม่ลองไปพิสูจน์ก้อไม่รู้สิครับท่านผู้ชม แถมคราวนี้ไมได้มาคนเดียวด้วย เล่นขนมาทั้งบ้าน ทั้งหลานที่แสนซื่อ ทั้งเอาคนเลี้ยงหมาที่บ้านมาร้องเพลงประกอบ ไหนจะเอาน้องสาวมาประชันฝีปาก อะไรมันจะเกิดขึ้น อันนี้ก้อต้องไปตีตั๋วดูที่โรงกันเอาละกันครับ ..................

แหยม ยโสธรเล่าเรื่องแบบธรรมดาโดนบทหนังที่ธรรมดาๆแสนจะจืดชืดเหมือนเรากำลังนั่งดู ละครทางโทรทัศน์แบบ มนต์รักลูกทุ่ง ภาพแปลงนา ฝูงควาย หรือ ลูกน้องลูกชายกำนัน ถูกจับมาอยู่ใน แหยม ยโสธร ผ่านตัวละคร อย่าง แหยม (หม่ำ จ๊กม๊ก) ตัวละครที่แสนจะเกลียดชัง เจ้ย (เจเนต เขียว) สาวใช้ที่สุดแสนจะสวยเหลือน้อยที่คอยมาดูแล สร้อย (เยาวลักษณ์ ตุ้มบุญ) ยามที่สร้อยมาจู๋จี้กับ ทอง (ชัยพันธ์ นินกง) แถมไหนจะขนมาทั้ง คุณนายดอกท้อ (แวว จ๊กม๊ก) เรื่องวุ่นๆมันเลยเกิดที่ยโสธร สำหรับ แหยม ยโสธร ในด้านพล็อตเรื่องนี้ธรรมดาแสนจะธรรมดามากๆ แต่ถ้าจะให้พูดถึงจุดเด่นของหนังก้อขอพูดตามตรงว่ามีเด่นแค่ 2 จุดเท่านั้นเลยครับ แต่แค่ 2 จุดนั้นละที่ทำให้หนังมันดูแล้วสนุกขึ้นเป็นหนังขึ้นมาได้ ส่วนประกอบเรื่องเลย ต้องยกให้ จุดเด่นของตัวละคร ตัวละครของ แหยม ยโสธร แต่ละตัวนั้นค่อนข้างที่จะมีเอกลักษณ์ในแบบของมันเอง โดยเฉพาะ ตัวละครของ คุณนายดอกท้อ แหม บทมันช่างบรรเจิดอะไรขนาดนี้นะ ส่วนต่อไปที่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังก็คือ มุข ตัวของหม่ำเองเป็นคนที่เล่นมุขสดได้เก่งอยู่แล้ว ใครๆก้อยอมรับ ซึ่งจุดนี้หม่ำสามารถจับเอาความสามารถในการเล่นมุขสดของเค้ามาใช้กับหนังได้ดีทีเดียว ประมาณว่า เล่นมุขทุกฉากฮามันทุกฉาก แบบที่คาดไม่คิด โดยเฉพาะ มุข สเปริม๋ไร้คุณค่า เป็นต้น ออ แถมนิดนึงนะครับ เรื่องนี้มีซึ้งแบบฮาๆแบบในเฉิ่มด้วยนะครับผม ......................

ผมอยากให้คนที่คิดจะดูหนังหรือดูหนังเรื่องนี้มองที่ ความสนุกของหนังเรื่องนี้ดีกว่านะครับ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดีแน่ๆ คนที่จะไปดูไม่ควรจะคิดถึงสาระมันมาก เพราะหนังมันกะจะขายแค่ ฮา+สนุก เท่านั้นเอง ถ้าคุณยอมรับเหตุผลที่จะดูได้ ผมว่าคนที่อยากจะดูหรือคิดจะดู คุณรีบไปตีตั๋วชมได้เลยครับ ถ้าไม่ฮานี้นอกจากหม่ำจะรับประกันว่า ถ้าไม่ฮามากระทืบผมได้เลย !!! ถ้าเจอตัว ผมก้อขอเป็นแนวร่วมอีกคนละกันครับ ว่า ถ้าไม่ฮามากระทืบผมได้เลย !!! ถ้าเจอตัวผมเหมือนกันนะ หึหึ

ปล.ถ้าคุณดู หลวงพี่เท่ง หรือพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า แล้วยังสามารถ " ฮา " ออกมาได้ รับรองเรื่องนี้คุณได้ฮาแบบ อุจะราดบานสะพรั่งแน่ๆครับ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.47.103.74   ตอบเมื่อ 09 ก.ย.48 เวลา 15:25
 ความคิดเห็นที่  170




.........................แนวหนัง แฟนตาซี + ตลก

แม้งานจะเยอะนะครับช่วงนี้ แต่ผมก็ต้องดูเรื่องนี้ให้ได้ครับผม เพราะพี่ Tim Burton ของผมแกลงมือกำกับเอง และแนวหนังมันก็แนวแกชัดๆ อ้ะ แฟนตาซีแบบโรคจิตหยั่งเงี้ย

แต่ยอมรับประการหนึ่งว่าความอยากดูมันลดลงไปบ้าง เพราะมันจะฉายตั้งแต่ส.ค. ไงครับ แล้วดันโดนต้มยำกุ้งถีบมาซะกันยาแบบเนี้ย เอาเหอะ อย่างน้อยก็ได้ดูแล้วน่ะน่า

หนังสร้างจากหนังสือของ Roald Dahl นะครับ เรื่องของชาร์ลี บัคเก็ต (Freddie Highmore) หนุ่มน้อยผู้ยากจน ที่โชคดีได้ตั๋วทองคำจากช็อคโกแล็ตของวิลลี่ วองก้า (Johnny Depp) และรางวัลของผู้ที่ได้ตั๋วคือ จะได้ทัวร์ในโรงงานช็อคโกแลตอันใหญ่โตของวิลลี่หนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งนอกจากเขาแล้วยังมีเด็กอีก 4 คนร่วมขบวนผจญภัยไปกับเขาด้วยครับ ได้แก่ ออกัสตัส กลู๊ป (Philip Wiegratz) เด็กที่เกิดมาเพื่อกินๆๆๆ, ไวโอเลต (Annasophia Robb) เด็กจอมเคี้ยวที่ชอบวีนแตกทุกวินาที, ไมค์ ทีวี (Jordan Fry) เด็กจอมก้าวร้าวที่ติดเกมและทีวีเป็นบ้าเป็นหลัง และ เวรูก้า ซอลท์ (Julia Winter) เด็กรวยเอาใจ

ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้มีแต่ที่ Tim เท่านั้นครับที่ทำออกมาได้ขนาดเนี้ย แนวแฟนตาซีที่ผสมจินตนาการแบบแปลกๆ ลงไป และผลที่ได้ออกมาต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ ตัวหนังอลังการงานสร้างสุดๆ ไอ้พวกฉากต่างๆ นี่ถึงเครื่องมากๆ ครับ ดูมันเป็นโลกแห่งจินตนาการจริงๆ แล้วภายในโรงงานนั้นก็มีหลายห้องด้วยครับ แต่ละห้องก็น่าสนใจทั้งสิ้น และผมว่าทีมงานเขาวาดภาพได้ถึงเครื่องด้วยล่ะ อารมณ์มันเลยค่อนข้างไป นึกออกมั้ยครับบางทีหนังแนวนี้มันจะต้องมีฉากแฟนตาซี แต่หากคนทำมือไม่ถึงเนี่ย ผลที่ได้มันย่อมไม่กลมกล่อมอย่างที่ควรจะเป็น คนดูก็จะแหม่งๆได้ แต่กับเรื่องนี้ ไหลลื่นตลอดครับ

ส่วนที่เจ๋งที่สุดต้องยกให้กับ Depp ครับ พี่แกเป็นวิลลี่ได้บ้ามากๆ เอาแค่เฉพาะตอนแกเดินไปหัวเราะในลำคอไปนี่ก็สุดๆ แล้วอ้ะ จะว่าต๊องก็ไม่ใช่ เรียกว่าประหลาดคงเหมาะกว่าน่ะครับ แล้วคิดดูพี่แกเดินลัลล้าๆ ทั้งเรื่องอ้ะ ดูน่ารักน่าถีบดีเหลือเกินจริงๆ นอกจากพี่แกแล้วผมก็นึกคนอื่นไม่ออกน่ะครับ จริงๆ แล้วน่ะฮะ ก่อน Depp จะเข้ามาแสดงนั้น ก็มีรายชื่อดารามาเป็นตัวเลือกเพียบ Steve Martin, Robin Williams, Christopher Walken, Nicolas Cage, Will Smith, Brad Pitt, Michael Keaton,Jim Carrey และ Adam Sandler แต่ก็ไม่น่าจะมีใครทำได้ดีขนาดนี้น่ะครับ (แม้แต่พี่ Jim ก็เหอะ ลูกบ้าพี่แกเยอะ ผมไม่เถียงครับ แต่มันเพี้ยนคนละสไตล์น่ะ เหมือนกันถ้าจะให้พี่ Depp ไปเล่น The Mask หรือ Bruce Almighty มันก็ไม่น่าจะเข้าน่ะฮะ)

สำหรับดาราเด็ก Highmore ที่มาเล่นเป็นชาร์ลีนั้น เขาก็ทำได้น่าประทับใจไม่น้อยครับ แต่บทอาจไม่มากเท่าไหร่ เพราะความเด่นช่วงต้นๆ นั้นโดนเด็กแสบอีก 4 ตัวแย่งไปหมดเลย อืมม์ พอพูดถึงเด็กแสบพวกนี้ก็ต้องชมกันหน่อยล่ะครับ เด็ก 4 ตัวนี่สุดยอดขโมยซีนเลยล่ะ โดยเฉพาะ Annasophia Robb ที่เล่นเป็นไวโอเล็ตนี่โคตรกวนโอ๊ยนะครับ จริงๆ แค่ดูพี่ Depp แกคนเดียวก็คุ้มแล้วนะฮะ แล้วพวกเข้าไปด้วยฝีมือเด็กกลุ่มนี้อีกยิ่งคุ้มไปกันใหญ่ ยอมรับว่าคัดเลือกตัวแสดงมาได้เยี่ยมจริงๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้ล่ะนะฮะ ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้อยู่แล้วล่ะ ทั้งส่วนนักแสดง ส่วนฉากก็ดีหมด ยิ่งไอ้ตอนเรือล่องแม่น้ำช็อคโกแลตนั่นทำได้น่าทึ่งทีเดียวล่ะฮะ อ้อ อีกคนที่ลืมไม่ได้คือ Deep Roy ครับ เขารับบทเป็นอุมป้าลูมป้า ชาวป่าที่เป็นคนงานของโรงงานแห่งนี้ ซึ่งพี่แกคนเดียวเล่นเป็นชาวเผ่านับร้อยอ้ะคับคิดดู คืองี้ครับ พวกอุมป้านี่คือเผ่าๆ หนึ่งที่วิลลี่ไปจ้างมาให้ทำงานใช่มั้ยฮะ แต่ชาวเผ่านี้หน้าตาเหมือนกันหมด กล่าวคือดาราคนเดียวต้องมาแสดงเป็นชาวเผ่าทั้งหมดอ้ะ ตอนถ่ายทำพี่แกก็ต้องมานั่งทำท่าซ้ำๆ ให้ทีมงานถ่ายไปแมตช์ภาพด้วย และพี่แกก็ยังเป็นสีสันชั้นดีอีกด้วยนะครับ (แต่เพื่อนผมบอกน่ากลัวชิบเผง คนหน้าเหมือนกันมาเต้นรำให้ดูแบบเนี้ย 555)

เพลง อ้า ใช่ คนทำดนตรีก็หนีไม่พ้น Danny Elfman คู่บุญมาแต่ไหนแต่ไรของพี่ Tim นี่แหละฮะ งานนี้ก็คงเดิมฝีมือดีไม่มีตก เอาแค่เพลงตอนเริ่มต้นนั่นก็แสดงถึงความเป็นพี่ Tim บวกพี่ Danny ได้แล้วล่ะฮะ ถ้าสองคนนี้มาเจอกันล่ะก็ แนวเพลงมันจะผสมผสานระหว่างสไตล์เพลงแบบสวนสนุก บวกเข้ากับสไตล์เพลงหนังผีสยองๆ อ้ะคับ แนวมันจะหลอนๆ นิดๆ (ประเภทมีเสียง ฮือฮาฮ้าฮ้า) คิดดูโรคจิตขนาดไหน เอาสองแนวมาบวกกันแล้วดันไปกันได้อีกต่างหาก และไอ้ที่ไปกันได้นี่คือไปกันได้ในหนังเด็กนะครับ โอ้พี่ แน่เกินไปแล้ว

นี่เป็นหนังของพี่ Tim โดยพี่ Tim เพื่อพี่ Tim ตามเคยครับ เพราะพล็อตเรื่องส่วนที่เป็นอดีตของวิลลี่ วองก้า (ที่เขามีเรื่องกับพ่อในตอนเด็กๆ น่ะครับ) จริงๆ แล้วแต่ละฉากและรายละเอียดแต่ละอย่างที่พ่อลูกในเรื่องขัดแย้งกันนั้น เอามาจากประวัติชีวิตจริงๆ ของพี่ Tim แกทั้งสิ้นครับ

หนังสนุกดีนะครับ เพลงก็เจ๋งดี (ไปๆ มาๆ เป็นหนังเพลงไปเลยครับ) ฉากก็สวยงามไม่เลว และเนื้อหาก็โดนเอามากๆ ไอ้ตรงเด็กแสบ 4 ตัวนี่แหละครับ ซึ่งผมชอบนะ คือเด็ก 4 ตัวนี่ถือเป็นตัวอย่างเด็กนิสัยเสียที่มีอยู่จริงๆ ในโลกเราเนี่ยครับ อย่างออกัสตัสก็เอาแต่กินๆ วันๆ ไม่ทำบ้าอะไร ซึ่งก็ไม่เถียงน่ะครับว่าเด็กเป็นวัยกำลังกินกำลังนอน แต่มันก็ต้องมีลิมิตมีออกกำลังอะไรบ้าง แต่นี่คุณแม่ก็ให้กินแหลกราญเลยก็ไม่ไหวล่ะครับ, ส่วนไมค์ก็เล่นแต่เกม ไม่สนใจสิ่งรอบข้างหรืออะไรทั้งนั้น ซึ่งเกมโอเคครับมันเป็นทางออกที่ดีเมื่อเราเครียด เป็นการพักผ่อนอย่างนึงแม้แต่เกมยิงกันฆ่ากันรุนแรงก็เถอะ แต่มันก็ช่วยปลดปล่อยโทสะในตัวเราออกไปได้บ้าง (ดีกว่าไปไล่ต่อยใครล่ะจริงมั้นล่ะครับ) ไอ้เล่นบ้างพักบ้างน่ะโอเค แต่ไอ้ที่เล่นทั้งวันทั้งคืน หนังสือไม่เรียน งานการไม่ทำ เพื่อนฝูงพ่อแม่ก็ไม่สนใจเลยเนี่ยมันก็มากไปหน่อยน่ะนะครับ เพราะแม้เกมจะให้อะไรเราหลายอย่าง แต่ชีวิตจริงๆ มันก็มีสิ่งให้ค้นหาไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ถ้าจะให้ดีมันต้องแบ่งเวลาล่ะครับ เกมบ้าง เรียนบ้าง ชีวิตบ้าง ให้มันสมดุลน่ะ

ต่อมาคือเจ๊เวรูก้าครับ เด็กรวยที่โดนพ่อแม่ตามใจจนเหลิงจะเอาทุกอย่าง แบบนี้ก็อันตรายหาน้อยไม่ล่ะครับ เพราะคนเรามีใครที่ไหนล่ะที่ได้ทุกอย่างดั่งใจหมาย ตอนเด็กน่ะอาจจะได้ แต่พอโตขึ้นมันก็ต้องมีพลาดกันอยู่ดีน่ะแหละ หากมัวแต่เลี้ยงเขาอย่างตามใจแล้วเขาจะรับกับความผิดหวังได้อย่างไร อีกทั้งนิสัยประเภท ?จะเอาจะเอา? นั้น มันก็ไม่น่ารักเลยนะครับ ถ้าเอาแต่พองามล่ะก็พอไหว แต่ถ้าเป็นอย่างเจ๊เวรูก้าในเรื่องล่ะก็ปวดหัวตายเลยและสุดท้ายเจ๊ไวโอเล็ตที่จ้องแต่จะเอาชนะและเชื่อว่าตนเก่งที่สุดตลอดกาล สัมมาคารวะหาไม่เจอ เฮ่อ ดูแล้วคิดได้สั้นๆ ว่าขออย่าให้ลูกเรา (ถ้ามี) เป็นแบบนี้เลย (อันนี้ต้องดูด้วยแหละว่าเราเลี้ยงดูเขาดีหรือไม่อย่างไร)

เนี่ยอะ ส่วนต่างๆ ดีหมด แต่ผมว่าหนังมันมาง่ายไปหน่อยในตอนท้าย ที่ปมระหว่างวิลลี่กับพ่อแก้ได้แบบง่ายๆ มากๆ ผมก็เสียดายครับเพราะมันน่าจะใส่ความประทับใจลงมามากกว่านี้ เหมือนกับเดินเรื่องมาได้ดีแต่มาเสียเอาตอนท้ายนี่เองแหละฮะ

สรุปเลยนะครับ ว่าแฟนพี่ Tim คงไม่ผิดหวังน่ะ คนชอบหนังสไตล์แปลกๆ แบบนี้ไม่น่าพลาดครับทำออกมาได้สนุกดีมากๆ เป็นแนวผจญภัยแฟนตาซีแบบเด็กๆ น่ะครับ แค่ดูพี่ Depp ก็คุ้มแล้วล่ะน่ะ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 11 ก.ย.48 เวลา 15:26
 ความคิดเห็นที่  171




เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องตระกูล grim ในช่วงปี 17xx ช่วงเวลาที่เยอรมันตกอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศส สองพี่น้องก็ได้ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อกำจัดภูติผีปิศาจ จนมีชื่อเสียงโด่งดังขจรกระจายไปไกล หากแต่การกำจัดผีของพวกเขา มันเป็นเทคนิคกลลวงแทนที่จะเป็นของจริง?

นายพลฝรั่งเศสจับแผนการของพวกเขาได้ และยื่นข้อเสนอให้สองพี่น้องเลือกที่จะตาย หรือว่าจะไปจัดการเหตุการณ์ประหลาดในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเด็กผู้หญิงหายตัวไปหลายคนอย่างต่อเนื่อง โดยนายพลฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี แต่เมื่อพวกเขาไปถึงกลับพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่า?

เรื่องเรื่องดำเนินไปได้น่าสนใจและน่าตื่นเต้น มีการแทรกสอดนิยายต่างๆได้อย่างค่อนข้างลงตัว และน่าติดตาม ทั้ง snowwhite, hansel & gretel, werewolf, cinderella, rapunzel, sleeping beauty (เจ้าหญิงนิทรา), little red riding hood (หนูน้อยหมวกแดง), frog prince (เจ้าชายกบ) เป็นการรวมเรื่องจริงเข้ากับนิยายได้อย่างน่ารื่นรมณ์ นั่งๆดูไปก็ เอ๊ะ นี่มันมาจากเรื่องนั้น อ๊ะ อันนั้นมาจากเรื่องนี้ ชอบๆ

สรุปว่าชอบค่อนข้างมากครับสำหรับเรื่องนี้ ปกติก็ชอบเรื่องเกี่ยวกับเทพนิยายแบบนี้อยู่แล้วด้วย

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.47.104.113   ตอบเมื่อ 16 ก.ย.48 เวลา 16:29
 ความคิดเห็นที่  172




skeleton คุณแม่สุดสวยกลับมาแล้ว.......



เคต ฮัดสัน กลับมารับบทบาทที่ต้องพลิกผันตัวเองอีกแล้ว จากบทบาท ของน้าสาวที่ต้องรับเลี้ยงหลานๆ หรือการกิ๊กหนุ่มภายใน 10 วัน เคต ฮัดสัน กลับมาในบทบาทของ แคโรลีน เอลลิส พยายาบาลสาวแสนสวย ผู้อยากรู้อยากเห็น เธอมีหน้าที่ที่ต้องไปดูแล สองสามีภรรยาชาวใต้ขนานแท้อย่าง ไวโอเล็ต จีน่า โรว์แลนด์ส และ เบ็น เดอเวอโรวซ์ จอห์น เฮิร์ต เหตุการณ์น่าสะพรึ่งกลัว จะเป็นอย่างไร เจอกันที่โรงภาพยนตร์ได้กับ The Skeleton key



The Skeleton key พูดถึงเรื่องของคนผิวสี คู่นึงที่โดนฆาตกรรมตายภายในห้องหลังนึงของคฤหาสน์ที่ นางเอก เราต้องไปรับ จ็อบ เป็นคนดูแล ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นของ นางเอก เรานั้น เธอจะพาเราไปสัมผัสถึงความน่ากลัว ของ มนต์ดำ พิธีกรรม และ ผีสางเทวดา The Skeleton key ค่อยข้างจะใช้การดำเนินเรื่อง โดยขึ้นอยู่กับความอยากรู้อยากเห้นของ ตัวละคร ของ The Skeleton key ที่ต้องการจะทราบว่าภายในห้องที่ปิดตายห้องนั้น มีอะไรอยู่ในห้องนั้น !! พูดถึงการดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ จัดได้ว่า น่ากลัว และคุมอารมณ์หนังได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สะดุด เลยก้อว่าได้ เปรียบดั่งกับคนดูเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ก้อว่าอย่างนั้นได้ ส่วนนี้ขอชมหนังเลย ว่า เจ๋งมากๆ อีกทั้งพล็อตหนังเรื่องนี้ ก้อเจ๋งเป๋งไม่แพ้กัน เรียกว่า หักมุม ได้แบบ จ๊าบ ครับ เคต ฮัดสัน สื่อภาพออกมาได้น่ากลัว และ อยากรู้อยากเห็นได้ดีที่เดียว อีกทั้งยังมี จีน่า โรว์แลนด์ส มาช่วยเสริมแรงกระตุ้นตัวละครของ เคต ฮัดสัน อีกด้วย ...........

หนังเรื่องนี้ไม่อยากจะเขียนถึงมันเยอะซักเท่าไรนัก เพราะว่า มันอ่านจะกระทบไปถึงเนื้อหาของหนังที่ห้ามพูดถึง เด๋วจะทำให้คนที่ไปดูเสียฟิวส์อย่างแรงในการชมเรื่องนี้ซะมากกว่านะครับ แต่ขอบอกไว้เลยนะครับ เรื่องนี้ เด็ด กว่า โรงงานช็อคโกแล็ต แน่นอน เหมือนเอามาเปรียบกัน เสียดายหนังเรื่องนี้ดันต้องมาเป้นเหมือนลูกเมียน้อยให้โรงงานช็อคโกแล็ต

จุดเสียของหนังเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่ตอนจบ เท่านั้นละครับ ที่อาจจะไม่ถูกใจคนบ้างคน


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 18 ก.ย.48 เวลา 08:21
 ความคิดเห็นที่  173




ที่บอกว่าเป็นหนังดีเรื่องที่ 2 ก็เพราะเรื่องแรกที่ได้ใจไปของปีนี้คือ "มหา'ลัย เหมืองแร่" นั่นเอง

ในที่สุดก็ได้ไปชมแล้ว กับภาพยนตร์ที่รอมานานเหมือนกันอย่างเพื่อนสนิท
หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก หนังสือ กล่องไปรษณีย์สีแดง ของคุณ อภิชาติ เพชรลีลา ที่ในหนังสือดูเหมือนจะเป็นสารคดีท่องเที่ยวเชิงนิยายเกี่ยวกับการเดินทางโดยผ่านตัว
ละครหลักคือ ไข่ย้อย หนุ่มวิจิตรศิลป์ มช.ที่เขียนเล่าเรื่องการเดินทางและประสบการณ์ รวมถึงมิตรภาพและความสัมพันธ๊กับผู้คนที่เขาได้ไปพบและสัมผัส ณ ช่วงเวลานั้น ผ่านออกมาเป็นตัวอีกษร ใส่ซองติดแสตมป์ส่งผ่านตู้ไปรษณีย์สีแดง แทนการติดต่อสื่อสารแบบไฮเทคที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

และหนังสือเล่มนี้ก็สร้างความประทับใจให้กับ เอส คมกฤษ ตรีวิมล จนต้องนำมาดัดแปลงให้กลายมาเป็นภาพยนตร์ของเขาในที่สุด เห็นเขาเล่าให้ฟังว่าเตรียมงานอยู่ร่วม 1 ปีเต็มกว่าจะมาเป็นหนังเรื่องนี้ให้เราชมกัน การคัดเลือกตัวดารา ก็ได้ดารา หน้าใหม่ 3 คนที่เล่นได้ดีมาก สมบทบาทจริงๆเลย ถึงแม้ว่าน้องนุ่นคนที่รับบทเป็น ดากานดา (ตัวจริงเป็นเด็กวิดวะ มช. เหมือนกัน) เธอจะเล่นแข็งๆไปบ้างในบางฉาก ยังทำหน้าไม่ได้อารมณ์ไปบ้างแต่ โดยภาพรวมแล้วก็ถือว่าสอบผ่านไปเลย สำหรับเรื่องแรกของเธอ ส่วนนายซันนี่ ที่ตัวจริงเมื่อวานนี้ดูเป็นคนขี้อายมากๆ เมื่อดูในหนังแล้ว ยอมรับว่าหนุ่มคนนี้เล่นได้ดีมาก มีอนาคตไกลเลยล่ะ อีกทั้งน้องเอ๋ คนที่รับบทเป็นพยาบาลสาว ชื่อนุ้ย ก็เล่นได้เป็นธรรมชาติมากๆ ชอบรอยยิ้มพิมพ์ใจของเธอที่ปรากฎอยู่แทบทั้งเรื่องจริงๆ น่ารักมากเลย

ส่วนของบทภาพยนตร์นั้น มีการถ่ายทอดสลับภาพระหว่าง สมัยที่ไข่ย้อยยังเป็นนักศึกษากับปัจจุบัน ได้อย่างดี ดูแล้วอบอุ่น ไม่มีติดขัดเลย ถ้าใครเป็นเด็กมอชอเก่าเราว่าคงจะต้องอินมากขึ้นแน่นอน เพราะหนังจำลองเอาบรรยากาศการรับน้อง ตลอดจนฉากภาพชีวิตของเด็กวิจิตรศิลป์ได้อย่างลงตัวเลยล่ะ แถมยังเรียกเสียงฮาได้จาก ตัวประกอบทั้งหลาย โดยเฉพาะคุณโอปอ (ที่เล่นเป็น จิ๋มดำ จากแจ๋ว) เธอขโมยซีนได้เยี่ยยมมาก ทุกครั้งที่มีเธอปรากฎอยู่ในฉาก จะเรียกเสียงฮาจากคนดูได้ตลอดเลย

นอกจากเสียงฮาแล้ว ยังมีการแอบลุ้นในใจเล็กๆ ว่า สรุปแล้วพระเอกของเราจะเลือกใคร อะไรยังไง เพราะหนังก็ให้น้ำหนักของตัวละครหญิง ทั้ง 2 คน มีความสำคัญเท่าเทียมกัน จนทำให้คิดกันไปต่างๆนานา แต่สุดท้ายแล้ว บทจบก็สรุปได้โอเคกว่าที่เราคิดไว้ (ถึงแม้ว่าจะออกแนวเอาใจคนดูไปบ้างเหมือนกันนะ ต้องไปดูกันเอาเอง)

หนังเรื่องนี้ได้น้ำตาจากเราไปหลายแหมะ ด้วยความซึ้งใจในช่วงหลังๆ จนถึงตอนจบเหมือนกัน ถึงช่วงแรกๆจะฮาไปกับบทพูดทั้งพูดใต้ พูดเหนือกันตลอด แต่พอครึ่งหลังก็จี๊ดจนน้ำตาร่วง โดยเฉพาะฉากบอกรักของพระเอกของเรา ได้ใจไปเลย เต็มๆ (แถมด้วยฉากตอนจบที่พระเอกส่งของไปให้ดากานดาอีก โอย น้ำตาร่วงอีกหนึ่งระลอก )

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน หรือคนที่อ่านแล้วแต่อยากลุ้นว่า เรื่องรักๆของไข่ย้อยจะในแบบของเอส คมกฤษ จะออกมาในรูปแบบไหน อย่างที่ ผกก.เค้าบอกว่า หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังของคนใกล้ชิดกันแอบรักกัน ความหมายระหว่างคำว่าเพื่อนรัก และ รักเพื่อน คืออะไร คุณต้องไปดูเรื่องนี้เลย บางทีอาจทำให้แอบย้อนคิดไปถึงเรื่องของตัวเองก็เป็นได้นะ เราก็ว่าจะ ชวน "เพื่อนสนิท" ไปดูอีกรอบนึงเหมือนกัน 555


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 02 ต.ค.48 เวลา 11:40
 ความคิดเห็นที่  174



แนวหนัง ระทึกขวัญ

มาแล้วครับ งานกำกับชิ้นล่าสุดของผู้กำกับที่ถือว่าเป็นแถวหน้าสำหรับแนวสยองหรือระทึกขวัญน่ะนะฮะ ซึ่งพี่แกก็เข้าข่ายผีเข้าผีออกอยู่บ่อยๆ ไอ้ยุค A Nightmare On Elm Street นี่ถือเป็นขาขึ้นครับ ทำอะไรมาก็เจ๋ง แต่หลังจากนั้นก็สาละวันเตี้ยลงจนกลับมาเกิดได้อีกทีจาก Scream 3 ภาคนั่นแหละ แล้วอีก 3 ปีต่อมาพี่แกก็มาวืดอีกรอบจาก Cursed (ฮื่อๆๆๆ)

ดังนั้นไม่ต้องบอกครับว่างวดนี้ผมจะลุ้นกับลุงแกแค่ไหน เพราะคนมันเคยคุ้นกันมาครับ เป็นแฟนหนังลุงแกมาตั้งนาน ก็อยากจะให้มันออกมาดีล่ะครับ (อีกนัยหนึ่งก็เพราะสงสารตังค์ในกระเป๋าตัวเองด้วยล่ะครับ เพราะหมดไปกับแกหลายทีแล้ว เนี่ยฮะ มีพี่ Wes Craven กับ ปู่ John Carpenter นี่แหละที่ผมเอาใจช่วยมาจนถึงปัจจุบัน)

สำหรับเรื่องนี้ จะว่าไปแนวมันก็สไตล์ Nick of Time ที่พี่ Johnny Depp เคยเล่นไว้อ้ะนะครับ (เป็นบทที่ปกติที่สุดของเฮียแกด้วยล่ะผมว่า) แล้วก็คล้ายๆ กับพวก Cellular รวมไปถึงซีรี่ส์โคตรมันส์อย่าง 24 ด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ ลิซ่า ไรเซิร์ต (Rachel McAdams) นางเอกของเราซึ่งมีอาชีพเป็นผู้จัดการโรงแรมชื่อดังแถบไมอามี่กำลังจะกลับจากงานศพของญาติ เธอก็นั่งเครื่องบินกลับตามปกติ แล้วเธอก็ได้พบกับแจ๊คสัน ริปป์เนอร์ (Cillian Murphy) หนุ่มอารมณ์ดีที่เธอมาบังเอิญเจอ แล้วเขาก็มาโปรยเสน่ห์ใส่เธอจนทำให้เธออดชอบเขาไม่ได้ แต่หารู้ไม่ครับว่าพี่แจ๊คสันไม่ได้มีเจตนามาจีบเธอหรอก แต่เขาจะบังคับให้เธอร่วมมือในการลอบสังหารต่างหากเล่า และหากเธอปฏิเสธ พ่อของเธอ (Brian Cox) ก็จะโดนเก็บในทันที

แล้วลิซ่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร ก็ตามไปดูได้เลยครับ

เอาล่ะครับ แล้วเวลาที่ท่านรอคอยมาถึงแล้ว หนังเป็นอย่างไร

ก็บอกได้เลยครับว่า ออกมาดีเข้าขั้นคืนฟอร์มให้ลุง Wes อีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะ

แม้ตัวหนังมันจะเป็นแนวแบบที่เคยทำออกมาแล้วก็ตาม แต่ลุง Wes กับ Carl Ellsworth คนเขียนบทก็ยังสามารถทำมันออกมาในแบบของพวกเขาได้ คือเนื้อในมันก็ไม่ใหม่อะไรหรอกครับ เพียงแต่การเดินเรื่อง พลังดารา จังหวะสร้างความระทึกต่างๆ ในหนัง รวมไปถึงอารมณ์ขันร้ายๆ สไตล์ลุง Wes ก็ทำให้หนังออกมาได้อย่างน่าพอใจทีเดียวล่ะฮะ

จริงๆ แล้วนะครับ ตอนแรกบทนำเนี่ย เขาจะให้ Sean Penn กับ Robin Wright Penn มารับไป แต่ลุง Wes แกเห็นว่าการให้ดาราหนุ่มสาวมารับบทมันจะเข้าท่ากว่า อีกทั้ง 2 ดารานำในเรื่องนี้ก็จัดเป็นดารารุ่นใหม่แต่ขายฝีมือที่กำลังมาแรงด้วย แต่ถึงอย่างงั้นหน้าตาของพวกเขาทั้งสองก็ยังไม่ถือว่าคุ้นอะไรมากมายครับ ซึ่งส่วนมากหนังสไตล์เนี้ยถ้าจะให้มันส์ก็ต้องจับเอาดาราที่ไม่ดังนัก หรือดังระดับกลางๆ มาเข้าฉาก เพราะมันจะทำให้คนดูคล้อยตามได้ง่ายกว่า เนื่องมาจากจะไม่ติดกับภาพลักษณ์ดารานั่นเอง

ซึ่งทั้ง McAdams และ Murphy ก็แสดงออกมาได้เฉียบทั้งคู่ครับ McAdams เธอดูน่ารัก เป็นสาวมั่นที่แฝงอดีตบางอย่างไว้ แน่นอนครับพอเธอเจอแจ๊คสันขู่ครั้งแรกๆ เธอทำอะไรไม่ถูกนอกจากร้องไห้ ซึ่งโคตรจะน่าสงสารเลยอ้ะคับ เพราะเธอแสดงออกมาตรงๆ เลยว่าเธอหมดหวังแค่ไหน นั่งไปน้ำตาไหลพรากไป จะขยับก็กลัว จะขอให้ใครช่วยก็ไม่กล้า คนดูก็พลอยกดดันตามเธอไปด้วยล่ะครับว่าเธอจะเอาไงต่อดี เพราะแจ๊คสันดักทางเธอได้ตลอดเวลา ซึ่งส่วนนี้พี่ Murphy แกสุดยอดอยู่แล้วครับ ใครดู Batman Begins มาแล้วคงไม่ลืมกับฝีมือโคตรเยี่ยมในบทดร.โรคจิต โจนาธาน เครน มาเรื่องนี้ ช่วงต้นๆ เขาดูเป็นสุภาพบุรุษผู้น่ารักจริงๆ ครับ ท่าทางอ่อนโยนและแววตาก็จริงใจ ยิ่งตอนที่พี่ท่านมาจีบลิซ่าช่วงแรกๆ นี่แววตาแมร่งบอกเลยฮะว่ากล้าๆ กลัวๆ อยู่ สาวๆ เจอแบบนี้ก็ต้องอดประทับใจไม่ได้ล่ะฮะ

แต่ขอโทษครับ พอเปิดเผยตัวจริงเมื่อไหร่ วงแตกทันที ... ไอ้นี่แมร่งผีบ้าชัดๆ แววตาสุภาพชนโดนกระทืบตายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ครับ กลายเป็นวายร้ายแบบสุดขั้วไปเลย ยอดมากพี่!!!!!!!!

โทนหนังนั้นมันกดดันนะครับ แต่ไม่ถึงกับตายคาที่แบบ 24 แค่พอมาคุๆ (แต่ผมว่าคนขวัญอ่อนคงเกร็งนะครับ เช่น ยัยคนที่ไปดูกะผมเป็นต้น เห็นสะดุ้งเป็นระยะๆ) และหนังก็แค่ 85 นาทีเอง เดินเรื่องไว กระชับและน่าติดตาม ผมว่าช่วงต้นทำได้ดีมากครับ หนังมันบีบลิซ่ามากขึ้นๆ จนเธอหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ และแจ๊คสันเองก็ชะล่าใจ ดังนั้นพอมาตอนท้ายที่เธอหาทางเอาคืนบ้างมันจึงน่าเชื่อถือครับ จุดนี้ผมว่าเจ๋งอ้ะ เพราะสาเหตุที่เธอเอาคืนก็มาจากความกดดันนั่นเอง กับบางคนยิ่งกดดันมาก็ยิ่งอ่อนล้า แต่กับบางคนยิ่งไปกดเขามากๆ ลูกบ้าก็จะเริ่มมากขึ้นตามลำดับไปด้วย ช่วงท้ายก็ลุ้นกันไปล่ะครับว่ามันจะจบลงในแบบไหน

โดยรวมๆ แล้วผมว่าถ้าอยากดูหนังแนวระทึกก็ได้เลยครับ แต่นี่ไม่ใช่งานที่ดีที่สุดของลุง Wes หรอกนะฮะ ผมว่าพวก Scream มันเหนือกว่าอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ยังไงเรื่องนี้ก็จัดเป็นหนังเยี่ยมในอันดับต้นๆ ของลุงแกอยู่เหมือนกัน และที่ลืมไม่ได้คืองานดนตรีของ Marco Beltrami คอมโพเซอร์ลูกหม้อจากค่าย Miramax/Dimension ที่ฝีมือดีวันดีคืนครับ ให้อารมณ์กดดันได้อีกมากทีเดียวเชียว

อ้อ เกือบลืม อีกหนึ่งดาราที่ทำให้หนังฮาและลดความกดดันได้ไม่น้อยก็หนีไม่พ้นเจ๊ Jayma Mays ที่มาแสดงเป็นซินเธีย เพื่อนพนักงานโรงแรมของลิซ่านั่นแหละฮะ บุคลิกเจ๊แกเรียกเสียงฮาได้ทุกรอบ ขโมยซีนได้ทุกทีเลยล่ะฮะ ต้องชมครับ เพราะนี่เป็นงานแสดงจอเงินเรื่องแรกของเธอเลยนะครับ
ก็ ถ้าอยากดูหนังแนวระทึกขวัญนะครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่สวยงามไม่ใช่น้อย คุ้มน่ะผมว่า


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.6.224   ตอบเมื่อ 12 ต.ค.48 เวลา 11:13
 ความคิดเห็นที่  175


แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดนั้นก็คือ ความรักของเพื่อน ที่ไม่มีอะไรสำคัญเท่าและรักตลอดไป
ทำให้คิดถึงใครบางคนจับใจ ...


"ร่ำสุราเพียงเมามาย อักษรบางครั้งตาย บางครั้งวิปริต"


ผู้ส่ง Bigsu email url ip 210.86.221.248 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.48 - 20:51
---------------------------------------------------------------------------------------------

มึงแอบรักใครอยู่ว๊ะ ไอ้เพื่อนเกลอ

ผู้ส่ง  Mikee    email     url     ip  125.24.8.51   ตอบเมื่อ 14 ต.ค.48 เวลา 10:27
 ความคิดเห็นที่  176



แนวหนัง แอ๊คชั่น

นี่จัดเป็นหนังแอ๊คชั่นมีฟอร์มอยู่เหมือนกันนะครับ มี Paul Walker, Jessica Alba, Scott Caan นำแสดง แล้วก็ยังเป็นการร่วมทุนระหว่าง MGM กับ Columbia ด้วย (ส่วนมากถ้าหนังมันเล็กๆ เขาไม่ร่วมทุนกันให้เมื่อยตุ้มหรอกครับ) และแนวหนังมันก็น่าจะเป็นแอ๊คชั่นสไตล์ไล่ล่าขุมทรัพย์ทางน้ำแบบที่ไม่ค่อยมีมานานแล้วด้วย งานนี้น่าสนครับ

เจเร็ด (Paul Walker) คือนักล่าสมบัติทางน้ำที่ไม่ค่อยมีฐานะซักเท่าไหร่น่ะนะฮะ แต่เขาก็ยังรักมั่นกับ แซม (Jessica Alba) แฟนสาวแสนสวย แม้พวกเขาจะไม่ร่ำรวยแต่ก็มีความสุขดีครับ จนกระทั่ง ไบร์ซ (Scott Caan) เพื่อนทนายของเขาเดินทางมาเยี่ยมพร้อมด้วยแฟนสาว (Ashley Scott) เจเร็ดก็พาทัวร์ไปตามเรื่องล่ะครับ พาไปดำน้ำเล่น แล้วพวกเขาก็ไปพบกับจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นจุดที่เรือสมบัติลำหนึ่งมาอัปปางลง ซึ่งตามตำนานแล้ว เรือลำนี้มีทองเพียบไปหมดด้วยฮะ แต่เรื่องยังไม่จบเพราะแถวนั้นพวกเขายังไปพบกับเครื่องบินขนเฮโรอีนที่จมอยู่ด้วย ซึ่งไอ้สิ่งเหล่านี้นี่แหละครับที่จะนำมาซึ่งอันตรายและหายนะอีกสารพัดแบบ จากผู้ที่ต้องการมันเหมือนกัน

ไม่รู้ผมเคยบอกหรือยัง แต่ผมเป็นคนชอบหนังที่มีการลงไปผจญภัยใต้น้ำมากเลยนะครับ ประเภทดำลงไปเจอวิวทิวทัศน์ข้างใต้ ซึ่งผมว่าโลกใต้น้ำมันมีเสน่ห์ดึงดูดและมีความลี้ลับมากมายจริงๆ แต่ก็พอเข้าใจล่ะครับว่าหนังเรื่องนี้คงไม่ไ่ด้ไปมุ่งเน้นจินตนาการใต้ทะเลแน่ๆ มันจะไปขายแอ๊คชั่นแหละดารามากกว่าแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

จะว่าไปตัวหนังมันก็เป็นสไตล์เกรดบีแบบที่เราน่าจะคุ้นกันนะครับ เนื้อเรื่องประมาณพระเอกไปเจอของที่ไม่ควรเจอเข้า ต่อมาก็มีมาเฟียมาขู่ว่าถ้าลื้อไม่เอาของนั่นมาให้อั้ว ลื้อตาย พวกพระเอกก็ต้องทำตาม ก่อนที่จะต้องมีเหตุสุดวิสัยให้เรื่องมันไม่ง่ายอย่างที่คิด แล้วในที่สุดพวกมาเฟียก็จะมาตามล่าพระเอก พวกพระเอกก็ต้องสู้กับมัน ซึ่งกับเรื่องนี้ก็ตามนั้นเลยครับ เพียงแต่จะมีภาพสวยๆ ใต้น้ำและการบู๊กันใต้ทะเลมาเป็นแบคกราวน์เท่านั้นเอง

ดังนั้นหากจะว่ากันตรงๆ ตามที่ผมคิดนะครับ หนังก็ไม่มีอะไรใหม่ การเดินเรื่องมันตามสูตรแบบสุดๆ ลูกเล่นก็ไม่ค่อยมีครับ ดูไปพาลจะหลับด้วยบางทีอ้ะ แล้วหนังยังทะลึ่งยาวตั้งเกือบสองชั่วโมงด้วย ด้านดารานั้นผมว่าเขาก็ทำได้ดีตามหน้าที่แหละครับ เพียงแต่บทมันไม่ได้น่าสนใจ มันตามสูตรเลยนี่ครับ ดูๆ ก็แทบจะไม่มีความลึกเท่าไหร่ด้วย Walker กับ Alba ก็มาสวยมาหล่อเป็นหลักอย่างเดียว (แต่ไม่เถียงครับว่าสวยจริงๆ โอ้ Alba ครับ Alba ไม่บีกินี่ก็สายเดี่ยวทั้งเรื่อง โอ้ แม่เจ้า ... ผมก็ผู้ชายนะครับ)



ดาราอีกรายที่แสดงดี แต่น่าหงุดหงิดไม่น้อยคือ Caan ครับ คือพี่แกนี่ติดภาพลักษณ์กวนส้นตรีนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว บทแบบนี้ต้องยกให้พี่แกเขา แต่เผอิญครับ เผอิญว่าบทกำหนดให้พี่แกเป็นทนายมือดี แต่ขอโทษทีพี่แกนี่ตัวแส่หาเรื่องอ้ะครับ โอเค เรื่องโลภผมพอเข้าใจ ไอ้ทนายจากนิวยอร์คนี่ชอบเห็นเงินเป็นพระเจ้าทุกคน แต่ไอ้ความโง่นี่สิที่ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่ อย่างมีฉากนึง พี่แกจะไปติดต่อกับผู้ร้ายในการค้าขายเฮโรอีน แต่พี่แกไม่มีการเตรียมทางหนีอะไรเลยครับ ทั้งๆ ที่ช่วงกลางเรื่องพี่แกเพิ่งไปต่อยกะมันมาเนี่ยนะ แล้วจู่ๆ ก็ให้แฟนเดินเข้าไปขาย แล้วตัวเองก็นั่งทำบ้าอะไรที่รถไม่รู้ และรถก็ไปจอดตรงหน้าบาร์ของผู้ร้ายมันเลยนะครับ ... นี่เอ็งจะบ้าเรอะ เอ็งมาติดต่อค้าของแบบนี้ไม่มีซ่อนไม่มีหลบ ไม่มีชั้นเชิง แล้วมันจะรอดได้ไงฟะ

แล้วบทหนังเจือกบอกว่าไอ้นี่เป็นทนายที่มีความสามารถ ... ความสามารถพี่มีแค่เนี้ยอ้ะนะครับ

ผมอาจจะเรื่องมากไปเองน่ะครับ แต่มันหงุดหงิดอ้ะ แล้วเรื่องที่เกิดนี่เพราะมันเป็นตัวหลักเลยนะครับ ถ้ามันไม่มาเยี่ยมพระเอกเรื่องคงไม่บานปลายขนาดนี้หรอก

เนี่ยครับ นอกนั้นผมว่าหนังก็ไม่ได้มีอะไรเท่าไหร่ การเดินเรื่องสามัญ ฉากแอ๊คชั่นก็ดาษๆ จะมีที่เข้าท่าบ้างก็ช่วงท้ายที่ต้องเผด็จศึกกับคนร้ายนั่นแหละฮะที่พอจะน่าดูบ้าง (และโหดน่าดูเลยครับ ฉากฆ่ากันน่ะ) แต่ที่ผมเห็นว่าโอเคคือการถ่ายภาพใต้น้ำ พวกฉากที่ไปดำน้ำเล่นแล้วมีถ่ายวิวมันก็ดีครับ สวยดี แต่ถ้าถอดเรื่องแากใต้น้ำออกหนังก็แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึงเลยล่ะครับ

ก็ขอว่ากันตรงๆ น่ะครับ ผมมันแบบนี้อยู่แล้ว ก็ถ้าจะให้ฟันธง ผมว่ารอดูตอนออกแผ่นก็ไม่เสียหลายน่ะครับ ยกเว้นท่านจะชอบดารานำก็เป็นอีกเรื่อง

... ไม่รู้ทำไม ดูแล้วมันถึงนึกถึง สายล่อฟ้า ของบ้านเราได้ก็ไม่รู้ เนื้อหามันคล้ายๆ นะ อย่างการที่ตัวเอกมาก่อเรื่องจนมันเกิดบานปลายขึ้นมา แล้วเพื่อนพระเอกก็กวนส้นตรีนพอๆ กันด้วย แล้วพระเอกก็มีความฝันบางอย่างที่อยากจะทำให้ได้ (ใน Into the Blue ความฝันคือการขุดซากเรือสมบัติที่อัปปาง ส่วนในสายล่อฟ้าคือความรักครับ) แล้วช่วงท้ายก็มีการตีกันลุ้นกันว่าพวกพระเอกจะเอาตัวรอดและรับมือกับวายร้ายได้อย่างไร โดยส่วนตัวผมชอบสายล่อฟ้าบ้านเราครับ มันยำได้อร่อยกว่า เมามันส์กว่า และเขียนบทวางเรื่องได้น่าสนใจ ไม่ตามสูตรจนเกินไป แต่กับเรื่องนี้มันมาตามทางเลยครับ จนเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องจะเป็นไงต่อไป

ก็น่าแปลกดีที่ผมได้ดูสายล่อฟ้า เมื่อช่วงหนังบุฟเฟ่ต์เมื่อปีทีแล้ว ส่วนปีนี้ก็มาดูเรื่องนี้ แต่ความรู้สึกเป็นอีกแบบหนึ่ง ... ไอ้ที่ผมเอามาเปรียบนี่ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะครับ แค่อยากบันทึกไว้น่ะ

ก็สรุปอีกทีครับ ผมว่ารอดูแผ่นเลยได้ น่าจะประหยัดกว่าด้วยครับ หนังมันก็เป็นแนวแอ๊คชั่นๆ ทั่วๆ ไปอีกเรื่องเท่านั้นเอง ไม่ได้มันส์จนห้ามพลาดแต่อย่างใด


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.91   ตอบเมื่อ 15 ต.ค.48 เวลา 08:25
 ความคิดเห็นที่  177




.................บนความสูงที่ 35000 ฟิต ลูกสาวของคุณหายตัวไปอย่างลึกลับ คุณจะทำอย่างไรกัน ยิ่งเมื่อทราบว่าบุคคลรอบข้างไม่มีใครเห็นลูกสาวของคุณเลย แถมไม่มีใครเชื่อ นอกจากนั้นยังมีหลายสิ่งที่บ่งชี้ว่า อาจจะเป็นตัวของคุณเองที่ประสาทหลอน เพราะลูกสาวของคุณตายไปแล้ว ?? ( ไม่ SPOIL น่ะครับ อันนี้เอามาจากตัวอย่างหนัง )

................โจดี้ ฟอสเตอร์ กลับมาอีกครั้ง ในภาพยนตร์ทริลเล่อร์ฟอร์มใหญ่ แม้จะให้การแสดงที่ฟูมฟายไปสักนิดแต่โดยรวมก็ทำหน้าที่ได้ดี อย่างน้อยก็ทำให้คนดูอย่างผมอินไปกับเรื่องราวของหนังได้ และผู้กำกับเลือดเยอรมันอิมพอร์ตคนนี้ ก็นำคนดูเข้าสู่เรื่องราวหลักได้อย่างกระชับรวดเร็ว ) ปูพื้นคาแรคเตอร์ตัวละครสั้นๆ สร้างความคลุมเครือให้กับเหตุการณ์ และหลอกล่อคนดูให้อกสั่นขวัญแขวนได้เป็นอย่างดี

.................คงต้องยกเครดิตให้กับผู้กำกับที่เล่าเรื่องได้น่าตื่นเต้นระทึกใจมาก และการตัดต่อที่ลงตัวสมบูรณ์ทำให้ตลอดเวลา 90 นาทีของการดูหนังเรื่องนี้ของผม ผมคิดว่า เหตุผลของเรื่องราวในหนังรับฟังได้ และอาจจะเกิดขึ้นได้ และเมื่อยกสมมุติฐานว่า นี่คือหนัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นความบันเทิงล้วนๆ ( หมายถึงตอนดูนะครับ ถ้าตอนที่ออกมาจากโรงแล้ว ลองมาคิดใคร่ครวญอีกที นั่นคนละเรื่อง )

.................แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะย่อโลกให้เหลือแค่คลิกเดียว เราสามารถติดต่อคนที่อยู่ข้ามโลกได้เหมือนอยู่ใกล้กัน แต่ในโลกความเป็นจริง มนุษย์เราแทบไม่ได้สนใจแม้แต่คนที่อยู่ใกล้เคียงกัน บ้านเดียวกัน หรือแม้แต่เพื่อนบ้านด้วยซ้ำ .. นับประสาอะไรกับนั่งเครื่องบินมาด้วยกัน แต่กลับไม่มองหน้ากัน ไม่ได้สังเกตุกันและกัน ไม่มีแม้แต่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และยึดถือแต่ตัวเองเป็นใหญ่ หรือว่านี่คือยุคที่มนุษย์ใกล้จะเสื่อมสลายลงเต็มที

.................ใครจะผิด ใครจะถูก ผมไม่รู้ล่ะ แต่หลายอย่างที่ โจดี้ ฟอสเตอร์ ในหนังทำ ผมรับไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ถ้านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผมก็อยากเอากำปั้นประเคนหน้าเจ๊แกให้เหมือนกัน โทษฐานแสดงสันดานแบบอเมริกันชนอย่างชัดเจนดีแท้ๆ ใครจะเป็นไรกรูไม่สนอ่ะ ขอทำตามใจกรูไว้ก่อน ห้องโดยสารของเครื่องบินลำนั้นก็ไม่ต่างจากโลกใบนี้แหละครับ และ ตัวโจดี้ ก็เปรียบเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถือดีไปชี้หน้าด่าคนอื่นที่ดูคล้ายอาหรับว่าเป็นคนร้าย แต่ไม่เคยก้มไปมองเงาหัวตัวเอง แม้กระทั่งตอนจบ ก็ไม่มีแม้แต่คำขอโทษต่อการกระทำอันบ้าระห่ำ ขลาดเขลาของตัวเองแม้แต่นิด หรือนี่คือสาส์นจากฮอลลีวู๊ดส่งถึงชาวโลก ถึงความกำแหงอีกครั้งของอเมริกันชน ผ่านแผ่นฟิล์ม ............


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.174   ตอบเมื่อ 28 ต.ค.48 เวลา 16:18
 ความคิดเห็นที่  178




หนังเรื่องนี้นะครับ มีคำโปรยไว้ว่า "จริงหรือที่โลกจะถึงกาลล่มสลาย ด้วยการตายของผีเสื้อเพียงตัวเดียว" แต่สิ่งที่กระตุ้นให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ กลับเป็นเหตุผลที่ว่า "ทำไมหนังที่สร้างจากเรื่องสั้นไซไฟของ Ray Bradbury ทุนสร้าง 30 ล้าน ถึงทำรายได้ไปแค่ 2 ล้านกว่าๆ"

จริงๆ พล็อตของหนังมันนอนมาเลยนะครับ น่าจะโกยเงินไม่ใช่น้อย หรือยังไงมันก็ไม่น่าะเจ๊งแบบมหาศาลปานฉะเนี้ย เพราะแนวมันขาย เริ่มจากแนวไซไฟที่ชาวอเมริกาค่อนข้างเปิดกับตลาดหนังทำนองนี้อยู่แล้ว และหนังยังปนเรื่องแอ๊คชั่น ผจญภัยเข้าไปอีก รวมไปถึงตัวอย่างก็น่าสนใจไม่เลวครับ แม้แนวเรื่องจะไม่ไ่ด้แปลกอะไร แต่มันขายตัวเองอยู่แล้วอ้ะ

เนื้อเรื่องมันเกิดประมาณปี 2054 นะครับ เป็นยุคที่มีการเจาะเวลาได้ ก็เลยมีเศรษฐีหัวใสนาม ชาร์ลส ฮัตตัน (Ben Kingsley) คิดบริการการเดินทางข้ามเวลา ให้พวกคนรวยที่อยากเป็นนักผจญภัยได้ลองย้อนอดีตไปล่าไดโนเสาร์จริงๆ ขึ้นมา แล้วก็มันก็ทำเงินได้อย่างดีครับ ระบบก็ดำเนินไปอย่างปกติจนกระทั่งเกิดความผิดพลาดขึ้น เมื่อมีผู้ใช้บริการบางคนดันเดินออกนอกเส้นทางไปเปลี่ยนแปลงอดีตโดยไม่รู้ตัว ทีนี้มันเลยก่อระลอกการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครับ และไอ้การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี่ส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศน์ ทำให้การวิวัฒนาการเปลี่ยนไป พวกสัตว์พันธุ์ใหม่ก่อกำเนิดขึ้น และบ้านเมืองก็มีพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์เติบโตขึ้นมากมาย

เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ วิธีการเดียวที่ทำได้ คือต้องสืบหาครับ ว่าจุดไหนในอดีตที่โดนเปลี่ยนแปลงไป และจะลงมือแก้ไขได้อย่างไร ก็ต้องตามไปดูครับ

พล็อตมันง่ายครับ แต่น่าสนใจ เพราะมันเอื้อให้เกิดฉากผจญภัยและแอ๊คชั่นสารพัดแบบ แน่นอนว่า Effect ต้องเพียบ และความจริงแล้วมันควรจะมันส์ ... แต่ทว่า

โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าหนังมันพอดูได้น่ะแหละครับ แต่เหมาะอย่างยิ่งที่จะดูทางแผ่นหรือทีวี หรือแบบไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเสียเงินเป็นร้อยน่ะฮะ เพราะแม้เรื่องราวจะโอเค แต่การเดินเรื่องต่างๆ ยังไม่น่าติดตามเท่าที่ควร คือผมไม่ได้หวังว่ามันจะต้องแปลกใหม่หรอกครับ เอาแค่ให้ดูแล้วมันส์ก็พอ แต่ผลคือมันไม่ค่อยเท่าไหร่น่ะ ซึ่งมันก็มาจากหลายๆ อย่างประกอบกัน

อย่างแรก นักแสดงนำ อันนี้หนักกบาลสุดครับ คนที่เล่นได้พอไหวมีเพียงดาราออสการ์อย่างพี่ Ben Kingsley ในบทเศรษฐีเห็นแก่เงิน ลุงแกยังเล่นได้เฉียบคมไว้ลายครับ แม้บทจะน้อย แต่ออกมาทีไรได้ใจทุกรอบ ... ส่วนคนอื่นนี่

พระเอกนี่ตัวดีเลยครับ ผมว่าหนังพลาดตั้งแต่เอาพี่ Edward Burns มาเล่นนำแล้ว เขารับบทเป็นเทรวิส ไรเออร์ หัวหน้าหน่วยเจาะเวลาไปเนี่ยน่ะนะครับ คือพี่แกเล่นได้ตายด้านอย่างไม่น่าเชื่อ จริงๆ Burns แกเป็นดาราที่เติบโตมาทางสายหนังอินดี้นะครับ พวกหนังขายฝีมืออ้ะ แต่เป็นที่น่าสงกามากว่าทำไมยิ่งเล่นหนังระดับสูงเท่าไหร่ ฝีมือก็ยิ่งหดลงเท่านั้น บททำนองนี้นะครับ ผมว่าถ้าทีมงานนึกคนเหมาะไม่ออก ก็น่าจะไปตามพี่ Treat Williams พระเอก Deep Rising มาแทน ผมว่าแกผ่านครับ ไม่แง่กแบบนี้หรอก

เพราะประการสำคัญของพระเอกหนังทำนองนี้คือ ต้องทำ "สีหน้าตอนสูญเสีย" เป็น ประมาณว่าเพื่อนร่วมทีมตายไปทีละคนพี่แกก็ต้องทำหน้าอึ้ง หน้าแหย่เกแบบพองาม (แต่จะไมมีการร้องไห้ครับ ผมไม่เคยเห็นพระเอกแนวนี้นั่งเอาผ้าเช็ดหน้ามากัด ร้องซิกๆ แล้วก็ซับน้ำตาตัวเอง ไม่มีครับ ไม่มี) แต่ในเรื่องพี่แกมาโมโนโทนครับ ไม่มีอะไรในแววตาเลยจริงๆ (ตอนหลังนึกว่าจะมีหักมุมว่าพี่แกเป็นหุ่นยนต์ปลอมมาครับ ... อ้าว ไม่ให้นึกงั้นได้ไงล่ะครับ ก็คนบ้าอะไรวะ ไม่มีอารมณ์กับเขาเลยเนี่ย)

ส่วนนางเอกคนนี้ ผมชอบมากครับ เธอสวยสง่าดี Catherine McCormack สำเนียงเธอดีครับ บทก็ไปแบบเรื่อยๆ แม้จะไม่เด่นมากแต่ก็ไม่แง่กแบบพระเอกของเรา ส่วนคนอื่นๆ ดูโหงวเฮ้งก็รู้ใช่มั้ยครับ ว่าคนไหนต้องโดนเขมือบแน่ๆ ไม่น่ารอด

เนี่ยครับ หนังมาเสียตั้งแต่ทีมนักแสดงที่ไม่น่าสนเท่าไหร่ ตามด้วย Effect ... โอเคครับ ฉากตัวประหลาดโผล่มา ผมถือว่าทำได้ดี พอไหว ซาวน์ก็ดี แต่บางฉาก Effect มันดันกระป๋องซะไม่มี ไอ้ฉากในเมืองเนี่ยครับเล่นเอาอึ้งเลยผม ทำไปได้
ผมชอบเจ้าตัวนี้ที่สุดครับ เป็นตัวที่น่ากลัวดีจริงๆ

ตอนหนีตัวประหลาดมันก็พอจะสนุกบ้าง แต่หนังมันมาไร้พลังก็ตรงพวกดาราเนี้ยแหละ ส่วนการเดินเรื่องมันเดาได้ครับ ถ้าดูแบบไม่คิดมากและไม่มีการเปรียบเทียบกับหนังแนวเดียวกันนี้เลยอ้ะนะครับ หนังมันก็พอทำเนา ยังพอสนุกบ้าง แต่พวกตัวละครมันก็มีส่วนที่จะเร่งให้หนังลุ้นมากขึ้นไงครับ ถ้าพวกเขาดูมีเลือดมีเนื้อเราก็จะเอาใจช่วย และจะทำให้เราค่อยๆ จมลงสู่ตัวหนังโดยปริยาย อินไปโดยปริยายนั่นเอง แต่ในเมื่อพวกเขาเล่นแบบตามมีตามเกิดอย่างนี้ อารมณ์และระดับความดันเลือดของเราเลยไม่ไปในจุดที่มันควรจะเป็น

จริงๆ ผมก็เห็นใจกับหนังครับ เพราะกว่าจะสร้างออกมานั้น อุปสรรคมากมายเหลือเกิน เพราะหนังถ่ายทำตั้งแต่ช่วงปี 2002 หนังถ่ายทำกันที่สาธารณเชคนะครับ แล้วพอดีตอนนี้ที่เชคดันเกิดน้ำท่วมใหญ่เข้า ฉากเฉิกที่เซ็ตไว้พังไปเป็นแถบเลยฮะ

แล้วตอนแรก พระเอกนั้น จะต้องเป็น Pierce Brosnan เลยนะครับ ส่วนผู้กำกับก็คือ Renny Harlin (แห่ง Die Hard 2, Deep Blue Sea และ Cliffhanger) ฟอร์มนี่คนละเรื่องกันเลยครับ แต่ต่อมาทั้งสองก็โบกมือบ๊ายบาย แล้วที่แย่หนักคือบริษัทผู้สร้างดันมาโดนฟ้องล้มละลายอีก เหนื่อยแทนเลยครับเจอบาปซ้ำกรรมกระทืบแบบนี้ หนังเลยต้องเลื่อนล่าช้าตั้งหลายปี (ตอนแรกจะฉายปี 2003 ครับ แต่เพราะรื่องมันรุมเร้า เลยระเห็จมาฉายปีนี้แทน)

แม้จะเห็นใจ แต่หนังออกมายังไงก็ต้องว่าอย่างนั้นแล้วกันนะครับ

โดยรวมๆ หนังออกมาไม่มีอะไรมากครับ พอดูได้ พอตื่นเต้นบ้าง พอสนุกบ้าง แต่เหมาะจะดูในแผ่นหรืออะไรอย่างนั้นมากกว่า เพราะสไตล์มันค่อนไปทางเกรดบีเสียมากกว่าครับ และที่สำคัญคือต้องดูอย่างไม่คาดหวังอะไรทั้งนั้นครับถึงจะรู้สึกว่ามันโอเคน่ะ ตอนก่อนจะเข้าไปดูผมนี่โคตรล้างสมองเลยครับ ไม่คาดไม่หวังอะไรทั้งนั้น ก็เลยไม่ผิดหวังอะไรมากมาย

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.158   ตอบเมื่อ 31 ต.ค.48 เวลา 22:24
 ความคิดเห็นที่  179




และแล้วความฝันของผมก็เป็นจริง ได้ดู Goal! ซะทีหลังจากอยากดูมานาน .......
จะว่าไปหนังเกี่ยวกับฟุตบอล ที่ผมเคยเข้าไปสัมผัสกับเกมส์ลูกหนังภายผ่านแผ่นฟิลม์ก็คงไล่มาจาก Mean Machine ที่นำทีม โดย จอมโรคจิตบีบไข่ " วินนี่ โจนส์ " และดารารับเชิญอีกมากมาย อาทิ เปเล่ เรื่องต่อมาก็คงเป็น เสาหลิน ซ็อคเกอร์ ของตลกซุเปอร์สตาร์ " โจว ซิง ฉือ " และฟุตบอลก็มาจบในฉบับหนังอีกครั้งที่ ซาไก ยูไนเต็ด เป็นครั้งสุดท้าย แต่ล่าสุด Goal! คือหนังฟุตบอลเรื่องล่าสุดของโลก....

Goal! เป็นหนังที่บอกผ่านความฝันของเด็กผู้ชายทุกคน !!! ที่หลงไหลในเกมส์ที่เรียกว่า ฟุตบอล (ซ็อคเกอร์) หนังเล่าผ่านตัวละครของ ซานติเอโก้ มูเนซ หนุ่มเม็กซิโกคนหนึ่งที่หอบเอาตัวเองข้ามซีกโลกมา เพื่อทดสอบฝีเท้ากับสโมสรประจำเมืองนิวคาสเซิลซึ่งเป็นเมืองเดียวที่มีสโมสรฟุตบอลเพียงทีมเดียว..กับเจ้าสาลิกาดงนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด โดยผ่านการแนะนำของ อดีคแมวมองและนักฟุตบอลอย่าง เกล็น ฟอย ผู้ซึ่งเคยบอกว่า เค้านี้ละ เป็นคนพา เจอร์แมน เดโฟ เข้ามาทดสอบฝีเท้า จนดังถึงขนาดคิดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว ......

เมื่อ ซานติอาโก้ มาถึงถิ่นของบรรดา " ทูน อาร์มี่ " แล้วความฝันของเค้าก็เริ่มต้นขึ้น หนังถ่ายทอดหนทางของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพถือว่าสมจริงเลยทีเดียว ทั้งการไต่เต้าจากการมาทดสอบฝีเท้า การฝึกซ้อม การเล่นทีมสำรอง และการพิสูจน์ตัวเองในทีมชุดใหญ่ โดยมีตัวละครต่างๆเป็นครูสอนบทเรียนและวิภีการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เท่านั้นยังไม่ครบ หนังยังถ่ายทอดมุมมองชีวิตของนักฟุตบอลอาชีพที่ " เหลวแหลก " เมื่ออยู่นอกสนามออกมาอีก นี้ละคือ ชีวิตนักฟุตบอลอาชีพ อยู่ที่นักเตะอาชีพนั้นๆจะเลือกที่จะทำตัวอย่างไร เมื่อตัวเอง กลายเป็น " Super Star " ในทุกคนอยากเข้าถึง และคบหา ......

ตัวหนังนอกจาก เนื้อเรื่องที่จัดว่า โดนใจ แล้ว การตัดต่อยังคือจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ การตัดต่อระดับซ๊นของหนังทำได้ค่อนข้างต่อเนื่องเลยทีเดียวละ คือถ้าคุณไม่ใช่แฟนบอลรับรองครับว่าดูไม่ออกแน่นอนว่า หนังตัดมาจากเกมส์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจริงๆ เลยทีเดียวละ อีกทั้งมุมกล้องของหนังเรื่องนี้ผมถึงว่า มันช่างดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน ภาพของผู้คนที่แสดงความดีใจ นับหมื่นผ่านทางสนาม เซนต์ เจมส์ ปารค์ (St. Jame Park) มันช่างดูยิงใหญ่เหมือนกับฝันของชายที่ชื่อ ซานติเอโก้ มูเนซ ซะเหลือเกิน ........
*** ฉากที่ย่าบอกซานดิเอโก้ ให้ Take it ไล่ตามความฝันของตัวเองไปซะกับฉากจบ(ที่แม้จะจบภาพไม่ค่อยสวยนัก) ถ้านั่งดูที่บ้านคนเดียว รับรองน้ำตาร่วงแน่ๆ ซึ้งจริงๆ

แต่อย่างว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ดีดีเสียไปอย่างเดียว จุดเสียที่ไม่น่าให้อภัยมันก็มี อาทิเช่น

1.การเซ็นสัญญานักเตะในเรื่อง
ในลีกอาชีพของยุโรป มีข้อกำหนดว่า จะซื้อ-ขายนักฟุตบอลได้แค่ 2 ช่วงเท่านั้นคือ ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล1-2 เดือนจนถึงนัดที่ 4-5 ของฤดูกาล และช่วง ธ.ค.- ม.ค. เท่านั้น แต่ในหนังดันซื้อมาช่วง 3 นัดสุดท้ายซะยังงั้น

2.การก้าวเข้ามาเป็นนักเตะของ ซานติเอโก้ มูเนซ มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง ไม่ว่านักเตะคนนั้นจะมีฝีเท้าระดับเทพเจ้าขนาดไหน แต่ในลีกของอังกฤษ ต้องมีการของ เวิรค์ เพอร์มิต เพื่อเป็นนักเตะอาชีพ แต่ ซานติเอโก้ มูเนซ ไม่เคยติดทีมชาติซักกะนัดแต่ดันลงเตะในทีมชุดใหญ่ได้ คนที่จะได้ เวิรค์ เพอร์มิตต้องเป็นคนที่ติดทีมชาติไม่ต่ำกว่า 30 % ของจำนวนนัดที่ทีมชาติเตะไปในแต่ละปี

ไม่รู้ว่าปล่อยจุดนี้ผ่านออกมาได้ยังไง ทั้งที่ๆ ฟีฟ่า เป็นหัวเรือใหญ่แท้ๆ

แต่ก็เอานะหยวนๆถือว่าเป็นหนังความฝันๆส่วนใครที่ยังคิดว่าจะดูหรือไม่ดูดี ขอบอกว่า รีบไป Take it ไล่ตาม Goal! เถอะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าความฝันสวยงามแค่ไหน สำหรับเรื่องนี้ ยิงประตูผมไปได้ ครับผม... (พิศวาสสุด ๆ เนื่องจากบ้าบอล) แต่ถ้าเป็นคนดูทั่วไป ผมว่า 3 ตุงน่าจะพอแล้วนะ

*** น่าอิจฉาแฟน นิวคาสเซิลจริงๆ ได้มีหนังของทีมตัวเองด้วย
แต่ไม่เป็นไรหรอก เด๋วภาคสอง ไปอยู่ เรอัล มาดริด ทีมโปรด ผมอยู่ดี

--------------------------------------------------------------------------

เกร็ดเล็กๆน้อยๆสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้

Goal! คือภาพยนตร์ฟุตบอลไตรภาค สำหรับภาคที่สอง ซานติเอโก้ มูเนซ จะย้ายไปเล่นที่ เรอัล มาดริด และภาคสามไปปิดตำนานที่ World Cup กีบทีมชาติอเมริกัน

ส่วนนักฟุตบอลที่มาแจมในหนังเรื่องนี้ ทั้งที่โดนตัดมาและมาโผล่ อาทิเช่น

เดวิค เบ๊คแฮม - ซุเปอร์สตาร์จาก เรอัล มาดริด นักฟุตบอลที่คนทั่วโรงรู้จัก
ราอูล กอนซาเลซ - เจ้าของตำแหน่ง เจ้าชายแห่ง เรอัล มาดริด กองหน้าทีมชาติสเปน
ซีนานดีน ซีดาน - ซิซู นักเตะผู้ที่จัดได้ว่า มีพรสรรค์และความสามารถมากที่สุดในโลกคนนึง
อลัน เชียเรอร์ - อดีตศุนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ 1 ในตำนานกองหน้าที่ดีที่สุดของ อังกฤษ และนิวคาสเซิล
สเวนโกรัน อิริค สันส์ - กุนซือ ทีมชาติอังกฤษ ในปัจจุบัน ที่มีเรื่องฉาวๆเกี่ยวกับสาวๆบ่อยๆ
นักเตะทีมลิเวอร์พลู - มิลาน บารอส , สเตฟาน อองโซว์ , สตีเว่น เจอราด์ , ราฟาเอล เบนิเตซ
นักเตะทีมนิวคาสเซิล - แพทริก ไคลเวิรต์ , เจอร์เมน จีนาส , โลร็อง โรแบร์ , ลี โบว์เยอร์ , สตีเฟ่น คาร์ , ณอน อแลง บูทซง , เชน กิฟเว่น , เจมส์ มิลเนอร์
นักเตะฟูแล่ม - โทมัส ราซิกกี้ , ไบรอัน แม็คไบรว์ , แอนดี้ โคล
นักเตะเชลซี - แฟรง แลพพาด , โจ โคล , วิลเลี่ยม กัลลาส , เอ็ดดี้ กุ๊ดย่อนเซ่น , เดเมี่ยน ดัฟฟ์ , ปีเตอร์ เช็ก

ปล.ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ ทำประชด เคร็ก เบลามี่ หรือป่าว หุหุ เจ้า เกวิน นี้ นอกจากหน้าตา จะเหมือนกับ เคร็ก เบลลามี่ แล้ว นิสัยยังคล้ายๆกันด้วย
ถือได้ว่าเป็นหนังฟุตบอลที่มี นักฟุตบอลอาชีพมาอยู่ด้วยมากที่สุดในโลกเลยทีเดียวละ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.4.73   ตอบเมื่อ 04 พ.ย.48 เวลา 09:05
 ความคิดเห็นที่  180




เมื่อวานเป็นอีกวันที่รู้สึกเหงาจับใจ เบื่อไปทุกสิ่งทุกอย่าง บางทีการที่ทำให้ใครบางคนเจ็บปวด
เราเองกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า มีสาวน้อยแสนสวยในเครื่องแบบโทรมาถามว่าพี่ Bigsu วันนี้ว่างมั้ย
ไปดูหนังเป็นเพื่อนหน่อย คาดว่าเธอคงจะเหงาเหมือนกับเรา ก็เลยรับคำแต่พอไปถึงโรงหนัง
หนังที่หล่อนจะดูกลับเป็นหนังการ์ตูนเรื่อง Corpse Bride / เจ้าสาวศพสวย เอ...จะเป็นอย่างไรนะ
ในเมืองเล็กๆ แบบวิคตอเรียนเมืองหนึ่ง ที่มืดครึ้มน่าอึดอัด สองหนุ่มสาวขี้อายถูกวางแผนให้แต่งงานกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพบกันมาก่อน

เศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยแต่หยาบกระด้าง ผู้กำลังไต่อันดับเข้าวงสังคมอย่าง เนลล์และวิลเลี่ยม แวน ดอร์ท (ให้เสียงโดย เทรซี่ อุลแมนและพอล ไวท์เฮ้าส์) มีความฝันใฝ่มาโดยตลอดที่จะได้เข้าสู่วงสังคมชั้นสูง แต่ในขณะที่พวกเขามีเงินทองเหลือเฟือ พวกเขากลับขาดแคลนการยอมรับทางสังคม

ในทางกลับกัน มัวเดอลีนและฟินิส เอเวอร์กล็อต (ให้เสียงโดย โจแอนน่า ลัมเล่ย์และอัลเบิร์ต ฟินเน่ย์) ซึ่งเกิดมาจากตระกูลผู้ดีเก่า ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากท่านดยุคแห่งเอเวอร์กล็อต อย่างที่พวกเขาพร้อมประกาศแก่ทุกคนที่ฟัง โดยที่เปลือกนอกอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงแต่ข้างในกระเป๋ากลวง เงินทองของพวกเขานั้นแห้งเหือดไปนานแล้ว และสิ่งที่ยังคงอยู่กับพวกเขาคือเกียรติยศและฐานะทางสังคมจอมปลอม และส่งผลต่อลูกสาวของพวกเขา วิคตอเรีย (ให้เสียงโดย เอมิลี่ วัตสัน) ในขณะที่พวกเขาไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเธอ เธออาจจะมีค่าเป็นเพียงตั๋วเดินทางให้พวกเขาได้กลับคืนสู่สังคมอย่างที่ตระกูลแวน ดอร์ทนั้นมีลูกชายคนเดียวคือวิคเตอร์ (ให้เสียงโดย จอห์นนี่ เดพพ์)

ตระกูลเอเวอร์กล็อตนั้นยินดีที่จะกลั้นใจและจัดการแต่งงานให้วิคตอเรียกับครอบครัวแวน ดอร์ทที่ร้ายกาจอย่างไม่เต็มใจ เศรษฐีใหม่ก็ถือว่าเป็นคนรวยเหมือนกัน พวกเขาตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยและสองครอบครัวก็ตกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายเพราะทุกคนตื่นเต้นเกี่ยวกับพิธีแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ...ยกเว้นก็แต่ตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาว แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าการแต่งงานนั้นไม่มีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว ถามมัวเดอลีนและฟินิสดูก็ได้

วิคเตอร์และวิคตอเรียนั้นเริ่มสนใจกันและกันในช่วงเย็นก่อนวันแต่งงานของพวกเขาทั้งสอง เมื่อครอบครัวได้มาอยู่รวมกันเพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการสำหรับคู่ที่กำลังจะแต่งงานใหม่ ซึ่งตามมาด้วยการซ้อมใหญ่งานแต่งงานในทันที แม้จะยากที่จะบอก ว่าใครอายมากกว่ากันในตอนที่พบกันครั้งแรก มันกลับดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แม้จะขัดต่อกฏเกณฑ์ทั้งปวง โอกาสสำหรับรักแท้ที่จะเกิดขึ้นกับวิคเตอร์และวิคตอเรียอาจจะไม่สูญสิ้น แต่ในการซ้อมใหญ่วิคเตอร์กลับกล่าวคำสาบานพลาดไปอย่างเลวร้าย ก่อนที่เขาจะจุดไฟบนชุดของว่าที่แม่ยายอย่างไม่ได้ตั้งใจ และทำให้ บาทหลวงกัลสเวลล์ (ให้เสียงโดย คริสโตเฟอร์ ลี) ขับเขาออกจากโบสถ์จนกว่าเขาจะจดจำประโยคที่จะพูดได้อย่างขึ้นใจ

ประหนึ่งโดนดูถูก เขาเดินอย่างไร้จุดมุ่งหมายไปในป่ามืดมนที่ล้อมรอบหมู่บ้าน เมื่อได้อยู่คนเดียว เขาก็สามารถกล่าวประโยคสาบานได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และลองซ้อมจนถึงตอนสวมแหวนให้กับรากของต้นไม้เพื่อให้พิธีเสร็จสมบูรณ์ แต่มันไม่ได้เป็นเพียงรากของต้นไม้เท่านั้น

ช่างน่าสะพรึงกลัว เมื่อซากศพเน่าเปื่อยที่สวยงามอย่างประหลาดของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดวิวาห์ขาดวิ่นโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน มีแหวนของวิคตอเรียอยู่ในนิ้วที่มีแต่กระดูกของเธอ ดูเหมือนว่าวิคเตอร์นั้นไม่รู้เลยว่าเขานั้นได้สาบานตัวเองเพื่อแต่งงานกับเจ้าสาวซากศพ (ให้เสียงโดย เฮเลนน่า บอนแฮม คาร์เตอร์)

ตั้งแต่ที่เธอนั้นได้ถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับในคืนวิวาห์ เจ้าสาวซากศพได้แต่รอคอย ด้วยหัวใจสลาย เพื่อให้เจ้าบ่าวของเธอมาหาและเรียกร้องสิทธิ์ในตัวเธอ ในขณะที่หัวใจของเธอนั้นอาจจะหยุดเต้นมาเป็นเวลานานแล้ว การค้นหาความรักแท้และสามีเพื่อมาแบ่งปันชีวิตที่สุขสงบจนชั่วนิรันดร์กลับไม่เคยหยุด วิคเตอร์ได้กลายเป็นเจ้าบ่าวโดยไม่ได้ตั้งใจและถูกลากลงไปใต้พื้นดินสู่ดินแดนแห่งความตาย มันเป็นสิ่งที่กลับตาลปัตรสำหรับชีวิตน่าเบื่อที่เขาคุ้นเคย ในดินแดนแห่งความตาย ผับจะเปิดขายอยู่เสมอและซากศพนั้นจะดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกอย่างที่คุณจะได้เห็นบนโลกที่น่าเบื่อและไร้ชีวิตชีวาในดินแดนแห่งชีวิต

วิคเตอร์พยายามอย่างไร้ผลที่จะหาทางกลับไปหาวิคตอเรีย ซึ่งเฝ้ารออย่างเดียวดายในดินแดนแห่งชีวิต โดยที่ไม่สามารถจะทำให้ใคร ๆ เชื่อได้ว่า มีผู้หญิงที่ตายไปแล้ว ฉุดเจ้าบ่าวของเธอหายลงไปใต้ดิน แทนที่จะช่วยเหลือลูกสาวของพวกเขา พ่อแม่เอเวอร์กล็อตกลับรีบจัดงานแต่งงานครั้งที่สองขึ้น และครั้งนี้กับ บาร์คิส บิตเทิร์น (ให้เสียงโดย ริชาร์ด อี แกรนท์) ที่ชั่วร้าย ผู้ซึ่งเหมือนมาอยู่ถูกที่ถูกเวลาเพื่อจูงมือของวิคตอเรีย...

ในขณะที่เจ้าสาวซากศพตัดสินใจที่จะไม่ให้เขาหนีคำกล่าวสาบานในพิธีการแต่งงานที่ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ วิคเตอร์จะต้องหาหนทางกลับมาจากดินแดนแห่งความตาย สู่อ้อมกอดแห่งรักแท้ของเขา

หลังจากดูแล้วรู้สึกดีมากเลย อย่างน้อยที่สุดก็รู้ว่าการที่เราจะรักใครสักคนต้องรักที่หัวใจ
และพร้อมที่จะเสียสละ ยอมเจ็บปวดเพื่อคนที่เรารัก เพื่อเค้าจะยืนหยัดได้และมีความสุขตลอดไป ...



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.2.74   ตอบเมื่อ 09 พ.ย.48 เวลา 15:12
 ความคิดเห็นที่  181


อยากดูเรื่อง แฮรี่พอร์เตอร์

ผู้ส่ง  sataporn    email     url     ip  125.24.0.118   ตอบเมื่อ 11 พ.ย.48 เวลา 15:25
 ความคิดเห็นที่  182




คนเรามันจะมีไหมหนอ ? ที่โชคชะตาฟ้ากำหนัดให้คนชื่อเหมือนกัน แต่บุคลิกต่างกันอย่างสุดขั้วมาเจอกันแล้วคบหากันได้แบบในหนังเรื่องนี้
Nana คือบทละคนที่ฟ้าลิขิตมามั้ง ?
ด้วยความที่โชคชะตานำผ่านเธอทั้งสองคนมาเจอกันระหว่างเดินทางโดยรถไฟเมื่อ 2 ปีก่อน "นานะ" คนแรกเธอคือสาวแกร่งแสนเท่แต่เธอแฝงไปด้วยความเศร้า ส่วน "นานะ" คนที่สองเธอคือสาวหวาน ผู้แสนจะใสซื่อ มองโลกแต่ในแง่บวก การพบเจอกันของเธอสองคนเหมือนการเติมเต็มให้ชีวิตของกันและกัน "หัวใจทั้งคู่สมบูรณ์" ขึ้นเพราะอีกฝ่าย ภาพที่หนังกำลังฉายไปให้คนดูได้เห็นถึงความเป็นเพือนของตัวละครทั้งสองคนนั้นมันช่างสวยงามและประทับใจเหลือเกิน เมื่อฝ่ายนึงเจ็บต้องการใครซักคนที่จะมาปลอบใจเวลาที่เหงา เดี่ยวดาย และสิ้นหวัง ถูกถ่ายทอดออกมาได้ประทับใจซะเหลือเกิน แค่เหตุผลแค่นี้ผมว่าคนทีได้มีโอกาสไปชมมาก็คงจะเห็นด้วยเหมือนผมด้วยละมั้งครับ ที่คิดว่าแค่ภาพความ " สัมพันธ์ " ที่สุดแสนจะประทับใจ ซึ้ง และเศร้า นี้จะทำให้คุณประทับใจในหนังเรื่องนี้แล้วละ แต่กว่าจะได้เหงา ซึ้ง เศร้ากัน หนังมันก็ต้องเล่าถึงเรื่องราวของ "นานะ" ทั้งสองคนก่อนสิครับ ......

นานะ คนแรก เธอคือสาวพังค์ที่ปิดกั้นเรื่องหัวใจไว้กับคนรักเก่าของเธอ เธอพยายามที่จะใช้ดนตรีสิ่งที่เค้าดึงเธอขึ้นมาจากความ เหงาและเดี่ยวดายให้เธอมีความสุข ให้เค้าคนนั้นเห็นว่าเธอนั้นยังอยู่ได้แม้เธอจะขาดเค้าไปก็ตาม " นานะ " คนนี้ค่อนข้างจะน่าสงสารหน่อยนึงครับ คิดดูสิคนที่ไม่มีใครเลยมาตั้ง 15 ปี ได้มาเจอคนที่เติมเต็มหัวใจให้กับเธอ แล้วเค้าคนนั้นก็จากไปเพื่อทำตามฝัน แทนที่จะเลือกเธอและอยู่กับเธอแทน แหมคิดแล้วมันช่าง น่าเศร้าซะเหลือเกินนะเนี่ย แต่หนังมันคงไม่เศร้าเท่าไรหรอก ถ้า ผกก. ไม่ใจร้ายทำฉาก ลาจาก ของ "นานะ" คนนี้กับพ่อหนุ่มพังค์ที่เลือกไปทำตามฝันมากกว่าเลือกเธอ ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ซะเหลือเกิน ฉากบอกลาในหนังเรื่องนี้ ผมขอยกให้เป็น 1 ใน ฉากบอกรักยอดเยี่ยมเลยทีเดียวละ ยิ่งได้เพลง "ENDLESS STORY ของ YUNA ITO " ขึ้นมาประกอบด้วย ถ้าใครจะเสียน้ำตาให้กับฉากบอกรักสุดยอดๆแบบนี้ ก็จงปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาจากใบหน้าและดวงตาเถอะครับ เพราะว่า มันซึ้งจริงๆ

ส่วน " นานะ " คนที่สอง ผู้ซึ่งเป็นสาวใส ซื่อ จิตใจงาม เธอมองโลกในแง่ดีไปหมดเลย คิดดูสิ แหม ในโลกชีวิตจริงจะมีผู้หญิงซักกี่คนที่ เธอจะออกมาทำตามฝันเพื่อหวังที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนรักของตน ทั้งๆที่เธอไม่รุ้ว่า ก้าวต่อไปในวันข้างหน้าจะมีอุปสรรคอะไรมาขวางกั้นความฝันของเธอ เธอคือสาวหวานที่ใจแกร่งที่เดียวเลยละ โดยเฉพาะเจ้าฉากที่เธอรับรู้ความจริงบ้างสิ่ง ถึงแม้ว่าฉากนั้นมันคือ "ฉากบังคับ" ที่ผู้หญิงทุกคนถ้าเจอคงต้องร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว แต่เธอไม่นะ ถึงแม้ภาพที่ฉายไปบนจอภาพยนตร์จะแสดงถึงใบหน้าที่มีน้ำตาของเธอไป แต่ในใจเธอดูเข้มแข็งจริงๆเลยละครับ และมันก็คงไม่ผิดด้วยละที่คุณจะปล่อยให้ " น้ำตา " มันไหลออกมาอีกครั้งตาม " นานะ " คนนี้อีกคน

ยังไงก็อยากจะให้ "หนังดี" ที่ดูสนุกด้วยแบบนี้มีคนชอบเยอะๆนะครับ คุณไม่จำเป็นเลยที่ต้องเคยอ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนเลยซักกะนิดก็ "อิน" กับหนังได้ครับผมรับรอง หนังเรื่องนี้จะไม่สร้างอารมณ์ให้คุณ "ร้องไห้" ออกมาแบบ "Fake" แต่หนังเรื่องนี้มันจะทำให้คุณเสียน้ำตาออกมาด้วยหัวใจที่มี ความเป็นเพื่อน เศร้า และดีใจรวมกันออกมาได้ลงตัวอย่างแน่นอนครับ ......



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.152   ตอบเมื่อ 15 พ.ย.48 เวลา 14:45
 ความคิดเห็นที่  183





แนวหนัง ผจญภัย - แฟนตาซี

ใช่แล้วครับท่านทั้งหลาย ภาค 4 ของแฮร์รี่ พอตเตอร์มาถึงแล้วครับ และหากจะจำกัดความสั้นๆ คือ เป็นภาคที่ถือได้ว่ามันส์ที่สุดในบรรดาทั้ง 4 ตอนที่ผ่านมา (นี่ว่ากันถึงหนังนะครับ)

โอเค แต่ก่อนจะอ่านอะไรที่ผมจะเขียนต่อไปก็ขอออกตัวก่อนว่าผมยังไม่ได้อ่านหนังสือของภาคนี้เลยครับ เพราะตั้งใจว่าจะดูหนังก่อนแล้วค่อยอ่าน ดังนั้นถ้าผมแสดงความไม่รู้ออกไปก็ขออภัยด้วยแล้วกันนะฮะ เอ้าเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

เนื้อหาคร่าวๆ ของภาคนี้ก็ว่าด้วยการแข่งขันประลองเวทไตรภาคีของเหล่าโรงเรียนพ่อมดแม่มด ซึ่งงานนี้ฮอควอตส์เป็นเจ้าภาพครับ แล้วพอมีการจับฉลากกันแล้ว ผู้เข้าแข่งก็มี วิคเตอร์ ครัม (Stanislav Ianevski) นักกีฬาร่างบึ้กจากโรงเรียนเดิร์มสแตรงก์, เฟลอร์ เดอลากูร์ (Clémence Poésy) สาวสวยจากโรงเรียนโบซ์บาตง และ เซดริก ดิกกอรี่ (Robert Pattinson) จากฮอควอตส์นี่แหละ แล้วความจริงมันต้องมีผู้แข่งแค่สามคนครับ แต่จู่ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ชื่อแฮร์รี่ พอตเตอร์ของเรา (Daniel Radcliffe) ดันไปโผล่กับเขาด้วย ซึ่งอาจารย์และคนทั้งหมดก็งงล่ะครับเพราะมีการร่ายมนต์กันคนอายุไม่ถึง 17 ปีลงแข่งไว้เรียบร้อยแล้ว แต่แฮร์รี่แค่ 14 อ้ะ แล้วมันเข้าไปได้ไงกัน

ืสุดท้ายแฮร์รี่ก็ต้องลงแข่งครับ ต้องเผชิญกับ 3 ภารกิจสุดหิน ก่อนที่หนังจะไปสรุปลงท้ายว่า ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้

มาครับ เรามาว่ากันถึงตัวหนังล้วนๆ ก่อนนะครับ ซึ่งถ้าถามว่าดีมั้ย ก็ต้องตอบว่าดีล่ะฮะ ผมว่าดีที่สุดในบรรดา 4 ตอนที่ผ่านมาเลยล่ะ แต่ไอ้ที่ว่าดีนี่มีจุดที่ด้อยอยู่เหมือนกัน เอ้า เรามาว่ากันทีละอย่างเลยนะครับ ขอเริ่มจากจุดด้อยก่อนแล้วกัน ซึ่งจะว่าไปก็มีอยู่แค่อันเดียวเท่านั้น แต่สำคัญมากที่สุด และเป็นปัญหาเดียวกับที่ภาค 3 เป็นมาแล้วนั่นคือ รายละเอียดที่ขาดหายครับ อันนี้ผมก็ทำใจไว้แล้วล่ะ เพราะนิยายมันหนาอ้ะ ภาคก่อนหนาน้อยกว่ารายละเอียดยังหล่นไปตั้งบานแน่ะ แล้วภาคนี้หนาขึ้นจะให้มันครบได้ยังไง ซึ่งโอเค เข้าใจครับว่ามันทำให้ครบไม่ได้หรอก ถ้าอยากให้ครบนี่คงต้องสร้างเป็นซีรี่ส์กันเลยล่ะมั้ง ดังนั้นจะว่าไปคนที่อ่านมาแล้วน่าจะสนุกมากกว่าคนที่ยังไม่ได้อ่านนะครับ เพราะจะรู้ที่มาที่ไปอะไรมากกว่าพวกผม ผู้เป็นตัวโง่งมที่ไม่รู้อะไรเล้ยดูไปได้แต่สะดุดเล็กๆ ในใจน่ะครับ ว่าแต่ละฉากมันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้นะ แต่มันไม่รู้นี่หว่า (ตัดสินใจแล้วครับ ภาคหน้าก่อนดูผมจะอ่านแล้วล่ะ จะได้ตัดปัญหาเรื่องนี้ซะที )

นั่นแหละครับปัญหาบิ๊กๆ ของหนัง แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ ตัวหนังภาคนี้ก็ยังถือว่าสนุกที่สุดอยู่ดี เพราะแม้รายละเอียดจะขาดๆ อารมณ์จะมีสะดุดบ้าง แต่ตัวหนังเองก็ยังนับว่าลื่นไหลไม่น้อย เพราะจะมีจุดด้อยอย่างที่กล่าวไปก็เหอะ แต่ทีมงานก็พยายามเอาอย่างอื่นมาช่วยหนังอย่างเต็มที่ เริ่มจากทีมนักแสดงที่ลงตัวและฝีมือลงล็อคกันหมดแล้วครับ ไม่ว่าจะ Radcliffe ที่ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในบทแฮร์รี่, Rupert Grint ก็ทำให้บทรอนของเขามีมิติและน่าสนใจขึ้นมาก ซึ่งพีแ่กก็เป็นตัวฮาตามเคยครับ แต่ภาคนี้เขายังได้แสดงอารมณ์ออกมาด้วย และแน่นอนครับว่ารายที่ยังเหนือชั้นย่อมเป็น Emma Watson เฮอร์ไมโอนี่ที่นอกจากจะสวยแล้วยังแสดงได้เป็นธรรมชาติสุดๆ ไม่ว่าจะฉากยิ้มหรือร้องไห้ก็ได้หมดครับ ผมชอบฉากช่วงงานเต้นรำมากทีเดียว เพราะตอนนั้นนี่มีการถ่ายทอดอารมณ์กันตลอดครับ ยิ่งไอ้ฉากที่รอนตีกับเฮอร์ไมโอนี่เนี่ยนับว่าเจ๋งเลยนะฮะ ตีบทกันได้แตกจริงๆ เชียว นอกจากพวกเขาแล้ว ดารารุ่นเยาว์คนอื่นผมถือว่าทุกคนเล่นได้ดีทั้งนั้นเลยนะฮะ อย่าง Pattinson ในบทเซดริก โดยส่วนตัวผมว่าเขาเล่นได้ดีครับ การแสดงออกทางแววตาทำได้ถึงมาก แต่เสียดายที่หนังไม่ค่อยให้เขาโผล่เท่าไหร่ คนที่อ่านนิยายมาแล้วคงรู้นะครับว่าบทนี้จะมีผลมากในช่วงท้ายของหนัง นี่ถ้าให้เขาตีคู่กับแฮร์รี่มากกว่านี้ล่ะก็ รับรองว่าตอนท้ายต้องถึงขีดแน่นอน

ส่วน Katie Leung กับบทโชแชง ก็ยังไม่ได้แสดงอะไรเท่าไหร่ครับ เออ พูดถึงนี่ก็นึกถึงนาย Tom Felton ขึ้นมาได้ ก็เจ้าของบทเดรโก มัลฟอยไงครับ ที่ผมต้องขอบอกว่าฝีมือแกดีวันดีคืนดีมะรืนมะเรื่องมากๆ แต่โผล่น้อยอีกเหมือนกัน แ่กับรายนี้ผมพอเข้าใจครับว่าไม่ค่อยมีผลกับเรื่องราวเท่าไหร่ ก็โอเคน่ะ แค่เสียดายเท่านั้นเอง เพราะแม้จะโผล่แค่ 3 - 4 ฉากแต่ฝีมือออกแบบสุดๆ ครับ

ส่วนดารารุ่นเก๋าคนอื่นก็ไม่มีปัญหาครับ ทุกคนถือว่าทำได้น่าพอใจทั้งสิ้น Ralph Fiennes กับบทโวลเดอร์มอร์ก็ทำได้น่าพอใจครับ เปิดตัวได้ชั่วร้ายดีมากๆ, Brendan Gleeson ก็ทำได้ดีกับบทแม็ดอาย มูดดี้ ท่าทางประสาทเสียกันไปเลย
นอกจากนักแสดงแล้ว งาน Effect หายห่วงครับสุดยอดมากๆ ที่เด็ดอีกอย่างคืองานพวกฉากนี่แหละที่ออกแบบมาได้น่าประทับใจทีเดียว โดยเฉพาะฉากใต้น้ำอันเป็นภารกิจที่ 2 ของการแข่งขัน มันให้อารมณ์ผจญภัยใต้น้ำแบบที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานมากๆ แล้ว ไม่รู้สิครับผมว่าคนที่หลงรักฉากผจญภัยใต้น้ำนะ ดูแค่ฉากเดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ไม่ว่าจะโขดหิน หุบเหวหรือสาหร่ายทำได้สวยงามและดูสมจริงมากๆ เอาแค่ฉากนี้ก็ได้ใจไปครองแล้วครับ ส่วนช่วงที่ซัดกับมังกรก็ทำได้ดีเหมือนกัน

เนี่ยครับ พวกงานสร้างด้านเทคนิคและนักแสดงผมว่าดีหมด และจุดเด่นอีกอย่างคือความฮาครับ นี่เป็นภาคที่ฮามากๆ ช่วงครึ่งแรกนี่ยิงมุขกระจายเลยครับ ฮาแบบธรรมชาติมากๆ ซึ่งก็เป็นสไตล์ของผู้กำกับ Mike Newell อยู่แล้ว ที่ชอบแทรกมุขตลกท่าทางสไตล์อังกฤษแบบนี้ลงไป แล้วอีกอย่างที่น่าชื่นชมก็คือเรื่องมิติของตัวละครครับ ภาคนี้ดูแลัวพวกแฮร์รี่ดูมีเลือดเนื้อขึ้นมากทำให้หนังลื่นไปได้เรื่อยๆ แม้จะอารมณ์จะโดดบ้างก็ตาม แต่ไอ้มุขฮาและความลึกของตัวละครนี่เองที่เป็นยาแนวคอยสมานให้หนังออกมาดี และพอจะลืมๆ เรื่องจุดด้อยไปได้บ้าง อันนี้ก็ขอชมเฮีย Mike แกล่ะครับ ทำได้ไม่เสียชื่อจริงๆ

อีกส่วนคืองานดนตรีซึ่งภาคนี้เปลี่ยนเป็น Patrick Doyle เป็นคนทำ ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่ค่อนข้างไปกับหนังได้นะครับ แต่อันนี้ก็เสียดายอีกและ เพราะไอ้เพลงที่เพราะๆ พี่แกดันไม่ได้ใส่ไปในหนัง แต่เจือกเอาไปลงใน End Credits ก็อยากขอให้ลองฟังเลยนะครับ หนังจบแล้วรอฟังเพลงอีกหน่อย แล้วท่านจะสัมผัสได้ว่าฝีมือแท้ๆ ของ Doyle น่ะเป็นอย่างไร ดนตรีช่วงเครดิตนี่ทั้งซึ้งและกินใจมากๆ ก็ได้แต่งงล่ะครับว่าทำไมเอ็งไม่เอามาใส่ในหนังวะ

มีอะไรอีกล่ะ งึมงำๆ อ้อ ใช่ ผมว่าหนังกระชับเกินไปในช่วงท้ายครับ มีหลายๆ ฉากที่หนังควรลากให้มากกว่านี้เพื่อจะได้ดันอารมณ์ให้สุดๆ ไปเลย เพราะไหนๆ ก็ตัดออกไปเยอะแล้วน่ะ ดังนั้นไอ้ที่เหลืออยู่นี่ก็น่าจะอัดกระหน่ำให้เต็มที่ซะหน่อย เนี่ย ตั้งแต่ช่วงเข้าเขาวงกตเป็นต้นมาเลยครับที่หนังเดินไวเกินไป เหมือนรีบๆ ให้จบยังไงก็ไม่ทราบ แล้วก็เลยไปถึงช่วงลุยกับโวลเดอร์มอร์ก็เหมือนกัน น่าจะลากไปอีกหน่อย เพื่อความเต็มอิ่ม ซึ่งจุดนี้ผมว่าผู้กำกับทางตะวันตกยังไม่แม่นครับไอ้ฉากเร้าอารมณ์ทำนองเนี้ย (น่าจะตามพวกผู้กำกับหนังญี่ปุ่นหรือเกาหลีไปทำครับ เอาแค่ฉากเน้นอารมณ์นี่แหละ หนังคงสมบูรณ์สุดๆ ไปเลย ... แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก)

ครับ ยาวแล้วๆ โอเค มาสรุปดีกว่า ตกลงว่าทุกส่วนของหนังดีหมดครับ ดาราดี เทคนิคต่างๆ ทำได้ยอด ความฮาก็มากครับทำให้ดูเพลินอย่างยิ่ง และตัวละครก็มีมิติยิ่งกว่าภาคใดๆ ดนตรีก็ใช้ได้ (ไอ้ที่ดีดันไปไว้ตอนจบที่ชาวบ้านเขาเปิดก้นหนีกันเกือบหมดโรงแล้ว โธ่)ส่วนเรื่องการที่หนังมีรายละเอียดไม่เท่านิยายนั้นก็ขอให้ทำใจเลยครับ มันไม่เท่าแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้น หนังภาคนี้ก็จัดว่าดูสนุกครับ สนุกที่สุดในบรรดาหนังแฮร์รี่ทั้งหมดเลย ลื่นไหลลงตัวมากๆ ในแง่ความเป็หนัง แม้ช่วงท้ายจะเร่งให้จบไปนิดก็ตาม (ทำให้ไม่อิ่มเท่าที่ควรครับ)

อันนี้ต้องแล้วแต่ท่านล่ะครับว่าจะเอายังไง เพราะโดยส่วนตัวผมว่าหนังมันทำออกมาได้สนุกครับ มันส์ดี แม้จะมีจุดอ่อนสองสามอย่างที่ผมบอกก็เถอะ แต่หนังก็ยังทำได้น่าติดตามขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้วล่ะครับ ผมว่าคนที่อ่านมาแล้วถ้าไม่คิดมากก็น่าจะชอบกันล่ะครับ ส่วนคนที่ยังไม่อ่านอย่างผมก็คงไม่ผิดหวังเท่าไหร่ เพราะแม้จะดูอย่างผู้ไม่รู้ในบางเรื่องก็ตาม แต่ผลที่ได้ก็คือความบันเทิงอยู่ดี

คิดซะว่าเป็นกุศโลบายของเจ๊ J.K. Rowling แล้วกันครับ เหมือนกับเจ๊แกให้คนทำหนังมาเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ขายหนังสือทางหนึ่งมากกว่า ผมว่านะ เพราะสังเกตมานานแล้ว ปกติหนังจากหนังสือส่วนมากมันจะไม่ทำให้เกิดความอยากอ่านหนังสือขนาดนี้น่ะครับ แม้รายละเอียดจะไม่ครบ แต่หนังมันก็สมบูรณ์ในตัวของมันเองแทบทั้งนั้น มีแต่หนังชุด Harry นี่แหละที่ดูๆ ไปแล้วเกิดความรู้สึกว่ามันไม่สมบูรณ์จนต้องตามไปอ่านต่อในหนังสือน่ะ

แล้วสุดท้ายเราก็ต้องยอมเจ๊แก ตามไปอ่าหนังสือทุกที


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.70   ตอบเมื่อ 18 พ.ย.48 เวลา 09:09
 ความคิดเห็นที่  184




แถมให้อีกรูป

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.70   ตอบเมื่อ 18 พ.ย.48 เวลา 09:09
 ความคิดเห็นที่  185

อยากดู Chicken Little มากๆ.....หาเรื่องย่อมาให้อ่านหน่อยนะคะ...

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  203.156.166.198   ตอบเมื่อ 18 พ.ย.48 เวลา 16:58
 ความคิดเห็นที่  186




...................คุณเคยมีความฝันใหมครับ ? แล้วความฝันของคุณคืออะไรกัน ? เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่โต๋ทุกคนมีความฝันอันสูงสุดครับ คุณคงนึกว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ใช่ใหมครับ? เปล่าเลย พวกเค้าแค่ขอสักครั้งในชีวิตที่ได้ไปเห็น ..ทะเล.. นอกจากผมจะได้เห็นเด็กๆวิ่งไล่ล่าฝันที่เป็นจริงของตัวเองแล้ว หนังเรื่องนี้ยังทำให้ผมได้เห็นความแกร่งของผู้หญิงเก่งอีก 2 ท่าน คือคุณป๊อป อารียา และ คุณนิสา คงศรี ที่มุ่งมั่นบากบั่นทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อสานฝันของตัวเองล้วนๆ ( คุณป๊อปควักเงินตัวเองหลายแสน เพื่อทำหนังทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีโอกาสฉายโรง นั่นหมายความว่าไม่มีโอกาสแม้แต่จะหาทางคืนทุนเลยสักบาท )

..................เมื่อได้ยินคำว่า ภาพยนตร์สารคดี หรือหนังสารคดี หลายคนอาจจะทำหน้าเบ๊ แม้แต่ตัวผมเองก็ยอมรับว่าผมไม่ค่อยชอบดูหนังสารคดีเท่าไหร่นัก เพราะส่วนมากมันมักจะน่าเบื่อ และเราก็เชื่อฝังหัวกันมานานแล้ว หนังสารคดีเรื่องนี้ คุณป๊อป กับคุณนิสา เข้าไปคลุกคลีอยู่กับเด็กนักเรียนบ้านแม่โต๋ ถึงปีกว่าๆ เพื่อถ่ายทอดภาพชีวิตของเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ด้อยโอกาสแห่งนี้ออกมาเต็มเหยียด ก่อนจะตัดต่อออกมาเหลือแค่ 100นาที

...................แว่บแรกที่ผมเห็นสภาพโรงเรียนบ้านแม่โต๋ ซึ่งมีอาคารถาวรสูง2-3ชั้น รวมถึงอาคารอเนกประสงค์อยู่รายรอบ ผมก็บอกได้เลยว่าโรงเรียนนี้ไม่ใช่โรงเรียนแบบในเพลง โรงเรียนของหนู ของพงษ์สิทธิ คัมภีร์แน่ เพราะมันห่างไกลคำว่าทุรกันดาร ซึ่งตัวผมเอง เคยเห็นโรงเรียนที่ห่างไกลและกันดารกว่าที่นี่มาเยอะมาก สมัยเรียนเกษตรฯ ก็เคยไปออกค่ายตามโรงเรียนชนบทอยู่บ่อยๆ เคยเจอโหดๆกว่านี้มาเยอะ แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึกว่าจะเคยเจอโรงเรียนใหนที่อบอุ่นเหมือนอย่างโรงเรียนนี้มาก่อน บ้านแม่โต๋ คือโรงเรียนที่มีชีวิต จริงๆครับ

.....................สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของหนัง ไม่ใช่ความกันดาร แต่เป็นเรื่องราวของทุกชีวิตในโรงเรียนแห่งนั้น มันเต็มไปด้วยสีสัน อารมณ์ที่หลากหลาย เหตุการณ์ที่เหลือเชื่อว่าจะเกิดแต่ทำให้หนังดูดราม่ามาก หนังวางเด็กๆ5-6คนเป็นตัวหลัก เพื่อดึงคนดูให้รู้สึกเข้าถึงกับหนังได้อย่างง่ายดาย เด็กๆชาวเขาหลายเผ่า ซึ่งต้องมาอยู่รวมกันแต่ทุกคนก็รักใคร่กันดี และอยู่ในวินัยอย่างเคร่งครัด เพราะที่นี่คือโรงเรียนกินนอน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่โคตรถูก ปีละ 600บาท ??

.....................เด็กๆในหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดภาพชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีอาการเขินกล้องเลย ตลอด 100นาทีของการชม จึงเป็นประสบการณ์ที่วิเศษสุด ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ จะต้องรัก เด็กโต๋ แน่นอนครับ ผู้กำกับทั้งสองท่าน สร้างทั้งผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจอันวิเศษ รวมถึงส่งผลกระทบใจอย่างรุนแรง มีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นหลังดูจบ ทำอย่างไรจะให้โรงเรียนในเมืองไทยเป็นแบบโรงเรียนบ้านแม่โต๋ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงได้ใหม๊ งบประมาณของกระทรวงศึกษาที่ผ่านๆมา มันใช้ไปกับไอ้ที่สมควรจะจ่ายหรือเปล่า ? ทำไมครูส่วนใหญ่ของบ้านเรา ถึงไม่มีจรรยาบรรณครู รวมถึงจิตวิญญาณที่รักการสอนเหมือนอย่างคุณครูที่โรงเรียนนี้ ฯลฯ ผมอยากให้คนไทยสักล้านคน มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้

.....................ผมอยากให้เด็กไทยได้ดูหนังเรื่องนี้กันเยอะๆ จะได้รู้จักค่าของเงิน เด็กๆที่นี่เค้าเก็บหอมรอบริบกว่าจะได้เงิน 20บาท เพื่อมาใช้จ่าย แต่เด็กกรุงเทพแม่งซื้อมือถือเครื่องเป็นหมื่น ขายตัวหาเงินเที่ยว ใช้จ่ายเงินเป็นเบี้ย เลือกของแดก ทำตัวหรูหราฟุ้งเฟ้อ มีโอกาสเรียนแต่ไม่ตั้งใจเรียน อยากให้ไปดูชีวิตของเด็กที่เค้า อยากจะเรียน แต่หลายๆคนไม่มีโอกาสเรียนต่อสูงๆ ผมเชื่อมั่นอย่างสูงว่า ทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ จะได้ข้อคิดอะไรกลับไปอีกเยอะเลยครับ นอกเหนือจากความบันเทิงที่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมทั้งหัวเราะร่า น้ำตาริน มาแล้วครับ

ป.ล. หนังเรื่องนี้มีฉายแค่ที่ลิโด้ วันอาทิตย์วันนี้ 20พ.ย. และ วันธรรมดา 21-24พ.ย. รอบหกโมงเย็น จากนั้นสุดสัปดาห์หน้าอาจจะไปฉายที่เอมโพเรียม ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดครับ แต่อยากบอกว่า ถ้าท่านมีเวลาว่างพอ อยากให้ไปดูครับ เรื่องนี้ห้ามพลาด......


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.8.106   ตอบเมื่อ 22 พ.ย.48 เวลา 08:30
 ความคิดเห็นที่  187



In a moment before they must grow up and move on, a childhood is a world still filled with hopes and dreams, a world still filled with innocence

In the mountains north of Chiang Mai is a school. And in that school is a community of teachers and students from different tribes, speaking different tribal languages, all living together, raising their own crops, cooking their meals and continuing their education far from their villages.

The school has become their second home: their teachers, their second parents, the head principal, the founder of this school, their respected patriarch. He is the one who understands these children and knows their dream.

Every mountain child, born and raised in the north with the mountain stream running down the side of their village wants to know where the river ends. But without money, without transportation down the mountain, the ocean is as far away as the moon. As a reward for the students who complete their education, the teachers will take the graduating class to the waters end. All are poor, some are orphans, others struggle to learn Thai, their second language, to pass their exams and take their long awaited journey. Their journey isn\'t just about going to the ocean, a world beyond their village, but also an internal journey to grow from childhood to adulthood and the choices they will have to make toward that transition.

The story follows three main characters: three children from different villages and how they face their life\'s challenges.

Riangjai comes from a Hmong village. During a hunting trip two years ago her father was accidentally shot and killed. Her older sister was taken as a bride to another village. Ruengjai, the second oldest in the family of five is now the final hope for her family.

Ampai, from another Hmong village, is a cheerful child. Her parents, living in a dirt floor hut, want their only daughter to have a better life. She is sent far from home to live at the school. Her mother, unable to speak Thai, only cries for the sacrifice she has to make to send her daughter away.

Warut, a son from a Kaleng village, is not accepted into the school at first because he\'s autistic; he is a slow learner who is frustrated with school. He doesn\'t want to study and runs away. The head principal takes him under his care; determined to see him graduate with his class.

During the one year that this documentary was shot, the principal was diagnosed with prostrate cancer. The entire school, teachers and students, came together as a family to pray for his recovery. Another teacher, a beloved music and computer instructor, is moved to another school and again the entire school came together to say goodbye in tears and songs.

Raised with love and discipline to grow and survive outside their home, the mountain children\'s world is a world of beauty and struggle, laughter and tears. It is a moment in their childhood before they must grow up and move on. This is a story of their lives and their hopes and dreams. This is a story of their world, a world still filled with innocence.



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.8.106   ตอบเมื่อ 22 พ.ย.48 เวลา 08:38
 ความคิดเห็นที่  188




จัดให้ครับคนดี

ตอนนี้ เป็นเวลาหนึ่งปีหลังจาก "เหตุการณ์ลูกโอ๊กที่น่าเศร้า" ที่ ชิคเก้น ลิตเติ้ล ได้ก่อให้เกิดความโกลาหลในโอ๊คกี้ โอ๊ก บ้านเกิดด้วยการตื่นตูมว่า ฟ้ากำลังจะถล่ม หลังจากโดนสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นลูกโอ๊กร่วงใส่หัว ไก่น้อยแสนกล้าที่เศร้าซึมแต่ไม่ย่อท้อ ได้เข้าร่วมทีมเบสบอลท้องถิ่น ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูชื่อเสียงของตัวเอง และทำให้ บัค คลัค พ่อของเขาปลาบปลื้มในตัวเขา เมื่อเขานำชัยชนะปาฏิหาริย์มาสู่เมืองนี้ เขาก็กลายเป็นวีรบุรุษของเมือง

แต่หลังจากแชมเปียนกุ๊กไก่ ได้ชื่อเสียงของเขากลับคืนมาแล้วไม่ทันไร ก็มีบางสิ่งร่วงใส่หัวเขาอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ ฟ้ากำลังจะถล่มลงมาจริงๆ! ด้วยความกลัวว่าเขาจะถูกหาว่าบ้า เขาจึงลังเลที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง แต่เขากลับขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทของเขา อันประกอบด้วย หมูอ้วนรันท์, แอ็บบี้ มัลลาร์ด (หรือลูกเป็ดขี้เหร่) และ ปลาพ้นน้ำ เพื่อพยายามกอบกู้โลก โดยไม่ทำให้ทั่วทั้งเมือง ...ต้องเจอกับความอลหม่านโกลาหลครั้งใหม่!


--------------------------------------------------------------------------------

วอลท์ ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชัน ได้สร้างมิติใหม่ ให้แก่การสืบต่อธรรมเนียมในเรื่องตัวละครที่น่าจดจำ การเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยม และนวัตกรรมเชิงเทคนิคด้วย Chicken Little ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์อนิเมชันเต็มรูปแบบ เรื่องแรกของสตูดิโอ ดิสนีย์ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการใช้คอมพิวเตอร์ ในการสร้างอนิเมชันมาตั้งแต่ต้นยุค 1980s ได้นำสไตล์การสร้างภาพยนตร์อันโดดเด่น มาใช้ในสื่อภาพยนตร์ที่น่าตื่นเต้นนี้ พร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ทางเทคนิค ผลที่ได้ก็คือภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติดีเด่น ของอนิเมชันจากดิสนีย์ ที่ให้ภาพและความรู้สึก อย่างที่ผู้ชมไม่เคยได้เห็นมาก่อน ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น Chicken Little จะถูกฉายในโรงภาพยนตร์จำนวนจำกัดทั่วประเทศ ด้วย ดิสนีย์ ดิจิตอล 3D ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดิจิตอลสามมิติที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง ดิสนีย์ได้ร่วมมือกับบริษัทเอฟเฟ็กต์ชื่อดัง อินดัสเทรียล ไลท์ แอน์ด เมจิค หรือ ILM ในการเปลี่ยนภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นสามมิติ และภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็จะใช้ระบบการฉายภาพยนตร์ดอลบี้ ดิจิตอล ที่ได้รับการติดตั้งโดยเฉพาะด้วย

Chicken Little กำกับโดย มาร์ค ดินดัล และอำนวยการสร้างโดย แรนดี ฟูลเมอร์ ซึ่งเป็นทีมผู้สร้างพรสวรรค์ กลุ่มเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์อนิเมชันคอเมดีปี 2000 ของดิสนีย์เรื่อง The Emperor?s New Groove เรื่องราวโดย ดินดัล และ มาร์ค เคนเนดี และบทภาพยนตร์เขียนโดย สตีฟ เบนซิช และ รอน เจ. ฟรีดแมน และ รอน แอนเดอร์สัน ปีเตอร์ เดล เวโช รับหน้าที่ผู้ช่วยอำนวยการสร้าง จอห์น เด็บนีย์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ปี 2004 จากสกอร์ของเขา The Passion of the Christ และผู้ร่วมงานใน The Emperor?s New Groove เป็นผู้ประพันธ์และควบคุมวงดนตรีเพลง ออริจินอลซาวน์ดแทร็คของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นบทเพลงใหม่ ที่ขับร้องโดยนักร้องที่ได้รับความนิยมสูง เช่น แบร์เนคคิด เลดีย์ส, จอห์น ออนดราซิค, แพตตี้ ลาแบล, จอซ สโตน และ ชีตาห์ เกิร์ลส์

ทีมนักแสดงหญิงและชายผู้เปี่ยมพรสวรรค์ ได้เข้ามาพากย์เสียงให้ตัวละครอนิเมชันของ Chicken Little โดย แซค แบรฟ ดาราของซีรีส์ทางเอ็นบีซีเรื่อง Scrubs และผู้กำกับของภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปีก่อน Garden State ได้ใส่อารมณ์ขันออฟบีท ความแน่วแน่และพลังงานเปี่ยมล้น เข้าไปในตัวละครน้อยๆ ที่น่ารักตัวนี้, แกร์รี มาร์แชล นักแสดงผู้คร่ำหวอดในวงการ และมีความสามารถหลากหลาย (Pretty Woman, The Princess Diaries) ได้ใช้เสียงที่มีเอกลักษณ์ของเขา พากย์เสียงบัค คลัค คุณพ่อเจ้าอารมณ์ของชิคเก้น ลิตเติ้ล ผู้เป็นอดีตดาวเบสบอล, นักแสดงสาว โจน คูแซค ได้ใส่ความอบอุ่นและความขบขัน เข้าไปในเสียงของ แอ็บบี้ มัลลาร์ด (หรือลูกเป็ดขี้เหร่) เพื่อนคนสวยที่รวยคำแนะนำ, สตีฟ ซาห์น (Sahara, Happy, Texas) มีบทบาทใหญ่โตในการพากย์เสียงหมูอ้วนรันท์ หมูอ้วนน้ำหนัก 900 ปอนด์จอมวิตกจริต ที่ตัวเล็กที่สุดในครอบครัว, ดอน โมลินา มือลำดับภาพของเรื่อง เป็นผู้สรรค์สร้างเสียงที่ไร้คำพูดให้กับปลาพ้นน้ำ ที่ต้องพึ่งพาขวดน้ำขนาดห้าแกลลอน และหลอดดูดตลอด ส่วน ฟ็อกซี ล็อกซี ศัตรูคู่อาฆาตของชิคเก้น ลิตเติ้ล พากย์เสียงโดย เอมี ซีดาริส ดารายอดนิยมจากซีรีส์ Sex and the City และ Strangers with Candy

ทีมนักพากย์สมทบของเรื่อง ประกอบไปด้วยนักแสดงตลกพรสวรรค์มากมาย ดอน น็อทส์ ผู้รับบทเป็นรักษาการแทนนายอำเภอ บาร์นีย์ ไฟฟ์ จาก The Andy Griffith Show ได้รับการเลื่อนขั้นไปเป็นนายกเทศมนตรีเตอร์กี เลอร์กีใน Chicken Little, แฮร์รี เชียร์เรอร์ นักแสดงตลก (The Simpsons, his is Spinal Tap) เข้ารับหน้าที่ในการพากย์เสียงคุณโฮ่ง ผู้บรรยายการแข่งขันเกมเบสบอล, แพทริค สจวร์ต ใช้เสียงทะเล้นของเขาในการพากย์เสียงมิสเตอร์ วูลเลนสวอร์ธ ครูไฮสคูลที่ไร้อารมณ์ขัน, วอลเลซ ชอว์น พากย์เสียงเป็น เฟทชิท ครูใหญ่จอมหวาดระแวง, เฟรด วิลลาร์ด และ แคทเธอรีน โอ?ฮารา จับมือกันเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ ในบทเมลวินและทีนา คู่พ่อแม่เอเลียน ที่มีภารกิจในการตามหา เคอร์บี ลูกชายที่หายตัวไป, อดัม เวสต์ กลับคืนสู่ตำแหน่งที่องอาจอีกครั้ง ด้วยการพากย์เสียงเอซ ผู้แสดงเป็นชิคเก้น ลิตเติ้ลในเวอร์ชันจอเงิน, แพทริค วอร์เบอร์ตัน ผู้สร้างความขำขันให้ผู้ชมจากบทครองค์ หนุ่มงั่งใน Emperor?s New Groove มีบทรับเชิญอันน่าจดจำ ด้วยการพากย์เสียงตำรวจเอเลียน

Chicken Little สร้างขึ้นอุทิศให้แด่ความทรงจำของ โจ แกรนท์ อดีตสตอรีแมนและนักวาดภาพของดิสนีย์ ผู้จากไปในวันที่ 6 พฤษภาคม ปี 2005 เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่เขาจะฉลองวันเกิดครบรอบปีที่ 97 แกรนท์ผู้ที่ร่วมงานกับดิสนีย์ สตูดิโอมาตั้งแต่ปี 1933 และเป็นผู้เขียน Dumbo และควบคุมดูแลเรื่องราวใน Fantasia เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ศิลปินพรสวรรค์หน้าใหม่ๆ นับตั้งแต่เขากลับเข้าทำงานในสตูดิโอในปี 1989 เขายังคงวาดภาพ และสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ จวบจนวันก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.8.219   ตอบเมื่อ 24 พ.ย.48 เวลา 10:57
 ความคิดเห็นที่  189

ขอบคุณพี่ Bigsu มากนะคะที่หาเรื่องย่อมาให้อ่าน......หนังน่ารักๆแบบนี้น่าพาเด็กๆไปดู

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  203.156.166.198   ตอบเมื่อ 24 พ.ย.48 เวลา 15:49
 ความคิดเห็นที่  190

ขอบคุณพี่ Bigsu มากนะคะที่หาเรื่องย่อมาให้อ่าน......หนังน่ารักๆแบบนี้น่าพาเด็กๆไปดู

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  203.156.166.198   ตอบเมื่อ 24 พ.ย.48 เวลา 15:49
 ความคิดเห็นที่  191





เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กวัยรุ่นทั้ง 6 คน.....ต๊ะ, ปอ, คิ้ม, แต, นุช และโก้ ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่ต่างจังหวัด ปัจจุบันทุกคนแยกย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ มหานครแห่งทางเลือกและอนาคตที่ดีกว่า พวกเขามีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงปิดเทอม ด้วยการกลับมาเยี่ยม ครูพนอ อดีตครูที่เคยสอนพวกเขาสมัยมัธยมและเป็นแม่เลี้ยงของต๊ะ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในช่วงเวลาค่ำคืนแห่งความน่ากลัวนั้น ความลับในอดีตบางอย่างของเพื่อนทั้ง 6 ที่ไม่เคยปริปากบอกกันก็ค่อยๆ เปิดเผยออกมาพร้อมกับการตายอย่างสุดสยอง

เรื่องราวเกี่ยวพันกับครูพนอ ครูสาวเสน่ห์แรงแม่เลี้ยงของต๊ะ เสน่ห์ของเธอแรงจนชายที่อยู่รอบตัวเธอต่างพากันหลงใหลและทำของใส่เธอเพื่อให้เธอหลงเสน่ห์ เมื่อการโดนของเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนทำให้เธอเสียสติ เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จะเพี้ยนบ้าเหมือนคนโรคจิต ครูพนอพยายามที่จะเอาของออกจากตัวเธอ โดยได้เดินทางไปหาหมอแขกเพื่อทำพิธีให้ด้วยการกินเนื้อสดๆ ของผู้ที่ทำของใส่เธอ แต่เกิดความผิดพลาดแทนที่ของจะออกจากตัวเธอ มันกลับส่งผลทำให้เธอมีพลังและอำนาจมากขึ้น เธอถลำลึกและกลับกลายเป็นผู้หลงใหลในไสยศาสตร์มนตร์ดำนั้นเสียเอง

และในค่ำคืนนี้ครูพนอจะใช้มนตร์ดำกับลูกศิษย์ของเธอ และพาพวกเธอเข้าสู่โลกแห่งการชำระแค้นด้วยไสยศาสตร์ ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ต้องกลัวจนตัวสั่น สยดสยองเกิดกว่าจินตนาการ และมันจะทำให้คุณเข้าใจถึงความหมายของคำว่า...ลองของ ลองดี อวดดี ปากดี ไม่ตายดี !! ภาพยนตร์ไสยศาสตร์เสียวสยองทุก 2 นาที




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 04 ธ.ค.48 เวลา 10:49
 ความคิดเห็นที่  192




...

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 04 ธ.ค.48 เวลา 10:50
 ความคิดเห็นที่  193

หนังเรื่องคิงคองก็น่าดู......ขอเรื่องย่อๆมาเป็นน้ำจิ้มหน่อยนะคะ

ผู้ส่ง  พรรณดาว    email     url     ip  203.156.166.198   ตอบเมื่อ 06 ธ.ค.48 เวลา 12:33
 ความคิดเห็นที่  194




คิงคอง
Official website
more info. from IMDB
แนว : แอ็คชั่น / ผจญภัย / Fantasy
ความยาว : - นาที
กำหนดฉาย : 14 ธันวาคม 2548


ปี 1933 นักแสดงหญิงประจำละครสลับฉาก แอนน์ ดาร์โรว์ (นาโอมี่ วัตต์ส) พบว่าตัวเธอไม่ต่างจากชาวนิวยอร์กจำนวนมากมาย ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ปราศจากหนทางจะหาเลี้ยงชีพ แม้ไม่เต็มใจที่จะประนีประนอม และต้องปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับงานในละครตลก แต่แอนน์มองว่าเธอมีทางเลือกที่แสนจำกัด ขณะที่เธอต้องเดินไปตามท้องถนนของเมืองแมนฮัตตันอย่างไร้จุดหมาย เมื่อความหิวทำให้เธอพยายามขโมยแอ๊ปเปิล จากแผงลอยของพ่อค้าขายผลไม้แต่ไม่สำเร็จ เธอได้รับความช่วยเหลือ จากผู้กำกับภาพยนตร์ที่ชื่อ คาร์ล เดนแฮม (แจ็ค แบล็ค)

ดูเหมือนว่านักผจญภัย-นักลงทุนผู้นี้ ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับการลักทรัพย์ เพราะในวันนั้น เขาเพิ่งขโมยฟิล์มชุดเดียวที่มีอยู่ ของภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ที่ยังสร้างไม่เสร็จ มาจากใต้จมูกของผู้บริหารสตูดิโอ เมื่อพวกนั้นขู่จะยึดเงินทุนทั้งหมดของเขาไป ในเย็นวันนั้น คาร์ลจะพาลูกเรือของเขาขึ้นเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ ชื่อเรือเอสเอสเวนเจอร์ โดยตั้งความหวังไว้ว่า จะสามารถสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่น/ ท่องเที่ยว ของเขาให้เสร็จสมบูรณ์ได้ คาร์ลแน่ใจว่าในที่สุดแล้ว เขาจะได้พบกับความยิ่งใหญ่ ที่เขารู้ดีว่ารอเขาอยู่ข้างหน้า และถึงแม้ทีมงานจะเชื่อว่า ความสำเร็จข้างหน้าจะรออยู่ที่สิงคโปร์ แต่คาร์ลหวังว่าเขาจะหาและได้ถ่ายทำ ณ สถานที่ลึกลับในตำนาน นั่นก็คือ เกาะหัวกะโหลก

โชคร้ายสำหรับคาร์ล เมื่อดารานำหญิงของเขาเกิดถอนตัวออกจากภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่การออกค้นหาดารานำหญิงคนใหม่ ที่จะต้องใส่เสื้อผ้าไซซ์ 4 ได้ (เพราะเสื้อผ้าทุกชุด ได้ถูกตัดเย็บเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว) ได้นำคาร์ลไปเจอแอนน์ นักแสดงสาวที่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน แอนน์ไม่ค่อยแน่ใจนักกับการเซ็นสัญญากับคาร์ล จนกระทั่งเธอได้รู้ว่า นักเขียนบทละครที่กำลังมาแรง แจ็ค ดริสคอลล์ (เอเดรียน โบรดี้) กำลังเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ เพราะเงินค่าจ้างที่คาร์ล เพื่อนของเขาจ่ายเป็นค่าจ้างการผจญภัยอันเดือดพล่านครั้งนี้ เป็นเงินรายได้เพิ่ม จากรายได้ระดับพอประมาณของดริสคอลล์ ที่ได้จากงานละครเวทีของเขา

หลังจากได้ดารานำหญิงคนใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ และยังได้มือเขียนบทที่เหมือนโดนบีบให้ต้องขึ้นเรือมาด้วย "เรือกองถ่ายที่เคลื่อนที่ได้" ของ คาร์ล เดนแฮม จึงมุ่งหน้าออกจากท่าเรือนิวยอร์ก... และมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง ที่ไม่มีใครสักคนบนเรือจะคาดเดาได้!


--------------------------------------------------------------------------------



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.2.242   ตอบเมื่อ 06 ธ.ค.48 เวลา 15:47
 ความคิดเห็นที่  195




เมื่อวานแว๊ปไปดูหนังเรือง ลองของ มา
เป็นหนังที่ superb มาก ตื่นเต้นทุกช็อต
ผมว่าน่าจะเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ครับนอกจากเด็กโต๋ของคุณป๊อบ
ใครยังไม่ได้ดูขออนุญาตแนะนำนะครับ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.4.206   ตอบเมื่อ 09 ธ.ค.48 เวลา 07:28
 ความคิดเห็นที่  196




ออกมาแล้วครับกับ King Kong เวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งผมเองก็ยอมรับเลยครับ ตอนรู้ว่าพี่ Peter Jackson แกจะทำก็งงเหมือนกัน เพราะการรีเมคหนังคลาสสิคเนี่ยเป็นของหินเอาการเลยนะครับ แต่พอลองนึกๆ ดูว่ายุคนี้สมัยนี้งาน Effect มันพัฒนาไปไกลแล้ว ก็เลยพอจะเข้าใจครับ เพราะหนังอย่าง KK นี่ก็ถือเป็นหนังขาย Effect ได้เหมือนกัน พร้อมทั้งยังมีฉากผจญภัยอีกเยอะด้วย มันเลยน่าจะพอขายได้

แต่ก็อดคิดไม่ไ่ด้ครับ ว่าเนื้อหามันจะยังเป็นที่ดึงดูดหรือเปล่า ที่คิดแบบนี้ก็มาจากความคิดผมเองนั่นแหละ ซึ่งสารภาพเลยว่าความอยากดูหนังเรื่องนี้ของผมมันไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่ของใหม่อะไรน่ะครับ พวกไดโนเสาร์หรือการผจญภัยในป่าก็เป็นอะไรที่เห็นกันมานักต่อนักแล้วอ้ะ ดังนั้นการที่ผมไปดูนี่ก็เพื่อพิสูจน์มากกว่าว่าหนังมันจะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ส่วนเรื่องความแปลกใหม่ก็ไม่ค่อยคาดหวังแล้วล่ะ

KK มีความยาวสามชั่วโมงนะครับผม ก็จะว่าไปหนังก็แบ่งเป็นสามช่วง ช่วงละชั่วโมงได้ล่ะมั้ง ช่วงแรกก็เป็นการแนะนำให้คนดูได้รู้จักกับแอน แดร์โรว์ (Naomi Watts) นักแสดงสาวที่กำลังตกอับอย่างสุดขีด แล้วเธอก็ได้มาเจอกับคาร์ล เดนั่ม (Jack Black) ผู้กำกับที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้งานของตนเองสำเร็จออกมาได้ เขาได้ชวนเธอให้มาร่วมงานแสดงหนังผจญภัย โดยเดินทางกันไปถ่ายทำที่เกาะลึกลับในตำนาน ซึ่งระหว่างการนั่งเรือไปนั้น แอนก็ได้พบกับแจ๊ค ดริสคอลล์ (Adrien Brody) มือเขียนบทละครชื่อดัง ที่ทั้งเขาและเธอก็ชอบพอกันอย่างรวดเร็วครับ ซึ่งในช่วงต้นก็อย่างที่บอกนั่นแหละฮะ หนังปูพื้นตัวละครต่างๆ

สำหรับช่วงที่สองก็เป็นการผจญภัยบุกป่าผ่าดงครับ โดยแอนนั้นโดนคองจับไป และในเวลาต่อมาทั้งสองก็ได้การร่างสร้างความสัมพันธ์ขึ้น ส่วนพวกแจ๊คก็รวมพลกันออกตามหาเธอ จากนั้นหนังก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายครับ เป็นตอนที่คองไปอาละวาดในเมือง ซึ่งเรื่องจะลงเอยอย่างไรก็ลองตามไปดูได้เลยครับผม

คือ ที่ผมจะพูดนี่มันยาวนะครับ (เพราะหนังมันยาวเลยมีอะไรให้พูดเยอะหน่อย 5555 ) ถ้าท่านใดขี้เกียจอ่านผมก็อำนวยความสะดวกให้ตรงนี้เลยว่า หนังออกมาดีครับ ไม่แปลกใหม่แต่ออกมาน่าพอใจ และน่าติดตามพอสมควร Effect สุดยอด ดนตรีก็ดี ค่อนข้างคุ้มนะครับผมว่าน่ะ เอาล่ะ ความเห็นอย่างสั้นจบลงแล้วครับ

ทีนี้มาอย่างยาว สำหรับคำถามว่าหนังดีมั้ย หากตอบโดยรวมๆ ทั้งเรื่องก็ต้องบอกว่าออกมาดีครับ ... ดีเป็นส่วนๆ ไป

เพราะอย่างที่บอกว่าหนังมันมีสามองค์ประกอบครับ คือช่วงต้นเรื่อง (ปูพื้นตัวละคร) ช่วงกลาง (ผจญภัย) และช่วงท้าย (คองบุกเมือง) อันนี้ขอแยกส่วนในการพูดถึงครับ โดยเริ่มจากส่วนที่ผมชอบน้อยที่สุดก่อน นั่นคือ ส่วนของการผจญภัย ซึ่งส่วนที่ว่านี้ ถือว่าออกมาดี ... ดีแบบเท่าที่จะทำได้

ที่พูดอย่างนี้เพราะอย่างที่บอกไว้ตอนต้นครับ หนังมันไม่ใหม่น่ะ ดูๆ ไปส่วนต่างๆ มันเป็นอะไรที่เดาได้ตลอดครับ อย่างการบุกป่าไปเจอไดโนเสาร์เงี้ย คือเราเห็นกันมากี่เรื่องแล้วล่ะครับ เอาแค่ Jurassic Park นี่ก็ล่อไปสามรอบแล้ว ไอ้พวกความตื่นตาประหลาดใจคงไม่มากเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะพวกทีเร็กซ์หรืออะไรนั่นเราก็เห็นกันจนชินตาแล้ว และมันก็ลงสูตรเป๊ะๆ เลย ว่าต้องมีคนตาย ต้องมีการเอาตัวรอดอะไรเงี้ย คือมันเดาได้ตลอดครับ หนังมันไม่มีอะไรพลิกความคาดหมายเท่าไหร่ ซึ่งอันนี้ผมก็ทำใจแล้วล่ะครับ แล้วก็ต้องบอกให้คนที่ยังไมไ่ด้ดูทำใจด้วย เพราะในส่วนของการผจญภัยนั้นน่ะ มันไม่มีอะไรแปลกใหม่ครับ เราน่าจะได้เห็นกันมาเยอะแล้วล่ะ

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังทำออกมาไม่ดีนะครับ ผมว่ามันก็ออกมาน่าตื่นเต้นเหมือนกัน โอเคครับมันไม่ใหม่ มันเดาได้จริง แต่ผู้กำกับ Peter Jackson แกก็มีศักยภาพพอในการจะเนรมิตฉากการไล่ล่าให้มันออกมาน่าติดตาม มีลุ้นน่ะว่างั้นเถอะ ซึ่งส่วนที่ช่วยได้มากคือมุมกล้องครับ ทั้งมุมกว้างและมุมแคบ ช่วยเร้าอารมณ์คนดูได้ดี เช่นเดียวกับดนตรีของ James Newton Howard ที่เพิ่มความตื่นเต้นได้ดีครับ

ดังนั้น แม้มันจะไม่ใหม่และลงตามสูตรทุกประการ แต่อย่างน้อยมันก็ออกมาตื่นตาครับ

ก็อย่างที่บอกไง มันทำออกมาดีเท่าที่คนเราจะทำได้ ... ทำให้มันใหม่สดไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้มันตื่นเต้นได้แล้วกัน

ส่วนการผจญภัยก็บอกไปแล้วนะครับ ว่ามันตื่นเต้นเท่าที่มันจะตื่นเต้นได้แล้วล่ะ ว่าง่ายๆ ก็คือมันออกมาไม่เลวน่ะครับ พอๆ กับพวก Jurassic Park เลยด้วยล่ะฮะ และอีกอย่างที่สะใจผมคือตัวประหลาดไม่ได้มีแค่ไดโนเสาร์นะครับ มีตัวบ้าอะไรอีกเยอะ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ หนอนครับ ... 555 ไม่ใช่หนอนตัวจ้อยๆ ซะด้วย

ก็เปิดใจกันไปแล้วนะครับ สำหรับในส่วนการผจญภัยซึ่งผมไม่ค่อยจะประทับใจกับส่วนนี้เท่าใดนัก (คือออกมาดี แต่ก็ไม่ได้ตรึงใจเท่าใด) แต่จุดที่ผมชอบกลับไปตกอยู่ที่ช่วงแรก (ตอนปูพื้น) กับช่วงหลัง (ตอนคองบุกเมือง) มากกว่า

ในช่วงแรกนั้นหนังทำออกมาได้อย่างดีมากครับ ต้องบอกว่ายอดเลยล่ะ เพราะดาราทุกคนเล่นได้เฉียบหมด 3 ตัวเอก (Watts, Black และ Brody) บอกได้เลยว่า บทเหล่านี้สร้างมาเพื่อพวกเขาสามคนโดยเฉพาะครับ สีหน้าแววตา การพูดจารวมไปถึงการแสดงอารมณ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติโคตรๆ แต่ที่เด่นสุดๆ ต้องยกให้ Watts นางเอกของเรื่องครับ ทุกอากัปกิริยาของเธอมันยอดอ้ะ ถึงอารมณ์ตลอด อย่างตอนที่เธอจำใจต้องขโมยแอ้ปเปิ้ลมากิน แววตานี่สุดตีนครับ น่าสงสารมากๆ และดูๆ ไปผมว่าเธอน่าสงสารยิ่งขึ้นด้วยครับ เพราะเธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ น่ะ เป็นคนดีด้วย มีอัธยาศัยและร่าเริง ดีใจเมื่อได้สร้างความบันเทิงให้กับคนอื่น

อีกทั้งการที่เธอทำงานอาชีพนักแสดงก็เป็นไปเพราะใจรักทั้งสิ้นครับ ไม่ใช่อยากได้เงินได้ทองเพียงอย่างเดียว เพระถ้าเธอหิวเงินคงไปแสดงเปลื้องผ้าไปแล้วล่ะครับ และจุดนี้เห็นได้ชัดมากในตอนที่เธอเข้าฉากแสดงหนังบนเรือนั่นแหละครับ เธอแสดงอย่างเต็มที่ และตั้งใจ หรือแม้แต่การพูดบทตอนแสดงก็ตาม เธอไม่ได้แค่สักแต่พูด ไม่ใช่บทให้มายังไงแล้วเธอพูดเท่านั้น เธอยังใส่อารมณ์และจินตนาการถึงความพูดเหล่านั้น และสื่อคำออกมาเหมือนเธอป็นตัวละครนั้นจริงๆ

เห็นคนมีความตั้งใจและรักในอาชีพแบบแอนต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายอย่างโดนไล่ออกหรือตกงานอย่างเงี้ยครับ ไม่ให้สะเทือนใจได้อย่างไร ... ไม่สงสารได้ยังไง

ในจุดที่ว่านี่แหละ หนังทำได้สำเร็จครับ เราเลยพลอยเห็นใจและมีอารมณ์ร่วมกับผู้หญิงคนนี้ไปด้วยเลย

อย่างที่บอกว่าช่วงแรกนี่ปูพื้นได้ดีมาก นักแสดงสื่ออารมณ์ออกมาได้ถึงมากครับ ทำให้ช่วงแรกมีพลังมากเอาการอยู่ จากนั้นช่วงกลางก็เป็นการผจญภัยเอาใจคอแอ๊คชั่นไป แล้วหนังก็มาสุดตีนอีกทีในช่วงท้ายนี่แหละ

ตอนแรกผมก็ไม่หวังอะไรมากครับ คิดว่ามันคงมีฉากการอาละวาดของคองเท่านั้นแหละ แต่ผิดคาดว่ะเฮ้ย

ผิดคาดที่ว่าก็เพราะ พี่ Peter Jackson แกสามารถทำให้คองเป็นตัวละครที่มีมิติได้

ในเรื่องคองไม่ใช่แค่ตัวประหลาดร่างยักษ์เท่านั้น แต่มันมีจิตใจครับ ประเด็นนี้เริ่มมาตั้งแต่กลางเรื่องแล้วล่ะ ตอนที่แอนกับคองเริ่มผูกสัมพันธ์กัน จนคองเห็นแอนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมัน ทีนี้ช่วงท้าย ไอ้ที่เจ้าคองมันอาละวาดซะจนบ้านเมืองพังไปเป็นแถบๆ นั่นน่ะก็ไม่ใช่เพราะมันอยากทำร้ายใคร แต่มันทำไปเพื่อตามหาสิ่งที่มันรักเท่านั้น นั่นคือแอน

ที่ผมบอกว่ามันไม่ได้อยากจะทำร้ายหรือทำลายใครก็เพราะ พอมันได้เจอแอนปุ๊บ มันก็เอาเธอมาไว้ในมือ แล้วก็เดินในเมืองอย่างสงบ ไม่แตะต้องข้าวของหรือรถราใดๆ ทั้งนั้นครับ ถนนสายที่มันเดินผ่านตอนมีแอนเคียงข้างนั้นน่ะ รถจอดอย่างไรก็จอดอยู่อย่างนั้น ไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น

และในตอนต่อมา ก็เล่นเอาผมอึ้งไปเลย คือ ตอนที่คองพาแอนเดินเข้ามาในสวนสาธารณะครับ มีการเล่นกันบนลานน้ำแข็ง ภาพที่เห็นคือสัตว์หน้าขนตัวหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งลื่นไถลบนน้ำแข็ง แต่หนังสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ประมาณว่าคู่รักคู่หนึ่งเต้นลีลาศอยู่บนลานน้ำแข็งอ้ะครับ

ไอ้ฉากที่ว่าทั้งหลายนี่ยิ่งทำให้คองกลายเป็นอะไรที่มากกว่าสัตว์ครับ ... มันมีหัวใจ และ สิ่งเหล่านี้เพิ่มความแน่นให้กับอารมณ์ของหนังได้มาก โดยเฉพาะในตอนท้ายที่คองต้องอาละวาดอีกครั้ง

ในการอาละวาดในเมืองรอบแรกของมันก็เพื่อตามหาแอน ส่วนการอาละวาดรอบหลังของมันคือ การปกป้องรักษาความสุขที่มันมีนั่นเอง

อย่าว่าแต่มันทำเลย คนเราก็ทำกันอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ การปกป้องความสุขของตัวเองน่ะ

ยาวเหลือเกิน เฮ่อ น้ำเยอะน่าดูเน้อะครับ เอาเถอะ สรุปโดยรวม ดาราสุดยอดทุกคน Effect ดีเยี่ยม ดนตรีก็ยอดครับ และคนที่สมควรได้รับคำชมก็ต้องเป็น Peter Jackson ผู้กำกับ ซึ่งสามารถหนังแนวเดิมๆ สไตล์ไม่แปลกใหม่ให้ออกมาน่าติดตามได้ขนาดนี้

ตอนแรกที่ผมดูก็รู้สึกไม่ได้ชอบอะไรนัก แต่พอมานึกๆ ดูอีกที เขาก็ทำออกมาได้ดีสุดๆ เท่าที่จะเป็นไปได้แล้วนี่หว่า

หนังเรื่องนี้ไม่แปลกใหม่ก็จริง แต่ออกมาดีก็แล้วกัน

ดูหนังเองนี้แล้วคิดถึงพี่เบิ้มจับใจเลย เพราะเหมือนคิงคองเหลือเกิน 555555


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.3.51   ตอบเมื่อ 19 ธ.ค.48 เวลา 07:22
 ความคิดเห็นที่  197




The Emporer's Jouney aka La Marche de l'empereur

In the harshest place on Earth, love finds a way

สารคดีการเดินทางของนกเพนกวินพันธุ์ใหญ่ที่สุด The Emporer Penguin ผ่านทุ่งน้ำแข็งสู่จุดหมายที่เกาะกลางขั้วโลกใต้ เพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ ในสภาพอากาศที่เลวร้ายของขั้วโลกใต้ ไข่ที่ไม่ได้รับการปกป้องจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงเสี้ยวนาทีก่อนจะเป็นเหยื่อของความหนาวเย็น พ่อนกต้องอดอาหารถึง 3 เดือนในฤดูหนาว เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ไข่ ท่ามกลางอากาศอันหนาวและพายุหิมะ ในขณะที่แม่นกต้องเดินทางกลับไปมหาสมุทรเพื่อหาอาหารให้ลูกน้อยที่จะฟักออกมาเป็นตัว เมื่อแม่นกเพนกวินกลับมา ก็จะถึงเวลาที่พ่อนกต้องจากไปเพื่อหาอาหารกลับมาป้อนลูกน้อยบ้าง จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูร้อนฤดูแห่งการเติบ เวลาแห่งการแยกจากกับพ่อแม่

สารคดีเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้น่าติดตามมากครับ ได้ดูความน่ารักของนกเพนกวินเต็มๆ ตา เสียงเพลงประกอบก็ไพเราะเข้ากับบรรยากาศเป็นที่สุด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Best Documentary จาก National Board of Review (NBR)
และเป็นตัวเก็งในสาขา Documentary บนเวทีออสการ์ประจำปีนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายวันที่ 29 ธันวาคม ที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ อย่าลืมไปดูกันนะครับ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.1.215   ตอบเมื่อ 22 ธ.ค.48 เวลา 09:15
 ความคิดเห็นที่  198




เมื่อวานเป็นวันคริสมาสอีฟ กลับจากเรียนก่อนไปงานเลี้ยง นนอ.33 เลยนั่งดูหนัง
Animation เรื่อง The Polar Express โดยหนังเรื่องนี้ Tom Hanks และ Robert Zemeckis นำ storybook ที่เคยได้รับรางวัลของ Chris Van Allsburg อย่าง The Polar Express มานำเสนอในแนวใหม่โดยใช้ computer animation ซึ่งก่อนหน้านี้ Tom Hanks ก็เคยหยิบเอาหนังสือเรื่องหนึ่งของ Chris Van Allsburg มาทำเป็นภาพยนต์เช่นกัน ดูเหมือนว่า Tom Hanks จะชอบหนังสือของ Chris Van Allsburg เอามากๆ เพราะเขามักจะอ่านหนังสือเหล่านี้ให้กับลูกๆ เสอม โดยคราวนี้เขารีบคว้า The Polar Express เอาไปคุยกับคู่หูเก่า Robert Zemeckis เพื่อให้เขียนสคริปให้

แต่ก็มีคำถามตามมาว่าจะทำอย่างไรให้บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เป็นภาพวาดสีน้ำมันในหนังสือของ Allsburg มีชีวิตขึ้นมาได้ ซึ่ง Hanks คิดว่าประสบการณ์ของ Zemeckis ที่เคยทำหนัง animation มาก่อนจากเรื่อง Who Framed Roger Rabbid ปวกประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเป็นคนพากย์เสียงให้กับหนัง animation อย่าง Toy Story ทั้งภาคแรกและภาคต่อ รวมถึงทั้งคู้ยังมีประสบการณ์ร่วมกันในการใช้คอมพิวเตอร์กับหนังเรื่อง Forrest Gump ในตอนนที่ต้องทำให้ Tom Hanks กลับไปอยู่ในยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ทำให้ทั้งสองมีผลสรุปออกมาว่าก็ทำ The Polar Express ออกมาเป็นหนัง computer animation ซะเลย


ซึ่ง จะว่าไปหนังแนวนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่มากเหมือนกัน ซึ่งพวกเขาก็รับรู้ถึงข้อจำกัดในการทำหนังแนวนี้ Tom Hanks และ Robert Zemeckis ตกลงในที่จะใช้เทคนิค dubbed Performance Capture โดย Hanks จะเป็นคนแสดงท่าทางต่างๆ ในหนัง นอกเหนือจากการให้เสียงพากย์ ซึ่งเทคนิคนี้เป็นเทคนิคเดียวกับที่ Andy Serkis ใช้ในการเป็นต้นแบบการเคลื่อนไหวของ Gollum ในหนังไตรภาคอย่าง The Lord of the Rings แต่สำหรับ The Polar Express นั้น Hanks จะต้องเป็นต้นแบบแสดงท่าทางให้กับบทหลายๆ บท รวมไปถึงบทนำของเรื่องซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่เชื่อว่า Santa Claus มีจริง

Producer อย่าง Steve Starkey ที่เคยร่วมงานกับ Hanks และ Zemeckis ใน Forrest Gump และ Cast Away ได้อธิบายถึงเทคนิคนี้ โดยนำเอาตัวอย่าง video shot ของหนังซึ่งเป็นตอนที่เด็กหนุ่มจะได้เผชิญหน้าครั้งแรกกับ the Polar Express ในวัน Christmas Eve ซึ่งท่าทางต่างๆ ของเด็กหนุ่มคนนี้จะมาจากการแสดงท่าทางของ Tom Hanks ก็เนียบมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า CG actors จะมีสิทธิรับรางวัล Oscar กับเขารึเปล่า

สำหรับขั้นตอนการผลิตช่วงแรกนั้นจะเริ่มต้นที่การทำฉากหลังและบรรยากาศต่างๆ ของหนังในคอมพิวเตอร์ก่อน โดยฉากส่วนใหญ่จะเอามาจากภาพสีน้ำมันของ Van Allsburg ซึ่งมี Rick Carter รับหน้าที่เป็น Production Designer ให้ โดย Rick Carter เองก็ต้องเดินทางไปยังบ้านสมัยเด็กๆ ของ Van Allsburg และ Zemeckis เพื่อเก็บเกี่ยวแรงบรรดาลใจต่างๆ กลับมา จากนั้นก็จะทำส่วนที่สำคัญที่สุดของหนัง


ด้านนักแสดงก็จะต้องใส่ชุด Lycra ที่มีเซนเซอร์ต่างๆ ที่รับส่งท่าทางต่างๆ ที่แสดงออกมาเฉพาะในส่วนของหน้าก็มีเซนเซอร์กว่า 150 จุดแล้ว เซนเซอร์เหล่านี้จะจับท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ รวมถึงการแสดงออกทางสีหน้าแล้วส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังคอมพิวเตอร์ แม้แต่ costume designer และ Hairstylist ก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาจะต้องช่วยกันสร้างจินตนาการบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว แม้แต่ลักษณะของผิวหนังของตัวละคร เพื่อให้คนทำ animation ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ ในส่วนนี้ก็มี Zemeckis เป็นคนดูแลรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้หนัง animation เรื่องนี้ดีที่สุดเท่าที่พวกเราเห็นกัน

เมื่อบทถูกเลือกแล้ว ฉากแบบ 3-dimentional ในคอมพิวเตอร์ก็พร้อมแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของงานด้านถ่ายภาพ ที่จะต้องถ่ายภาพของแต่ละ shot ออกมา แม้แต่ shot ที่คงจะเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความจริง มีอยู่หลาย scenes ที่สามารถเสร็จสิ้นได้ใน shot เพียง shot เดียว โดยการนำเอาส่วนต่างๆ มารวมกัน ส่วนของนักแสดงเองก็สามรถที่จะแสดงออกได้เต็มที่โดยไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ นอกจากนี้การถ่ายทำก็ใช้เวลาเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลามานั่งวัดแสดงหรือตั้งกล้องอีก ด้วยสาเหตุเหล่านี้หนังอย่าง Monster House ก็จะมาใช้เทคนิคเดียวกันนี้ด้วย Monster House เป็นหนังที่เอามาจากหนังสือเช่นกัน โดยมี Steve Buscemi, Maggie Gyllenhaal, Fred Willard และ Catherine O?Hara เป็นคนให้ท่าทาง

Starkey นำเอา clips ของหนังอีกสองสาม clips มาให้ชม เป็นฉากการเล่นเพลงที่มีเหล่าบริกรมาเต้น tap เสริฟชอคโคแลตอุ่นๆ ให้กับเด็กๆ ซึ่งฉากการเต้น tap นี้ก็ได้บรรดานักเต้นจาก Broadway มาเป็นคนให้ท่าทางนั่นเอง อีกฉากหนึ่งก็น่าสนใจเช่นกัน เป็นฉากเด็กหนุ่มที่เป็นบทนำของเรื่องและ hobo กำลังเล่นสกีด้วยกัน ซึ่ง Hanks ต้องเป็นคนแสดงท่าทางให้กับทั้งคู่

เนื้อเรื่อง
ในคืนหิมะตกก่อนวันคริสมาสอีฟ เด็กชายตัวน้อยนอนลืมตาอยู่ในห้องของเขา ด้วยความตื่นเต้นและรอคอยวันคริสมาสที่กำลังจะมาถึง เด็กชายนอนนิ่งแทบไม่กระดิกตัว คอยเงี่ยหูฟังเสียงที่เขาหวั่นใจว่าจะไม่มีวันได้ยิน เสียงกระดิ่งของรถเลื่อนซานต้า เวลาในขณะนั้นคือห้านาทีก่อนเที่ยงคืน

ทันใดนั้นเด็กชายก็ต้องสะดุ้งตกใจด้วยเสียงกึกก้องกัปนาท เขาจึงรีบลงจากเตียงทันทีเพื่อมองไปนอกหน้าต่างว่าเป็นเสียงที่เขาตั้งหน้าตั้งคอยจริง ๆ หรือเปล่า เมื่อเด็กชายเอื้อมมือเช็ดฝาที่ติดอยู่กับกระจกก็ได้เห็นสิ่งที่ประหลาดใจมาก มันเป็นรถไฟสีดำเงาวับ ที่ส่งเสียงดังสนั่นในที่จอดรถหน้าบ้านเขาพอดี ไอน้ำที่พุ่งมาจากเครื่องอันทรงพลังส่งเสียงฟู่ ๆ ในท้องฟ้ายามราตรี ซึ่งมีเกร็ดหิมะโปรยปรายลงมา

เด็กชายรีบวิ่งออกไปนอกบ้านทั้งชุดนอน เขาได้พบกับนายตรวจตั่วรถไฟซึ่งดูเหมือนว่ากำลังคอยเขาอยู่เพียงคนเดียว นายตรวจชักชวนเขาขึ้นรถด่วนพิเศษ เอ็กเพรส โพลาร์ และพาไปขั้วโลกเหนือ

เด็กชายจะยอมขึ้นรถไปด้วยหรือไม่? ในคืนคริสมาสอีฟแบบนี้ นี่หรือคือสิ่งที่เขาตั้งหน้าตั้งตาคอย...



จากที่ได้ชมดูแล้วชอบมากครับ




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 25 ธ.ค.48 เวลา 11:19
 ความคิดเห็นที่  199




แถมภาพ Tom Hanks

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 25 ธ.ค.48 เวลา 11:25
 ความคิดเห็นที่  200




แนวหนัง ลึกลับ + สยองขวัญ ... ประมาณนั้น

The Fog นั้นเคยมีการสร้างมาแล้วรอบนึงนะครับ เมื่อปี 1980 ภายใต้การกำกับของ John Carpenter (แห่ง Halloween) ซึ่งผมก็เคยดูเมื่อนานมาแล้วล่ะครับ มานึกๆ ดูแม้จะจำอะไรไม่ได้แม่นนัก แต่ก็ยังจำได้ว่าตอนที่ดูนั้นผมก็กลัวไม่น้อยเหมือนกัน บรรยากาศหนังมันมืดๆ โรคจิตดี ทีนี้พอได้ข่าวการเอามารีเมคมันก็สนใจล่ะครับ เพราะเนื้อหาผมว่ามันใช้ได้นะ ไอ้หมอกลึกลับที่ออกมาฆ่าคนแบบเนี้ย

เนื้อหาก็ไม่ต่างจากของเก่าครับ เหตุมาเกิดที่เกาะแอนโตนิโอ้ เกาะเล็กๆ อันเงียบสงบ ซึ่งกำลังจะถูกรบกวนโดยกลุ่มหมอกลึกลับที่มุ่งตรงเข้ามาในเมืองโดยไม่ทราบที่มา เอาเป็นว่าไอ้หมอกบ้ากลุ่มนี้ไม่ได้มีเจตนาดีต่อชาวเมืองแน่นอนครับ ซึ่งเจ้าหมอกพวกนี้จะเป็นอะไร และชาวเมืองจะรอดไปได้หรือไม่อย่างไร อันนี้ก็ต้องหาคำตอบกันดูครับ บอกมากกว่านี้ก็สปอยล์พอดี อีกอย่างถ้าผมบอกเนื้อในไปหมด หนังคงหาความสนุกไม่เจอล่ะครับ
เพราะเท่าที่เป็นนี่มันก็ไม่สนุกอะไรนักอยู่แล้ว
ครับ หนังมีดีตรง Effect หมอกที่ดูสมจริงและอลังการดี รวมไปถึงพวกงานเมคอัพที่น่ากลัวในระดับหนึ่ง แต่ส่วนอื่นๆ ของหนังนี่แทบไม่มีอะไรน่าชื่นชมเลย เริ่มจากนักแสดงครับ พระเอกที่ชื่อ นิค แคสเซิล รับบทโดย Tom Welling ผู้รับบทเล่นเป็นคลาร์ค เคนท์ แห่งซีรี่ส์ Smallville นั่นเอง ในเรื่องนี้พี่ท่านเล่นหนังได้เหมือนเล่นหนังมากครับ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรเลย จืดมาก แข็งมาก ดูไปแล้วไม่มีอารมณ์ร่วมอะไรทั้งสิ้น ก็นับว่าน่าผิดหวังอยู่น่ะครับ ดูท่าว่าพี่แกจะเหมาะกับการหากินกับ Smallville อย่างเดียวซะล่ะมั้ง

ส่วนนางเอกของเรื่องอย่างอลิซาเบธ วิลเลี่ยมส์ แฟนของนิค ก็ได้ Maggie Grace มารับไป ตอนแรกได้ข่าวว่า Julia Stiles จะมาเล่นนะครับบทเนี้ย ซึ่งบทอลิซาเบธนั้นจะต้องดูมีอายุและมีความลึกลับซ่อนเงื่อนในตัวเองมากกว่านี้ครับ แต่พอ Stiles ไม่มา แล้ว Grace เสียบแทน บทเลยถูกปรับให้นางเอกดูอินโนเซนซ์มากกว่าเดิม ดูเด็กกว่าเก่าน่ะครับ (จุดนี้อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไม บทอลิซาเบธ ถึงได้ไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลนัก ... ใครดูตอนจบแล้วคงจะรู้ครับ) ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่า Grace เธอสวยและน่ารักมากๆ และ Sexy ดีนะครับ การแสดงของเธอก็ไม่เลว ไปๆ มาๆ จะเด่นกว่าพระเอกด้วยซ้ำไป แต่เนื่องด้วยบทของเธอมันออกจะคลุมเครือน่ะครับ เลยทำให้มิติตัวละครมันไม่ค่อยจะลงตัวนัก นี่ก็น่าเสียดายครับ เพราะผมว่าเธอแสดงได้ดีน่ะ แต่บทมันไม่แน่นเท่าไหร่นี่สิ เธอเลยออกจะแสดงดีแบบเสียเปล่าไปหน่อย

พูดถึงแสดงดีแบบเสียเปล่า ก็ต้องยกให้เจ๊ Selma Blair อีกคนครับ ในบทสตีวี่ เวนย์ ดีเจสาวแห่งแอนโตนิโอ้ เบย์ ซึ่งเธอเล่นได้ดีนะครับ น่ารักมีเสน่ห์น่ะอยู่แล้ว ไอ้ตอนออกอาการตกใจหรือตอนทำหน้าที่เป็นดีเจนี่สุดยอดอ้ะ เอาแค่ตอนจัดรายการแล้วทำเสียงแบบในลำคอ ชนิดที่ผู้ชายน่าจะหลงรักเสัยงของเธอได้ไม่ยากน่ะนะครับ (เสียงเธอมันแฝงในเชิงการเร้าอารมณ์ได้ดีจริงๆ) แต่ก็นั่นแหละครับ บทเธอมันออกจะลอยๆ อยู่ นี่ก็เลยเข้าข่ายเล่นได้ดี แต่ไม่มีความหมายอีกรายหนึ่ง

อีกคนที่แสดงได้เข้าท่าก็ต้องยกให้ Rade Serbedzija ในบทกัปตันเบลค ซึ่งมาโผล่เอาตอนหลังๆ แต่ก็น่ากลัวดีครับ แม้เขาจะไม่ได้แสดงอะไรมาก แต่ก็ยังฝากฝีมือไว้ได้อยู่ แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับ เล่นดี แต่บทมันไม่ค่อยดีน่ะสิ

ความสยองนั้น ผมว่ามันไม่ได้มากมายอะไรหรอกครับ เราเจอกันมานักต่อนักแล้วน่ะ ไอ้มุขเสียงตึ่ง หรือการแพนกล้องไป จับที่โล่งๆ จุดหนึ่ง แต่ไม่มีอะไร แล้วก็แพนไปทางอื่น จากนั้นพอแพนกล้องกลับมาอีกที ไอ้ตรงที่ไม่มีอะไรดันมีใครก็ไม่รู้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว หรือพวกอยุ่ไป พอดนตรีเงียบๆ ก็จะต้องมีตัวอะไรโผล่มาแฮ่ เนี่ยครับ ช่วงต้นๆ คุณอาจจะสะดุ้งบ้างแต่พอมาตอนท้าย ผมว่าคุณคงจับทางได้แล้วล่ะครับ

ผมว่าหนังมันให้ความสำคัญกับ Effect มากไปนิดนึง ไอ้พวกหมอกน่ะไม่ว่าอะไรหรอก แต่ไอ้พวกตัวที่อยู่ในหมอกน่ะ มันไม่น่าจะเป็น CGI น่ะครับ มันควรใช้คนจริงมากกว่า แต่พอหนังใช้เป็น CGI มันเลยดูไม่สยองอย่างที่ควรจะเป็น ถ้ามาเป็นตัวๆ ที่ดูมีเลือดเนื้อมันจะให้ความสยองได้ถึงใจกว่าครับ

เฮ่อ สรุปว่ามันค่อนข้างน่าผิดหวังอยู่น่ะฮะ เพราะหนังมันก็ไม่ได้ต่างไปจากพวก Darkness Falls หรือ Boogey Man ซักเท่าไหร่ ดูแล้วพอจบแล้วก็จบกัน ไม่ไ่ด้ติดใจ จริงๆ หนังมันควรเล่นกับการเฉลยปมน่ะครับ เพราะหนังมันทิ้งปมตั้งแต่ฉากแรก หนังมันน่าจะมาทำให้แต่ละปมมันน่าคินหามากกว่า แต่เท่าที่เป็นนี่ มันดูลอยๆ น่ะครับ ปมไม่ได้ชวนลุ้นอะไรเลย หรือการคลี่คลายว่า หมอกเจ้ากรรมนี่มาจากไหน และพวกมันคืออะไรก็ไม่ได้น่ากลัวนัก ไมไ่ด้ลุ้นน่ะครับ แต่ผมว่าถ้ามันกะจังหวะคลายปมดีๆ มันจะเร้าอารมณ์ได้มากกว่านี้นะครับ แม้จะไม่รู้สึกสยอง แต่อย่างน้อยก็ให้ความรู้สึกอยากติดตามในฐานะหนังลึกลับบ้างล่ะน่า

แต่นี่ สยองก็ไม่ถึง ลึกลับก็ไม่เท่าไหร่

ถ้าให้เว้าซื่อๆ ก็ต้องบอกว่า รอดูแผ่นก็ไม่เสียหลายครับ มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจหรือน่ากลัวนัก ยกเว้นคุณจะขวัญอ่อนโคตรๆ น่ะครับ ถึงจะรู้สึกโอเคบ้าง เพราะนอกจากมันจะไม่ค่อยน่ากลัวแล้ว ยังมีหลายๆ อย่างไม่มีเหตุผลด้วย เช่น จู่ๆ อลิซาเบธนางเอกของเรื่อง ดันออกมาเดินกลางดึกกลางดื่น ทั้งๆ ที่บรรยากาศมันบอกน่ะครับ ว่าไม่น่าออกมาเลย แต่เจ๊แกก็ยังเดินออกมาได้ หรือไอ้มุขเดิมๆ อย่างรถสตาร์ทไม่ติดนี่ก็ยังอุตส่าห์ควักมาเล่นอีก เฮ่อ

ก็น่าเสียดายครับ เนื้อหาน่าสน แต่การเดินเรื่องและส่วนต่างๆ กลับธรรมดาจนกลายเป็นเหมือนหนังทางทีวีไปซะนี่ แล้วก็น่าเสียดายอีกรอบครับ สำหรับ Rupert Wainwright ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ จริงๆ เขาเคยฝากผลงานดีๆ ไว้อย่าง Stigmata น่ะครับ เรื่องนั้นแม้ไม่สุดยอดแต่ก็ทำได้ไม่เลว บางฉากยังน่ากลัวกว่าเรื่องนี้ตั้งเยอะแน่ะ


ข้อมูลจาก IMDB ครับผม


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 14 ม.ค.49 เวลา 12:47
 ความคิดเห็นที่  201

JET LACK คืออารายน่ะ ช่วยบอก ให้ ตร.รู้หน่อยสิคร้าบเพื่อนฝูง เคยรู้แต่ Turbo lag (รถตูเอง บู๊สท์ช้าโคตร)ไม่รู้เหมือนกันป่ะ เห็นสะกดคนละแบบ ไม่ได้โจ๊กนะครับ อยากรู้ว่าเป็นแบบที่คิดไว้ไม๊ ทำนองว่าหัวขมองยังมีอาการของเจ็ทอยู่แต่พอดีไม่รู้ว่าอาการของเจ็ทมันเป็นยังไง(จะเหมือนกะเมาเรือแล้วขึ้นมานอนก็ยังโคลงเคลงในหัวทั้งคืนหรือเปล่า )

ผู้ส่ง  wpcsd42    email     url     ip  58.8.183.173   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.49 เวลา 00:26
 ความคิดเห็นที่  202

่jet lack คำนี้ไม่ทราบค่ะ น่าจะเป็น jet lag หรือเปล่าคะพี่?

ถ้า jet lag คำที่สองเป็นอาการป่วนของร่างกายที่เกิดจากการข้าม time zone เช่น บินจากไทยไปต่างประเทศแล้วเวลาต่างกันทำให้การนอน กิน ย่อยอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมายเกิดอาการผิดปกติเนื่องจากนาฬิกาในตัวยังปรับตัวไม่ได้ก็เลยนอนไม่หลับ เวียนหัวเวียนหูไปตามเรื่อง

ผู้ส่ง  หมีพูห์อ้วนพี    email     url     ip  70.98.30.249   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.49 เวลา 02:37
 ความคิดเห็นที่  203

รับทราบครับ ขอขอบคุณการบินไทย(หรือปล่าว)รักคุณเท่าฟ้า พอดีเห็นคุณนวล ท่านโพสต์ไว้ อาจจะสะกดผิดน่ะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดก็เลยมาถามหาความรู้ครับ ยังไงก็ขอขอบคุณน้องหมีอีกครั้งครับ

ผู้ส่ง  wpcsd42    email     url     ip  58.8.186.38   ตอบเมื่อ 20 ม.ค.49 เวลา 22:59
 ความคิดเห็นที่  204





เสือร้องไห้


"คิดถึงพี่หน่อยนะกลอยใจพี่ ห่างกันอย่างนี้ น้องคิดถึงพี่บ้างไหม
อย่าลืม อย่าลืม อย่าลืมสัจจา สัญญาที่ให้ ว่าตัวห่างไกลหัวใจชิดกัน
คิดถึง...."

เพลงท่อนต่อไป...ชักชวนให้อยากเอื้อนเอ่ยขับขานร้องต่อ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงสั่นลูกคอสไตล์ลูกทุ่งต้นฉบับที่หวนให้นึกถึงท้องไร่ท้องนาของ ศรคีรี ศรีประจวบ ด้วยแล้วสะท้านอารมณ์สุดจะบรรยาย

ผมได้ยินเสียงเพลง คิดถึงพี่ไหม? นี้ครั้งล่าสุดหลังจากเวลาผ่านไป 100 นาทีเต็มของการชมภาพยนตร์ เรียลลิตี้ เรื่องแรกของเมืองไทยชื่อ ?เสือร้องไห้? ซึ่งจบลงด้วยอารมณ์สุขระคนเศร้า จนแอบเห็นบางคนตาแดงๆเดินก้มหน้าออกจากโรงหนัง โดยเพลงนี้เป็นเพลงเกือบสุดท้ายก่อนขึ้นเอนเครดิต

หนังปล่อยให้เพลงบรรเลงยาวเต็มๆเพลง พร้อมภาพที่ปรากฏบนจออย่างช้าๆได้อารมณ์ร่วมสุดกลั้นใจไหว กับบทสรุปของ 5 ตัวละครหลักชาวอีสานคนต่างถิ่นที่เข้ามาอาศัยในเมืองแห่งแสงสีกรุงเทพมหานคร

แมน หัวปลา พนักงานโบกรถในที่จอดรถหน้าร้านอาหารซีฟู้ด ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นดาวตลกบนเวที
? ถ้ามีมนต์วิเศษ ก็อยากให้ชีวิตเราราบลื่น... ?

เนตร อินทรีเหล็ก ผู้ช่วยกุ๊กที่ผันตัวมาเป็นสตันท์แมนเพื่อหวังว่าสักวันจะได้แสดงแอ๊คชั่นคู่กับซูปเปอร์ สตาร์นักบู๊ จา-พนม ยีรัมย์
? ผมไม่ได้เป็นดารา เล่นทุกครั้งก็ได้เลือดกลับไปทุกครั้ง... ?

อ้อย สิงห์นักขับ แท็กซี่หญิงผู้มีฝันเล็กๆกับการอยากขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กลับบ้านเกิด
? พี่อ้อยอยากกลับไปหาพ่อ พี่อ้อยคิดถึงพ่อ... ?

โดยมี 2 ผู้เป็นตัวแทนต้นแบบที่เปรียบประดุจผลผลิตแห่งความสำเร็จและความใฝ่ฝันหนึ่งของชาวที่ราบสูง ได้แก่

พรศักดิ์ ส่องแสง หมอลำคนแรกของเมืองไทยที่ไปตระเวณคอนเสิร์ตไกลถึงทั่วโลก ที่ไม่มีใครรู้ว่าคนรวยขนาดเขาจัดการกับชีวิตอย่างไรในสังคมแห่งการแข่งขันนี้
? ผมก็ว่าผมสุดแล้ว ดังก็ดังแล้ว ทรุดก็ทรุดแล้ว... ?

และเหลือเฟือ ม๊กจ๊ก เจ้าของคณะตลกคาเฟ่ ที่ชีวิตจริงไม่ตลก เพราะเบื้องหลังบนเวทีที่มีชื่อเสียงก็ยังเป็นชีวิตที่สามารถยกมือปาดน้ำตาได้ทุกครั้งที่หวนระลึกถึง
? ตอนที่ผมยังไม่ใช่เหลือเฟือ อดอยากคืออะไรผมรู้ดี... ?

ที่มาดั่งเดิมของคำว่า เสือร้องไห้ นั้นผู้กำกับหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง สันติ แต้พานิช ได้ให้นิยามเป็นเรื่องเล่าไว้คล้ายนิทานปรัมปราว่า

? ทำไมจึงเรียกว่า เสือร้องไห้ ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ในอดีตกาลครั้งเสือเป็นเจ้าป่าเมื่อล่าวัวได้ เนื้อส่วนที่เสือจะกัดกินเป็นอันดับแรกคือเนื้อส่วนอกของวัวที่หวานนุ่ม เมื่อคราวมนุษย์ล่าเนื้อบ้างก็กระทำเช่นเดียวกับเสือ ทำให้เสือเมื่อมาเห็นซากวัวที่โดนมนุษย์แล่เอาเนื้อส่วนอกไปกินแล้ว จึงร้องไห้ โฮ..โฮ..ด้วยความเสียดาย การย่างเนื้อส่วนนี้จึงเรียกว่า เนื้อย่างเสือร้องไห้ ด้วยประการฉะนี้แล ?

ข้อความทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคำสามพยางค์ข้างต้นนั้น อาจเป็นส่วนผสมที่ดูจะยังไม่ค่อยชัดเจนหรือรู้สึกรู้สานักสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เจ้าของคอนเส็ป ? หนึ่งปี ไม่มีบท ของจริง ? เรื่องนี้นัก เลยทำให้ผมพลอยนึกไปถึงอีกเรื่องราวหนึ่งที่พอจะไปในแนวทางเดียวกันได้

คือเรื่องของรายการเรียลลิตี้ดัง คนค้นคน ทางจอแก้ว เมื่อเดือนพฤษาคมในตอนชื่อ สงกรานต์ชีวิตลูกอีสาน ที่เล่าเรื่องถึงชีวิตคนอีสานระดับรากหญ้าหลายคนส่วนใหญ่ยึดอาชีพคนงานกรรมกรก่อสร้างที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง อาศัยแรงกายเกือบตลอดวัน(หรือบางทีเกือบ 20 ชั่วโมงต่อวัน)เข้าแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างวันละร้อยกว่าบาท โดยมีความหวังอันริบหรี่ของแต่ละคนไปว่าชีวิตวันข้างหน้านั่นน่าจะไร้หนี้สิน สมควรจะ.. ดีขึ้น

โดยตัดสลับกับเหตุการณ์บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาซึ่งมีผู้ที่เฝ้ารอคอยอย่างพ่อแม่ผู้แก่ชรา และเด็กเล็กๆ ที่นับวันตั้งตาเฝ้ารอถึงวันหยุดยาวอย่างเช่น เทศกาลสงกรานต์ ที่บรรดาลูกๆพ่อๆผู้มุ่งหน้าหางานทำยังต่างถิ่นจะคืนกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ด้วยนั่นคือจุดหมายเดียวกันกับ ผู้ไกลบ้านที่ใจจดใจจ่อกับวันคืนถิ่นด้วยอารมณ์โหยหาที่ไม่ต่างกัน

เปรียบประดุจดั่งนกน้อยที่แข็งแกร่งโผบินออกจากรังยามเช้า และพร้อมหวนกลับคืนรังเมื่อพลบค่ำ แต่ช่วงเวลาที่จะหวนคืนของลูกหลานอีสานเหล่านี้พลบค่ำไม่สามารถหวนคืนได้ทันที ต้องเฝ้ารอวันเวลา ฤดูกาลและโอกาสที่เหมาะสมมาเยือน ซึ่งคำตอบของรายการ คนค้นคน ตอนที่ออกอากาศนี้คือ วันสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวอย่างต่อเนื่อง

ว่าไปแล้วแค่โฆษณาตัวอย่างสั้นๆก่อนวันออนแอร์จริง ของรายการ คนค้นคน ตอน สงกรานต์ชีวิตลูกอีสานซึ่งมี 2 ตอน 2 สัปดาห์นี้ ไม่ได้ชวนให้ผมอยากติดตามชมเอาเสียเลย เนื่องจากนึกไม่ออกว่าจะมีอะไรน่าสนใจ ตรงไหน ? ทั้งๆที่ผมก็เป็นคนต่างจังหวัดมาทำงานไกลบ้านคนหนึ่งแหมือนกัน ทีแรกผมเดาๆดูว่าก็เรื่องวันหยุดยาว ใครๆก็กลับบ้านกันไม่น่าจะมีอะไรแปลกประหลาดแถมแสนจะธรรมดามากเลย ยิ่งดูตอนที่หนึ่งจบลงในสัปดาห์แรก ก็ยังไม่เห็นมีอะไรนอกจากแจกแจงรายละเอียดของผู้จากบ้าน และผู้เฝ้ารอ

แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังติดตามดูอยู่ในตอนที่ 2 ในสัปดาห์ต่อมา เพราะช่วงเวลา 4 ทุ่มวันอังคารไม่มีรายการทีวีอะไรเป็นช้อยเรียกร้องความสนใจได้มากนัก ผลปรากฎว่า การกลับตาลปัตรทันทีเมื่อมาถึงบทสรุปท้ายสุดของผู้ดำเนินรายการหน้าเข้มที่ครั้งหนึ่ง ผอ.มิ่งขวัญ แสงสุวรรณแห่งช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เคยรำพึงเมื่อแรกเห็นขึ้นว่า
? ทำไม ใครให้โจรสะพานลอยมาจัดรายการ ล่ะเนี๊ย...?

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ เจ้าของคำพูดประเภทกลั่นกรองสรรหาถ้อยคำโดนๆลึกซึ้งกินใจ จนผมมักหลุดคำพูดจากปากว่า ?คิดได้ไงหนอ ไม่ธรรมดาเลยพี่(โจรสะพานลอย)คนนี้... ?บ่อยๆ

บทสรุป การทำงานห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอนครั้งนี้ ออกมาในทำนอง

มีเหตุผลอันใดเล่า ต้องกลับคืนถิ่นฐานกัน ประดุจเหล่ารากฝอยทั้งหลาย หวนคืนสู่รากแก้ว,
รากแก้วต้นต่อแหล่งนี้เป็นบ่อเกิดเชื้อไฟช่วยเติมพลังกำลังใจให้กับพวกเขาได้มีแรงใจฟันฝ่าอุปสรรคต่อไปรึ,

ทำไม คำว่าครอบครัวถึงต้องต่างคนต่างอยู่คนละทิศละทางอย่างนี้ จะยังเรียกว่าครอบครัวได้อยู่ฤา,
ทำไม ต้องจากลาผู้อันเป็นที่รักเพียงเพื่อไปแลกกับค่าจ้างเพียงวันละร้อยกว่าบาท,
ทำไม เมืองที่ได้ชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองอย่างกรุงเทพฯ ต้องดึงดูดผู้คนเข้าไปมากมายจนดูอ้วนพีเทอะทะ
แต่กลับปล่อยให้เมืองอื่นอย่างต่างจังหวัดท้องถิ่นร้างผู้คน เหลือแต่ผู้เฒ่าผู้แก่กับเด็กเล็ก จนแทบจะเป็นการล้มสลายของสถาบันครอบครัวอยู่แล้ว,

อย่างนี้จะเรียกประเทศไทย ว่าเมืองแห่งความพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองศิวิไลซ์ได้อย่างไร ในเมื่อเมืองหนึ่งโต แต่อีกหลายสิบเมืองต้องตายลง

แถมตั้งคำถามทิ้งท้ายโดนใจให้ได้ทบทวนระบบกระบวนการคิดกันอีกที กับถ้อยคำประมาณว่า เราจะยอมแลกชีวิตทั้งชีวิตกับเศษเงินอันน้อยนิดจากเมืองหลวงเหล่านี้จริงๆหรือ ?

แม้นั่นจะเป็นเพียงความเห็นหนึ่งของสื่อหนึ่งเท่านั้น แต่ในที่นี้ถ้าลองจับมาเรียงต่อกันเฉกเช่นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ดู จะพบรอยต่อที่แนบสนิทกันอย่างน่าฉงน นั่นคือบทสรุป รายการคนค้นคน ตอนสงกรานต์ชีวิตลูกอีสาน กับหนังเรียลลิตี้ เสือร้องไห้ ในฉากจบท้ายเรื่อง 3 ตัวละครที่ไขว้คว้าหาฝันนั้นทุกคนมีสิ่งที่เป็นหลักและที่ยึดมั่นของจิตใจเป็นสิ่งเดียวกันหมด

แมน หัวปลา ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปหมดสิ้น แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นว่าผู้คนแถวบ้านละแวกบ้านยังคงเฝ้าดูน้ำหน้าคนอย่างเขาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เนตร อินทรีเหล็ก สตันท์แมนนักสู้ที่ไม่อยากโกหกคนที่บ้านอีกแล้ว พร้อมที่จะไปบอกแม่ว่าเขาไม่ใช่ดารา แต่เป็นตัวแทนของดารา

และ อ้อย สิงห์นักขับ หญิงผู้ฝันไม่ไกลกลับความรู้สึกเท่และภาคภูมิใจกลับการขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กลับบ้านเกิด ไปกราบเท้าพ่ออันเป็นที่รัก

คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าท้ายสุดแล้วจุดศูนย์รวมทางจิตใจของบรรดาลูกอีสานหมู่เฮาเหล่านี้ สิ่งนั้นก็คือ บ้านเกิดเมืองนอน นั่นเอง ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีเหตุผลหรือความจำเป็นเฉพาะตัวของการต้องพรากจากพื้นเพอันเป็นที่กินที่นอนที่ตายของบุคคลอันเป็นที่รักไปเพียงเพื่อรอวันหวนคืน

แต่ตัวอย่างสำหรับนักฝันทั้งหลายก็ยังคงมีความฝันเล็กๆที่ไม่ไกลเกินเอื้อม หรือยากลำบากเกินกำลัง (อย่างอ้อย สิ่งนักขับ) และฝ่ายผู้เฝ้ารอดูว่าจะไม่ต้องคอยนานจนจากลาไปเสียก่อน ได้เห็นความสำเร็จความสมหวังได้ร่วมยินดีปรีดา เพราะบางทีเราท่านต่างอยากจะใฝ่ฝันเป็นตัวโน๊ตดนตรีที่ส่งเสียงก้องดังแสนไพเราะ โดยลืมไปว่า โน๊ตที่ไม่ได้เล่น ก็คือโน๊ตที่สำคัญที่สุด ของบทเพลงนั้นๆเช่นกัน

...คิดถึงพี่หน่อยนะกลอยใจเจ้า พี่ตรมพี่เหงา เพราะคิดถึงเจ้าเชื่อไหม
ฝากใจกับจันทร์ ฝากฝันกับดาว ทุกคราวก็ได้ เราต่างสุขใจเมื่อคิดถึงกัน

ท่อนจบของเพลง คิดถึงพี่ไหม จบลงอย่าง ?อิน?ในอารมณ์ชีวิตเหล่าเสืออีสาน พร้อมการเลือนหายไปของภาพบนจอผืนผ้าใหญ่สีขาว ตอนแรกผมสงสัยทำไมผู้กำกับถึงใส่เพลงรักแสนเศร้าเพลงนี้ในหนังที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องคู่รักหนุ่มสาวเลย แต่ครั้นผมลองเปลี่ยนบางคำตามเนื้อเพลงเล่นๆดู

โดยเปลี่ยนคำว่า ?พี่? เป็นความหมายคำว่า ?บ้าน(เกิด)?
และ ?น้อง? หรือ ?เจ้า? แทนความด้วยคำว่า ?(ตัว)เรา? ดูล่ะ..อย่างเช่น คิดถึง?พี่?ไหม ก็กลายเป็น คิดถึง?บ้าน?ไหม
นั่นทำให้ถ้อยคำหนึ่งผุดขึ้นมาโต้ตอบเสียงเพรียกจากข้างในของผมทันที ว่า

ไอ้เสือ...ถอย!


--------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ เนื้อเพลง คิดถึงพี่ไหม

คิดถึงพี่หน่อยนะกลอยใจพี่ ห่างกันอย่างนี้ น้องคิดถึงพี่บ้างไหม
อย่าลืม อย่าลืม อย่าลืมสัจจา สัญญาที่ให้ ว่าตัวห่างไกลหัวใจชิดกัน

คิดถึงพี่ก่อนน้องนอนก็ได้ เมื่อยามหลับไหลน้องเจ้าจะได้นอนฝัน
ข้างขึ้นเมื่อใดแก้วใจโปรดมอง แสงของดวงจันทร์ เราสบตากันในแสงเรื่อเรือง

คืนไหนข้างแรมฟ้าแซมดารา น้องจงมองหาดาวประจำเมือง
ทุกคืนเราจ้องดูเดือนดาว ทุกคราวเราฝันเห็นกันเนืองเนือง ถึงสุดมุมเมืองไม่ไกล

คิดถึงพี่หน่อยนะกลอยใจเจ้า พี่ตรมพี่เหงา เพราะคิดถึงเจ้าเชื่อไหม
ฝากใจกับจันทร์ ฝากฝันกับดาว ทุกคราวก็ได้ เราต่างสุขใจเมื่อคิดถึงกัน


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.216   ตอบเมื่อ 23 ม.ค.49 เวลา 16:10
 ความคิดเห็นที่  205





ถ้าเวทีหนังฮอลลีวู้ด มี ชาร์ลี แองเจิ้ล ......
ณ นาทีนี้ เวทีหนังไทยบ้านเราก็ มี ชาร์ลี แองเจิ้ล เหมือนกัน ........
เพียงแต่ พวกเธอ ใช้รหัสลับว่า ไฉไล ตะหากละ ........
ไฉไล ภาพยนตร์แอคชั่น ที่จับเอา 5 ดาราสาว 5 คาแรคเตอร์มาประชันความ สวย เซ็กส์ เอ็กซ์ บื้อ บ็อง กัน ......

ถ้าพูดถึงหนังของ ผกก. ที่ชื่อ พจน์ อานนท์ คอหนังไทยบ้านเราคงต้อง กลืนน้ำลาย ฝืนทนแน่ๆถ้าคิดจะสละทรัพย์สินเงินทองของตนเองเข้าไปนั่งเสียเวลา 1.30-2 ชั่วโมงเพื่อนั่งดูหนังของ ผกก. คนนี้เนื่องจาก เครดิตของพี่ท่านผกก.ท่านนี้ ค่อนข้างที่จะออกไปทาง เละ ซะส่วนใหญ่นัก แต่สำหรับหนังอย่าง ไฉไล ค่อนข้างจะผิดขาดจากที่ผู้เขียนคาดการณ์ไปหน่อย เพราะ หนังกลับทำออกมาได้ดูสนุกดีแฮะ .....

หนังสายลับสาวเรื่องนี้ มีดิบได้ดี ทำให้ดูดี เพราะ 5 สาวเองนั้นแหละ , ดอกบัว รับบทโดย กระแต - ศุภักษร ไชยมงคล เธอช่างสวยได้ถึงใจซะเหลือเกิน , ตั๊ก - บงกช คงมาลัย รับบท กุหลาบ อึ๋มชนะเลิศ , นุ้ย - เกศริน เอกธวัชกุล ในบทบาทของ โป๊ยเซียน ไม่เคยคิดเลยว่า นักกีฬาแบบเธอจะเล่นได้ เซ็กซี่มากกกกก , หน้าวัว ซึ่งรับบทโดย ส้มเช้ง ชะชะช่า เธอเล่นได้ โหด มันส์ ฮา ดีเหลือเกิน ส่วนสาวสวยสายลับอิมพอรต์จากแดนอีสาน จินตหรา พูนลาภ รหัสลับ ชบา เธอก็ โก๊ะได้ใจซะเหลือเกิน 5 สาวเล่นได้ ไฉไล เลยทีเดียวเลยละ ไม่ว่าจะเป็นบทบู๊ที่ 5 สาวต่างทำได้ดีและ บทต๊องที่ 5 สาวเล่นได้ฮาแตก .....

แต่หนังของ พจน์ อานนท์ ก็คือหนังของ พจน์ อานนท์ ความบ้าบอ ไร้สาระ เน้นความสติแตก ก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่างแต่ว่าเมื่อยกเอามาใช้ในหนังเรื่องนี้มันก็ยังดูไม่แย่นักจนน่าเกลียด แต่ไม่รู้ทำไมๆต้องหยิบเอา ความเป็น พจน์ ในด้านที่ควรปรับปรุง มาอีกก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ตัวผู้กำกับเองก็ผ่านงานภาพยนตร์มาแล้วตั้งหลายชิ้น นั้นก็คือ ความมีเหตุผลในบทของภาพยนตร์ โอเคนะครับ ถ้าจะพูดว่า มันก็คือหนังแอคชั่น ที่ต้องการเอ็นเตอร์เทนกลุ่มคนดูหนัง แต่ว่าขอเถอะครับ เพราะหนังมันค่อนข้างจะ ไร้ซึ่งเหตุผล ในบ้างกรณีในเรื่องนี้จริงๆ มันช่างดูมั่วซั่ว เหมือนคนไม่ทำการบ้าน หรือคนที่ไม่เตรียมทบทวนอ่านหนังสือก่อนสอบมาจริงๆ แถมที่สำคัญ เหมือนผู้กำกับจะพยายามจะยัดเยียดฉากที่เข้าข่าย ขายนม มาให้เป็นจุดขายจริงๆ .....

เอาเป็นว่า ไฉไล เป็นหนังที่สนุกครับด้วยคาแรคเตอร์ของ 5 สาว และ บรรดาคู่ปรับของสาวๆ ไฉไล แต่หนังมันน่าจะดูดีกว่านี้แน่ ถ้าผู้กำกับที่ชื่อ พจน์ อานนท์ สนใจในรายละเอียดของหนัง และ ความมีเหตุผลของหนังซะหน่อย ไม่ขี้เกียจ หรือทำงานลวกๆ มันอาจจะทำให้หนังเรื่องนี้ดูดีขึ้นอีกเยอะแน่ๆ .....

ก็จริงอย่างที่ นักแสดงในเรื่องออกมาบ่น แหละว่า งานมันช่าง มั่วซั่ว ซะจริงๆ
สำหรับหนุ่มๆที่อยากดูอะไร สบายตาๆ แก้เครียดๆ จะตีตั๋วเข้าไปดูก็ได้ครับ เพราะว่า มันสบายตาจริงๆ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.118   ตอบเมื่อ 26 ม.ค.49 เวลา 22:08
 ความคิดเห็นที่  206



.......................IN GOOD COMPANY


หนุ่มนักโฆษณาดาวรุ่งจากบริษัท?globecom?รุ่นใหม่ไฟแรง ผู้ไม่เคยผ่านงานขายโฆษณามาก่อนบัดนี้ เขาจะเข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายขายโฆษณานิตยสาร ?sport amarica?แทนที่ ?รุ่นใหญ่? และรุ่นใหญ่ที่ว่ากำลังเผชิญกับภาวะหน้าที่การงานที่ต้องกลายไปเป็นลูกน้อง หนำซ้ำภรรยากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่3 และปัญหาที่ปะดังเข้ามาอีกเมื่อลูกสาวคนโตสอบติดมหาลัยอันดับหนึ่ง (NYU) ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนสูง ส่วนลูกสาวคนกลางกำลังอยู่ในช่วงวัยแตกเนื้อสาวพอดิบพอดี
หนังบอกกิจวัตรประจำวันของหัวหน้าครอบครัวให้เราเห็นในตอนต้นเรื่อง
?dan foreman?(dennis quaid) ตื่นแต่เช้าก่อนใคร ทำกิจธุระส่วนตัวเสร็จ นั่งรถแท็กซี่ที่มารอรับออกไปทำงานแต่เช้า ทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขายโฆษณาประกอบกับการเป็นหัวหน้าที่ดีของลูกน้อง แต่แล้วสภาวะของการ ?ผลัดเปลี่ยน? ในอีกไม่กี่วันก็มาถึง เมื่อ?globecom?บริษัทยักษ์ใหญ่ซื้อกิจการสำนักพิมพ์ ?วอลเตอร์ แบรนด์?ซึ่งมีนิตยสารชื่อดัง ?sport amarica?ซึ่งมี ?แดน ฟอร์แมน?ประจำหน้าที่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขายโฆษณามาเป็นเวลา 20กว่าปี

หนังจงใจสื่อความหมายแง่ของสัญลักษณ์ที่ตรงไปตรงมาได้ดีในฉากที่เขาทั้งสองเดินชนไหล่กัน เปรียบเทียบถึงลักษณะ ?รุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่?ได้อย่างชัดเจนทีเดียว ตัวหนังไม่ได้เกริ่นนำหรือบอกอย่างตรงๆว่าหัวหน้าฝ่ายขายโฆษณารุ่นใหญ่อย่าง แดนเคยเป็นรุ่นใหม่ไฟแรงมาก่อน แต่จากประสบการณ์ที่หนังบอกกับเราว่าเขาคือหัวหน้าโฆษณาที่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานกลับทำให้เราเห็นภาพชัดเจนอยู่แล้วว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วง ?ขาลง?ของชีวิตในช่วงหน้าคนใหม่จะเข้ามาแทนที่หน้าเก่าอย่างเขา
เหมือนช่วง ?ขาขึ้น?ของ ?carter Duryea?(topher grace) ที่คาร์เตอร์บอกความตื่นเต้นให้ ?Kimberly?(Selma blair ) ภรรยาของเขาฟังว่า ?เราจะไปได้สวย เราจะมีบ้านหลังใหญ่แล้วเรากำลังเข้าที่เข้าทาง? หรือนี่อาจจะเป็นภาพความฝันของแดนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงเมื่อ 20กว่าปีที่แล้วก็เป็นได้
ครั้งหนึ่งเมื่อแดนและคาร์เตอร์แนะนำตัวต่อกัน แดนถามคาร์เตอร์ว่า ?มีประสบการณ์ขายโฆษณาไหม?และคาร์เตอร์ตอบกลับไปอย่างฉะฉานว่า ?ไม่มีเลย?อีกทั้งยังไม่ยอมโดนแดนข่มง่ายๆด้วยการพูดต่อ
?แต่ผมเรียนรู้เร็วนะ? กลายเป็นว่าประสบการณ์ความชำนาญการของแดนต้องกลายเป็นติวเตอร์อย่างอ้อมๆให้กับคาร์เตอร์ ดูจากสายตาอันมุ่งมั่นของคาร์เตอร์แสดงถึงศักยภาพที่เจ้าตัวต้องการพิสูจน์ให้ทุกๆคนภายในบริษัทประจักษ์ เริ่มตั้งแต่การเรียกทุกฝ่ายมาร่วมกันประชุม (แต่ด้วยความตื่นเต้นเขาซัดคาเฟอีนเข้าไปหลายแก้วทีเดียว)ความคิดเห็นในการพัฒนา เพิ่มยอดขายโฆษณาพร้อมทั้งขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายให้ร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
แม้ว่าหลายๆเรื่องภายในบริษัทยังไม่ลงตัวนัก ทั้งนโยบายการปรับเปลี่ยนภายในองค์กร การลดจำนวนพนักงานลงเพื่อลดค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ทุกคนภายในบริษัทต้องทำความเข้าใจ(ทำใจ)ยอมรับ (แม้แต่เรื่องการขอเลิกของคิมเบอรรี่ที่คาร์เตอร์ต้องทำใจยอมรับเช่นกัน)

ดูเหมือนว่าการ ?ปรับเปลี่ยน?ที่คาร์เตอร์และแดนเจอพร้อมๆกันในเวลานี้จะเป็นเวลาที่เหมาะเจาะเสียจริง และเขาทั้งคู่ก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนชีวิตใน ?ช่วงวัย?ของกันและกันได้อย่างเหมาะสม ภาพตัดสลับต่อเนื่องเวลาของแดนและคาร์เตอร์ในลักษณะคู่ขนานให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูขัดแย้งเขาทั้งสองอย่างชัดเจน นั่นก็คือ ?ความรัก ความเข้าใจ? ที่หนังพยายามจะบอกแก่เราว่า ?คาร์เตอร์ไม่มีคนรัก คนเข้าใจ?
ดังจะเห็นได้ในหลายๆฉากที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง

1. ฉากนอนในรถยนต์หลังจากภรรยาขอเลิก คาร์เตอร์ท่าทางสุดเซ็งเรื่องชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่น
2. ฉากก็ฉากนอนอีกนั่นแหละ คาร์เตอร์ไม่กลับบ้านแต่กลับนอนที่บริษัทจนแดนเปรยถามขึ้นมาว่า ?นึกว่าคุณย้ายมาอยู่ที่บริษัทแล้ว?
3. ฉากวิ่ง คาร์เตอร์มักจะวิ่งอยู่ภายในบริษัทห้องสี่เหลี่ยมที่เปรียบเหมือนกรอบปิดกั้นตัวเอง
4. ฉากที่คาร์เตอร์นัดชวนเพื่อนสนิท ?clark gregg?(mark steckle)ไปหาอะไรกินและกำลังจะอ้าปากพูดเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกับภรรยาแต่ดันโดนเปลี่ยนเรื่องไปซะก่อน
5. ปลาทองว่ายอยู่ในตู้ แดนถามคาร์เตอร์ว่า ?ปลาทองชื่ออะไร? อ้อ! ?ชื่อบัดดี้? ?แล้วบัดดี้ไม่อยากมีเพื่อนเหรอ? คาร์เตอร์บอกว่า ?มีสิ แต่บัดดี้กินเพื่อนเรียบเลย?
*ชื่อปลาทอง - บัดดี้- น่าจะหมายถึง -เพื่อนสนิท- ที่คาร์เตอร์อยากมีซักคน*

เพราะจากทั้งกล่าวมาทั้ง 5 ข้อ คาร์เตอร์ดูจะมีความสุขที่สุดเมื่อแดนชวนไปกินอาหารค่ำที่บ้าน
(อย่างไม่เต็มใจนัก) พร้อมทั้งยังได้มีโอกาส พูดคุยกับ?alex foreman? (scarlett Johansson)
อย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกก็ว่าได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะมาสานความสัมพันธ์กันต่ออีกครั้ง ในฉากที่คาร์เตอร์บังเอิญเดินไปเจอะ อเล็กกำลังนั่งอ่านหนังสือตรงร้านกาแฟริมทาง (คาร์เตอร์พร้อมคาเฟอีนอีกหลายแก้ว) ต่อจากนั้นระหว่างทางเดิน-พูดคุยกันไปดูมีเสน่ห์ดีครับ พร้อมทั้งเพลงประกอบเพราะๆ(ไม่รู้จักชื่อเพลงอ่ะ)ฟังแล้วได้บรรยากาศดูโรแมนติคดี ดูฉากนี้แล้วไม่อยากรู้เลยว่าตัวละครทั้งสองพูดคุยอะไรกัน
แต่ดูแล้วน่ารักดีครับ เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน มีทั้ง ตลก ?เศร้าเคล้าน้ำตา-ความสุขสมหวัง-ผสมปนเปกันไป หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อ ดูจบแล้วอมยิ้มดีครับ

หนังพูดถึงสภาพภาวะปัญหาสิ่งต่างๆที่ต้องแบกรับ การแก้ปัญหา-การร่วมมือกันพิสูจน์ความสามารถที่จะยืนหยัดต่อหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวที่ต้องรับผิดชอบไปพร้อมกันให้ได้ ทั้งยังบอกถึงความไม่แน่นอน ความสั่นคลอนต่อหน้าที่การที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทางเดียวที่จะแก้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ?ทำความเข้าใจ และยอมรับมันให้ได้? แล้วค่อยแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนที่แดนทำตลอดทั้งเรื่องนั่นแหละครับ และสุดท้ายการเติบโตของชีวิต การเรียนรู้ความจริงในชีวิต(ตัวเอง)มากขึ้น จากประสบการณ์ที่พบเจอทำให้คาร์เตอร์ค้นพบคำตอบที่เขาเคยพูดว่า ?ผมไม่รู้ว่าผมอยากทำอะไร?


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.18.129   ตอบเมื่อ 27 ม.ค.49 เวลา 07:40
 ความคิดเห็นที่  207





แนวหนัง ชีวิตครับ

ดูเป็นชาติแล้วครับ ตั้งแต่วันแรกที่มันเข้าเลยล่ะ ดูพร้อมๆ กับ The Fog นั่นแหละครับ ตอนนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์เซ็งๆ ประมาณว่าเพิ่งเมาหมอกมาจาก The Fog น่ะฮะ เลยอยากดูอะไรที่มันจะช่วยกู้ศรัทธาอะไรขึ้นมาบ้าง เพราะดูจากแนวหนังแล้ว มันเข้าทางดี มันน่าจะซึ้งได้ไม่ยากน่ะครับผม

เรื่องของข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ข้าวเหนียว (น้องเกรซ - นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) เด็กหญิงที่โดนพ่อแม่ทิ้ง กับเจ้าหมาน้อยหมูปิ้งที่ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน ทีนี้พอมันเหงาเหมือนกันก็เลยถูกชะตากันล่ะครับ ทั้งคู่อยู่ติดกันเป็นปาท่องโก๋ตลอด จนกระทั่งทางบ้านที่ข้าวเหนียวอยู่เกิดเอาเจ้าหมูปิ้งไปปล่อยน่ะสิครับ (ประมาณว่า ทางบ้านเลี้ยงไม่ได้ ยายแพ้ขนหมา กลัวเป็นภาระ ... แค่หมาตัวเท่านี้น่ะนะ) ทำให้ข้าวเหนียวต้องออกเดินทางไปตามหาเจ้าหมูปิ้งกลับมา ก็ประมาณนั้นน่ะครับเนื้อเรื่อง

ผมก็แอบหวังไม่ได้ล่ะครับว่าหนังมันน่าจะออกมาดี เพราะแนวมันขายความประทับใจแบบชัวร์ๆ อยู่แล้ว ตัวอย่างก็ไม่เลว ยิ่งไปกว่านั้นตัวหนังเองก็ทำได้ดีทีเดียวครับในช่วงต้น ผมหมายถึงฉากแรกน่ะนะคับ มันเปิดเรื่องมาก็เ้ป็นภาพรถคันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้าปากซอย แล้วประตูรถก็เปิดออก มีหมาตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากรถ จากนั้นประตูรถก็ปิดลง แล้วรถคันที่ว่าก็แล่นฉิวไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าหมาน้อยตัวนั้นก็วิ่งกลับมาตรงจุดที่มันกระโดดลงมา แล้วก็หย่อนก้นลงนั่งรอ ... รอรถเจ้านายของมันที่ไม่มีวันจะกลับมารับมัน

โอ้ ไอ้ฉากที่ว่านี่ไม่มีบทพูด ไม่มีบทสนทนา กล้องก็นิ่งไม่มีการเคลื่อนอะไรทั้งนั้น แต่มันเข้าท่าครับ สื่ออะไรได้ดีทีเดียว ... ก็ลองมันขึ้นต้นแบบนี้ จะไม่ให้ผมรู้สึกคาดหวังได้ยังไง๊

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ผมต้องมานั่งทุบหัวตัวเอง ... ไม่น่าหวังเลยตู
ช่วงแรกที่ว่าผมชอบนะครับ แต่อะไรจากนั้นถัดๆ มามันไม่ค่อยจะได้ใจเท่าไหร่เลย หลายๆ อย่างมันขาดๆ เกินๆ เริ่มจากอารมณ์ของหนังที่มันไม่ค่อยจะเร้าหรือชวนให้คล้อยตามซักเท่าไหร่เลย มาเริ่มเป็นส่วนๆ เลยนะครับ คือช่วงต้นๆ หลังจากฉากที่ว่านั่นหนังก้จะเล่าเรื่องราวของแม่เจ้าหมูปิ้งน่ะครับ ว่าหลังจากที่โดนเจ้านายทิ้งแล้วมันทำยังไงต่อไป มันก็ออกหากินด้วยตัวเอง ขอข้าวจากคนกิน อะไรเงี้ย ไอ้ช่วงนี้ผมก็รู้สึกแหม่งๆ แล้วล่ะครับ เพราะมันฉลาดเกินไป คือต้องเข้าใจครับว่ามันเป็นหนังชีวิตอ้ะ ไม่ใช่ 101 Dalmatians ไอ้เรื่องนั้น หมาจะฉลาดแบบเกินจริงก็พอรับได้ เพราะเรารับรู้มาตั้งนานแล้วว่ามันแฟนตาซีชัวร์ๆ แต่นี่หมามันฉลาดซะขนาดนั้น ดูแล้วมันไม่ค่อยน่าเชื่อน่ะสิครับ ทีนี้ไอ้อารมณ์ประทับใจที่หนังพยายามสร้างในช่วงนี้มันเลยออกจะประดักประเดิดยังไงพิกล เพราะมันขาดความสมจริงไปแล้วน่ะ ถ้าหนังมันหักฮาเลยอาจจะลงกว่านี้น่ะครับ แต่หนังก็ยังยืนพื้นขายความประทับใจ ผลมันเลยออกมาไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร

แล้วขอบ่นหน่อย อันนี้ควมเห็นผมล้วนๆ นะครับ คือว่า เจ้าตัวแม่ของหมูปิ้งนั่นน่ะ มันดูธรรมดาเกินไปน่ะครับ ไม่รู้สิ ผมว่ามันน่าจะมีความน่ารักหรืออะไรซักอย่าง ที่มันทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจ คือจริงๆ แล้วหนังทำนองนี้หากจะให้ดีต้องหาหมาที่มันดูน่ารัก น่าลูบ แบบเจ้าหมูปิ้งนั่นแหละก็ดี แต่กับเจ้าตัวแม่นั้นมันดูธรรมดาน่ะครับ ไม่รู้สึกดึงดูดหรืออะไรเลย ทีนี้พอรูปลักษณ์มันดูธรรมดา แต่มันดันฉลาดซะขนาดนั้นก็เลยขัดทางอารมณ์ล่ะครับ

ยิ่งไอ้ฉากที่มันหันมามองเจ้าหมูปิ้ง ก่อนจะวิ่งไปหาอาหารนั่น บอกตามตรง ได้อารมณ์เหมือนดู MV ของ SO COOL เลยครับ ไอ้ช็อตที่พี่แกหันมา สะบัดผมแล้วน้ำตาไหลเป็นสายน่ะจำได้ใช่มั้ยครับ ยังไงหยั่งงั้นเลยครับ

สรุปว่าช่วงต้นมันขัดอยู่เยอะ แต่ก็พยายามทำใจล่ะ หวังว่าช่วงต่อมามันจะเข้าท่า นั่นก็คือการเข้าคู่ของข้าวเหนียว-หมูปิ้ง ซึ่งพอถึงช่วงที่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโอเคขึ้นมาเท่าไหร่เลย

หนังไม่เล่นกับความรู้สึกของตัวละครเท่าไหร่ครับ คนที่หนังควรสโคปลงไปคือข้าวเหนียวนี่แหละ มันน่าจะสื่อให้หนักกว่านี้น่ะครับ ว่าเธอเหงาแค่ไหน ไม่มีใครห่วงใยแค่ไหน ไอ้ฉากประเภทเดินคนเดียวเซ็งๆ น่ะน่าจะใส่ลงไปหน่อย แล้วไอ้ฉากที่หนูน้อยเจอหมูปิ้งนั้นก็ออกมาแบบอารมณ์โดดๆ น่ะครับ จู่ๆ เดินดุ่ยๆ วิ่งเข้าไปอุ้ม ซึ่งผมไม่เถียงครับว่าเด็กน่ะมันไม่มีลีลามากหรอก การเดินดุ่ยๆ ไปอุ้มน่ะสมจริงดีแล้ว อันนี้ผมไม่ว่าเรื่องการแสดงครับ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ กล้องน่ะครับ ทำไมไม่เล่นมุมซะหน่อย หรือสโลว์อะไรให้มันเป็นการเร้าว่า นี่เป็นฉากสำคัญนะ เป็นฉากที่ข้าวเหนียวเจอหมูปิ้งไรเงี้ย ซึ่งอะไรแบบนี้กล้องและดนตรีช่วยได้มากครับ แต่ภาพที่ออกมาไม่ได้ให้ความรู้สึกอะไรซักเท่าไหร่เลย

ที่บ่นนี่คือเสียดายนะครับเนี่ย ก็อยากให้มันออกมาเจ๋งๆ อ้ะ

หลังจากนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ของคนกับหมา ซึ่งช่วงกลางเรื่องนี่ก็เป็นอะไรที่พอไหวน่ะครับ ไม่ได้ยอดเยี่ยมแต่ก็ไปเรื่อยๆ หนังจะเริ่มมีอะไรมากขึ้นก็ตอนที่หมูปิ้งโดนเอาไปปล่อยนั่นแหละ แล้วคนที่ทำให้ช่วงท้ายออกมามีรสชาติมากขึ้นก็หนีไม่พ้น ท่านแจ๊ค - เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ครับ พี่แกออกมาขโมยซีนกระจุย เอาแค่ฉากแรกที่เดินมาด้อมๆ มองๆ ข้าวเหนียวแล้วสะดุดนี่ก็โคตรเนียนแล้วล่ะครับ ฮามากและเฉียบมากจริงๆ ซึ่งช่วงที่ท่านแจ๊คโผล่นั้นเป็นช่วงที่หนังสนุกขึ้นเยอะ (ไม่ได้สนุกเพราะหนังนะครับ สนุกเพราะได้เห็นพี่แกนี่แหละ)

จนถึงช่วงหลังซึ่ง ... ผมว่าคุณน่าจะเดาออกน่ะครับ ว่าหนังมันต้องมีฉากสะเทือนใจอะไรบ้างตามสูตร ปรากฎว่าไอ้ฉากนั้นน่าจะเป็นจุดสำคัญนะครับ คนดูจะร้องไห้หรือไม่ก็ตรงนี้นี่แหละ ซึ่งผมชอบบทสรุปนะ มันเหมาะดีอ้ะ แต่การถ่ายทอดออกมามันไม่ถึงน่ะสิครับ การตัดต่อ ถ่ายภาพ มันธรรมดามากๆ ... เอางี้ ขอสปอยล์หน่อยแล้วกัน

**********ท่านที่รักครับ ผมจะสปอยล์นะครับ ดังนั้นรีบเลื่อนเมาส์ลงไปข้างล่างครับ ไปอ่านต่อใต้ดอกจันทร์ชุดข้างล่าง แล้วท่านจะรอดจากการสปอยล์นะครับผม **********


สปอยล์จ้า คืองี้ครับ ไอ้ฉากจบนั้นใครดูแล้วคงรรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ ระหว่างข้าวเหนียวกับหมูปิ้ง มีอยู่คนหนึ่งที่ต้องมาจากไปตลอดกาลต่อหน้าต่อตาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมชอบน่ะ มันสะเทือนใจและจบแบบทำร้ายความรู้สึกดี แต่ทว่าฉากที่ออกมามันไม่เร้าน่ะสิ มุมกล้องโคตรสามัญ มันจะประมาณว่าข้าวเหนียวโดนรถชน แล้วหมูปิ้งเห็นเลยวิ่งไปหา แต่มันดันถ่ายแบบ หมูปิ้งวิ่งดุ่ยๆๆ ข้ามถนนไปอีกฝั่งเลยอ้ะ คือ ไหนๆ ก็น่าจะกระหน่ำเอาให้ตายไปเลยน่ะครับ ประเภทสโลว์ภาพแล้วเอาช็อตต่างๆ สลับกัน พร้อมทั้งดนตรีใส่ลงไป ดันอารมณ์ให้พีค แต่ที่เป็นนี่คือสามัญน่ะครับ ภาพออกมาแบบธรรมดา หมูปิ้งก็วิ่งไป แป๊บๆๆ จบ โธ่ ทำไมล่ะครับ ไหนๆ จะขายความประทับใจก็น่าเอาให้สุดๆ ไปเลย

หรือต่อให้ไม่สโลว์ภาพก็ตาม แต่มันก็น่าจะมีอะไรน่ะ มีกลวิธีการลำดับภาพและนำเสนอ ตัวอย่างก็เช่นเรื่อง The Way Home (คุณยายผม ดีที่สุดในโลก) เงี้ย ทำไม แค่ฉากเด็กคนหนึ่งถือเกมกดกับเงินไว้ในมือ มันถึงสามารถทำให้เราร้องไห้ได้ล่ะครับ ... ไม่รู้สิแฮะ ผมว่าหนังบ้ายเรายังไม่แม่นเท่าไหร่เรื่องการเร้าอารมณ์แบบจังๆ น่ะ มันเลยมีแต่แบบจะถึง แต่ดันไม่ถึงอยู่ตลอด

****************อ่านต่อได้แล้วจ้า*********************

ครับ สรุปว่าฉากจบมันเนื้อหาน่ะดีครับ แต่การถ่ายทอดมันไม่พีคเท่าที่ควร ก็เลยทำให้ผมเสียดายอีกครั้งนึงนะครับ
มาว่ากันที่นักแสดง ซึ่งแต่ละรายก็ไม่มีใครเด่นเกินท่านแจ๊คครับ บอกได้เลยว่าถ้าขาดพี่แกไปล่ะหนังจืดกว่านี้แน่นอน ไม่รู้จะได้เข้าชิงรางวัลอะไรไหม แต่ถ้าได้ก็ไม่น่าแปลกล่ะครับ เพราะแม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่าใน แฟนฉัน แต่ก็ถือว่ามีฝีมือมากเลยทีเดียว ส่วนนางเอกของเรื่องอย่างน้องเกรซ ... ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าเอ่อเหรอน้องเขาเล่นได้ดีหรือไม่ ไอ้ประเด็นที่ถกกันผมก็ไม่ว่าอะไรล่ะนะคับ แต่กับเรื่องนี้ ขอบอกว่าการแสดงอยู่ในระดับธรรมดาครับ ไม่ได้เด่นเด็ดดวงแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ถึงกับย่ำแย่น่ะนะฮะ เรียกได้ว่าพอไหว แต่ไม่ได้น่าประทับใจนัก

ดารารายอื่นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงครับ คุณเจ๊กาละแมร์ก็มาแสดงเป็นตัวเองชัดๆ ครับ ลีลาท่าทางนี่ตัวเองจริงๆ นอกนั้นก็ธรรมดาครับผม ...

เรื่องดนตรี ... นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ผมยังลุ้นอยู่ทุกวี่วันครับ ดนตรีถือเป็นส่วนหนึ่งนะครับที่จะช่วยผลักดันให้หนังมันออกมาสมบูรณ์ได้ ในหนังแอ๊คชั่น ดนตรีที่ดีส่งผลให้คนดูถึงแก่ความมันส์ได้ เช่นเดียวกันครับ ในหนังชีวิต ดนตรีสามารถยันบ่อน้ำตาคนดูให้แตกเอาได้ง่ายๆ ทีเดียว กับในเรื่องนี้ ดนตรีก็ยังไม่ถึงฝั่งฝันตามเคย แล้วผมรู้สึกนะครับว่ามันเป็นความแปลกน่ะ

ดนตรีบ้านเรามีการใช้พวกคีย์บอร์ดหรือจะเปียโนอะไรเหล่านี้มาใช้น่ะครับ ซึ่งก็ไม่ต่างจากพวกหนังเกาหลีหรือญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่ทำไม๊ทำไม โทนความอ่อนโยนหรือจังหวะของความเศร้านั้น มันคนละระดับกันล่ะครับ ... ไม่รู้สิฮะ จังหวะโทนดนตรีของหนังเกาหลี-ญี่ปุ่นมันจะซอฟท์กว่า ละเมียดกว่า แต่กับของบ้านเรามันกลับค่อนข้างฟังดูแข็งๆ ไม่ถึงกับแปร่งนะครับ แต่มันแข็งๆ อ้ะ เออ อันนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทางฟากโน้นเขาเล่นเปียโนบนสำลีหรือยังไง มันถึงได้ออกมาละมุนละไมทางอารมณ์ได้ขนาดนั้น ในขณะที่ของบ้านเรามันออกโทนไม่นุ่มนวลเท่า ... น่าแปลกอยู่เหมือนกัน

ครับ ผมสับหนังเยอะนะ ใครชอบหนังเรื่องนี้ก็ต้องขอโทษล่ะครับ ผมพูดตามที่คิดเท่านั้นเอง รู้สึกอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ไม่งั้นก็ไม่รู้จะร่ายไปทำไมล่ะครับผม แต่ถ้าถามว่าหนังมีจุดดีมั้ย ผมว่ามีนะ นั่นคือพวกแง่คิดและสาระซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างเจตนาหรือไม่น่ะนะครับ แต่ที่แน่ๆ คือมันมี

ประเด็นแรกเลย คือการเลี้ยงดูเด็กครับ ประเภทคลอดลูกออกมาแล้วไม่เลี้ยงเงี้ย คือ ... บอกตามตรงบางทีผมก็ก้ำกึ่งทางความรู้สึกนะ เรื่องการทำแท้งน่ะครับ ซึ่งผมก็ไม่อยากให้มีใครทำหรอก เพราะเด็กในท้องเขาก็มีชีวิตแล้วน่ะ การจะไปเอาออกก็คือการฆ่าเขาดีๆ นี่เอง แต่กับบางกรณี ที่พ่อแม่ของเด็กไม่พร้อมจริงๆ ล่ะครับ บางทีมีแค่แม่ด้วย ไอ้ตัวพ่อไม่รู้หายหัวไปไหนของแม่ง (ผู้ชายบางคนทิ้งผู้หญิงเพราะ "เธอเป็นแม่ให้ลูกผมไม่ได้" แต่ผู้ชายบางประเภททิ้งผู้หญิงเพราะ "เธอเป็นแม่ให้ลูกผมแล้ว" ... จะเอาไงของมันฟะ)

การให้เด็กออกมาเผชิญโลกคนเดียวมันก็อาจจะแย่กว่าตายอีกนะครับ ไม่รู้สิ เด็กมันต้องเจออะไรเยอะอ้ะ อย่างข้าวเหนียวนี่คือ บ้านที่รับเลี้ยงมองแกเป็นส่วนเกินซะอย่างนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่บอกตรงๆ ว่าอุปนิสัยแกออกจะน่ารักดีจะตาย แต่ปัญหาคือคนในบ้านของแกเป็นภาระน่ะ แล้วพอมีอะไรก็คิดแค่ว่า "เด็กคนนี้ไม่ใช่เรื่องของฉัน" ซึ่งมันก็น่าเศร้าน่ะครับ เพราะมีเด็กไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต้องมามีอนาคตที่มืดมนเพียงเพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายคิดว่า พวกเขาไม่ใช่เรื่องของเรา

ก็นี่แหละครับผมเลยก้ำกึ่งล่ะ การทำแท้งไม่ใช่อะไรที่ดี แต่ถ้าหากสังคมบ้านเรายังมองเด็กกำพร้าเป็นส่วนเกินไม่คิดจะเหลี้ยวแลแบบนี้ สู้อย่าให้พวกแกเกิดมาจะดีกว่าครับ

ประเด็นต่อมาที่ผมฃอบ แม้หนังจะเสนอไม่ได้เน้นอะไรก็ตาม แต่ผมก็ชอบครับ มีอยู่ฉากหนึ่งข้าวเหนียวมาเซ้าซี้คนในบ้าน เรื่องเกียวกับหมูปิ้งน่ะครับ แล้วพอเซ้าซี้มากๆ ก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งรำคาญเลยด่าออกมาว่า เรื่องแค่นี้เอง ไร้สาระอะไรทำนองนั้นน่ะครับ มันก็เลยทำให้ผมคิดอะไรได้อีกอย่างหนึ่ง

ผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะมองว่าเรื่องสำคัญของเด็ก เป็นสิ่งน่ารำคาญและไร้สาระ ... หรือไม่จริงครับ เช่นในเรื่องนั้น หมูปิ้งคือสิ่งสำคัญสำหรับข้าวเหนียวมากๆ แต่กับผู้ใหญ่ กลับมองแค่ว่าเป็นเรื่องของเด็กกับลูกหมาเท่านั้นเอง มันสำคัญตรงไหน ... ผมว่านะฮะ ในสายตาของเด็กๆ แล้ว เรื่องหลายๆ อันของผู้ใหญ่ พวกเขาก็เห็นว่ามันไร้คงามสำคัญเช่นกัน ไอ้พวกเรื่องหุ้น เรื่องการเมือง เรื่องธุรกิจ เชื่อสิครับว่าเด็กก็มองมันเป็นสิ่งน่าเบื่อเหมืนกัน

แต่แน่นอนท่านก็อ้างได้ว่า เรื่องเหล่านั้นสำคัญจริงๆ แล้วก็ร่ายไปร้อยแปดว่ามันมีความสำคัญต่อท่านยังไง ส่วนเรื่องของเด็กนั้น เด็กมักจะไม่ค่อยมีคำอธิบายเท่าไหร่...

... ไม่ใช่เพราะแกไม่อยากอธิบายนะครับ แต่เพราะผู้ใหญ่ไม่ฟังต่างหากเล่า!

พวกแกจะพูดทีไร ก็มักมีคำประกาศิตยอดฮิตว่า "เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ไร้สาระ" หรือ "เด็กๆ อย่างหนูจะไปรู้อะไร" ขึ้นมาปิดปากทุกทีไป

แบบนี้จะไม่ให้เด็กเก็บกดได้ยังไงล่ะครับผม

การฟังเด็กบ้างมันไม่ตายหรอกครับ ฟังความเห็นของลูกๆ หลานๆ ของคุณบ้าง ยุคนี้สมัยนี้มันเป็นยุคของนักสร้างสรรค์นะครับ ใครมีความคิดดีๆ ก็มีสิทธิ์จะก้าวหน้าได้ไม่ยาก และหากลงมือทำให้เป็นรูปได้ก็ยิ่งดีใหญ่ และการจะฝึกโอกาสความปเ็นนักสร้างสรรค์ก็ไม่ยากครับ ไม่ต้องไปหาที่เรียนที่ไหน แค่ท่านให้โอกาสลูกได้แสดงความคิดที่บ้านเท่านั้นแหละ ลูกท่านก็มี Skill ดีๆ ติดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่อยากให้ลูกท่านเก่งหรือครับผม?

นั่นแหละครับ หนังมันมีอะไรแทรกอยู่ให้คิดพอควร แต่โดยรวมๆ หนังออกมาธรรมดาน่ะครับ ไม่ถึงกับน่าประทับใจนัก สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีกเยอะ ก็น่าเสียดายล่ะครับ อุตส่าห์ได้แนวที่ขายความประทับใจได้เต็มๆ อยู่แล้วเชียว แต่ก็ทำได้ไม่ถึง ซึ่งผู้กำกับหน้าใหม่ (แต่เก่าในวงการเบื้องหลัง) อย่างคุณศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ นั้นยังสอบไม่ผ่านน่ะครับ จังหวะต่างๆ ยังขาดๆ อยู่มากทีเดียว

รักหมาก็ดูได้ครับ แต่ถ้าอยากดูหนังประทับใจคงต้องเผื่อใจไว้มากๆ หน่อย


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 29 ม.ค.49 เวลา 09:46
 ความคิดเห็นที่  208




เด็กหญิงคนหนึ่งคุ้ยหาของกินในสนามรบ เด็กชายผู้สูงศักดิ์เดินเข้ามา และเสนออาหารจำนวนหนึ่ง เพื่อแลกกับการให้เธอเป็นทาส เด็กหญิงยอมตกลง แต่ก็ผิดสัญญาโดยวิ่งหนีไปในทันที ระหว่างทางเด็กน้อยได้พบ เทพเจ้าแห่งโชคชะตา (เจินหง) ที่เสนอให้เธอเติบโตขึ้น เป็นเจ้าหญิงที่งามเลิศจนชายทุกคนหลงใหล แต่ต้องแลกกับการที่เธอจะไม่ได้พบรักแท้ตลอดชีวิต ...เด็กน้อยตอบตกลง

เวลาล่วงเลยไป...

กวนหมิง (ฮิโรยูกิ ซานาดะ) แม่ทัพผู้เก่งกล้ากำลังเข้าตาจนในสงคราม คุนหลุน (แจงดองกัน) ทาสคนสนิทผู้สามารถวิ่งได้เร็วกว่าลม คือคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้จนกองทัพได้รับชัยชนะ ระหว่างการเฉลิมฉลอง มีข่าวว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นในพระราชสำนัก กวนหมิงต้องกลับไปยังพระราชวัง เพื่อช่วยชีวิตองค์จักรพรรดิ์โดยสั่งให้คุนหลุนไปด้วย ระหว่างทางพวกเขาพลัดหลงกันในป่าอย่างลึกลับ เทพเจ้าแห่งโชคชะตาปรากฎกายต่อหน้ากวนหมิง และทำนายว่าคนในกองทัพจะเป็นผู้สังหารองค์จักรพรรดิ์ กวนหมิงไม่เชื่อ และชักดาบออกมาหมายทำร้ายเทพเจ้า ทว่าเธออันตรธานไปเสียก่อน จากนั้น มือสังหารลึกลับในชุดคลุมสีดำ (หลิวเหย่) ก็ปรากฎกายเข้าจู่โจมทำร้ายเขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ทาสผู้ซื่อสัตย์มาช่วยไว้ทัน ด้วยบาดแผลฉกรรจ์ กวนหมิงถอดชุดเกราะและหน้ากากสีทองให้คุนหลุน และสั่งให้เขาเดินทางไปช่วยองค์จักรพรรดิ์แทนตน

เมื่อคุนหลุนไปถึง ก็พบว่าพระราชวังถูกล้อม โดยกองทัพขององค์ชายแดนพายัพ วูฮวน (เซียะถิงฟง) และที่นั่นเอง เขาได้พบกับเด็กหญิง ซึ่งตอนนี้เติบโตกลายเป็น เจ้าหญิงฉิงเจิงแสนสวย (จางป๋อจือ) ตามชะตาที่เทพเจ้าลิขิตไว้ เหล่าทหารต่างพากันหลงใหลในความงามของเธอ องค์จักรพรรดิ์คิดเอาตัวรอด โดยเอ่ยปากยกฉิงเจิงให้วูฮวน เมื่อเธอไม่ยินยอม องค์จักรพรรดิ์จึงชักกระบี่ขึ้นมาขู่ คุนหลุนในชุดแม่ทัพเห็นดังนั้น จึงเข้ามาช่วยเจ้าหญิงไว้ และฆ่าองค์จักรพรรดิ์โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร

คนในกองทัพเป็นคนฆ่าองค์จักรพรรดิ์... คำทำนายของเทพเจ้าแห่งโชคชะตาเป็นจริง

ทาสหนุ่มในคราบแม่ทัพพาเจ้าหญิงหนี องค์ชายใจโฉดตามมาชิงตัวฉิงเจิงไปได้ และบอกว่าจะปล่อยเธอ หากคุนหลุนยอมกระโดดลงไปในน้ำตก คุนหลุนยอมทำตาม ด้านกวนหมิง เมื่อได้ข่าวว่าทาสคนสนิทคือผู้สังหารองค์จักรพรรดิ์ก็โกรธมาก แต่คุนหลุนที่รอดตายจากน้ำเย็นยะเยือก ยังคงจงรักภักดีต่อแม่ทัพของตน และทำตามคำสั่งโดยตามไปช่วยชีวิตเจ้าหญิง ที่ถูกวูฮวนขังไว้ในกรงทองขนาดมหึมา ที่วังของวูฮวน คุนหลุนโรยตัวลงไปช่วยเจ้าหญิง แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่กวนหมิงมาถึง และแบกเจ้าหญิงขึ้นหลังหนีไป

คุนหลุนถูกคุมตัว และหลังเสร็จสิ้นการสอบสวน วูฮวนก็สั่งให้ กุ่ยลั้ง มือสังหารชุดดำกำจัดคุนหลุน ทว่านักฆ่าสู้ไม่ได้ ทั้งคู่จึงขอพักรบ เมื่อถูกปล่อยตัวคุนหลุนก็กลับไปหากวนหมิง ตอนนี้เองที่เขาพบว่า ตนเองตกหลุมรักหญิงสาวคนเดียวกับเจ้านายเสียแล้ว เมื่อไม่อาจต้านทานความรู้สึกที่มีได้ คุนหลุนจึงตัดสินใจหลีกทางจากไป

คุนหลุนได้พบกับกุ่ยลั้งอีกครั้ง คราวนี้มือสังหารมองเขานิ่งนาน และเปิดเผยอดีตให้ฟังว่า แท้จริงแล้ว ทั้งคู่คือสมาชิกชนเผ่าเมืองหิมะที่วิ่งได้เร็วกว่าลม วูฮวนคือผู้ที่ยกทัพเข้ามาและสังหารทุกคนในเผ่า กุ่ยลั้งคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว และก็ได้กลายเป็นทาสรับใช้ขององค์ชายในเวลาต่อมา นั่นคือสาเหตุที่เขาแสดงท่าทางตกใจ ที่ได้พบสมาชิกเผ่าผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่ง

วูฮวนล่อให้กวนหมิงแยกกับฉิงเจิง เมื่อคุนหลุนกลับมาหากวนหมิงจึงพบฉิงเจิงเพียงลำพัง เจ้าหญิงแสนสวยผละจากคุนหลุนเไปตามหากวนหมิง แต่แล้ว คนของวูฮวนก็จับเธอได้อีกครั้ง

กวนหมิงถูกดำเนินคดีข้อหาสังหารองค์จักรพรรดิ์ ในศาล เจ้าหญิงได้รู้ความจริงว่า แท้จริงแล้ว คุนหลุน ผู้เสี่ยงชีวิตมาช่วยเธอหลายครั้งหลายครา เป็นเพียงทาสผู้ต่ำต้อยมิใช่แม่ทัพผู้กล้า นั่นหมายถึงเธอรักผู้ชายผิดคน เมื่อความจริงข้อนี้คลี่คลาย ศาลก็ปล่อยตัวกวนหมิง และตัดสินประหารชีวิตคุนหลุนแทน วูฮวนหมดความอดทนกับเรื่องราวซับซ้อน จึงตะโกนว่าให้จับทุกคน กวนหมิงไหวพริบดี หลอกให้วูฮวนเชื่อว่าจะยอมเป็นทาสรับใช้ แต่เมื่อถูกปล่อยตัว เขาก็ลุกขึ้นสู้เพื่อช่วยชีวิตเจ้าหญิงอีกครั้ง เช่นเดียวกับคุนหลุน

ในที่สุด วูฮวนก็เปิดเผยความจริงว่า ตนเองคือเด็กชายสูงศักดิ์ ที่ฉิงเจิงเคยผิดคำสัญญาเมื่อครั้งเยาว์วัย ทำให้เขาสูญศรัทธาในเพื่อนมนุษย์

ทางด้านกวนหมิง ซึ่งตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ได้บอกกับฉิงเจิงว่า "ไป ไปใช้ชีวิตของเจ้าเถิด" แล้วคุนหลุนก็สารภาพรักกับเจ้าหญิง และออกเดินทางไปด้วยกัน

มนตราแห่งโชคชะตาคลี่คลาย...



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.47   ตอบเมื่อ 20 ก.พ.49 เวลา 14:55
 ความคิดเห็นที่  209




The Promise มหากาพย์แห่งรักและโชคชะตาของ เฉินข่ายเก๋อ (Farewell My Concubine, Temptress Moon, Emperor and the Assassin, Together) ใช้ทุนสร้างไปกว่า 300 ล้านหยวน หรือ 35 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน เงินจำนวนนี้มาจากการร่วมทุนระหว่างจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทอเมริกันด้วย เพื่อเนรมิตฉากอันงดงามตระการตา สำหรับเรื่องราวมหากาพย์แฟนตาซีระดับบล็อกบัสเตอร์ ที่จะประสบความสำเร็จในตลาดทั้งในจีนและตลาดโลก โดยมีทีมนักแสดงระดับแนวหน้าของเอเชีย นั่นคือ จางป๋อจือ (King of Comedy, Master Q 2001, Lost in Time) และ เซียะถิงฟง (Metade Fumaca, New Police Story, Gen-X Cop, Comic King, Young and Dangerous: The Prequel, Master Q 2001) จากจีน, ฮิโรยูกิ ซานาดะ (The Last Samurai, Twilight Samurai, The Ring) จากญี่ปุ่น และ แจงดองกัน (Friends, 2009 Lost Memories, Taegukgi) จากเกาหลี ที่สำคัญ ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังก็ล้วนแต่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ เฉินข่ายเก๋อ ที่เคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำบนเวทีคานส์ และเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก Farewell My Concubine, ผู้กำกับภาพ ปีเตอร์ เปา และ ผู้ออกแบบงานสร้าง ทิม ยิบ เจ้าของรางวัลออสการ์ จาก Crouching Tiger, Hidden Dragon, โคลส บาเดลท์ ผู้ดูแลดนตรีประกอบจาก Pirates of the Caribbean, Gladiator, X-Men, Constantine, Cat Woman และ แฟรงกี้ ซุง มือวิชวลเอ็ฟเฟ็กจาก Kill Bill, The Strom Riders, Shaolin Soccer, Kung Fu Hustle

ล่าสุด คณะกรรมการของประเทศจีนก็ได้เลือก The Promise หรือที่มีชื่อเรื่องในบางภูมิภาคว่า Master of the Crimson Armor ให้เป็นตัวแทนวงการภาพยนตร์จีน ไปชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีออสการ์ประจำปี 2006 และภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ยังเป็นภาพยนตร์หนึ่งใน 5 เรื่อง ที่เข้ารอบสุดท้าย ไปชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีรางวัลลูกโลกทองคำเช่นกัน ในความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ The Promise ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวแทนชาวจีนเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังถือเป็นตัวแทนแห่งความภาคภูมิใจของชาวเอเชีย เพราะเป็นการสะท้อนวิถีและภูมิปัญญาตะวันออก ให้ประกาศก้องสู่เวทีภาพยนตร์โลก



--------------------------------------------------------------------------------


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.47   ตอบเมื่อ 20 ก.พ.49 เวลา 14:58
 ความคิดเห็นที่  210




Brokeback Mountain



ผู้ชายที่ไม่เป็นผู้ชายแท้ๆ ในสังคมของโลกวัยเด็กอันคับแคบของชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งราวกว่าสามสิบปีก่อนนั้น ผมแทบจะไม่รู้จักเลยรวมทั้งในการได้พบเห็นหรือรู้จักมักจี่ก็มีน้อยเต็มที ถ้าให้ลองหวนคำนึงลึกๆใช้ความพยายามอีกสักหลายอึดใจหน่อย ก็พอที่จะเห็นเค้าลางนิดๆได้ว่าพอจะมีเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตวัยเด็กของผมอยู่เหมือนกัน

ใช่สิ...ผมเคยเห็นบุคคลที่ไม่ค่อยแมนกระตุ้งกระติ้งในความรู้สึกวัยใสของผม บุคคลพวกนี้เป็นเด็กผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันที่มักไม่ชอบเล่นอะไรที่ออกแรงบู๊ๆอย่างวิ่งเตะบอล ชกมวย ไล่ตี่จับ แปลงกลายเป็นไอ้มดแดง เป็น 18 มนุษย์ทองคำ หรือยอดมนุษย์ต่างๆที่ต้องต่อสู้กับเหล่าร้ายในเวลาพักเที่ยงและหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้านเป็นประจำ

แต่เด็กชายๆ...เหล่านี้กับมักชอบเล่นกระโดดยาง หรือเล่นตุ๊กตา หรือเล่นขายของอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กผู้หญิงล้วนเท่านั้นมากกว่า และฉายาที่เรา(ผมและผองเพื่อน)จะมอบให้แก่เด็กผู้ชายที่มีพฤติกรรมแปลกแยกต่างจากพวกเราเหล่านี้ว่า พวกกะเทย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคำนี้มันมาจากไหนเหมือนกัน

นั้นเป็นแค่เหตุการณ์ในชุมชนเล็กๆระดับโรงเรียนประถมในอดีตที่ไม่ค่อยมีอะไรสลักสำคัญนัก จวบจนวัยล่วงเลยมาสู่การศึกษาในระดับมัธยม บุคคลกระเทยในความรู้สึกก็ยังพอมีให้เห็นผ่านหูผ่านตาบ้าง แต่ก็ยังถือว่าน้อยหนักหนาในสถานที่แคบๆพื้นที่จังหวัดเล็กๆอันแสนห่างไกลแห่งหนึ่ง

ถึงอย่างไรก็ตามผู้คนเหมือนจะสับสนทางเพศเหล่านี้เริ่มมีบทบาทให้เห็นมากขึ้นบ้างพอประปลาย เช่น การแสดงกิจกรรมต่างๆ อย่าง การร้องเพลง เต้นรำหรือการแสดงเรียกเสียงฮาหน้าเวทีของงานรื่นเริงในโรงเรียน หรือบางคนก็มีลักษณะโดดเด่นด้านกีฬาโดยเฉพาะวอลเล่ย์บอล แบดมินตัน ที่ถือเป็นกีฬายอดฮิตของชนกลุ่มน้อยพวกนี้ที่ยังคงมีลักษณะเป็นเฉพาะรายบุคคลไปด้วยลีลาที่ออกอาการอ้อนแอ้นสุดโอเวอร์ แต่พละกำลังแรงตบมากล้นเหลือ ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกันนักกันหนา เข้าทำนองเกินกำลังคนไปหนึ่งช่วงตัว...โดยถูกอำว่าบวกกำลังตัวสี่ขาชนิดอื่นๆมาช่วยเสริมอีกแรง

ครั้นเมื่อก้าวย่างเข้ามาเรียนใน กทม. โลกแห่งความหลากหลายของผู้คนร้อยพ่อพันแม่ได้มารวบรวมกันอยู่อย่างมากมายขึ้น กระเทยหรือบุคคลเพศที่สามที่พบเจอมักจะปรากฎให้เห็นมากขึ้นเป็นเงาตามตัวกระทั้งกลายเป็นกลุ่มก้อน จนผมชักเอะใจในการดำรงอยู่จนถึงการเริ่มแสดงตัวตนเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าลองตั้งคำถามกับคนพวกนี้ตรงๆซึ่งๆหน้าว่า เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ คำตอบจะออกไปในท่าทางกระบิดกระบวนเล็กน้อยแล้วตอบทีเล่นทีจริงว่า เป็น...ผู้ฉิง...ฮ้า

ผมยังพบอีกว่า ผู้คนกลุ่มนี้มักจะมีพลังแรงสูงส่งในการดึงดูดกลุ่มพวกเดียวกันเข้ามารวมๆกันจนได้จำนวนมากขึ้น...มากขึ้นทุกที...ทุกที พอรวมตัวกันได้ครั้งใดมักจะมีเสนอะสำเนียงเสียงกรี๊ดกราด กระตู้วู้ ช่างจำนรรจา เจี๊ยวจ้าวตลอดเวลา ทำให้สามารถสังเกตุเห็นได้อย่างง่ายดายเพราะรัศมีมันบ่งบอกโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ในระดับประชิดกาย
พร้อมกับทำเสียงดูดปากเสียงดัง...จ๊วบจ๊าบ...จนต้องหันหลังกลับรีบเดินจ้ำอ้าวแบบไม่คิดชีวิต

หลังจากล่วงพ้นวัยเรียนของเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้นมา ถึงจะเกิดมีบัญญัติศัพย์คำเรียกพวก ตุ๊ด เกย์ ทอม ดี๊ เลสเบี้ยน มีมากมายจนไม่รู้จะใส่ใจไปทำไม แต่รวมๆในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ผมยังใช้คำเหมารวมๆเป็นตัวแทนภายใต้ของบุคคลกลุ่มนี้ว่า กระเทย ทั้งหมดไว้ก่อนซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องนัก แต่เพื่อง่ายในการจดจำ หรืออาจจะเพราะไม่ค่อยมีคนรู้จักใกล้ตัวเป็นผู้คนในกลุ่มนี้นักก็ได้ จึงไม่ค่อยใส่ใจการเรียกชื่อให้ถูกต้องนัก

? นี่เอา...แผ่นวีซีดีหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด หนังเกย์นี่หว่า...เห็นเป็นหนังไทยได้รางวัลเมืองคานส์เลยซื้อมาดู เอาไปดูสิ?
?อ้าว...ไม่ดีรึ?
?ลองไปดูแล้วกัน...มีฉากผู้ชายลูบไล้ผู้ชายด้วย ดูแล้วขนลุกแทบอ้วกแตก... ให้เลย...ไม่ต้องเอามาคืนเลยนะ เฮ่อ....ดูไม่รู้เรื่องเลยวะ ไม่รู้ได้รางวัลมายังไง?
?อ้าว...แล้วตูจะดูดีไหมนี่...?

นั้นเป็นบทสนทนาแบบแมนๆกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผมเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่กล้าดูหนังดังกล่าว จนลืมไป อาจจะเป็นเพราะผมเคยดูหนังเรื่อง Happy together ที่มีฉากรักสุดฮอทชายกับชายช็อคคนดูของดาราดังเลสลี่จางกับเหลี่ยงเฉาเหว่ย ที่ทำให้พอคาดเดาภาพล่วงหน้าว่าไม่ต้องรสนิยมส่วนตัวเป็นแน่แท้ ดังนั้นประวัติศาสตร์บางทีไม่ควรจะปล่อยให้ซ้ำรอยเดิมบ้าง ก็ได้นิ

Brokeback Mountain เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับ 4 รางวัลใหญ่ของลูกโลกทองคำปีล่าสุด และกำลังเป็นตัวเก็งของอีก 8 รางวัลยักษ์เวทีออสก้าร์ที่จะประกาศในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ กับคำจำกัดความสั้นๆว่าเป็น หนังเกย์คาวบอย สิ่งเหล่านี้สร้างความอยากรู้อยากเห็นของคอหนังรางวัลอย่างผมเป็นอย่างยิ่งว่า ต้องลองไปพิสูจน์เสียหน่อย จนทำให้หลงลืมคำกล่าวบางประโยคที่ไม่รู้ได้ยินมาจากไหนอีกว่า

? ไปดูหนังเกย์...ไม่กลัวคนอื่นว่าเป็น เกย์รึไง ?

หลังจากจดๆจ้องๆอยู่พักหนึ่ง และแล้วในที่สุดผมได้มีโอกาสเข้าชมหนังเกย์คาวบอย แค่ครึ่งชั่วโมงแรกความรู้สึกแบบคนรุ่นเก่าหัวโบราณๆที่เกือบตามไม่ทันโลกทุกวันนี้อย่างผมก็ชักรู้สึกทะแมงๆกับภาพชายกอดจูบชาย เคล้าเคลียกัน บทอัศจรรย์แวบๆของคู่เกย์ ภาพอันไม่คุ้นตาจนชักสงสัยว่ายังไงวะเนี๊ย...ตูจะดูต่อหรือออกจากโรงดี แต่ภาพแสนสวยของท้องทุ่งโล่งภูเขากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เสียงเพลงบรรเลงไพเราะจับจิต กลับช่วยทำให้ตรึงร่างของผมยังติดพนักที่นั่งอยู่ได้ต่อไป

เรื่องราวย้อนยุคซิกตี้ของ เอนนิส(ฮีธ เล็ดเจอร์) หนุ่มกำพร้าผู้ซ้อนความรู้สึกภายในใบหน้าอันเคร่งขรึม และ แจ็ค(เจค จิลเลนฮาล) ชายหนุ่มที่รักการผจญภัยอิสระเสรี สองเกย์คาวบอยพบรักกันบนเทือกเขา Brokeback แล้วต้องแยกจาก ต่างคนไปแต่งงานกับหญิงสาวพร้อมมีลูกมีเต้า

จวบจนหลายปีต่อมาทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยการนัดพบกันถัดจากนั้นทุกปีด้วยข้ออ้างไปเที่ยวตกปลาด้วยกัน กลับกลายเป็นเรื่องรักที่ซ้อนเร้น เก็บกดใว้ในใจ แอบปิดบังผู้คนใกล้ชิดรอบข้างเข้าไว้ จวบจนภรรยาของเอนนิสล่วงรู้ความสัมพันธ์ผิดปกตินี้ เข้าตำรา มีเธอและฉันและ...มันอีกคน นั้นทำให้โทนหนังเข้มข้นขึ้นจนน่าติดตามไปอย่างไม่อาจคาดเดา ว่าท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ไม่บ่อยนักที่อารมณ์ความรู้สึกแบบในขั้วตั้งแง่ติดลบมาก่อนตั้งแต่บ้าน จะถูกดลบันดาลให้ได้พบกับความหลากแนวทางจนห้วงแห่งอารมณ์สามารถก่อให้เกิดการผันแปรเปลี่ยนไปตามระยะเวลาการฉายของหนัง ทั้งก่อนเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ หรือระหว่างชมในแต่ละช่วง และหลังหนังจบลง จนทำให้เกิดสีสันของอารมณ์อันหลากหลาย แตกต่างจากความรู้สึกที่ไม่เคยพบเห็นบ่อยในแนวทางหนังทั่วไปนัก เช่น

ชักจะยังไงๆในบทสวาทของสองเกย์หนุ่มตอนต้นเรื่อง
อารมณ์เอาใจช่วยเห็นใจภรรยาที่ล่วงรู้ว่าสามีเป็นเกย์
จนประจักษ์ถึงความทนทุกข์แห่งพิษรักของคู่ตุนาหงันที่ต้องพรากจาก

อารมณ์โหยหาใคร่เจอจนสร้างความเห็นแก่ตัวและความต้องการครอบครองเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแก่กันและกันทวีคูณขึ้น
อารมณ์ซึ้งกับฉากการเริ่มเข้าใจในอานุภาพแห่งรักเมื่อเอนนิสถามลูกสาวว่า คนที่ลูกจะแต่งงานด้วยเขารักลูกจริงๆไหม?
จวบจนอารมณ์ร่วมประทับใจ เศร้าสร้อยในบทสรุปสุดท้ายของตัวละครเอกอย่างเอนนิสในเรื่อง

นั้นทำให้อาการไม่ควรด่วนสรุปอะไรไปอย่างง่ายๆ ก่อนที่จะได้ลองสัมผัสและรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเสียก่อน เข้าทำนอง อย่าตัดสินคนเพียงเพราะลักษณะภายนอกพวกเขาไม่เหมือนกับเราหรือต่างจากพวกเราไป

คงต้องออกตัวก่อนว่า ถึงแม้ทัศนคติเรื่องบุคคลเพศที่สามมักจะไม่ค่อยอยู่ในสารบบและไม่เคยอยู่ในสายตาของผมจนบางทีบางเวลา จะลืมเลือนเหมือนไม่ค่อยใส่ใจไม่ข้องแวะไม่ปฎิเสธและไม่สนใจว่ามีตัวตนคนจำพวกนี้อยู่ อีกทั้งบุคคลรอบข้างในชีวิตประจำวันก็ไม่ค่อยจะได้พบเจอกับเรื่องแบบนี้ ทำให้ไม่เคยนึกคิดหรือระลึกถึงแม้ว่าวัยจะล่วงเลยมากว่าครึ่งชีวิตแล้ว

เพราะบางทีแค่มีคนกล่าวถึงเพียงนิดหน่อยในกิจกรรมที่เราชอบทำสม่ำเสมออย่าง จากการเลือกชมภาพยนตร์เป็นประจำในสุดสัปดาห์สักเรื่อง แค่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกย์เท่านั้นแหละ ทำไมจึงเกิดภาพลบในใจใครหลายคนขึ้นมาทันที(รวมถึงครั้งแรกในการได้ยินของผม)จนถึงขั้นปฎิเสธโดยมีเหตุผลสั้นๆว่า

?gu ไม่ใช่เกย์...จะไปดูหนังเกย์ทำไม?...วะ?

ทำไม การปฎิเสธการมีตัวตนของคนกลุ่มชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิงนี้ ทั้งๆที่เราท่านเห็นพวกเขาอยู่ทนโท่ ทำให้ผมลองคิดตรองต่อไปว่า ตกลงมันอยู่ที่ทัศนคติส่วนตัวบุคคล หรือรสนิยม หรือขนบจารีตเก่าๆอะไรบางอย่างกันแน่ ที่ทำให้เราปฎิเสธภาพลักษณ์รูปลักษณ์อะไร ที่ไม่รู้ว่าใช้จิตสำนึกส่วนไหนบังคับและขีดกรอบกั้นไว้

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เราท่านก็คงไม่ต่างอะไรจากตัวละครในบทบาทของเอนนิส ที่พยายามข่มจิตหักห้ามหัวใจว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะยอมรับได้ในสิ่งที่เขาเป็น ด้วยการยกกรอบความคิดของสังคมเข้ามาครอบไว้ จนไม่กล้าที่จะเผยทาสแท้ของตัวเองจนต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสทางกายและใจ ส่งผลกระทบคนรอบข้างโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดยเฉพาะภรรยาและลูกๆของเอนนิสเอง จนกลายเป็นเรื่องน่าอนาจใจในการใช้ชีวิต ภายใต้ความคับแคบของจิตใจที่ถูกครอบงำอย่างสิ้นเชิง อันสะท้อนต่อชะตากรรมชีวิตจากการกระทำของตัวเขาเองเป็นต้นเหตุ

เพราะแค่เพียงเปิดใจที่จะรับรู้เท่านั้น ก็ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งที่ดีแล้ว ไม่ใช่...หลังจากแค่ได้ยินก็รู้สึกระคายกระดูก ค้อน ทั้ง โคนในใบหูเสียแล้ว ลองหันเปลี่ยนเหลี่ยมมุมมองใหม่ๆดูบ้าง คุณๆอาจจะรู้จะเห็นอะไรเปลี่ยนไป เข้าใจแง่ชีวิตขึ้นอีกสักกะติ๊ด โดยไม่ปล่อยให้ตัวเลขของอายุขัยไปไกลกว่าความเข้าใจในสิ่งไม่ไกลรอบตัวเรา พร้อมด้วยอารมณ์อันหลากหลายที่จะพรั่งพรูตามมา...

หรือว่าจะปฎิเสธสิ่งมีอยู่จริงของเพื่อนร่วมโลกเพื่อนร่วมสังคมไปอย่าง...ด้านๆ ก็คงเป็นอาการอันตีบตันทางความคิดเกินไปหน่อยรึเปล่าเล่า...พ่อเอนนิสคนใหม่

? เฮ่ย ไปดู Brokeback Mountain รึยัง ว่าที่หนังรางวี่รางวัลปีนี้นะ? ผมเริ่มประโยคคำถามกับเพื่อนคนเดิม
? หนังเกย์ ไม่ไปดูหรอก?
? ไม่ลองไปดูหน่อยรึ หนังใช้ได้นะโว้ย เป็นหนังรักๆเรื่องหนึ่งเท่านั้นแหละ?
? เอ...แต่อยากดูหนังเก ที่มีคนสวยจางซิยี่ แสดงมากกว่า?
? เฮ่ย มีด้วยรึ เรื่องอะไรวะ?
? หนังเก เหมือนกัน ชื่อเรื่อง...เก-อิ-ชา...ไง?
?..........?


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.0.202   ตอบเมื่อ 28 ก.พ.49 เวลา 11:59
 ความคิดเห็นที่  211




TRANSAMERICA

?การบรรลุวัตถุประสงค์?บางอย่างร่วมกันในจุดหมายปลายทาง ?ต่างกัน? ?Duncan Tucken?อาจหยิบยกประเด็นบางส่วนมาจาก ?All about my mother?หนังรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมของ ?Pedro Almodovar?ก็เป็นได้ (การแปลงเพศและการที่ตนพึ่งรู้ว่าเคยมีลูกซึ่งไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน) อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นักว่าการแปลงเพศคือความสุขสมบูรณ์ที่สุดสำหรับใครซักคน ก็ในเมื่อโลกสร้างเรามาให้เป็นแบบนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องไปเปลี่ยนแปลงมันทำไม อย่างว่าแหละครับต่างคนต่างเหตุผลต่างจิตต่างใจมันเป็น ?สิทธิส่วนบุคคล?ครับ
แต่สำหรับ สแตนลี่ย์ บรี (Felicity Huffman)เธออยากแปลงเพศเต็มแก่แล้ว หลังจากทำศัลยกรรมหลายอย่างทั่วเรือนร่างแล้ว สิ่งเดียวที่ บรี รอคอยมากที่สุดคือ ?จู๋? ให้มันกลายสภาพเป็น ?จิ๋ม? ถึงจะพูดได้เต็มปากว่า ?บรรลุวัตถุประสงค์?
หนังเปิดฉากแรกด้วยภาพทางโทรทัศน์ถึงการดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิงว่าต้องทำอย่างไร บรีตรงหน้ากระจกกำลังเลียนแบบเสียงตาม (แค่ฉากเปิดเรื่องก็ฮาแล้ว) เธอมุ่งตรงไปหาจิตแพทย์เพื่อให้จิตแพทย์ส่วนตัวของเธอเซ็นยินยอมการผ่าตัดแปลงเพศ แต่เหมือนฟ้าไม่เป็นใจผ่าลงมากลางหัวใจของ บรี ดัง...เปรี้ยง!! หลังจากปลายสายโทรศัพท์บอกให้บรีรับรู้ว่าตนเองมีลูกชาย นาม ?โทบี้?(Kevin Zegers)ที่เกิดจากแฟนสาวสมัยเรียนเมื่อครั้งนานมาแล้วและตอนนี้โดนคุมขังอยู่ในแมนฮัตตัน หนทางการผ่าตัดจึงโดนระงับ โดยจิตแพทย์ส่วนตัวบอกให้บรีไปสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยซะก่อน
หลังจากพบตัวเด็กหนุ่ม แรกเริ่มบรีหลอกให้เขารับรู้ว่าตัวเธอเป็นคนของโบสถ์มารับตัวเพื่อไปบำบัดจิตใจ ต่อจากนี้แหละหนังจึงกลายเป็น Road movie&Coming of age โดยเรื่องราวมีทั้งความฮา,
ความเศร้า,การเรียนรู้แง่มุมชีวิตของแต่ละฝ่ายตลอดระยะเวลาการเดินทางร่วมกัน โดยระหว่างการเดินทาง บรีถามถึงความฝันโทบี้ว่าอยากเป็นอะไร โทบี้บอกว่า ?อยากเป็นนักแสดง(หนังเกย์)?ที่มีชื่อเสียง หนังยังสอดแทรกตัวละครในลักษณะต่างๆเข้ามาเพื่อเพิ่มเติมสีสันให้เรื่องราวขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้ามากขึ้น อาทิ
?กลุ่มผู้หญิงในโลกสีม่วง แม้บางทีเราอาจจะเรียกพวกเธอเหล่านั้นว่าเป็นหญิงแท้ได้ไม่เต็มปากและยังมีกลุ่มคนบางจำพวกที่ยอมรับในตัวพวกเธอไม่ได้ แต่พวกเธอเหล่านั้นก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใครแต่กลับสร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับผู้คนรอบข้างพวกเธอด้วยซ้ำไป อย่างฉากตอนหนึ่ง บรีบอกกับโทบี้ว่า?ฉันขอโทษที่ทำให้เธอมาเจอของเทียมเหล่านั้น? โทบี้บอกว่า ?พวกเขาดีออก? ความรู้สึกของโทบี้ไม่ได้แสดงอาการว่ารังเกียจพวกหล่อน แต่กลับบอกว่าชอบและทำให้เขารู้สึกดี_
?หนุ่มนักโบก?(Jon Budinoff) เป็นตัวละครที่เข้ามามีส่วนให้ความสัมพันธ์ระหว่างบรีกับโทบี้ขยับขึ้นมาอีกระดับและต้องฝ่าฟันความลำบากไปด้วยกัน เพราะไอ้หนุ่มนักโบกตัวแสบดันขโมยรถไปหน้าตาเฉยทรัพย์สินต่างๆก็ติดอยู่ในรถหมด บรีเหมือนคนหมดสิ้นทุกอย่างในความตั้งใจของตนเอง โทบี้มีความรู้สึกเห็นใจที่ต้องเจอกับสภาพแบบนี้ เขาจึงตัดสินใจไปมีความสัมพันธ์กับชายแก่เพื่อแลกกับเงิน ซึ่งในขณะที่บรีได้ทำความรู้จัก ?ลุงเลี้ยงวัว?(Graham Greene) ลักษณะการดำเนินชีวิตดูจะคันทรี่ๆซักหน่อย ผสมกลิ่นอายของชาวอินเดี้ยนและคาวบอย ลุงเลี้ยงวัวเข้ามามีส่วนเสริมให้บรีมีความรู้สึกอ่อนไหวต่ออารมณ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายหนังพาเรามาพบกับ ?ครอบครัว บรี? นี่แหละที่ทำให้เราได้รู้ความเป็นมาตื้นลึกหนาบางชีวิตบรีได้ดียิ่งขึ้น ฉากที่ทุกคนในครอบครัวออกมาทานอาหารกันนอกบ้าน (ฮามากครับฉากนี้)โดยเฉพาะตัวผู้เป็นแม่ด้วยแล้ว(Fionnula Flanagan) ที่โดนลูกสาว(Carrie Preston)เหน็บขึ้นมา ?Home Hitler?!! และที่ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโทบี้อยากมีเซ็กส์กับบรีและอยากใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยานี่สิ ฉากนี้จึงถือได้ว่า ?เกือบ?เป็นบทสรุปของเรื่องไปโดยปริยาย?
ถ้าเป็นหลักทางพุทธศาสนาบ้านเราคงเหมือนกับ ?กงกำกงเกวียน?ในตัวบรีที่เป็นชายอยากผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง ส่วนโทบี้ที่เป็นชายเช่นกันแต่จิตใจของเขาเป็นคนอ่อนไหวเริ่มจะเอนเอียนไปในทางผู้หญิง หากความรู้สึกของความเป็นพ่อ-ลูกนี้สามารถสื่อสารอะไรหลายๆอย่างให้แก่กันได้ อีกไม่นานโทบี้คงก้าวตามรอยเท้าของผู้เป็นพ่อเพื่อ ?บรรลุวัตถุประสงค์? เช่นกัน
ถือเป็นการแสดงที่โดดเด่นมากๆของ ฟิลีซิตี้ ฮัฟแมนจริงๆครับ ภาวะอารมณ์ที่สลับซับซ้อนกับการแสดงออกของเธอดูจะสะดุดตามากเป็นพิเศษ ไม่แปลกใจเลยครับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตกเป็นของเธอในปีนี้ และไม่แน่ถ้าหากออสการ์ให้โอกาสแลเห็นความสามารถปีนี้เราอาจจะได้เห็นเธอยืนตระหง่านรับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมก็เป็นได้ครับ_


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.7.117   ตอบเมื่อ 03 มี.ค.49 เวลา 13:19
 ความคิดเห็นที่  212





THE CONSTANT GARDENER

ความศรัทธาในตัว ?คนรัก?ต่อ ?ความรัก?ที่มีให้มันมากมายมหาศาลยิ่งใหญ่เพียงใด ?คำตอบ?ที่เราได้รับจากมันจริงๆคงต้องถามกลับว่า ?เรารักเขามากแค่ไหน?ไม่มีอะไรมากเกินไปและน้อยเกินไปสำหรับ ?ความรัก?แต่สำคัญที่ว่า ?ความรักยิ่งใหญ่?เมื่อเราพร้อมที่จะตายแทนเขาได้จริงๆ?

ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ สิ่งที่ทำให้อยากเข้าไปดู the constant.. อย่างแรกเลยเห็นจะหนีไม่พ้นตัว ?เรล์ฟ ไฟน์ส?ชื่นชอบบทบาทคนสูญเสียรักแท้มากๆใน ?the English patient?ดูแล้วน่าสงสารและน่าเห็นใจมาก ความชื่นชอบอย่างที่สองคือตัวผู้กำกับ ?เฟอร์นานโด เมเรลเลส?หลังจากได้ดูหนัง ?city of god?ที่พี่แกกำกับต้องขอบอกว่า ?ถึงลูกถึงคนทีเดียว?สุดท้ายเห็นจะเป็นบทหนังที่ดูจะมีอิทธิพลต่อการอยากดูของผมเป็นอย่างมาก (การเรียกร้องสิทธิ,ความไม่เป็นธรรมในสังคม)

การเรียกร้องสิทธิ,ความอยุติธรรมในสังคมดูเหมือนทุกวันนี้คนเหล่านี้ดูจะกลายเป็น ?แกะดำ?ของสังคม พวกขวาสุดหรือซ้ายสุดดูจะเป็นชนกลุ่มน้อยถ้าเทียบกับพวกที่อยู่ตรงกลาง (รัฐบาล,เผด็จการ)ดูจะมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ?เทสซา?(ราเชล ไวซ์)นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน
ก็ทำให้เราเห็นว่า ?เธอสู้?แค่ไหน กับอิทธิพลความมืดของสังคม แม้สุดท้ายแล้วเธอจะโดนฆ่า(ปิดปาก)ตาย
อย่างอนาถก็ตาม

เมื่อ ?จัสติน?(เรล์ฟ ไฟน์ส)เจ้าหน้าที่ทางการทูตของอังกฤษทราบข่าวการตายของเทสซาภรรยาสุดที่รักจากปากเพื่อนสนิท (แดนนี่ ฮุลตัน)ทำให้เขาถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ส่งเทสซาขึ้นเครื่องบิน ภาพลางเลือนสุดท้ายหลังจากเธอขึ้นเครื่องไปกับสภาพศพในตอนนี้ที่จัสตินเห็นดูจะทรมานใจเหลือเกิน เทสซาโดนฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณมาก จัสตินทำใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้และไม่ปักใจเชื่อว่าจะเป็น ?เรื่องชู้สาว?

การตัดสินใจสืบหาสาเหตุการตายของเทสซาในประเทศเคนยานี้กลับทำให้ ?ผม?เห็นเงาของ
?เทสซา?ตลอดทั้งเรื่องเลยหละครับ ผมว่าเหตุการณ์ร้ายแรงอันตรายต่างๆที่เกิดขึ้นกับจัสตินพลันกลับทำให้ผมมองเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นกับเทสซาอยู่เนืองๆตลอดจนถึง ?บทสรุป?ทั้งหมดของเรื่อง สิ่งที่
เทสซาปูทางไว้กลับเหมือนรอยต่อภาพจิ๊กซอว์ การสานต่อของจัสตินในครั้งนี้กลับทำให้เขาได้รู้ว่า ?เธอกำลังเรียกร้องอะไร...บางอย่าง? นั่นคือ ?องค์กรธุรกิจผลิตยาขนาดใหญ่? กำลังทำอะไร!!

การให้ชาวอัฟริกันในเคนยาเป็นเสมือนหนูทดลองยา การเหยียดสีผิว การปล่อยให้ประชากรตายอย่างเวทนาไร้ศีลธรรม..สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ปกปิดไว้ ที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้นคือการเพิกเฉยของรัฐบาลในเคนยาด้วยการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นทำร้ายผู้คนในประเทศกันเองได้อย่างเลือดเย็น

ภาพนักการทูตของอังกฤษตอนนี้ของจัสตินไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อย สภาพของชายเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตามอมแมมไม่กลัวความตาย มันต่างไปจากชายในเสื้อบูติคที่เขาสวมใส่ ความเรียบง่ายในชีวิตอย่างการเป็นคนชอบตกแต่งพันธุ์ไม้ของเขาโดยสิ้นเชิง

ดังคำกล่าวที่ว่า ?บางครั้งความรักมันทำให้เรามีพลังมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัว เห็นช้างตัวเท่ามด เพราะความรักปกคลุมความกลัวทุกอย่างไปหมดสิ้นแล้ว? ผมชอบประโยคนึงที่จัสตินไม่ยอมคิดถอยหลังกลับและเน้นย้ำเจตนาเดิมของเขาว่า ?เทสซาคือบ้านของผม? มันเป็นฉากที่ทั้งซึ้งและแสดงความ?เปี่ยมล้น?ถึงกับ?เอ่อล้น?ได้ โดยไม่ต้องแสดงจุดยืนใดๆให้เห็นอีกเลยว่าเขามีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความอยุติธรรมของสังคมเพื่อเทสซาแค่ไหน

ผมว่าในหลายๆฉากที่จัสตินหวนคิดถึงเทสซา ภาพต่างๆที่ปรากฏขึ้นมันสร้างความสะเทือนใจ ความปวดร้าวให้จัสตินอยู่มาก ชอบฉากคลิปภาพวีดีโอในคอมพิวเตอร์อ่ะ ทั้งภาพและเสียงของเทสซามันช่างเจ็บปวดเหลือเกินที่ในตอนนี้ไม่มีเธออยู่ตรงนี้อีกแล้ว สัมผัสได้เพียงแค่ภาพและเสียงเท่านั้น (บางครั้งคำว่า?เทคโนโลยี?สมัยนี้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความทันสมัยในโลกยุคปัจจุบัน มันกลับทำร้ายเราได้อย่างแรงโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยนะ) หรืออย่างฉากที่เทสซาแทงค์ลูกแล้วให้นมลูกชาวอัฟริกัน(ที่แม่คลอดลูกออกมาแล้วตาย ) มันเป็นการสูญเสียของเธอแต่กลับแสดงจุดยืนให้เห็นถึงความเปราะบางของหัวใจเธอต่อชาวอัฟริกันได้เป็นอย่างดี

การแสดงของ ?เรล์ฟ ไฟน์ส?ผสม?ราเชล ไวซ์?ดูมีพลังอย่างเห็นได้ชัดทั้งคู่ดูเหมือนคู่รักกันจริงๆ และสิ่งสำคัญ เทสซาแสดงความรู้สึกบางสิ่งที่พิเศษต่อความรักของเธอให้จัสตินได้เห็นว่าอนุภาพของ
ความรักที่แท้จริงไม่ใช่เพียง ?คนสองคนที่รักกัน?แต่ต้องเผื่อแผ่ความรักต่อทุกคนบนผืนโลกใบเดียวกัน....


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 11 มี.ค.49 เวลา 17:29
 ความคิดเห็นที่  213




แนวหนัง สืบสวน + แอ๊คชั่น + ชีวิตด้วยนะครับ

ไม่ได้เข้าโรงนานเลยครับ นานเป็นเดือนๆ ล่าสุดที่ได้ดูก็โน่น พวก Hinokio โน่นเลย (งานมันทับครับ ขยับไปไหนก็ไม่ได้) วันนี้ได้ไปดูเรื่องนี้มาก็นับว่าดวงล่ะครับ ไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วก็ได้ดู แต่จริงๆ หนังมันก็น่าดูอยู่แล้วล่ะนะครับ รู้สึกมันจะแนวแบบที่ผมชอบซะด้วย

เรื่องราวมันก็เกี่ยวกับอนาคตปี 2020 ที่ลอนดอนครับ เมื่อมีบุรุษลึกลับที่เรียกตัวเองว่า V (Hugo Weaving) โดยเขาผู้นี้ประกาศเจตนารมย์ชัดเจนว่าต้องการจะต่อต้านรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองโดย อดัม ซัทเลอร์ (John Hurt) แล้วเขายังดำเนินแผนการสังหารบุคคลสำคัญของรัฐไปมากมาย จนซัทเลอร์สั่งให้ ลูกน้องของเขาทั้งหลายตามเล่นงานเจ้า V ให้จงได้

นอกจากเรื่องการต่อต้านรัฐของ V แล้ว ก็ยังมีเรื่องระหว่าง V กับ อีวี่ (Natalie Portman) สาวน้อยที่เขาได้ช่วยไว้จากการโดนลวนลามด้วยนะครับผม ซึ่งพวกเขาจะสัมพันธ์กันในแบบไหน, แต่ละคนมีปมชีวิตอะไรบ้าง และ V จะต่อต้านพวกเผด็จการจอมวายร้ายได้หรือไม่ อันนี้บอกไม่ได้ครับ ตามไปดูเองดีกว่า เพราะไอ้รายละเอียดพวกนี้เป็นอะไรที่น่าติดตามมากทีเดียวล่ะครับ

เฮ่อ ห่างหายจากการเข้าโรงหนังไปนาน แต่พอเข้าทีก็บอกได้อย่างเต็มปากว่าคุ้มครับ (สำหรับผมนะครับ) หนังทำออกมาได้ดีทีเดียว แต่ไม่ได้เป็นไปในแบบที่ผมคาดไว้



ตอนแรกผมก็เดาๆ เอาน่ะครับ เพราะได้ข่าวว่าแนวทางมันเหมือนจะเป็นแนวซูเปอร์ฮีโร่ แล้วยังได้ไอ้คุณสองพี่น้องตระกูล Wachowski แห่ง The Matrix มาเขียนบทอีก ก็เลยคาดว่าหนังคงโชว์ Effect อะไรพอสมควร แล้วก็น่าจะมีแอ๊คชั่นตามสไตล์นั่นแหละครับ แต่พอดูแล้วมันกลับไม่เชิงเป็นเช่นนั้นซะทีเดียว

สังเกตนะครับว่าผมจะขึ้นตรงแนวหนังว่าสืบสวนก่อน เพราะหนังมันจะไปในเชิงสืบสวนมากกว่า ประมาณว่าพี่ V แกไล่สังหารคน ก็มีตำรวจมาตามล่าพร้อมทั้งตามหาความจริงเกี่ยวกับนาย V คนนี้น่ะครับ ซึ่งปมต่างๆ มันก็จะค่อยๆ เผยออกมา แล้วหนังมันจะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครค่อนข้างมากล่ะครับ (โดยเฉพาะระหว่าง V กับ อีวี่) ฉากพูดกันเลยมีเพียบ แล้วก็มีการเสียดสีการเมืองอะไรเข้าไปอีก มันจะไปเน้นอะไรพวกนั้นมากกว่า ในขณะที่ฉากบู๊แอ๊คชั่นนั้นก็มีแต่พองาม แต่ไอ้พองามที่ว่านี่ก็เข้าข่ายน้อยแต่แน่นนะครับ น่าพอใจเอาเรื่อง แต่ที่ต้องบอกไว้ก่อนก็เพราะว่าหากท่านคิดว่าจะได้เข้าไปนั่งดูหนังแอ๊คชั่นบู๊กระหน่ำล่ะก็ ไม่ใช่หรอกนะครับ มันไม่เหมือนพวก The League of Extraordinary Gentlemen แม้โทนมันจะมืดๆ เหมือนกันก็ตาม และมาจากผู้สร้างสรรค์เดียวกันก็ตาม (Alan Moore น่ะครับ) นี่ก็บอกไว้ก่อนไม่ให้หวังจนเกินไปน่ะครับ




แล้วหนังเรื่องนี้มันมีอะไร ... ก็คือว่าหนังมันสนุกในเรื่องการตามสืบและการตามดูนาย V คนนี้นี่แหละครับ หนังเปิดตัว V ออกมาได้แจ๋วครับ และนี่ถือเป็นฮีโร่ในสไตล์ที่แหวกแนวชาวบ้านอย่างมาก เพราะฮีโร่คนอื่นตอนสวมหน้ากากนี่จะพูดน้อยมากหรือไม่ก็เงียบไปเลย แต่กับ V นี่พี่แกเข้าข่ายบ้าน้ำลายมากครับ พล่ามตลอดพล่ามยาว พล่ามไปไหนของแกก็ไม่รู้ ซึ่งอันนี้แม้จะสวมหน้ากากปิดหน้าไว้ตลอดทั้งเรื่อง แต่หน้าพี่ Hugo Weaving ผู้รับบทนี้มันโผล่พรวดขึ้นมาเต็มๆ สำเนียงนี่ใช่เลยครับ (ก็ไอ้พี่ที่เล่นเป็นเอเย่นต์สมิธใน The Matrix ไงครับ)

อันนี้ผมยอมรับเลยนะครับว่าพี่ Hugo แกแน่มาก เพราะแม้ทั้งเรื่องต้องใส่หน้ากาก แต่พี่แกกลับสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านออกมาทางน้ำเสียงและท่าทางได้ เออ นี่ไม่ง่ายเลยนะฮะเนี่ย เพราะแววตานี่ตัดออก สีหน้านี่ไม่มีทางแสดงได้เลย ต้องมาเล่นกันที่น้ำเสียงอย่างเดียว และพี่แกก็ทำได้อย่างเท่ห์มากๆ ด้วยครับ นอกจากนี้ไอ้คำพูดที่ออกมาจากปากเขา แม้จะดูเหมือนเพ้อเจ้อ แต่ก็หลายครั้งเลยครับที่แฝงอะไรคมๆ ไว้เยอะพอดู เอาแค่ตอนเปิดตัวนี่แหละ แกพล่ามๆๆ ไป แต่ไอ้ที่พูดออกมานั้นมันสื่อถึงตัวเขาอย่างดีครับ ว่าแกมีอารมณ์ขัน สุนทรีย์ และมีวาทศิลป์ แต่เวลาพี่แกพูดจากับผู้ร้ายนี่ เขากลับมีน้ำเสียงเชิงเย้ยหยันปนกับความแค้นแฝงเข้าไปอีกด้วย

บอกได้แต่ตัวอักษรครับ นี่ผมพยายามแล้วนะเนี่ย (และท่าทางผมชักจะติดโรคพล่ามจากแกแล้วล่ะ) เอาเป็นว่า v ในเรื่องเขามีเสน่ห์ในแบบของ จารชนผสมกับสุภาพชนได้อย่างลงตัวดีเลยล่ะครับ


เจ๋งครับ พี่ Hugo

ช่วงต้นก็เป็นการแนะนำพี่ V นะครับ แล้วก็แนะนำอีวี่ด้วย ซึ่ง Portman ก็เล่นได้ดีมากเหมือนกันครับ ตอนแรกก็ดูสวย แต่พอตอนโทรมนี่ก็โทรมแบบถึงใจเลยครับ ตอนระเบิดอารมณ์ก็สุดๆ อย่างไอ้ฉากที่หลบใต้เตียงแล้วต้องกลั้นร้องไห้นั่นดูแล้วสงสารจับใจจริงๆ

ถ้าให้ว่ากันแล้ว ดาราทุกรายเล่นได้ดีกันหมดเลยนะครับ Stephen Rea ที่มารับบทเป็นหัวหน้าสายสืบฟินช์ ก็นิ่งแบบมีหัวคิดตามสไตล์แกนั่นแหละ (แกชอบเล่นบทประมาณนี้ครับ เก็บความรู้สึกแต่ฉลาดลึก ไม่เชื่อลองไปดู Michael Collins หรือ The End of The Affair มาดูได้ครับ) และตัวร้ายอย่าง John Hurt ในบทซัทเลอร์ที่สวมมาดเป็นจอมเผด็จการได้สมจริงมากๆ อีกคนก็ Tim Pigott-Smith ในบทครีดดี้ มือขวาของซัทเลอร์ ขานี้ก็ชั่วแบบน่ารังเกียจพอกัน

นักแสดงเขามืออาชีพครับ ส่วนไอ้การเดินเรื่องนั้น ช่วงต้นอาจจะต้องอดทนหน่อยนะครับ เพราะหนังมันจะพูดๆๆ กันมากหน่อย ... จริงๆ มันพูดกันตลอดนั่นแหละ เพียงแต่ช่วงแรกมันจะเนิ่บหน่อย แต่ความเข้มข้นมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพราะช่วงท้ายปมทั้งหลายจะค่อยๆ เฉลย รวมไปถึงสิ่งที่อีวี่ต้องเผชิญนั่นก็กดดันเอามากๆ ทีนี้พอทุกอย่างลงล็อคก็เข้าสู่ไคลแม็กซ์พอดี ซึ่งเป็นไคลแม็กซ์ที่ยิ่งใหญ่เอาเรื่องเลยครับในความรู้สึกผมนะ แม้จะไม่ได้ตีกันมากมายอะไร แต่ภาพมันสื่อได้อย่างดีจริงๆ ว่า V เป็นฮีโร่ของทุกคนในลอนดอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เขียนถึงหนังเรื่องนี้ก็ลำบากไม่ใช่เล่นนะครับ เพราะผมรู้สึกเลยว่าตัวเองออกจะชอบหนังมากอยู่เหมือนกัน เลยเขียนอะไรในเชิงเชียร์ๆ อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนังจะไม่มีที่ติครับ ก็มีบ้างในบางช่วงที่มันอาจจะอืด แต่บางช่วงกลับกระชับไป อย่างในตอนกลางเรื่องน่ะครับ ตอนที่ปมเริ่มคลาย ช่วงนั้นหนังค่อนข้างเล่าเรื่องแบบเร่งรีบไปหน่อย เลยไม่ค่อยได้ซึมซับอารมณ์สะเทือนใจเท่าที่ควร และตอนท้าย ในฉากการปราบเหล่าทรราชย์ที่มันน่าจะยิ่งใหญ่กว่านี้นิดนึง และเจ้าทรราชย์ก็พบจุดจบง่ายไปหน่อยด้วยครับ แม้ฉากสู้รอบสุดท้ายนั่นจะเด็ดและเล่น Effect กันกระจายก็ตาม แต่ก็น่าจะเพิ่มอีกหน่อยน่ะครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แต่ที่บอกนี่ก็เป็นส่วนน้อยน่ะครับ

... ไม่รู้สิ เพราะตอนดูมันรู้สึกได้นะว่าหนังมันขาดตรงนี้นิด เกินตรงนี้หน่อย แต่พอดูจบแล้วมานึกเรียงลำดับอีกทีมันก็ไปกันได้น่ะครับ ลงตัวในระดับหนึ่ง ตามแบบของมันน่ะนะครับ



พล่ามมายาวแล้วครับ (ผมว่าผมติดจากพี่ V แกจริงๆ แล้วล่ะครับ เริ่มเพ้อเจ้อแล้ว) เอาเป็นว่าหนังคุ้มมั้ย ผมว่าคุ้มครับ เอาแค่ตอนแรกที่ V วางระเบิดตึกแล้วมีเพลงคลาสสิคกระจายออกลำโพงเป็น Background นี่ก็เจ๋งมากแล้วครับ พลังดาราก็ช่วยให้หนังน่าติดตามไปพร้อมๆ กับเนื้อเรื่องที่เข้มข้น อันนี้ก็ชมสองพี่น้อง Wachowski ด้วยล่ะครับ เพราะพวกเขาคิดบทหนังเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ก่อน The Matrix แล้วล่ะครับ พี่น้องคู่นี้ช่างคิดดีจริง อีกรายที่ต้องชมก็คือ James McTeigue ขานี้ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ Dark City, Star Wars: Episode II แล้วก็ The Matrix น่ะนะครับ เรื่องนี้ก็ทำออกมาดีครับ เรื่องอารมณ์และจังหวะอาจจะยังไม่ถึงกับลงซะทั้งหมด แต่เพราะได้ดาราดี บทดีด้วยล่ะครับมันเลยไปลื่น

จริงๆ แล้วหนังมันมีแง่มุมโดยตรงในการโจมตีรัฐบาลเผด็จการนะครับ ประมาณว่าพวกโกงกินแล้วก็ทำชั่วโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ กดขี่ประชาชน แล้วก็ใช้สื่อเสนอข่าวตามใจตนเอง ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันบังเอิญหรือไม่อย่างไรล่ะนะฮะ เพราะตอนนี้บ้านเมืองเราก็ดันอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายกันอยู่เนี่ย ก็อยากจะบอกว่าดูแล้วใจเย็นๆ แล้วกันนะครับผม

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.13.241   ตอบเมื่อ 29 มี.ค.49 เวลา 14:29
 ความคิดเห็นที่  214





แนวหนัง แอ๊คชั่น + ไซไฟ

ดูมาแล้วครับ ร้อนๆ สำหรับตอนที่สามของ X-Men ซึ่งผมก็ออกจะคาดหวังอยู่นิดๆ ครับ เพราะเนื้อเรื่องมันยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสามภาค อีกทั้งผู้กำกับก็คือ Brett Ratner แห่ง Rush Hour 2 ภาค แล้วก็ Red Dragon ซึ่งผมว่าผลงานของเขาทุกเรื่องออกมาโอเคนะครับ ค่อนไปทางสนุกเลยล่ะ ผมก็ชอบเกือบทุกเรื่อง แม้แต่ The Family Man ก็ถือว่าออกมาไม่เลว ความเห็นผมในตอนแรกเลยออกจะสวนทางกับแฟนๆ X-Men ที่คัดค้านไม่ให้ Ratner มากำกับ เพราะผมว่าพี่ท่านก็เก่งอ้ะ มาทำเรื่องนี้ก็น่าจะไหว

สำหรับเนื้อหาในตอนนี้ผมถือว่าเข้มข้นที่สุดเลยครับ เริ่มจากการมาของ "ยารักษาอาการมิวแตนท์" ที่จะทำให้ใครก็ตามที่เป็นมิวแตนท์ไม่เหลือพลังใดๆ อีกต่อไป ซึ่งยาที่ว่านี่คิดค้นโดย วอร์เรน วิธธิงตันที่ 2 (Michael Murphy) มหาเศรษฐีแห่งวงการอุตสาหกรรม และการมาของยาตัวนี้ก็เป็นชนวนให้แม็กนีโต้ (Ian McKellen) ต้องการก่อสงครามเพื่อล้างผลาญมนุษย์และมอบอำนาจให้แก่มิวแตนท์ทั้งมวล

แต่ก็แน่ล่ะครับว่าทางฟากของศจ.ชาร์ลส เซเวียร์ (Patrick Stewart) ก็ย่อมไม่เห็นด้วยและหาทางปกป้องเหล่ามนุษย์แน่นอน การเผชิญหน้าก็เลยเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีเนื้อเรื่องการกลับมาของจีน เกรย์ (Famke Janssen) หลังจากการเสียสละของเธอในภาคก่อน คราวนี้เธอก็กลับมาด้วยพลังไร้ขีดจำกัด และเธอก็ไม่ใช่จีนอีกต่อไป เธอกลายเป็น ดาร์คฟีนิกซ์ ... มิวแตนท์ทรงพลังที่โดนด้านมืดครอบงำ

เห็นมั้ยครับ จากเรื่องราวต่างๆ เข้มข้นขนาดนี้ ภาคนี้คงสุดยอดแน่ๆ แล้วผมก็ได้คำตอบซะทีว่า Ratner สามารถลบซึ่งคำสบประมาทของเหล่าแฟน X-Men ได้หรือไม่


และคำตอบคือ ...


งานนี้พี่ Brett Ratner ของผมคงโดนแฟนๆ การ์ตูนยำไม่ใช่น้อยล่ะครับ

เปล่าครับ หนังไม่ได้ห่วยขนาดนั้นหรอกนะฮะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ... เอางี้ เรามาว่ากันทีละประเด็นเลยดีกว่า

ส่วนที่หายห่วงได้เลยของหนังก็คือ Effect ครับ เนี๊ยบเนียน ขาวสวย เอ้ย ไม่ใช่แล้ว หมายถึงเนี๊ยบครับ ไม่มีหลุดอยู่แล้ว งานดนตรีก็ออกมาดี (โดยฝีมือของ John Powell) และบทก็เขียนออกมาได้น่าสนใจ

แต่ปัญหาใหญ่ของหนังคือ ความกระชับสั้นจนเกินไปครับ

ก็ลองนึกภาพนะครับ ปัญหาที่ว่านี่เป็นอันเดียวกับที่เคยเกิดกับหนังที่สร้างจากนิยายหลายเรื่อง อันที่เป็นหนักเลยก็คือ Harry Potter And The Prisoner of Azkaban ตอนนั้นผมดูไปก็ตะขิดตะขวงในใจล่ะครับ เพราะรู้สึกว่าหนังมันควรจะมีอะไรมากกว่านี้ แต่หนังดันเล่าแค่ผ่านๆ จนพอหนังจบผมก็ค้างคาใจอย่างแรงครับ เพราะมันรู้สึกว่าไม่อิ่มเท่าไหร่

พูดแบบตรงๆ คือ ก็ในเมื่อหนังมันมีรายละเอียดดีๆ เยอะที่จะทำให้หนังแน่นขึ้น ทำไมไม่นำเสนอให้ครบถ้วน ... จะรีบสั้นไปไหน?

และนั่นคือสิ่งที่เกิดกับ X-Men 3 ครับ

อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าบทร่างของภาคนี้เข้มข้นมาก และเข้มทุกส่วนเลยนะครับ ขนาดการกำเนิดของยารักษามิวแตนท์นี่ก็น่าสนใจแล้ว คือ เจ้ายาตัวที่ว่านี่คิดค้นโดยมหาเศรษฐีวอร์เรน ที่ผมบอกไปข้างต้นน่ะนะครับ ซึ่งวอร์เรนแกไม่ได้จู่ๆ ก็อยากจะกำจัดมิวแตนท์เลยนะครับ เขาไม่ได้มีอคติกับมิวแตนท์ เพียงแต่เขาเหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไปที่มีความกลัวต่อมิวแตนท์ และที่หนักเลยคือ ลูกชายของเขาก็เป็นมิวแตนท์ (ซึ่งก็คือ แองเจิ้ล มิวแตนท์มีปีก ที่รับบทโดย Ben Foster) เขาเลยพยายามหาทางคิดยารักษา ไม่ใช่เพื่อใคร แต่จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อช่วยลูกของเขาเอง

ฉากสำคัญที่ปรากฏตั้งแต่ตอนแรกของหนังคือ ภาพแองเจิ้ลตอนยังเด็ก ซึ่งหนังนำเสนอได้ไม่เลวครับ เราจะได้เห็นแองเจิ้ลน้อยพยายามทำลายปีกของตนเองท่ามกลางความเจ็บปวด และวอร์เรนผู้พ่อก็พังประตูเข้ามาเห็น เห็นลูกตัวเองเจ็บปวดจนตัวสั่นเทา ... นั่นก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่เขาจะทำทุกวิธีทางเพื่อรักษาอาการมิวแตนท์ ... เขาไม่ต้องการให้ลูกหรือใครก็ตามที่ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับลูกชายต้องเจ็บปวดอีกต่อไป

ฉากที่ว่า ผมว่า Michael Murphy ผู้รับบทวอร์เรนผู้พ่อนี้ แสดงได้ดีนะครับ เขาก็เป็นดารายอดฝีมืออีกรายที่ไม่ดังเท่าไหร่ แต่ถ้าดูกันดีๆ แววตาเขาตอนมองลูกทุกครั้งไม่ใช่สายตารังเกียจครับ เป็นสายตาเจ็บปวดชัดๆ ... ยิ่งตอนท้ายเมื่อเขาโดนพวกมิวแตนท์ชั่วจับตัวและจะทำร้าย เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจมิวแตนท์เหล่านั้นเลย แต่เขากลับพยายามอธิบายว่าที่ตัวเองทำเพื่อช่วยคนต่างหาก ไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครเลย เขาแค่ ... แค่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกจริงๆ ไม่มีเจตนาเคลือบแฝงใดๆ ไม่เหมือนนายพลตัวร้ายในภาค 2 ที่ตรงกันข้ามกับวอร์เรนโดยสิ้นเชิง

ผมอยากจะบอกครับว่า เอาแค่ปมนี้ ช่วงท้ายรับรองได้ คนดูได้ลุ้นจนตัวสั่นแน่ๆ ว่าชะตากรรมของเขาจะลงเอยอย่างไร เพราะดาราเล่นดี และปมแบบนี้ใครๆ ก็เห็นใจครับ นายคนนี้เป็นคนดีและรักลูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้านำเสนอแน่นกว่านี้ มีหรือที่จะไม่ทำให้หนังแน่นไปกว่านี้ได้

แต่หนังกลับนำเสนอแบบผ่านๆ เท่านั้นครับ ไอ้ที่ผมบรรยายมานี่ผมต้องมานั่งนึกเองหน้าโรงครับ ตัวหนังไมไ่ด้เร้าอารมณ์เราไปในทางนั้นเลย มันเหมือนแค่ว่า วอร์เรนคิดยา และจะใช้กับมิวแตนท์ โดยให้ลูกตนเองใช้เป็นคนแรก ... จบ!

... นั่นเลยพลอยทำให้การเปิดตัวแองเจิ้ล มิวแตนท์มีปีกก็ออกมาแบบ "เฮ้ มาให้เห็นแล้วนะ ... ไปล่ะ"

คิดในใจเหมือนกัน "เอ็งโผล่มาเป็นนกพิราบแค่เนี้ยอ้ะนะ"

ผมเลยมานั่งเสียดายครับ แค่ปมนี้ปมเดียวก็ยกระดับให้หนังดีไม่แพ้ภาคสองได้แล้วล่ะ


และนั่งเสียดายยิ่งขึ้น เพราะปมอื่นๆ ในหนังก็โดนนำเสนอแบบรีบๆ อีหรอบนี้ทั้งสิ้น เรื่องจีนก็เหมือนกันครับ เล่าแบบให้จบๆ ไม่ได้สื่อลึกลงไปในความรู้สึกเธอเท่าไหร่ ซึ่งก็ยังดีที่ Janssen แสดงได้ยอดครับ และยังได้โผล่เยอะหน่อย

แต่ก็มีคำถามเดิมครับ ... จะรีบไปไหนเหรอ

อันนี้ไม่เหมือนกับตอนดู The Da Vinci Code ซะทีเดียวนะครับ เพราะพวกหนังจากนิยาย โอเค รายละเอียดต้องโดนรวบเพราะเล่าในหนังได้ไม่หมด อ้า อันนั้นเข้าใจ แต่นี่คือเอ็งเปิดปมมาแล้วอ้ะครับ รายละเอียดไม่ได้ขาดหาย แต่จะช่วยเล่าให้มันถึงอารมณ์แบบหนังภาคสองไม่ได้รึยังไง ... คำถามเดิมครับ จะรีบไปไหนกัน

ในขณะที่ดารารายอื่นๆ แม้จะแสดงได้ไม่เลว แต่บทเหมือนโดนเฉือนซะอย่างนั้นน่ะ ไม่ว่าจะวูลฟ์เวอรีน (Hugh Jackman) หรือ สตอร์ม (Halle Berry) แต่รายที่เสียหายมากๆ ก็คือ โร้ก (Anna Paquin), มิสตีค (Rebecca Romijn), ไซคลอปส์ (James Marsden), แองเจิ้ล และ ศจ.เซเวียร์ (Patrick Stewart) ที่ออกมาเป็นตัวประกอบชัดๆ โดยเฉพาะรายเซเวียร์นี่ ... เฮ่อ ถ้าออกมามากกว่านี้และเด่นกว่านี้นะ ฮึ่มๆๆๆ ต้องสุดตีน!

จุดนี้เลยเปรียบเทียบกับภาคสองได้ชัดเจนมากครับ เพราะภาคสองตัวละครเยอะเหมือนกัน แต่ไม่รู้ผู้กำกับ Bryan Singer ทำอีท่าไหนตัวละครทั้งหลายถึงได้แบ่งความเด่นกันได้อย่างค่อนข้างลงตัวสุดๆ ขนาดพี่ไนท์ ครอว์เลอร์โผล่ไม่มาก แต่เรารู้ครบอารมณ์เลยครับว่าแกคิดอย่างไรกับมนุษย์ แกไม่ใช่คนเข้มแข็งอ้ะ

ไปๆ มาๆ คนที่เด่นนอกจากจีนก็มี บ็อบบี้ เดอะ ไอซ์แมน (Shawn Ashmore) กับ คิตตี้ ไพรด์ หรือมิวแตนท์ฉายาชาโดว์แคท (Ellen Page ที่น่ารักสุดๆ ครับผม 5555) ที่เข้าคู่กันได้ดี กับอีกรายที่ไม่ต้องพูดถึงเลยก็คือ Ian McKellen กับบทแม็คนีโต้ ที่แม้จะออกน้อยแต่ท่านก็แน่ครับ ตอนแสดงทีท่ากลัวจีนนี่สุดยอดมากๆ ก็จัดเป็นคนเดียวล่ะครับที่ขโมยซีนชาวบ้านได้ และอีกรายที่ทำได้ดีก็คือบทบีสต์ หรือดร.แฮงค์ แมคคอย รัฐมนตรีกระทรวงมนุษย์กลายพันธุ์ที่ได้ Kelsey Grammer มารับบทไป งานเมคอัพทำได้ดีมากๆ ครับ แล้วฉากเปิดตัวก็น่าจะทำให้แฟนการ์ตูนฮาได้ในระดับหนึ่ง เพราะที่แกทำนั้นเป็นเอกลักษณะเลยครับ

ดังนั้นจุดด้อยของภาคนี้เลยเป็นว่า การนำเสนอเรื่องราวห้วนๆ เกินไป ช่วงแรกนี่รีบมากครับ ไม่ทราบจะรีบไปไหน ตัวละครที่ควรถูกเน้นก็ดันออกมาแบบนิ่งเกินไป จนผมอดเสียดายไม่ได้ และการแบ่งความเด่นตัวละครไม่ค่อยทั่วถึงครับ ทำให้พอมีตัวละครไหนเจอเรื่องร้ายเข้า คนดูก็ไม่ค่อยจะสะเทือนเท่าตอนที่จีนตัดสินใจสละชีวิตในภาค 2

ส่วนในเรื่องฉากแอ๊คชั่น ก็ถือว่าพอได้ แต่หากเทียบกับงานก่อนๆ อย่างพวก Rush Hour เงี้ย ก็รู้สึกเลยครับว่ามันอ่อนพลังยังไงพิกล ยิ่งพอมาถึงศึกใหญ่ในตอนท้ายก็ไม่ค่อยจะสมหวังเท่าไหร่ ไอ้ตอนที่เหล่า X-Men ลงมาขวางพวกของแม็กนีโต้นั่นทำได้ดีครับ แต่ตอนมวยคู่เอกจริงๆ อย่างไอซ์แมนกับไพโร (Aaron Stanford) นี่ดันออกมาจืดมาก อันนี้ออกจะหงุดหงิดเหมือนกันครับ เพราะหนังปูพื้นตั้งแต่ภาคก่อนแล้วว่าคู่นี้ต่อยกันนัวเนียแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ดันยิงพลังแป๊บๆ จบ ... โธ่

แต่รายที่เล่นเอาเซ็งหนักก็คงเป็นแม็กนีโต้นี่แหละ โธ่ ลุง อุตส่าห์เข้มมาสองภาค มาภาคนี้ ... ทำไมง่ายจังอ้ะลุง

ไปๆ มาๆ นี่น่าจะเป็นผลงานที่สนุกน้อยที่สุดของ Ratner ไปแล้วล่ะครับ คือถ้าว่ากันอย่างแฟร์ๆ ดูแบบไม่คิดมาก็ได้น่ะครับ เพราะมันก็ดูได้เพลินๆ แต่ถ้าเทียบกับภาคก่อนๆ ก็คงต้องบอกว่ายังอ่อนพลัง ด้วยเหตุผลที่บอกน่ะแหละ บทมันเอื้อให้ภาคนี้เป็นการปิดท้ายที่ยิ่งใหญ่ครับ แต่การเล่าเรื่องดันทำให้การปิดท้ายนี้เป็นเรื่องจำใจมากกว่า ประมาณว่าจะรีบๆ เล่าเรื่องให้มันจบๆ ซะจะได้จบๆ ไป หรือไม่ก็มัวเน้นตรงฉากแอ๊คชั่นซึ่งถือว่าผิดเลยนะครับ X-Men ไม่ใช่การ์ตูนที่เน้นแอ๊คชั่นอย่างเดียว แต่มันจะมีประเด็นมิติของตัวละครมาเป็นเครื่องจักรที่สำคัญพอดู

ออกอารมณ์ผิดหวังหน่อยๆ ครับ โอเค ผมคงเรื่องมากไปหน่อยน่ะ ถ้าตัดไอ้ที่ผมบ่นออกไปทั้งหมด หนังก็ถือว่าเป็นแนวแอ๊คชั่นที่ดูเพลินดีครับ สนุกในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ให้อะไรมากกว่าความบันเทิง จริงๆ มันมีสาระเยอะครับ แต่ตัวหนังเองกลับไม่สนใจที่จะชูประเด็นเหล่านั้นเท่าไหร่

ดูได้แบบอย่าคาดหวังครับ และขอให้มี X-Men 4 ออกมาด้วยเถิด ถ้าปิดท้ายแบบนี้คาใจนะครับ ไม่สมเกียรติ X-Men เท่าไหร่เลย


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.119   ตอบเมื่อ 26 พ.ค.49 เวลา 21:09
 ความคิดเห็นที่  215




เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ มันขึ้นมาอยู่ในอันดับหนังในดวงใจ (อีกแล้ว) ตอนนี้หนังในดวงใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจริงๆ ตามแต่อายุ ประสบการณ์ และอารมณ์ ในตอนเด็กๆ ตอนนั้น หนังในดวงใจมันก็ต้องเป็นประเภทการ์ตูน หรือหนังประเภทแฟนตาซี อย่างเดอะวิซาร์ด ออฟ ออร์ด หรือแม้แต่หนังเพลงอย่างเดอะซาวด์ออฟมิวสิก หรือกระทั่ง หนังไตรภาคแอคชั่นอย่างแบ็คทูเดอะฟิวเจอร์ ของโรเบิร์ต เซเมคิส ...พอเริ่มเป็นวัยรุ่นหน่อย แน่นอนครับ หนังในดวงใจคงหนีไม่พ้นหนังแอคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดายฮาร์ด ทั้งสามภาค
พอในตอนอายุมากเข้า ก็เริ่มเก็บหนังเก่าดู ไล่ตั้งแต่ก๊อดฟาเธอร์ทั้งสามภาค เบนเฮอร์ เทนคอมมานเม้น ซึ่งเป็นหนังดี สมัยที่ พี่ๆหลายคนในบ้านนี้ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ อิๆ...เกริ่นมาซะนานแค่จะบอกว่า ในตอนนี้ Crash หรือคนผวา เข้ามาอยู่ในดวงใจ ได้อย่างง่ายดาย!
ถ้าฟังชื่อเรื่องคนจะพาลนึกไปถึงหนังผีซะนี่ เพราะเรื่องมันแบบว่าหลอนๆ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังผีหรอกครับ แต่มันเป็นหนังดราม่าแอคชั่น ที่เนื้อหาหนักแน่น และหากคุณเป็นคนชอบหนังที่เนื้อหาเข้มข้น หนังเรื่องนี้ก็จะทำให้คุณหลงรักได้ไม่ยาก หนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าหลายชีวิตครับ หนังประกอบไปด้วยบุคคลหลายคน หลายคู่ ทั้งพ่อลูก สามีภรรยา เพื่อนร่วมงาน จริงๆแล้วในแต่ละชีวิตของแต่ละคู่ สามารถแตกออกมาเป็นหนังได้นับสิบเรื่อง แต่เรื่องทั้งหมด อยู่ในวงจรเดียวกัน และเกี่ยวพันกัน หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ผมขอบอกว่าค่อนข้างเข้มข้นไปด้วยเนื้อหา และมุมมองทีเดียว
Crash เป็นการนำเสนอมุมมองในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งในโลกกลมๆ เล็กๆ ปัญหาของความขัดแย้งปัจจุบันทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยเอง คือปัญหา เชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งครั้งหนึ่งในสมัยที่โลกยังไม่เป็นโลกาภิวัฒน์ หรือโลกไร้พรมแดนนั้น ประเด็นความเป็นชาติ นับเป็นนโยบายของแต่ละรัฐในการพัฒนาประเทศ แต่ในปัจจุบัน เมื่อพรมแดนสมมุติของมนุษย์เริ่มหมดไป เงินเคลื่อนที่ได้เร็วพอๆกับแสง การลงทุนพัวพันกระทบกันเป็นใยแมงมุม จับตรงนี้กระทบตรงนู้น พรมแดนจึงค่อยๆหายไป ความเป็นสัญชาติ เป็นกลุ่ม กลับทำให้ภายในประเทศก็เกิดความแตกแยก ยิ่งระหว่างประเทศยิ่งไปกันใหญ่ และประเทศที่ได้รับผลกระทบตรงๆ และเต็มๆ ประเทศหนึ่งในปัญหาดังกล่าวคือสหรัฐอเมริกา นับแต่เกิดเหตุการณ์9/11 เป็นต้นมาสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยความหวาดผวา เรื่องเชื้อชาติภายในสหรัฐอเมริกาเองนั้นก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระหว่างผิวขาว/ผิวดำ อินเดียแดง/คาวบอย ชนกลุ่มน้อย/ผู้รุกราน กลับถูกเสริมแรงด้วยความแตกแยกกันเรื่องเชื้อชาติ ภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูเดิม คืออิรัก หรือว่าศัตรูใหม่ๆ อย่างบินลาเดน ผู้ที่ซีไอเอสหรัฐเป็นผู้ฝึกมากับมือ เรื่องราวต่างๆในหนังเรื่องนี้นักเป็นการปะทะกันของกลุ่มคนที่มีสัญชาติ ศาสนา สีผิว และทัศนะคติ ต่างกัน เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น หลายเหตุการณ์ หรือเรียกว่า "หลายชีวิต" ก็คงไม่ผิดนัก การผูกเรื่องราวของตัวละครต่างๆในเรื่องให้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันจนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ นอกจากนั้นต่างคนก็ยังมีเรื่องราวของตัวเองด้วย นับว่าเป็นเหตุการณ์ของวงจรความขัดแย้ง ที่มาบรรจบ หรือมาชน(Crash) จริงๆ ตามเรื่อง
Crash เริ่มเรื่องจากภาพเหตุการณ์ฆาตกรรม ซึ่งเป็นเหตุสุดท้ายของวงจรความซวย หรือความขัดแย้งของหนังในเรื่องนี้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดของหนังเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุฆาตกรรมนี้ 36ชั่วโมง
หนังพาเราเข้าไปสู่เหตุการณ์ของแต่ละวงจรชีวิต แต่ละบุคคล ซึ่งมีปัญหารุมเร้า ทั้งด้านการเงิน การเมือง เศรษฐกิจ ชีวิตคู่ ต่างคนนั้นต่างมีปัญหาของตัวเอง และปัญหาที่แต่ละกลุ่มวงจรที่มีต่อกัน ในเมืองลอสแองเจลิส เมืองที่ประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆเข้ามาทำมาหากินมากมาย สังคมที่อยู่ด้วยกันด้วยความหวาดระแวง ระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา รวมทั้งระหว่างเพศ ...พอลฮิกกิส ผู้กำกับเรื่องนี้ได้นำเสนอมุมมองของชีวิต ในหลายๆจังหวะซึ่งเราเคยเห็นในชีวิตประจำวัน แต่เขาจับวางให้มันหมิ่นเหม่กับอันตราย จนหลายครั้งเราต้องลุ้นแทบหยุดหายใจ หลายคนที่ดูถึงกับบอกว่า ต้องอย่างนี้สิถึงจะเป็นภาพยนต์จนได้รับรางวัล จากOscar ในสาขาBest Picture Award หนังได้นำเราพบกับเหตุการณ์มากมายในวงจรชีวิตที่รวดเร็ว และปะทะกันในแต่ละวงจรชีวิต และทิ้งคำถามท้าทายไว้ให้เราว่า คุณคิดไม่ถึงหรอกว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ( "You Think you know who you are.You have no idea.)
และท้ายที่สุด ส่วนตัวผมเองที่ผมได้ค้นพบ ถึงความแตกต่างที่มีอยู่จริงระหว่างกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ อาชีพ เพศ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความแตกต่างที่มีอยู่จริง และเป็นความแตกต่างที่สามารถเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่สามารถทำให้ความแตกต่างเหล่านั้น อยู่ร่วมกันได้ ไปด้วยกันได้ บนโลกกลมๆใบนี้ สิ่งนั้นคือ "ทัศนคติ" นั่นเอง



คำคมน่าคิดจากเรื่องนี้.
เมื่อดูหนังเรื่องนี้หลายคนคิดถึง พระวจนะ ของพระเยซู ที่ว่า "จงรักเพื่อนบ้านประดุจดั่งรักตนเอง" หลายท่านที่เคยสงสัยว่า แล้วใครล่ะเพื่อนบ้าน? ...เมื่อคุณได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ คุณจะได้พบเพื่อนบ้านล่ะ



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.228.2   ตอบเมื่อ 30 พ.ค.49 เวลา 21:41
 ความคิดเห็นที่  216





...............เพลงสุดท้าย
แนวหนัง : ดราม่า
นักแสดง : อารยา อริยะวัฒนา, วชรกรณ์ ไวยศิลป์, นิรุตติ์ ศิริจรรยา, สุมลรัตน์ วัฒนาเศลารัตต์ ผู้กำกับ : พิศาล อัครเศรณี


เรื่องย่อ :

?สมหญิง ดาวราย? สาวประเภทสองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงคาบาเร่ต์ดาวเด่นของทิฟฟานี่โชว์ที่พัทยา เนื่องจากเธอเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติที่มากกว่า ?นางโชว์? คนหนึ่งพึงจะมี ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาท่าทาง กิริยามารยาทที่เป็นกุลสตรีทุกด้าน รวมถึงลีลาการแสดงในรูปแบบต่าง ๆ ที่ออกมาจากจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

สมหญิงมีเจตนารมณ์อันฝังแน่นว่า ?ความรัก? จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับจิตใจของเธอเป็นอันขาด เพราะตัวอย่างชีวิตรักของเพศที่สามสอนให้สมหญิงได้เรียนรู้ว่า ?ไม่มีรักแท้สำหรับเพศสีม่วง? นอกเสียจากความเจ็บปวดขื่นขมและผิดหวังเพียงอย่างเดียว

เฉกเช่นชีวิตรักของ ?ประเทือง? (ซ้อเทือง) กะเทยรุ่นใหญ่ เจ้าของทิฟฟานี่โชว์ ที่แม้จะสมบูรณ์พูนพร้อมไปเสียทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่วายต้องทุรนทุรายเกือบตายเพราะความรัก เมื่อ ?บดินทร์? นักร้องหนุ่มหน้าม่าน ที่ซ้อเทืองเลี้ยงไว้ผละหนีจากอกช้ำ ๆ หลังจากได้กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนาแล้ว

?บุญเติม? นักร้องหนุ่มหน้าม่านคนใหม่ของทิฟฟานี่โชว์ ได้รับการต้อนรับจากคนดูและเพื่อนร่วมคณะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมหญิงที่เห็นแววความสามารถของบุญเติม และเป็นผู้ชักชวนให้มาทำงานนี้

สมหญิงได้ให้ความช่วยเหลือทุกอย่างแก่บุญเติมอดีตช่างซ่อมรถด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่าบุญเติมต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วย เป็นเหตุให้ซ้อเทืองและเพื่อนนางโชว์เริ่มซุบซิบกันว่า บุญเติมได้เข้ามาทำลาย ?เขื่อนกั้นหัวใจ? ของสมหญิงลงแล้ว

แต่แล้ว...เมื่อแม่อันเป็นที่รักและจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของสมหญิงต้องมาเสียชีวิตลงอย่างไม่คาดคิด แหล่งพักพิงหัวใจที่บอบช้ำของสมหญิงจึงอยู่ที่บุญเติมเรื่อยมา จนสุดท้ายสมหญิงแยกไม่ออกว่าหัวใจของตัวเองนั้นหลงรักบุญเติมมากน้อยเพียงใด วันเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้บุญเติมกับสมหญิงคือเงาตามตัวของกันและกัน

แต่แทนที่เพื่อน ๆ นางโชว์จะดีใจไปกับสมหญิง ทุกคนกลับให้ความเป็นห่วง โดยเฉพาะซ้อเทืองที่เป็นห่วงสมหญิงมากกว่าใคร เพราะจากสมหญิงที่เคยร่าเริงคบหาสมาคมกับเพื่อน ๆ กลับกลายเป็นสมหญิงที่เฝ้ารอนับวันเวลาอย่างไร้จุดหมาย เมื่อบุญเติมต้องไปเรียนหรือไปค้างกับเพื่อน ๆ นักศึกษาที่กรุงเทพฯ

ในวันนั้น...แม้ว่าสมหญิงจะภาวนาให้มันเป็นเพียงฝันร้าย แต่มันก็คือความจริง...ความจริงอันแสนเจ็บปวด เมื่อบุญเติมเกี่ยวก้อย ?อรทัย? น้องสาวสุดที่รักของสมหญิง มาสารภาพกับเธอว่า ทั้งสองมีความรักแท้ต่อกันและต้องการที่จะเดินทางไปเรียนหนังสือที่เมืองนอกด้วยกัน

สมหญิงเจ็บปวดรวดร้าว และต้องจำยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าอย่างสุดแสนทรมาน เธอจะมีชีวิตอยู่ในโลกมืดนี้ต่อไปได้อย่างไร

และแล้ว ?บทเพลงชีวิตบทสุดท้าย? ของ ?สมหญิง ดาวราย? ก็ค่อย ๆ บรรเลงขึ้น?



--------------------------------------------------------------------------------


เคยสร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ชมทั่วประเทศกันมาแล้วกับต้นฉบับเมื่อกว่า 20 ปีก่อน มาปีนี้ภาพยนตร์เรื่อง ?เพลงสุดท้าย? มาพร้อมรูปโฉมใหม่ที่ยังคงเนื้อหาสาระและบทเรียนชีวิตสอนใจมนุษย์ทุกเพศอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เอ่ยชื่อ ?พิศาล อัครเศรณี? ทุกคนย่อมรู้จักกันดีในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์-ละครชื่อดังที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 30 ปี ทั้งงานด้านการกำกับและการแสดงอันมีสีสันและเอกลักษณ์ ?ตบจูบ? ที่ทุกคนยอมรับเป็นอย่างดี ผู้กำกับรุ่นเก๋าผู้นี้ถือเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกอีกคนของวงการภาพยนตร์ไทย ที่ฝากผลงานไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น วิวาห์จำแลง (2531), พิศวาสซาตาน (2529), อุ้งมือมาร (2529), หัวใจเถื่อน (2528), ไฟรักอสูร (2526), นางแมวป่า (2525), ดวงตาววรรค์ (2525) ฯลฯ และเรื่องที่ทุกจำกันได้ไม่ลืมก็คือ ?เพลงสุดท้าย? (2528) ภาพยนตร์ที่ฉีกกระแสของคนดูในยุค 20 ปีก่อน และทำให้กะเทยที่ชื่อ ?สมหญิง ดาวราย? นักแสดงโชว์คาบาเร่ต์ ที่ทิฟฟานี่ พัทยา โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง

วันนี้ผู้กำกับคนเดิม ได้นำบทประพันธ์ที่เขารักกลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ภายใต้ทุนสร้างกว่า 20 ล้านบาท โดยปรับแต่งบทภาพยนตร์ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน งานสร้างที่พิถีพิถันมากขึ้น ร่วมถึงทีมนักแสดงใหม่-เก่าที่ให้การแสดงซึ่งผู้ชมจะต้องอินไปกับบทบาทของพวกเขาด้วยอย่างแน่นอน



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.3   ตอบเมื่อ 25 มิ.ย.49 เวลา 13:20
 ความคิดเห็นที่  217




...........Superman Returns
ฉาย : 29 มิถุนายน 2549 แนวหนัง : แอคชั่น ดราม่า
นักแสดง : แบรนดอน รูธ, เคท โบสเวิร์ธ, เควิน สเปซีย์, เจมส์ มาร์สเดน ผู้กำกับ : ไบรอัน ซิงเกอร์


เรื่องย่อ :

หลังจากที่หายตัวอย่างลึกลับไปเป็นเวลาหลายปี มนุษย์เหล็กก็กลับมาสู่โลก ในเรื่องราวแอ็คชั่นผจญภัย Superman Returns กับการทะยานบินบทใหม่ของเรื่องที่เล่าขานถึงซูเปอร์ฮีโร่อันเป็นที่รักยิ่งของโลกคนห
นึ่ง ในขณะที่ศัตรูเก่าวางแผนที่จะทำให้เขาสิ้นพลังอีกครั้งและตลอดไป ซูเปอร์แมนต้องตระหนักกับความเป็นจริงที่ทำให้เสียใจยิ่ง เมื่อหญิงสาวที่เขารัก โลอิส เลน ได้เดินจากไปแล้ว จริงหรือไม่?

การกลับมาอย่างหวานอมขมกลืนของซูเปอร์แมนท้าทายเขาให้เชื่อมต่อระยะห่างระหว่างทั้งคู่ ในขณะเดียวกันก็หาจุดยืนในสังคมที่ได้เรียนรู้การอยู่รอดเมื่อไม่มีเขา ในความพยายามที่จะปกป้องโลกที่เขารักจากมหันตภัยแห่งการทำลายล้าง ซูเปอร์แมนก้าวเข้าสู่การเดินทางเพื่อไถ่หนี้ที่พาเขาให้ดำดิ่งสู่มหาสมุทรไปจนถึงนอกอวกาศอันไกลโพ้น




--------------------------------------------------------------------------------


http://supermanreturns.warnerbros.com/



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.19.59.3   ตอบเมื่อ 25 มิ.ย.49 เวลา 13:21
 ความคิดเห็นที่  218




...ผมหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่านได้ไม่กี่บรรทัด แล้วก็เบื่อ...

การเรียนปริญญาโทไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครเขาพูดกันจริงๆ โดยเฉพาะการสอบที่ถี่จัดจนทรมานคนสมองน้อยอย่างผมเอาทุกวันๆ กับการต้องอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ และตื่นไปเรียนในสภาพตายซากคล้ายซอมบี้ของเฮียจอร์จ โรเมโร่ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ทุกวันกว่า 3 เดือนแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆจนกว่าจะถึงปลายเดือนตุลาโน่น (ปิดเทอมก็ช้า อ๊ากกกกก...)

ผมนอนมองเพดานไม่นานแล้วความคิดเดิมๆก็หวนคืนมา ผมคิดถึงวันสอบเสร็จอันแสนสบายอีกครั้ง เป็นวันที่ความเครียดและความกังวลที่สะสมมาทั้งหมดจะเลือนหายไป และเป็นวันแห่งการปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นอย่างแท้จริง ทอดถอนหายใจแล้วคิด...เมื่อไหร่จะถึงวันสอบเสร็จซะที

ข้ามเวลาช่วงสอบไปเลยได้มั้ย?...

จิตใต้สำนึกตะโกนบอกออกมาให้เลิกเพ้อฝันเสียที และอ่านหนังสือต่อได้แล้ว (โว้ย)

มิวายที่สันดานขี้เกียจตะโกนกลับออกไปว่าขอแค่นึกก็ไม่ได้เหรอฟะ ถอนหายใจอีกครั้งแล้วผมก็ตัดสินใจเลิกอ่าน เปิดทีวีดูดีกว่า ยังไงวันนี้ทั้งวันก็คงไม่ได้อ่านอยู่แล้ว...

...แล้วรีโมททีวีมันอันไหนล่ะ...

...แล้วรีโมททีวีมันอันไหนล่ะ...

ไมเคิล นิวแมนถามตัวเองในฉากแรกของ ?Click รีโมทรัก ข้ามเวลา? ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ผม (เจียดเวลา) ไปดูมา...

...บนสังคมโลกที่เหมือนจะหมุนเข้าใกล้ความเร็วแสงไปทุกวันนี้ ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก การแข่งขันกันในสังคมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าใครก็อยากจะให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตที่มีความสุข และสะดวกสบาย และหนทางที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ก็คือ การทำงาน

ไมเคิล นิวแมน (อดัม แซนด์เลอร์ ? Anger Management 2003 / Little Nicky 2000 / The Longest Yard 2005) ก็เป็นอีกหนึ่งสถาปนิกบ้างาน ที่มีจุดหมายเช่นเดียวกับอีกหลายล้านคนบนโลกยุ่งๆใบนี้ ที่อยากจะยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวของเขา และไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพให้ได้

โชคร้ายที่ไมเคิลดันไปขึ้นตรงต่อเจ้านายที่บ้างานไม่แพ้กัน (แต่หน้าเลือดกว่า) ทำให้ชีวิตของเขาไม่ได้รู้จักคำว่าหยุดพักกับเขาบ้างเลย แม้กระทั่งวันขอบคุณพระเจ้า ที่นายหน้าเลือดประเคนโปรเจ็คท์ชิ้นใหญ่มาให้ตรงหน้า ทำให้ไมเคิลกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และจำใจต้องรับโปรเจ็คท์นี้มาทำก่อนที่โอกาสที่จะได้เลื่อนขึ้นเป็นหุ้นส่วนบริษัทจะตกไปอยู่กับคนอื่นเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องผิดสัญญาที่จะไปแคมป์กับลูกๆ อีกครั้ง

ท่ามกลางความปวดเศียรกับงาน ซ้ำยังโดนไอ้เด็กกวนประสาทข้างบ้านอวดร่ำอวดรวยใส่ทุกวัน และเสียงพร่ำบ่นจากดอนน่า ภรรยาคนสวย (เคท เบคคินเซล ? Pearl Harbor 2001 / Underworld 2003 / Underworld Revolution 2006) อารมณ์จิตหลุดก็พาเขาไปพบกับนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่ซุกตัวอยู่หลังร้านเฟอร์นิเจอร์ ที่ชื่อ มอนตี้ (คริสโตเฟอร์ วอลเคน ? Pennies from Heaven 1981 / Pulp Fiction 1994 / Catch Me If You Can 2002 / The Stepford Wives 2004) เมื่อมอนตี้ทราบเจตจำนงของไมเคิลที่อยากมีรีโมทครอบจักรวาลที่ควบคุมเครื่องใช้ได้ทุกสิ่งอย่างที่บ้านไอ้เด็กกวนประสาทนั่นมี มอนตี้ก็เลยมอบให้ไมเคิลไปเลยหนึ่งดุ้นฟรีๆ ไม่มีเงื่อนไข

...แต่สิ่งที่ไมเคิลต้องแลกมามันสาหัสกว่านั้นนัก?

เขาได้รู้โดยบังเอิญว่า ไอ้ความ ?ครอบจักรวาล? ที่รีโมทดุ้นนี้มอบให้เขาได้นั้น ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่การเปิดทีวี พัดลม หรือประตูโรงรถได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเบาเสียงเห่าของน้องหมา ย่นระยะเวลาการบ่นของเมีย แอบฟังความต้องการของลูกค้าชาวยุ่นปี่ แถมยังข้ามช่วงเวลาอันแสนน่าเบื่อ อย่างเช่น ช่วงที่ต้องนวดเมียก่อนจะมีอะไรกัน ช่วงป่วย ช่วงรถติด รวมถึงช่วงเวลาอาหารเย็นกับพ่อแม่ไปได้อีกด้วย!!! พูดง่ายๆว่าตอนนี้เวลาทั้งหมดในชีวิตของเขาอยู่ในกำมือของตัวเอง และเขาสามารถควบคุมมันได้ทั้งหมด!!!

...?Cool!!!? ไมเคิล นิวแมนตะลึงลานจนต้องอุทานในความ ?เจ๋ง?...

...แต่หารู้ไม่ ว่าสิ่งที่เขาอุทานออกมามันแปลว่า เขาจะต้อง ?หนาว? กับอิทธิฤทธิ์ของเจ้ารีโมทดุ้นนี้ต่างหาก!

ไม่วาจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ มอนตี้ไม่ได้บอกไมเคิลว่า ทุกครั้งที่เขาทำการ ?ข้าม? เวลาไป รีโมทจะทำการบันทึกโปรแกรมโดยอัตโนมัติ และเมื่อเขาตกไปอยู่ในสถานการณ์นั้นอีกครั้ง รีโมทจะ ?ข้าม? เวลาให้เขาทันที นั่นหมายถึงว่า เขาจะไม่ได้เจ็บป่วย ไม่ได้รถติด ไม่ได้ทะเลาะกับดอนน่า และไม่ได้มีเซ็กซ์กับเธออีกต่อไป (โอ้ว...ม่ายยยย!)

แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การที่เขาข้ามช่วงเวลาอันแสนทรมานก่อนที่จะได้เลื่อนขั้นไป ซึ่งนั่นอาจกินเวลาถึงปี หรือสิบปีก็ได้ และเขาจะต้องสูญเสียเวลาทั้งหมดในชีวิตระหว่างนั้นไป

...แล้วเขาจะทำอย่างไร เมื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องถูกแลกมาด้วยการล่มสลายของครอบครัว?...

แรกเริ่มที่คิดจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายไปกว่าการได้หัวเราะ และอาจจะมีข้อคิดดีๆอะไรแทรกบ้างตามสมควร แต่การณ์กลับมิใช่เป็นอย่างนั้นครับ

จริงอยู่ว่า แฟรงค์ คอราชี (The Wedding Singer 1998 / The Waterboy 1998 / Around the World in 80 Days 2004) เป็นมือต้นๆในการกำกับหนังตลกของฮอลลีวู้ดอยู่แล้ว และคราวนี้เขาก็ไม่พลาดที่จะสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างที่เคยทำ ยิ่งได้ดาราหน้าทะเล้นคู่บารมีอย่างอดัม แซนด์เลอร์ ที่ตามกันมาตั้งแต่ The Waterboy และ The Wedding Singer มาเล่นด้วยแล้ว ดีกรีความตลกของหนังก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปหลายขีด

แต่กลับกลายเป็นว่าผมโดน ?หน้าหนัง? หลอกเสียสนิทอีกครั้งครับ หนังเรื่องนี้ขำได้ใจก็จริงอยู่ แต่เป็นความเป็น ?ดราม่า? ในหนังเรื่องนี้ต่างหาก ที่ ?แรง? ได้ใจ และกระชากคนดูให้ตกสู่บ่อน้ำตาอย่างมิทันรู้ตัว!!!

ครึ่งแรกของหนังดำเนินเรื่องด้วยเสียงหัวเราะกับเหตุการณ์ที่ดูธรรมดาแสนจะชาชิน แต่พอไมเคิล เริ่มจะข้ามเวลาแบบข้ามเอาข้ามเอา ความเป็นดราม่าก็เริ่มจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ หนังค่อยๆเริ่มแสดงให้เห็นผลกระทบจากการข้ามเวลาว่าเขาพลาดอะไรในชีวิตไปบ้าง และทำให้ครอบครัวที่เขารักกลายสภาพไปเป็นแบบไหน

ช่วงเวลาในชีวิตที่ไมเคิลข้ามไปนั้น มอนตี้อธิบายว่า เขาก็ยังคงมีตัวตนอยู่ แต่เป็นชั่วขณะที่ไร้สติสตัง พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่อง สื่อสารกับใครก็ไม่ได้ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้ชีวิตครอบครัวของเขาต้องล่มจมถึงขั้นหย่าร้าง เบน ลูกชายกลายเป็นเด็กอ้วนผู้อ่อนไหวและขาดความอบอุ่น ส่วนซาแมนธา ลูกสาวแสนน่ารักก็กลับกลายเป็นเด็กใจแตกไป แม้แต่การจากไปของแฟลนเดอร์ส น้องหมาผู้ชอบ ?เฮ็ดเป็ด? ไมเคิลก็ไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วยเลย...

แม้เราจะต้องเห็นใจไมเคิลอยู่บ้างว่านั่นเป็นเพราะเขาไม่อาจอยู่ให้ความอบอุ่นกับครอบครัวได้ เนื่องจากฟังก์ชั่นเสริมบ้าๆบอๆของเจ้ารีโมทดุ้นนี้ แต่ไมเคิลก็ไม่มีสิทธิ์แก้ตัว เพราะเขาเองต่างหากที่นำรีโมทดุ้นนี้มาสู่ชีวิตด้วยหมายจะให้อะไรๆในชีวิตมันวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดจะให้เวลาอยู่ร่วมทุกข์สุขกับครอบครัวในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นประเด็นหลักที่ตัวหนังจงใจจะนำเสนอกับเรา

ทุกวันนี้ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความสุขสบายดูจะเป็นตัวเร่งชีวิตของเราให้เร็วจนเกินไป จนเราเองลืมนึกไปว่ามีใครที่คอยอยู่เคียงข้างเรา และใครกันแน่ที่เราควรจะใส่ใจ จริงอยู่ว่าการเร่งสร้างตัวจะนำมาซึ่งเงินทอง และความสุขสบายของคนเหล่านั้น แต่มันก็เป็นราคาที่เราต้องแลกมาด้วยความสุขที่เกิดจากความรักความอบอุ่นในครอบครัวด้วยเหมือนกัน...

บ้านต้นไม้เป็นอีกกิมมิค (Gimmick) ชั้นยอดที่ถูกใส่มาในหนังเรื่องนี้ บ้านต้นไม้ที่ไมเคิลยังสร้างให้ลูกๆไม่เสร็จเสียที เสมือนจะบ่งบอกถึงชีวิตครอบครัวของไมเคิลที่ไม่สมบูรณ์ เพราะความหวังดีต่อครอบครัวที่ออกมาในรูปความบ้างานของเขาเอง กระทั่งนายสปีโด้ อดีตครูสอนว่ายน้ำของเด็กชายแซม เข้าเติมเต็มชีวิตส่วนที่ขาดหายนี้ของครอบครัวนิวแมน (ที่หักไมเคิลออกหนึ่งคน) และสร้างบ้านบนต้นไม้หลังนั้นจนเสร็จสมบูรณ์

อีกส่วนที่ทำได้ดีจนน่าชื่นชมก็คือ ผู้กำกับเลือกที่จะใช้อาหารฟาสต์ฟู้ด มาเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของความรีบเร่งในชีวิตของคนยุคปัจจุบัน - ไม่เพียงแต่ไมเคิล และใช้มันในการเสียดสีได้อย่างแสบสันต์ถึงผลที่จะเกิดกับตัวเองในอนาคต ที่แม้เราเองก็รู้ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้กับความสะดวกสบาย ที่จะทำให้เวลาในชีวิตของเราเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เหมือนกับหนังจะจงใจบอกเราว่าสภาพชีวิตอันวุ่นวายแบบนี้ นอกจากจะทำให้เราไม่มีเวลาเหลือให้ได้ดูแลคนที่เรารักแล้ว ยังทำให้เราไม่อาจดูแลตัวเองได้เต็มที่ และส่งให้เกิดผลที่สยดสยองดังที่ไมเคิลประสบในท้ายที่สุด...


ในเรื่องของการแสดง และการกำกับแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลครับ แฟรงค์ คอราชี กำกับได้ลื่นเนียน และนักแสดงทั้งหมดในเรื่องก็ไม่มีใครที่ดูแล้วรู้สึกสะดุด อ้อ! ยกเว้น เคท เบคคินเซลครับ เรื่องนี้เจ๊สวยสะดุดตามากมาย ขณะที่บทนำของอดัม แซนด์เลอร์นั้น ก็ยังทำได้ประทับใจ และฮาแตกเหมือนเคย (แต่กับบางมุขนี่ก็แหม่งๆ อย่างฉากปู้ดๆใส่หน้าหัวหน้านี่ ผมว่าน่าเกลียดจังเลยแฮะ)

ขณะที่ส่วนที่เป็นดราม่านั้น อดัม แซนด์เลอร์ทำได้ดีมากๆทีเดียว ดีจนไม่ค่อยอยากเชื่อว่าเป็นนักแสดงตลกเลยล่ะ ผมไม่ค่อยได้ดูหนังก่อนหน้านี้ของเขาสักเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้ว่าเรียกว่ามีพัฒนาการหรือเปล่า แต่เท่าที่เห็นในเรื่องนี้ อดัมสื่ออารมณ์ที่คนธรรมดาคนหนึ่งพึงจะเป็นในสถานการณ์นั้นๆได้ดีทีเดียว

และที่ทำให้ผมประทับใจมากสุดๆ ก็คือฉากที่ไมเคิลย้อนกลับมาพบพ่อเป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นฉากที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านการแสดงของ เฮนรี่ วิงเกลอร์ (The Waterboy 1998 / Down to You 2000) ในบทพ่อ กับอดัม แซนด์เลอร์ และความสะเทือนสะท้านในอารมณ์ความรู้สึกที่ดึงน้ำตาของผมมาคลอหน่วยได้อย่างยอมจำนน! ขอบอกเลยครับว่านี่เป็นฉากเด็ดที่สุดในหนังที่คุณไม่ควรพลาด และสำหรับคนที่มีความหลังกับเรื่อง ?พ่อกับลูกชาย? ด้วยแล้ว ผมเชื่อว่าฉากนี้จะทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังแห่งความทรงจำของคุณได้ไม่ยากเลย...

ส่วนนักแสดงรุ่นเก๋าเรียกพ่ออย่างคริสโตเฟอร์ วอลเคนนั้นก็ทำได้สุดยอดเหมือนเคย กับบทของมอนตี้ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้ซึ่งตอนจบถูกหักมุมชนิดเอวแทบเคล็ด ซึ่งผมเองรู้สึกว่าหนังจงใจหักมุมมากเกินไป จนถึงขั้น ?แถ? ถึงแม้จะใช้ตอบคำถามที่ว่าทำไมมอนตี้ถึงแว่บไปไหนมาไหนได้ทันทีก็เหอะ

โดยรวมแล้ว ผมถือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบปีทีเดียว ทั้งกับคุณภาพหนัง และคุณภาพเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมจนต้องยกนิ้วให้ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในหนังที่ ?ฆ่า? หน้าหนังที่ดูธรรมด๊า ธรรมดาทิ้งไปได้ด้วยความเหนือชั้นในการดำเนินเรื่อง การแสดง รวมทั้งบทที่เข้มแข็งทรงพลัง และมีคุณค่าในเชิงให้ข้อคิดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ง่ายๆทีเดียว...

...สุดท้าย แม้เขาจะได้รับบทเรียนอันแสนล้ำค่า แต่รีโมทมหัศจรรย์ดุ้นนั้นก็พาชีวิตของไมเคิลที่ถูกควบคุมด้วยตัวเขาเองมาถึงจุดจบที่น่าเศร้า

การเร่งเวลาแบบไม่คิดหน้าคิดหลังพาเขาผ่านช่วงเวลาทั้งสุขและทุกข์มาอย่างคนที่ไร้ตัวตน ไร้ความหมาย และไร้ความทรงจำ หากแต่ในวินาทีสุดท้าย ไมเคิลผู้ได้เรียนรู้แล้วถึงคุณค่าของเวลาทุกนาทีในชีวิต ก็ได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับดอนน่า ในกระดาษแผ่นนั้นคือประโยคที่ดอนน่าเคยเขียนถามเขาเมื่อครั้งแรกจุมพิต... อีกช่วงเวลาในชีวิตที่ไมเคิลทิ้งให้เลือนหายไปกับสายธารแห่งกาลเวลา

?Will you still love me in the morning?? - - - ?พรุ่งนี้เธอจะยังรักฉันไหม??

ในความหมายว่า ในวันพรุ่งนี้ ผมจะยังมีตัวตนในความทรงจำของคุณใช่ไหม?

แทนคำพูดนับล้าน - - - ในสายฝนคืนนั้น ดอนน่าพยักหน้าทั้งน้ำตา...

"Forever, ever" - - - "ตลอดกาล นิรันดร์"

แล้วไมเคิลก็หลับตาลง...

?ผมเดินออกมาจากโรงด้วยความรู้สึกอิ่มเอม และโหวงหวิวแปลกๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ไยเวลาที่ผมใช้ไปกับหนังเรื่องนี้ช่างผ่านไปไวนัก...ผมถามตัวเอง แต่ไม่มีคำตอบ

ผมตอบได้เพียงว่าผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากเหลือเกิน

อย่างไรก็ดี เวลาในนาฬิกาก็ไม่ได้บ่งบอกแต่เพียงว่าผมเสียเวลาดูหนังไปมากเท่าไหร่แล้ว แต่ยังบอกด้วยว่าผมหมดเวลาอ่านหนังสือไปมากแค่ไหนแล้วเช่นกัน ผมทอดถอนใจอีกหน และเริ่มนึกถึงรีโมทมหัศจรรย์ดุ้นนั้น...

สลัดความคิดนั้นออกจากหัว แล้วเดินตรงไปที่บันได รีบตรงกลับบ้านอ่านหนังสือดีกว่า...

ใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่า เพราะเราอยู่ในวินาทีนั้นได้แค่หนเดียว...


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.24.248.235:10.107.6.103   ตอบเมื่อ 10 ต.ค.49 เวลา 12:55
 ความคิดเห็นที่  219


เมื่อวานเลิกเรียนเร็วไม่รู้จะไปใหนดี เลยแวะหาวีซีดีมาดูแก้เหงา ก็เจอหนังไทยเข้าท่าอยู่เรื่อง
นั้นก็คือ (แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า) : ใจ...สู้หรือเปล่า? ไหว...ไหมบอกมา?

แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (แดน-ดีทูบี) เป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวหนุ่มที่มีฝันอันห่างไกลหม้อต้มซุปว่าอยากจะเป็น นักมวยบนสังเวียนเวที แต่ฉายาล้อเลียนกลับกลายเป็น ?หลับสนิท ศิษย์หามลง? จากสถิติที่ไม่เคยพานพบชัยชนะ มีแต่แพ้น็อคหลับตลอดกาล นั้นยิ่งทำให้เปรียบดั่งอุปสรรคขวางกั้นอันสำคัญยิ่ง ประจวบเหมาะกับการพยายามมุ่งมั่นเพื่อจะเอาชนะใจว่าที่พ่อตาซึ่งเป็นอดีตนักมวยเก่าด้วยแล้ว โดยได้กำลังใจเกินร้อยเปอร์เซนต์จากแฟนสาว สวย (จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี)สาวมั่น(สังเกตุได้ที่ชื่อเธอ...อิๆ)จริงใจแสนเปิดเผย และด้วยพระเอกสนิทยังมีคู่แข่งทางหัวใจเป็น ไอ้หนุ่มนักมวยฝีมือดีมากล้นเฟอร์นิเจอร์มาติดพันสาวสวยอีกคน


ซึ่งขวากหนามเหล่านี้คอยสร้างแต่ความท้อแท้ใจ ตลอดจนทำให้ต้องนั่งเศร้าพร่ำบ่นถึงวาสนาอันน้อยนิดจนแทบถอดถอนใจของพระเอกสนิทอยู่เป็นนิจ ร้อนไปถึงกลายเป็นภาระของสามสหายเกลอร่วมแก๊งค์จอมป่วนได้แก่ สอง(โก๊ะตี๋)หนุ่มปากเสียเมื่อเหล้าเข้าสัมผัสลิ้น, เสนาะ(จิ้ม ชวนชื่น) มือกลองผู้ยึดมั่นในจังหวะเน้นความฮาไว้ก่อน,สิทธิ์(ค่อม ชวนชื่น) เซียนพระผู้นิยมความขลังและอาคมที่เละตุ้มเป๊ะทุกที ต้องคอยเทรนด์เนอร์แบบไม่ได้เรื่องได้ราว ตามมีตามเกิดในแนวทางเรียกเสียงฮา จนได้มาพบอดีตนักมวยขาเป๋ แสบ(จาตุรงค์ มกจ๊ก) ขาประจำร้านก๋วยเตี๋ยว ผู้พูดไม่ชัดแต่รักการร้องคาราโอเกะคอยช่วยสอนเทคนิคเชิงมวยให้

ด้วยโครงสร้างหลวมๆของหนัง ที่นำเอาความใฝ่ฝันและความรักมาบรรจบกัน โดยนำพามุกตลกไม่บันยะบันยัง ให้เห็นถึงแนวทางการช่วยเหลือเกื้อกูลของผองเพื่อนและคนรักเพื่อไล่ล่าตามฝัน ที่อบอวลด้วยมิตรภาพและความฮาของตัวละครชวนหัวตลอดเวลา เพราะแค่เห็นใบหน้าและท่าทางแล้วเหล่าสี่ดาวตลกก็เชื่อขนมกินได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือส่วนผสมที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปเหล่านี้ ช่วยให้บังเกิดความกลมกล่อม

เช่นเดียวกับบทสาวปอม ปอม เชียร์(มวย)ขาดใจของนางเอกสวยที่จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช พลิกบทบาทมาเป็นสาวเปิดเผยแสนจริงใจ หวานหยด..ติ๋งๆ ปนขำ...ขำ กับบุคลิคน่าหยิกแกมหยอกซึ่งพอมีโอกาสเมื่อใด เป็นชอบปล่อยมุกทอดสะพานเสริมใยเหล็กแทบทุกฉากที่พบกับสนิท จนเป็นสีสันที่ทำให้คนดูต้องคอยจ้องดูว่า...สาวเปิดเผยยุค 2006 คนนี้จะมามุกมาไม้ไหน...อีก เมื่อได้พบกับชายในฝันของเธอแล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่พระเอกสนิทบ่นน้อยใจในพฤติกรรมไม่ค่อยได้เรื่องของตัวเองว่า

สวย...ไม่ต้องทน..หรืออดทนเพื่อเขาหรอก แต่เธอกลับตอบว่า

? เปล่า ไม่ได้แค่อดทน แต่เข้าใจ๋...เข้าใจสนิทมากเลยต่างหากล่ะ ?...เฮ่อ...หวานซ้าขนาดนั้น


จ๋า-ณัฐฐาวีรนุช จากบทบาทของสาวเปิ่นในหนังเรื่องแรกของเธอ(คู่แท้ปาฎิหาริย์) สาวตกใจหวาดผวาในหนังผีเรื่องถัดมา (ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ) พอกลายมาเป็นขำขันตลกในเรื่องที่สาม คาแรกเตอร์ของผู้หญิงที่ไม่สวยจัดจนเหลียวมอง แต่คงความ ขาว หมวย น่ารักที่แอบเซ็กซี่รายนี้ ก็ได้ใจคนดูไปกระบุงเกวียน นับจากตั้งแต่ท่าเต้นมิวสิกวีดีโอกวนๆ ไม่ห่วงสวย ตอนต้นเรื่องที่คอยเป็นกำลังให้พระเอกสนิท ซึ่งในส่วนบทพระเอกแดน-ดีทูบี ก็พอสอบผ่านเอาตัวรอดไปได้ ทำให้น่าจับตาต่อว่า นางเอกคนนี้จะได้รับบทบาทอะไรและประกบกับพระเอกฮอทคนไหนของเมืองไทยอีกต่อไปในอนาคต

ผลประโยชน์ความดีอีกเกินครึ่งหนึ่งน่าจะตกเป็นของ บทภาพยนตร์ของ พิง-ลำพระเพลิง ผู้พึ่งสรร สร้างอาศัยเทคนิคจากประสบการณ์การเขียนบทละครทีวีอันถี่ยิบ กับผลงานหนังพลิกผันหลายตลบจากการกำกับของเขา-โคตรรักเอ็งเลย ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ความชัดเจนในแนวทางปล่อยมุกตลกที่เขาถนัดมันดูเหมาะเจอะลงตัวกว่า เข้ากันได้ดีกับอารมณ์ของหนังไทยๆ ดูเอาฮา,,,จนตกขอบ เพราะแค่เห็นโปสเตอร์โฆษณาหน้าหนังก็เตรียมตัวแหกปากฮา...บริหารขากรรไกรมาแต่บ้านเสียแล้ว


มุกเจอผี ,มุกสักยันต์, มุกกวนบาทาจิ๊กโก๋, มุกตักบาตรพระ ฯลฯ ล้วนประสบความสำเร็จในการขับเร่งต่อมหัวเราะทุกๆนาที ผสมกับมุกน่ารักๆของคู่พระ-นางที่มดแทบจะเรียบๆเคียงๆมาไต่จออยู่บ้างแล้ว อีกทั้งข้อดีด้านจังหวะการดำเนินเรื่องพร้อมโครงสร้างโดยรวมของหนังก็ช่วยนำพาให้เรื่องเบาๆ ปนสาระพอประมาณ ได้ภาพรวมทั้งหมดออกมาให้เป็นหนังที่ น่าจะกลายเป็นขวัญใจของคนไทยทั้งในด้านรายได้(ล่าสุดพึ่งฉลอง 70 ล้านไป)และกล่าวขวัญในช่วงปลายปีนี้ได้อย่างไม่ไกลเกินไป และไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นผลงานกำกับของ ผู้กำกับ ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ คนเดียวกับที่เคยมีผลงาน ?พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า? ที่หลายคนไม่ค่อยปลื้มนักเมื่อไม่นานมานี้

ประเด็นที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ที่ผมชอบโดยส่วนตัวก็คือ การนำเรื่องความฝันกับเรื่องความรักมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้กลายเป็นปมอันทรงพลังมีน้ำหนัก เพราะบ่อยครั้งที่เราจะได้ยิน ความฝันนั้นมักเป็นเรื่องไกลตัวที่ล่องลอยอยู่ในห้วงคำนึง คล้ายพอตื่นขึ้นมาพบความจริง ความฝันก็มักจะจางหายไปตามเข็มนาฬิกาตามกาลเวลา...ของวัยที่ล่วงเลยเป็นส่วนใหญ่

ส่วนเรื่องรักนั้น ยังสับสนว่าเป็นเรื่องของอารมณ์หรือเหตุผลกันแน่ แล้วแต่ความซับซ้อนหลายด้านของผู้ประสบพบเจอเอง ที่พอแค่เริ่มต้นก็ดูว่าเป็นเรื่องยากเกินไปเสียแล้วเนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งมาร่วมเกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องจนยากจะปกปิด ดังเช่นจอร์จ เฮอร์เบิร์ท กล่าวเอาไว้ ? ความรักและการกระแอมไอ คือ สิ่งที่มิอาจซ่อนเร้นเอาไว้ได้?

หนังใช้การฝันอยากจะเป็นนักมวยและการขึ้นชกเพื่อเธอที่รักในช่วงท้ายของเรื่องเป็นจุดพีกของหนัง โดยพระเอกสนิทต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่รู้เป็นไง ทำให้ผมนึกไปถึงบทเพลง(ศรัทรา-ของวงหินเหล็กไฟ)ตอนต้นเรื่องที่นางเอกสวยเคยร้องให้สนิทฟังในท่อนฮุคโดนใจ ที่ว่า

? ใจ...สู้หรือเปล่า ไหว...ไหมบอกมา
โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ...?

ที่ดูเป็นบทเพลงแห่งกำลังใจ ชั้นดีที่ทั้งถามด้วยน้ำเสียงดูห่วงใย ใจความมุ่งมั่นเอาใจช่วยไม่ให้มัว อ่อนแอ ท้อแท้ หากใครได้ยินบทเพลงทำนองนี้จากคนที่กำลังมีใจต่อกันที่ทั้งเฝ้ารักเฝ้าคอยกันอยู่แล้ว ความฝันที่ว่า อยู่ไกลลิบๆทั้งหลายก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมมือคว้ากันหรอกครับ...เชื่อดิ



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.7.217.254:61.7.217.254, 61.7.217.254   ตอบเมื่อ 04 มี.ค.50 เวลา 11:37
 ความคิดเห็นที่  220




เมื่อวานเป็นอีกวันที่ต้องจิบสุราอยู่บนหอน้อยเพียงเดียวดาย ระหว่างทางแวะหากับแกล้ม
เจอ VCD หนังใหม่ นั้นก็คือ "300" ซึ่งดูแล้วมันส์สุด ๆ เลยอยากเอามาเล่าให้ฟัง

300 กองทัพเพียงหยิบมือ ที่สามารถต่อสู้กับกองทัพนับล้านได้อย่างองอาจ สุดยอดแห่งความมันส์กับหนังที่มีภาพที่อลังการ และออกแบบมาได้สวยงามมากๆ ถึงแม้จะใช้ CG ทั้งเรื่องแต่ก็ทำออกมาได้ลงตัวแล้วเพอร์เฟ็คที่สุดแล้ว ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด ทั้งการตัดต่อภาพ และการเล่นเทคนิคภาพ ซึ่งโดดเด่นตลอดทั้งเรื่อง ยังรวมไปถึงบทสนทนาที่ดูมีพลังฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก ทำให้กองทัพสปาร์ตันเพียง 300 นาย ดูมีพลังที่แข่งแกร่งแบบสุดๆ ตัวหนังที่ดูรุนแรงอย่างมาก ดำเนินไปกับเพลงประกอบแนว Heavy Metal ผสม HardCore ซึ่งมันส์มากๆ เทคนิคของการทำหนังเรื่องนี้ทุกอย่างดูเพอร์เฟ็คไปหมด เว้นแต่เนื้อเรื่อวที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่นั่นไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้ดูด้อยไปเลย เพราะหนังเรื่องนี้เน้นไปที่การออกแบบงานทางด้านภาพที่นำเสนอออกมาซะส่วนใหญ่ ทำให้เนื้อเรื่องที่ดูธรรมดา กลับมีพลังที่ปล่อยออกมาแบบมันส์สะใจ ผมชอบมากๆที่การทำให้ความรุนแรงในหนังดูเป็นศิลปะชิ้นเยี่ยมอย่างบอกไม่ถูก เนื้อหาสาระที่แฝงคติไว้ก็ยังพอมีบ้างกับการต่อสู้ที่ดุเดือดซึ่งนั่นก็คือ การไม่ยอมแพต่ออุปสรรค การไม่ลดละความพยายาม การตายด้วยศักดิ์ศรี และการสละชีพเพื่อแผ่นดินของตน ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะเห็นในหนังสงครามอื่นๆทั่วไป เพียงแต่เรื่องนี้ทำออกมาได้ดูเด่นแบบสุดๆ ทำให้มีอารมณ์ร่วมตาม เสมือนกับเราเป็น 1 ในทหาร 300 นายเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วในหนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาคล้ายจะเป็นเกมส์ไปเลยก็ได้เช่นกัน เพราะมีทั้งสัตว์ประหลาด ต่างๆที่นอกเหนือจากมนุษย์ทั่วไป พวกตัวประหลาดต่างๆที่คอยมาต่อต้านกองทัพสปาร์ตัน แต่ก็นะมันคือการ์ตูนสุดคลั่งของ Frank Miller ที่ดูแล้วมันส์สุดๆจริงๆ...

จากเรื่องราวแห่งตำนาน ในนวนิยายกราฟฟิคโดย Frank Miller ภาพยนตร์เรื่อง 300 คือการเล่าขาน ย้อนไปถึงความโหดร้ายแห่งสงครามเธอร์โมไพเล ซึ่ง กษัตริย์เลโอนิดาส์ (Gerrade Butler์) และกองทัพสปาร์ตัน 300 นาย พลีชีพในการต่อสู้กับเซอร์ซีส และกองทัพมหึมาแห่งเปอร์เซีย ในการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีกำลังท่วมท้น กำลังใจและการเสียสละของพวกเขา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวกรีกทั้งมวล ในการร่วมกันต่อสู้กับกองกำลังข้าศึกชาวเปอร์เซีย เพื่อขีดเส้นบนผืนทรายเพื่อประชาธิปไตย...


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  203.149.33.6   ตอบเมื่อ 27 มี.ค.50 เวลา 10:11
 ความคิดเห็นที่  221



Rocky Balbao ...... การกลับมาอีกครั้งอย่างสมศักดิ์ศรีของสิงห์เฒ่า


..........................ผมเชื่อเลยว่าผู้คนในโลกนี้ร้อยทั้งร้อย ถ้าได้ยินว่า สตอลโลนจะเข็นเอาร็อกกี้กลับมาทำใหม่ในวัย 61 จะต้องหัวเราะเยาะ พร้อมสบประมาทว่า ต้องเจ๊งแน่ๆ ห่วยแน่ๆ เผลอๆจะสมเพชอย่างดูแคลนซะด้วยซ้ำไป ร็อคกี้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว เช่นเดียวกับตัวสตอลโลน ซึ่งก็เคยก้าวถึงขั้น ชิงออสการ์ มาแล้ว ทั้งสาขา ดารานำชายยอดเยี่ยม และ คนเขียนบทยอดเยี่ยม ... และบางทีคนดูหนังรุ่นใหม่ๆหลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่า สตอลโลนนี่แหละ คือดาราชายคนแรกๆที่ได้รับค่าตัวสูงสุดในอดีตมาก่อน ( ไม่แน่ใจว่า 20ล้านหรือ 15 ล้านเหรียญ ) เคียงคู่กับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ และในยุคที่ผมเริ่มดูหนังใหม่ๆ ปลายทศวรรษ 80 ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนนี่แหละครับ คือไอดอลคนแรกในแวดวงมายาที่ผมหลงไหลคลั่งไคล้

..........................หลายคนดูถูกเขา หาว่าเล่นหนังไม่ได้เรื่องบ้างล่ะ พูดไม่ชัดบ้างล่ะ ฯลฯ แต่ส่วนตัวผมก็ชื่นชมหนังของสไลมาตลอด เพิ่งมายุคหลังที่ผลงานแกเข้าขั้นเลวร้าย บางเรื่องทำลงแผ่นโดยเฉพาะ ผมก็เลยเลิกติดตามแก จนร็อคกี้ กลับมาใหม่เป็นภาคที่ 6 ในฐานะแฟนเก่า ( ยังไม่แก่ ) ก็ขอกลับมาให้กำลังใจพี่แกอีกสักรอบ เผื่อจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ดูหนังของน้าสไลในโรง แต่เมื่อดูจบผมก็คิดว่า เฮ้ย สำหรับบางคน ชีวิตอาจจะเริ่มต้นที่ 60 ก็ได้นะครับ ......

..........................สตอลโลนพาร็อกกี้กลับมาสู่หัวใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างกระแทกใจ ไม่ใช่เพราะความเป็นอันเดอร์ด๊อก ( หรือมวยรอง ) ซึ่งง่ายต่อการที่คนส่วนใหญ่จะเทใจให้อยู่แล้ว แต่เป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ ตอบความรู้สึกของคนดูส่วนใหญ่ได้อย่างตรงเป้า เงาของสตอลโลนทาบทับกับตัวร็อกกี้จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งที่ร๊อกกี้พูด ก็คงจะเป็นสิ่งที่สตอลโลนต้องการแถลงสู่คนดูนั่นเอง หลายๆช่วงที่ตัวละครร็อกกี้พูดกับเพื่อน พูดกับลูกชายสื่อนัยกลายๆไปถึงคนดูได้อย่างดี มันเป็นทั้งข้อคิด คติสอนใจ แล้วก็แง่มุมดีๆในการดำเนินชีวิตซึ่งใครก็ตามสามารถเก็บไปใช้ได้ทั้งนั้น

............................สตอลโลนกำกับหนังร็อกกี้ภาคนี้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่ดีกว่าก็คือบทหนังที่เขาเขียน หนังให้เหตุผลได้อย่างรัดกุม วางสถานการณ์ได้อย่างถูกจังหวะ รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวละครและเหตุการณ์ได้อย่างดี ร็อกกี้นั้นได้ใจตัวละครไปตั้งแต่ฉากแรกๆ เสียดายว่าช่วงซ้อมมีให้ดูน้อยไปหน่อย ฉากต่อยกันก็สั้นไปนิด แต่ก็ยังคุ้มอยู่ดี มันส์กว่าดูมวยชิงแชมป์โลกของจริงต่อยกันอีก หนังกระฉับชับไว ดนตรีประกอบซึ่งเป็นธีมเดิมที่ใช้มาแต่ภาคแรกนั้น เชื่อว่าต่อให้คนที่เพิ่งดูหนังก็คงจะต้องคุ้นหู ส่วนคนที่เคยดูภาคก่อนๆมาแล้ว ก็รับรองว่าจะให้อารมณ์หวนระลึกอดีตได้เป็นอย่างดีทีเดียว งานนี้นอกจากร็อกกี้จะพิสูจน์ตัวเองในฐานะ ราชากำปั้นผู้ยิ่งยงแล้ว ตัวสตอลโลนก็พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่า ในวัย 61 ปี เค้ายังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร ขิงแก่จี๊ดจ๊าดแบบนี้ สงสัยจะต้องเชิญมาเล่นหนังให้เยอะขึ้นหน่อยล่ะครับ

และสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับผมในการดูหนังเรื่องนี้ร่วมกับหลานชายที่กำลังจะสอบเข้าเตรียมทหารในปีนี้
เขาถามผมว่า \"คนสมัครเหล่า ทอ. 30,000 กว่าคน รับแค่ 90 คน ผมจะมีหวังบ้างมั้ย\"
หลังจากดูหนังเรื่องนี้ได้คำตอบสำหรับเขาหลายประการ เป็นต้นว่า

\"คนที่ชกมวยชนะ ไม่ใช้เพราะใครหมัดหนักกว่า แต่อยู่ที่ใครทนหมัดได้หนักกว่ากันมากกว่า\"

\"เราต้องทำลายสิ่งที่เป็นปีศาจในใจของตัวเราเสียก่อน นั้นก็คือความกลัวนั้นเอง\"

และมก็ขอจบด้วยการยืมคำพูดเดิม ๆ จากแสบสนิทมาใช้ นั้นก็คือ


? ใจ...สู้หรือเปล่า ไหว...ไหมบอกมา
โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ...?


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  124.121.130.75   ตอบเมื่อ 02 เม.ย.50 เวลา 19:48
 ความคิดเห็นที่  222




The Aviator - - ยิ่งสูงยิ่งหนาว ...งั้นหรือ ?


เขาว่า...คนเรายิ่งใหญ่มากเท่าไหร่
ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ไม่เคยจะเชื่อ ถ้าไม่เจอกับตัวเอง
...เปล่าเลยนะ เราไม่ใช่คนยิ่งใหญ่มากมาย
แค่มีอะไรที่พอจะแปลกแยกจากคนทั่วไปนิดหน่อย
แต่ความหวาดหวั่นในความสูง ความกลัวในใจลึกๆ
กับการที่จะเดินหน้าไปต่อในทางข้างหน้า
มันก็แว่บเข้ามาในใจเสมอๆ

แต่ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางเดินกลับ
ที่ทำได้คือเดินไป เดินสู้ไป ทำให้ดีที่สุด
แม้ไม่มีทางรู้ว่าจะต้องเสี่ยงกับอะไรอีก

ชีวิตเรา เปรียบได้แค่ขี้ฝุ่นของ โฮเวิร์ท ฮิวจ์
ชายหนุ่มบ้าพลัง คนที่เกิดมาในกองเงินกองทอง
รักในศิลปะของภาพยนตร์ และหลงไหลการบิน

สองสิ่งที่ผลาญเอาเงินของเขาไปจนหมด
สองสิ่งที่เขาทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง
สองสิ่งที่เขารัก ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต จนช่วงท้ายๆ
เขาก็ยังอยู่กับหนัง และเครื่องบิน

สกอร์เซซี เป็นผู้กำกับที่เก่ง แต่เหมือนดวงไม่ดี
หนังเลยโดนมั่ง ไม่โดนมั่ง
แต่เรื่อง ฝีมือ สกอร์เซซี ไม่เป็นรองใคร
เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับในฮอลลีวู้ดอีก
หลากหลายคน รวมทั้ง สกอร์เซซี มีความบ้าพลังใน
เรื่องของหนัง คล้ายๆโฮเวิร์ท ฮิวจ์อีกด้วย

มาที่หนังบ้าง หนังยาวสามชั่วโมง เต็มไปด้วยเรื่องที่
ทั้งสนุกสนาน เครียด เศร้า มีทุกมู้ดเลย ที่สำคัญ
ลีโอนาร์โด เล่นดีมากเหมือนเคย หลายๆฉากที่เรา
ดูแล้วเรารู้สึกว่า นี่คือ ฮิวจ์ แต่ถามว่าเชื่อสนิทไหม

บอกได้ว่า ยัง ....

ลีโอนาร์โดยังขาดบางอย่างที่จะเข้าถึงตัวฮิวจ์
ได้อย่างที่ นิโคลเล่นเรื่อง Birth แล้วทำให้เรา
เชื่อเลยว่าเธอคือ Anna ไม่ได้

แต่ไม่เป็นไร หนังเรื่องนี้ ดูรวมๆแล้วถือว่า เป็นหนัง
อีกเรื่องที่ดูได้ไม่เสียดายตังค์ เป็นหนังที่ถ่ายทอด
ชีวิตของ ชายคนนึงที่มีชีวิตอยู่ในแต่ละวันเพื่อทำ
ความฝันของเขาให้เป็นจริง

ดูแล้วนึกถึงโฆษณาที่บอกว่าา
" ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ในพจนานุกรมของผม "
ตาฮิวจ์นี่ก็ประมาณนั้น

แกออกจะไฮเปอร์หน่อยด้วยซ้ำไป เหมือนเราเลย...

หลายๆฉากที่ทำเราเศร้าได้ และเราชอบมากๆ ก็อย่าง
ฉากที่ ฮิวจ์เริ่มมีอาการทางจิต ขังตัวในห้อง และเคท
มาหาเขา เพื่อมาขอบคุณ ฮิวจ์ไม่กล้าเปิดประตูไป
แต่ใช้วิธีนั่งคุยผ่านทางประตูที่ปิดอยู่แทน และเมื่อ
ฮิวจ์รู้ว่า เคทไม่ได้รัก เขาแน่ๆแล้ว เลยตัดสินใจนั่ง
เงียบๆ ไม่ตอบอะไรเคทอีก เพื่อให้เธอคิดว่า
เขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงประตูนั้นแล้ว

ลีโอน่าสงสารมากๆในฉากนั้น

อีกฉากก็คือฉากที่เขาทุรนทุรายในห้องฉายหนัง
มีภาพจากฟิล์มภาพยนตร์ที่ฉายไปยังตัวเขาที่นอน
ดิ้นอยู่ ....

เป็นอีกฉากที่โคตรน่าสงสาร

บนฟ้า อาจจะยิ่งหนาวเมื่อเราบินสูงขึ้นไป
แต่สำหรับฮิวจ์ ฟ้าอาจจะเป็นที่พักของเขา
ทีพีกของความฝัน ที่ที่ห่างไกลความวุ่นวาย
เชื้อโรค สิ่งสวงตาที่เขามองไม่เห็น ที่ทำให้เขากลัว

ฮิวจ์เลือกที่จะบินหนีความวุ่นวายของฮอลลีวู้ด
หนีความสับสนในการงาน เรื่องความรัก
แม้แต่เรื่องวิกฤติในชีวิตเขาในยามบั้นปลาย
ท้องฟ้า ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อิสระล่องลอยบนฟ้านั้น
ฮิวจ์จึงรักการบินเหนือสิ่งอื่นใด

เราชอบที่หนังสะท้อนมุมมองนึงออกมาว่า
คนเราจะทำอะไร สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ในเรื่องของ ขนาด เงินทอง ผลกำไร ฯลฯ เสมอไป

สิ่งสำคัญของการสร้างอะไรใหม่ๆ มันอยู่ที่
คุณทุ่มเทความจริงใจ ให้ความฝันของคุณแค่ไหน
เหมือนอย่างที่ฮิวจ์บอกกับ วุฒิสมาชิกคนนั้น

ว่าเขาเอาเงินกองทัพไป 56 ล้าน เพื่อสร้างเครื่องบืน
แต่มันไม่พอ เขาก็เอาเงินตัวเองลงไปอีก
เขาทำทุกอย่าง เพิ่อให้มันเกิดขึ้นได้...

ไม่ใช่เพราะผลกำไรที่รออยู่ข้างหน้า
แต่เพราะว่า มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่นักต่างหาก ....






ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  124.121.132.37   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.50 เวลา 21:55
 ความคิดเห็นที่  223

..............................จะรู้ได้อย่างไร??????
..ไม่ชึ้นที่สูงจะรู้ได้อย่างไร ท้องฟ้าแลปุยเมฆสวยงามอย่างไร
..ไม่ลงลึกในหุบเขา จะรู้ได้อย่างไรว่า ใต้แผ่นดินชุ่มชื่นอย่างไร
..ไม่ต่อสู้อุปสรรค จ้รู้ได้อย่างไรว่า ความสำเร็จเป็นเช่นไร
.....ความสำเร็จเกิดชึ้นได้จากความเข้มแข็ง จากการเรียนรู้ และต่อสู้อย่างถึงงที่สุด.....

ผู้ส่ง  nongbigsu    email     url     ip  58.147.121.96   ตอบเมื่อ 01 มิ.ย.50 เวลา 22:31
 ความคิดเห็นที่  224




Ocean's Thirteen : เซียนปล้นเหนือเมฆ

เสียฟอร์มมาพอสมควรกับ Ocean's Twelve เนื่องจากซับซ้อนเกินไป
แถมยังไม่ค่อยประทับใจอีก สู้ภาคแรกไม่ได้
แต่ผิดกับ Ocean's Thirteen ที่กลับมาคราวนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ
ในแง่ของคุณภาพและความบันเทิง หนังไม่ซับซ้อนเกินไป
ไม่เล่าเนื้อเรื่องยืดเยื้อ หนังแบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนแรกคือการแทรกซึมและทำงาน ส่วนหลังคือการล้างแค้นและดำเนินตามแผน


ผมว่าภาคนี้ดูสนุกกว่าภาคที่แล้วเยอะ ส่วนนึงน่าจะเนื่องจากหนังมีเนื้อเรื่องและประเด็นเยอะ
แต่หนังก็เล่าและอธิบายได้เคลียร์ชัดเจนไม่ชวนงงดังเช่นภาค 2 ครับ
แต่ถ้าเทียบกับ Ocean's Eleven นั้น ส่วนตัวผมชอบภาคนี้มากกว่า แม้นักวิจารณ์แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งบอกไว้ว่า
"ส่วนหลังจะดีกว่าส่วนแรกก็ตามเถอะ"
มิตรภาพในหนังดูสมจริงมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนอกจอ
ก็เป็นเพื่อนซี้กันอยู่แล้ว ส่วนนี้เลยดูออกมาลื่นไหลมากๆ

เนื้อเรื่อง ประเด็นมากมายในหนังเคลียร์ได้ลงตัว ไม่มีส่วนใดขาดเกินกำลังดี
ส่วนช่วงแรกถ้ารู้และความใจความเป็นสากลของหนัง (มุขเมืองนอกถ้าไม่รู้อาจจะไม่ฮาบางช่วง)ก็จะดูสนุกมาก
ภาคนี้ช่วงแรกดำเนินไม่อืดแต่ชวนเบื่อหน่ายนิดๆ ช่วงหลังจะสนุกมากจนไม่อยากจะลุกจากเก้าอี้เลยทีเดียว
เอฟเฟกต์ งานสร้าง โปรดักชั่นสวยงาม เอฟเฟกต์ภาคนี้ดูดีครับ
การแสดง ลื่นไหลมากๆ ดูสมจริงถึงมิตรภาพ และคู่อริเก่า อย่างเบเนดิกซึ่ง ส่วน Al Pacino และ Ellen Barkin นั้นไม่มีไรโดดเด่นครับ
ความบันเทิง ถ้าเข้าใจความเป็นสากลพอสมควร จะดูสนุกเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเนื้อเรื่องช่วงแรกนั้นไม่อืด แต่ชวนหน่ายได้นิดๆ
คุณภาพ ภาพรวมแล้วส่วนตัวผมมองว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดของ 3 ภาคก็เป็นได้นะครับ



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  124.121.125.60   ตอบเมื่อ 23 มิ.ย.50 เวลา 13:07
 ความคิดเห็นที่  225



เมื่อวานกลับบ้านเร็วเพราะต้องจัดเตรียมสิ่งของสำหรับเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรที่นิด้าในวันศุกร์นี้
หลานชายเอาหนังเก่ามากมาเปิดดู "Forest Gump" ดูกี่ครั้งผมก็ยังประทับใจอยู่มิรู้คลาย
ไม่ต้องกังขากันให้เสียเวลา สำหรับหยดหยาดน้ำตาและอารมณ์ประทับใจสุดซึ้งที่มีให้นาย ?ฟอเรสต์ ฟอเรสต์ กัมพ์? นั้น มันคุ้มค่าเพียงใด การได้เฝ้าดู เอาใจช่วย เด็กชายผู้พิกลพิการจนเติบใหญ่เอาตัวรอด และไปได้ดิบได้ดีในโลกเซลลูลอยด์รายนี้ ทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของใครหลายคน แม้คณะกรรมการออสการ์เองยังใจอ่อน ควักรางวัลให้จนเป็นภาพยนตร์แห่งปี แง่งามจากชีวิตฟอเรสต์ กัมพ์ คือปรัชญากลายๆเหมาะแก่การเสริมกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อถอยได้ดีเยี่ยม ...นี่คือกำไรที่ฮอลลีวู้ดปราศจากส่วนได้เสีย

จุดเด่นอันชัดเจนของภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอน นั่นคือเส้นทางชีวิตของกัมพ์ หนุ่มน้อยออทิสติกจากอลาบาม่า เขามีนางฟ้าชื่อเจนนี่เป็นแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต โดยมีความรักเชื่อมโยงเขา ด้วยพลังแห่งรักฟอเรสต์ กัมพ์ ถึงกับสลัดความเป็นคนทุพพลภาพได้จากการ ?วิ่ง?

...และการวิ่งก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอด

ถ้าการวิ่งเป็นทั้งเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของกัมพ์ นี่ย่อมหมายถึง ด้านหลักหนังของเรื่องนี้ ขณะเดียวกันที่ที่ฟอเรสต์ กัมพ์วิ่งไปหรือเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาพัวพัน,รับรู้ ก็น่าจะเป็นด้านรอง ...ด้านรองนี้เองที่มีส่วนสร้างสีสันให้กับหนังกระทั่งดูเหมือนมันผลักดันให้ชีวิตของกัมพ์ผิดแผกไปจากผู้อื่น และด้านรองนั้นสำมะคัญประการหนึ่งตรงนี้ ตรงที่ว่า ฉาก สถานที่ เรื่องราว เหตุการณ์ เวลา เหล่านี้นั้นล้วนนำมาจาก ?เรื่องจริง? ยิ่งถ้าตัดภาพของกัมพ์ออกจากฉากภาพยนตร์เรื่องนี้ออก สิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นก็เหลือเพียงประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สองของชาติอเมริกา

หน้าที่ด้านรองของภาพยนตร์เรื่องนี้ นัยหนึ่งนอกจากจะขับดันหนุนเนื่องให้กัมพ์ดูพิเศษตามหลักภาพยนตร์ทั่วไปแล้ว อีกนัยหนึ่งมันยังสร้างความสำราญเล็กๆให้กับผู้ชม ด้วยกลวิธีของทีมผู้สร้างที่จงใจใช้มันเพื่อหยิกแกมหยอกหมายจะเล่นกับผู้ชม บางครั้งมันก็เผ็ดจนบันดาลรอยยิ้มได้ในหลายครา

ไม่ต้องกังขากันให้เสียเวลา สำหรับหยดหยาดน้ำตาและอารมณ์ประทับใจสุดซึ้งที่มีให้นาย ?ฟอเรสต์ ฟอเรสต์ กัมพ์? นั้น มันคุ้มค่าเพียงใด หรือมันจะคุ้มค่าขึ้นไหมหากได้เห็นพัฒนาการชีวิตของเขาไปพร้อมๆกับการเดินทางไปยังวันเวลาเก่าๆของชาติมหาอำนาจ โดยมีกระทาชายนายกัมพ์นำไป

..........

บ้านหลังใหญ่ปานคฤหาสน์ของกัมพ์และแม่ เพื่อประโยชน์ใช้สอยเต็มที่แม่ของกัมพ์จึงเปิดให้เช่า หลายห้องคลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อที่มาพัก หนึ่งในนั้นมีพ่อหนุ่มร็อคแอนด์โรลพร้อมกับกีตาร์คู่ใจ ใครเลยจะหยั่งรู้ได้ว่าเขาจะได้ขึ้นแท่นบัลลังก์ราชาในไม่กี่ปีต่อมา เอลวิส เพรสลี่ย์ นี่คือนามที่ทั่วโลกจดจำ เขาให้กำเนิดท่าเต้น ?โยกกับคลึง?อันลือลั่นในยุคนั่น แต่หนังกลับเผยที่มาของท่าเต้นนี้ว่า แท้จริงแล้วราชาร็อคแอนด์โรลรายนี้นำเอามาจากท่าทางอันพิกลพิการของฟอเรสต์ กัมพ์ในวัยเด็ก

วันหนึ่งขณะเดินทางกลับบ้านกับแม่ ทั้งสองพลันเหลือบไปเห็นทีวีกำลังแพร่ภาพท่าเต้นอันแปลกตาของเอลวิส แม่ของกัมพ์แสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อลูกชายจ้องลีลาสุดแหวกของราชาผู้นี้ หล่อนถึงกับกำชับ ?ของอย่างนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก? ทว่านวยหน้าของกัมพ์หาได้เข้าใจดั่งที่แม่สั่ง เขางุนงงในคำปฏิเสธของแม่ ไฉนท่าเต้นที่เขาพยายามแยกแข้งแยกขาอย่างเอาเป็นเอาตายถึงขนาดเมินอาหารเย็นมื้อนั้น ไยไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ใหญ่ อย่าว่าแต่แม่ฟอเรสต์เลย ลีลาร็อกแอนด์โรลของตะละพ่อเอลวิสในยุคนั้น ต่างเคยถูกคนรุ่นเก่าค่อนขอดว่าหยาบโลนนักหนา ซ้ำยังหนักถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมอันดีงามเดิมๆลง วัยรุ่นจากที่เคยหุบปากต่อหน้าผู้ปกครอง จึงแหกปากลั่นยามได้พิศโฉมหน้าอันหล่อเหลาบวกลีลาอันเร่าร้อนของราชาท่านนี้ แต่ท่าเต้นของเอลวิสดูจะธรรมดาไปในบัดดลหากเขาอายุยืนทันได้เห็นลีลาของราชาอีกคนที่ชอบลูบเป้า กระดกด้น พลางทำเสียง ?อ้าว!!? แหลมปี๊ดอย่างไมเคิล แจ็คสัน

กรณีเอลวิสถือเป็นฉากแรกที่โผล่ออกมากระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว เมื่อมุขแรกสอบผ่าน หนังเล่นตลกเหมือนบอกเป็นนัยๆว่า ท่าร็อคแอนด์โรลของเขาตกลงมาจากเด็กชายฟอเรสต์นะยะ กอปรกับยุคสมัยที่คนหนุ่มสาวเริ่มรั้นกับผู้ใหญ่ ทศวรรษที่ 1950 อาจถือได้ว่าเป็นต้นกระแสธารแห่งการปลดแอกตัวเองออกจากกรอบอันคร่ำครึ และไม่น่าเชื่อว่าวัฒนธรรมของบรรดาวัยรุ่นมักม้วนตัวไปตามวัฏจักรในยุคสมัยนั้นๆทุกครั้งที่เกิดแนวทางใหม่ๆขึ้นเสมอ เมื่อแนวทางเก่าเสื่อมลง อาทิ ยุค 50s มีเอลวิส ยุค 60s มีสี่เต่าทองกับฮิปปี้ ยุค 70s-80s ปีทองของเฮฟวี่เมทัลและดิสโก้ก่อนถูกมหาบุรุษจากซีแอทเทิ่ลทิ้งระเบิดชื่อ ?กรันจ์?(grunge) ในต้นยุค 90s จนไอ้หนุ่มผมยาวตายกันเป็นเบือ(อันนี้นับเฉพาะด้านดนตรี) ฉะนั้น ท่าเต้นอันแสลงในสายตาผู้ใหญ่ของเอลวิสจึงค่อยๆสร่างซาไปตามกาล และกลายเป็นเรื่องปกติในเวลาต่อมา

หนังดำเนินไปตามทาง ฟอเรสต์โตเป็นหนุ่ม การวิ่งไปตามเสียงตะโกนของเจนนี่ยังคงความเชื่อมั่นให้กับชีวิตองเขา มันส่งผลให้กัมพ์ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอลาบาม่า ถิ่นกำเนิดของเขา ฟอเรสต์ได้เล่นตำแหน่งตัววิ่งในกีฬาอเมริกันฟุตบอล และที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้เขาได้เข้าร่วมเหตุการทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว มันเป็นไปตามประสาคนไม่เต็มเต็งอย่างนายกัมพ์ เมื่อความตึงเครียดระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำเกิดเขม็งเกลียวขึ้น ผู้ว่าการรัฐอลาบาม่ากลับมีท่าทีชัดเจนต่อการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะผิวสีใด ประวัติศาสตร์จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อผู้ว่าการวอลเลซยินยอมให้คนผิวดำ ชายหนึ่ง-หญิงหนึ่งเข้ามาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ภาพเหตุการณ์จริงที่ผู้สร้างกำหนดให้ฟอเรสต์เข้าไปมีส่วนร่วม โดยให้พระเอกของเราในฐานะคนไม่เต็มบาทรี่เข้าไปเก็บของให้กับหญิงผิวดำซึ่งทำตกไว้ ฉากนี้พลอยให้คนผิวขาวที่เหลือกลายเป็นคนใจแคบไปโดยปริยาย เพราะเป็นคนสติดีแต่แล้งน้ำใจ ผิดกับฟอเรสต์ที่ไม่รู้ว่าความขัดแย้งระหว่างคนสองสีผิวคืออะไร แต่กลับเห็นใจผู้อื่นชนิดไม่ต้องคิดสะระตะให้มากความแบบคนปัญญาดีมักทำกันว่า ช่วยแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไรตอบแทน

และผู้ว่าการรัฐก็เกือบมาจบชีวิตบนความขัดแย้ง เขาถูกยิงต่อหน้าสาธารณชนอย่างอุกฉกรรจ์ ถือเป็นอีกครั้งแล้วที่คนระดับผู้นำต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับความไม่ลงรอยของผู้มีอำนาจด้วยกัน นับแต่ ปธน.อับราฮัม ลินคอนพบจุดจบด้วยลูกปืนเป็นครั้งอารัมภบทของชนชาติอเมริกัน

ต่อมา ฟอเรสต์ได้เป็นตัวแทนมหาชน เมื่อเขาสวมชุดอเมริกันฟุตบอลในฐานะทีมชาติ และนั่นทำให้ทีมถูกเชื้อเชิญจากประธานาธิบดีให้เข้าร่วมรับประทานอาหารอย่างหรูหรา อดีตเด็กน้อยจากอลาบาม่าวันนี้ไปไกลถึงกับได้เป็นแขกรับเชิญของ ปธน.สุดหล่ออย่าง จอห์น เอฟ เคเนดี้ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ฟอเรสต์ได้สัมผัสมือกับประธานาธิบดีอย่างใกล้ชิด ครั้นแยกทางกัน ฟอเรสต์ก็มุ่งหน้าศึกษาต่อจนจบ ส่วนเจ.เอฟ.เค สุดหล่อถูกฆาตกรรมกลางแจ้งจนเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก

ปืนอีกแล้วที่ยุติลมหายใจของมนุษย์กลางความคิดที่สวนทาง

และแล้วจากนั้น วันที่แม่รอคอยก็มาถึง หนึ่งในความสำเร็จที่ผู้ใหญ่อยากเห็นคือ พิธีจบการศึกษา ฟอเรสต์ใต้เสื้อครุยดูกลมกลืนไม่ต่างอะไรกับบัณฑิตรายอื่นๆ ขณะกำลังชักภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำ นายทหารรายหนึ่งก็ดิ่งตรงมายังฟอเรสต์พร้อมกับถาม ?คุณคิดถึงอนาคตหรือยัง? ว่าแล้วหมอก็จัดการแจกใบปลิวเชื้อเชิญพร้อมคำโปรยอันฮึกเหิม ?อนาคตอยู่ในกำมือคุณ ยู.เอส. อาร์มี่? ฟอเรสต์ตกปากรับคำเชิญ เขาตบเท้าเข้าร่วมสมรภูมิในคราบพลทหาร สงครามเวียดนามกำลังรอฟอเรสต์อยู่

ด้วยชุดอันทรงเกียรติฟอเรสต์ระเห็จไปหาเจนนี่ที่ไนท์คลับแห่งหนึ่ง ที่นั่น นางฟ้าของฟอเรสต์เป็นเพียงนักดนตรีกิ๊กก๊อกที่เน้นโชว์เรือนร่างมากกว่าเนื้อหา หนังเริ่มสะกิดต่อมคนดูอีกครั้งโดยการตั้งชื่อเธอใหม่ว่า ?บ็อบบี้ ดิลล่อน? ซึ่งเลียนแบบมาจาก ?บ๊อบ ดีแล่น? คีตกวีแห่งยุค ผู้รจนาบทเพลงด้วยวรรณศิลป์ หนึ่งในนั้นมี ?Like a rollingstone?ขึ้นหิ้งอันดับหนึ่งในฐานะบทเพลงที่เปลี่ยนแปลงโลกจากการโหวตของอเมริกันชน และเพลงที่ถูกคัฟเวอร์บ่อยๆอย่าง ?Knocking on heaven ?s door? เจนนี่เป็นตัวละครที่ถูกฉากกลืนไปตามเหตุการณ์สำคัญของคนหนุ่มสาวอเมริกัน บทของเธอถูกแทรกตรงกึ่งกลางระหว่างความจริงกับมายา หากคนหนุ่มสาวคลั่งไคล้ บ๊อบ ดีแล่น เจนนี่ก็ไม่พลาดที่จะร้องเล่นบรรเลงเพลงของเขา และเมื่อครั้งที่กระแสคนหนุ่มสาวก่อตัวขึ้นทั่วโลกอย่างยิ่งใหญ่กว้างขวาง เจนนี่ก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมขบวนดอกไม้แห่งโลกเสรี พวกเขาเรียกแทนตัวเองว่า ?บุบผาชน? หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ?ฮิปปี้?

อีกมุมหนึ่งของโลก ฟอเรสต์ต้องตากแดดตากฝนกรำศึกกับฝ่ายตรงข้าม ที่นั่นฟอเรสต์ได้สัมผัสกับรูปแบบสงครามเต็มตัว มีประโยคหนึ่งฟอเรสต์รำพึงในใจขึ้นเมื่อเห็นคนหนุ่มต้องถูกส่งมารบในสมรภูมิ ?ลูกที่ดีที่สุดของอเมริกา? คงหมายถึงเด็กที่ทำเพื่อผู้ปกครองท่ามกลางกลิ่นดินปืนและคาวเลือดคละคลุ้ง ใช้อาวุธประหัตประหารให้อีกฝ่ายตายมากที่สุดเพื่อจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าฝ่ายตัวเองตายมากกว่าก็ต้องรับบทผู้ปราชัย บทสรุปสงครามอยู่ที่ตัวเลขจำนวนชีวิตที่ถูกฆ่ากระนั้นหรือ เขาคงคิด

อย่างไรก็ดี การวิ่งของฟอเรสต์ก็ช่วยให้เขาหลุดรอดจากเงื้อมมือยมบาล และเพื่อนทหารอีกหลายนาย เขาตั้งหน้าตะบันฝ่าห่ากระสุนและลูกระเบิดนับร้อยนับพันจนสำเร็จ วีรกรรมครั้งนี้ส่งผลให้เหรียญกล้าหาญคล้องอยู่บนลำคออย่างองอาจ ฟอเรสต์ปรากฏตัวในทีวีและเป็นต้องยืนเคียงข้างบุคคลสำคัญอย่างประธานาธิบดีอีกคำรบ หนนี้ชื่อ ?จอห์นสัน? เขาดำรงตำแหน่งหลังจากการสิ้นชีพของเจ.เอฟ.เค จอห์นสันมีส่วนผลักดันให้เกิดสงครามเวียดนาม พ่อหนุ่มอัจฉริยะโก่งโค้งกระดกก้นเสนอใส่ต่อหน้าปธน.และธารกำนัล อวดรอยกระสุนที่เขาคิดว่าถูกบางอย่างกัดตรงบั้นท้ายขณะหอบเพื่อนหนี ภาพนั้นเรียกเสียงหัวเราะในความไม่ประสาของฟอเรสต์ได้ทั้งที่ห้องส่งและผู้ชมทางบ้าน

เสร็จสิ้นจากพิธีอันทรงเกียรติ พลทหารฟอเรสต์ทอดน่องชมทัศนียภาพแห่งนครหลวง เวลานั้นเองฟอเรสต์เดินพลัดหลงเข้าไปท่ามกลางขบวนฮิปปี้อันเรียงราย เขาถูกหยุดให้รอหลังเวทีประท้วง จากนั้นคราวระทึกก็มาถึง เมื่อเขาถูกทาบทามให้ขึ้นไปกล่าวคำปราศรัยเกี่ยวกับความเลวร้ายของสงครามเวียดนาม ฟอเรสต์ก้าวขึ้นเวที ขยับเข้าหาไมโครโฟน แล้วเอื้อนเอ่ย...

ในพลันนั้น นายทหารรายหนึ่งได้กระชากสายไฟอันระโยงระยาง ฉุดให้เครื่องขยายเสียงหยุดการทำงาน ครั้นเกิดเหตุขึ้น ข้างเวทีจึงโกลาหล ด้านหนึ่งฮิปปี้กระวีกระวาดยัดสายกลับเข้าไปยังตำแหน่งเดิมของมัน ด้านหนึ่งพลทหารฟอเรสต์ยังคงให้รายละเอียดถึงสงครามเวียดนามอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะไม่มีใครได้ยินก็ตาม ยกเว้นสำหรับผู้นำประท้วง ชายผมฟูสวมเสื้อลายธงชาติปรี่เข้าประชิดฟอเรสต์ พลางยกวงแขนโอบกอดพร้อมคำขอบคุณ และถามชื่อฟอเรสต์เป็นการทิ้งท้าย เขากู่ก้องขานนามฟอเรสต์ให้บรรดาฮิปปี้ได้ประจักษ์ พอสิ้นเสียง...เจนนี่กลับทะยานออกมาโผเข้าสู่อ้อมกอดของฟอเรสต์ท่ามกลางเสียงปรบมือของเหล่าบุบผาชน

ถึงฉากนี้ กลับมาที่ประเด็นด้านรองของหนังอีกครั้ง ข้อชวนสังเกตประการหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือ บุคคลสองสังกัดที่ปรากฏตัวพร้อมๆกันในเวลาเดียว นั่นคือ นายทหารที่ป่วนขบวนด้วยการกระชากสายไฟ กับอีกคนอย่างฮิปปี้ โดยพื้นฐาน จุดมุ่งหมายของคนสองฝ่ายต่างสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เมื่ออุดมการณ์ของพลพรรคฮิปปี้คือการหยุดแถวทหารในการสงคราม โดยมีเครื่องหมายสันติภาพเป็นสัญลักษณ์นำ อีกปลายขั้วกลับเดินหน้าดำเนินนโยบายส่งกำลังคนพร้อมอาวุธเต็มอัตราศึก หมายจะเป็นผู้พิชิตในบั้นปลาย คนหนึ่งอาศัย ?วัฒนธรรม? ก่อกระแสรวมตัวเพื่อเรียกร้องกดดัน กระทั่งนำไปสู่การสร้างขบวนการเพื่อต่อต้านสงครามอย่างจริงจัง แต่อีกคน ถืออำนาจภายใต้ข้อ ?กฎหมาย? ที่ชนชั้นตัวเองร่างขึ้นเสมอหนึ่งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเกณฑ์คนไปห้ำหั่นเพื่อผลประโยชน์ที่ชาติจะได้รับ ไม่ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่า เกียรติยศ ความยุติธรรม คำสรรเสริญ หรือแม้แต่เพื่ออุดมคติ อย่างไรก็ดี ฉากที่สอดแทรกความจริงทางประวัติศาสตร์เข้ามานี้ ดูผิวเผินอาจเพียงน้อยนิด ทว่าความหมายของมันหาได้กระจิริดตามไปไม่

เมื่อบุคคลสองสังกัดมีอันต้องประจันหน้าในวินาทีนั้น ฝ่ายผู้กุมอำนาจจึงลงมือกระทำการเฉกเช่นผู้มีอำนาจทั่วโลกย่อมทำไม่ต่างกัน นั่นคือ ?ปิดปาก? มิให้ความจริงถูกแพร่งพรายออกไป ด้วยขณะนั้น ฟอเรสต์กำลังสาธยาย ?ความจริง? จากสงครามเวียดนาม แน่นอน ความบริสุทธิ์ใจของเขาย่อมส่งผลให้ขบวนการฮิปปี้เกิดความชอบธรรมมากขึ้น และอาจพลอยให้รัฐต้องเพลี่ยงพล้ำแก่สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องกดดัน เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม นายทหารผู้อยู่ตรงข้ามทั้งแนวคิดและวิถีชีวิต จึงลงมือกระชากสายไฟเพื่อขจัดความจริงของผู้รู้ผู้เห็นให้สิ้นซาก ถือเป็นอีกมุขที่เล่นเอาจุกเช่นกันสำหรับการแซวกระทบกระเทียบ จะว่าไป ด้านลบของผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ล้วนมาจากการถูกสืบ ตรวจสอบ หรือแม้แต่ผู้ทรยศออกมาให้การสารภาพ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้มีอำนาจจะยอมรับด้านไม่ดีของตนโดยดุษณี ?การปิดปากสื่อ? จะโดยวิธีการ ติดสินบน ลดทอนสิทธิในเสรีภาพ ตลอดจนบีบบังคับ ใช้อำนาจเก็บงำความจริงมาเป็นของตน หรือแม้แต่อุ้ม ฆ่า ก็ล้วนปรากฏมาแทบทุกสังคมครือกันในหลายๆประเทศบนโลกเอียงๆใบนี้ ขอเพียงทำลายฝ่ายตรงข้ามลงได้เป็นพอ นี่คือธาตุแท้ของผู้ทรงอิทธิพลกับผู้มีอำนาจมิใช่หรือ ฟอเรสต์จึงเหมือนคนใบ้ที่พยายามพูดความจริงแต่ไม่มีใครรู้ความจริงนั่นหมดทุกคน

ความหมายซ่อนเร้นระหว่างที่ฟอเรต์พูดความจริงไปตามเนื้อผ้า โดยถูกรบกวนจากนายทหารผู้นั้น จึงเปรียบเสมือน ?สื่อที่ถูกปิดปาก? อันส่งผลให้ความจริงถูก ?ตัดขาด? ลงโดยสิ้นเชิง หนังเล่นมุขนี้ได้เจ็บและคันถูกจริตปัญญาชนเสียยิ่งนัก

แต่แล้วต่อมา เวลาแห่งความหวานชื่นระหว่างฟอเรสต์กับนางฟ้าของเขาก็มีอันสิ้นสุดลง เพื่อพลพรรคฮิปปี้เคลื่อนกองคาราวานของตนไปยังสถานที่อื่น เจนนี่กลับตัดสินใจติดสอยห้อยตามขบวนไป ก่อนหน้านั้น...คืนวาน ฟอเรสต์ยังฟาดปากกับผู้นำนักศึกษาฐานทำร้ายเจนนี่ เหตุการณ์นี้สร้างความเดือดดาลแก่ฮิปปี้ผิวสีหมึกเป็นอย่างมาก เขาประชดนายทหารฟอเรสต์ด้วยการกล่าวกระแทกใส่หน้าว่า

?คนผิวดำถูกส่งไปตายเพื่อชาติที่เกลียดคนผิวดำ!!!?

เจนนี่จากไป ฟอเรสต์ค้นพบความอัจฉริยะอันใหม่ของตน เขาสามารถตีปิงปองเป็นในทันทีที่เพื่อนทหารชักชวนให้ลองเล่น และไม่แค่นั้น เขาตีได้เก่งจนไม่น่าเชื่อราวกับมีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ อีกครั้งที่ฟอเรสต์จะได้รับใช้ชาติ ครั้งนี้ในฐานะนักกีฬาปิงปองซึ่งนับเนื่องจากความเอกอุในการสั่งให้ลูกปิงปองทะยานไปตามความคิด ด้วยความสามารถอันใหม่นี้ ฟอเรสต์จึงเป็นหนึ่งในจำนวนหลายล้านคนที่ได้เป็นอาคันตุกะเยือนย่างประเทศจีน, ณ แดนมังกรกีฬาปิงปองจัดเป็นกีฬาที่ชนชาวจีนให้ความนิยม กระทั่งเป็นชาติเดียวที่ผลิตนักกีฬาปิงปองติดอันดับต้นๆของโลก แต่นี่คือภาพยนตร์ ซ้ำเป็นภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ฟอเรสต์จึงตีปิงปองได้ดีกว่าชาวจีนคนอื่นๆ ในรอบกว่าร้อยปี อเมริกาจึงสามารถส่งคนของตนซึ่งสังกัดโลกเสรีไปเล่นกีฬายอดฮิตของแดนมังกร มิหนำซ้ำยังเล่นได้ดีกว่าอีกด้วย

ฮอลลีวู้ดยกหางประเทศตนเสมอด้วยสถานะผู้ผลิตอันครอบงำ ไม่เฉพาะกับฟอเรสต์ มนุษย์ต่างดาวบุกโลก ฮอลลีวู้ดก็จัดการส่งปธน.แห่งแยงกี้ขึ้นไปขับเครื่องบินไล่ยิงสิ่งทรงภูมิจากต่างดาวให้วินาศสันตะโร จนพ่ายหมดรูป ขนาดอุกาบาตจะชนโลกฮอลลีวู้ดยังส่งคาวบอยขุดน้ำมันขึ้นไปยัดนุกระเบิดจนสำเร็จ พาโลกพ้นวิกฤติก็เคยมาแล้ว ไฉนฮอลลีวู้ดจะสร้างสุดยอดนักกีฬาให้เก่งกว่าชาติต้นตำรับไม่ได้เล่า

นี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ฟอเรสต์ กัมพ์กลายเป็นอัจริยะปัญญานิ่มขึ้นมาสำเร็จบริบูรณ์ ช่วงระยะชีวิตของกัมพ์จากนี้ไป เรื่องราวความผกผันจักค่อยๆคลี่คลายและนำไปสู่บทสรุปในท้ายที่สุด

ก่อนอื่น... จำต้องเอ่ยถึงครั้งที่ฟอเรสต์ได้กระทบไหล่คนดังอีกคราหนึ่ง สำหรับครั้งนี้ฟอเรสต์ได้แลกเปลี่ยนสนทนากับพ่อยอดศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ จอห์น เลนน่อน อดีตสี่เต่าทองที่มีคำพูดคำจากวนๆแกมคมความคิดขณะให้สัทภาษณ์ผ่านทางรายการโทรทัศน์ ฟอเรสต์ออกจะไม่เข้าใจในภาษายียวนของเลนน่อนได้ในทันที และยังมีเรื่องที่ยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่ เมื่อวันหนึ่ง เลนน่อนถูกสังหารต่อหน้าภรรยาและพยานรู้เห็นหลายคนบนดินแดนแห่งเสรีภาพ

ปืนทำหน้าที่จบชีวิตคนดังไปอีกราย

กลับมาที่ประเด็นการพูดความจริงอีกครั้ง เมื่อหนังหยอดมุขอันเจ็บแสบไปหนึ่งดอกแล้ว หนนี้หนังให้โอกาสฟอเรสต์ ได้พูดความจริงโดยเต็มเปี่ยม และต่อหน้าประธานาธิบดีของชาติมะกันอีกครั้งหนึ่ง เขาถูกสัมภาษณ์ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งเป็นรายการสด ประธานาธิบดีเอ่ยถามหมายจะสร้างภาพพจน์ให้กับรัฐบาล ฟอเรสต์ถูกถามเมื่อปธน.เอ่ยขึ้น ?เมื่อคืนสถานที่พักเป็นยังไง สบายดีไหม??

ด้วยความใสพาซื่อของฟอเรสต์ เขาจึงตอบไปตามสภาพอันแท้จริง ?ผมนอนไม่ค่อยหลับเลย มีคนรบกวนอยู่ตลอดเวลา?

ปธน.ต้องรีบแก้มวยด้วยการบ่ายเบี่ยง ?ไม่...ผมหมายถึงโรงแรมระดับห้าดาวน่ะ? ความจริงฟอเรสต์พักโรงแรมสามดาว ผิดกับที่รัฐบาลคุยเขื่อง

ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงหลุดไปจากที่รัฐบาลบิดเบือน ต่อมา...โทรทัศน์ก็แพร่ข่าวการลาออกของปธน.ท่านนี้อันเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่ฟอเรสต์ได้ให้ไว้ มากกว่านั้น ฟอเรสต์ถึงกับถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งในนามราชการลงโดยทันทีนับแต่นั้น!

นี่ล่ะหรือ ผลสำหรับการพูดความจริง การตัดฟอเรสต์ออกจากราชการเท่ากับการหมดสิทธิในการรับผลประโยชน์ที่รัฐจะเป็นผู้จ่าย ต่อให้เหรียญกล้าหาญยืนยันวีรกรรมที่เขาเคยช่วยชาติไว้มากขนาดไหน รัฐก็หาได้แยแส ในเมื่อรัฐยินดีให้ผลประโยชน์ในลักษณะที่บุคคลทั่วไปไม่ได้รับ ผู้รับก็ควรพิทักษ์ผลประโยชน์และภาพพจน์ของรัฐด้วยเช่นกัน(คล้ายกับระบบอุปถัมภ์ในบางประเทศ) การพูดความจริงของฟอเรสต์เลยกลายเป็นการสะบั้นความสัมพันธ์ลงอย่างสิ้นเยื่อขาดใยในอัตโนมัติ

ฟอเรสต์เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในชีวิตหลังจากรัฐไม่หนุนนำส่งเสริม เขาบ่ายหน้าสู่ท้องทะเลประกอบธุรกิจกุ้งตามคำแนะนำของเพื่อนทหารผิวดำคนสนิท ระยะแรก ฟอเรสต์ต้องเผชิญกับอุปสรรคกีดขวาง กระนั้นในที่สุดฟอเรสต์กับจ่าขาด้วนก็ประสบความสำเร็จ เขาสามารถตกกุ้งต่อหนึ่งวันได้อย่างล้นหลาม ขณะเพลินอยู่กับธุรกิจกุ้งนั้นเองฟอเรสต์ก็ให้ตาลีตาเหลือก เมื่อม้าเร็วส่งข่าวด่วนถึงอาการของแม่ที่ทรุดโทรมลงอย่างหนัก ฟอเรสต์ทิ้งจ่าไว้กับกุ้ง เปิดแนบผลุนผลันกลับอลาบาม่าโดยไม่รั้งรอแม้เสี้ยววินาที

ครั้นถึงบ้าน นอกจากจะได้ดูแลสุขภาพมารดาตนอย่างใกล้ชิดแล้ว เขายังเพิ่งรู้ตัวอีกว่า ?ฟอเรสต์ กัมพ์? เป็นชื่อที่ขายได้ในโลกแห่งการค้าไปแล้ว บริษัทหรือกลุ่มธุรกิจต่างๆ ส่งเทียบเชิญมาขอยืมตัวฟอเรสต์ไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้ละลานตาไปหมด ไดคัทรูปฟอเรสต์ในคราบอเมริกันฟุตบอลเอย ฟอเรสต์ในคราบนักกีฬาปิงปองเอย และเจ็บปวดสุดก็คือผลิตภัณฑ์กีฬารายหนึ่ง ได้ออกแบบไม้ปิงปองให้ด้านหนึ่งเป็นรูปหน้าฟอเรสต์ อีกด้านหนึ่งเป็นรูปประธานเหมา เจ๋อ ตง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศขั้วสังคมนิยมอันดับต้นๆของโลกอีกประเทศที่ไม่ค่อยถูกชะตากับอเมริกาในยุคสงครามเย็น ทว่าตลกร้ายก็คือการแสดงให้เห็นข้อดีของระบบทุนนิยมแห่งโลกเสรี เพราะแม้ใบหน้าของศัตรูคู่แข่งทางการเมือง ยังสามารถนำมา ?ขาย? เป็น ?สินค้า? ได้โดยไม่ขัดเขิน เฉกเช่นใบหน้าของนายแพทย์ปฏิวัติอย่าง เช เกวารา ที่หราอยู่บนโปสเตอร์ ธง เสื้อ ฯลฯ ที่แลกเปลี่ยนกันภายใต้ระบบทุนนิยมจนเป็นว่าเล่น

...ศักดิศรีหรือจะสำคัญไปกว่าอำนาจเงิน!

พูดถึงผลิตภัณฑ์กีฬา ประเด็นที่น่าขบคิดอีกข้อคือ ?ยี่ห้อ? หรือที่ตลาดเรียก ?แบรนด์สินค้า? ขณะที่ไม้ปิงปอง รูปไดคัทฟอเรสต์ ไม่ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อใดให้การสนับสนุน แต่หนังกลับซูมภาพรองเท้าสำหรับวิ่งที่ฟอเรสต์สวมใส่จนเห็นโลโก้สินค้าอย่างจะๆ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในโลกฮอลลีวู้ด วิธีการของบรรษัทในการโปรโมทสินค้าตัวเองในแผ่นฟิล์มมีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70s แล้ว เช่นเดียวกับนักกีฬาฟุตบอลที่มีชื่อสินค้าพะอยู่บนหน้าอก หรือแม้แต่การเซ็นสัญญาผูกขาดของนักกีฬาในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้แค่เฉพาะยี่ห้อที่สนับสนุนนักกีฬารายนั้นๆ อาทิ เดวิด เบคแฮม เป็นต้น การวิ่งของฟอเรสต์จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เท้า ทุกครั้งที่วิ่งเขาย่อมสวมรองเท้าวิ่ง ชายหนุ่มที่วิ่งอึดกับรองเท้าคู่ใจยี่ห้อหนึ่งที่เจนนี่ซื้อให้ มันช่างเหมาะเจาะเกินกว่าความบังเอิญจะคาดถึง และราวกับผู้เขียนบทกำชับไว้ว่าแทบทุกฉากฟอเรสต์ต้องใส่รองเท้ายี่ห้อนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะวิ่งหรือทำกิจกรรมอื่นๆ

ไม่เพียงเท่านั้น จนเมื่อฟอเรสต์ตัดสินใจทำหน้าที่เล็กๆเพียงคนตัดหญ้า เขาถูกเทียบเชิญจากบริษัทรูปผลไม้ให้เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน ฟอเรสต์แม้ไม่ปฏิเสธ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ เขาพาลคิดไปว่า ตนไม่เหมาะกับเรื่องผลไม้ แต่เปล่า ซองจดหมายกับฉากเล็กๆฉากนี้สะท้อนบริบทแห่งโลกปัจจุบันได้แยบยล เพราะซองจดหมายที่เป็นรูปผลไม้นั่นคือรูป ?แอปเปิ้ล? บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ที่ภายหลังได้เติบโต จนกระทั่งสามารถเพิ่มบทบาทสินค้าของตนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมืองไปโดยปริยาย อิทธิพลของคอมพิวเตอร์นั้นหลายคนขาดมันไม่ได้ในทุกวันนี้ วิธีการสื่อสารด้วยจดหมายช่างสวนทางกับสินค้าของบริษัทแอปเปิ้ล ที่มีแต่พัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง การส่งบทให้อัจริยะปัญานิ่มอย่างนายฟอเรสต์พินิจรูปแอปเปิ้ลบนซองจดหมาย กับฉากข้างต้น จัดเป็นการเพิ่มเติมบทอันคาบเกี่ยวกับสังคมอเมริกา มิหนำซ้ำยัง ?กัด? ได้นุ่มนวลอีกเสียด้วย การสื่อสารแบบโบราณที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปในแต่ละแห่ง เป็นเรื่องที่ฟอเรสต์ไม่ประสานัก และหารู้ไม่ ธุรกิจในยุคนั้นเพียงแค่จรดปากกาเซ็นสัญญา หุ้นส่วนก็แทบไม่ต้องทำอะไร นอกจากปล่อยให้กลไกตลาดมันทำงานด้วยตัวมันเอง

หลังจากผ่านพ้นวัยบุกบั่นมาเนิ่นนาน ถึงเวลาที่ฟอเรสต์จะมีชีวิตอย่างสุขสบายบ้างแล้ว ทุกอย่างในความฝันพร้อมใจกันปรากฏเป็นจริง โดยเฉพาะ เจนนี่ เธอหวนคืนอลาบาม่าดั่งนกคืนรัง ก่อนตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายที่รักเธอสุดชีวิต ...ฟอเรสต์ กัมป์ รับเจนนี่เข้าสู้อ้อมอกในฐานะภรรยา

...แต่นกเจ้ากลับโผบินทิ้งรังไว้ให้เปล่าเปลี่ยวเอกา

เจนนี่คือคนที่กระตุ้นให้ฟอเรสต์ตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง ครั้งนั้นมันเริ่มจากการวิ่ง และครั้งนี้ ฟอเรสต์ก็จะทำในสิ่งที่ตนทำได้ดีที่สุดในชีวิตและยึดถือมันเป็นสรณะ...

เขาวิ่งอีกครั้ง วิ่งไปไกลสุดลูกหูลูกตา ตั้งหน้าทะยานโดยไร้จุดหมาย เขาทำเช่นนี้อยู่หลายปีดีดัก จนกระทั่งเป็นข่าวดังครึกโครมในจอโทรทัศน์ ผู้คนต่างแห่แหนเยินเยอและเห็นว่าการวิ่งของเขาคือธงชัยแห่งอุดมการณ์อะไรสักอย่าง ฉะนั้น กลุ่มคนที่เห็นดีกับการวิ่งจึงตบเท้าออกมาสร้างขบวนต่อท้ายฟอเรสต์ และไปทุกหนทุกแห่งที่ฟอเรต์ไป

มีมุขตลกสอดแทรกอยู่สองเรื่องระหว่างที่ฟอเรสต์กำลังวิ่งอยู่ครามครัน หนึ่ง คือมีคนมาขอให้เขาคิดประโยคเด็ดๆเอาไว้ขายสักประโยคสองประโยค ซึ่งต่อมาภายหลังกลายเป็นสโลแกนสติ๊กเกอร์ติดท้ายรถ กับสอง ?smilely face? หน้ายิ้มอมตะที่ถือกำเนิดมานมนาน ถูกหนังสัพยอกจากเสื้อที่ขายไม่ออกของพ่อค้าถังแตกรายหนึ่ง เขาขอร้องให้ฟอเรสต์ช่วยคิดแบบเท่ห์ๆบนเสื้อให้ การณ์กลับเป็นว่า ฟอเรสต์ใช้เสื้อที่พ่อค้ารายนั่นเช็ดหน้าหลังจากที่เลอะโคลน เสื้อเจ้ากรรมดันทะลึ่งปรากฏร่องรอยหน้าคนในลักษณะยิ้มขึ้นมาเสียนี่ smilelly face จึงถือกำเนิดจากตรงนั้น ทั้งที่ความจริงสองเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจาฟอเรสต์ กัมป์แม้แต่น้อย แต่อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ฟอเรสต์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เข้าไปพัวพันในหลายๆเหตุการณ์จริงเพื่อเพิ่ม ?ความพิเศษ? ให้กับตัวละครนี้ จนมีมิติที่เด่นไม่แพ้ด้านชีวิต(drama อาทิ ความรัก ความเป็นโรคออทิสติก การสะท้อนให้เห็นถึงความมานะ ไม่ระยอบย่อต่อโชคชะตา เป็นต้น)

จนท้ายที่สุดฟอเรสต์ก็พานกของเขากลับบ้านมาตายรัง พร้อมกันนั้นก็ทิ้งทายาทตัวน้อยๆเอาไว้หนึ่งคน ตราบจนวาระสุดท้าย ฉากจบของหนังจึงต้องกลับเข้าสู่ด้านชีวิตของฟอเรสต์อีกหนหนึ่ง ถึงจะเป็นภาพที่ผู้ชมจะประทับใจ และทำให้ผู้ชมไม่ลืมฟอเรสต์รายนี้ที่โลดแล่นบนแผ่นฟิล์มไปชั่วกัปกลัป์

หนังจบลงท่ามกลางเสียงฝีเท้าของฟอเรสต์ยังอึงคะนึงอยู่ในความทรงจำ ไม่แปลก หากใครจะหยิบชีวิตเขาขึ้นมาดูมากกว่าหนึ่งรอบ ทว่าสิ่งที่น่าจดจำไม่แพ้ระดับฝีเท้าอันอดทนของเขา นั่นคือ ตัวเหตุการณ์รอบข้างอันรายล้อมทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง และที่ไม่เกี่ยวอันใดเลย แต่ทำไมหนังถึงนำเสนอ? ...ก็เพราะการเนรมิตฉากต่างๆอย่างน้อยๆมันต้องสนับสนุนให้ทั้งบทและตัวละครดูโดดเด่น นี่คืออีกคำตอบที่ทำให้เราไม่ลืม ฟอเรสต์ กัมป์

ในที่นี้ขอให้สังเกตวิธีการหนึ่งที่หนังใช้เป็นการดำเนินเรื่อง กล่าวคือ ถ้าเราเห็นฟอเรสต์ตั้งแต่เล็กจนโตฉันใด เราก็จะเห็น ?โทรทัศน์? เสนอข่าวฉันนั้นไปตลอดเรื่อง!

ไล่เลียงตั้งแต่แรกเริ่ม ท่าเต้นของเอลวิสจะไม่พิเศษเลยหากมันไม่ได้ไปปรากฏในโทรทัศน์ หนังเล่นลูกบังคับให้ผู้ชมเป็นพยานโดยปริยาย ทำนองว่าล้านกว่าคนที่ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดราชาร็อคแอนด์โรลผ่านจอทีวีนั้น ไม่มีสักคนที่รู้ว่าท่าเต้นนี้เอลวิส ?ลอก? ใครมา ตรงกันข้าม ผู้ชมที่นั่งอยู่หน้าจออย่างเราต่างหากที่บอกได้ถึงที่มาของท่านี้ว่า นำมาจากเด็กชายกัมป์ เพราะฉะนั้น ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นชื่อในเครดิตท้ายเรื่อง แต่มีความสำคัญไม่แพ้ฟอเรสต์และเจนนี่ก็คือ ...โทรทัศน์!

หน้าที่หลักของมันคือการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปสู่ทุกครัวเรือน และมันเป็นเครื่องยืนยันความโด่งดังของทุกคนที่อยู่ในจอ ไม่ว่าจะภาพจริงทางประวัติศาสตร์ หรือภาพแต่งที่ฟอเรสต์เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างกรณีแรก หนังตัดเข้าสู่ภาพข่าวดังๆจากหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะ การลอบยิงคนดังในรอบยี่สิบปี จะเห็นว่า นับจากเจเอฟเคถูกล่อจนหัวกะโหลกเละ เสียงปืนในโทรทัศน์ก็หาได้หยุดลง มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เอย,ริชาร์ด นิกสันเอย,ผู้ว่าการรัฐอลาบาม่า และ จอห์น เลนน่อน ล้วนตกเป็นข่าวใหญ่โตจากลูกกระสุนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น การที่อเมริกันชนจะรู้จักฟอเรสต์ได้ทั่วสารทิศ โทรทัศน์คือช่องทางเดียวที่จะพาเขาไปยืนอยู่บนจุดความน่าสนใจ ในระดับเดียวกับคนมีชื่อเสียงทั้งหลาย เขาจึงเป็นออทิสติกคนเดียวที่กระทบไหล่ประธานาธิบดีมากกว่าคนปกติ ถูกเชิญให้แลกเปลี่ยนสนทนากับ จอห์น เลนน่อน ผ่านสงครามเวียดนามในฐานะผู้กล้าหาญ และโทรทัศน์ก็สร้างชื่ออันมโหฬารให้กับเขา เมื่อครั้งที่เขาออกวิ่งในยามทีเจนนี่ผละไป จนทำให้ฟอเรสต์กลายสภาพเป็นวีรบุรุษ ก่อเกิดกระแส และเลยเถิดไปถึง ?วัฒนธรรมการเอาเยี่ยงอย่าง? ซึ่งถูกเน้นย้ำโดยกลุ่มคนที่เดินออกจากบ้านด้วยรองเท้าผ้าใบ ยกขบวนซอยฝีเท้าตามฟอเรสต์กันทั้งกระบิ คนเหล่านี้ย่อมทราบวีรกรรมฟอเรสต์จากโทรทัศน์ดุจเดียวกัน

ถ้าเจนนี่คือตัวละครที่เล่าเรื่องความรักของฟอเรสต์ โทรทัศน์ก็คือตัวละครที่เล่าเรื่องฟอเรสต์กับสังคมอเมริกา และต้องไม่ลืมอีกด้วยว่า รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่คนดูให้ความเชื่อถือก็คือ ?ข่าว? ความมหัศจรรย์ของฟอเรสต์ในภาพ ?ข่าว? จึงเป็นมุขพิเศษที่หนังเพิ่มให้กับตัวละครนี้ ซึ่งทำให้มิติของฟอเรสต์กว้างขวางออกไป

โทรทัศน์จึงเล่นบทของมันอย่างสมน้ำสมเนื้อ มันแจ้งข่าวและเหตุการณ์ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี พร้อมกับการเติบโตของพ่อยอดอัจฉริยะ โดยเน้นย้ำข่าวในด้านร้ายของดินแดนที่ได้ชื่อว่า เสรีภาพ การคัดภาพมาเฉพาะช่วงคนดังในแวดวงการเมืองที่ถูกลอบ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.246.192.4:10.107.69.54, 10.107.0.1   ตอบเมื่อ 23 ม.ค.51 เวลา 09:08
 ความคิดเห็นที่  226




เมื่อวานเป็นอีกวันที่กลับบ้านเร็ว อาจเป็นเพราะความเงียบเหงาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ภายในจิตใจก็เป็นได้
มีเพื่อนโทรมาแซวว่าพักนี้ทำไมไม่ค่อยไปใหนเลย อยากจะไปเหมือนกันแต่ไม่รู้จะไปใหนดีเหมือนกัน
เอาเป็นว่าเลยหาหนังดี ๆ มาดูสักเรื่อง หลานชายบอกว่าวันนี้ดูหนังผีกันนะครับ เลยจัดให้
บอดี้ ศพ หมายเลข 19 เป็หนังไทยที่เน้นคุณภาพด้าน CG ทั้งเรื่อง เป็นหนังที่โชว์พาวเรื่อง CG ด้วยบริษัทที่ทำ Special Effect ที่ดีที่สุดในเมืองไทย ได้มาทำให้กับหนังของ GTH ซึ่งตั้งแต่เปิดเรื่องก็ดูสุดยอดมากๆแล้ว อีกทั้งยังเล่น SFX (Special Effect) ได้ยังแนบเนียน และดีมากๆ บทหนังที่ได้ มะเดี่ยว จาก 13 เกมสยอง มาเขียนบทให้ ทำให้ บอดี้ศพ#19 ดูเป็นหนังที่เหนือความคาดหมายมาก ด้วยบทที่มีความเป็นสากลสูง และผู้กำกับก็ทำ MV มาหลายต่อหลายงาน ซึ่งผู้กำกับคนนี้เห็นว่าชอบดูหนัง Hollywood มาก และเขาก็ได้นำเอาแนวความคิด มุมกล้อง ภาพ ดนตรี หรือแม้แต่บทหนัง มาใส่ไว้ใน บอดี้ ซึ่งเหมือนกับเป็นการเลียนแบบ หรือดัดแปลงเอาสิ่งที่ตัวเองชอบนั้นมาใส่เป็นหนังของเรา การที่จะทำออกมาได้ขนาดนี้ต้องใช้ความชอบส่วนตัวสูง ทำให้ บอดี้ สร้างออกมาได้อย่างเพอร์เฟ็คท์สำหรับหนังไทยหลายๆเรื่องที่ผ่านมาในปีนี้ ทั้วเนื้อเรื่องที่หักมุมแบบ 360 องศาแล้ว การดำเนินเรื่อง มุมกล้องต่างๆ ออกแบบมาได้อย่างสวยงาม ทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วม และติดตามหนังเรื่องนี้ได้ตลอด 2 ชม.กว่าๆ

เปิดเรื่อง บอดี้ศพ#19 ผมก็อึ้งมากๆแล้ว เพราะหนังไทยแทบไม่มีมุมกล้อง Bird Eye View เลย เจอเรื่องนี้นี่ถึงกับต้องอึ้งไปเลย เล่นใช้กล้องบินลงมาจากกลุ่มก้อนเมฆเลยอะ ชอบมากๆ แต่ผมว่าเล่นมุม Bird Eye View เยอะไปนิดส์นึงนะ แต่โดยรวมก็ดูโอเคอยู่อะ ส่วนในด้านของเพลงประกอบภาพยนตร์ "คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว" ขับร้องโดย แพท-สุธาสินี พุทธินันทน์ เป็นอะไรที่เข้ากับอารมณ์ของหนังมากๆ ด้วยทำนองที่เล่นโดยวงออเครสต้า เนื้อร้องที่มีความหมายเข้ากับหนัง ทำนองที่ทำให้ความรู้สึกดูโดดเดี่ยว เศร้า หม่นหมอง และดูยิ่งใหญ่ในการเปิดตัวถึงความรู้สึกของ Theme โดยรวมของหนังเรื่องนี้
จากภาพยนตร์ดังกล่าว ได้นำเสนอมุมกล้องหลา่ยๆฉากที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังไทยเรื่องอื่นๆ มีความแปลกใหม่มากมาย และทำให้มีความรู้สึกที่แปลกออกไป การใช้ภาพ CG เข้ามาผสมกับการแสดงจริงๆทำให้ดูเนียนมากๆ แต่ในบางฉากที่ยังไม่สมจริงนัก เช่น ฉากตอนขับรถ ที่ผมว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ CG ให้ภาพบนถนนมันดูสวยงามขนาดนั้น บททางด่วนนี่ ไม่มีรถวิ่งเลย มีแต่รถของตัวเอกวิ่งอยู่คันเดียวทั้งถนน ไม่สมจริงในฉากนี้ ถึงแม้ แมว ในเรื่องจะไม่สมจริงมากนัก แต่ผมคิดว่า เค้าต้องการอย่างนั้นเพื่อเป็นตัวแทนของ EVIL ก็ยอมรับได้ครับ

ความสยองขวัญของเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้น่ากลัวมากๆ ด้วยเทคนิคที่เล่นใช้เสียงเร้าอารมณ์เพิ่อหลอกคนดูว่า ผีจะโผล่ออกมาตอนไหนแต่กลับไม่ออกมา เพื่อให้คนดูตายใจ จนออกมาอีกที ถึงกับแทบช็อคไปเลย นานๆทีจะมีหนังไทยที่เล่นกับอารมณ์คนดูแบบนี้ ชอบมากๆครับ อีกทั้งยังนำเสนอเรื่องของความเชื่อของการสะกดจิตขั้นสูง ที่เชื่อได้ยาก เพราะนั่นเรียกได้ว่า ศาสตร์ของเวทมนตร์ ได้เลยล่ะ และเรื่องของวิญญาณที่ไม่ยอมจากไป คำสาปที่ ดาราราย ใช้กับหมอสุธี อีก ล้วนต้องใช้วิจารณญาณในการชมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ข้อบกพร่องของหนังเรื่องนี้ก็พอมีให้เห็นบ้าง เนื่องด้วยอยากโชว์พาวทางด้าน CG เยอะไปหน่อย ความสมจริงจึงหายไปเล็กน้อย ความน่าเชื่อถือที่ถึงแม้จะเป็นหนังที่พูดถึงไสยศาสตร์/จิตวิทยา ที่ไม่จำเป็นจะต้องนำหลักวิทยาศาสตร์มาตัดสินก็ตาม ความน่าเชื่อถือที่ว่านี้รวมไปถึงความสมจริงของฉาก และสภาพแวดล้อมตามหลักความจริงในภาพยตร์ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่เรียกว่าเหนือความจริงเลยแม้แต่นิด เนื่องจากเรื่องนี้ได้พูดถึงกระบวนการทำงานของจิตใจล้วนๆ การเห็นภาพหลอนต่างๆ ของคนที่เป็นโรคจิต โดยอ้างอิงตามหลักทางการแพทย์ เนื้อเรื่องในเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นตามหลักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แต่นำเสนอในรูปแบบไสยศาสตร์ [เพื่อหลอกคนดูนั่นเอง]

คำเตือน: ใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่อง บอดี้ ศพ#19 ไม่ควรอ่าน เพราะจะขาดอรรถรสในการชมเพราะหนังหักมุมได้สุดยอดครับ

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  61.91.116.253   ตอบเมื่อ 29 ม.ค.51 เวลา 08:01
 ความคิดเห็นที่  227




ผมเชื่อว่า ถ้าเราไปไล่ถามเด็กผู้ชายประมาณชั้น ป.1-ป.6 สักสี่ห้าสิบคน ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร นอกจาก นักบอลพรีเมียร์ลีก กับนักการเมืองแล้ว จะต้องมีเด็กๆอีกไม่ต่ำกว่า 20 คน ที่ตอบว่า อยากเป็น นักบิน

เมื่อนานมาแล้ว การที่มนุษย์จะออกไปโลดโผนโจนทะยาน บนท้องฟ้านั้น เป็นเรื่องน่าขัน เผลอๆในยุดเก่าบางยุค ใครสนุกปากจนพูดเรื่องนี้ออกมาอาจถูกอัญเชิญ ไปแก้หนาวด้วยการถูกจับไปแช่ในกองไฟทั้งเป็น ด้วยข้อหา พ่อมดหมอผี


ถัดมาอีกไม่กี่ยุค ในยุคที่มนุษย์ เริ่มที่จะมีเครื่องบิน(หรือเรือบินในสมัยนั้น) การสงคราม คือประโยชน์ส่วนใหญ่ของมัน

ย้อนไปเมื่อ 12 ปี หลังจากการคิดด้น จนได้สิ่งเติมเต็มในการเดินทางบนท้องฟ้านามว่าเครื่องบินนั้น นักบินรบก็ถือกำเนิดขึ้น บนพื้น โลก ชายหนุ่มอเมริกัน จำนวนหนึ่ง อาสาที่จะนั่งอยู่บนเครื่องจักรปีกสองชั้นติดปืนกล ในกองทัพฝรั่งเศส เพื่อ ประจันหน้า กับฝูงบิน แห่งกองทัพเยอรมัน

จากวันเป็นเดือน ที่พวกเขาผ่านการฝึกฝน ต่างๆนาๆ เพื่อที่จะโบยบินบนท้องฟ้า จนกลายเป็นเสืออากาศที่จะขึ้นไปจัดการกับ ข้าศึก แม้ทุกครั้ง ที่ฝูงบินบินทะยานออกไป จะไม่มีครั้งไหนเลยที่ ฝูงบิน จะกลับมาด้วยจำนวนเท่ากันกับจำนวนที่บินออกไป

สงครามเป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสีย
แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่ให้อะไรเลย

ในประเทศนี้ ในฐานบัญชาการแห่งนี้ และในสงครามครั้งนี้ ทำให้พวกทหารอาสาอเมริกันกลุ่มนี้ ได้รับรู้และได้สัมผัสในแง่มุมต่างๆ ที่พวกเขาอาจจะไม่เคยพบเคยเจอเลย ถ้าไม่มีสงคราม

คาวบอยหนุ่มที่ไร้ญาติขาดมิตรแถมแต่ละวันก็ก่อแต่เรื่อง

นักมวยอาชีพผิวดำ ที่ไม่ค่อยได้รับการให้เกียรติ

ชายหนุ่มที่อยู่ท่ามกลางครอบครัว ที่มีแต่ผู้กล้า ยกเว้นตัวเขา

หนุ่มที่หนีคดีปล้นธนาคารโดยใช้ปืนเด็กเล่นเป็นอาวุธ (และยิงอะไรไม่เคยโดนเลย)

ชายหนุ่มผู้มีอันจะกิน ที่ไม่เคยเอาไหนในสายตาของพ่อ

ชายหนุ่มผู้คลั่งศาสนา

คนเหล่านี้มาพบเจอกันในกองทัพ จากคนไม่รู้จักกลายเป็นเพื่อนร่วมรบ และเพื่อนร่วมชะตากรรม


จุดประสงค์ของ Flyboys มิใช่เป็นการเชิดชูสงคราม หากแต่เป็นการสะท้อนอีกมุมของสงครามให้เราได้เห็น ไม่ว่าชนชาติไหนๆ ต่างก็รักประเทศของตัวเอง

และส่วนที่สำคัญคือ หนังเรื่องนี้ไม่มี ฮีโร่

แต่ถ้าจะมีพระเอกสักคน

ความสามัคคี น่าจะเหมาะที่สุด



FLYBOYS ฅนบินประจัญบาน
นักแสดง
เจมส์ ฟรานโก (James Dean, Spiderman)
มาร์ติน เฮนเดอร์สัน (The Ring, Bride and Prejudice)
ฌอง เรอโน (The Davinci Code, Mission Impossible)
เจนนิเฟอร์ เด็กเกอร์


กำกับการแสดง
โทนี่ บิล (The Bodyguard, Five Corners)


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  117.121.213.28   ตอบเมื่อ 10 มี.ค.51 เวลา 11:30
 ความคิดเห็นที่  228

ประหนึ่งในหนัง IL Mare เอามาจากไหน แล้วเค้าพูดตอนไหนครับ

ผู้ส่ง  misterkamon    email  mr_kamon@yahoo.com    url     ip  222.123.234.33   ตอบเมื่อ 19 เม.ย.51 เวลา 12:07
 ความคิดเห็นที่  229

ประโยคหนึ่งในหนัง IL Mare เอามาจากไหน แล้วเค้าพูดตอนไหนครับ

ผู้ส่ง  misterkamon    email     url     ip  222.123.234.33   ตอบเมื่อ 19 เม.ย.51 เวลา 12:09
 ความคิดเห็นที่  230


ความสุขของกะทิ


น้อยครั้งนักที่เราจะได้ดูภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากวรรณกรรมดีๆ สักเล่ม เอาชนิดที่ว่าเป็นวรรณกรรมที่ยอมรับกันมาก่อน (ไม่ใช่สร้างไปเขียนไปและออกมาพร้อมหนัง หรือมีหนังออกมาก่อนแล้วค่อยมีหนังสือออกตามมา) วรรณกรรมที่มีผู้อ่านมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ วรรณกรรมที่มียอดพิมพ์และยอดจำหน่ายสูงๆ วรรณกรรมที่ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายๆ ประเทศ และเรื่อง ความสุขของกะทิ ก็อยู่ในส่วนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ความสุขของกะทิ เป็นวรรณกรรมของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ (เห็นนามสกุลก็รู้แล้วนะครับว่าเป็นญาติกับใคร) หนังสือเล่มนี้ไปได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2549 มา จึงทำให้โด่งดังมากในแวดวงของนักอ่าน ซึ่งมียอดตีพิมพ์ 58 ครั้ง ยอดจำหน่ายกว่า 250,000 เล่ม นอกจากนี้ยังถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง 7 ภาษา และขายในต่างประเทศถึง 8 ประเทศด้วยกันคือ อเมริกา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สเปน-คาตาโลเนีย, เกาหลี และลาวอีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อมีข่าวว่าเนื้อเรื่องจากหนังสือเล่มนี้จะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ขึ้นมา ในบรรดาคอนักอ่านที่เคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วจะดีใจเฮฮาปาร์ตี้ขนาดไหน รวมไปถึงนักดูภาพยนตร์อีกหลายๆ คนด้วยที่อยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง

ในด้านผู้กำกับ คุณเจนไวยย์ ทองดีนอก ถ้าจะเรียกว่าผู้กำกับมือใหม่ก็คงไม่ถนัดนัก เพราะคุณเจนไวยย์เคยมีผลงานเรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลมาหลายเรื่องแล้ว แล้วยังรั้งตำแหน่ง PRODUCTION SUPERVISOR ของบริษัท สหมงคลฟิล์ม อีกด้วย และได้มากำกับหนังใหญ่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก หนังเรื่องนี้ก็ถูกกำหนดให้ฉายเป็นเรื่องแรกในปี 2552 ใกล้กับวันเด็กแห่งชาติพอดี

ความสุขของกะทิ กล่าวถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณ 9 ขวบคนหนึ่ง ที่ต้องเสียแม่อันเป็นสุดที่รักไปก่อนวัยอันควร ทำให้กะทิต้องผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ที่จะได้รับ ความสุข ความทุกข์ ความผูกพัน และการพลัดพราก ความสมหวัง ความผิดหวัง และการสูญเสีย ที่มากเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกันจะรับไหว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม กะทิ ก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จาก "ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ที่แม่ของกะทิเตรียมไว้ให้ก่อนสิ้นลมหายใจ ว่าความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียนั้น ไม่สามารถพรากความสุขที่เกิดจากความรักและความผูกพันของแม่ที่มีต่อลูกได้...

ในตัวภาพยนตร์พยายามจะเก็บฉากบรรยากาศอันอบอุ่นต่างๆ ของเรื่องมาให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นภาพของ สายลมที่พัดแรงจนผ้าปลิวไปไกล สายฝนโปยปราย แสงแดดยามเช้า ทุ่งหญ้าเขียวขจี แผงไม้ที่เรียงกันเป็นระเบียบของศาลาริมน้ำ น้ำไหลจากหลังคารั่ว ฯลฯ เรียกว่าเก็บบรรยากาศทุกช็อตเลย และเป็นภาพที่สวยมากอีกด้วย การถ่ายภาพเรื่องนี้ผมชอบมุมมองต่างๆ ที่ถ่ายออกมา ภาพสวย มุมกล้องดี มีมุมสูงบ้างต่ำบ้าง การเคลื่อนย้ายภาพอย่างช้าๆ ผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ ที่ดูมีมิติและให้ความรู้สึกร่วมในฉากนั้นๆ

บางช่วงบางตอนเมื่อเห็นแวบแรกก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ที่มีตัวนำเรื่องชื่อ เจี๊ยบ กับ น้อยหน่า แม้จะไม่เหมือนกันสักทีเดียว แต่มุมกล้องก็ทำให้นึกถึง เช่น ฉากที่กะทิและทองถือถุงน้ำเดินคุยกัน, ตอนที่เล่นฟุตบอลกัน (ไม่รู้เป็นอะไรหนังเด็กส่วนมากมักจะมีฉากที่เด็กๆเล่นฟุตบอกกันเกือบทุกเรื่อง) ,หรือตอนที่มีรถจักรยานเยอะๆ เพียงแต่ในเรื่องนี้ไม่มีเสียงเพลง โอ้เย่ โอ้เย่ โอ้โอ้เย่ ก็เท่านั้นเอง

ในส่วนของนักแสดง น้องพลอย (ภัสสร คงมีสุข) ที่เล่นเป็นตัวกะทิทำได้ดีมาก เป็นตัวเดินเรื่องเกือบทั้งเรื่อง เล่นได้ดีแม้จะเป็นเรื่องแรกก็ตาม ส่วนคนอื่นๆ ก็เล่นดีบ้างหลุดบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าโอเค

โดยรวมๆ แล้ว หนังเรื่องนี้ผมว่ายังขาดการนำเสนอสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อน ใครที่เคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วอาจจะรู้เรื่องได้ดี แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ก็อาจจะงงเป็นไก่ตาแตกอยู่บ้าง เช่น ตกลงแม่ของกะทิป่วยเป็นอะไร? น้ากันต์ (กฤษดา สุโกศลแคลปป์-น้อยวงพรู), น้าฎา (เข็มอัปสร สิริสุขะ) ลุงตอง (ไมเคิล เชาวนาศัย) น้าๆ ลุงๆ เหล่านี้เป็นใครมาจากไหนอยู่ๆ ก็โผล่มา หนังเหมือนทำเฉพาะกลุ่มสำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วเท่านั้น และถึงแม้จะมีฉากเศร้าฉากซึ้งบางฉาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้น้ำตาไหลได้ แค่รู้สึกร่วมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเป็นฉากซึ้งก็จะแค่รู้สึกอบอุ่นเบาๆ การดำเนินเรื่องของหนังก็ดำเนินไปอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ เหมือนกับการอ่านหนังสือไปทีละหน้าๆ ถ้าเป็นคนเบื่อง่ายสักหน่อยก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ "น่าเบื่อมาก" จะพาลให้หลับกลางเรื่องเอาได้ หนังไม่มีจุดที่ต้องทำให้จดจำเป็นพิเศษ นอกจากภาพที่สวยๆ เท่านั้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าแฟมิลี่ ถึงแม้ตัวเดินเรื่องจะมีอายุเพียง 9 ขวบ ก็ไม่น่าใช่หนังเด็กแต่ประการใด เพราะว่าเรื่องนี้ต้องดูไปคิดไป เด็กส่วนน้อยนักที่จะดูแล้วเข้าใจในทีเดียว ตัวหนังเสนอมุมมองของผู้ใหญ่ที่มองเด็กมากกว่าที่เด็กจะมองเด็กด้วยกัน จึงเป็นหนังที่จะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับเด็ก เพราะว่าในแต่ละแง่มุมนั้นเมื่อดูแล้วจะต้องคิดตามเสมอ สารที่ต้องการสื่อ ความสุข ความทุกข์ ความตาย การได้มา การเสียไปความอมอุ่นที่ได้รับจากคนรอบข้าง ล้วนแล้วแต่ต้องคิดทั้งนั้น เมื่อดูแล้วต้องคิดตามเสมอจึงจะอินตามหนังตามบท ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นัก (เด็กๆ มักชอบเรื่องที่สนุกๆ ตื่นเต้น เร้าใจ ) เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นหนังที่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน คนที่ดูและคิดตามได้ทันเท่านั้นจึงจะซาบซึ้งไปกับหนังเรื่องนี้ ดีหน่อยตรงที่ว่า ในหนังเรื่องนี้มีบทพูดเกี่ยวกับหลักธรรมไว้เยอะ

สรุปแล้ว ที่กล่าวมาข้างต้นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดีแต่ประการใด เพียงแต่มองเห็นจุดเล็กๆ ที่สามารถบอกกันได้เท่านั้น มีภาพยนตร์อีกหลายๆ เรื่องของไทยเราในอดีตที่ทำดีและมีคุณภาพ แต่ไม่ค่อยมีคนดูหรือไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องของรายได้ แต่เรื่องรางวัลนั้นก็ได้มากพอสมควร ซึ่งอาจจะเป็นเพราะจุดเล็กๆเหล่านี้ ก็แค่อยากบอกต่อกันฟัง ผมในฐานะที่เป็นคนที่ชอบดูหนังคนหนึ่งก็อยากจะเห็นหนังที่ดูแล้วเข้าใจง่ายๆ บันเทิง สนุก มีสาระมากน้อยตามประเภทของหนัง และเชื่อว่าหนังเรื่องความสุขของกะทินี้ ก็เป็นหนังที่มีคุณภาพดีอีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ดูยากไปสักนิดสำหรับเด็กจริงๆ ไม่ผิดอะไรถ้าคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบขึ้นมาหรือไม่ชอบขึ้นมา ก็แล้วแต่คนๆไป แต่สำหรับผมหนังจะดีหรือไม่ดี ยังไงโดยส่วนตัวผมแล้วก็ยังสนับสนุนหนังไทยเต็มที่เหมือนเดิมครับ



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  125.25.55.212   ตอบเมื่อ 21 ม.ค.52 เวลา 14:35
 ความคิดเห็นที่  231





หนังเรื่อง The Reader ทำผมซึมไปหลายวัน ใครดูหนังเรื่องนี้ก็ชอบทั้งนั้น สลดใจกับชะตากรรมของตัวละคร แต่ก็ไม่ถึงกับซึม ผมคง read หรือ"อ่าน"หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนคนอื่น จึงให้ผลต่างกัน

โดยไม่ต้องการจะแข่งกับคอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์ในสุดสัปดาห์ ผมอยากพูดถึงสิ่งที่ผม"อ่าน"เจอในหนัง

แฮนนา ชมิดต์ ถูกจับในข้อหาอาชญากรสงคราม ไม่ใช่เพราะเธอเคยทำงานในหน่วยเอสเอสและเป็นผู้คุมในค่ายกักกันเอาส์วิทช์ แต่ประตูโบสถ์ซึ่งถูกใช้ขังนักโทษระหว่างสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดถูกลั่นดาล เป็นผลให้นักโทษกว่า 300 คนในนั้นถูกไฟครอกตายหมด ยกเว้นเด็กผู้หญิงคนเดียวที่รอดออกมาได้

แฮนนาถูกเพื่อนผู้ต้องหาทุกคนชี้ว่าเป็นผู้ตัดสินใจลั่นดาล จากหลักฐานชิ้นเดียวคือรายงานที่ผู้คุมส่งให้หน่วยเหนือหลังเหตุการณ์ ผู้ต้องหาทุกคนซัดทอดว่าเธอเป็นผู้เขียนรายงานแต่ผู้เดียว เธอต้องยอมจำนนเพราะไม่อยากเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเธออ่านหนังสือไม่ออก

คนเดียวในหมู่ผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีที่รู้ความจริงข้อนี้คือไมเคิล นักเรียนกฎหมายซึ่งอาจารย์ผู้สอนนำมาร่วมฟัง เขารู้ก็เพราะเขาเคยมีสัมพันธ์สวาทอย่างลึกซึ้งกับแฮนนาเมื่อยังเรียนมัธยมปลาย และรู้ด้วยว่าแฮนนาปิดบังความไม่รู้หนังสือของเธอจนสุดชีวิต

มโนธรรมรบกวนจิตใจของไมเคิลอย่างหนัก แต่เขาไม่กล้าเปิดเผยสัมพันธ์สวาทของเขากับแฮนนา แม้เมื่อตัดสินใจไปเยี่ยมแฮนนาก่อนจะมีคำพิพากษา เขาก็ตัดสินใจเดินกลับเสียก่อน

ในที่สุด แฮนนาก็ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

การลั่นดาลขังผู้อื่นให้ไฟครอกตายนั้นเป็นอาชญากรรมร้ายแรง เพราะกฎหมาย (ซึ่งเป็นตัวหนังสืออีกชนิดหนึ่งซึ่งแฮนนาอ่านไม่ออก) กำหนดให้เป็นอาชญากรรม แฮนนาแถลงต่อศาลว่าเธอทำหน้าที่เป็นผู้คุม หากนักโทษพากันหนีออกมา ก็จะเกิดความวุ่นวาย สีหน้าของเธอบอกให้เรารู้ว่า จะมีทางเลือกอย่างอื่นได้อย่างไรในสถานการณ์และในสถานะของเธอขณะนั้น

ผู้พิพากษาทำหน้าปลงสังเวช พร้อมกับเสียดสีว่า หากเกิดความวุ่นวายเธอก็จะถูกหน่วยเหนือลงโทษใช่หรือไม่ ในห้องพิจารณาคดี คำพูดของผู้พิพากษาทำให้น้ำหนักของชีวิตมนุษย์มีเหนือความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ห้องพิจารณาคดีไม่เคยเป็นโลกจริงที่มนุษย์มีชีวิตอยู่

อย่างเดียวกับที่อาจารย์ของไมเคิลเคยพูดในชั่วโมงแรกๆ ของวิชากฎหมายว่า การกระทำใดๆ ไม่มีผิดหรือถูก (ตามศีลธรรมหรือธรรมชาติของมนุษย์) มีแต่ผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายเท่านั้น

ผู้พิพากษาหรือกฎหมายจึงลั่นดาลให้แฮนนาถูกไฟครอกตายในคุกอีก 20 ปี

อย่างเดียวกับที่ไมเคิลย่อมนึกถึงอนาคตที่อาจไปได้อีกไกลในฐานะนักกฎหมาย ย่อมลั่นดาลมิให้แฮนนาหลุดออกจากข้อกล่าวหา จึงไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญที่ตัวมีอยู่หลุดออกไปได้

อย่างเดียวกับที่เพื่อนผู้คุมซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกัน พากันลั่นดาลขังแฮนนาไว้แต่ผู้เดียว เมื่อพวกเธอชี้หน้าว่าเธอนั่นแหละคือผู้เขียนรายงาน

ไมเคิลไม่เพียงแต่ลั่นดาลประตูปล่อยให้แฮนนาถูกไฟครอกตายในครั้งนี้เท่านั้น เขาพยายามผ่อนคลายความรู้สึกผิดของเขาด้วยการอ่านหนังสือลงเทปให้แฮนนาได้เปิดฟังในคุก จนกระทั่งเธอเกิดกำลังใจที่จะเรียนอ่านหนังสือด้วยตนเอง เธออ่านเขียนได้ในที่สุด เฝ้าเขียนจดหมายถึงไมเคิลเพื่อให้เขาเขียนตอบ

แต่เขาไม่เคยตอบด้วยลายลักษณ์อักษรสักครั้งเดียว อย่างที่นักกฎหมายควรระแวดระวังที่จะสร้างหลักฐานผูกมัดตัวเองขนาดนั้น

ไมเคิลเป็นมนุษย์ที่เหลืออีกคนเดียวในโลกนี้ ที่แฮนนามีอยู่และอาจยื่นมือไปสัมผัสสัมพันธ์ได้ แต่ไมเคิลก็ลั่นดาลประตูมิให้แฮนนาเขยิบเข้ามาใกล้กว่านั้น ...อ่านหนังสือให้ฟังคือเรื่องของคนอื่น เขียนจดหมายถึงคือเรื่องของตัวเอง

ประเด็นนี้ถูกย้ำอีกครั้ง เมื่อแฮนนาจะได้รับการปลดปล่อยหลังถูกจำคุกมาถึง 20 ปีแล้ว ไมเคิลเตรียมที่อยู่ซึ่งใกล้ห้องสมุดและแหล่งงานที่จะทำให้แฮนนาพอหาเลี้ยงชีพได้ไว้ให้ เมื่อเขาเดินทางไปพบแฮนนาในคุก ไมเคิลนั่งเผชิญหน้ากับแฮนนาโดยมีโต๊ะอาหารคั่นกลาง โต๊ะอาหารซึ่งเป็นวัตถุอย่างเดียวที่จะเชื่อมสองคนเข้าหากันได้

แฮนนาเอามือวางไว้บนโต๊ะ ขณะที่ไมเคิลวางไว้บนตักและไม่สัมผัสโต๊ะเลย แม้เมื่อแฮนนายื่นมือออกมา เขาก็ได้แต่เอื้อมไปกุมไว้ชั่วครู่ แล้วก็ถอยมือของตัวกลับ

คำถามที่แสนเจ็บปวดซึ่งไมเคิลมีให้แก่แฮนนาคือ เธอคิดถึงอดีตอย่างไร สีหน้าของแฮนนาฉายแววสดชื่นแล้วถามว่าอดีตเกี่ยวกับไมเคิลหรือ ไมเคิลบอกว่าไม่ใช่ แล้วย้ำว่าไม่เกี่ยวกับผม นัยะก็คืออดีตของเธอซึ่งเป็นอาชญากรรมต่างหาก

ในโลกของแฮนนาซึ่งไมเคิลเป็นประตูเพียงบานเดียวที่จะเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้ บัดนี้เธอก็เห็นได้ชัดแล้วว่าถูกลั่นดาลไว้หนาแน่น อยู่ในคุกหรือออกจากคุกก็ไม่ต่างกัน คือต้องอยู่หลังประตูที่ลั่นดาลแน่นหนาเสมอ ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจเล็ดลอดออกไปโดยการฆ่าตัวตาย

ลูกสาวของยิวคนเดียวที่หนีรอดออกมาได้ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเมียเศรษฐีที่มีอพาร์ตเมนต์ในแมนฮัตตัน ก็ลั่นดาลให้แก่มรดกที่แฮนนาเจตนายกให้แก่เธอโดยเฉพาะ เธอปฏิเสธที่จะรับไว้ เพราะเท่ากับเป็นการให้อภัยแก่คนที่ฆ่ายิวอย่างเหี้ยมโหด

หนังจบลงพร้อมกับที่ผมสำนึกได้เต็มเปี่ยมว่า ใช่เลย เราต่างลั่นดาลประตูขังคนอื่นให้ถูกไฟครอกตายทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่ระบบกฎหมายเท่านั้น แต่ระบบสังคมทั้งระบบ ไม่ว่าจะแสดงออกในนามของศีลธรรม, ความถูกต้องดีงาม, เกียรติยศ, ความรับผิดชอบ, ความรัก, กามารมณ์, ครอบครัว, สถานภาพ, ผลประโยชน์, ฯลฯ ล้วนเป็นเหตุให้เราลั่นดาลประตู แล้วปล่อยคนข้างในถูกไฟครอกตายทั้งสิ้น

ไม่เฉพาะแต่คนอื่นนะครับที่ลั่นดาลประตู เราเองก็ลั่นดาลประตูขังคนอื่นไว้อย่างเดียวกัน ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะลึกซึ้งแค่ไหน ก็ไม่มีพลังพอที่ใครจะไขดาลประตูให้คนที่ถูกขังเล็ดลอดออกจากไฟได้

อย่างมากที่เราทำ เพื่อลดทอนความสำนึกผิดในใจก็คืออ่านหนังสือลงเท้ปให้คนที่กำลังถูกไฟครอกฟัง

ปัญหาของความเป็นมนุษย์ก็อยู่ตรงที่เราเป็นมนุษย์นี่เอง

ซึมไหมครับ ผมซึมอยู่สองสามวันเพราะ"อ่าน"หนังเรื่องนี้อย่างนี้ จนต้องลุกขึ้นมาถามคนที่ดูด้วยกันว่า ทำไมเขาไม่ตั้งชื่อหนัง (และหนังสือ) ว่า The Locked Door

ความเห็นของคนที่ดูด้วยกันก็น่าสนใจ และแสดงว่าเธอ "อ่าน" หนังออกมาได้ไม่เหมือนกับผม เธอบอกว่าชื่อ The Reader ก็ดีแล้ว เพราะไม่ได้หมายถึงพระเอกที่เป็นผู้อ่านหนังสือให้นางเอกฟังมาแต่แรก หากรวมเราคนดูซึ่งมีหน้าที่ต้องเป็น The Reader ด้วย

เออก็จริงนะครับ เพราะตัวละครทุกตัวล้วนเป็นผู้อ่านทั้งนั้น ไม่ว่าจะอ่านหนังสือออกหรือไม่ พระเอกและนักเรียนกฎหมายรวมทั้งอาจารย์ผู้สอน ต่าง "อ่าน" อาชญากรรมสงครามไปคนละอย่าง ผู้พิพากษาก็ "อ่าน" เหตุการณ์ไปตามบัญญัติของกฎหมาย (และเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ในทัศนะของผมแล้วอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้)

ไมเคิลเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่ยอมให้ใครเปิดอ่านเลย แม้แต่กับลูกเมียของเขาเอง ดังที่เขาบอกแก่ลูกว่าเขาเป็นคนไม่เปิด และไม่เปิดกับทุกคน (จนถึงตอนจบ) เมื่อเป็นเด็กเขาไม่ยอมเปิดแม้แต่กับพ่อแม่พี่น้องของเขาเอง ในความสัมพันธ์กับแฮนนา ดูเหมือนเขาจะเปิด แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เปิด นอกจากหน้าปกว่าเป็นนักเรียน ไม่มีความใฝ่ฝัน, ความทุกข์, หรือความสัมพันธ์กับโลกข้างนอกจะแบ่งปันกันทั้งสองฝ่าย

แต่แฮนนาซึ่งอ่านหนังสือไม่ออกนั่นแหละ ที่ "อ่าน" เขาออกในที่สุด ในขณะที่ตัวเขาเองซึ่งถนัดในการอ่านหนังสือให้แฮนนาฟัง "อ่าน" เธอไม่ออกตั้งแต่ต้นจนจบ

ทุกคนได้แต่ "อ่าน" โลกไปตามอคติของตัวทั้งนั้น รวมทั้งผู้ชมภาพยนตร์ซึ่ง "อ่าน" หนังออกไปตามแต่อคติของตัวจะชักนำไป และนี่คือเหตุผลที่ผมและเพื่อนๆ ต่าง "อ่าน" หนังเรื่องนี้ออกมาได้ไม่เหมือนกันเลย

อันที่จริง จากหนังสือเล่มโด่งดังเล่มนี้ จะทำหนังรักมหาอมตะนิรันดร์กาลก็ได้ ทำหนังปมจิตวิทยาของลูกติดแม่ก็ได้ ทำหนังที่เผยให้เห็นสองด้าน-ดำและขาว-ของมนุษย์ก็ได้ ฯลฯ ที่หนังเป็นอย่างที่ผม "อ่าน" ออกมานี้ ต้องยกให้ผู้เขียนบทมากกว่าผู้เขียนหนังสือ

ใครดูหนังแล้วก็ควรอ่านหนังสือ ใครอ่านหนังสือแล้วก็ควรดูหนัง เท่ากับได้ "อ่าน" สองที



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  115.31.151.30   ตอบเมื่อ 18 พ.ค.52 เวลา 08:05
 ความคิดเห็นที่  232




Taking Chance (2009) :

ตามสโลแกนที่(ตั้งให้เอง)ว่า HBO ชื่อนี้มีแต่หนังดี ย่อมการันตีได้ในระดับหนึ่งว่าแต่ละเรื่องของเขามีดีจริง และสำหรับหนังดราม่าสงครามเรื่องนี้แม้จะไม่ได้ว่ากันถึงเหตุการณ์ในสนามรบแม้แต่น้อย แถมยังแค่เป็นเรื่องของการพาศพทหารกลับไปฝังที่ภูมิลำเนาอีกต่างหาก แต่ก็ยังสามารถสร้างความประทับใจแก่คนดูได้ดี ที่สำคัญสร้างจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงด้วยนะเออ


หนังพาย้อนไปในปี 2004 โดยเล่าถึงประสบการณ์ของ พันโท Michael Strobl (Kavin Bacon) ผู้อาสาที่จะอารักขาศพของ พลทหาร Chance Phelps ทหารนาวิกโยธินวัย 19 ที่เสียชีวิตจากการไปรบที่อิรัก กลับไปฝังยังบ้านเกิดในรัฐไวโอมิ่ง โดยระหว่างทางนั้นเขาได้พบเหตุการณ์ต่างๆ อันน่าประทับใจมากมาย โดยเฉพาะการให้เกียรติแก่ทหารหาญที่เสียชีวิตเพื่อชาติของเหล่าชาวบ้าน ที่แม้ทหารเหล่านั้นจะกลับมาในสภาพร่างไร้วิญญาณแต่ก็ยังได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติเยี่ยงวีรบุรุษที่ยังมีลมหายใจอยู่


ถึงหนังจะนิ่งๆ แบบหนังดราม่าทีวีทั่วไป แต่ก็ยังดูได้เรื่อยๆ และได้เห็นขั้นตอนตั้งแต่การทำความสะอาดศพไปจนนำศพไปฝัง ซึ่งจะเห็นถึงการใส่ใจและให้เกียรติแก่ทหารของคนอเมริกันเขา นอกจากนั้นหนังเรื่องนี้ยังมีทิวทัศน์อันงดงามของชนบทอเมริกาด้วย เฮีย Kavin Bacon (Mystic River [2003]) ก็มอบการแสดงนิ่งๆ เงียบๆ ตามแบบนายทหารที่ดีได้อย่างเหมาะสม นอกนั้นก็ไม่มีอะไรให้ติกัน


เห็นการให้เกียรติแก่ทหารที่พลีชีพของฝรั่งเขาแล้วก็อดประทับใจไม่ได้ หนังอาจจะสร้างภาพถึงความใส่ใจที่มีต่อศพอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาให้เกียรติกันจริงๆ แม้คนอเมริกันส่วนใหญ่จะไม่สนับสนุนให้ไปรบที่อิรัก แต่พวกเขาก็แยกแยะออกว่าทหารที่ไปเสียชีวิตที่นั่นเหล่านั้นไม่มีใครอยากไปรบเอามันกันหรอกหากแต่ล้วนทำตามหน้าที่ของชายชาติทหารจึงสมควรให้เกียรติกัน คิดดูก็แล้วกันทุกครั้งที่ขนศพขึ้นเครื่องบินหรือขึ้นรถ ทหารที่อารักขาศพไปต้องวันทยาหัตถ์ต่อศพ แค่นี้ก็พอจะบอกอะไรเราได้บ้างแล้วมั้ย?

เอาเรื่องนี้มาฝาก พร้อมกับคำพูดที่น่าประทับใจที่ว่า

"ข อ ข อ บ คุ ณ ม า ก สำ ห รั บ ก า ร รั บ ใ ช้ ช า ติ"



ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  115.31.150.5   ตอบเมื่อ 27 ก.ค.52 เวลา 09:08
 ความคิดเห็นที่  233





ชอบบทบาทคนเนี้ย Chu Qi

ผู้ส่ง  หน.ดม    email     url     ip  118.173.193.244:172.1.3.94   ตอบเมื่อ 28 ก.ค.52 เวลา 08:53
 ความคิดเห็นที่  234





มีโอกาสได้อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง "สะบายดี หลวงพระบาง" ในหนังสือพิมพ์เมื่อหลายเดือนก่อน เขาวิจารณ์เอาไว้ในเชิงบวกจนมีความสนใจอยากจะดูหนังเรื่องนี้

เวลาผ่านมานาน....จนวันนี้มีโอกาสไปหาเช่าวีซีดีที่ให้เช่าตามร้านเช่าวีดีโอทั่วไปมาดู

เนื้อเรื่องนำเสนอฉากสวยงามของธรรมชาติในลาว ลาวยังมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ให้ชื่นชม คอนพระเพ็งที่มีคนเปรียบเหมือนน้ำตกไนแองการาลาว หรือที่มาของคำว่า "สีพันดอน" ถูกอธิบายไว้ในหนังโดยน้อย นางเอกของเรื่องนี้ที่เป็นไกด์ให้แก่ "สอน" พระเอกของเรื่องที่มาถ่ายภาพในลาว

ถึงแม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านและน่าจะมีวัฒนธรรมเหมือนเมืองไทย แต่ว่าเราในฐานะผู้ชมเรื่องนี้ เราได้เรียนรู้ว่า คุณค่าของการช่วยเหลือมิได้ตอบแทนในรูปด้วยเงินเพราะการตอบแทนด้วยเงินเท่ากับเป็นการดูถูกผู้ที่ช่วยเหลือเรา แต่ถ้าเราคิดตอบแทนน้ำใจเราสามารถทำได้ด้วยการช่วยเหลืองานให้แก่คนที่ช่วยเหลือเรา

เรื่องของวัฒนธรรมที่ต่างกัน...เป็นปัญหาที่สร้างความไม่พึงพอใจแก่คนต่างชาติที่มาจากต่างวัฒนธรรมกัน คนญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นคนเอเชียแต่ก็มีวัฒนธรรมที่ต่างจากคนไทย บ่อยครั้งที่คนไทยเอาความเป็นไทยตัดสินคนญี่ปุ่น ในทางเดียวกันคนญี่ปุ่นพกพาเอาความเชื่อ ความรู้สึกแบบคนญี่ปุ่นมาใช้ตัดสินคนงานไทย สุดท้ายก็นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกันในการทำงานเพราะต่างคนต่างมองคนละมุม

คำว่า "เจ้าชู้" สร้างความอึดอัดให้แก่ "สอน" ไม่กล้ายิ้มให้เพื่อนของน้อย เพราะเข้าใจว่าถ้ายิ้มเรียราดเท่ากับว่ากำลังเจ้าชู้อย่างที่ได้ยินคนลาวกล่าวหา แต่กลายเป็นว่า คำว่า "เจ้าชู้" ในภาษาลาว แปลว่า "หน้าตาหล่อ" พอมาถึงบางอ้อ...พระเอกของเรื่องเลยยิ้มได้เต็มปาก

คำว่า "สะบายดี" ในภาษาลาว เทียบเท่ากับคำว่า "สวัสดี" ในภาษาไทย

จะเห็นว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราเอาความคิด ความเข้าใจภาษาไทย ไปใช้ตีความกับภาษาลาว ทำให้เราอาจจะสื่อสารผิดพลาดได้

สอนได้ไปพบอดีตผู้หญิงที่พ่อเคยรักในลาว เขาถึงเข้าใจว่า ความรักและความปรารถนาดีไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แม่ของสอนทราบเรื่องที่พ่อของสอนเคยมีคนรักในอดีตแต่เธอไม่สนใจ ตราบเท่าที่เธออยู่ข้างๆคนที่เธอรักเธอมีความสุข

สอนค้นพบว่าการได้อยู่กับคนที่เขารักมันมีความหมายมากกว่าอยู่กับคนที่รักเขา....เขาตัดสินใจจะสารภาพรักกับน้อย แต่น้อยกลับไม่มั่นใจว่า ระยะทางที่ห่างไกลมันจะทำให้ความคิดถึงระหว่างคนสองคนยังคงมั่นอยู่หรือ? น้อยบอกกับสอนว่า ถ้าปีหน้าคนสองคนมาพบกันอีกที่หลวงพระบาง นั่นหมายความว่า คนสองคนยังคิดถึงกันจริงๆ แต่ถ้าใครสักคนไม่มาก็ให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเหลือเป็นความทรงจำในอดีตเอาไว้

บางครั้งผู้คนก็ตั้งคำถามว่ารักแท้มีจริงในโลกนี้ไหม? ผู้คนยังให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญาที่ให้กันไว้ไหม? ฤา..ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามระยะทางที่ห่างไกลจากกัน

โดยส่วนตัวเห็นตัวอย่างผู้คนมากมายที่ไม่เคยใช้ระยะทางเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์...ดังนั้นจึงเชื่อมั่นในเรื่องคำมั่นสัญญา ถ้าคนสองคนเชื่อมั่นซึ่งกันและกันเขาย่อมเอาชนะอุปสรรคเรื่องของระยะทางจนสำเร็จ


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  124.121.218.178   ตอบเมื่อ 02 ส.ค.52 เวลา 16:03
 ความคิดเห็นที่  235





Rumor Has It รูเมอร์ แฮส อิท อยากลือดีนักงั้นรักซะเลย

ในที่สุด ซาร่าก็ตัดสินใจแต่งงานกับ เจฟ แฟนหนุ่มแต่เธอก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าการแต่งงานคือสิ่งที่เธอต้องการจริงหรือไม่ ยังไงก็เถอะ ก่อนหน้านั้นเธอต้องกลับบ้านไปร่วมพิธีแต่งงานของน้องสาว ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอจะต้องใช้เวลาอยู่กับครอบครัวพาซาดีน่าจอมบ้าเทนนิสที่เธอไม่เคยรู้สึกสนุกด้วยเลยจนกระทั่งเธอค้นพบความลับของพ่อกับแม่เข้าโดยบังเอิญ เธอจึงต้องเริ่มค้นหาคำตอบ และมีผู้ชายเพียงคนเดียวที่ไขคำตอบนั้นให้เธอได้

เรื่องนี้ผมดูเมื่อวานนี้ที่แรกก็คิกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่พอดุ ๆ ไปหนังให้อะไรเรามากกว่าที่คิด

ยกตัวอย่างการที่ซ่าร่าสงสัยมาตลอดว่าเธอไม่เหมือนครอบครัวเลย

ขณะที่เธอขับรถเร็ว แต่พ่อเธอขับรถช้า หนังเฉลยว่าที่พ่อขับรถช้าเราะมีลูกอยู่ในรถงัย โอยซึ้งโครต ๆ

หรือการที่ผู้หญิงสามรุ่น (ยาย แม่ ลูกสาว) นอนกับผู้ชายคนเดียวกัน เป็นเพราะเขามีเสน่ห์จับใจ

แต่ไม่มีใครกล้าแต่งงานด้วยสักคนด้วยเหตุของเสน่ห์ที่ร้ายเหลือของเขานั้นเอง (เหมือนใครบางคนจัง 55)

หนังสนุกดีครับ ไปหามาชมกันเร็ว วววว

ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  115.31.150.5   ตอบเมื่อ 21 ก.ย.52 เวลา 13:32
 ความคิดเห็นที่  236




รักต้องลุ้น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อหญิงสาวต้องอยู่บ้านเพียงลำพังจึงเอ่ยปากชวนให้เด็กหนุ่มเพื่อนสนิทอยู่เป็นเพื่อนในค่ำคืนหนึ่ง ภาพยนตร์อีโรติกคอเมดี้ที่สะท้อนถึงขีดระดับความสัมพันธ์ของวัยรุ่นที่มาพร้อมกับการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในเรื่องเซ็กส์ขอบเขตของศีลธรรม และความต้องการของวัยหนุ่มสาวที่มักคิดว่าผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าใจจากผลงานการกำกับภาพยนตร์โดย ศาสตร์ ตันเจริญถ่ายทอดภาพจริงของวัยรุ่นยุคปัจจุบันโดย 2 นักแสดงหน้าใหม่ถอดด้าม นัฏฐกันย์ อนุมาตรฉิมพลี, จิตติกร สรจันทร์

โสบนเตียง ความสัมพันธ์เกินห้ามใจของสาวมั่นสุดเฉี่ยวไฟแรงสูงกับเสี่ยใหญ่วัยกลางคนที่ต่างมีจินตนาการถึงสิ่งที่เรียกว่า?เซ็กส์?ได้อย่างสอดคล้องและลงตัวทำให้แต่ละครั้งที่กงล้อแห่งชีวิตของทั้งคู่หมุนเวียนมาบรรจบกันก่อเกิดความร้อนแรงจนคนรอบข้างต่างอิจฉาไปตามๆกันอารมณ์ขันเชิงเสียดสีในรูปแบบภาพยนตร์คอเมดี้ที่ได้นักร้องพิธีกรนักแสดงหนุ่มมากความสามารถอย่างเดอะปั๋ง-ประกาศิต โบสุวรรณแท็คทีมคู่ สาวพัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา (ครี) ไฮโซสาวจากเวทีประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี2006 นางแบบและพรีเซ็นเตอร์สาวสุดฮอต 1 ใน 6 สาวลีโอเบียร์ปีล่าสุด ถ่ายทอดจินตนาการผ่านการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดยภาณุมาศ ดีสัตถา
ปรารถนาความสัมพันธ์ของหนุ่มช่างสักและพนักงานสาวนวดแผนโบราณไม่ต่างอะไรกับเส้นขนานที่ไม่เคยถูกลากให้มาบรรจบกันถึงแม้ว่าจะทำงานบนตึกเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยแม้สักครั้งที่จะเอ่ยปากทักทายหรือพูดคุย จนกระทั่ง ?แรงปรารถนา? ได้ย่นย่อระยะห่างแห่งสัมพันธภาพของคนสองคนให้เขยิบเข้ามาชิดใกล้กว่าที่คาดคิดและเคยเป็นเมื่อชายหนุ่มตัดสินใจเลือกใช้บริการจากหญิงสาวภาพความเหงาของผู้คนท่ามกลางแสงสีและความสับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ถูกนำเสนอและถ่ายทอดผ่านมุมมองความอีโรติกดราม่าของกิตติยาภรณ์ กลางสุรินทร์ผู้กำกับหญิงเพียง1เดียวของโปรเจ็คต์น้ำตาลแดงกับบทบาทที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของอุ้ม-ลักขณาวัธนวงส์ศิริ นักแสดงนางแบบสาวที่ฮอตที่สุดแห่งปี ควงคู่มากับบลูม-วรินทร ญารุจนนทน์นักดนตรีนายแบบหนุ่มหล่อน1 ใน 10 หนุ่มMen'sHealth Guys' Challenge ประจำปี2010
?หลุมพราง?หากเงื่อนปมแห่งความลุ่มหลงจากอดีตมิได้ย้อนกลับมาเพียงกระตุ้นเตือนให้ชายหนุ่มระลึกถึงความรู้สึกที่มีต่อหญิงสาวที่ตนรักและมีอิทธิพลต่อชีวิตแต่กลับดึงให้เขากลับไปอยู่ในวังวนของบ่วงพิศวาสที่ยากจะถอนตัว ไม่ต่างอะไรกับหลุมพรางในจิตใจที่ไม่เคยถูกลบเลือนไปจากใจไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด เมื่อแนวทางของอีโรติกถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ในแนวดราม่า-ทริลเลอร์โดยมีนักแสดงสาวคุณภาพเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยมจากอำมหิตพิศวาสอย่างปรางทองชั่งธรรมกับบทบาทการแสดงที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนพร้อมจ๊ะอธิศ อมรเวช มือกีตาร์วงTHEMOUSE, นักแสดงจากมหา?ลัยสยองขวัญจากผลงานการกำกับภาพยนตร์โดยสุรวัฒน์ชูผล

?ทฤษฏีบนโต๊ะอาหาร?มิตรภาพตราบชั่วชีวิตของหญิงสาวกำลังถูกทดสอบเมื่อเพื่อนสนิทที่สุดแอบมี?สัมพันธ์?กับชายหนุ่มคนรักของเธอ จนเกิดคำถามว่า ?ความสุขที่แท้จริงในชีวิตคืออะไรและคงไม่มีสิ่งใดที่เปราะบางเท่ากับความรู้สึกของมนุษย์อีกแล้ว? ภาพยนตร์อีโรติกอาร์ท ที่ผสมผสานรูปแบบของศิลปะหลากหลายรูปแบบตั้งแต่บทกวี,ละครเวที, รวมไปถึงการนำเอาเทคนิคในการถ่ายทำภาพยนตร์มาผนวกเข้ากับการแสดงในลักษณะเหนือจริงจากมุมมองและไอเดียของปรัชญาลำพองชาติ ถ่ายทอดการแสดงในรูปแบบภาพยนตร์โดยแอนนารีส (นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ 1ใน6นางแบบปฏิทินเบียร์ลีโอปีล่าสุด,นักแสดงสาวจากปืนใหญ่จอมสลัด, มหาลัย?สยองขวัญ) และ นริศรา ศรีสันต์ นักแสดงละครเวทีระดับคุณภาพ
?คู่รักบนดาวโลก?เมื่อความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินทางมาถึงจุดที่ต้องทบทวนสถานภาพและความสัมพันธ์พร้อมกับการตั้งคำถามถึงคุณค่าและความหมายของรักที่แท้จริงว่าคืออะไรเพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปอย่างช้าๆและมั่นคง หรือเพียงหยุดความสัมพันธ์ไว้ณ ขณะรักและเก็บความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันเอาไว้ ภาพยนตร์อีโมชั่น-อีโรติกในแนวหนือจริง (เซอร์เรียลลิสต์)ที่งานเทคนิคพิเศษทางด้านภาพ (CGI) ถูกนำมาถ่ายทอดภาพความอีโรติกจากมุมมองของผู้กำกับอนุรักษ์จรรโลงศิลปอย่างเต็มตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก?ผู้ชายมาจากดาวอังคารผู้หญิงมาจากดาวศุกร์? หนังสือระดับเบสท์เซลเลอร์ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องทบทวนมุมมองและความคิดที่ว่าแท้จริงแล้วชายหญิงล้วนต่างกันพร้อมการทุ่มเทการแสดงอย่างเต็มที่ของหนอ วีระชัยศรีวณิกวรรณึกกุล, (นายแบบ, นักแสดงละครบ้านร้อยดอกไม้)และ นางแบบนักแสดงสาวหน้าใหม่อย่าง รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์
กล่าวได้ว่าภาพยนตร์ทั้ง6เรื่องในนามโปรเจ็คต์ ?น้ำตาลแดง? ล้วนถูกกลั่นกรองมาจากไอเดียและความสามารถของ6ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีดีกรีในการทำหนังสั้นระดับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วโดยได้รับการผลักดันและก้าวขึ้นมากำกับภาพยนตร์เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกในแนวทางของภาพยนตร์อีโรติกที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์ของศิลปะและภาพยนตร์อย่างเต็มรูปแบบโดยมีโปรแกรมเข้าฉายในวันที่26สิงหาคมนี้ทุกโรงภาพยนตร์


ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  210.246.192.20   ตอบเมื่อ 07 ส.ค.53 เวลา 10:49
 ความคิดเห็นที่  237




ชั่วฟ้าดินสลาย
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของกระแสการเมืองใหม่ซึ่งชาวสยามยังไม่คุ้นชินนัก เพียงหนึ่งปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 นั้น ยุพดี (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ม่ายสาวพราวเสน่ห์หัวสมัยใหม่จากพระนครได้สมรสกับ พะโป้ (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) คหบดีม่ายชาวพม่าอายุคราวพ่อ เจ้าของกิจการป่าไม้อันมั่งคั่งแห่งกำแพงเพชร ทั้งคู่ได้เดินทางไปใช้ชีวิตฉันท์สามีภรรยาที่ปางไม้เขาท่ากระดาน ซึ่งยุพดี คิดว่าชีวิตของเธอได้ถูกเติมเต็มแล้วในทุกๆ ด้านจากพะโป้สามีที่เธอรัก

แต่ ณ ที่นั้นเอง ท่ามกลางพลังอำนาจแห่งไพรพฤกษ์และขุนเขา เมื่อยุพดีได้มาพบเจอกับ ส่างหม่อง (อนันดา เอเวอริงแฮม) หนุ่มพม่าผู้หล่อเหลาปานเทพบุตรแต่แสนบริสุทธิ์ในกามโลกีย์ผู้เป็นหลานชายของพะโป้ ต่างก็เกิดความสิเน่หาต่อกัน ยิ่งทั้งคู่ได้ชิดใกล้กันมากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดอาการหวั่นไหวและอยากอยู่ด้วยกันมากขึ้นเท่านั้นตามสัญชาตญาณหนุ่มสาวที่ถูกกิเลสตัณหาครอบงำ โดยหารู้ไม่ว่า นี่คือ จุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรมรัก

ในที่สุด ทั้งส่างหม่องและยุพดี ก็มิอาจต้านทานความปรารถนาของตนและยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสตัณหาอย่างถึงที่สุด ทั้งคู่ก้าวล้ำเส้นของการเป็นหลานและอาสะใภ้โดยลอบเป็น ชู้ กัน

และแล้วเมื่อพะโป้ ได้ล่วงรู้ความจริงอันน่าอัปยศเช่นนี้ เขาดูเหมือนจะสงบนิ่งอย่างผู้ผ่านประสบการณ์และเข้าใจโลกยิ่งนัก แต่จริงๆ แล้วในใจเขากลับร้อนรุ่มด้วยโทสะจริต ติดกับดักแห่งเสน่หาอาฆาตแบบถอนตัวไม่ขึ้น

อย่างไม่คาดฝัน พะโป้ ตัดสินให้ยุพดีเมียสุดที่รักได้อยู่กินกับส่างหม่องหลานรักอย่างเปิดเผย ภายใต้เงื่อนไขอันแสนเย็นยะเยือกด้วยการล่าม โซ่ตรวน คล้องแขนติดกัน เพื่อพันธนาการว่าทั้งคู่จะได้ครองรักกัน...ชั่วนิจนิรันดร์

ถึงเวลาแล้วที่ พะโป้ จะได้ทำในสิ่งที่เขาวางแผนไว้อย่างแยบคาย เพื่อสอนบทเรียนให้กับทั้งหลานและภรรยาอันเป็นที่รักให้รู้จักความหมายของ ?ความรักชั่วนิรันดร์ การลงทัณฑ์ชั่วชีวิต?

ใครเลยจะหยั่งรู้ว่า วิถีชีวิตของ 3 ชายหญิงที่ต้องโคจรมาทาบทับกันในวังวนแห่งกิเลสตัณหานี้ จะนำพามาซึ่งโศกนาฏกรรมรักอันยิ่งใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ด้วยเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ และกาลเวลาตราบ ชั่วฟ้าดินสลาย




ผู้ส่ง  Bigsu    email     url     ip  115.31.151.65   ตอบเมื่อ 13 ก.ย.53 เวลา 08:16
 ความคิดเห็นที่  238



วันนี้เป็นวันหยุดและเป็นอีกวันที่รู้สึกเหงาเหมือนกับอีกหลายๆ วันที่ผ่านมา
ทุกครั้งที่เป็นวันหยุด ถ้าไม่มีธุระไปไหน ก็จะหาอะไรทำอยู่ที่บ้านเพื่อฆ่าเวลา
ไปให้หมดวัน วันทั้งวันบางครั้งแทบไม่ได้คุยกับใครเลย ยกเว้นเสียจากโทรหาแม่
หรือมีโทรศัพท์เข้ามา วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรเลยค้นหาแผ่นหนังที่ยังไม่ได้ดู มีอยู่หลาย
เรื่องทีซื้อมาไว้ และมีหลายเรื่องที่เพื่อนที่ทำงาน write มาให้ งั้นวันนี้ขอดูเรื่อง
กวนมึนโฮ แล้วกัน เห็นเพื่อนบอกว่าตลกดี

โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูหนังเกาหลีแต่ไม่ถึงกับมาก จะดูบางเรื่องที่ชอบเท่านั้น ช่วงนั้นติดแดจังกึมมาก จนมีใครบางคนว่าบ้าหนังเกาหลี ตอนแรกที่ได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ นึกว่า เป็นหนังไทยที่เลียนแบบหนังเกาหลี เพราะชื่อก็แปลกๆ ดูไม่ค่อยจะมีความหมายและระยะหลังนี้ ดาราวัยรุ่นบ้านเราเลี่ยนแบบดาราเกาหลีได้แบบไม่มีความเป็นตัวเองเอาซะเลย

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่มาเที่ยวเกาหลีพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างเหตุผลของตนเอง ฝ่ายชายมาเพราะตั้งใจจะมากับคนรักแต่บังเอิญคนรักมาบอกเลิกไปก่อนจึงต้องเดินทางมาคนเดียวด้วยอาการเมาค้างจากการอกหัก ส่วนหญิงสาวผู้ที่หลงไหลแดนกิมจิและที่สำคัญเธออยากมาอยู่ในที่ที่เป็นโลเกชั่นซีรีย์สุดฮิตของเกาหลีที่เธอดูจนติดงอมแงม โดยเอางานแต่งของเพื่อนที่อยู่เกาหลีมาเป็นข้ออ้างกับแฟนหนุ่มของเธอในการเดินทางมาในครั้งนี้ และเมื่อแฟนจับได้ว่าเธอโกหกจึงบอกเลิกทางโทรศัพท์ และด้วยความบังเอิญที่ทำให้เขาทั้งสองต้องมาใช้ชีวิตเที่ยวด้วยกันที่เกาหลี โดยที่สองคนตกลงกันว่าไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว เป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน ช่วงระยะเวลาสั้นๆที่ได้ใช้ชีวิตด้วย กันทำให้จากคนที่ไม่ชอบกลายมาเป็นความผูกพันธ์และเกิดความรักให้กันโดยต่างคนต่างไม่รู้ตัว และเมื่อความรักเกิดความฝันก็เกิดและสุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ฝันเพราะมีเหตุให้เขาสองคนต้องต่างคนต่างกลับเมืองไทยโดยไม่มีโอกาสได้รู้จักชื่อและไม่ได้เจอกันอีกเลย ดูแล้วหัวเราะคนเดียวมาเกือบทั้งเรื่องแต่ช่วงท้ายตอนที่จะเดินทางกลับเมืองไทยดูแล้วทำให้น้ำไหลได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่ารักไปแล้วเมื่อไหร่แต่เมื่อรักแล้วให้เลิกรักก็คงทำไม่ได้ และเมื่อรักแล้วต้องจากกันก็ต้องเสียใจ
และตอนจบหนังทิ้งไว้ให้คิดว่าเขาสองคนจะได้กลับมาพบกันอีกหรือเปล่า

<<<ความรักเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันเป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ลืม>>>



ผู้ส่ง  บ้านเลขที่ 33    email     url     ip  115.87.46.213   ตอบเมื่อ 23 ม.ค.54 เวลา 00:34